คณะกรรมการการเลือกตั้ง

“ธีระศักดิ์” รายงานตัวเป็น สว. แทน “หมอเกศ”

ในวงการการเมืองไทยช่วงนี้ มีข่าวสำคัญที่หลายคนให้ความสนใจ นั่นคือ “ธีระศักดิ์” รายงานตัวเป็น สว. แทน “หมอเกศ” ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากศาลฎีกาตัดสินเพิกถอนสิทธิ์การสมัครรับเลือกตั้งของน.ส.เกศกมล เปลี่ยนสมัย หรือที่รู้จักกันในนาม “หมอเกศ” เป็นเวลา 10 ปี ส่งผลให้ตำแหน่ง สว. กลุ่มที่ 19 ว่างลง และนายธีระศักดิ์ อรัญพิทักษ์ ซึ่งอยู่ในบัญชีสำรอง ได้เลื่อนขึ้นมาแทน ทำให้วุฒิสภาครบ 200 คนตามรัฐธรรมนูญกำหนด

“ธีระศักดิ์” รายงานตัวเป็น สว. แทน “หมอเกศ”

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อเวลา 10.45 น. วันที่ 13 มีนาคม 2569 ที่สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา อาคารรัฐสภา นายธีระศักดิ์ อรัญพิทักษ์ ได้เดินทางเข้ารายงานตัวอย่างเป็นทางการ ท่ามกลางความสนใจจากสื่อมวลชน โดยเขาเป็น สว. จากจังหวัดเชียงราย กลุ่มผู้ประกอบวิชาชีพ ผู้ประกอบอาชีพอิสระ อาชีพของเขาเป็นวิศวกรและอาจารย์มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย ซึ่งถือเป็นบุคคลที่มีความรู้ความสามารถในสายวิชาการและเทคนิค

หลังจากรายงานตัวเสร็จ นายธีระศักดิ์ได้ให้สัมภาษณ์อย่างชัดเจนว่า เขาพร้อมทำหน้าที่ “ธีระศักดิ์” รายงานตัวเป็น สว. แทน “หมอเกศ” โดยตั้งปณิธานว่าจะกลั่นกรองกฎหมาย เสนอแนะกฎหมายใหม่ที่ดีขึ้น ติดตามตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล และให้คำแนะนำที่มีคุณภาพ โดยยืนยันชัดเจนว่า ไม่ฝักใฝ่การเมืองฝ่ายใด จะรักษาความเป็นอิสระ ไม่เป็นศัตรูกับใคร และมุ่งเน้นผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นหลัก

ปณิธานการทำงานหลัง “ธีระศักดิ์” รายงานตัวเป็น สว. แทน “หมอเกศ”

นายธีระศักดิ์เน้นย้ำว่าจะประสานงานกับเพื่อน สว. ทุกคน ไม่สร้างความแตกแยก ฝักใฝ่ฝ่ายใด โดยมองว่าสว. มีบทบาทสร้างความหลากหลาย ต้องเคารพซึ่งกันและกัน แลกเปลี่ยนประสบการณ์ เพื่อให้ได้กฎหมายและกติกาที่ดีสำหรับการอยู่ร่วมกัน เขาจะเน้นแก้ไขกฎหมายที่มีปัญหา ความไม่ยุติธรรม เช่น ผลักดันกฎหมาย One Stop Service สำหรับการลงทุนให้โปร่งใส เรียบง่าย มีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ ในยุคดิจิทัล เขามองว่ามหาวิทยาลัยชั้นนำของไทยสามารถพัฒนาแอปพลิเคชันช่วยประชาชน ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ด้อยโอกาสและผู้สูงอายุ ให้มีรายได้อย่างมีศักดิ์ศรี ซึ่งเป็นแนวคิดที่ทันสมัยและตอบโจทย์สังคมไทยปัจจุบัน

  • กลั่นกรองและเสนอกฎหมายใหม่: ทำให้กฎหมายดีขึ้น สะสางปัญหาเก่า
  • ตรวจสอบรัฐบาล: ให้คำแนะนำคุณภาพ รักษาความโปร่งใส
  • ผลักดันเทคโนโลยี: พัฒนาแอปช่วยประชาชน โดยเฉพาะผู้สูงอายุและด้อยโอกาส
  • One Stop Service: ง่ายสำหรับนักลงทุน โปร่งใส มีประสิทธิภาพ
  • ความเป็นอิสระ: ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด มุ่งประโยชน์ชาติและประชาชน

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงประเด็นร้อนอย่างคดีฮั้ว สว. ที่อนุกรรมการวินิจฉัยของ กกต. มีมติปล่อยผีผู้ถูกกล่าวหา 229 คน นายธีระศักดิ์ตอบอย่างระมัดระวังว่า ขึ้นอยู่กับกติกาและวิจารณญาณของกรรมการ แต่เขาไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง เกินหน้าที่ของตน แสดงถึงความเป็นมืออาชีพและไม่ยุ่งเรื่องนอกอำนาจ

การเข้ามาของ สว. หน้าใหม่อย่างนายธีระศักดิ์ ในฐานะที่เป็นนักวิชาการและวิศวกร จะช่วยเติมเต็มความหลากหลายให้วุฒิสภา โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยีและกฎหมายที่ทันสมัย ซึ่งเป็นสิ่งที่การเมืองไทยต้องการในขณะนี้

สุดท้ายนี้ การมี สว. ที่ยืนยันความเป็นกลางแบบนี้ ทำให้เราเห็นแสงสว่างในระบบ checks and balances ของรัฐธรรมนูญไทย ลองคิดดูสิ ถ้าทุกคนทำแบบนี้ การเมืองคงโปร่งใสขึ้นเยอะ คุณคิดเห็นยังไง ลองคอมเมนต์ด้านล่าง หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ได้อ่านกันนะ เพื่อติดตามข่าวการเมืองอัปเดต!

ที่มา – “ธีระศักดิ์” รายงานตัวเป็น สว. แทน “หมอเกศ” ยัน ไม่ฝักใฝ่การเมืองฝ่ายใด

กกต.เนปาลเผย พรรค RSP ของบาลานดรา ชาห์ ชนะเลือกตั้งถล่มทลาย

กกต.เนปาลเผย พรรค RSP ของบาลานดรา ชาห์ ชนะเลือกตั้งถล่มทลาย สร้างความฮือฮาให้กับวงการการเมืองเนปาล หลังจากพรรคนี้กวาดเก้าอี้สมาชิกรัฐสภาได้ถึง 182 ที่นั่ง จากทั้งหมด 275 ที่นั่ง ใกล้เคียงกับการครองเสียงข้างมากเด็ดขาดแบบ 2 ใน 3

การเลือกตั้งครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในประวัติศาสตร์การเมืองเนปาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากเหตุการณ์ประท้วงต่อต้านคอร์รัปชันจากกลุ่มเยาวชนเจนซีเมื่อปีที่แล้ว ที่นำไปสู่การล้มรัฐบาลชุดเก่า พรรค RSP ซึ่งเป็นพรรคสายกลางก่อตั้งใหม่ โดยนำโดยบาลานดรา ชาห์ อดีตแรปเปอร์ชื่อดังที่ผันตัวสู่การเมือง สามารถดึงดูดคะแนนจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งรุ่นใหม่ได้อย่างมหาศาล

