คณะกรรมการการเลือกตั้ง

“ชนนพัฒฐ์” รับใบรับรอง สส. ไม่หวั่นคดี

“ชนนพัฒฐ์” รับใบรับรอง สส. กลายเป็นประเด็นร้อนในแวดวงการเมืองไทย หลังนายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว สมาชิกพรรคกล้าธรรม เดินทางมารับใบรับรองตัวแทนสภาผู้แทนราษฎร หรือ สส. จากคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2567 ท่ามกลางกระแสข่าวคดีความและการเจรจาดีลทางการเมืองที่กำลังเข้มข้น

“ชนนพัฒฐ์” รับใบรับรอง สส.

ในฐานะ สส. สมัยที่ 2 จากจังหวัดสงขลา เขต 4 นายชนนพัฒฐ์ เน้นย้ำถึงการทำงานที่มุ่งเน้นพื้นที่ โดยเฉพาะการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การศึกษา และสวัสดิการประชาชน เขาเชื่อมั่นว่าการให้ความสำคัญกับพี่น้องประชาชนจะนำมาซึ่งโอกาสในการทำงานต่อไป แม้สถานการณ์ทางการเมืองจะมีความไม่แน่นอนจากแนวโน้มการจัดตั้งรัฐบาลใหม่หลังการเลือกตั้ง

ไม่หวั่นคดีความ พร้อมให้ตรวจสอบทุกมิติ

“ชนนพัฒฐ์” รับใบรับรอง สส. แล้ว ยืนยันชัดเจนว่าไม่กังวลเรื่องคดีความที่ติดตัว โดยพร้อมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมทุกขั้นตอน ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบจากหน่วยงานรัฐหรือกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ซึ่งได้ตั้งคดีพิเศษเรียบร้อยแล้ว เขาเปิดเผยว่ายังไม่ได้รับหมายเรียก แต่พร้อมชี้แจงทันทีหากมีการแจ้งมา โดยมองว่าการถูกตรวจสอบเป็นเรื่องปกติของบุคคลสาธารณะ

นายชนนพัฒฐ์ ยังย้ำว่าตนไม่ใช่จุดอ่อนของพรรคกล้าธรรม ที่จะกระทบโอกาสการเจรจาร่วมรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทย เพราะมีความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกัน โดยเฉพาะด้านกีฬาฟุตบอลที่เคยชื่นชอบผลงานของนายเนวิน ชิดชอบ อดีตประธานสโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด

  • จุดเด่นการทำงาน: มุ่งพัฒนาพื้นที่สงขลาให้เต็มศักยภาพ
  • พร้อมตรวจสอบ: ยินดีให้หน่วยงานทุกแห่งสอบสวน
  • ไม่กระทบพรรค: เชื่อมั่นความสัมพันธ์กับภูมิใจไทย
  • รอผู้ใหญ่ตัดสินใจ: จับตาดีลรัฐบาลในสัปดาห์หน้า

รอผู้ใหญ่สองพรรคคุยกัน ปมดีลร่วมรัฐบาล

สำหรับประเด็นการจัดตั้งรัฐบาล นายชนนพัฒฐ์ ระบุว่ารอให้ผู้ใหญ่ของพรรคกล้าธรรมและพรรคภูมิใจไทยหารือกัน โดยล่าสุดเพิ่งวางสายจาก ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม ที่ให้กำลังใจและย้ำให้รอผลรับรองเสร็จสิ้นก่อน เขาเชื่อว่าความสัมพันธ์จากการต่อสู้ร่วมกันในสภาชุดที่ 26 จะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ดี เป้าหมายคือเข้าร่วมรัฐบาลเพื่อทำงานให้ประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

หากไม่เข้าร่วมรัฐบาล ก็ไม่กระทบการทำงานในพื้นที่ เพราะเชื่อว่าหน่วยงานรัฐจะช่วยเหลือ สส. ทุกคนเท่าเทียม นอกจากนี้ยังตอบโต้ข่าวลือเรื่อง “งูเห่า” ในพรรคด้วยวลีเด็ด “ไม่มี หากจะไปก็ไปด้วยกัน” แสดงถึงความสามัคคีภายในพรรค

สถานการณ์การเมืองไทยหลังเลือกตั้งกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ การที่ “ชนนพัฒฐ์” รับใบรับรอง สส. ด้วยท่าทีมั่นใจ แสดงให้เห็นว่านักการเมืองรุ่นใหม่พร้อมเผชิญความท้าทาย ในมุมมองของผู้เขียน นี่คือสัญญาณบวกที่การตรวจสอบจะช่วยยกระดับคุณภาพนักการเมือง หากทุกคนโปร่งใส

CTA: คุณคิดอย่างไรกับโอกาสของพรรคกล้าธรรมในการร่วมรัฐบาล? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และแชร์บทความนี้เพื่อติดตามข่าวการเมืองอัปเดต!

ที่มา – “ชนนพัฒฐ์” รับใบรับรอง สส. ไม่หวั่นคดีความพร้อมให้ตรวจสอบ รอผู้ใหญ่คุยกันปมดีลร่วมรัฐบาล

ดร.เรือบิน เผยบาร์โค้ดย้อนลำดับบัตร หวั่น Big Data

การเลือกตั้งในประเทศไทยกำลังเผชิญประเด็นร้อนที่หลายคนจับตา นั่นคือเรื่อง บาร์โค้ดย้อนลำดับบัตร ซึ่ง “ดร.เรือบิน” หรือนายธรรม์ธีร์ สุกโชติรัตน์ ผู้อำนวยการดีโหวต มหาวิทยาลัยศรีปทุม ได้ออกมาเผยว่าสามารถพิสูจน์ได้แล้ว ว่าบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งสามารถย้อนกลับไปเชื่อมโยงกับบุคคลที่มาใช้สิทธิได้ สร้างความกังวลเรื่องการนำข้อมูลไปใช้เป็น Big Data วางแผนการเมืองในอนาคต

“ดร.เรือบิน” เผยพิสูจน์แล้ว บาร์โค้ดย้อนลำดับบัตร

ในที่ประชุมของคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 ที่โรงแรมโนโวเทล กรุงเทพฯ ดร.เรือบินได้อธิบายวิธีการตรวจสอบอย่างละเอียด โดยใช้กล้องบันทึกภาพผู้มาใช้สิทธิในวันเลือกตั้งใหม่ที่กรุงเทพมหานคร เมื่อ 22 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ตลอดทั้งวัน จากนั้นนำภาพมาจำลองด้วย AI เพื่อคาดเดาการเลือกตั้งของแต่ละคน โดยเปรียบเทียบกับลำดับบัตรสีเขียวและสีชมพูในช่วงนับคะแนน สามารถจับคู่ได้ว่าบัตรใบไหนเป็นของผู้ใช้สิทธิคนที่เท่าไหร่

