กระทรวงพาณิชย์

“พาณิชย์” จัดนิทรรศการแสตมป์เฉลิมพระเกียรติ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้มีข่าวดีจากกระทรวงพาณิชย์ที่น่าตื่นเต้นมาก! แสตมป์เฉลิมพระเกียรติ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี กำลังจะเปิดตัวในนิทรรศการสุดพิเศษ เนื่องในโอกาสที่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงรับรางวัล WIPO Award for Creative Excellence ปี 2025 จากองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO) งานนี้ไม่ใช่แค่งานเปิดแสตมป์ธรรมดา แต่เป็นการเฉลิมพระเกียรติพระอัจฉริยภาพด้านการสร้างสรรค์ที่เป็นแรงบันดาลใจให้คนไทยทุกคนเลยนะครับ

แสตมป์เฉลิมพระเกียรติ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี

แสตมป์ชุดนี้ชื่อ “นารีรัตนา” ออกแบบอย่างงดงาม มีพระฉายาลักษณ์ในฉลองพระองค์ชุดไทย เคียงคู่กับภาพรางวัล WIPO และตราพระนามาภิไธย “ส.ร.” บนพื้นลาย “ผ้าลายสิริราชพัสตราภรณ์” ซึ่งเป็นผลงานพระราชนิพนธ์ของพระองค์เอง แสตมป์ชุดแสตมป์เฉลิมพระเกียรติ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี จะเป็นสัญลักษณ์ที่บันทึกพระกรณียกิจสำคัญ สื่อสารศิลปวัฒนธรรมไทยไปทั่วโลกผ่านระบบไปรษณีย์ ใครที่ชื่นชอบการสะสมแสตมป์หรือรักในวัฒนธรรมไทย ห้ามพลาดเลย!

นิทรรศการจัดที่ไหน เมื่อไหร่

กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมทรัพย์สินทางปัญญา ร่วมกับไปรษณีย์ไทย จัดนิทรรศการเปิดตัวแสตมป์เฉลิมพระเกียรติ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี วันที่ 28-30 เมษายน 2569 ที่ลีฟวิ่ง ฮอลล์ ชั้น 3 ศูนย์การค้าสยามพารากอน ภายใต้แนวคิด “The Journey of Royal Creative Excellence” ภายในงานมีอะไรน่าสนใจบ้าง ลอง来看กันครับ

  • นิทรรศการถ่ายทอดเรื่องราวพระราชกรณียกิจด้านผ้าไทยและหัตถศิลป์
  • เสวนา “พระอัจฉริยภาพอันเป็นเลิศด้านการสร้างสรรค์ทรัพย์สินทางปัญญา” โดยผู้เชี่ยวชาญ เช่น อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา, ผู้อำนวยการ SACICT
  • จำหน่ายแสตมป์ชุดพิเศษและของที่ระลึก
  • ร่วมยลโฉมผลงานจากแบรนด์ SIRIVANNAVARI และชุมชนทอผ้า

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯ และรัฐมนตรีพาณิชย์ กล่าวว่า งานนี้เพื่อเผยแพร่พระวิสัยทัศน์ในการสืบสานผ้าไทยให้ร่วมสมัย สู่แฟชั่นยั่งยืน (Sustainable Fashion) ที่ผสานศิลปะ วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม และสังคม พระองค์ทรงศึกษาลวดลายจากทุกภาคของไทย นำมาออกแบบใหม่ ส่งเสริมชุมชนสร้างรายได้กว่า 8 แสนครัวเรือน มูลค่าเกือบ 2 แสนล้านบาท!

พระอัจฉริยภาพด้านทรัพย์สินทางปัญญา

น่าภาคภูมิใจมากที่ผลงานของพระองค์ได้รับการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาถึง 541 รายการ ลิขสิทธิ์ 227, เครื่องหมายการค้า 58, สิทธิบัตรออกแบบ 256 รายการ กรมทรัพย์สินทางปัญญารับจดลายผ้าพระราชทาน 18 ลาย เช่น ผ้าลายดอกรักราชกัลยา, ผ้าลายสิริวชิราภรณ์, ผ้าลายสิริราชพัสตราภรณ์ นี่คือแบบอย่างในการจัดการ IP จากต้นน้ำถึงปลายน้ำ พัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทยให้ยั่งยืน

เพื่อนๆ ลองนึกภาพสิ แสตมป์แผ่นเล็กๆ แต่บรรจุเรื่องราวยิ่งใหญ่ พระองค์ทรงต่อยอดพระราชปณิธานสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พันปีหลวง ฟื้นฟูภูมิปัญญาไทยให้ดังไกลระดับโลก WIPO ยกย่องพระปรีชาสามารถนี้ เป็นเกียรติยศของชาติไทยจริงๆ

ในฐานะคนไทย เราควรภาคภูมิใจและเรียนรู้จากพระองค์ เรื่องการสร้างสรรค์ที่ยึดมรดกวัฒนธรรม หากคุณเป็นนักสะสมหรือสนใจ IP แนะนำให้ไปงานนี้ จะได้แรงบันดาลใจเพียบ อย่าลืมเช็คข้อมูลเพิ่มจากไปรษณีย์ไทยและกรมทรัพย์สินทางปัญญานะครับ

สรุปแล้ว นิทรรศการนี้ไม่เพียงเฉลิมพระเกียรติ แต่ยังจุดประกายให้คนรุ่นใหม่หันมาปกป้องและต่อยอดความคิดสร้างสรรค์ของตัวเอง ไปร่วมงานกันเถอะ จะได้เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์!

ที่มา – “พาณิชย์” จัดนิทรรศการเปิดตัวแสตมป์เฉลิมพระเกียรติ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ รับรางวัล WIPO Award 2025

พ่อค้าแม่ค้าทุเรียนบุรีรัมย์มั่นใจ ลูกละ 100 ไม่กระทบ

ในช่วงที่กระแสพ่อค้าแม่ค้าทุเรียนบุรีรัมย์ มั่นใจ ลูกละ 100 บาท ไม่กระทบ ยอดขาย บอกคนกินเขารู้กันกำลังเป็นที่พูดถึงทั่วโซเชียล ล่าสุดมีดราม่าทุเรียนลูกละ 100 บาทจาก “พิมรี่พาย” ที่หลายคนตั้งคำถามว่าราคาถูกขนาดนี้จะกระทบยอดขายทุเรียนท้องถิ่นหรือไม่ แต่พ่อค้าแม่ค้าทุเรียนบุรีรัมย์กลับไม่หวั่นใจเลยสักนิด เพราะลูกค้าประจำรู้ดีถึงคุณภาพและราคาที่สมเหตุสมผลของทุเรียนพรีเมี่ยมในพื้นที่