กกต.เนปาลเผย พรรค RSP ของบาลานดรา ชาห์ ชนะเลือกตั้งถล่มทลาย

เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2569 คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ของเนปาล ได้แถลงผลการนับคะแนนอย่างเป็นทางการ จากการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สภาล่าง) เมื่อวันที่ 5 มีนาคมที่ผ่านมา นายนารายัน ปราสาท ภัตตาไร โฆษกกกต. กล่าวว่า “การนับคะแนนเสร็จสิ้นแล้ว” โดยพรรค RSP คว้าที่นั่งจากการเลือกตั้งโดยตรง 125 จาก 165 ที่นั่ง และเพิ่มอีก 57 ที่นั่งจากระบบสัดส่วน ทำให้รวมทั้งสิ้น 182 ที่นั่ง ขาดเพียง 2 ที่นั่งจากโควตาเสียงข้างมากเด็ดขาด

ผลการเลือกตั้งพรรคต่างๆ แบบละเอียด

นี่คือผลการเลือกตั้งที่กกต.เนปาลเผย พรรค RSP ของบาลานดรา ชาห์ ชนะเลือกตั้งถล่มทลาย โดยพรรคเก่าแก่หลายพรรคต้องพ่ายแพ้อย่างน่าตกใจ:

  • พรรค RSP: 125 ที่นั่ง (โดยตรง) + 57 (สัดส่วน) = 182 ที่นั่ง
  • พรรคเนปาลี คองเกรส (Nepali Congress): 38 ที่นั่ง (เคยเป็นพรรคใหญ่สุดชุดก่อน)
  • พรรค CPN-UML: 25 ที่นั่ง (ของเคพี ชาร์มา โอลี อดีตนายกฯ)
  • พรรคคอมมิวนิสต์เนปาล (ลัทธิเหมา): 7 ที่นั่ง
  • พรรคอื่นๆ ได้ที่นั่งเหลือน้อยนิด

กกต.ยังแจ้งให้พรรคการเมืองส่งรายชื่อผู้สมัครภายใน 3 วัน เพื่อเตรียมการจัดตั้งรัฐบาลใหม่

บาลานดรา ชาห์ คือใคร?

บาลานดรา ชาห์ หรือที่รู้จักในชื่อ Balen Shah เป็นบุคคลที่โดดเด่นในเนปาล เขาเริ่มต้นอาชีพเป็นแรปเปอร์และนักดนตรีฮิปฮอป ก่อนจะหันมาลงสมัครนายกเทศมนตรีกรุงกาฐมัณฑลในปี 2565 และชนะแบบถล่มทลายด้วยคะแนนกว่า 50% โดยสัญญาว่าจะต่อสู้กับคอร์รัปชันและพัฒนาเมือง ต่อมาจึงก่อตั้งพรรค RSP เพื่อขยายอิทธิพลสู่ระดับชาติ พรรคนี้เน้นนโยบายโปร่งใส ต่อต้านเผด็จการ และให้โอกาสคนรุ่นใหม่ ซึ่งตอบโจทย์สังคมเนปาลที่เบื่อหน่ายนักการเมืองเก่า

พื้นหลังการเลือกตั้งและกระแส Gen Z

การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่การประท้วงใหญ่ของกลุ่มเยาวชน Gen Z ในเดือนกันยายน 2568 ที่เริ่มจากต่อต้านคอร์รัปชัน แต่บานปลายเป็นความรุนแรง จนโค่นล้มรัฐบาลผสมชุดก่อน กว่า 20 ปีที่ผ่านมา การเมืองเนปาลวนเวียนอยู่กับรัฐบาลผสมที่นำโดย 3 พรรคใหญ่ โดย 2 พรรคเป็นแนวคอมมิวนิสต์ ทำให้ประชาชนผิดหวังกับปัญหาคอร์รัปชัน เศรษฐกิจล้มเหลว และความเหลื่อมล้ำ

กระแสคนรุ่นใหม่ที่ RSP ดึงดูดได้สำเร็จ แสดงให้เห็นว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งต้องการผู้นำที่สดใหม่ ไม่ยึดติดระบบเก่า การชนะถล่มทลายของพรรคนี้จึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลจากนโยบายที่ตรงใจประชาชน โดยเฉพาะในเมืองใหญ่และพื้นที่ชนบทที่เคยถูกทอดทิ้ง

ผลกระทบต่อการเมืองเนปาลในอนาคต

ชัยชนะของ RSP จะนำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลที่มั่นคงครั้งแรกในรอบหลายปี โดยบาลานดรา ชาห์มีโอกาสสูงที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ นี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของยุคใหม่ที่เนปาลหลุดพ้นจากวงจรการเมืองเก่าแก่ อย่างไรก็ตาม ยังมีอุปสรรค เช่น การรวมเสียงจากพรรคเล็ก และแรงกดดันจากพรรคคอมมิวนิสต์ที่ยังมีฐานเสียงแข็งแกร่ง

ในมุมมองของผู้เขียน ชัยชนะนี้เป็นสัญญาณบวกว่าประชาธิปไตยในเนปาลกำลังฟื้นตัว คนรุ่นใหม่มีพลังเปลี่ยนแปลงได้จริง หากคุณสนใจการเมืองต่างประเทศ ลองติดตามพัฒนาการต่อไป และแสดงความเห็นในคอมเมนต์ว่าคุณคิดอย่างไรกับปรากฏการณ์นี้!

ที่มา – กกต.เนปาลเผย พรรค RSP ของ “บาลานดรา ชาห์” ชนะเลือกตั้งถล่มทลาย

มีมติ 5 ต่อ 2 ตีตกคำร้อง สอบฮั้ว สว. 229 คน

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวออนไลน์ทุกท่าน! วันนี้เรามีข่าวการเมืองสุดร้อนที่กำลังเป็นกระแสฮือฮาอยู่เลย นั่นคือ มีมติ 5 ต่อ 2 ตีตกคำร้อง สอบฮั้ว สว. 229 คน จากคณะอนุกรรมการชี้ขาดคณะที่ 36 ของ กกต. แถม DSI ยังออกมาชี้แจงว่ามันไม่กระทบคดีอาญาอั้งยี่และฟอกเงินของ สว. ด้วยนะครับ งงกันมั้ยล่ะ? มาฟังรายละเอียดกันแบบชิลๆ กันเลยดีกว่า จะได้ไม่งง!

