ข่าววันนี้

สะเทือน! โอนเงิน “นายอลงกต” เข้ากองทุนวัดพระบาทน้ำพุ

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในโลกออนไลน์ เมื่อเพจดังออกมาตั้งข้อสงสัยหลังทดลองโอนเงินเข้าบัญชีพร้อมเพย์ที่ผูกกับเลขบัตรประชาชนของ “นายอลงกต พลมุข” กลับพบว่าบัญชีปลายทางที่รับเงินคือบัญชีกองทุนรับบริจาคของ “วัดพระบาทน้ำพุ” งานนี้ทำเอาชาวเน็ตแห่คอมเมนต์สนั่น เกิดเป็นคำถามมากมายถึงความเชื่อมโยงและความถูกต้องของเรื่องนี้

เรื่องราวเริ่มต้นจากกรณีที่ชื่อของพระราชวิสุทธิประชานาถ หรือ หลวงพ่ออลงกต วัดพระบาทน้ำพุ ซึ่งเดิมชื่อ “นายอลงกต พูลมุข” ดันไปซ้ำกับชื่อของ “นายอลงกต พลมุข” ข้าราชการที่เสียชีวิตไปแล้ว แถมวันเดือนปีเกิดยังตรงกันอีกด้วย ต่างกันเพียงปีเกิดเท่านั้น ซึ่งทางกรมการปกครองก็ได้ออกมาชี้แจงแล้วว่าทั้งสองท่านเป็นคนละคนกัน เลขประจำตัวประชาชนก็ไม่ซ้ำกัน (“กรมการปกครอง” ชี้แจงปม “เลขประจำตัวประชาชน” ของ “หลวงพ่ออลงกต” กับ “นายอลงกต”)

แต่ประเด็นที่ทำให้หลายคนกลับมาตั้งคำถามอีกครั้งก็คือ โพสต์จากเพจดังอย่าง “Drama-addict” ที่ได้โพสต์ภาพสลิปการโอนเงิน พร้อมระบุข้อความว่า พวกเขาได้ทดลองโอนเงินเข้าบัญชีพร้อมเพย์ที่ผูกกับเลขบัตรประชาชนของ “นายอลงกต พลมุข” ปรากฏว่าสามารถโอนเงินเข้าได้จริง!

และที่น่าตกใจกว่านั้นคือ เงินที่โอนเข้าไป กลับไปเข้าบัญชีที่มีชื่อว่า “กองทุนอาทรประชานาถ” ซึ่งเป็นบัญชีสำหรับรับบริจาคของวัดพระบาทน้ำพุ จังหวัดลพบุรี งานนี้ทำเอาชาวเน็ตงงเป็นไก่ตาแตก เพราะหลายคนมองว่า “นายอลงกต พลมุข” ได้เสียชีวิตไปแล้ว ทำไมถึงยังมีบัญชีพร้อมเพย์ที่ยังใช้งานได้ แถมยังผูกกับกองทุนของวัดอีกด้วย

ทำไมโอนเงินเข้าเลขพร้อมเพย์ “นายอลงกต” ถึงไปเข้าวัดพระบาทน้ำพุ?

หลังจากที่เรื่องราวนี้ถูกเผยแพร่ออกไป ก็มีผู้คนเข้ามาแสดงความคิดเห็นกันอย่างมากมาย หลายคนตั้งคำถามถึงความโปร่งใสและความถูกต้อง และเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องออกมาชี้แจงถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น

ความเชื่อมโยงระหว่าง “นายอลงกต” กับวัดพระบาทน้ำพุ

คำถามสำคัญที่หลายคนอยากรู้ก็คือ มีความเชื่อมโยงอะไรกันระหว่าง “นายอลงกต พลมุข” กับวัดพระบาทน้ำพุ? ทำไมบัญชีพร้อมเพย์ของคนที่เสียชีวิตไปแล้วถึงยังใช้งานได้ และทำไมถึงผูกอยู่กับกองทุนของวัด? เรื่องนี้ยังคงเป็นปริศนาที่รอการคลี่คลาย

