ชายแดนไทย กัมพูชา

“อภิสิทธิ์” เดินสายหาเสียง จี้แก้ รธน.

“อภิสิทธิ์” เดินสายขอคะแนนช่วยลูกพรรคที่ตลาดเช้าราชวัตร ต่อช่วงเที่ยงเจาะกลุ่มคนออฟฟิศย่านอโศกมนตรี เรียกร้องทุกพรรคแก้ รธน. ไม่แตะหมวด1-2 ดันตั้ง “ผู้สังเกตการณ์ภายนอก” ก่อนถกไทย-กัมพูชา

เมื่อเวลา 07:00 น. วันที่ 13 มกราคม 2569 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นำคณะผู้บริหารพรรคลงพื้นที่ช่วย นายพงศ์พล เตมีย์ ผู้สมัคร สส. กทม. เขต 7 เบอร์ 1 พบปะพี่น้องประชาชนชาวราชวัตร กทม. เพื่อขอคะแนนเสียงในการเลือกตั้ง 8 ก.พ.69 นี้ ตลอดสองข้างทางมีประชาชนและพ่อค้าแม่ขายทักทายอย่างเป็นกันเอง หลายคนแสดงความดีใจและตื่นเต้นที่พบปะพูดคุยกับนายอภิสิทธิ์ โดยให้กำลังใจที่กลับมาทำงานการเมืองอีกครั้ง ส่วนใหญ่ต่างรับปากรอการกลับมานำพรรค ปชป. หลายปีแล้ว และเลือกตั้งครั้งนี้พร้อมจะเทคะแนนเลือกพรรค ปชป.

ในการลงพื้นที่หาเสียงครั้งนี้ นายอภิสิทธิ์เน้นย้ำถึงความสำคัญของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่ทุกพรรคต้องร่วมมือกันแก้ รธน. แต่ต้องไม่แตะหมวด 1-2 ซึ่งเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและเกี่ยวข้องกับสถาบันหลักของชาติ

อภิสิทธิ์

“อภิสิทธิ์” เดินสายหาเสียง จี้แก้ รธน.

ต่อมาเวลา 12.00 น. วันเดียวกัน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และนายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรคดูแลพื้นที่กรุงเทพฯ ได้ลงพื้นที่ตลาดรวมทรัพย์ ย่านอโศกมนตรี กทม. เพื่อหาเสียงให้นายพงศกร ขวัญเมือง ผู้สมัคร สส. กทม. เขต 4 เบอร์ 1 พรรค ปชป. ท่ามกลางบรรยากาศคึกคักพี่น้องประชาชนส่วนใหญ่เป็นพนักงานออฟฟิศที่ลงมารับประทานอาหารเที่ยงในตลาดต่างควักโทรศัพท์มือถือมาขอถ่ายรูปเป็นที่ระลึกจำนวนมาก โดยนายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า กระแสของพรรคเป็นไปตามที่เคยคาดหวัง แต่ยังต้องทำให้ได้จำนวนมากขึ้นกว่านี้อีก ส่วนเขตมีความมั่นใจมากในภาคใต้ ส่วนพื้นที่อื่นยังต้องทำงานกันหนักอยู่ ทั้งนี้ ถ้าเสียงกรี๊ดกับการกอดกลายมาเป็นคะแนนให้กับประชาธิปัตย์ ตนก็จะยิ่งมั่นใจมากยิ่งขึ้น เมื่อถามถึงกรณีการจับขั้วรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เรื่องการจับขั้ว ตนพูดชัดไปหมดแล้วว่า สิ่งที่ตนให้ความมั่นใจกับประชาชนคือ ถ้าเสียงเรามากพอ เข้าไปอยู่ในรัฐบาล เราจะเป็นหลักประกันของรัฐบาล โดยรัฐบาลต้องเอาจริงเอาจังกับการปราบปรามการทุจริต เรื่องทุนเทา ไม่สร้างความแตกแยก และต้องไม่เกิดการทุจริตคอร์รัปชั่น

นอกจากเรื่องการหาเสียง นายอภิสิทธิ์ยังให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นทางการเมืองที่สำคัญ โดยเฉพาะเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นนโยบายหลักของพรรคประชาธิปัตย์

อภิสิทธิ์

ประเด็นสำคัญ: แก้ รธน. ต้องไม่แตะหมวด 1-2

สำหรับเรื่องการแก้ไขยกร่างรัฐธรรมนูญ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เรามีนโยบายชัดเจนว่า เรื่องของการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 แม้จะผ่านประชามติ ก็ยังไปติดขัดในเรื่องมาตรา 256 ที่ผ่านมาทั้งที่มีข้อตกลงระหว่างพรรคภูมิใจไทย พรรคประชาชน แต่สุดท้ายก็ไม่ผ่าน แล้วเราก็เสียดายว่า จริงๆที่ผ่านมา การพยายามทำมาตรา 256 ก็เหมือนสภาตกผลึกแล้วว่า ไม่แก้ไขหมวดหนึ่ง หมวดสอง “ในวันนี้ที่ประชาชนจำนวนหนึ่งมีความลังเลที่จะเห็นชอบ เราก็แปลกใจว่ารัฐบาล ซึ่งเป็นคนเลือกคำถาม ทำไมจึงไม่เจาะจงลงไปว่า เป็นการทำฉบับใหม่โดยไม่ไปเกี่ยวข้องกับการแก้หมวดหนึ่ง หมวดสอง ดังนั้นสิ่งที่ผมอยากจะบอก ก็คือว่าประชาธิปัตย์จะดูแล และไม่ให้มีการแก้ไขหมวดหนึ่ง หมวดสอง และผมอยากเรียกร้องให้ทุกพรรคการเมือง ที่เคยตกลงกันได้แล้วในสภา ประกาศแบบเดียวกัน อย่างนี้ทุกคนก็จะสบายใจในการลงมติเห็นชอบ“ นายอภิสิทธิ์กล่าว

การยืนยันว่าจะไม่แก้ไขหมวด 1-2 ถือเป็นจุดยืนที่ชัดเจนของพรรคประชาธิปัตย์ และเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนที่ยังมีความกังวลเกี่ยวกับประเด็นนี้