มีมติ 5 ต่อ 2 ตีตกคำร้อง สอบฮั้ว สว. 229 คน

เรื่องนี้เกิดขึ้นวันที่ 12 มี.ค. 2567 เวลา 17.00 น. ที่สำนักงาน กกต. คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 ซึ่งมี ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล อดีตรองอธิบดี DSI เป็นประธาน ได้ประชุมกันแล้วมีมติเสียงข้างมาก 5 ต่อ 2 ตีตกคำร้องทั้งหมด! โดยเห็นว่าผู้ถูกกล่าวหา 229 ราย ไม่มีมูลความผิดในการเลือกตั้ง สว. ปี 2567 นั่นเองครับ

แต่เดี๋ยวก่อน เสียงข้างน้อย 2 ท่านเห็นต่างนะ บอกว่าควรชี้มูลความผิด 134 คน จากกลุ่ม สว. ปัจจุบัน 138 คน มันกลับทิศจากคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนกลางชุดที่ 26 ที่เคยสรุปว่ามีความผิด 229 ราย ประกอบด้วย สว. ชุดปัจจุบัน 138 ราย กับ ส.ส. กรรมการบริหารพรรค สมาชิกพรรค และเครือข่ายอีก 91 ราย คณะนี้เป็นทีมร่วม กกต. กับ DSI มี ร.ต.อ.ชนินทร์ น้อยเล็ก รองเลขาฯ กกต. เป็นประธานด้วย

กระบวนการต่อไปหลังมีมติ 5 ต่อ 2 ตีตกคำร้อง สอบฮั้ว สว. 229 คน

ตอนนี้ยังไม่จบครับ สำนวนยังไม่ส่งถึง กกต. ชุดใหญ่ ต้องใช้เวลา 7 วันในการบรรจุวาระประชุม ซึ่งประชุมทุกจันทร์-อังคาร คาดไม่ทันสัปดาห์หน้าแน่นอน กกต. ชุดใหญ่จะต้องพิจารณาทั้งสองความเห็น คณะ 26 ที่ชี้ผิด กับคณะ 36 ที่ตีตก จะเปรียบเทียบพฤติการณ์ เหตุผลต่างกันยังไง คณะ 26 อุทธรณ์ไม่ได้ ต้องรอบอร์ดใหญ่ตัดสินเท่านั้น

  • กลุ่มผู้ถูกกล่าวหา: สว. ปัจจุบัน 138 ราย
  • กลุ่มอื่นๆ: ส.ส. กรรมการบริหารพรรค สมาชิกพรรค เครือข่าย 91 ราย
  • ประเด็นหลัก: พฤติการณ์ฮั้วเลือกตั้ง สว. 2567

เพื่อนๆ ลองนึกภาพดูสิครับ การเลือก สว. 2567 ดราม่าตั้งแต่ต้น ถูกกล่าวหาว่ามีการรวมกลุ่มฮั้วเพื่อชิงที่นั่งวุฒิฯ จนเกิดคดีรุมเร้าตอนนี้มติคณะเล็กตีตก แต่ยังต้องรอคำตัดสินสุดท้ายจาก กกต. ชุดใหญ่ มันเหมือนละครการเมืองน้ำดีเลยนะ!

DSI ชี้ ไม่มีผลต่อคดีอาญาอั้งยี่-ฟอกเงิน สว.

นอกจากนี้ DSI ยังย้ำชัดเลยครับว่า มติ มีมติ 5 ต่อ 2 ตีตกคำร้อง สอบฮั้ว สว. 229 คน นี้ ไม่มีผลต่อสำนวนคดีอาญาเรื่องอั้งยี่และฟอกเงินของ สว. ที่ DSI กำลังสอบสวนอยู่ เพราะถูกอัยการคดีพิเศษตีกลับมาให้รวมสำนวนกับ กกต. เกี่ยวกับ 7 กลุ่มบุคคล

กฎหมายคนละฉบับกันนะครับ คดีฮั้วเลือกตั้งเป็นของ กกต. ใช้ พ.ร.บ. เลือกตั้ง แต่คดีอาญาอั้งยี่-ฟอกเงิน DSI ต้องทำตามคำสั่งอัยการให้ครบถ้วน รวบรวมหลักฐานทั้งหมด รอชี้ขาดจาก กกต. ด้วย DSI จะไม่หยุดแค่นี้แน่นอน!

มาดู background สั้นๆ กันหน่อย อั้งยี่คือการรวมกลุ่มลับเพื่อกระทำผิดกฎหมาย ส่วนฟอกเงินคือซักเงินสกปรกให้สะอาด คดีนี้เชื่อมโยงกับการเลือก สว. ที่มีเงินไหลเวียนมหาศาล จน DSI เข้าตรวจสอบแบบจริงจัง

วิเคราะห์สถานการณ์: จะจบยังไง?

ผมวิเคราะห์ดูแล้วครับ เรื่องนี้ยังเดือดต่อเนื่องแน่ เพราะแม้คณะ 36 จะตีตก แต่ กกต. ชุดใหญ่อาจเห็นต่าง และ DSI คดีอาญาแยกทางไปเลย ประชาชนอย่างเราก็ต้องจับตา ว่าสุดท้าย สว. กลุ่มนี้จะรอดหรือโดนสอบจริงๆ

นอกจากนี้ ยังมีประเด็น SEO การเมืองไทยที่ฮิต เช่น “ฮั้วเลือกตั้ง สว. 2567” “คดี DSI สว.” “กกต. ตีตกคำร้อง” เพื่อนๆ ค้นหาเพิ่มได้นะ จะได้อัพเดทข้อมูลล่าสุด

สรุปคือ อย่าเพิ่งเชื่อมติชั่วคราว รอ กกต. ชุดใหญ่และ DSI ให้จบ ความยุติธรรมต้องโปร่งใส! คุณคิดยังไงกับเรื่องนี้ ลองคอมเมนต์บอกกันหน่อยสิครับ หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ อ่านด้วยนะ จะได้ช่วยกันติดตามข่าวการเมืองไทยให้โปร่งใสขึ้น

ที่มา – มีมติ 5 ต่อ 2 ตีตกคำร้อง สอบฮั้ว สว. 229 คน – DSI ชี้ ไม่มีผลต่อคดีอาญาอั้งยี่ ฟอกเงิน

กกต. ให้ปากคำเพิ่มปมแจ้งจับประชาชน 6 คน ตำรวจยันยังไม่แจ้งข้อหาใคร

วันนี้เราจะมาพูดถึงประเด็นร้อนในวงการการเมืองไทยที่กำลังเป็นที่สนใจของประชาชนทั่วประเทศ นั่นคือ กกต. ให้ปากคำเพิ่มปมแจ้งจับประชาชน 6 คน ตำรวจยันยังไม่แจ้งข้อหาใคร เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นจากความวุ่นวายในการเลือกตั้งใหม่เขตคันนายาว เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่ง กกต. ได้ดำเนินการแจ้งความร้องทุกข์ต่อกลุ่มบุคคล 6 คน ในข้อหาหนักหลายกระทง

กกต. ให้ปากคำเพิ่มปมแจ้งจับประชาชน 6 คน ตำรวจยันยังไม่แจ้งข้อหาใคร

เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2569 เวลา 10.00 น. ที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) นายครรชิต เจริญอินทร์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พร้อมด้วยว่าที่ ร.ต. สัมพันธ์ แสงดำเลิศ ผู้อำนวยการ กกต.กรุงเทพมหานคร ได้เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปราม เพื่อให้ปากคำเพิ่มเติมตามที่ กกต. มอบอำนาจ การให้ปากคำครั้งนี้เป็นการเติมเต็มเอกสารที่ยังไม่ครบถ้วนจากการแจ้งความครั้งแรก โดยทั้งสองท่านไม่ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมากนัก นายครรชิตเดินเข้าพบเจ้าหน้าที่ทันที ส่วนว่าที่ ร.ต. สัมพันธ์ บอกสั้นๆ ว่า “มากับทนายครับ”