กระบวนการนี้เผยให้เห็นช่องโหว่ใหญ่ เพราะผู้ที่ตั้งใจทุจริตสามารถตรวจสอบได้ว่าการซื้อเสียงสำเร็จหรือไม่ แม้จะไม่แม่นยำ 100% แต่ก็เพียงพอต่อการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ โดยเฉพาะหากหน่วยงานที่มีอำนาจรวบรวมเป็น Big Data เพื่อวางแผนทางการเมืองระยะยาว

สมชัย ศรีสุทธิยากร เสนอเลือกตั้งจำลองถอดรหัสบาร์โค้ด

ด้านนายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง ได้ชี้แจงเพิ่มเติมว่าบัตรสีเขียวมี QR Code ที่เชื่อมกับเล่มบัตร ซึ่งแต่ละเล่มมี 20 ใบ ใช้โค้ดเดียวกัน จึงอาจไม่ใช่ปัญหาใหญ่ แต่บัตรสีชมพูมีบาร์โค้ดด้านล่างที่สแกนได้ด้วยมือถือ แสดงรหัส 9 หลักของแต่ละใบ ทำให้ย้อนกลับไปยังบุคคลได้ง่ายๆ เพียงแค่สังเกตหน่วยเลือกตั้ง

เพื่อพิสูจน์ชัดเจน สมชัยประกาศจัดเลือกตั้งจำลองในวันที่ 4 มีนาคม 2569 เวลา 13.30 น. โดยเชิญสื่อมวลชน 10 คนมาใช้สิทธิในคูหา ถ่ายรูปเก็บไว้ หลังจากนั้นให้ทีมผู้เชี่ยวชาญ 5 ทีมและทีมประชาชน 5 ทีม (นักศึกษา มัธยม ประถม ประชาชนทั่วไป) ถอดรหัสบาร์โค้ดภายใน 30 นาที โดยใช้อุปกรณ์ตัวเอง เพื่อแสดงว่าบัตรเลือกตั้งแบบนี้ไม่ปลอดภัย

นอกจากนี้ ยังเชิญอัครราชทูต各国และนักวิชาการมาร่วมเป็นสักขีพยาน รวมถึงส่งเรื่องไปยังวุฒิสภา คณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง เพื่อยืนยันว่าการเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ ไม่มีความลับในการออกเสียง

ความเสี่ยงของบาร์โค้ดย้อนลำดับบัตรต่อประชาธิปไตย

บาร์โค้ดย้อนลำดับบัตร ไม่เพียงเปิดช่องให้ทุจริต แต่ยังเสี่ยงต่อการละเมิดความเป็นส่วนตัวของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง กกต. อ้างว่าใช้ป้องกันบัตรปลอม แต่ดร.เรือบินมองว่าถ้านับคะแนนใหม่ทั่วประเทศ จะเห็นความคลาดเคลื่อนชัดเจน การเลือกตั้งครั้งหน้าคงไม่มีโค้ดนี้แล้ว แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นต้องแก้ไข

  • ช่องโหว่หลัก: บาร์โค้ดเชื่อมลำดับผู้มาโหวต
  • เครื่องมือถอดรหัส: AI + กล้องบันทึก + สแกนมือถือ
  • ผลกระทบ: Big Data สำหรับวางแผนซื้อเสียงและจัดการการเมือง
  • แนวทางแก้: เลือกตั้งจำลอง + ปฏิรูป กกต. + แก้รัฐธรรมนูญ

ประเด็นนี้สะท้อนถึงความจำเป็นในการปฏิรูปองค์กรอิสระ เพื่อให้การเลือกตั้งโปร่งใสและยุติธรรมแท้จริง หากปล่อยไว้ ประชาธิปไตยไทยอาจถูกบ่อนทำลายจากเทคโนโลยีที่ควรช่วยเหลือ

คุณคิดอย่างไรกับเรื่องบาร์โค้ดย้อนลำดับบัตรนี้? มันจะเปลี่ยนแปลงการเมืองไทยได้หรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความนี้เพื่อให้คนไทยตื่นตัวเรื่องการเลือกตั้งที่โปร่งใสกันเถอะ!

ที่มา – “ดร.เรือบิน” เผยพิสูจน์แล้ว บาร์โค้ดย้อนลำดับบัตร หวั่นถูกใช้ข้อมูล Big Data วางแผนการเมือง

นันทนา แคลงใจ พิพัฒน์ เร่งตั้งรัฐบาลก่อนสงกรานต์

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวโซเชียลที่สนใจการเมืองไทย วันนี้เรามาคุยกันแบบเป็นกันเองเรื่องดราม่าร้อนๆ ในแวดวงรัฐสภา นั่นคือ นันทนา แคลงใจ พิพัฒน์ เร่งตั้งรัฐบาลก่อนสงกรานต์ นี่แหละครับ! หลังจากเลือกตั้ง ส.ส. ผ่านไป กกต. กำลังจะประกาศรับรองผล แต่ยังมีประเด็นค้างคาเพียบ จน น.ส.นันทนา นันทวโรภาส สมาชิกรัฐสภา (สว.) ออกมาแสดงความเห็นแบบแซ่บๆ ว่า อย่ารีบร้อนนักเลย ไม่งั้นอาจดูเหมือนก้าวก่ายงาน กกต. ไปแล้วนะ

นันทนา แคลงใจ พิพัฒน์ เร่งตั้งรัฐบาลก่อนสงกรานต์

ย้อนเหตุการณ์วันที่ 24 ก.พ. 2567 ที่รัฐสภา นันทนาได้ให้สัมภาษณ์ชัดเจน ถึงกรณีที่ กกต. เตรียมรับรองผลเลือกตั้ง ส.ส. ภายในสิ้นเดือน ก.พ. แต่จนบัดนี้ กกต. ยังไม่เคลียร์ข้อสงสัยสำคัญให้สังคมฟังเลย เช่น จำนวนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งจริงๆ เป็นเท่าไหร่? กระบวนการลงคะแนนมีปัญหาอะไรบ้าง? โดยเฉพาะบัตรเขย่งที่ยังไม่มีข้อสรุปชัดเจน ถ้าเร่งรับรองตอนนี้ มันขัดใจประชาชนชัดๆ เลยครับ

ที่หนักกว่านั้นคือคำพูดของ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีคมนาคม ในฐานะแกนนำพรรคภูมิใจไทย ที่บอกว่าต้องจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ให้เสร็จก่อนเทศกาลสงกรานต์แน่นอน นันทนาเลยแคลงใจหนักมาก! เธอบอกว่าถ้าเป็นแบบนี้ มันเหมือนเข้าไปแทรกแซง แกว่งก่ายการทำงานของ กกต. โดยตรง เพราะการจัดตั้งรัฐบาลต้องรอให้ กกต. ตรวจสอบทุกประเด็นให้กระจ่างก่อนสิ ไม่ใช่รีบเร่งให้ประกาศรับรองแบบหักคอ ถ้าทำจริง อาจโดนมองว่ารับคำสั่ง ไม่เป็นกลางเอาได้นะ