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

เมื่อถามถึงแนวทางการแก้ไขปัญหา กรณีชายแดนไทย-กัมพูชาที่หยุดยิงในขณะนี้ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า อยู่ในขั้นตอนของการเริ่มใช้มาตรการหยุดยิง ซึ่งก้าวถัดไปที่สำคัญที่สุดคือกระบวนการเจรจา โดยพรรคประชาธิปัตย์มีจุดยืนชัดเจนว่า ต้องสร้างหลักประกันเพื่อไม่ให้เกิดความเสี่ยงในการรุกล้ำอธิปไตยไทยซ้ำอีก โดยเฉพาะจากฝั่งกัมพูชา ตนเสนอให้มีผู้สังเกตการณ์จากภายนอก (Outside Observers) เข้าไปปฏิบัติหน้าที่ภายในเขตแดนของกัมพูชา เพื่อตรวจสอบและให้ความมั่นใจว่า จะไม่มีการเคลื่อนย้ายยุทโธปกรณ์หนักที่อาจส่งผลกระทบต่อข้อตกลงหยุดยิง หากเราสร้างความเชื่อมั่นในจุดนี้ได้ กระบวนการเจรจาที่มากกว่าแค่เรื่องการหยุดยิง ก็จะเริ่มขึ้นได้จริง และนำไปสู่การฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศให้กลับมาเป็นปกติสุขได้ และยอมรับว่า แรงกระเพื่อมจากความขัดแย้งนี้ ส่งผลกระทบถึงประชาชนแล้ว ขณะเดียวกัน เสียงสะท้อนจากคนไทยก็ชัดเจนว่า อธิปไตยไทยต้องไม่ถูกละเมิด ตนเชื่อว่าหากเราสามารถรักษาข้อตกลงหยุดยิงและเดินหน้าเจรจาได้สำเร็จ ก็จะเป็นการเปิดประตูไปสู่การฟื้นฟูเศรษฐกิจในพื้นที่และระดับชาติได้อย่างยั่งยืน เพราะความมั่นคงและอธิปไตยที่ชัดเจนคือรากฐานที่สำคัญที่สุดของความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ

ชายแดนไทย-กัมพูชา

โดยสรุปแล้ว การเดินสายหาเสียงของนายอภิสิทธิ์ในครั้งนี้ นอกจากจะเป็นการช่วยผู้สมัคร สส. ของพรรคแล้ว ยังเป็นการเน้นย้ำถึงนโยบายหลักของพรรค โดยเฉพาะเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และการสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนในประเด็นสำคัญต่างๆ

ที่มา – “อภิสิทธิ์” เดินสายเช้า-เที่ยง-เย็น หาเสียง จี้ทุกพรรคแก้ รธน. ไม่แตะหมวด1-2

ณัฐพงษ์ชนะดีเบต! ครั้งหน้าเน้น “ปากท้อง”


หลังจบเวทีดีเบตแรก ผลสำรวจจากผู้อ่านไทยรัฐออนไลน์ชี้ว่า ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ จากพรรคประชาชน ได้รับคะแนนสูงสุดในทุกหัวข้อ อย่างไรก็ตาม โจทย์ใหญ่ที่ประชาชนอยากฟังในการดีเบตครั้งหน้าคือเรื่อง “ปากท้องและค่าครองชีพ”

“ปากท้องและค่าครองชีพ” โจทย์ใหญ่ที่ต้องขยี้ในการดีเบตครั้งหน้า

การดีเบต “ไทยรัฐดีเบต #ดีเบตอีกสักตั้ง ไทยรัฐเลือกตั้ง 69 ท้าชนนโยบาย พาไทยออกจากเงามืด” เมื่อวันที่ 23 ธันวาคมที่ผ่านมา ได้สร้างความตื่นตัวทางการเมืองอย่างมาก ก่อนเข้าสู่การเลือกตั้งในปี 2569 จากผลสำรวจ Thairath Poll พบว่า ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ จากพรรคประชาชน ได้รับคะแนนสูงสุดในหมวดภาพรวมที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกตั้ง ด้วยคะแนน 39.46% ตามมาด้วย ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ จากพรรคเพื่อไทย (22.38%), อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จากพรรคประชาธิปัตย์ (13.87%) และพลเอก รังษี กิติญาณทรัพย์ จากพรรคเศรษฐกิจ (10.18%) สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าการนำเสนอที่ชัดเจนส่งผลต่อการตัดสินใจของประชาชนอย่างมีนัยสำคัญ

เมื่อพิจารณาในแต่ละประเด็นนโยบาย พบว่า:

  • ปัญหาทุนเทาและสแกมเมอร์: พรรคประชาชนยังคงนำด้วยคะแนน 42.02% ตามมาด้วยพรรคเพื่อไทย (20.37%), ประชาธิปัตย์ (12.26%) และเศรษฐกิจ (11.91%)
  • ความชัดเจนเรื่องจุดยืนทางการเมือง: ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ได้รับคะแนนนำโด่ง 42.02% ตามด้วย ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ (21.07%) และอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (14.61%)
  • ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา: ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ยังคงได้คะแนนสูงสุดที่ 38.22% ตามมาด้วย ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ (20.53%), พลเอก รังษี กิติญาณทรัพย์ (16.38%) และอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (11.30%)

ประชาชนอยากฟังเรื่อง “ปากท้องและค่าครองชีพ” มากที่สุด

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ประชาชนอยากฟังมากที่สุดในการดีเบตครั้งหน้าคือเรื่อง “ปากท้องและค่าครองชีพ” ซึ่งได้รับคะแนนสูงถึง 33.86% รองลงมาคือการปราบปรามคอร์รัปชันและทุนผูกขาด (32.52%) และการแก้รัฐธรรมนูญ รวมถึงการผลักดันค่าแรงขั้นต่ำ (11.94% และ 10.05% ตามลำดับ)

การสำรวจครั้งนี้มีผู้ร่วมแสดงความคิดเห็น 5,858 คน

จากผลสำรวจนี้ เห็นได้ชัดว่าประชาชนให้ความสำคัญกับประเด็นเศรษฐกิจและปัญหาปากท้องเป็นอย่างมาก นักการเมืองที่สามารถนำเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้อย่างเป็นรูปธรรมและน่าเชื่อถือ จะได้รับการสนับสนุนจากประชาชนในการเลือกตั้งครั้งหน้า การดีเบตครั้งต่อไปจึงเป็นโอกาสสำคัญที่นักการเมืองแต่ละพรรคจะแสดงวิสัยทัศน์และนโยบายเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนในเรื่อง “ปากท้องและค่าครองชีพ”

ดังนั้น ในการดีเบตครั้งหน้า พรรคการเมืองต่างๆ ควรให้ความสำคัญกับประเด็น “ปากท้องและค่าครองชีพ” เป็นพิเศษ นำเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนและได้รับการสนับสนุนในการเลือกตั้ง

ที่มา – ผู้อ่านไทยรัฐออนไลน์ให้ “ณัฐพงษ์” เป็นผู้ชนะเวทีดีเบตนัดแรก ครั้งหน้าต้องขยี้เรื่อง “ปากท้อง”

รมว.กลาโหมสั่งดูแลกำลังพลแนวหน้าเต็มที่

“บิ๊กเล็ก” กำชับเหล่าทัพดูแลแนวหน้าเต็มที่ ยันอาหาร-อาวุธต้องพร้อมรบต่อเนื่อง ขอบคุณจุฬาฯ ให้โควตาลูกหลานทหารกล้าเข้าเรียน