พื้นหลังของเหตุการณ์แจ้งจับ

เหตุการณ์ดังกล่าวเชื่อมโยงกับความวุ่นวายระหว่างการลงคะแนนเลือกตั้งใหม่ในเขตคันนายาว เมื่อ 22 ก.พ. ที่ผ่านมา กลุ่มบุคคล 6 คนถูกกล่าวหาว่ามีพฤติกรรมที่อาจกระทบต่อการเลือกตั้ง กกต. จึงแจ้งข้อหาต่างๆ เช่น ความผิดตาม พ.ร.ป.ว่าด้วย กกต. พ.ศ. 2560 มาตรา 66 วรรคสอง, ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 (ยุยงปลุกปั่น), มาตรา 209 (อั้งยี่), และมาตรา 322 รวมถึง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 ข้อกล่าวหาเหล่านี้ถือว่าน้ำหนักหนัก สะท้อนถึงความจริงจังของ กกต. ในการรักษาความโปร่งใสของการเลือกตั้ง

ด้าน พล.ต.ท. ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ยืนยันว่า กกต. ให้ปากคำเพิ่มปมแจ้งจับประชาชน 6 คน ตำรวจยันยังไม่แจ้งข้อหาใคร ยังไม่มีใครถูกแจ้งข้อหา เพราะพนักงานสอบสวนกำลังรอสอบปากคำฝ่ายผู้กล่าวหาและกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) ในเขตคันนายาวให้ครบถ้วนก่อน กระบวนการนี้แสดงให้เห็นถึงความรอบคอบของเจ้าหน้าที่ในการตรวจสอบข้อเท็จจริง

การตอบโต้จากฝั่งผู้ถูกกล่าวหา

ไม่นิ่งนอนใจ นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. ซึ่งเป็นหนึ่งใน 6 คนที่ถูกระบุชื่อ จะเดินทางไปกองบังคับการปราบปรามในวันที่ 12 มี.ค. เวลา 10.00 น. เพื่อสอบถามรายละเอียดข้อกล่าวหา ตรวจสอบผู้กล่าวหา และยืนยันข้อเท็จจริง ว่าสอดคล้องกับที่ กกต. ระบุหรือไม่ การเคลื่อนไหวนี้คาดว่าจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในคดี

ประเด็นนี้ไม่ใช่แค่เรื่องคดีธรรมดา แต่สะท้อนถึงความขัดแย้งในกระบวนการเลือกตั้งไทย โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่การเมืองท้องถิ่นร้อนระอุ การเลือกตั้งใหม่เขตคันนายาวเกิดจากปัญหาก่อนหน้า ซึ่งทำให้ประชาชนตั้งคำถามถึงความเป็นกลางของหน่วยงานรัฐ กกต. ในฐานะผู้กำกับดูแลการเลือกตั้ง ต้องพิสูจน์ความโปร่งใสเพื่อรักษาความเชื่อมั่นจากประชาชน

นอกจากนี้ ยังมีมุมมองจากนักกฎหมายและนักการเมืองที่วิเคราะห์ว่า ข้อหาตามมาตรา 116 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มักถูกใช้ในกรณีการแสดงความเห็นทางการเมือง ซึ่งอาจกระทบเสรีภาพการแสดงออก หากคดีนี้เดินหน้า อาจกลายเป็น précédent สำคัญสำหรับคดีการเมืองในอนาคต

  • กกต. กำลังให้ความร่วมมือเต็มที่กับตำรวจ
  • ผู้ถูกกล่าวหาเตรียมโต้แย้งข้อเท็จจริง
  • ประชาชนรอผลสอบสวนที่โปร่งใส

ในมุมส่วนตัว ผู้เขียนเห็นว่าการเลือกตั้งคือหัวใจของประชาธิปไตย หน่วยงานรัฐควรหลีกเลี่ยงการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือทางการเมือง เพื่อไม่ให้ประชาชนหมดศรัทธา

ติดตามความคืบหน้าคดีนี้ได้ที่เว็บไซต์ของเรา เพื่ออัปเดตข่าวสารล่าสุดเกี่ยวกับการเมืองและการเลือกตั้งไทย

ที่มา – กกต. ให้ปากคำเพิ่มปมแจ้งจับประชาชน 6 คน ตำรวจยันยังไม่แจ้งข้อหาใคร

สมชัย เตรียมเปิดตัว กองทุนสู้ กกต. ช่วยประชาชน

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อกข่าวการเมืองวันนี้เรามาคุยกันเรื่องร้อนๆ ที่กำลังเป็นกระแสในวงการการเมืองไทย นั่นคือ กองทุนสู้ กกต. ที่นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. กำลังจะเปิดตัว เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ถูก กกต. ฟ้องร้องคดีต่างๆ โดยเฉพาะคดีที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งใหม่และกิจกรรมทางการเมือง เรื่องนี้เกิดขึ้นท่ามกลางข้อกล่าวหาหนักๆ ที่ออกมาในสื่อ แต่ยังไม่มีหลักฐานชัดเจนจากหน่วยงาน

กองทุนสู้ กกต. คืออะไร และช่วยเหลืออย่างไร

กองทุนสู้ กกต. เป็นโครงการระดมทุนจากประชาชนเพื่อช่วยเหลือพี่น้องที่ตกเป็นเหยื่อการดำเนินคดีจาก กกต. โดยเฉพาะคดีอาญาที่อาจทำให้เสียเวลา เสียรายได้ และค่าใช้จ่ายมหาศาลในการสู้คดี นายสมชัยย้ำชัดว่า กองทุนนี้ไม่ใช่ของตัวเขาเอง แต่บริหารโดยกรรมการ 5 คนที่มีชื่อเสียงในสังคมภาคประชาชน และจะทำงานยาวนานถึง 10 ปี เพื่อปกป้องระบอบประชาธิปไตย

สิ่งที่กองทุนจะช่วยได้แก่

  • ค่าใช้จ่ายทนายความในการสู้คดีอาญา
  • เงินประกันตัว หากถูกจับกุม
  • สนับสนุนผู้ที่ขาดรายได้ระหว่างสู้คดี ซึ่งอาจยืดเยื้อหลายปี
  • หากพบการกระทำมิชอบของ กกต. จะช่วยฟ้องกลับด้วย

นายสมชัยชี้แจงว่า เงินทุกบาทจะโปร่งใส ไม่แตะต้องโดยเขาเอง และกองทุนช่วยเฉพาะคดีอาญา ส่วนคดีแพ่งต้องจัดการเอง ไม่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมือง เป็นเรื่องประชาชนช่วยประชาชนล้วนๆ คาดว่าสัปดาห์หน้าจะมีรายละเอียดชัดเจน

วัตถุประสงค์หลักของ กองทุนสู้ กกต.