ทำไมนันทนา แคลงใจ พิพัฒน์ เร่งตั้งรัฐบาลก่อนสงกรานต์ ถึงขนาดนี้

นันทนาแนะนำชัดๆ ว่า กกต. ควรใช้เวลาให้เต็มที่ โดยมีกฎหมายให้เวลา 60 วันนับจากวันเลือกตั้งในการตรวจสอบ เพื่อให้ทุกอย่างโปร่งใส สุจริต และยุติธรรม อย่ารีบรับรอง ส.ส. ทั้งที่ยังมีปมปัญหาค้างคา มันจะทำให้สังคมไทยไม่ไว้ใจได้ยังไงล่ะครับ นอกจากนี้ยังมีเรื่องรอผลพิจารณาจากผู้ตรวจการแผ่นดิน ที่กำลังดูคำร้องให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความเรื่องกระบวนการเลือกตั้ง และวันที่ 27 ก.พ. กกต. ต้องชี้แจงเพิ่มด้วย ถ้าคนยังสงสัยอยู่ แต่รีบรับรอง มันอาจถูกตีความว่าเอื้อพรรคการเมืองบางพรรคเพื่อความได้เปรียบทางการเมืองชัดๆ

เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น มาดูประเด็นหลักๆ ที่ยังค้างคากันครับ

  • จำนวนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง: ตัวเลขจริงๆ คือเท่าไหร่? ยังไม่ชัดเจน สร้างความสับสนให้ประชาชน
  • ปัญหาการลงคะแนน: มีจุดบอดหลายแห่ง ต้องตรวจสอบให้ละเอียด
  • บัตรเขย่งหรือบัตรเปล่า: ไม่มีสรุปชัด อาจกระทบผลรวมคะแนน
  • การร้องเรียนจากผู้สมัคร: หลายพรรคยังไม่ยอมรับผล ต้องรอศาลตัดสิน

นันทนากล่าวเน้นย้ำว่า “กกต. ควรเร่งชี้แจง สื่อสารกับประชาชนในทุกประเด็นข้อสงสัยต่อกระบวนการจัดการเลือกตั้ง รวมไปถึงควรรอผลการพิจารณาของผู้ตรวจการแผ่นดิน… การตรวจสอบผลการเลือกตั้งก่อนประกาศรับรอง กกต. มีเวลา 60 วัน… ควรใช้เวลาที่ได้รับตรวจสอบอย่างเต็มที่ เพื่อให้หมดข้อสงสัย ไม่มีปัญหา” คำพูดนี้สะท้อนความห่วงใยต่อประชาธิปไตยไทยจริงๆ ครับ

จากมุมมองของผมเองนะครับ เรื่อง นันทนา แคลงใจ พิพัฒน์ เร่งตั้งรัฐบาลก่อนสงกรานต์ นี้ เป็นสัญญาณเตือนว่าการเมืองไทยยังต้องปรับปรุงอีกเยอะ โดยเฉพาะความโปร่งใสในการเลือกตั้ง ถ้ารัฐบาลใหม่จะมั่นคงจริง ต้องเริ่มจากฐานที่แข็งแรง ไม่ใช่รีบร้อนแบบนี้ สงกรานต์ปีนี้ ถ้าตั้งรัฐบาลไม่ทัน ก็ช่างมันเถอะครับ อย่าให้เสียชื่อวันหยุดสงกรานต์ที่แสนสนุกไปเลย

สุดท้ายนี้ ผมคิดว่าประชาชนอย่างเราควรติดตามใกล้ชิด และเรียกร้องให้ทุกฝ่ายทำงานอย่างตรงไปตรงมา เพื่ออนาคตของชาติ คุณล่ะครับคิดเห็นยังไงกับประเด็นนี้? มาคอมเมนต์แชร์ความคิดกันด้านล่างเลยนะ หรือกดแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ได้อ่านด้วย!

ที่มา – “นันทนา” แคลงใจ “พิพัฒน์” เร่งตั้งรัฐบาลใหม่ให้ได้ก่อนสงกรานต์ ชี้ ส่อก้าวก่ายงาน กกต.

ตรีนุช ยืนยันพร้อมร่วมรัฐบาลอนุทิน

ในสถานการณ์การเมืองไทยที่กำลังร้อนระอุหลังการเลือกตั้ง นางสาวตรีนุช เทียนทอง หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ได้ออกมาแสดงจุดยืนชัดเจน โดยตรีนุช ยืนยันพร้อมร่วมรัฐบาลอนุทินอย่างไม่มีเงื่อนไข รอเพียงการรับรองผลจาก กกต. เท่านั้น ข่าวนี้กลายเป็นประเด็นสำคัญที่นักการเมืองและประชาชนจับตามองอย่างใกล้ชิด

ตรีนุช ยืนยันพร้อมร่วมรัฐบาลอนุทิน

วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2567 (ย่อจาก 2569 ในข่าว) นางสาวตรีนุช เทียนทอง ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานและหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ได้ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมกรรมการบริหารพรรค โดยยืนยันว่าตรีนุช ยืนยันพร้อมร่วมรัฐบาลอนุทิน ซึ่งเป็นจุดยืนที่พรรคยึดถือมาตั้งแต่แรก เนื่องจากพรรคภูมิใจไทยของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้รับคะแนนเสียงจากประชาชนมากที่สุด จึงสมควรเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล

ตรีนุช เน้นย้ำว่ายังไม่มีการกำหนดเงื่อนไขใดๆ ในการเจรจา และต้องรอให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) รับรองผลการเลือกตั้งก่อน จึงจะเข้าสู่การหารือเรื่องการแบ่งเก้าอี้รัฐมนตรีอย่างเป็นทางการ แม้พรรคพลังประชารัฐจะมี ส.ส. เพียง 5 เสียง แต่ก็พร้อมสนับสนุน โดยเรื่องจำนวนเก้าอี้จะขึ้นอยู่กับพรรคใหญ่

บริบทการประชุมพรรคพลังประชารัฐ

การประชุมครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ ลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคครบกำหนด 60 วันตามกฎหมาย พรรคจึงต้องเตรียมความพร้อมสำหรับการประชุมใหญ่สามัญในเดือนหน้า ตรีนุช ชี้แจงถึงกระแสวิจารณ์จากผู้สมัคร ส.ส. บางส่วนที่เรียกร้องให้บิ๊กป้อมกลับมา ว่า พรรคมีนโยบายและอุดมการณ์ชัดเจน แม้ช่วงเปลี่ยนผ่านจะไม่ลงพื้นที่ทั่วถึง แต่ทุกคนที่ร่วมงานตกลงใจกันแล้ว