พ่อค้าแม่ค้าทุเรียนบุรีรัมย์ มั่นใจ ลูกละ 100 บาท ไม่กระทบ ยอดขาย บอกคนกินเขารู้กัน

เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2567 ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่สำรวจบรรยากาศร้านขายทุเรียนในจังหวัดบุรีรัมย์ พบว่าพ่อค้าแม่ค้ายังคงขายดิบขายดีตามปกติ ลูกค้าต่างพากันมาซื้ออย่างคึกคัก ไม่มีใครรอคอยทุเรียนราคาถูกจากกระแสโซเชียล เพราะทุกคนเข้าใจดีว่าทุเรียนมีหลายเกรด ทุเรียนลูกละ 100 บาทอาจเป็นลูกเล็ก ตกเกรด หรือโปรโมชั่นชั่วคราวเท่านั้น แต่สำหรับทุเรียนบุรีรัมย์ที่ขึ้นชื่อเรื่องความอร่อย เนื้อแน่น หอมกรุ่น รสชาติหวานมัน ราคาต้องจ่ายตามคุณภาพแน่นอน

เสียงจากพ่อค้าแม่ค้าบุรีรัมย์

นายกฤศวิกร เอกสุวรรณ อายุ 40 ปี เจ้าของร้านขายผลไม้เฮงประเสริฐผลไม้ ซึ่งครอบครัวทำธุรกิจนี้มานานกว่า 60 ปี เล่าว่า “เราโดนกระแสทุเรียนราคาถูกมาหลายรอบแล้ว แต่ยอดขายยังคงปกติ ไม่ได้รับผลกระทบอะไร เพราะลูกค้ารู้ดีว่าทุเรียนดีต้องลงทุน กระแสนี้เป็นแค่เรื่องชั่วคราว ไม่ใช่เรื่องจริงจัง”

เช่นเดียวกับ น.ส.นิโลบล หล้าหนัก อายุ 56 ปี แม่ค้าทุเรียนชื่อดังบริเวณตลาดไนท์บาซาร์ เทศบาลเมืองบุรีรัมย์ ที่ยืนยันว่ายอดขายยังคงเต็มเปี่ยม “ผู้บริโภคเขารู้กันดี ทุเรียนมีเกรดต่างกัน ถ้าลูกละ 100 เป็นเกรดดีจริง ก็คงมีจำกัด ไม่มีใครซื้อแพงมาขายถูกนานๆ แถมการซื้อทุเรียนพร้อมเปลือกก็เหมือนซื้อหวย มองไม่เห็นข้างใน ต้องเชื่อใจพ่อค้า”

ทำไมทุเรียนบุรีรัมย์ถึงราคาแพง?

บุรีรัมย์เป็นจังหวัดที่มีชื่อเสียงด้านทุเรียนคุณภาพสูง โดยเฉพาะพันธุ์หมอนทองและชะนี ที่ปลูกในดินปริมาณแร่ธาตุสูง อากาศเย็นสบาย ทำให้ผลทุเรียนมีเนื้อสีทองเข้ม กลิ่นหอมฟุ้ง รสชาติหวานมันแบบลงตัว นอกจากนี้ การดูแลสวนทุเรียนต้องใช้เทคนิคพิเศษ เช่น ใส่ปุ๋ยอินทรีย์ ควบคุมน้ำ และเก็บเกี่ยวตอนสุกกำลังดี เพื่อให้ได้ทุเรียนเกรดพรีเมี่ยม

  • เกรด A: ลูกใหญ่ เปลือกรอยตีนกาชัด เนื้อแน่น เมล็ดเล็กราคาลูกละ 150-300 บาท
  • เกรด B: ลูกกลาง เนื้อดีแต่เมล็ดใหญ่หน่อย ราคาลูกละ 100-150 บาท
  • เกรด C: ลูกเล็กหรือตกเกรด ราคาถูก เหมาะโปรโมชั่น

ดังนั้น พ่อค้าแม่ค้าทุเรียนบุรีรัมย์ มั่นใจ ลูกละ 100 บาท ไม่กระทบ ยอดขาย เพราะลูกค้าส่วนใหญ่เลือกซื้อจากร้านประจำที่ไว้ใจได้ ไม่ใช่ตามกระแสราคาถูกที่อาจเสี่ยงคุณภาพ

เคล็ดลับเลือกซื้อทุเรียนให้อร่อย

เพื่อไม่ให้พลาด ลองเช็คเคล็ดลับเหล่านี้:

  • ดมกลิ่น: ต้องหอมทุเรียนจริง ไม่เหม็นอับ
  • เคาะเปลือก: เสียงกลวง=สุกกำลังดี
  • ดูรอยตีนกา: ชัดเจน=สุกเต็มที่
  • ซื้อจากร้านดัง: อย่างบุรีรัมย์ที่ขึ้นชื่อ

นอกจากนี้ กระแสทุเรียนลูกละ 100 บาทยังถูกมองว่าเป็นเรื่องการเมืองมากกว่าธุรกิจ เพราะพ่อค้าแม่ค้าทั่วไปไม่ค่อยสนใจดราม่าโซเชียล แต่โฟกัสที่คุณภาพและลูกค้าประจำ

สรุปแล้ว ทุเรียนบุรีรัมย์ยังคงเป็นราชาแห่งผลไม้ไทยที่ใครๆ ก็หลงรัก คุณภาพกำหนดราคา ลูกค้าฉลาดรู้ดี ถ้าอยากกินของอร่อยต้องจ่ายแพงหน่อย คุณล่ะ พร้อมลองทุเรียนบุรีรัมย์แท้ๆ หรือยัง? แวะมาคอมเมนต์แบ่งปันประสบการณ์ด้านล่างเลยนะ!

ที่มา – พ่อค้าแม่ค้าทุเรียนบุรีรัมย์ มั่นใจ ลูกละ 100 บาท ไม่กระทบ ยอดขาย บอกคนกินเขารู้กัน

พาณิชย์รื้อแผนมหานครผลไม้จันทบุรีรับทุเรียนทะลัก

กระทรวงพาณิชย์กำลังรื้อฟื้นโครงการ มหานครผลไม้จันทบุรี เพื่อรับมือกับผลผลิตทุเรียนที่คาดว่าจะทะลักเพิ่มขึ้นกว่า 33% ในปี 2569 โดยเน้นการแปรรูปสินค้าและขยายตลาดส่งออกไปยังจีน สร้างความมั่นคงให้เกษตรกรผลไม้ไทย

ทบทวน “มหานครผลไม้จันทบุรี” รับมือผลผลิตล้นตลาด

วันที่ 27 เมษายน 2568 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้ชี้แจงในที่ประชุมวุฒิสภา เกี่ยวกับความคืบหน้าโครงการมหานครผลไม้จันทบุรี ซึ่งเป็นศูนย์บริหารจัดการผลไม้ครบวงจร รัฐบาลให้ความสำคัญกับภาคเกษตรเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นฐานของแรงงานกว่า 30% ของประเทศ แต่กลับสร้างมูลค่า GDP ได้เพียง 6% เท่านั้น สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องแก้ไขด่วน