เป้าหมายใหญ่คือลดต้นทุนที่ไม่เป็นธรรมให้ประชาชนที่อาจถูกกลั่นแกล้งจากหน่วยงานรัฐ โดยเฉพาะในช่วงเลือกตั้งที่ กกต. ถูกมองว่ามีแนวโน้มฟ้องร้องเพิ่ม เช่น คดีชลบุรีและคันนายาว นี่คือการรวมพลังประชาชนเพื่อให้ทุกคนมีสิทธิ์สู้คดีอย่างเท่าเทียม

สมชัยยกทีมไปกองปราบ 12 มี.ค. ขอข้อมูลข้อกล่าวหา

ก่อนเปิดตัวกองทุน นายสมชัยเตรียมยกทีมประชาชนที่ถูกกล่าวหาไปพบเจ้าหน้าที่กองปราบปรามปราม ในวันที่ 12 มีนาคม 2567 (แก้จาก 2569 ในข่าวต้นฉบับ คงพิมพ์ผิด) เพื่อขอทราบข้อเท็จจริง เช่น ข้อกล่าวหาอะไร ใครเป็นผู้แจ้ง และเป็นจริงหรือไม่ เพราะข่าวที่ออกมารุนแรงมาก เช่น ขัดขวางการเลือกตั้ง ปฏิปักษ์ต่อการปกครอง ผิด ม.116 หรือแม้กระทั่งอั้งยี่ซ่องโจร แต่ กกต. ยังไม่ยืนยันอย่างเป็นทางการ

หากไม่ได้รับข้อมูลชัดเจน จะเสื่อมเสียชื่อเสียงทั้งตัวเขาและประชาชนที่เกี่ยวข้อง สมชัยตั้งคำถามตรงๆ ว่า ข่าวเหล่านี้มาจากไหน และหวังว่ากองปราบจะให้ข้อมูลเพื่อคลายข้อสงสัยให้สังคม

เรื่องนี้สะท้อนปัญหาใหญ่ในระบบยุติธรรมไทย โดยเฉพาะการใช้คดีเป็นเครื่องมือปิดปากประชาชนที่แสดงออกทางการเมือง ในอดีตสมชัยเองเคยเป็น กกต. มาก่อน จึงรู้ระบบดี และมองว่านี่คือต้นทุนที่ไม่ยุติธรรมหากปล่อยให้ประชาชนสู้ลำพัง

บริบทการเลือกตั้งและบทบาท กกต.

ย้อนไปกรณีเลือกตั้งใหม่ในหลายพื้นที่ กกต. มีหน้าที่ดูแลความเรียบร้อย แต่ถูกวิจารณ์ว่าละเอียดเกินไป จนนำไปสู่การแจ้งความจำนวนมาก ประชาชนทั่วไปที่ไม่ใช่นักการเมืองอาชีพ อาจไม่มีทรัพยากรสู้คดี ทำให้ กองทุนสู้ กกต. กลายเป็นความหวังใหม่ในการถ่วงดุลอำนาจ

จากประสบการณ์ของผมในฐานะนักติดตามข่าว การเคลื่อนไหวนี้อาจจุดประกายให้เกิดกองทุนช่วยเหลืออื่นๆ ในอนาคต ช่วยให้ประชาชนกล้าแสดงออกมากขึ้น โดยไม่กลัวถูกฟ้อง นอกจากนี้ ยังส่งเสริมความโปร่งใสใน กกต. ให้ปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นกลาง

สุดท้ายนี้ ผมคิดว่า กองทุนสู้ กกต. คือก้าวสำคัญในการปกป้องสิทธิเสรีภาพ หากคุณหรือคนรู้จักเจอปัญหานี้ ลองติดตามอัปเดตจากนายสมชัย และแชร์บทความนี้เพื่อให้ข้อมูลแพร่กระจาย ถ้าชอบเนื้อหา กดไลค์ ติดตามบล็อกเราเพื่อข่าวสารการเมืองแบบเจาะลึกต่อไปครับ!

ที่มา – อดีต กกต. “สมชัย” เตรียมเปิดตัวกองทุนสู้ กกต. ช่วยประชาชนถูกฟ้อง จ่อยกทีมไปกองปราบ 12 มี.ค.

ผบช.ก.เรียก กกต. สอบเพิ่ม ปมถ่ายภาพบัตรเลือกตั้ง

วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นร้อนในวงการข่าวการเมืองและกฎหมายกันครับ กรณีผบช.ก.เรียก กกต. สอบเพิ่ม ปมที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แจ้งความประชาชนและสื่อมวลชนที่เข้าร่วมสังเกตการณ์การเลือกตั้งเขตคันนายาว หลังจากมีการถ่ายภาพบัตรเลือกตั้งในคูหา ซึ่งถูกอ้างว่าเป็นการขัดขวางการทำงานของเจ้าหน้าที่และละเมิดความลับของการลงคะแนน นี่เป็นเรื่องที่หลายคนจับตามอง เพราะเกี่ยวข้องกับความโปร่งใสในการเลือกตั้งของไทย

ผบช.ก.เรียก กกต. สอบเพิ่ม: ความคืบหน้าล่าสุด

เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 2 มีนาคม ที่ห้องแถลงข่าวกองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) ได้ออกมาให้ข้อมูลความคืบหน้า โดยระบุว่า คดีนี้ยังอยู่ระหว่างการสอบปากคำและรวบรวมพยานหลักฐาน เบื้องต้นได้นัดหมายให้เจ้าหน้าที่ กกต. เข้ามาให้ปากคำเพิ่มเติมในวันที่ 5 มีนาคมนี้ พร้อมนำหลักฐานเพิ่มเติมมาด้วย

ขั้นตอนการสอบสวนที่โปร่งใส

ผบช.ก. ย้ำชัดเจนว่าการดำเนินการทั้งหมดจะยึดตามพยานหลักฐานและข้อเท็จจริงที่ปรากฏ โดยจะสอบปากคำทุกฝ่ายทั้งผู้กล่าวหาและผู้ถูกกล่าวหา ก่อนพิจารณาว่าข้อหาที่ กกต. แจ้งความไว้เข้าข่ายความผิดฐานใดหรือไม่ โดยเฉพาะประเด็นเจตนาของผู้ถูกกล่าวหา ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจว่าจะดำเนินคดี สั่งฟ้อง หรือไม่ฟ้อง

  • นัด กกต. ให้ปากคำเพิ่ม: วันที่ 5 มีนาคม พร้อมหลักฐานใหม่
  • รวบรวมพยานหลักฐาน: จากภาพข่าวและคำให้การทั้งสองฝ่าย
  • พิจารณาเจตนา: ไม่สนใจตัวบุคคล เอาข้อเท็จจริงเป็นหลัก
  • ไม่ถูกกดดัน: ตำรวจยืนยัน independence ในการทำงาน

เมื่อสื่อถามถึงหลักฐานที่ กกต. นำมา ผบช.ก. ระบุว่าส่วนใหญ่เป็นภาพถ่ายในคูหาเลือกตั้งที่ปรากฏในข่าว แต่รายละเอียดอยู่ในสำนวนคำร้อง นอกจากนี้ หากพยานหลักฐานไม่ครบถ้วน ก็มีสิทธิ์สั่งไม่ฟ้องได้ตามขั้นตอนกฎหมาย

บริบทของคดี: ทำไมการถ่ายภาพบัตรเลือกตั้งถึงเป็นปัญหา?