จุดยืนต่อกระแสตั้งรัฐบาลแข่ง

เมื่อถูกถามถึงกระแสข่าวการตั้งรัฐบาลแข่งกับพรรคภูมิใจไทย ตรีนุช ปัดตอบและย้ำให้เกียรติพรรคที่ได้คะแนนสูงสุดก่อน โดยตรีนุช ยืนยันพร้อมร่วมรัฐบาลอนุทินเต็มที่ โดยฟังเสียงประชาชนเป็นหลัก ไม่ปิดประตูเจรจากับพรรคอื่นแบบสิ้นเชิง แต่ขณะนี้โฟกัสที่พรรคแกนนำ

  • ไม่มีเงื่อนไขชัดเจน: เจรจาเบื้องต้นแล้ว แต่รอ กกต. รับรอง
  • ยึดผลเลือกตั้ง: ภูมิใจไทยได้คะแนนสูงสุด สมควรนำ
  • จำนวน ส.ส. จำกัด: 5 เสียง แต่พร้อมต่อรองเก้าอี้
  • เตรียมประชุมใหญ่: หลังประวิตรลาเก้าอี้ 60 วัน
  • ตอบโต้กระแส: ไม่ปิดประตูพรรคอื่น แต่ให้เกียรติก่อน

สถานการณ์นี้สะท้อนถึงความเป็นมืออาชีพของพรรคพลังประชารัฐในการเคารพผลการเลือกตั้ง หาก กกต. รับรองผลเร็ว รัฐบาลใหม่น่าจะเกิดขึ้นโดยเร็ว สร้างเสถียรภาพให้ประเทศ

ในมุมมองของผู้เขียน การยืนยันจุดยืนของตรีนุชนี้เป็นสัญญาณดีต่อการเมืองไทยที่เน้นประชาชนเป็นศูนย์กลาง หลีกเลี่ยงความขัดแย้งไม่จำเป็น คุณคิดอย่างไรกับการจัดตั้งรัฐบาลชุดนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามข่าวการเมืองอัปเดตได้ที่บล็อกของเรา!

ที่มา – “ตรีนุช” ยืนยันพร้อมร่วมรัฐบาลอนุทิน ยังไม่มีเงื่อนไข รอคุยเก้าอี้หลัง กกต. รับรองผล

“อนุทิน” ปัดจบดีลรัฐบาล ย้ำยังไม่เริ่ม ลั่น“ผมเป็นคนดีล”

สวัสดีครับทุกท่าน! วันนี้เรามาคุยกันเรื่องการเมืองร้อนๆ ที่กำลังเป็นกระแสอยู่ในขณะนี้ นั่นคือ “อนุทิน” ปัดจบดีลรัฐบาล ย้ำยังไม่เริ่ม ลั่น“ผมเป็นคนดีล” ซึ่งเป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตา หลังจากมีข่าวลือหนาหูเรื่องการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ มาดูกันว่านายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และนายกรัฐมนตรีปัจจุบัน ได้ออกมาพูดอะไรบ้าง

“อนุทิน” ปัดจบดีลรัฐบาล ย้ำยังไม่เริ่ม ลั่น“ผมเป็นคนดีล”

เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล เวลา 11.50 น. นายอนุทิน ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน หลังจากที่นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และรมว.คมนาคม ในฐานะแกนนำพรรคภูมิใจไทย ออกมาแฉว่าดีลตั้งรัฐบาลจบแล้ว 300 เสียง นายอนุทินตอบแบบชัดเจน ร้อง ‘ฮึ’ แล้วถามสื่อว่า ‘มาตู้ผมป่าว’ พร้อมชี้ตัวเองและย้ำว่า ‘คนดีลคือคนนี้’ แสดงให้เห็นถึงความมั่นใจและบทบาทหลักในการเจรจาของตัวเอง

สถานการณ์คะแนนเสียงยังไม่นิ่ง กกต. กำลังนับใหม่

นายอนุทิน ชี้แจงว่าตอนนี้ยังไม่มีการเริ่มดีลอะไรทั้งสิ้น เพราะกำลังมีการนับคะแนนใหม่ ส.ส. บัญชีรายชื่อหลายเขต และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก็เพิ่งออกข่าวมา ดังนั้นจึงยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องดีลตั้งรัฐบาล ส่วนหลักการเดิมที่ต้องโหวตนายกฯ ก่อนแล้วค่อยคุยตำแหน่งนั้น ตอนนี้ยังรอให้ทุกอย่างนิ่งก่อน ‘ทุกวันนี้ได้แต่ประมาณเอาว่ามี ส.ส. อยู่เท่าไหร่ ถ้าทุกอย่างไม่นิ่งก็ไปคุยกับใครไม่ได้’

เมื่อถามถึงความคืบหน้าการประกาศผลจาก กกต. นายอนุทิน บอกว่า กกต. ไม่ได้ขึ้นกับรัฐบาล จึงรายงานไม่ได้ และเรื่องประเด็นเลือกตั้งโมฆะจากบาร์โค้ด ก็ตอบว่า ‘ไม่ทราบครับ’ แสดงถึงความระมัดระวังในการให้ข้อมูล

เมินกระแสข่าวรัฐบาลไฟจราจรและเซอร์ไพรส์จาก ร.อ.ธรรมนัส

ที่น่าสนใจคือ เมื่อสื่อถามถึงกระแสตั้งรัฐบาลสีไฟจราจร ที่พรรคเพื่อไทย กล้าธรรม และประชาชน ร่วมมือกันเพื่อผลักพรรคภูมิใจไทยไปเป็นฝ่ายค้าน นายอนุทิน ไม่ตอบตรงๆ เพียงหัวเราะในลำคอ และเมื่อถามเรื่องตั้งรัฐบาลแข่งเพื่อล้มรัฐบาลปัจจุบัน ก็หัวเราะแล้วบอก ‘เหรอ’

  • กระแสเซอร์ไพรส์ใหญ่หลัง 25 ก.พ. จาก ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ที่จะกลับจากต่างประเทศ
  • นายอนุทิน ตอบ ‘ไม่ได้ยิน’
  • เมื่อถามกลัวจะโดนแฉหรือมีไม้เด็ด ก็ย้อน ‘กลัวหมายความว่ากลัวยังไง’

พฤติกรรมเหล่านี้แสดงให้เห็นว่านายอนุทินยังคงนิ่งและไม่หวั่นไหวกับข่าวลือ สถานการณ์การเมืองไทยกำลังเข้มข้น ทุกฝ่ายกำลังรอผลนับคะแนนใหม่จาก กกต. ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดทิศทางต่อไป

จากมุมมองของผม สถานการณ์นี้สะท้อนถึงความซับซ้อนของการเมืองไทย ที่ดีลต่างๆ ต้องรอให้คะแนนชัดเจนก่อน นายอนุทินที่ลั่น ‘ผมเป็นคนดีล’ น่าจะมีแผนการในใจแล้ว แต่ยังไม่เปิดไพ่ ทุกคนควรติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะอาจมีเซอร์ไพรส์รออยู่!

คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? คอมเมนต์มาบอกกันได้เลยนะครับ และอย่าลืมแชร์บทความนี้หากชอบ เพื่อให้เพื่อนๆ ได้อัพเดทข่าวการเมืองล่าสุด

ที่มา – “อนุทิน” ปัดจบดีลรัฐบาล ย้ำยังไม่เริ่ม ลั่น“ผมเป็นคนดีล”

เลขาฯ กฤษฎีกา ย้อนถามลงคะแนน “ลับ” ใครผิด

ประเด็นร้อนทางการเมืองที่กำลังถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในสังคมไทย คือเรื่องการลงคะแนนแบบ “ลับ” ในการเลือกตั้ง โดยเฉพาะกรณีบัตรเลือกตั้งที่อาจถูกตรวจสอบภายหลัง เลขาฯ กฤษฎีกา ย้อนถามลงคะแนน “ลับ” อย่างน่าสนใจว่า หากประชาชนไปกาบัตรแล้ว แต่มีคนพยายามแซะข้อมูลภายหลัง ใครกันแน่ที่เป็นผู้ทำผิด คนกาหรือคนไปแซะกันแน่ คำถามนี้จุดประกายให้เกิดการถกเถียงถึงหลักการประชาธิปไตยและความลับในการเลือกตั้ง

การลงคะแนนลับถือเป็นหลักสากลที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญและกฎหมายเลือกตั้งของไทย เพื่อให้ประชาชนสามารถแสดงเจตจำนงได้อย่างอิสระ โดยไม่ถูกกดดันหรือกลั่นแกล้งจากบุคคลหรือกลุ่มใดๆ หากถูกเปิดเผย จะส่งผลกระทบต่อสิทธิส่วนบุคคลและความน่าเชื่อถือของระบบเลือกตั้งทั้งหมด ในประเทศไทย พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มาตรา 101 กำหนดชัดเจนว่าการลงคะแนนต้องเป็นลับ เพื่อรักษาความโปร่งใสและเป็นธรรม

เลขาฯ กฤษฎีกา ย้อนถามลงคะแนน “ลับ” คนกาหรือคนแซะข้อมูลภายหลัง ใครเป็นคนทำผิด

เมื่อเวลา 09.10 น. วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ได้ให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นนี้ โดยระบุว่าเรื่องการตีความคำว่า “ลับ” เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ต้องดำเนินการตามกระบวนการ หากบุคคลทั่วไปออกมาพูดมั่วๆ อาจก่อให้เกิดความสับสนในสังคม ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในระบบการเมืองและเศรษฐกิจการลงทุนของไทย

ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า หากประชาชนลงคะแนนแบบลับแล้ว แต่ภายหลังมีคนไปตรวจสอบข้อมูล จะยังถือเป็นความลับอยู่หรือไม่ เลขาฯ กฤษฎีกาตอบกลับอย่างแหลมคมว่า “ใครเป็นคนทำผิดล่ะ คนกาหรือคนไปแซะข้อมูลเขา” คำถามย้อนนี้ชี้ให้เห็นถึงจุดสำคัญว่าการบุกรุกข้อมูลลับอาจเป็นการกระทำผิดกฎหมายมากกว่า

เลขาฯ กฤษฎีกา ย้อนถามลงคะแนน “ลับ” กับการตีความในแวดวงราชการ

ในส่วนของการตีความคำว่า “ลับ” ตามระเบียบราชการไทย นายปกรณ์อธิบายว่ามีระดับความลับที่ชัดเจนตามระเบียบการรักษาความลับทางราชการ พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 และระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการรักษาระดับความลับของราชการ โดยแบ่งเป็น 3 ระดับหลัก ดังนี้

  • เรื่องลับ (Secret): ข้อมูลที่หากรั่วไหลอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อผลประโยชน์ของชาติ ผู้รับรู้ได้เฉพาะระหว่างผู้ส่งและผู้รับ
  • ลับมาก (Confidential): ระดับที่ละเอียดอ่อนยิ่งขึ้น หากรั่วไหลจะกระทบความมั่นคง
  • ลับที่สุด (Top Secret): ระดับสูงสุด ข้อมูลสำคัญยิ่ง ห้ามรั่วไหลโดยเด็ดขาด

ข้อมูลเหล่านี้ระหว่างทางห้ามส่งต่อ หากฝ่าฝืนถือเป็นความผิดทางอาญา นายปกรณ์ยกตัวอย่างว่าการลงคะแนนลับในเลือกตั้งเข้าข่ายระดับ “ลับ” ที่ต้องปกป้องอย่างเคร่งครัด

เมื่อถูกถามต่อว่าหากข้อมูลลับถูกเปิดเผยภายหลัง จะกลายเป็นโมฆะหรือไม่ เลขาฯ กฤษฎีกาหัวเราะเบาๆ ก่อนย้อนถามสื่อว่า “สื่อก็ทำกับตนบ่อยๆ เห็นเอาเอกสารราชการไปลงกันบ่อยๆ” คำตอบนี้สะท้อนถึงปัญหาการเปิดเผยข้อมูลราชการที่เกิดขึ้นจริงในสังคมไทย ซึ่งอาจนำไปสู่การพิจารณาความรับผิดชอบจากทุกฝ่าย

ประเด็นนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ ในอดีตเคยมีกรณีการเลือกตั้งที่ถูกตั้งคำถามถึงความลับของบัตรเลือกตั้ง เช่น กรณีเลือกตั้งปี 2562 ที่มีข้อครหาเรื่องบัตรปลอมและการตรวจสอบ แต่ศาลรัฐธรรมนูญยืนยันว่าการลงคะแนนลับต้องได้รับการคุ้มครองเต็มที่ เพื่อป้องกันการแทรกแซงจากพรรคการเมืองหรือกลุ่มอิทธิพล การที่ เลขาฯ กฤษฎีกา ย้อนถามลงคะแนน “ลับ” แบบนี้ ช่วยเตือนใจให้สังคมตระหนักถึงความสำคัญของกระบวนการยุติธรรม