วันที่ 18 ธันวาคม 2568 พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม แถลงผลการประชุมสภากลาโหมว่า ที่ประชุมได้ให้ความสำคัญสูงสุดกับการดูแลกำลังพลแนวหน้าเต็มที่ ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาอย่างใกล้ชิด โดยกำชับทุกเหล่าทัพว่าการส่งกำลังบำรุงต้องไม่ขาด ทั้งอาหารกระสุนและอาวุธ ต้องพร้อมสมบูรณ์เพื่อให้สามารถปฏิบัติการรบได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ

สำหรับกำลังพลที่เสียชีวิต รมว.กลาโหมยืนยันว่า จะดูแลครอบครัวและทายาทอย่างดีที่สุด พร้อมปวารณาตนว่าหากมีการพระราชทานเพลิงศพกำลังพลในพื้นที่ภาคกลาง ตนจะเดินทางไปเป็นประธานด้วยตนเองเพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้เสียชีวิตและครอบครัว นอกจากนี้ยังได้จัดทำ MOU ร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อพัฒนาความรู้ให้กำลังพลทุกระดับ ตั้งแต่พลทหารไปจนถึงระดับผู้บังคับบัญชาให้ผ่านหลักสูตรที่หลากหลาย

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมยังบอกด้วยว่า ที่สำคัญที่สุดคือจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้มอบโควตาพิเศษให้กับครอบครัวและทายาทของกำลังพลที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ให้ได้รับสิทธิ์เข้าศึกษาต่อ ซึ่งต้องขอบคุณทางจุฬาลงกรณ์ฯ เป็นอย่างยิ่งที่เห็นความสำคัญของความเสียสละนี้

นอกจากนี้ในส่วนของเทศกาลปีใหม่ได้ฝากให้เหล่าทัพจัดหน่วยบริการประชาชนตามพื้นที่ต่างๆ ดูแลรักษาความปลอดภัยสถานที่สำคัญและพื้นที่จัดงานเคานต์ดาวน์ โดยประสานงานร่วมกับหน่วยงานความมั่นคงทั้งหมด และสั่งการให้เพิ่มความเข้มข้นมากขึ้น เพื่อให้ประชาชนพักผ่อนได้อย่างปลอดภัย

รมว.กลาโหมสั่งเหล่าทัพดูแลกำลังพลแนวหน้าเต็มที่

จากสถานการณ์ปัจจุบัน การดูแลกำลังพลแนวหน้าเต็มที่ถือเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งยวด กำลังพลเหล่านี้เสียสละเพื่อชาติบ้านเมือง พวกเขาเหล่านั้นสมควรได้รับการดูแลอย่างดีที่สุด ทั้งในเรื่องของสวัสดิการ กำลังใจ และความเป็นอยู่ รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของทหารกล้าเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง

ความสำคัญของการดูแลกำลังพลแนวหน้าเต็มที่

การดูแลกำลังพลแนวหน้าเต็มที่ ไม่ได้เป็นเพียงแค่การมอบสวัสดิการและสิ่งของจำเป็นเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการสร้างขวัญและกำลังใจ การให้ความรู้และความเข้าใจที่ถูกต้อง การฝึกฝนทักษะและความสามารถให้พร้อมรับมือกับภัยคุกคามต่างๆ การสร้างความสามัคคีและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในหมู่ทหาร และการดูแลสุขภาพกายและใจให้แข็งแรง

นอกจากนี้ การดูแลครอบครัวของกำลังพลที่เสียชีวิตหรือได้รับบาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่ ก็เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง ครอบครัวเหล่านี้ต้องได้รับการเยียวยาและช่วยเหลือในทุกๆ ด้าน เพื่อให้พวกเขาสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างปกติสุข

การดูแลแนวหน้าอย่างเต็มที่ถือเป็นภารกิจที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนทั่วไป ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมในการสนับสนุนและให้กำลังใจทหารกล้าเหล่านี้ได้ ไม่ว่าจะเป็นการบริจาคสิ่งของ การให้ความช่วยเหลือด้านต่างๆ หรือเพียงแค่การกล่าวคำขอบคุณและให้กำลังใจ

การใส่ใจดูแลสวัสดิการและขวัญกำลังใจของทหารหาญ เป็นการลงทุนที่คุ้มค่า เพราะพวกเขามีหน้าที่สำคัญในการปกป้องอธิปไตยและความมั่นคงของชาติ การที่ทหารมีขวัญและกำลังใจดี จะส่งผลให้การปฏิบัติหน้าที่เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถรับมือกับความท้าทายต่างๆ ได้อย่างเข้มแข็ง

ดังนั้น เราทุกคนควรตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลทหารกล้า และร่วมกันสนับสนุนให้พวกเขาสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มกำลัง เพื่อความสงบสุขและความเจริญรุ่งเรืองของประเทศชาติ

การที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้มอบโควตาพิเศษให้กับครอบครัวและทายาทของกำลังพลที่เสียชีวิต ถือเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่ดีของการตอบแทนความเสียสละของทหารกล้า และเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ ขอชื่นชมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่เห็นความสำคัญของความเสียสละนี้

ที่มา – รมว.กลาโหมสั่งเหล่าทัพดูแลกำลังพลแนวหน้าเต็มที่ อาวุธอาหารต้องพร้อม

ทหารกัมพูชาอ้างไทยใช้แก๊สพิษ: จริงหรือ?

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อน ล่าสุด มีรายงานว่าทหารกัมพูชาให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวรอยเตอร์สโดยอ้างว่าเครื่องบินรบของไทยใช้แก๊สพิษโจมตี ทำให้พวกเขาหายใจไม่ออกและต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล เรื่องราวดังกล่าวสร้างความตึงเครียดและความกังวลให้กับประชาชนทั้งสองฝั่ง

ทหารกัมพูชาอ้างไทยใช้แก๊สพิษจริงหรือ?

นายกุน ยง ทหารกัมพูชาที่อ้างว่าได้รับผลกระทบ ให้สัมภาษณ์กับรอยเตอร์สขณะนอนรักษาตัวในโรงพยาบาล โดยกล่าวอ้างว่าเขามีอาการหายใจติดขัด ภายหลังการปฏิบัติการบินของไทย ทหารและตำรวจหลายรายที่รักษาตัวในโรงพยาบาลเดียวกันก็อ้างว่าประสบปัญหาระบบทางเดินหายใจหลังจากเครื่องบินของไทยโปรยสิ่งที่พวกเขาอ้างว่าเป็นของเหลวมีพิษ ทำให้เกิดคำถามว่า ทหารกัมพูชาอ้างไทยใช้แก๊สพิษ เป็นความจริงหรือไม่

กัมพูชาอ้างไทยใช้แก๊สพิษต่อเนื่อง

กระทรวงกลาโหมกัมพูชาออกแถลงการณ์กล่าวอ้างเกือบทุกวันว่ากองทัพไทยใช้แก๊สพิษในการสู้รบ โดยระบุว่ามีการใช้สารดังกล่าวในพื้นที่ที่นายกุน ยง ประจำการอยู่ กระทรวงกลาโหมกัมพูชาระบุว่าการใช้แก๊สถือเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม ทางกระทรวงไม่ได้ระบุชนิดของแก๊ส ไม่ได้นำเสนอหลักฐาน และไม่ได้ระบุว่าได้ยื่นประท้วงต่อองค์กรระหว่างประเทศหรือไม่