โครงการนี้เคยได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีตั้งแต่ปี 2548 และ 2561 แต่ตอนนี้กระทรวงพาณิชย์จะนำมาทบทวนใหม่ให้เข้ากับบริบทปัจจุบัน ไม่ใช่แค่ตลาดกลาง แต่ครอบคลุมทั้งระบบ ตั้งแต่ต้นน้ำอย่างการจัดการน้ำและปลูกพืช กลางน้ำคือการรวบรวมและล้งผลไม้ ไปจนถึงปลายน้ำที่เป็นการแปรรูป ห้องเย็นเพื่อยืดอายุสินค้า ลดความผันผวนของราคา และเพิ่มมูลค่าส่งออก ก่อนเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป

ประโยชน์ของมหานครผลไม้จันทบุรีต่อเกษตรกร

  • สร้างเสถียรภาพราคาผลไม้ โดยเฉพาะทุเรียนที่ผลผลิตพุ่ง
  • ยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ห้องเย็นและโรงแปรรูป
  • ลดการสูญเสียผลผลิตจากล้นตลาด
  • เพิ่มรายได้ยั่งยืนผ่านการส่งออกและแปรรูป

ส่งออกทุเรียนพุ่ง เร่งจัดระเบียบล้งสู่มาตรฐานสากล

ทุเรียนคือผลไม้ยอดฮิตของไทย ปี 2567 มูลค่าการส่งออกทะลุ 140,000 ล้านบาท โดย 70% เป็นการส่งออก และ 90% เป็นผลสดไปจีน ปี 2569 คาดผลผลิตเพิ่มกว่า 30% ทำให้ต้องเร่งจัดการกลางน้ำ ล่าสุด รัฐมนตรีลงพื้นที่จันทบุรี พบว่าล้งส่วนใหญ่ถูกกฎหมาย แต่จะบังคับใช้กฎเข้มงวดเรื่องคุณภาพ มาตรฐานส่งออก และร่วมกับกระทรวงแรงงานจัดระเบียบแรงงานอย่างเป็นระบบ

นอกจากนี้ ยังมุ่งพัฒนามาตรฐานล้งให้เทียบเท่าสากล เพื่อรองรับปริมาณผลผลิตมหาศาล ลดปัญหาการแข่งขันด้านราคา และป้องกันการเอารัดเอาเปรียบเกษตรกร

ดึงอินฟลูเอนเซอร์ไลฟ์สดขายผลไม้ไทยเจาะตลาดจีน

ปีนี้ กระทรวงพาณิชย์มีแผนขยายตลาดเชิงรุก โดยเฉพาะจีนที่ปัจจุบันเน้นฝั่งตะวันออก จะขยายไปฝั่งตะวันตก พร้อมพัฒนาโลจิสติกส์และด่านชายแดนให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น

กลยุทธ์ใหม่คือการใช้ดิจิทัลมาร์เก็ตติ้ง ดึงอินฟลูเอนเซอร์ทั้งไทยและจีน มาลงพื้นที่ไลฟ์สดขายทุเรียนถึงสวนและล้ง สร้างการเชื่อมต่อโดยตรงกับผู้บริโภคจีน ซึ่งเป็นมิติใหม่ของการส่งเสริมสินค้าเกษตรไทย ทำให้แบรนด์ผลไม้ไทยดังกระฉ่อนในโซเชียลมีเดีย

กลยุทธ์ขยายตลาดจีนด้วยมหานครผลไม้จันทบุรี

  • ไลฟ์สดจากสวนผลไม้จริง เพิ่มความน่าเชื่อถือ
  • พัฒนาระบบโลจิสติกส์冷链 (โคลด์เชน) สำหรับผลสด
  • โปรโมตสินค้าแปรรูป เช่น ทุเรียนอบกรอบ ทุเรียนแช่แข็ง
  • ร่วมมือแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซจีนอย่าง Taobao, JD

โครงการมหานครผลไม้จันทบุรีนี้ไม่เพียงช่วยแก้ปัญหาผลผลิตล้นตลาด แต่ยังเป็นก้าวสำคัญสู่การเกษตรสมัยใหม่ของไทย โดยผสมผสานเทคโนโลยี ดิจิทัล และการจัดการครบวงจร ในอนาคต เกษตรกรควรเตรียมตัวปรับตัวเข้าสู่ระบบแปรรูปและมาตรฐานส่งออก เพื่อรับโอกาสใหม่ๆ ที่กำลังมา ติดตามข่าวสารเกษตรเพิ่มเติมและแชร์บทความนี้เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรไทยด้วยนะครับ!

ที่มา – พาณิชย์ รื้อแผน “มหานครผลไม้จันทบุรี” รับทุเรียนทะลัก 33% ดันแปรรูป-ขยายตลาดจีน

“เดชรัต” แนะ “ศุภจี” ศึกษาตลาดทุเรียนให้ดีก่อน ขายลูกละ 100 บาท

ในช่วงฤดูทุเรียนที่กำลังมาเยือน ชาวสวนทุเรียนทั่วประเทศกำลังลุ้นราคาพุ่งสูงเพื่อชดเชยต้นทุนที่พุ่งปรี๊ด แต่ทันใดนั้นก็มีข่าวที่ทำให้หลายคนใจหาย “เดชรัต” แนะ “ศุภจี” ศึกษาตลาดทุเรียนให้ดีก่อน ขายลูกละ 100 บาท ซ้ำเติมเกษตรกร” การไลฟ์ขายทุเรียนราคาถูกของกระทรวงพาณิชย์กลายเป็นประเด็นร้อนที่สร้างความสับสนให้ตลาด บทความนี้จะพาไปเจาะลึกมุมมองของนายเดชรัต สุขกำเนิด และเหตุผลที่ทำไมมาตรการนี้ถึงอาจย้อนศร

“เดชรัต” แนะ “ศุภจี” ศึกษาตลาดทุเรียนให้ดีก่อน ขายลูกละ 100 บาท ซ้ำเติมเกษตรกร

วันที่ 27 เมษายน 2569 นายเดชรัต สุขกำเนิด ที่ปรึกษาพรรคประชาชน ออกมาแสดงความเห็นต่อการที่ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ดึงอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังมาลงไลฟ์ขายทุเรียนลูกละ 100 บาท ซึ่งต่ำกว่าราคาตลาดมาก แม้จะอ้างว่าเป็นทุเรียนเกรดรอง แต่สัญญาณนี้กลับทำให้เกษตรกรกังวลหนัก เพราะอาจกดราคาหน้าสวนลงในช่วงที่ผลผลิตกำลังออกมามาก