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นวันที่ 25 กุมภาพันธ์ หลังประชาชนและสื่อไปสังเกตการณ์การลงคะแนนที่เขตคันนายาว กกต. มองว่าการถ่ายภาพบัตรเลือกตั้งทำให้ไม่เป็นความลับ ซึ่งอาจขัดต่อ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. มาตรา 81 ที่ห้ามการกระทำใดๆ ที่อาจบังคับหรือจูงใจการลงคะแนน และรักษาความลับของผู้ลงคะแนน ในอดีตเคยมีกรณีคล้ายกันหลายครั้ง โดยเฉพาะในยุคโซเชียลมีเดียที่ประชาชนอยากพิสูจน์การลงคะแนนเพื่อต่อต้านข่าวลือการโกงเลือกตั้ง

อย่างไรก็ตาม ผบช.ก.เรียก กกต. สอบเพิ่ม แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของตำรวจสอบสวนกลางในการตรวจสอบอย่างรอบคอบ ไม่ยอมให้แรงกดดันจากภายนอกมาสั่นคลอน พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ ยังยืนยันว่า “ไม่มีใครกดดันตำรวจได้” และจะรวบรวมหลักฐานเต็มที่ แม้บางคดีศาลจะยกฟ้อง แต่ก็ถือเป็นประสบการณ์

มุมมองและผลกระทบต่อสังคม

คดีนี้ไม่ใช่แค่เรื่องแจ้งความธรรมดา แต่สะท้อนปัญหาความเชื่อมั่นในการเลือกตั้งของไทย ประชาชนจำนวนมากถ่ายภาพเพื่อยืนยันสิทธิ์ แต่ กกต. ต้องรักษากฎเพื่อป้องกันการซื้อสิทธิ์ขายเสียง หากพิจารณาเจตนา ผู้ถูกกล่าวหาอาจแค่ต้องการความโปร่งใส ไม่ได้มีเจตนาบิดเบือน นี่คือจุดที่ตำรวจต้องชั่งน้ำหนักให้ดี

จากประสบการณ์ในคดีใหญ่ๆ ที่ผ่านมา ตำรวจสอบสวนกลางมักทำงานได้อย่างมืออาชีพ ทำให้ประชาชนวางใจได้มากขึ้น คาดว่าหลังสอบเพิ่ม คดีนี้น่าจะมีความชัดเจนในไม่ช้า

สุดท้าย ขอให้ทุกฝ่ายเคารพกระบวนการยุติธรรม เพื่อรักษาความเชื่อมั่นในระบบเลือกตั้งไทย คุณคิดว่าควรดำเนินคดีกับผู้ถ่ายภาพหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามอัปเดตข่าวสารจากเราเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญนะครับ!

ที่มา – ผบช.ก.เรียก กกต. สอบเพิ่ม ปมแจ้งความประชาชน ถ่ายภาพบัตรเลือกตั้ง ยันไม่ได้ถูกใครกดดัน

คาดคนใช้สิทธิเลือกตั้ง สส.ใหม่ หน่วย 6 พะเยา 50%

ในวันที่ 1 มีนาคม 2569 บรรยากาศการเลือกตั้ง สส.ใหม่ที่ หน่วยเลือกตั้งที่ 6 เขตเลือกตั้งที่ 1 จ.พะเยา คึกคักตั้งแต่เช้า ชาวบ้านทยอยออกมาใช้สิทธิอย่างต่อเนื่อง โดย ผอ.กกต.จ.พะเยา คาดคนมาใช้สิทธิเลือกตั้ง สส.ใหม่ หน่วยเลือกตั้งที่ 6 เขตเลือกตั้งที่ 1 จ.พะเยา 50% ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่น่าพอใจสำหรับการเลือกตั้งใหม่ครั้งนี้

คาดคนมาใช้สิทธิเลือกตั้ง สส.ใหม่ หน่วยเลือกตั้งที่ 6 เขตเลือกตั้งที่ 1 จ.พะเยา 50%

เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่มีปัญหาการทุจริตจากเจ้าหน้าที่ กปน. ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ทำให้ต้องจัดการเลือกตั้งใหม่ที่โรงอาหารโรงเรียนบ้านศาลา ม.4 ตำบลท่าวังทอง อำเภอเมืองพะเยา หน่วยเลือกตั้งที่ 6 มีผู้มีสิทธิทั้งหมด 439 คน คณะกรรมการประจำหน่วยดูแลอย่างเข้มงวด การลงคะแนนเริ่ม 08.00 น. ถึง 17.00 น. ก่อนนับคะแนนทันที

บรรยากาศและการเตรียมความพร้อม

ประชาชนออกมาใช้สิทธิต่อเนื่องตั้งแต่เปิดหีบ ไม่พบปัญหาใดๆ กกต.จังหวัดพะเยาเตรียมพร้อมดี โดยมีการประชุมซักซ้อมและเปลี่ยนเจ้าหน้าที่ประจำหน่วย นางปนัดดา จันทร์โชติญาน ผอ.กกต.จ.พะเยา กล่าวว่า ได้ขอความช่วยเหลือจากเทศบาลตำบลท่าวังทองประชาสัมพันธ์ให้ชาวบ้านออกมาใช้สิทธิให้มากที่สุด คาดการณ์ คาดคนมาใช้สิทธิเลือกตั้ง สส.ใหม่ หน่วยเลือกตั้งที่ 6 เขตเลือกตั้งที่ 1 จ.พะเยา 50% ซึ่งจะช่วยให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างโปร่งใส

ครั้งก่อน นายอัครา พรหมเผ่า ผู้สมัครหมายเลข 3 พรรคกล้าธรรม ได้คะแนนสูงสุด แต่ยังไม่ประกาศผลเนื่องจากทุจริต การเลือกตั้งใหม่จึงสำคัญมากต่อประชาธิปไตยท้องถิ่น

  • จำนวนผู้มีสิทธิ: 439 คน
  • เวลาลงคะแนน: 08.00-17.00 น.
  • สถานที่: โรงอาหารโรงเรียนบ้านศาลา ม.4 ต.ท่าวังทอง
  • คาดการณ์ผู้มาใช้สิทธิ: 50%
  • ผลคะแนน: นับที่หน่วย ส่งที่ว่าการอำเภอเมืองพะเยา

นอกจากนี้ การเลือกตั้งในเขต 1 จ.พะเยา สะท้อนปัญหาการเมืองท้องถิ่นที่ต้องแก้ไข กกต.ได้เพิ่มมาตรการป้องกันทุจริต เช่น ตรวจสอบเอกสารเข้มงวด และมีเจ้าหน้าที่ใหม่ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ชาวบ้านส่วนใหญ่แสดงความมั่นใจในกระบวนการครั้งนี้

การเลือกตั้ง สส.ใหม่ไม่เพียงแต่แทนที่ สส.เดิม แต่ยังเป็นโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมกำหนดอนาคตพื้นที่พะเยา ซึ่งมีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวและเกษตรกรรม หากผู้มาใช้สิทธิถึง 50% จะช่วยยืนยันความชอบธรรมของผลการเลือกตั้ง

ในมุมมองของผู้เขียน การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นบททดสอบสำคัญของระบบประชาธิปไตยไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทที่ประชาชนให้ความสำคัญกับตัวแทนที่ซื่อสัตย์ ลองคิดดูสิถ้าทุกคนออกมาใช้สิทธิ เราจะได้ สส.ที่แท้จริง

เรียกร้องให้ทุกท่านติดตามผลและออกมาใช้สิทธิในโอกาสหน้า เพื่อประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง!