  • ความเป็นไปได้ที่ 1: อาจเกิดจากความผิดพลาดทางเทคนิคของระบบธนาคาร
  • ความเป็นไปได้ที่ 2: อาจมีการสวมรอย หรือการใช้ข้อมูลส่วนตัวของ “นายอลงกต พลมุข” โดยไม่ได้รับอนุญาต
  • ความเป็นไปได้ที่ 3: อาจมีความเกี่ยวข้องกับเรื่องผลประโยชน์ หรือการทุจริต

อย่างไรก็ตาม ทุกอย่างยังเป็นเพียงข้อสันนิษฐาน และต้องรอการตรวจสอบข้อเท็จจริงจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป หากมีความคืบหน้าเพิ่มเติม ทางเราจะรีบนำมารายงานให้ทราบโดยเร็ว

เรื่องนี้เป็นอุทาหรณ์ให้กับทุกคนว่า การตรวจสอบข้อมูลให้รอบคอบก่อนที่จะทำธุรกรรมทางการเงินใดๆ เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของการหลอกลวง หรือการทุจริต

ความโปร่งใสและความถูกต้องเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งในสังคม การตรวจสอบและเปิดเผยข้อเท็จจริงในกรณีนี้ จะช่วยสร้างความกระจ่างและความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

ที่มา – เพจดังทดลอง โอนเงินเข้าเลขพร้อมเพย์ “นายอลงกต” พบผูกบัญชีกองทุนวัดพระบาทน้ำพุ

ประกาศพายุ “คาจิกิ”: จังหวัดไหนต้องรับมือ!

กรมอุตุนิยมวิทยาประกาศเตือนฉบับที่ 7 เรื่อง “คาจิกิ” พายุโซนร้อนที่กำลังแรงขึ้น ทำให้หลายจังหวัดในประเทศไทยต้องเตรียมรับมือกับฝนตกหนักถึงหนักมากในช่วงวันที่ 24–27 สิงหาคมนี้ มาเช็กกันเลยว่ามีจังหวัดไหนบ้างที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ

พายุโซนร้อนกำลังแรง “คาจิกิ” บริเวณทะเลจีนใต้ตอนบน มีแนวโน้มจะทวีกำลังแรงขึ้นและเคลื่อนขึ้นฝั่งประเทศเวียดนามและลาวตอนบนในช่วงวันที่ 25–26 สิงหาคมนี้ ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมประเทศไทยมีกำลังแรงขึ้น ทำให้สถานการณ์น่ากังวลยิ่งขึ้นไปอีก

จากอิทธิพลของพายุ “คาจิกิ” และมรสุม ทำให้ประเทศไทยจะมีฝนเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงวันที่ 24–27 สิงหาคม 2568 หลายพื้นที่ต้องเผชิญกับฝนตกหนักถึงหนักมากและลมกระโชกแรง กรมอุตุนิยมวิทยาจึงขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยระมัดระวังอันตรายจากฝนตกหนัก น้ำท่วมฉับพลัน และน้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขาและพื้นที่ลุ่มต่ำ

ประกาศพายุ “คาจิกิ” ฉบับ 7 เตือนจังหวัดเตรียมรับมือฝนตกหนักมาก 24–27 ส.ค.

จังหวัดที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจาก ประกาศพายุ “คาจิกิ”

วันที่ 24 สิงหาคม 2568

  • ภาคเหนือ: ลำปาง, น่าน, แพร่, อุตรดิตถ์, สุโขทัย, ตาก, กำแพงเพชร, พิจิตร, พิษณุโลก, เพชรบูรณ์
  • ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: หนองคาย, บึงกาฬ, หนองบัวลำภู, อุดรธานี, สกลนคร, นครพนม, ชัยภูมิ, ขอนแก่น, กาฬสินธุ์, มุกดาหาร
  • ภาคกลาง: ลพบุรี, สุพรรณบุรี, กาญจนบุรี, ราชบุรี
  • ภาคตะวันออก: นครนายก, ปราจีนบุรี, จันทบุรี, ตราด
  • ภาคใต้: เพชรบุรี, ระนอง, พังงา, ภูเก็ต