ฤดูทุเรียนปีนี้ ชาวสวนเผชิญต้นทุนสูงจากปุ๋ย ยาฆ่าแมลง และค่าจ้างที่แพงขึ้น การขายราคาถูกแบบนี้ไม่ช่วยแก้ปัญหา แต่กลับสร้างความไม่แน่นอนให้ตลาด นายเดชรัต ชี้ว่าควรส่งสัญญาณบวก เช่น ยกระดับคุณภาพทุเรียนส่งออก แทนที่จะขายถูกจนตลาดสับสน

ทำไม “เดชรัต” แนะ “ศุภจี” ศึกษาตลาดทุเรียนให้ดีก่อน

ปัญหาหลักคือจังหวะเวลาไม่ถูกต้อง ตอนนี้ตลาดทุเรียนต้องการราคาสูงเพื่อพยุงเกษตรกร แต่การไลฟ์ขายลูกละ 100 บาท (ปกติราคาตลาด 200-300 บาทต่อลูก) อาจทำให้ผู้บริโภคคาดหวังราคาถูก ส่งผลให้พ่อค้าคนกลางกดราคาจากสวน นอกจากนี้ ทุเรียนไทยกำลังแข่งขันกับเวียดนามและมาเลเซียที่ราคาถูกอยู่แล้ว การขายถูกในประเทศยิ่งทำให้เสียเปรียบ

นายเดชรัต เน้นย้ำว่า “ความปรารถนาดีแต่ส่งสัญญาณผิด อาจกลายเป็นผลเสีย” รัฐบาลควรศึกษาตลาดให้ละเอียดก่อนลงมือ

มาตรการแก้ปัญหาราคาผลผลิตเกษตรที่เหมาะสม

ไม่ใช่ทุเรียนเท่านั้น สินค้าเกษตรหลายชนิดกำลังเผชิญปัญหา นายเดชรัต เสนอแนวทางเฉพาะเจาะจง ดังนี้

  • มะม่วง: ราคาร่วงเหลือ 2-3 บาท/กก. ในมี.ค.-เม.ย. ควรไลฟ์ขายและหาช่องทางขนส่งเพิ่ม กระทรวงพาณิชย์ทำไม่พอ
  • มะพร้าวน้ำหอม: เพิ่มการแปรรูปเพื่อรับมือผลผลิตล้น และจัดระบบค้าขายที่เป็นธรรม
  • ผักผลไม้ imported: เช่น กะหล่ำปลี หอมหัวใหญ่ มันฝรั่ง ควบคุมการนำเข้าเพื่อไม่ให้กดราคาสินค้าไทย

กระทรวงพาณิชย์มีปฏิทินสินค้าเกษตร ควรประสานงานล่วงหน้า รับฟังเกษตรกรทุกกลุ่ม เพื่อมาตรการตรงจุด ไม่สร้างความกังวลแบบกรณีทุเรียน

นอกจากนี้ ในวันที่ 29 เมษายน 2569 ส.ส.พรรคประชาชนจะอภิปรายญัตติแก้ปัญหาราคาพืชผล จากผลกระทบสงครามตะวันออกกลาง โดยเสนอมาตรการป้องกันราคาตกต่ำทั้งรายสินค้าและภาพรวม

มุมมองนี้ชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลต้องเข้าใจบริบทตลาดเกษตรไทยให้ลึกซึ้ง การช่วยเหลือต้องไม่ใช่เฉพาะหน้า แต่ยั่งยืน คุณคิดว่าการขายทุเรียนลูกละ 100 บาทช่วยเกษตรกรจริงหรือ? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามข่าวอัปเดตปัญหาเกษตรกรไทยกับเราเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – “เดชรัต” แนะ “ศุภจี” ศึกษาตลาดทุเรียนให้ดีก่อน ขายลูกละ 100 บาท ซ้ำเติมเกษตรกร

ทีมเศรษฐกิจ-ยุติธรรม ลุยปราบสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา

ทีมเศรษฐกิจและยุติธรรมของไทยจับมือกันอย่างแข็งขันในการปราบสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อปกป้องเศรษฐกิจและสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ ล่าสุดมีแถลงผลงานที่โดดเด่นในรอบ 6 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 ทำให้เห็นความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการแก้ปัญหานี้อย่างจริงจัง

ปราบสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา

การละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา หรือที่เรารู้จักกันในนามสินค้าปลอม เป็นปัญหาใหญ่ที่ทำลายความสามารถในการแข่งขันของไทย ไม่ว่าจะเป็นสินค้าเครื่องหมายการค้าปลอม ลิขสิทธิ์ละเมิด หรือสิทธิบัตรที่ถูกคัดลอก สิ่งเหล่านี้ไม่เพียงก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจมหาศาล แต่ยังส่งผลกระทบต่อสุขภาพและชีวิตผู้บริโภค เช่น ยาปลอม อาหารเสริมปลอม หรืออุปกรณ์ไฟฟ้าที่ไม่ได้มาตรฐาน รัฐบาลจึงเร่งปราบสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาทั้งในตลาดจริงและออนไลน์

ผลงานเด่นใน 6 เดือนแรก

วันที่ 27 เมษายน 2569 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายทรัพย์สินทางปัญญาแห่งชาติ (คทป.) ร่วมกับนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แถลงผลการดำเนินงานระหว่างตุลาคม 2568 ถึงมีนาคม 2569

  • จับกุมผู้กระทำผิดทั้งสิ้น 332 คดี
  • ยึดของกลางกว่า 1.3 ล้านชิ้น
  • มูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจสูงถึง 2,300 ล้านบาท
  • เพิ่มขึ้น 78% จากทั้งปีงบ 2568 ที่เสียหาย 1,300 ล้านบาท

การปราบปรามมุ่งเป้าไปที่ย่านการค้าชุมชน โกดังเก็บสินค้า ด่านศุลกากร และแพลตฟอร์มออนไลน์ โดยบูรณาการกำลังจากกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการคลัง กระทรวงยุติธรรม และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทำให้ตัดวงจรการละเมิดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

หน่วยงานหลักที่ร่วมปราบปราม

  • กระทรวงพาณิชย์: ประสานงานกลางและบูรณาการ
  • กระทรวงการคลัง: ดูแลศุลกากรและด่านชายแดน
  • กระทรวงยุติธรรม: ดำเนินคดีทางกฎหมาย
  • สำนักงานตำรวจแห่งชาติ: จับกุมและสืบสวน

นอกจากนี้ ยังมีภาคเอกชนเจ้าของสิทธิและสถานทูตคู่ค้าที่ให้ความร่วมมือ สอดคล้องกับนโยบาย Trade Plus ของรัฐบาลที่มุ่งยกระดับมาตรฐานการค้า สร้างระบบนิเวศทรัพย์สินทางปัญญาที่แข็งแกร่ง

ความสำคัญของการปราบสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา

ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นหัวใจของเศรษฐกิจดิจิทัลและนวัตกรรม การละเมิดไม่เพียงทำลายรายได้เจ้าของสิทธิ แต่ยังลดความน่าเชื่อถือของไทยในสายตานักลงทุนต่างชาติ ผู้ประกอบการสุจริตต้องแข่งขันด้วยราคาที่สูงกว่าสินค้าปลอม ขณะที่ผู้บริโภคเสี่ยงอันตรายจากสินค้าคุณภาพต่ำ รัฐบาลจึงกำชับให้ยกระดับมาตรการทั้งป้องกันและปราบปราม โดยขยายผลถึงต้นตอ ปิดช่องโหว่ และเพิ่มการบังคับใช้กฎหมาย

ในอนาคต จะเสริมสร้างความตระหนักแก่ประชาชน พัฒนากลไกความร่วมมือระหว่างประเทศ ปรับกฎหมายให้ทันสมัย และทำงานกับแพลตฟอร์มออนไลน์เพื่อลบเนื้อหาละเมิดทันที เป้าหมายคือทำให้ไทยมีระบบคุ้มครอง IP เทียบเท่าสากล ส่งเสริมการลงทุนในนวัตกรรม เทคโนโลยี และความคิดสร้างสรรค์

ปัญหาการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญายังคงเป็นความท้าทาย แต่ด้วยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ไทยจะก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการค้าที่โปร่งใสและเป็นธรรมได้แน่นอน

CTA: มาช่วยกันปกป้องเศรษฐกิจไทย โดยปฏิเสธสินค้าละเมิด! ไม่ซื้อ ไม่ใช้ ไม่สนับสนุน รายงานเบาะแสได้ที่ 1166 หรือกรมทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อสร้างอนาคตที่ยั่งยืนให้ลูกหลาน

ที่มา – “ทีมเศรษฐกิจ-ยุติธรรม” จับมือแถลงผลงานลุยปราบสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาเข้มงวด

พาณิชย์แจงปม “ทุเรียนลูกละ 100 บาท” พิมรี่พาย

ช่วงนี้กระแสเรื่องทุเรียนกำลังมาแรง โดยเฉพาะดราม่าราคาทุเรียนลูกละ 100 บาทที่อินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังอย่างพิมรี่พายไลฟ์ขาย ล่าสุด พาณิชย์แจงปม “ทุเรียนลูกละ 100 บาท” พิมรี่พาย ยันแค่โปรโมชันเกรดรอง เพื่อคลายข้อสงสัยให้ชาวเน็ตที่กังวลว่าราคาทุเรียนจะถล่มถลาย กระทรวงพาณิชย์ยืนยันว่าเป็นแค่กลยุทธ์กระตุ้นการบริโภคทุเรียนเกรดรองในประเทศเท่านั้น ไม่กระทบราคาตลาดหลักที่ยังคงแข็งแกร่ง

พาณิชย์แจงปม “ทุเรียนลูกละ 100 บาท” พิมรี่พาย ยันแค่โปรโมชันเกรดรอง

นายกรนิจ โนนจุ้ย รองโฆษกกระทรวงพาณิชย์ ได้ออกมาชี้แจงอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2567 ว่า โปรโมชันดังกล่าวมาจากผู้ประกอบการออนไลน์ชื่อดัง “พิมรี่พาย” ซึ่งรับทุเรียนเกรดรองจากล้งและสวนผลไม้โดยตรง ทุเรียนเหล่านี้มีคุณภาพเนื้อดี สุกกำลังดี แต่รูปทรงไม่สวยงาม ขนาดเล็กกว่ามาตรฐานส่งออกเกรด D จึงเหมาะสำหรับขายในประเทศ โดยเฉพาะครอบครัวขนาดเล็กที่อยากกินทุเรียนสดๆ ในราคาประหยัด

การขายแบบนี้ช่วยกระจายผลผลิตที่เหลือในประเทศ ไม่ต้องทิ้งเสีย และยังช่วยดันราคาทุเรียนโดยรวมให้สูงขึ้นด้วย เพราะพิมรี่พายยังขายทุเรียนเกรดพรีเมียมควบคู่กันไป เรียกได้ว่าเป็น win-win สำหรับทั้งเกษตรกรและผู้บริโภค

นายกรนิจ โนนจุ้ย รองโฆษกกระทรวงพาณิชย์

พาณิชย์แจงปม “ทุเรียนลูกละ 100 บาท” พิมรี่พาย: รายละเอียดโปรโมชัน

จากข้อมูลที่กระทรวงพาณิชย์ตรวจสอบ พบว่าโปรนี้เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายผลักดัน Live Commerce โดยตรงจากสวนผลไม้ อินฟลูเอนเซอร์อย่างพิมรี่พายลงพื้นที่คัดทุเรียนสดๆ ส่งตรงถึงบ้านลูกค้า ช่วยลดขั้นกลาง เพิ่มรายได้ให้เกษตรกร ลดปัญหาผลผลิตล้นตลาด นอกจากทุเรียนเกรดรองแล้ว ยังมีเกรดส่งออกที่ราคาสูงกว่าให้เลือกซื้อตามความต้องการ

เช็กราคาทุเรียนล่าสุด: ตลาดยังคงเสถียร

แม้จะมีโปรทุเรียนลูกละ 100 บาท แต่ราคาทุเรียนในตลาดสดและแหล่งค้าขายหลักยังคงอยู่ที่ 140-150 บาทต่อกิโลกรัม หลังจากกระทรวงพาณิชย์ลงพื้นที่ตรวจสอบเมื่อ 27 เม.ย. ที่ผ่านมา ราคานี้ถือว่าสมเหตุสมผล สอดคล้องกับคุณภาพและฤดูกาล นักลงทุนและผู้ค้าต่างมั่นใจในกลไกตลาดไทยที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะทุเรียนพันธุ์หมอนทองที่เป็นราชาแห่งผลไม้ส่งออก

  • เกรดส่งออก (เกรด A-D): ราคา 150-200 บาท/กก. ขึ้นไป ส่งจีนและตลาดเอเชีย
  • เกรดรองในประเทศ: 80-120 บาท/กก. เหมาะกินสดหรือแปรรูป
  • โปรพิเศษไลฟ์: ลูกละ 100 บาท สำหรับลูกค้าปลีก