นอกจากนี้ ยังกระทบต่อภาพลักษณ์ของ กกต. ที่ต้องพิสูจน์ความโปร่งใส โดยไม่ละเมิดสิทธิผู้ลงคะแนน หากเกิดความสับสน อาจนำไปสู่การเลือกตั้งใหม่หรือคดีความยืดเยื้อ ส่งผลต่อเสถียรภาพทางการเมืองไทยที่กำลังฟื้นตัวหลังวิกฤตโควิด-19

จากมุมมองของผู้เขียน การรักษาความลับในการเลือกตั้งคือหัวใจของประชาธิปไตยที่แท้จริง หากประชาชนไม่มั่นใจว่าคะแนนของตัวเองปลอดภัย ระบบทั้งหมดก็จะพังทลายลง เลขาฯ กฤษฎีกาทำให้เห็นว่าปัญหาอยู่ที่การบุกรุกมากกว่าการกาเลือกตั้ง ดังนั้นเราควรสนับสนุนให้มีกฎหมายที่เข้มงวดยิ่งขึ้นในการปกป้องข้อมูลเลือกตั้ง

คุณคิดเห็นอย่างไรกับคำย้อนถามของเลขาฯ กฤษฎีกา? คนกาหรือคนแซะกันแน่ที่ผิด? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมกดไลค์แชร์เพื่อให้เพื่อนๆ ได้อ่านด้วยนะครับ ติดตามข่าวการเมืองอัปเดตทุกวัน!

ที่มา – เลขาฯ กฤษฎีกา ย้อนถามลงคะแนน “ลับ” คนกาหรือคนแซะข้อมูลภายหลัง ใครเป็นคนทำผิด

“ทวี”เรียกร้อง กกต. กู้วิกฤตศรัทธา ตั้งคณะทำงานตรวจสอบ

การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครั้งล่าสุดได้จุดประเด็นร้อน“ทวี”เรียกร้อง กกต. กู้วิกฤตศรัทธา ตั้งคณะทำงานตรวจสอบใช้กลไกทางกฎหมายเปิดเผยความจริง เมื่อ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ ออกมาแสดงจุดยืนชัดเจนผ่านเฟซบุ๊ก โดยเฉพาะประเด็นบัตรเขย่งและบัตรขย่มจำนวนหลายแสนใบที่ไม่ใช่แค่ข้อผิดพลาดเล็กน้อย แต่เป็นสัญญาณอันตรายต่อความศักดิ์สิทธิ์ของบัตรเลือกตั้ง

“ทวี”เรียกร้อง กกต. กู้วิกฤตศรัทธา ตั้งคณะทำงานตรวจสอบใช้กลไกทางกฎหมายเปิดเผยความจริง

พ.ต.อ.ทวี ย้ำว่าการเลือกตั้งคือรากฐานของประชาธิปไตยไทย ความสุจริตและเที่ยงธรรมคือสัญญาพิเศษระหว่างรัฐกับประชาชน หากกระบวนการถูกตั้งคำถาม ความเชื่อมั่นจะสั่นคลอน นำไปสู่ความขัดแย้งในสังคมที่รุนแรงขึ้น กรณีนี้เกิดขึ้นหลังการนับคะแนนเลือกตั้ง ส.ส. แบ่งเขตและบัญชีรายชื่อ เมื่อ 18 ก.พ. 2566 ผ่านเว็บไซต์ Ect Report 69 ของ กกต. นักวิชาการอย่าง อาจารย์สฤณี อาชวานันทกุล และอาจารย์ลอย ชูพงษ์ทอง วิเคราะห์ข้อมูล พบบัตรเขย่งและบัตรขย่มรวมกว่า 324,000 ใบ

ที่น่าตกใจคือ เพียง 2 วันต่อมา กกต. ปิดเว็บไซต์ดังกล่าว ทำให้ประชาชนและภาคส่วนอื่นตรวจสอบข้อมูลได้ยาก พ.ต.อ.ทวี ชี้ว่า กกต. ไม่สามารถแก้ตัวด้วยคำว่า ‘Human Error’ ได้ง่ายๆ ต้องทำงานเชิงรุก สืบสวนไต่สวน สั่งระงับหรือเลือกตั้งใหม่ เพื่อปกป้องคะแนนเสียงประชาชน

3 วิกฤตศรัทธาที่สังคมต้องการคำตอบชัดเจน

หัวหน้าพรรคประชาชาติ ระบุว่าสังคมไม่ต้องการคำแก้ตัว แต่ต้องการความจริงใน 3 วิกฤตหลัก:

  • วิกฤต “ความลับ” ของคูหาเลือกตั้ง: QR-Code ในบัตรสีเขียวและ Barcode ในบัตรสีชมพู ทำให้การโหวตไม่เป็นความลับ ขัดรัฐธรรมนูญและกฎหมายเลือกตั้ง กำลังมีคดีฟ้องศาลปกครองสูงสุดและผู้ตรวจการแผ่นดิน
  • วิกฤต “บัตรเขย่ง” หรือบัตรผี: จำนวนบัตรในหีบมากกว่าผู้ลงชื่อรับบัตร แสดงถึงความผิดปกติที่เข้าข่ายไม่สุจริต กกต. ต้องสืบสวนด่วน
  • วิกฤต “ส่วนต่างผิดธรรมชาติ”: ผู้มีสิทธิ์รับบัตร 2 ใบ แต่หลังนับคะแนน พบบัตรสองสีต่างกันมหาศาล ต้องตรวจสอบเชิงลึก

นอกจากนี้ พ.ต.อ.ทวี ยังเสนอแนวทางกู้ศรัทธา โดยให้ กกต. เปิดกล่องดำ กระบวนการเลือกตั้ง ดังนี้

  • ตั้งคณะทำงานตรวจสอบ (Audit) ร่วมกับตัวแทนประชาชน ผู้เชี่ยวชาญคอมพิวเตอร์และนิติวิทยาศาสตร์
  • ตรวจสอบต้นขั้วบัตร เทียบลายเซ็น รอยนิ้วมือ กับบัตรจริง และบัญชีผู้มาใช้สิทธิ ป้องกันสวมสิทธิ์
  • เปิดเผยขั้นตอนทั้งหมดให้ประชาชนเข้าถึง เพราะเป็นข้อมูลสาธารณะ

ทำไม “ทวี”เรียกร้อง กกต. กู้วิกฤตศรัทธา ถึงสำคัญ

การเรียกร้องครั้งนี้ไม่ใช่การกล่าวหา แต่เป็นการปกป้องสิทธิประชาชนตามกฎหมาย หาก กกต. ดำเนินด้วยความสุจริต การเปิดเผยจะคืนศรัทธาได้ แต่หากนิ่งเฉย ความคลุมเครือจะกลายเป็นบรรทัดฐาน บั่นทอนประชาธิปไตยทั้งระบบ หนึ่งสิทธิ์หนึ่งเสียงคืออำนาจสูงสุด ไม่มีใครอยู่เหนือการตรวจสอบ พ.ต.อ.ทวี ปิดท้ายว่า อยากให้เลือกตั้ง 2566 เป็นจุดเปลี่ยนของความโปร่งใส ไม่ใช่การเลือกตั้งที่ “โกงมากที่สุด” ในประวัติศาสตร์ไทย