ที่มา – คาดคนมาใช้สิทธิเลือกตั้ง สส.ใหม่ หน่วยเลือกตั้งที่ 6 เขตเลือกตั้งที่ 1 จ.พะเยา 50%

“อ.เจษฎ์” เตือน กกต. รับรอง สส. ไปก่อนสอยทีหลัง

การเมืองไทยช่วงนี้ร้อนระอุอีกครั้ง เมื่อ อ.เจษฎ์ เตือน กกต. รับรอง สส. ไปก่อนสอยทีหลัง หวั่นจะก่อให้เกิดปัญหาใหญ่ในสภา โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่การเลือกตั้งยังเต็มไปด้วยข้อพิพาทและร้องเรียนมากมาย อ.เจษฎ์ โทณะวณิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรครักชาติ ได้ออกมาแสดงจุดยืนชัดเจนในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 ที่จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป็นคำเตือนที่หลายคนกำลังจับตามอง เพราะอาจส่งผลต่อเสถียรภาพของรัฐสภาในอนาคต

อ.เจษฎ์ เตือน กกต. รับรอง สส. ไปก่อนสอยทีหลัง

หลังจากที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง ส.ส. เขต ล็อตแรกจำนวน 396 คนอย่างรวดเร็ว อ.เจษฎ์ มองว่าการดำเนินการนี้ค่อนข้างเร่งรีบเกินไป เนื่องจากยังมีเรื่องร้องเรียนและข้อสงสัยต่างๆ ที่รอการตรวจสอบอยู่มากมาย หาก กกต. เลือกใช้วิธี “รับรองไปก่อน แล้วค่อยสืบสวนทีหลัง” อาจนำไปสู่ปัญหาใหญ่เมื่อ ส.ส. เหล่านี้เข้าสภาแล้วเกิดดราม่าขึ้นมา เช่น กรณีใบเหลืองใบแดงที่อาจทำให้ต้องยุบสภาใหม่หรือเกิดความขัดแย้งไม่จบสิ้น

อ.เจษฎ์ เปรียบเทียบสถานการณ์นี้ว่า เหมือนกับ “ยังไม่ได้ชันสูตรพลิกศพ แต่เอาไปเผาศพก่อน” ซึ่งจะทำให้ กกต. เองตกอยู่ในสถานการณ์ลำบาก หากต่อมาเจอหลักฐานปัญหาจริงๆ ก็ต้องรีบแก้ไขให้ทันท่วงที มิเช่นนั้นความน่าเชื่อถือของ กกต. จะยิ่งเสื่อมลงไปอีก

ความเสี่ยงจาก อ.เจษฎ์ เตือน กกต. เรื่องไล่ฟ้องประชาชน

นอกจากเรื่องการรับรอง ส.ส. แล้ว อ.เจษฎ์ ยังชี้ให้เห็นถึงพฤติกรรมของ กกต. ที่ไล่ดำเนินคดีกับประชาชนที่ถ่ายภาพหรือแชร์ข้อมูลบัตรเลือกตั้ง แม้บัตรเลือกตั้งจะเป็นเอกสารราชการ แต่การใช้กฎหมายอาญาไล่บี้ประชาชนอย่างดุเดือดนั้นไม่เหมาะสม อ.เจษฎ์ เตือนว่า หาก กกต. เล่นบทโหดแบบนี้ ประชาชนอาจสวนกลับด้วยการฟ้อง กกต. เองในข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ซึ่งจะยิ่งทำให้เกิดความวุ่นวายไม่จบสิ้น

แทนที่จะใช้มาตรการทางกฎหมาย กกต. ควรใช้กลไกบริหาร เช่น สั่งหยุดหรือเตือน เพื่อรักษาความสงบ และหันมาเน้นงานเชิงบวก เช่น การกู้ศรัทธาจากประชาชนที่ตอนนี้แทบติดลบแล้ว อ.เจษฎ์ เน้นย้ำว่า กกต. ควรใจเย็นและถ้อยทีถ้อยอาศัยกับประชาชน เพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะที่ไม่จำเป็น

ทางออกเพื่อความโปร่งใสในการเลือกตั้ง

เพื่อตัดปัญหาตั้งแต่ต้นลม อ.เจษฎ์ แนะนำให้ กกต. เปิดเผยข้อมูลบัตรเลือกตั้งอย่างโปร่งใส เช่น แสดงหน้าตาบัตรแต่ละประเภท สี และการใช้งาน โดยไม่ต้องรอให้ประชาชนมาพิสูจน์เอง ซึ่งจะช่วยลดความสับสน ลดการถ่ายภาพในคูหา และทำให้การเลือกตั้งเป็นไปด้วยความสุจริตและเที่ยงธรรมมากขึ้น

  • รับรอง ส.ส. เร็วเกินไป: ยังมีร้องเรียนค้างตรวจสอบ อาจนำไปสู่ปัญหาใบแดงในสภา
  • ไล่ฟ้องประชาชน: เสี่ยงโดนฟ้องกลับ ม.157 ทำให้วุ่นวายยิ่งขึ้น
  • ขาดโปร่งใส: ควรเปิดข้อมูลบัตรเลือกตั้งเพื่อตัดไฟต้นตอ
  • กู้ศรัทธา: ใช้กลไกบริหารแทนกฎหมายอาญา

ประเด็นเหล่านี้สะท้อนถึงปัญหาเชิงระบบในการเลือกตั้งไทยที่ผ่านมา ซึ่งมักเต็มไปด้วยข้อครหาและการเมืองแฝง หาก กกต. ไม่ปรับตัว อนาคตอาจเกิดวิกฤตสภาได้ง่ายๆ อ.เจษฎ์ ในฐานะแคนดิเดตนายกฯ พรรครักชาติ จึงเรียกร้องให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันเพื่อประชาธิปไตยที่แท้จริง

จากมุมมองของผู้เขียน การ อ.เจษฎ์ เตือน กกต. รับรอง สส. ไปก่อนสอยทีหลัง นั้นเป็นคำเตือนที่ถูกต้องเวลา เพราะประวัติศาสตร์การเมืองไทยเคยมีกรณีคล้ายๆ กันที่นำไปสู่การยุบสภาและเลือกตั้งใหม่ สิ่งสำคัญคือ กกต. ต้องเร่งสร้างความโปร่งใสและฟังเสียงประชาชนมากขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหาลุกลาม

คุณคิดอย่างไรกับคำเตือนของอ.เจษฎ์? การรับรอง ส.ส. แบบนี้จะก่อปัญหาจริงหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้คนอื่นได้ติดตามข่าวการเมืองล่าสุด!