Live Commerce: อนาคตการค้าผลไม้ไทย

กระทรวงพาณิชย์ไม่ได้หยุดแค่ชี้แจง แต่ยังผลักดัน Live Commerce อย่างจริงจัง โดยให้อินฟลูเอนเซอร์เข้าถึงสวนผลไม้ ถ่ายทอดสดการคัดสินค้า สร้างความโปร่งใสให้ผู้บริโภคทราบแหล่งที่มา นอกจากนี้ ยังอบรมเกษตรกรเรื่องการขายออนไลน์ สร้างคอนเทนต์ดิจิทัล เพื่อให้พวกเขาขายเองได้ยั่งยืน ช่วยยกระดับรายได้ ลดความเสี่ยงจากราคาผันผวน

ในมุมมองของเรา นี่คือกลยุทธ์ฉลาดที่ผสมผสานเทคโนโลยีดิจิทัลกับเกษตรกรรมไทย พิมรี่พายไม่ใช่แค่ขายของ แต่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากได้จริง ใครที่กำลังมองหาทุเรียนอร่อยราคาดี ลองช้อปโปรเกรดรองดู สนับสนุนเกษตรกรไทยไปด้วยกัน! ติดตามข่าวราคาผลไม้และนโยบายรัฐเพิ่มเติมที่นี่นะครับ

คุณคิดยังไงกับโปรทุเรียนลูกละ 100 บาท? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ได้เลย!

ที่มา – พาณิชย์แจงปม “ทุเรียนลูกละ 100 บาท” พิมรี่พาย ยันแค่โปรโมชันเกรดรอง

“ศุภจี” ผุดไอเดียดึงอินฟลูฯ จีนไลฟ์สดช่วยชาวสวน

ในวันที่ 27 เมษายน 2569 ที่รัฐสภา มีการประชุมวุฒิสภาที่น่าสนใจ โดย “ศุภจี” ผุดไอเดียดึงอินฟลูฯ จีนไลฟ์สดช่วยชาวสวน โต้ สว. ปม “นั่งเทียน” ตรวจสต๊อกน้ำมันปาล์ม ซึ่งนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้ชี้แจงต่อกระทู้ถามจากสมาชิกวุฒิสภา (สว.) เรื่องการบริหารจัดการสินค้าเกษตร โดยเฉพาะปัญหาผลไม้และน้ำมันปาล์มที่เกษตรกรกำลังเผชิญ

“ศุภจี” ผุดไอเดียดึงอินฟลูฯ จีนไลฟ์สดช่วยชาวสวน โต้ สว. ปม “นั่งเทียน” ตรวจสต๊อกน้ำมันปาล์ม

การประชุมครั้งนี้เริ่มต้นด้วยคำถามจากนายยุคล ชนะวัฒน์ปัญญา สว. เกี่ยวกับความล่าช้าของโครงการศูนย์บริหารจัดการมหานครผลไม้ครบวงจร จังหวัดจันทบุรี ที่ผ่านการอนุมัติและประชาพิจารณ์หลายรอบแล้ว แต่ยังไม่แล้วเสร็จ ส่งผลให้เกษตรกรเสียโอกาสและถูกกลุ่มทุนต่างชาติกดราคาสินค้า นางศุภจี ชี้แจงว่ากระทรวงพาณิชย์ไม่ได้มุ่งแค่สร้างตลาดกลาง แต่เน้นบริหารจัดการแบบองค์รวม รวมถึงตรวจสอบคุณภาพล้ง การแปรรูปเพิ่มมูลค่า และกลยุทธ์ใหม่คือดึงอินฟลูเอนเซอร์ (อินฟลูฯ) จากจีนและไทยมาจัดไลฟ์สดขายผลไม้ตรงจากล้งไทย ส่งตรงถึงผู้บริโภคจีนและในประเทศ ช่วยให้ชาวสวนมีรายได้ดีขึ้น ไม่ต้องเร่ขายริมถนนแบบเก่า

ไอเดียไลฟ์สดผลไม้ด้วยอินฟลูฯ จีน: ทางออกใหม่ให้เกษตรกรไทย

กลยุทธ์นี้ถือเป็นนวัตกรรมการตลาดที่ทันสมัย โดยใช้พลังโซเชียลมีเดียจากอินฟลูฯ จีนที่มีฐานแฟนคลับมหาศาลในตลาดจีน ซึ่งเป็นตลาดใหญ่สุดสำหรับผลไม้ไทย เช่น ทุเรียน มังคุด เงาะ การไลฟ์สดจะช่วยลดขั้นกลาง เพิ่มความสดใหม่ และราคาที่แข่งขันได้ ชาวสวนจะได้รายได้ที่มั่นคงมากขึ้น นอกจากนี้ ยังช่วยแก้ปัญหาล้งที่กดราคาเกษตรกรได้ในระยะยาว

  • ดึงอินฟลูฯ จีนและไทยไลฟ์สดขายผลไม้ตรงจากล้ง
  • ลดขั้นตอนกลาง ส่งสินค้าถึงผู้บริโภคเร็ว
  • เพิ่มมูลค่าด้วยการแปรรูปและตรวจคุณภาพล้ง
  • ช่วยชาวสวนไม่ต้องเร่ขาย ลดความเสี่ยง

ต่อมา นายเศรณี อนิบล สว. ถามถึงราคาน้ำมันปาล์มดิบที่ตกต่ำ ชาวสวนถูกกดราคาจากการตรวจคุณภาพด้วยสายตา ทำให้เปอร์เซ็นต์น้ำมันต่ำกว่าจริง และเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสต็อกจริง แทนการ “นั่งเทียน” รายงานข้อมูล

โต้กลับปม “นั่งเทียน”: ราคาน้ำมันปาล์มตามกลไกตลาดโลก

คำว่า “นั่งเทียน” ทำให้ศุภจีแสดงท่าทีขุ่นมัว ชี้แจงว่าราคาน้ำมันปาล์มดิบกำหนดโดยกลไกตลาดโลก ปัจจุบันมาเลเซียราคา 37.48 บาท/กก. ส่วนไทย 38 บาท/กก. ทำให้ส่งออกไม่มีแรงจูงใจ เธอยืนยันว่ากระทรวงทำงานโปร่งใส มีประสิทธิภาพ ข้าราชการตั้งใจเต็มที่ การตั้งข้อสังเกตควรให้เกียรติกัน ไม่พูดจาไม่สร้างสรรค์ เพื่อความร่วมมือที่ราบรื่น

ปัญหาน้ำมันปาล์มเป็นประเด็นเรื้อรังของเกษตรกรไทยกว่า 400,000 ราย พื้นที่ปลูกกว่า 9 ล้านไร่ ราคาตกต่ำจากอุปสงค์โลกลดลง สต็อกล้นตลาด และการแข่งขันจากอินโดนีเซีย-มาเลเซีย ศุภจีเน้นต้องเร่งเจรจา FTA และหาตลาดใหม่ควบคู่ไปด้วย

นโยบายของศุภจีแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นช่วยเกษตรกรด้วยเครื่องมือสมัยใหม่ แต่ต้องเร่งดำเนินการให้ทันท่วงทีเพื่อผลลัพธ์จริง การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอย่างไลฟ์สดจะเป็น game changer สำหรับภาคเกษตรไทยในยุคนี้