ทางด้านสำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่าไม่สามารถตรวจสอบหรือยืนยันคำกล่าวอ้างดังกล่าวได้อย่างอิสระ เนื่องจากโฆษกของกระทรวงกลาโหมและรัฐบาลกัมพูชาไม่รับสายโทรศัพท์

ขณะที่โฆษกกองทัพอากาศไทย พลอากาศโท จักรกฤษณ์ ธรรมวิชัย ให้สัมภาษณ์กับรอยเตอร์สว่ากองทัพอากาศไทยไม่เคยใช้อาวุธเคมีแต่อย่างใด และระบุว่ารายงานดังกล่าวเป็นข่าวปลอมที่มุ่งบ่อนทำลายความน่าเชื่อถือของการปฏิบัติการทางทหารของไทย พลอากาศโท จักรกฤษณ์กล่าวว่า “หากเป็นอาวุธเคมีจริง ผู้ที่ได้รับผลกระทบคงไม่ได้มีเพียงอาการหายใจติดขัด แต่อาจเสียชีวิตไปแล้ว”

สถานการณ์ความขัดแย้งตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาตั้งแต่ต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วมากกว่า 40 คน และประชาชนในทั้งสองประเทศต้องอพยพมากกว่า 500,000 คน ถือเป็นการสู้รบที่รุนแรงที่สุดในรอบหลายทศวรรษ การกล่าวอ้างเรื่อง ทหารกัมพูชาอ้างไทยใช้แก๊สพิษ จึงยิ่งเติมเชื้อไฟให้กับความขัดแย้งนี้

ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้

การกล่าวอ้างเรื่องการใช้อาวุธเคมีเป็นประเด็นที่ร้ายแรงและต้องได้รับการตรวจสอบอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม หากมีการใช้อาวุธเคมีจริง จะต้องมีหลักฐานที่ชัดเจนและดำเนินการตามกฎหมายระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด ในขณะเดียวกัน การเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องหรือเป็นเท็จก็เป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง เพราะจะยิ่งเพิ่มความตึงเครียดและความเข้าใจผิดระหว่างประเทศ

  • บทบาทของสื่อ: สื่อมีบทบาทสำคัญในการนำเสนอข้อมูลอย่างถูกต้องและเป็นกลาง เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อเท็จจริงและสามารถวิเคราะห์สถานการณ์ได้อย่างรอบด้าน
  • ความสำคัญของการเจรจา: การเจรจาและการพูดคุยกันด้วยเหตุผลเป็นสิ่งสำคัญในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศ การใช้ความรุนแรงไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาที่ยั่งยืน

ข้อควรระวัง: โปรดใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา และตรวจสอบแหล่งที่มาของข้อมูลก่อนที่จะเชื่อถือ

สุดท้ายนี้ แม้ว่าข้อกล่าวหา ทหารกัมพูชาอ้างไทยใช้แก๊สพิษ ยังคงเป็นข้อถกเถียงที่ยังไม่มีข้อยุติ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการรักษาความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศและการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี เพื่อความสงบสุขของประชาชนทั้งสองฝั่ง

ที่มา – ทหารกัมพูชาใช้สื่อต่างชาติเป็นเครื่องมือ อ้างไทยใช้แก๊สพิษ ทำให้ล้มป่วยจนต้องเข้ารพ.

เพื่อไทยแนะ ปกป้องอธิปไตยไทย-ตอบโต้กัมพูชา

“จุลพันธ์”แจงจุดยืน5ข้อเพื่อไทยสถานการณ์ไทย-กัมพูชา แนะปกป้องอธิปไตย-ตอบโต้อย่างมีสติ สร้างความชอบธรรมในเวทีโลก ภายใต้ยุทธศาสตร์ “โลกล้อมกัมพูชา”

วันที่ 15 ธ.ค.2568 นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวว่า ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทยและคนไทยคนหนึ่ง ผมติดตามสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาอย่างใกล้ชิดด้วยความห่วงใยเป็นอย่างยิ่ง รู้สึกเจ็บปวดและเศร้าใจทุกครั้งที่ทราบข่าวความสูญเสีย มีทหารและพลเรือนเสียชีวิตแล้วเกือบ 20 ราย และบาดเจ็บจำนวนมาก ซึ่งเป็นความสูญเสียที่ไม่ควรเกิดขึ้น มีประชาชนอพยพมากกว่า 2.6 แสนคน ในศูนย์พักพิง 996 แห่งทั่วทั้ง 8 จังหวัด โรงพยาบาลต้องปิดบริการ 12 แห่ง และโรงพยาบาลส่งเสริมประจำตำบล ต้องปิด 218 แห่ง

ในนามของพรรคเพื่อไทย ผมขอย้ำอีกครั้งว่า เราคนไทยเป็นหนึ่งเดียวกันเพื่อป้องกันประเทศ อธิปไตย และสังคมของเรา และขอย้ำถึงจุดยืนของพรรค 5 ข้อ ว่า

1. ปกป้องอธิปไตยไทย การวางกับระเบิดใหม่ที่ชายแดนเป็นการละเมิดสนธิสัญญาออตตาวา ทำลายหลักสิทธิมนุษยชน ไม่ใช่สิ่งที่มิตรประเทศควรทำต่อกัน เราต้องปกป้องอธิปไตยและเอกราชของชาติไทย

2. ตอบโต้อย่างได้สัดส่วน  แม้เราจะปกป้องอธิปไตยอย่างมั่นคง แต่เราต้องตอบโต้อย่างมีสติ มีเหตุมีผล ได้สัดส่วนที่เหมาะสม ยึดหลักการสากล การตอบโต้ที่ชาญฉลาดนั้น สะท้อนถึงความแข็งแกร่งและแสนยานุภาพของเรา แต่เราจะไม่ประมาทในการคุ้มครองประชาชนและผลประโยชน์ของชาติ

3. โลกล้อมกัมพูชา  ยึดกรอบกฎหมายระหว่างประเทศและหลักสิทธิมนุษยชนอย่างเคร่งครัด เร่งสื่อสารกับนานาชาติอย่างโปร่งใส น่าเชื่อถือ เน้นให้เห็นถึงข้อเท็จจริง เพื่อให้เข้าใจถึงความจำเป็นในการปกป้องตนเองและการตอบโต้ สร้างความชอบธรรมเพื่อเป็นเกราะกำบังประเทศไทยในเวทีโลกในระยะยาว ภายใต้ยุทธศาสตร์ “โลกล้อมกัมพูชา”