วันที่ 25 สิงหาคม 2568

  • ภาคเหนือ: เชียงราย, ลำพูน, ลำปาง, พะเยา, น่าน, แพร่, อุตรดิตถ์, พิจิตร, พิษณุโลก, เพชรบูรณ์
  • ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: เลย, หนองคาย, บึงกาฬ, หนองบัวลำภู, อุดรธานี, สกลนคร, นครพนม, มุกดาหาร, นครราชสีมา, อุบลราชธานี
  • ภาคกลาง: กาญจนบุรี, ราชบุรี, สมุทรสงคราม, สมุทรสาคร, นครปฐม, กรุงเทพมหานครและปริมณฑล
  • ภาคตะวันออก: นครนายก, ปราจีนบุรี, สระแก้ว, จันทบุรี, ตราด
  • ภาคใต้: เพชรบุรี, ประจวบคีรีขันธ์, ชุมพร, ระนอง, พังงา, ภูเก็ต, กระบี่

วันที่ 26 – 27 สิงหาคม 2568

  • ภาคเหนือ: แม่ฮ่องสอน, เชียงใหม่, เชียงราย, ลำพูน, ลำปาง, พะเยา, น่าน, แพร่, อุตรดิตถ์, สุโขทัย, ตาก, กำแพงเพชร, พิจิตร, พิษณุโลก, เพชรบูรณ์
  • ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: เลย, หนองคาย, บึงกาฬ, อุดรธานี, สกลนคร, นครพนม, ขอนแก่น, กาฬสินธุ์, มุกดาหาร, ยโสธร, อำนาจเจริญ, อุบลราชธานี
  • ภาคกลาง: นครสวรรค์, อุทัยธานี, ชัยนาท, กาญจนบุรี, ราชบุรี, กรุงเทพมหานครและปริมณฑล
  • ภาคตะวันออก: นครนายก, ปราจีนบุรี, สระแก้ว, ฉะเชิงเทรา, ชลบุรี, ระยอง, จันทบุรี, ตราด
  • ภาคใต้: เพชรบุรี, ประจวบคีรีขันธ์, ชุมพร, ระนอง, พังงา, ภูเก็ต

นอกจากฝนตกหนักแล้ว คลื่นลมในทะเลอันดามันและอ่าวไทยก็มีกำลังแรงขึ้น ชาวเรือควรเดินเรือด้วยความระมัดระวัง และเรือเล็กควรงดออกจากฝั่งในช่วงนี้เพื่อความปลอดภัย

ขอให้ทุกคนติดตามข่าวสารจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด และเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นจาก ประกาศพายุ “คาจิกิ” เพื่อความปลอดภัยของตัวท่านเองและครอบครัว

สถานการณ์พายุ “คาจิกิ” เป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักถึงความสำคัญของการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยธรรมชาติอยู่เสมอ การติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด การวางแผนรับมือ และการปฏิบัติตามคำแนะนำของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะช่วยลดความเสี่ยงและบรรเทาผลกระทบจากภัยพิบัติได้

ที่มา – ประกาศพายุ “คาจิกิ” ฉบับ 7 เตือนจังหวัดเตรียมรับมือฝนตกหนักมาก 24–27 ส.ค.

รวบแล้ว! ชายอ้างข่มขืนฆ่าในเมืองวัด

ตำรวจอินเดียรวบแล้ว ชายอ้างเกิดเหตุข่มขืนฆ่าผู้หญิงนับร้อยในเมืองวัดแห่งหนึ่งในรัฐกรณาฏกะ หลังเขาอ้างว่า ตนเองถูกบังคับให้ฝังศพผู้หญิงที่ถูกข่มขืนและฆาตกรรมจำนวนมาก

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ตำรวจในประเทศอินเดียจับกุมตัวชายคนหนึ่ง ผู้ออกมาอ้างว่าเขาถูกบังคับให้ฝังร่างผู้หญิงที่ถูกข่มขืนและฆาตกรรมจำนวนหลายร้อยคนแล้ว หลังจากคำพูดของเขาทำให้เกิดความวุ่นวายในเมืองธรรมศาลา (Dharmasthala) เมืองศาสนาเล็กๆ ในรัฐกรณาฏกะ

เมืองธรรมศาลาเป็นที่ตั้งของวัดมัญชุนาถ สวามี (Manjunatha Swamy) ที่มีอายุมากกว่า 100 ปี ดึงดูดผู้แสวงบุญให้เดินทางมาสักการะวันละหลายพันคน และเป็นศูนย์กลางการใช้ชีวิตของชาวเมือง