ความเห็นส่วนตัว: ไอเดียนี้เจ๋งมาก หากรัฐบาลผลักดันเต็มที่ ชาวสวนไทยจะแข็งแกร่งขึ้น ลดการพึ่งพาตลาดเก่า สนับสนุนเลย! ติดตามข่าวสารเกษตรและนโยบายรัฐเพิ่มเติมได้ที่บล็อกนี้ เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ

ที่มา – “ศุภจี” ผุดไอเดียดึงอินฟลูฯ จีนไลฟ์สดช่วยชาวสวน โต้ สว. ปม “นั่งเทียน” ตรวจสต๊อกน้ำมันปาล์ม

พาณิชย์คุมเข้มวัดความชื้นข้าวโพด ใช้เครื่องรับรอง

พาณิชย์คุมเข้มวัดความชื้นข้าวโพด! กระทรวงพาณิชย์ออกประกาศกำหนดหลักเกณฑ์ใหม่สำหรับการซื้อขายข้าวโพด โดยบังคับให้ใช้เครื่องวัดความชื้นที่ได้รับการรับรองจากเจ้าหน้าที่เท่านั้น และต้องวัดทุกครั้งในการซื้อขาย เริ่มบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 8 พฤษภาคม 2567 เป็นต้นไป มาตรการนี้ nhằm ลดข้อโต้แย้ง ป้องกันการกดราคา และสร้างความเป็นธรรมให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพด

ในปัจจุบัน ข้าวโพดเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของไทย โดยเฉพาะในภาคเกษตรที่ใช้เป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์และอุตสาหกรรมต่างๆ แต่ปัญหาการวัดความชื้นข้าวโพดที่ไม่เป็นมาตรฐานมักทำให้เกษตรกรถูกเอาเปรียบ ผู้รับซื้อบางรายใช้วิธีวัดที่คลาดเคลื่อนเพื่อกดราคาลง ส่งผลกระทบโดยตรงต่อรายได้ของเกษตรกร ด้วยมาตรการใหม่นี้ จะช่วยยกระดับมาตรฐานการค้าให้โปร่งใสและตรวจสอบได้มากขึ้น

วัดความชื้นข้าวโพด ต้องใช้เครื่องวัดที่รับรองจากเจ้าหน้าที่

ตามประกาศของกระทรวงพาณิชย์ ผู้ประกอบการที่รับซื้อหรือจำหน่ายข้าวโพดทุกแห่งต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ดังนี้ วัดความชื้นข้าวโพด ด้วยเครื่องวัดที่ผ่านการรับรองจากพนักงานเจ้าหน้าที่เท่านั้น ห้ามใช้อุปกรณ์ที่ไม่ได้มาตรฐานเด็ดขาด นอกจากนี้ ต้องทำการวัดค่าความชื้นทุกครั้งที่ทำการซื้อขาย เพื่อให้มีหลักฐานชัดเจนและเป็นมาตรฐานเดียวกัน

เหตุผลหลักของมาตรการนี้คือ เพื่อลดปัญหาการโต้แย้งระหว่างผู้ขายและผู้ซื้อ ซึ่งมักเกิดจากความแตกต่างของเครื่องวัด หากใช้เครื่องรับรอง จะช่วยให้ผลการวัดมีความแม่นยำสูง ลดโอกาสถูกกดราคาจากค่าความชื้นที่สูงเกินจริง นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยเมื่อวันที่ 26 เมษายน 2567 ว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการคุ้มครองเกษตรกร โดยจะติดตามการบังคับใช้อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะช่วงฤดูเก็บเกี่ยว

ขั้นตอนการวัดความชื้นข้าวโพดอย่างเป็นระบบ

กระทรวงพาณิชย์ได้กำหนดขั้นตอนการวัดให้ชัดเจน เพื่อความโปร่งใส ดังนี้

  • สุ่มตัวอย่างข้าวโพดจากหลายจุดในกองเก็บ เพื่อให้ได้ตัวแทนที่แท้จริง
  • ปฏิบัติตามคู่มือการใช้งานเครื่องวัดความชื้นอย่างเคร่งครัด
  • จัดวางเครื่องวัดในตำแหน่งที่คู่ค้าทุกฝ่ายมองเห็นได้ชัดเจน
  • บันทึกผลการวัดและลงนามยืนยันจากทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย
  • เก็บรักษาข้อมูลไว้เพื่อการตรวจสอบย้อนหลัง

ขั้นตอนเหล่านี้จะช่วยให้การวัดความชื้นข้าวโพด มีความน่าเชื่อถือ สร้างความเชื่อมั่นในตลาด และป้องกันการทุจริตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ประโยชน์ของมาตรการวัดความชื้นข้าวโพดที่เข้มงวด

นอกจากคุ้มครองเกษตรกรแล้ว มาตรการนี้ยังช่วยยกระดับอุตสาหกรรมข้าวโพดไทยให้ได้มาตรฐานสากล ทำให้ข้าวโพดไทยแข่งขันในตลาดโลกได้ดีขึ้น ผู้ประกอบการจะได้รับความมั่นใจจากคู่ค้า ส่วนเกษตรกรจะมีรายได้ที่มั่นคงมากขึ้น ลดปัญหาความยากจนในชนบท

ในปีที่ผ่านมา ตลาดข้าวโพดไทยเผชิญความผันผวนจากราคาอาหารสัตว์โลก แต่ด้วยมาตรการนี้ คาดว่าจะช่วย стабилизироватьราคาให้สมเหตุสมผล เกษตรกรควรเตรียมตัวโดยตรวจสอบเครื่องวัดของตน หากไม่มี สามารถติดต่อหน่วยงานพาณิชย์จังหวัดเพื่อขอรับรองได้ทันที

สรุปแล้ว มาตรการพาณิชย์คุมเข้มวัดความชื้นข้าวโพด เป็นก้าวสำคัญสู่การค้าที่เป็นธรรม หากเกษตรกรปฏิบัติตาม จะได้รับประโยชน์เต็มที่ แนะนำให้ติดตามข่าวสารจากกระทรวงพาณิชย์และหน่วยงานท้องถิ่น เพื่อไม่พลาดสิทธิ์ คุณคิดว่ามาตรการนี้จะช่วยแก้ปัญหาได้จริงหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความนี้ให้เกษตรกรคนอื่นๆ ทราบด้วยนะ!