ประเด็นนี้สะท้อนปัญหาใหญ่ในระบบเลือกตั้งไทย ที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน เพื่อรักษาความเชื่อมั่นของประชาชนในระบอบประชาธิปไตย การตรวจสอบบัตรเขย่ง บัตรขย่ม และระบบ QR-Code จะช่วยยกระดับมาตรฐานการเลือกตั้งในอนาคต หาก กกต. ตอบสนองเชิงรุก จะเป็นแบบอย่างที่ดีให้องค์กรอิสระอื่นๆ

คุณคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้? การเลือกตั้งที่โปร่งใสสำคัญต่ออนาคตไทยอย่างไร? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อกระตุ้นให้เกิดการตรวจสอบที่เข้มข้นยิ่งขึ้น!

ที่มา – “ทวี”เรียกร้อง กกต. กู้วิกฤตศรัทธา ตั้งคณะทำงานตรวจสอบใช้กลไกทางกฎหมายเปิดเผยความจริง

ดุสิตโพล กังวลทุจริตเลือกตั้ง 2568 ไม่พอใจ กกต.

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามาคุยกันเรื่องผลโพลสุดร้อนจากสวนดุสิตโพล ที่สะท้อนความรู้สึกของคนไทยต่อการเลือกตั้งล่าสุดนะครับ หลังจากที่เพิ่งผ่านพ้นวันเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 ไปหมาดๆ สวนดุสิตโพลได้ทำการสำรวจความคิดเห็นจากประชาชนทั่วประเทศกว่า 1,231 คน ทั้งออนไลน์และภาคสนาม ระหว่าง 17-20 กุมภาพันธ์ พบว่าคนไทยยังคงกังวลหนักเรื่องความไม่โปร่งใสและการทุจริตในการเลือกตั้งครั้งนี้

ดุสิตโพล คนกังวลความไม่โปร่งใส-ทุจริตเลือกตั้ง 2568 ไม่ค่อยพอใจการทำงาน กกต.

ดุสิตโพล คนกังวลความไม่โปร่งใส-ทุจริตเลือกตั้ง 2568 ไม่ค่อยพอใจการทำงาน กกต. นี่คือหัวใจหลักของผลสำรวจที่ทำให้หลายคนต้องตั้งคำถามถึงระบบการเลือกตั้งของเราครับ โดยรวมแล้ว ความพึงพอใจต่อการจัดการเลือกตั้งได้คะแนนเฉลี่ยแค่ 5.17 จาก 10 คะแนน ถือว่าก้ำกึ่งสุดๆ ไม่ดีไม่แย่ แต่สิ่งที่คนกังวลมากที่สุดอันดับ 1 คือ ความไม่โปร่งใสและการทุจริตในการเลือกตั้ง สูงถึง 67.99% เลยทีเดียว รองลงมาก็ขั้นตอนยุ่งยากในหน่วยเลือกตั้ง 40.45% นโยบายพรรคที่อาจทำไม่ได้จริง 40.37% และความขัดแย้งทางการเมือง 37.94%

ดุสิตโพล คนกังวลความไม่โปร่งใส-ทุจริตเลือกตั้ง 2568

มาดูรายละเอียดกันครับ สำหรับการทำงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. นั้น ประชาชนส่วนใหญ่ ไม่ค่อยพึงพอใจ ถึง 33.68% รองลงมา ค่อนข้างพึงพอใจ 32.91% ไม่พึงพอใจ 26.09% และพึงพอใจมากแค่ 7.32% เท่านั้น คะแนนสูสีแบบนี้แสดงให้เห็นว่าความเชื่อมั่นยังไม่แข็งแกร่งนัก โดยเฉพาะประเด็นโปร่งใสที่คนไทยให้ความสำคัญมาก

  • อันดับ 1: ไม่ค่อยพึงพอใจ 33.68%
  • อันดับ 2: ค่อนข้างพึงพอใจ 32.91%
  • อันดับ 3: ไม่พึงพอใจ 26.09%
  • อันดับ 4: พึงพอใจมาก 7.32%

ส่วนภาพรวมการเมืองไทยหลังเลือกตั้งครั้งนี้ คนส่วนใหญ่ 49.31% มองว่า เหมือนเดิม แย่ลง 31.52% และดีขึ้นแค่ 19.17% เท่านั้น สะท้อนว่าประชาชนยังไม่ค่อยมั่นใจว่าระบบจะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี

คำวิเคราะห์จากผู้เชี่ยวชาญ

ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล กล่าวว่าผลโพลนี้แสดงให้เห็นว่าความเชื่อมั่นต่อกระบวนการเลือกตั้งยังอ่อนแอ ประชาชนจับตาที่ความสุจริต โปร่งใส และมาตรฐานการจัดการ ส่วน ผศ.ดร.เบญจพร พึงไชย จากมหาวิทยาลัยสวนดุสิต ชี้ว่าสังคมไทยยังติดหล่มความระแวงต่ออิทธิพลมืดและการใช้อำนาจรัฐ กกต. ถูกตั้งคำถามหนักในหลายประเด็น ซึ่งอาจนำไปสู่การล้มเลือกตั้งได้หากไม่แก้ไข

ในมุมมองของผมเองนะครับ การเลือกตั้งคือหัวใจของประชาธิปไตย แต่ถ้าคนไม่เชื่อมั่นในความโปร่งใส มันก็ยากที่จะเดินหน้าปฏิรูปได้จริง ปัญหาทุจริตและขั้นตอนซับซ้อนเหล่านี้ ถ้า กกต. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ปรับปรุง อนาคตการเมืองไทยอาจวนลูปเดิมๆ ต่อไป เราควรผลักดันให้มีเทคโนโลยีช่วย เช่น การลงคะแนนออนไลน์ที่ปลอดภัย หรือระบบตรวจสอบแบบเรียลไทม์ เพื่อเพิ่มความมั่นใจ

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นนโยบายพรรคที่คนกังวลว่าทำไม่ได้จริง ซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรังในวงการเมืองไทยมานาน นักการเมืองควรโฟกัสที่ผลงานมากกว่าคำพูดสวยหรู เพื่อสร้างศรัทธาให้ประชาชน

สรุปแล้ว ผลสำรวจดุสิตโพลนี้เป็นสัญญาณเตือนที่สำคัญ ว่าถึงเวลาที่ต้องปฏิรูปการเลือกตั้งให้โปร่งใสและมีประสิทธิภาพมากขึ้น หากเราต้องการการเมืองที่ตอบโจทย์คนไทยจริงๆ

คุณล่ะครับ คิดเห็นอย่างไรกับผลโพลนี้? กังวลเรื่องเดียวกันไหม หรือมีข้อเสนอแนะอะไรสำหรับ กกต. บ้าง ลองแชร์ในคอมเมนต์ด้านล่างเลยนะครับ จะได้ช่วยกันผลักดันให้การเมืองดีขึ้น!