ความขัดแย้งทางการเมืองในรัฐกรณาฏกะทำให้มีการจัดตั้งทีมสืบสวนพิเศษ (SIT) ขึ้นมา เพื่อยืนยันคำกล่าวอ้างของชายคนนี้ อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ของ SIT บอกกับสำนักข่าวบีบีซีว่า ชายคนนี้ถูกจับกุมตัวแล้ว ในข้อหาให้การเท็จ

เมื่อช่วงต้นเดือนกรกฎาคม ชายปริศนาผู้นี้ยื่นคำร้องกับตำรวจ และปรากฏตัวต่อหน้าผู้พิพากษาเพื่อบันทึกคำให้การ โดยตัวตนของเขาถูกปิดเป็นความลับ และจนถึงตอนนี้ เขาปรากฏตัวต่อสาธารณะในสภาพแต่งกายสีดำทั้งตัว รวมถึงสวมฮูดและหน้ากากปิดบังใบหน้าด้วย

ในคำร้องดังกล่าว ชายผู้นี้อ้างว่า เขาทำงานเป็นภารโรงที่วัดมัญชุนาถ สวามี ตั้งแต่ปี 2538-2557 และอ้างว่าเขาถูกบังคับให้ฝังร่างเด็กหญิงกับหญิงสาวผู้ถูกข่มขืนและฆาตกรรมอย่างโหดร้ายจำนวนหลายร้อย

ชายคนนี้อ้างว่า เขาซ่อนตัวมาตั้งแต่ปี 2557 และออกมาเปิดเผยเรื่องนี้เพราะความรู้สึกผิดชอบชั่วดีที่คอยกระตุ้นเขาอยู่ตลอดเวลา โดยเขากล่าวหาผู้บริหารกับเจ้าหน้าที่วัดซึ่งไม่มีการเปิดเผยนามว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ แต่ทางวัดปฏิเสธว่าเป็นข้อกล่าวหาที่ไม่มีมูลความจริง

ในตอนที่เขาถูกนำตัวขึ้นศาล เขาดึงกะโหลกศีรษะออกมาจากกระเป๋าแล้วบอกว่าเป็นของหนึ่งในศพที่เขาฝัง และเขาเพิ่งขุดขึ้นมาเมื่อไม่นานมานี้เพื่อใช้เป็นหลักฐาน

คำพูดของชายนิรนามผู้นี้ได้รับความสนใจจากสื่อท้องถิ่นอย่างมาก จนข่าวแพร่กระจายไปทั่วรัฐกรณาฏกะและรัฐอื่นๆ ทำให้คณะกรรมการสตรีของรัฐกรณาฏกะออกมาแสดงความกังวล จนสุดท้าย รัฐบาลก็ต้องตั้งทีมสืบสวนพิเศษ หรือ SIT ขึ้นมาเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ตำรวจอินเดียรวบแล้ว ชายอ้างเกิดเหตุข่มขืนฆ่าผู้หญิงนับร้อยในเมืองวัด

ในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ทีมเจ้าหน้าที่ดำเนินการขุดพื้นที่หลายจุด ทั้งในและนอกเมืองธรรมศาลา เพื่อยืนยันคำกล่าวอ้างของชายคนนี้ ซึ่งชี้จุดที่เขาอ้างว่าฝังศพไว้ทั้งหมด 13 จุด โดยมีบางจุดที่ยากต่อการเข้าถึง และถูกปกคลุมด้วยต้นไม้หนาทึบและเต็มไปด้วยงูพิษ

แหล่งข่าวใน SIT บอกกับบีบีซีว่า เจ้าหน้าที่พบชิ้นส่วนศพมนุษย์ รวมถึงกะโหลกศีรษะและชิ้นส่วนกระดูกอื่นๆ จำนวนเกือบ 100 ชิ้น ในสถานที่ 2 แห่ง และส่งชิ้นส่วนกระดูกไปตรวจสอบแล้ว เพื่อหาว่ากระดูกที่พบเป็นของใคร

อย่างไรก็ตาม นายวีเรนทรา เฮกเกด สว.อินเดียและหัวหน้าฝ่ายบริหารเมืองธรรมศาลากล่าวว่า พวกเขากำลังให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่กับการสืบสวน แต่เขาเชื่อว่าคำกล่าวอ้างของอดีตภารโรงผู้นี้นั้น “เป็นไปไม่ได้” และเมื่อการสืบสวนเสร็จสิ้น ความจริงก็จะถูกเปิดเผยออกมา