4. ชีวิตคนไทยต้องมาก่อน  สิ่งที่สำคัญที่สุดคือความปลอดภัยของประชาชนคนไทย ทั้งคนในพื้นที่ชายแดนและคนไทยที่ไปทำมาหากินในกัมพูชา รัฐบาลต้องดูแลทุกด้าน ทั้งการอพยพ ที่พักชั่วคราว สาธารณูปโภค โรงพยาบาล โรงเรียน และการเยียวยารายได้ ต้องไม่ทิ้งผู้ป่วยและกลุ่มเปราะบางไว้ในพื้นที่เสี่ยง เราตระหนักดีว่า ในทุกวันของความขัดแย้งและปะทะ ก็ยิ่งเพิ่มความเครียดให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่

ผมจึงได้มอบหมายให้นายสรวงศ์ เทียนทอง นางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล นายวรสิทธิ์ กัลป์ตินันท์ และอดีต สส.ของพรรคเพื่อไทยอีกหลายคน ลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชนแล้ว หากต้องการความช่วยเหลือ สามารถติดต่อช่องทางโซเชียลมีเดียของพรรคเพื่อไทยได้

และ 5. ขอขอบคุณทหารไทยทุกนาย ที่เสียสละปกป้องแผ่นดิน พิทักษ์อธิปไตยและความมั่นคงของชาติ คือกำแพงที่แข็งแกร่งของประเทศ เป็นความภาคภูมิใจของคนไทยทั้งชาติ

ตนและพรรคเพื่อไทย ขอส่งกำลังใจให้ทหารไทยทุกหน่วยงานและประชาชนในพื้นที่ชายแดน โดยจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและช่วยเหลืออย่างเต็มที่

เพื่อไทย แนะปกป้องอธิปไตยไทย-ตอบโต้กัมพูชาอย่างมีสติ

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นประเด็นที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด พรรคเพื่อไทยได้ออกมาแสดงจุดยืนที่ชัดเจนในการปกป้องอธิปไตยไทย-ตอบโต้กัมพูชาอย่างมีสติ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการดำเนินการภายใต้กรอบกฎหมายระหว่างประเทศและหลักสิทธิมนุษยชน การตอบโต้อย่างได้สัดส่วนและการสร้างความชอบธรรมในเวทีโลกถือเป็นหัวใจสำคัญในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งนี้

ทำไมต้อง ปกป้องอธิปไตยไทย-ตอบโต้กัมพูชา อย่างมีสติ?

การปกป้องอธิปไตยไทย-ตอบโต้กัมพูชาอย่างมีสติ ไม่ได้หมายถึงการเพิกเฉยต่อการกระทำที่ละเมิดอธิปไตยของไทย แต่เป็นการดำเนินการด้วยความรอบคอบและมีเหตุผล โดยคำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อประชาชนและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การตอบโต้อย่างรุนแรงอาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงยิ่งขึ้น ซึ่งจะส่งผลเสียต่อทั้งสองฝ่าย การดำเนินการทางการทูตและการเจรจาจึงเป็นทางออกที่ควรให้ความสำคัญ

พรรคเพื่อไทยย้ำว่าการปกป้องอธิปไตยไทย-ตอบโต้กัมพูชาต้องมาพร้อมกับการดูแลและช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดน รัฐบาลต้องให้ความสำคัญกับการอพยพ การจัดหาที่พักพิงชั่วคราว และการเยียวยาผู้ที่ได้รับความเดือดร้อน การสร้างความเชื่อมั่นและความปลอดภัยให้กับประชาชนเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม

  • การดำเนินการทางการทูตและการเจรจา
  • การบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศ
  • การสร้างความร่วมมือกับนานาชาติ
  • การดูแลและช่วยเหลือประชาชน

การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชาต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน การสร้างความเข้าใจและความสามัคคีในชาติเป็นสิ่งสำคัญในการเผชิญกับความท้าทายต่างๆ ที่เกิดขึ้น เมื่อเรามีความเข้มแข็งและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน เราจะสามารถปกป้องอธิปไตยไทย-ตอบโต้กัมพูชาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ที่มา – เพื่อไทย แนะปกป้องอธิปไตยไทย-ตอบโต้กัมพูชาอย่างมีสติ

โสภณมอง“ไม่น่าจัดเลือกตั้งได้” จริงหรือ?

“โสภณ ซารัมย์” มองว่าสถานการณ์ปัจจุบันอาจ “ไม่น่าจัดเลือกตั้งได้” หากประชาชนชายแดนยังคงต้องอพยพอยู่เนื่องจากปัญหาความไม่สงบ ชี้ประเด็นสำคัญคือการจัดการเลือกตั้งต้องเกิดขึ้นพร้อมกันทั่วประเทศ และหากสถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่จะต้องพิจารณาความเหมาะสมอีกครั้ง

เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 ณ ทำเนียบรัฐบาล นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะ สส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ผู้ดูแลพื้นที่เลือกตั้งภาคอีสาน ได้ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับประเด็นการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ซึ่งตามกฎหมายกำหนดให้ต้องจัดขึ้นพร้อมกันทั้ง 400 เขตเลือกตั้งทั่วประเทศ แต่เนื่องจากสถานการณ์การปะทะตามชายแดนไทย-กัมพูชายังคงมีอยู่ จึงเกิดคำถามว่าจะส่งผลกระทบต่อการจัดการเลือกตั้งหรือไม่

นายโสภณ กล่าวว่า หากสถานการณ์ยังไม่สงบเรียบร้อย ประเด็นนี้ถือเป็นความรับผิดชอบของ กกต. ที่จะต้องพิจารณาอย่างถี่ถ้วน หากประชาชนยังคงต้องอพยพออกจากพื้นที่ การจัดการเลือกตั้งก็อาจ “ไม่น่าจัดเลือกตั้งได้” เนื่องจากตามหลักการแล้ว การเลือกตั้งต้องเกิดขึ้นพร้อมกันทั่วประเทศ

เมื่อถูกถามถึงการเตรียมความพร้อมในการหาเสียงของพรรคภูมิใจไทยในพื้นที่จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา นายโสภณ ตอบว่า พรรคไม่มีปัญหาในการดูแลประชาชนในพื้นที่ดังกล่าว ส่วนเรื่องกำหนดการเลือกตั้งนั้นยังไม่สามารถระบุได้ ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของ กกต. เป็นหลัก

โสภณมอง “ไม่น่าจัดเลือกตั้งได้” จริงหรือ?

จากสถานการณ์ความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นตามแนวชายแดน ทำให้เกิดข้อถกเถียงเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการจัดการเลือกตั้งตามกำหนดเดิม ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่ความพร้อมของพรรคการเมืองในการหาเสียง แต่อยู่ที่ความปลอดภัยและความสะดวกของประชาชนในการออกมาใช้สิทธิเลือกตั้ง หากสถานการณ์ความขัดแย้งยังคงดำเนินต่อไป การที่ประชาชนต้องอพยพออกจากพื้นที่ย่อมส่งผลกระทบต่อการจัดการเลือกตั้งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

กกต. จะตัดสินใจอย่างไร?