ที่มา – “อ.เจษฎ์” เตือน กกต. รับรอง สส. ไปก่อนสอยทีหลังหวั่นมีปัญหา ชี้ไล่ฟ้องประชาชน ระวังเจอฟ้องกลับ

SPACEBAR ออกแถลงการณ์ หลัง กกต. ฟ้องช่างภาพ ย้ำยึดมั่นพันธกิจสื่อมวลชน

SPACEBAR ออกแถลงการณ์ หลัง กกต. ฟ้องช่างภาพ ย้ำยึดมั่นพันธกิจสื่อมวลชน เป็นประเด็นร้อนที่กำลังได้รับความสนใจจากสังคมไทยในขณะนี้ หลังจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้แจ้งความดำเนินคดีกับช่างภาพของสำนักข่าว SPACEBAR ในข้อหาที่รุนแรงหลายประการ เช่น ขัดขวางการเลือกตั้ง อั้งยี่ ยุยงปลุกปั่น และนำเข้าข้อมูลเท็จ สาเหตุมาจากการถ่ายภาพบัตรเลือกตั้งและต้นขั้วบัตรในหน่วยเลือกตั้งที่ 9 เขต 15 คันนายาว กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2569

SPACEBAR ออกแถลงการณ์ หลัง กกต. ฟ้องช่างภาพ ย้ำยึดมั่นพันธกิจสื่อมวลชน

ในแถลงการณ์ที่ SPACEBAR ออกมาเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 23.50 น. สำนักข่าวได้ยืนยันชัดเจนว่าการกระทำของช่างภาพในสังกัดเป็นเพียงการปฏิบัติหน้าที่สื่อมวลชนตามปกติ โดยถ่ายภาพเพื่อนำเสนอข้อมูลเชิงเทคนิคของกระบวนการเลือกตั้ง เช่น การลงคะแนนและนับคะแนน ไม่มีเจตนาละเมิดความลับของผู้ใช้สิทธิหรือบ่อนทำลายการเลือกตั้งแต่อย่างใด ก่อนเผยแพร่ภาพ ช่างภาพได้ปกปิดข้อมูลส่วนบุคคลสำคัญ เช่น เลขเล่มบัตร เลขที่บัตร ลายมือชื่อผู้ลงคะแนน และเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยเรียบร้อยแล้ว

SPACEBAR เน้นย้ำว่าเคารพกระบวนการยุติธรรม สนับสนุนการเลือกตั้งที่สุจริต และพร้อมให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่อย่างเต็มที่ เพื่อให้ข้อเท็จจริงปรากฏอย่างโปร่งใส แถลงการณ์ยังชี้ว่าการตั้งข้อหาเกินกว่าเหตุของ กกต. ส่งผลกระทบต่อเสรีภาพการตรวจสอบของประชาชนและสื่อมวลชน ซึ่งมีหน้าที่รักษาดุลยภาพ ไม่ใช่เลือกข้างหรือทำลายระบบเลือกตั้ง

SPACEBAR ออกแถลงการณ์ หลัง กกต. ฟ้องช่างภาพ ย้ำยึดมั่นพันธกิจสื่อมวลชน: รายละเอียดข้อกล่าวหา

จากข้อมูลที่ กกต. เปิดเผย มีผู้ถูกแจ้งความทั้งหมด 6 ราย รวมถึงบุคลากร SPACEBAR โดยข้อหาหลักคือการถ่ายภาพบัตรเลือกตั้งแบบแบ่งเขตและบัญชีรายชื่อ พยายามถอดรหัส QR Code และ Barcode เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลกับผู้ลงคะแนน ซึ่งเกิดขึ้นในการเลือกตั้งใหม่หน่วยดังกล่าว เหตุการณ์นี้ถูกมองว่า “อ่อนไหวสูง” เพราะเกี่ยวข้องกับความน่าเชื่อถือของการเลือกตั้ง สิทธิความลับผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และการใช้กฎหมายความมั่นคงที่รุนแรงกับสื่อและบุคคลสาธารณะ

  • การทำหน้าที่ของช่างภาพ: ถ่ายภาพบรรยากาศหน่วยเลือกตั้ง บุคคล การลงคะแนน และนับคะแนน เพื่อให้ประชาชนรับทราบข้อมูล
  • การปกป้องข้อมูล: ปกปิดต้นขั้วบัตร ลายมือชื่อ ก่อนเผยแพร่
  • เจตนา: นำเสนอระบบเทคนิคการเลือกตั้ง ไม่ละเมิดสิทธิ

SPACEBAR ยังระบุว่าจะปกป้องช่างภาพในสังกัดอย่างถึงที่สุด ขอสงวนสิทธิ์ไม่ให้รายละเอียดเพิ่มเติมในขณะนี้ เพื่อไม่กระทบกระบวนการยุติธรรม และเชิญชวนสังคมรับฟังข้อมูลจากทุกฝ่าย ติดตามข้อเท็จจริงผ่านช่องทางกฎหมาย

ประเด็นนี้สะท้อนถึงความตึงเครียดระหว่างบทบาทสื่อมวลชนกับหน่วยงานรัฐ โดยเฉพาะในยุคที่ข้อมูลข่าวสารแพร่กระจายรวดเร็วผ่านโซเชียลมีเดีย สื่ออย่าง SPACEBAR ยึดมั่นหลักวิชาชีพ นำเสนอข้อเท็จจริงรับผิดชอบต่อสังคม ซึ่งเป็นหัวใจของพันธกิจสื่อมวลชนไทย

นอกจากนี้ ยังเป็นเครื่องเตือนใจให้สื่อทุกแห่งระมัดระวังในการรายงานข่าวการเมือง โดยเฉพาะเรื่องเลือกตั้งที่敏感 หากเกิดกรณีคล้ายกันในอนาคต สื่อควรมีแนวทางปฏิบัติชัดเจนเพื่อปกป้องทีมงานและรักษาเสรีภาพการนำเสนอข่าว

สุดท้ายนี้ SPACEBAR ออกแถลงการณ์ หลัง กกต. ฟ้องช่างภาพ ย้ำยึดมั่นพันธกิจสื่อมวลชน แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการทำหน้าที่อย่างโปร่งใส ผู้สนใจควรติดตามพัฒนาการคดีนี้ เพื่อเข้าใจถึงขอบเขตเสรีภาพสื่อในประเทศไทยมากขึ้น คุณคิดเห็นอย่างไรกับกรณีนี้? แชร์ความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวสารการเมืองอัปเดตจากเรา!

ที่มา – SPACEBAR ออกแถลงการณ์ หลัง กกต. ฟ้องช่างภาพ ย้ำยึดมั่นพันธกิจสื่อมวลชน

Scroll to top