ตำรวจอินเดียรวบแล้ว ชายอ้างเกิดเหตุข่มขืนฆ่าผู้หญิงนับร้อยในเมืองวัด

ชายอินเดียอ้างข่มขืนฆ่าในเมืองวัด: ข้อเท็จจริงที่ต้องพิจารณา

คดีตำรวจอินเดียรวบแล้ว ชายอ้างเกิดเหตุข่มขืนฆ่าผู้หญิงนับร้อยในเมืองวัดนี้ยังคงเป็นที่สนใจของสังคม และการสืบสวนยังคงดำเนินต่อไป ความจริงเบื้องหลังคำกล่าวอ้างของชายผู้นี้จะเป็นเช่นไร คงต้องรอติดตามผลการสืบสวนต่อไป

สิ่งที่สำคัญคือสังคมควรให้ความสนใจกับความรุนแรงทางเพศ และร่วมกันป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีกในอนาคต หากพบเห็นหรือทราบเบาะแสเกี่ยวกับการกระทำความรุนแรง ควรแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจทันที เพื่อให้ผู้กระทำผิดได้รับโทษตามกฎหมาย

การที่ตำรวจอินเดียรวบแล้ว ชายอ้างเกิดเหตุข่มขืนฆ่าผู้หญิงนับร้อยในเมืองวัดสร้างความตระหนกและความสลดใจให้กับผู้คนเป็นอย่างมาก หวังว่ากระบวนการยุติธรรมจะสามารถนำความจริงมาเปิดเผยและให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายได้

ที่มา – ตำรวจอินเดียรวบแล้ว ชายอ้างเกิดเหตุข่มขืนฆ่าผู้หญิงนับร้อยในเมืองวัด

ช็อก! ผู้ช่วยผู้กำกับ Emily in Paris เสียชีวิต

ข่าวเศร้าสะเทือนวงการซีรีส์ดัง! ผู้ช่วยผู้กำกับซีรีส์ Emily in Paris เสียชีวิตกะทันหันขณะถ่ายทำ สร้างความตกใจและเสียใจให้กับทีมงานและแฟนๆ ทั่วโลก

ช็อก! ผู้ช่วยผู้กำกับ Emily in Paris เสียชีวิตกะทันหันขณะถ่ายทำ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายดิเอโก โบเรลลา ผู้ช่วยผู้กำกับซีรีส์ Emily in Paris เสียชีวิตกะทันหันขณะถ่ายทำ ซีซั่น 5 ที่เมืองเวนิส ประเทศอิตาลี เหตุการณ์เกิดขึ้นที่โรงแรม โฮเทล ดานิเอลี โดยทีมแพทย์ฉุกเฉินพยายามช่วยเหลือ แต่ไม่สามารถยื้อชีวิตไว้ได้

โฆษกของ พาราเมาท์ เทเลวิชัน สตูดิโอ ผู้ผลิตซีรีส์ชื่อดัง ได้ออกมาแถลงการณ์แสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อการจากไปของนายโบเรลลา พร้อมทั้งส่งกำลังใจให้กับครอบครัวและคนที่รักในช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้

ตามรายงานข่าว นายโบเรลลาได้เสียชีวิตลงหลังจากล้มลงต่อหน้าเพื่อนร่วมงานขณะเตรียมถ่ายทำฉากหนึ่งในซีซั่นที่ 5 ของซีรีส์ Emily in Paris ซึ่งเป็นข่าวที่สร้างความตกใจให้กับทุกคนในกองถ่าย

ซีรีส์ Emily in Paris กับความนิยมที่พุ่งสูง

Emily in Paris เป็นซีรีส์แนวโรแมนติกคอมเมดี้ที่ได้รับความนิยมอย่างล้นหลามตั้งแต่เริ่มออกอากาศในช่วงการระบาดของโควิด-19 ในปี 2563 ซีรีส์นำแสดงโดย ลิลี คอลลินส์ ในบท เอมิลี่ คูเปอร์ สาวนักการตลาดชาวอเมริกันที่ย้ายไปทำงานในปารีส ซีรีส์ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องจนถึงซีซั่นที่ 4 ซึ่งเอมิลี่ย้ายไปทำงานที่กรุงโรม