ความคาดหวังจึงอยู่ที่การพิจารณาอย่างรอบคอบของ กกต. ซึ่งมีหน้าที่โดยตรงในการจัดการเลือกตั้งให้เป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม โดยคำนึงถึงปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์ความมั่นคง ความปลอดภัยของประชาชน และความเป็นไปได้ในการจัดการเลือกตั้งพร้อมกันทั่วประเทศ

การตัดสินใจของ กกต. จะส่งผลกระทบต่ออนาคตทางการเมืองของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้น การพิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วนและการรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นสามารถสะท้อนเจตนารมณ์ของประชาชนได้อย่างแท้จริง แม้ว่านายโสภณจะมองว่า “ไม่น่าจัดเลือกตั้งได้” แต่สุดท้ายแล้ว การตัดสินใจอยู่ที่ กกต.

สถานการณ์ชายแดนที่ยังไม่คลี่คลายกลายเป็นความท้าทายสำคัญที่ กกต. ต้องเผชิญ การจัดการเลือกตั้งภายใต้สถานการณ์ที่ไม่ปกติเช่นนี้ จำเป็นต้องอาศัยความยืดหยุ่นและความคิดสร้างสรรค์ เพื่อให้การเลือกตั้งสามารถดำเนินไปได้อย่างราบรื่นและเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย

นอกจากประเด็นเรื่องความปลอดภัยแล้ว กกต. ยังต้องพิจารณาถึงประเด็นอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของประชาชนในพื้นที่ การอำนวยความสะดวกในการลงทะเบียนและการใช้สิทธิเลือกตั้ง และการป้องกันการทุจริตเลือกตั้ง เพื่อให้มั่นใจได้ว่าการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นเป็นไปอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าสถานการณ์จะมีความท้าทาย แต่การเลือกตั้งยังคงเป็นกลไกสำคัญในการตัดสินใจอนาคตของประเทศ การมีส่วนร่วมของประชาชนในการเลือกตั้งจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้เสียงของประชาชนได้รับการรับฟังและนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น

การติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและการรับฟังข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง จะช่วยให้ประชาชนสามารถตัดสินใจได้อย่างมีวิจารณญาณ และเลือกผู้แทนที่สามารถนำพาประเทศไปข้างหน้าได้อย่างแท้จริง

ที่มา – “โสภณ” มองไม่น่าจัดเลือกตั้งได้ เหตุคนชายแดนยังอพยพอยู่ ชี้หน้าที่ กกต. ดูความเหมาะสม

“เสธ.แมว” ชี้ ปัญหาการเมืองกัมพูชาบีบคั้น

“เสธ.แมว” ชี้ ปัญหาการเมืองกัมพูชาบีบคั้น จนปะทุเป็นวิกฤตชายแดน ย้ำไทยต้องจัดการเครือข่ายสแกมเมอร์ให้สิ้นซาก ควบคู่ยุทธศาสตร์การรบ

วันที่ 9 ธันวาคม 2568 พล.ท. ภราดร พัฒนถาบุตร ประธานยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคง พรรคไทยสร้างไทย แสดงความกังวลต่อสถานการณ์ปะทะตามแนวชายแดนไทย กัมพูชา ซึ่งกำลังทวีความตึงเครียดขึ้นจากปัจจัยหลายด้าน ทั้งความเปราะบางทางการเมืองภายในกัมพูชา ปัญหาเศรษฐกิจ และแรงกดดันจากมหาอำนาจที่กำลังจับตาพฤติกรรมของกลุ่มผู้มีอำนาจในกัมพูชา โดย พล.ท. ภราดร ระบุว่า สถานการณ์ล่าสุดเป็นมากกว่าการยิงตอบโต้ระหว่างทหารสองประเทศ แต่มีมิติทางภูมิรัฐศาสตร์และสงครามข่าวสารเข้ามาพัวพันอย่างซับซ้อน

พล.ท. ภราดร ชี้ให้เห็นว่า ต้นตอความตึงเครียดรอบใหม่ส่วนหนึ่งเกิดจากปัญหาเครือข่ายสแกมเมอร์ข้ามชาติซึ่งโยงใยเชิงผลประโยชน์กับกลุ่มผู้มีอำนาจในกัมพูชา การที่ไทยเข้มงวดด้านการบังคับใช้กฎหมายและอายัดทรัพย์ผู้เกี่ยวข้อง ทำให้เกิดแรงกดดันต่อผู้นำกัมพูชาจนมีความพยายามเบี่ยงเบนความสนใจของประชาชนภายในประเทศ นอกจากนี้ มหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ และจีนต่างกังวลต่อบทบาทของเครือข่ายสแกมเมอร์ระดับภูมิภาค จึงผลักดันให้กัมพูชาเร่งสะสางปัญหา ยิ่งทำให้แรงกดดันทางการเมืองภายในทวีคูณจนสะท้อนออกมาในพื้นที่ชายแดน

พล.ท. ภราดร ยังกล่าวถึงรูปแบบการเคลื่อนไหวของกัมพูชาที่มีการใช้สงครามข่าวสารอย่างเข้มข้น ทั้งการเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง รวมถึงการใช้พื้นที่พลเรือนเป็นฐานยิงหรือจุดตั้งอาวุธหนัก ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่สร้างความเสี่ยงต่อประชาชนและละเมิดหลักปฏิบัติสากล ขณะที่ฝ่ายไทยยืนยันว่าปฏิบัติการทุกอย่างเป็นการป้องกันตนเอง และมีการเก็บหลักฐานอย่างต่อเนื่องเพื่อเสนอต่อประชาคมโลก โดยเฉพาะในช่วงที่มีการปะทะตามหลายจุดสำคัญริมชายแดนที่กัมพูชามีการใช้อาวุธยิงสนับสนุนเข้ามาอย่างต่อเนื่อง

พล.ท. ภราดร ระบุว่า รัฐบาลและกองทัพไทยต้องเป็นเอกภาพร่วมกันกำหนดกลยุทธ์ปฏิบัติการที่ชัดเจนเพื่อยุติภัยคุกคามให้เร็วที่สุด ทั้งการตอบโต้เฉพาะเป้าหมายทางทหาร การทำลายเส้นทางลำเลียงกำลังและคลังอาวุธ รวมถึงการเตรียมพร้อมป้องกันล่วงหน้าไม่ให้สถานการณ์ลุกลาม พร้อมย้ำว่ากองทัพจะไม่ประมาทแม้กัมพูชาจะมีข้อจำกัดด้านยุทโธปกรณ์ ในขณะที่ฝ่ายปกครองก็เร่งเตรียมความพร้อมด้านการอพยพและแผนช่วยเหลือประชาชนในทุกพื้นที่เสี่ยง