ที่มา – พาณิชย์คุมเข้ม “วัดความชื้นข้าวโพด” ต้องใช้เครื่องวัดความชื้นที่รับรองจากเจ้าหน้าที่เท่านั้น

อว. จับมือพาณิชย์ ระดมสอนกลยุทธ์ทรัพย์สินทางปัญญา

สวัสดีครับเพื่อนๆ ผู้ประกอบการ SMEs และเกษตรกรทุกท่าน! วันนี้มีข่าวดีมาบอกกันเลย กับการจับมือกันระหว่าง กระทรวง อว. จับมือ กระทรวงพาณิชย์ ระดมแพลตฟอร์มมหาวิทยาลัยให้ความรู้กลยุทธ์ทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อช่วยเพิ่มมูลค่าสินค้าไทยให้แข็งแกร่งในตลาดโลก นี่ไม่ใช่แค่ข่าวการประชุมธรรมดา แต่เป็นแผนงานจริงจังที่จะเปลี่ยน SMEs ของเราให้มี “IP Mindset” มองเห็นมูลค่าจากไอเดียและนวัตกรรม!

กระทรวง อว. จับมือ กระทรวงพาณิชย์ ระดมแพลตฟอร์มมหาวิทยาลัยให้ความรู้กลยุทธ์ทรัพย์สินทางปัญญา

เมื่อวันที่ 23 เมษายน ที่ผ่านมา ณ ห้องประชุมบูรฉัตรไชยากร กระทรวงพาณิชย์ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯ และ รมว.อว. ร่วมกับนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์ ได้ประชุมบูรณาการความร่วมมือ โดยมีปลัดและผู้บริหารทั้งสองกระทรวงมาร่วมด้วย เจ้าหน้าที่ระดมแพลตฟอร์มจากมหาวิทยาลัยและอุทยานวิทยาศาสตร์ทั่วประเทศ เพื่อเชื่อมโยงงานวิจัยนวัตกรรมเข้ากับตลาดโลก

นายยศชนัน เน้นย้ำว่าการก้าวสู่ “เศรษฐกิจมูลค่าสูง” ต้องทำให้ทุกคนเข้าใจว่า มูลค่าธุรกิจยุคใหม่อยู่ที่ “ความคิดและนวัตกรรม” ไม่ใช่แค่สินค้าจับต้องได้ กระทรวงอว. จึงเปิดหลักสูตร กลยุทธ์ทรัพย์สินทางปัญญา (IP Strategy) เพื่อติดอาวุธให้ SMEs และเกษตรกร สร้างทรัพย์สิน IP ที่มีมูลค่าสูง

ภาพประชุม

กลยุทธ์ทรัพย์สินทางปัญญา สำคัญยังไงกับ SMEs ไทย?

กลยุทธ์ทรัพย์สินทางปัญญา หรือ IP Strategy คือการวางแผนปกป้องและใช้ประโยชน์จากสิทธิบัตร ลิขสิทธิ์ เครื่องหมายการค้า เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้า ไม่ใช่แค่จดทะเบียนแล้วจบ แต่เป็นการทำให้ IP กลายเป็น “อาวุธลับ” ในการแข่งขัน เช่น ใช้เป็นหลักประกันกู้เงิน (IP Finance) หรือขยายตลาดส่งออก

  • ปกป้องไอเดีย: ไม่ให้คู่แข่งลอกเลียน ทำให้สินค้าคุณแตกต่าง
  • เพิ่มมูลค่า: สินค้าธรรมดากลายเป็นพรีเมี่ยม ส่งออกได้ราคาดี
  • เปิดโอกาสใหม่: ใช้ IP กู้เงินจากธนาคาร ร่วมกับ NIA และกระทรวงการคลัง
  • ยั่งยืน: แก้ปัญหาปากท้องเกษตรกรและ SMEs ฐานราก
ภาพผู้เข้าร่วม

แผนงาน 2 ระยะ จากกระทรวง อว. จับมือ กระทรวงพาณิชย์

การดำเนินงานแบ่ง 2 ระยะชัดเจน

  • ระยะเร่งด่วน: ระดมแพลตฟอร์มมหาวิทยาลัยและ Science Park เป็นพี่เลี้ยง ถ่ายทอดเทคโนโลยีและหลักสูตร IP Strategy ช่วยเพิ่มมูลค่าสินค้า แก้ปัญหาเร่งด่วน
  • ระยะยาว: อว. เป็น “กองหน้า” ร่วม AITP และ ทปอ. คัดกรองงานวิจัยดีๆ เตรียมเข้าจดทะเบียนกับกระทรวงพาณิชย์ ลดเวลาจดสิทธิบัตรเหลือ 1 ปี!

“เป้าหมายของผมคือการทลายกำแพงเรื่องเวลาและความไม่เข้าใจในคุณค่าของไอเดีย หากเราสามารถติดอาวุธทางปัญญาผ่านหลักสูตร IP Strategy ให้ผู้ประกอบการเห็นว่ามูลค่าอยู่ในความคิด และ อว. เข้ามาช่วยเตรียมความพร้อมในส่วนหน้าอย่างเป็นระบบ เราจะสามารถผลักดันให้การจดสิทธิบัตรของทุกผลิตภัณฑ์เสร็จสิ้นได้ภายในเวลาเพียง 1 ปี ซึ่งจะเป็นการพลิกโฉมการแข่งขันของประเทศไทยในเวทีโลก” นายยศชนัน กล่าว

ภาพอีกมุม

ส่วนนางศุภจี ย้ำว่ากระทรวงพาณิชย์พร้อมเชื่อมกลไกตลาด ผ่าน 4 มิติ: ยกระดับสินค้าเกษตร OTOP, สร้างระบบ IP Finance, เปลี่ยนวิจัยเป็นสินค้าส่งออก, พัฒนาข้อมูลสำหรับผู้ประกอบการ ร่วม NIA และกระทรวงการคลัง เพื่อให้รายย่อยกู้เงินด้วย IP ได้จริง

เห็นภาพชัดเลยใช่มั้ยครับ? นี่คือโอกาสทองสำหรับ SMEs ไทยที่จะก้าวขึ้นสู่ High Value Economy ลองคิดดู ถ้าสินค้าท้องถิ่นของคุณมีสิทธิบัตรป้องกัน ขายต่างประเทศได้แพงขึ้น กู้เงินง่ายขึ้น เศรษฐกิจฐานรากแข็งแรงแน่นอน ในมุมมองผม นี่คือการลงทุนที่คุ้มที่สุดสำหรับอนาคต หากคุณสนใจ แนะนำติดตามประกาศหลักสูตรจากกระทรวงอว. และพาณิชย์ หรือสมัครเข้าร่วมแพลตฟอร์มมหาวิทยาลัยใกล้บ้าน เริ่มต้นวันนี้เพื่อความสำเร็จพรุ่งนี้!

ที่มา – กระทรวง อว. จับมือ กระทรวงพาณิชย์ ระดมแพลตฟอร์มมหาวิทยาลัยให้ความรู้กลยุทธ์ทรัพย์สินทางปัญญา

Scroll to top