ที่มา – ดุสิตโพล คนกังวลความไม่โปร่งใส-ทุจริตเลือกตั้ง 2568 ไม่ค่อยพอใจการทำงาน กกต.

เปิดหีบเลือกตั้งใหม่ 3 หน่วย กทม. น่าน อุดรธานี

เปิดหีบเลือกตั้งใหม่ 3 หน่วยใน กทม. น่าน อุดรธานี กำลังเป็นข่าวใหญ่ที่ทุกคนให้ความสนใจในวันนี้ วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2567 เวลา 08.00 น. คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้เริ่มกระบวนการเปิดหีบออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้งใหม่ใน 3 จังหวัดหลัก ได้แก่ กรุงเทพมหานคร จังหวัดน่าน และจังหวัดอุดรธานี โดยมีหน่วยเลือกตั้งทั้งหมด 3 หน่วย และนับคะแนนใหม่ 1 หน่วย ผู้มีสิทธิเลือกตั้งสามารถมาใช้สิทธิได้ตั้งแต่เวลา 08.00-17.00 น. ภาพรวมทุกอย่างเป็นไปด้วยความเรียบร้อยตามที่ ผอ.กกต.กทม. ได้ให้ข้อมูลไว้

เปิดหีบเลือกตั้งใหม่ 3 หน่วยใน กทม. น่าน อุดรธานี

การเลือกตั้งใหม่ครั้งนี้เกิดขึ้นเนื่องจากปัญหาในครั้งก่อน เช่น พายุฝนทำให้เต็นท์ถล่มและบัตรเลือกตั้งเสียหาย ส่งผลให้ต้องจัดใหม่เพื่อความโปร่งใสและยุติธรรม เริ่มจากกรุงเทพมหานคร เขตเลือกตั้งที่ 15 หน่วยที่ 9 ณ อาคารอมรพันธ์แชทเทลไลท์คอนโดทาวน์ (R4) แขวงคันนายาว เขตคันนายาว ที่นี่จัดการเลือกตั้ง ส.ส. แบบแบ่งเขต แบบบัญชีรายชื่อ และประชามติใหม่ ประชาชนเริ่มทยอยมาใช้สิทธิอย่างต่อเนื่อง

รายละเอียดหน่วยเลือกตั้งใน กทม.

นอกจากหน่วย 9 แล้ว ยังมีการนับคะแนนใหม่ที่หน่วย 10 ในสถานที่เดียวกัน เริ่มเวลา 10.00 น. สำหรับบัตร ส.ส. แบบแบ่งเขต บัญชีรายชื่อ และประชามติ คาดว่าผู้มีสิทธิ 715 คนจะมาใช้สิทธิ 70% หรือราว 500 คน ผอ.กกต.กทม. ว่าที่ร้อยตรี ดร.สัมพันธ์ แสงคำเลิศ เผยว่าทุกอย่างพร้อม ไม่มีปัญหาแบบครั้งก่อนเพราะย้ายมาอาคาร

ต่อมาจังหวัดอุดรธานี เขตเลือกตั้งที่ 6 หน่วยที่ 4 ต.โพนสูง อ.ไชยวาน ณ ศาลาอเนกประสงค์หมู่ 4 จัดเลือกตั้ง ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อเท่านั้น

ส่วนจังหวัดน่าน เขตเลือกตั้งที่ 1 หน่วยที่ 3 ต.ไชยสถาน อ.เมืองน่าน ณ หอประชุมบ้านศรีเกิด จัดเลือกตั้ง ส.ส. แบบแบ่งเขต

  • กทม. หน่วย 9 และนับใหม่หน่วย 10: เลือกตั้ง ส.ส. ทุกแบบ + ประชามติ
  • อุดรธานี หน่วย 4: ส.ส. บัญชีรายชื่อ
  • น่าน หน่วย 3: ส.ส. แบ่งเขต

กกต. ย้ำใช้ระเบียบเดิมทุกประการ นับคะแนนหน้าหน่วย ประกาศผลทันที แล้วรายงานขึ้นไป บัตรชุดใหม่พิมพ์จากกกต.กลาง บัตรเก่ารอทำลาย ชุดนับคะแนนซ้อมเสมือนจริง ปรับปรุงจากบทเรียนสื่อ ไม่ซ้อนแผ่นขีดคะแนน ใช้ 3 บอร์ดต่อหน่วย เพื่อให้ประชาชนตรวจสอบได้ชัดเจน

เรื่องบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง กกต.ยืนยันยังลับและตรงไปตรงมา ขอความร่วมมือห้ามถ่ายบัตรเลือกตั้ง เพราะผิดกฎหมาย ไม่จำเป็นต้องถ่ายเก็บ และเพื่อความสบายใจทุกฝ่าย การถ่ายบัตรที่ลงเครื่องหมายถือว่าผิดแน่นอน

การเปิดหีบเลือกตั้งใหม่ 3 หน่วยใน กทม. น่าน อุดรธานี แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของกกต.ในการรักษาความเชื่อมั่นของประชาชนในระบบเลือกตั้งไทย แม้จะมีปัญหาเล็กน้อยในอดีต แต่ครั้งนี้ทุกอย่างปรับปรุงดีขึ้น สถานที่มั่นคง อุปกรณ์พร้อม บรรยากาศคึกคัก ผู้มีสิทธิ์ที่มาใช้สิทธิ์ต่างยิ้มแย้มและมั่นใจในกระบวนการ

ในมุมมองของผู้เขียน การเลือกตั้งที่โปร่งใสแบบนี้คือหัวใจของประชาธิปไตยไทย ช่วยป้องกันข้อครหาและเสริมสร้างความศรัทธา หากทุกคนร่วมมือไม่ถ่ายบัตร หลีกเลี่ยงพฤติกรรมไม่เหมาะสม ผลลัพธ์จะออกมาดีแน่นอน

เชิญชวนทุกท่านติดตามผลการนับคะแนนแบบเรียลไทม์ และอย่าลืมออกมาใช้สิทธิในโอกาสหน้าด้วยนะครับ เพื่ออนาคตของเรา!

ที่มา – เปิดหีบเลือกตั้งใหม่ 3 หน่วยใน กทม. น่าน อุดรธานี ผอ.กกต.กทม. เผยภาพรวมเรียบร้อย

Scroll to top