พล.ท. ภราดร ย้ำว่าหากไทยต้องการให้วิกฤตครั้งนี้ยุติลงอย่างยั่งยืน จำเป็นต้องจัดการปัญหาเครือข่ายสแกมเมอร์อย่างจริงจังเพื่อสร้างความโปร่งใส ความสะอาดบริสุทธิ์ในระบบเศรษฐกิจและการเมือง ควบคู่กับการดำเนินยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงที่เด็ดขาดให้สถานการณ์ชายแดนจบลงอย่างแท้จริง พร้อมระบุว่าการมีการเมืองที่สุจริตและไม่ปล่อยให้เครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติฝังตัวอยู่ในภูมิภาค จะเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้ไทยไม่ต้องเผชิญความไม่มั่นคงซ้ำซาก และช่วยสร้างเสถียรภาพระยะยาวทั้งภายในประเทศและในภูมิภาคต่อไป

“เสธ.แมว” ชี้ ปัญหาการเมืองกัมพูชาบีบคั้น

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่กำลังตึงเครียดขึ้น ทำให้หลายฝ่ายออกมาแสดงความกังวลและเสนอแนะแนวทางแก้ไข หนึ่งในนั้นคือ พล.ท. ภราดร พัฒนถาบุตร หรือ “เสธ.แมว” ที่ออกมาวิเคราะห์ถึงสาเหตุของวิกฤตและเสนอแนะแนวทางการแก้ไขอย่างตรงจุด

ปัจจัยที่ทำให้ปัญหาการเมืองกัมพูชาบีบคั้น

ตามที่ “เสธ.แมว” ได้กล่าวไว้ ปัจจัยที่ทำให้ ปัญหาการเมืองกัมพูชาบีบคั้น จนนำไปสู่วิกฤตชายแดนมีหลายประการ ได้แก่

  • ความเปราะบางทางการเมืองภายในกัมพูชา
  • ปัญหาเศรษฐกิจที่ส่งผลกระทบต่อประชาชน
  • แรงกดดันจากมหาอำนาจที่ต้องการให้กัมพูชาจัดการปัญหาเครือข่ายสแกมเมอร์

ปัจจัยเหล่านี้ล้วนส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลกัมพูชา และอาจเป็นสาเหตุให้เกิดการเบี่ยงเบนความสนใจของประชาชนโดยการสร้างสถานการณ์ความตึงเครียดตามแนวชายแดน

นอกจากนี้ “เสธ.แมว” ยังชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการจัดการปัญหาเครือข่ายสแกมเมอร์ข้ามชาติ ซึ่งเป็นต้นตอของปัญหาหลายอย่าง และมีความเชื่อมโยงกับกลุ่มผู้มีอำนาจในกัมพูชา การจัดการปัญหาเหล่านี้อย่างจริงจัง จะช่วยสร้างความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือให้กับระบบเศรษฐกิจและการเมืองของทั้งสองประเทศ

การแก้ไข ปัญหาการเมืองกัมพูชาบีบคั้น ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการใช้กำลังทหารเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เพื่อสร้างความเข้าใจและความไว้วางใจซึ่งกันและกัน รวมถึงการแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุอย่างยั่งยืน

ดังนั้น การที่ “เสธ.แมว” ออกมาให้ข้อมูลและเสนอแนะแนวทางการแก้ไข ปัญหาการเมืองกัมพูชาบีบคั้น จึงเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการหาทางออกให้กับวิกฤตชายแดนในครั้งนี้ และเป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นว่ายังมีผู้ที่ห่วงใยและต้องการเห็นสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

ที่มา – “เสธ.แมว” ชี้ปัญหาการเมืองกัมพูชาบีบคั้น จนปะทุเป็นวิกฤตชายแดน แนะฟันเครือข่ายสแกมเมอร์ให้สิ้นซาก

กัมพูชาปัดข่าว เคลื่อนย้ายอาวุธหนัก กล่าวหาไทยยิง 2 ครั้ง

ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเพื่อนบ้านอย่างไทยและกัมพูชาเป็นสิ่งที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ล่าสุดเกิดประเด็นร้อน เมื่อกระทรวงกลาโหมกัมพูชาออกมาปฏิเสธข่าวที่ว่ามีการ กัมพูชาปัดข่าว เคลื่อนย้ายอาวุธหนัก ตามแนวชายแดน พร้อมทั้งกล่าวหาว่าฝ่ายไทยเป็นผู้ยิงเข้ามาในอาณาเขตของตนถึงสองครั้ง

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงต้นเดือนธันวาคม โดยกระทรวงกลาโหมกัมพูชาได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กอย่างเป็นทางการเพื่อตอบโต้รายงานจากกองทัพไทยที่ระบุว่ากัมพูชาได้เคลื่อนย้ายอาวุธหนักและยุทโธปกรณ์ต่างๆ มายังบริเวณชายแดน

พลโทหญิง มาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา ได้ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการ โดยระบุว่า ข้อมูลที่กองทัพภาคที่ 2 ของไทยเผยแพร่นั้นเป็น “ข้อมูลเท็จ” และ “ขัดแย้งกับความจริงอย่างชัดเจน” เธอยังกล่าวเสริมว่า ข้อมูลดังกล่าวถูกนำไปเผยแพร่ซ้ำโดยสื่อไทยบางสำนัก โดยมีเจตนาที่จะทำให้สาธารณชนทั้งในประเทศและต่างประเทศเกิดความเข้าใจผิด และอาจนำไปสู่การยกระดับความตึงเครียดทางทหารกับกัมพูชา

กัมพูชาปัดข่าว เคลื่อนย้ายอาวุธหนัก

นอกจากนี้ กระทรวงกลาโหมกัมพูชายังได้ชี้แจงข้อเท็จจริง โดยยืนยันว่า กองทัพกัมพูชาไม่ได้กระทำการใดๆ ที่เป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิง หรือปฏิญญาร่วมว่าด้วยสันติภาพระหว่างกัมพูชาและไทย พวกเขายังคงมุ่งมั่นที่จะเคารพและปฏิบัติตามข้อตกลงดังกล่าวอย่างเต็มที่ และพร้อมที่จะทำงานร่วมกับฝ่ายไทยเพื่อส่งเสริมความร่วมมือ เสริมสร้างสันติภาพและเสถียรภาพระหว่างทั้งสองประเทศ

รายละเอียดเพิ่มเติมของการกล่าวหา

ก่อนหน้านี้ กระทรวงกลาโหมกัมพูชาได้กล่าวหาว่าทหารไทยได้เปิดฉากโจมตีทหารกัมพูชาที่ประจำการอยู่ในพื้นที่ ปรอเลียน ธมอร์ จังหวัดพระวิหาร โดยอ้างว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงบ่ายของวันที่ 7 ธันวาคม และฝ่ายกัมพูชาไม่ได้ยิงตอบโต้

นอกจากนี้ ยังมีการกล่าวหาว่าทหารไทยได้เปิดฉากโจมตีอีกครั้งในช่วงค่ำของวันเดียวกัน โดยใช้อาวุธขนาดเล็กและปืนครก โจมตีบริเวณด้านหน้าแนวรบของกัมพูชาในพื้นที่ “โอพกา สแนะห์” และพื้นที่ ปรอเลียน ธมอร์

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้สร้างความกังวลให้กับหลายฝ่าย เนื่องจากอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทยและกัมพูชา อย่างไรก็ตาม ทั้งสองฝ่ายยังคงแสดงเจตจำนงที่จะแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นผ่านช่องทางการทูตและการเจรจา

สถานการณ์ชายแดนระหว่างไทยและกัมพูชาในอดีตที่ผ่านมา มักจะมีความตึงเครียดเกิดขึ้นเป็นระยะๆ การ กัมพูชาปัดข่าว เคลื่อนย้ายอาวุธหนักในครั้งนี้ จึงเป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่ต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันไม่ให้สถานการณ์บานปลายจนเกิดความขัดแย้งรุนแรง

ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศนั้นมีความซับซ้อนและละเอียดอ่อน การสื่อสารที่ถูกต้อง โปร่งใส และการเคารพซึ่งกันและกันเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการรักษาความสัมพันธ์ที่ดี การแก้ไขปัญหาความเข้าใจผิดหรือข้อพิพาทต่างๆ ควรดำเนินการผ่านช่องทางทางการทูตและการเจรจาอย่างสันติ เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งและความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้น

สถานการณ์ล่าสุดที่ กัมพูชาปัดข่าว เคลื่อนย้ายอาวุธหนัก และกล่าวหาไทยยิงเข้ามานั้น แสดงให้เห็นถึงความจำเป็นในการสร้างความเข้าใจและความไว้เนื้อเชื่อใจซึ่งกันและกันระหว่างทั้งสองประเทศ การเปิดเผยข้อมูลที่ถูกต้องและโปร่งใส การมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคม และการส่งเสริมความร่วมมือในด้านต่างๆ จะเป็นส่วนสำคัญในการเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนและเป็นประโยชน์ร่วมกัน

ที่มา – กัมพูชาปัดข่าว เคลื่อนย้ายอาวุธหนัก กล่าวหาไทยยิงเข้ามา 2 ครั้ง

กัมพูชาปัดข่าวเคลื่อนย้ายรถถัง ลั่นไม่ผิดข้อตกลง

กระทรวงกลาโหมกัมพูชาออกมาปฏิเสธข่าวการเคลื่อนย้ายรถถัง ยืนยันว่าจะไม่ทำผิดข้อตกลงหยุดยิงที่มีต่อประเทศไทย ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดน

กลาโหมกัมพูชา ปัดข่าวเคลื่อนย้ายรถถัง ลั่นไม่ทำผิดข้อตกลงหยุดยิง

จากกรณีที่มีรายงานข่าวว่ากัมพูชาได้ทำการเคลื่อนย้ายรถถังบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ล่าสุด กระทรวงกลาโหมกัมพูชาได้ออกมาปฏิเสธข่าวดังกล่าวอย่างเป็นทางการ โดยยืนยันว่าไม่มีการเคลื่อนย้ายรถถังใดๆ และกัมพูชายึดมั่นในข้อตกลงหยุดยิงที่มีร่วมกับประเทศไทย

แถลงการณ์จากกระทรวงกลาโหมกัมพูชาระบุว่า ข้อมูลที่ปรากฏในสื่อสังคมออนไลน์และบางสำนักข่าวของไทยที่กล่าวหาว่ากัมพูชาเคลื่อนย้ายรถถังนั้นไม่เป็นความจริง ทางกระทรวงฯ ขอยืนยันว่ากองทัพกัมพูชาไม่ได้ดำเนินการใดๆ ที่เป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงหรือปฏิญญาร่วมว่าด้วยสันติภาพระหว่างกัมพูชาและไทย

โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา กล่าวเพิ่มเติมว่า กัมพูชายังคงมุ่งมั่นที่จะทำงานร่วมกับประเทศไทยอย่างใกล้ชิดเพื่อส่งเสริมความร่วมมือ เสริมสร้างสันติภาพ และเสถียรภาพในภูมิภาค

ทำไมข่าวกลาโหมกัมพูชา ปัดข่าวเคลื่อนย้ายรถถัง ลั่นไม่ทำผิดข้อตกลงหยุดยิง ถึงสำคัญ?

ข่าวการปฏิเสธการเคลื่อนย้ายรถถังครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงมีความละเอียดอ่อน การเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องอาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดและความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นได้

ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศทั้งสองมีความสำคัญต่อเสถียรภาพของภูมิภาค การรักษาความเข้าใจและความร่วมมือจึงเป็นสิ่งจำเป็น

การที่กลาโหมกัมพูชา ปัดข่าวเคลื่อนย้ายรถถัง ลั่นไม่ทำผิดข้อตกลงหยุดยิง เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนถึงความตั้งใจที่จะรักษาสันติภาพและความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ

  • ผลกระทบต่อความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา
  • การรักษาเสถียรภาพในภูมิภาค
  • ความสำคัญของข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นทางการ

การเผยแพร่ข่าวสารที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนอาจนำไปสู่:

  • ความเข้าใจผิดระหว่างประชาชนทั้งสองประเทศ
  • ความตึงเครียดทางการเมือง
  • ผลกระทบต่อการค้าและการลงทุนชายแดน

ดังนั้น การตรวจสอบข้อมูลและรับฟังข่าวสารจากแหล่งที่น่าเชื่อถือจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

กระทรวงกลาโหมกัมพูชาย้ำว่า จะยังคงทำงานร่วมกับฝ่ายไทยอย่างใกล้ชิด เพื่อสร้างความเข้าใจและแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น

สถานการณ์ล่าสุดนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการสื่อสารที่ชัดเจนและถูกต้องระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน การที่กลาโหมกัมพูชา ปัดข่าวเคลื่อนย้ายรถถัง ลั่นไม่ทำผิดข้อตกลงหยุดยิง ถือเป็นขั้นตอนสำคัญในการรักษาสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค

การออกมาปฏิเสธข่าวอย่างรวดเร็วของกระทรวงกลาโหมกัมพูชาช่วยลดความเข้าใจผิดและป้องกันการบานปลายของสถานการณ์ได้เป็นอย่างดี แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบและความมุ่งมั่นในการรักษาสันติภาพ

ในอนาคต การสร้างกลไกการสื่อสารและความร่วมมือที่เข้มแข็งระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของทั้งสองประเทศ จะช่วยป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นและส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทยและกัมพูชาได้อย่างยั่งยืน

อย่างไรก็ตาม ประชาชนควรติดตามข่าวสารจากแหล่งที่เชื่อถือได้ และหลีกเลี่ยงการเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่ได้รับการยืนยัน เพื่อป้องกันการสร้างความเข้าใจผิดและความตึงเครียดโดยไม่จำเป็น

ที่มา – กลาโหมกัมพูชา ปัดข่าวเคลื่อนย้ายรถถัง ลั่นไม่ทำผิดข้อตกลงหยุดยิง

Scroll to top