นอกจากลิลี คอลลินส์แล้ว ซีรีส์เรื่องนี้ยังมีนักแสดงมากฝีมือร่วมแสดงอีกมากมาย อาทิ ฟิลิปปินส์ ลีรอย-โบลิว, แอชลีย์ พาร์ก, ลูคัส บราโว และลูเซียน ลาวิสเคานต์ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ซีรีส์ Emily in Paris ประสบความสำเร็จอย่างสูง

เดิมทีซีซั่นที่ 5 ของ Emily in Paris มีกำหนดฉายในช่วงปลายปี 2568 แต่เนื่องจากการเสียชีวิตของนายโบเรลลา ทำให้การถ่ายทำต้องระงับชั่วคราว และยังไม่มีความชัดเจนว่าจะมีการเลื่อนกำหนดการฉายหรือไม่ แฟนๆ ซีรีส์คงต้องติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดต่อไป

เหตุการณ์ ผู้ช่วยผู้กำกับซีรีส์ Emily in Paris เสียชีวิตกะทันหันขณะถ่ายทำ ถือเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่ของวงการบันเทิง และเป็นเครื่องเตือนใจว่าชีวิตนั้นไม่แน่นอน เราควรใช้ชีวิตทุกวันให้คุ้มค่าและให้ความสำคัญกับคนที่เรารัก

ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อการจากไปของนายดิเอโก โบเรลลา ผู้ช่วยผู้กำกับซีรีส์ Emily in Paris เสียชีวิตกะทันหันขณะถ่ายทำ และขอเป็นกำลังใจให้กับครอบครัว เพื่อนร่วมงาน และแฟนๆ ของซีรีส์ Emily in Paris ทุกท่าน

ที่มา – ช็อก ผู้ช่วยผู้กำกับซีรีส์ Emily in Paris เสียชีวิตกะทันหันขณะถ่ายทำ

ไปรษณีย์อินเดีย-ยุโรประงับส่งพัสดุไปสหรัฐฯ จริงหรือ?

เกิดอะไรขึ้นกับบริการไปรษณีย์อินเดีย-ยุโรประงับส่งพัสดุไปสหรัฐฯ? หลายคนอาจกำลังสงสัยว่าทำไมจู่ ๆ บริการส่งพัสดุจากหลายประเทศในยุโรปและอินเดียถึงประกาศระงับการส่งพัสดุไปยังสหรัฐอเมริกาชั่วคราว สาเหตุหลักมาจากความไม่แน่นอนเกี่ยวกับอัตราภาษีนำเข้าใหม่ของสหรัฐฯ ที่กำลังจะมีการเปลี่ยนแปลง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า บริการส่งพัสดุชั้นนำจากหลายประเทศ เช่น เยอรมนี เดนมาร์ก สวีเดน และอิตาลี ได้ประกาศเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม ว่าจะระงับการส่งพัสดุเกือบทั้งหมดไปยังสหรัฐฯ โดยมีผลบังคับใช้ทันที ในขณะที่ไปรษณีย์จากฝรั่งเศสและออสเตรเลียจะดำเนินการตามในวันจันทร์ และตามด้วยสหราชอาณาจักรในวันอังคาร สถานการณ์เช่นนี้ส่งผลกระทบต่อผู้ที่ต้องการส่งของไปยังสหรัฐฯ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

รัฐบาลอินเดียก็ออกมาประกาศเช่นกันว่าจะระงับการส่งพัสดุไปยังสหรัฐฯ ชั่วคราว โดยมีผลตั้งแต่วันจันทร์เป็นต้นไป อย่างไรก็ตาม คำสั่งระงับนี้จะไม่มีผลกับพัสดุประเภทจดหมาย เอกสาร และของขวัญที่มีมูลค่าไม่เกิน 100 ดอลลาร์สหรัฐ

ทำไมไปรษณีย์อินเดีย-ยุโรประงับส่งพัสดุไปสหรัฐฯ?

สาเหตุหลักของการตัดสินใจระงับการส่งพัสดุในครั้งนี้ เกิดจากคำสั่งที่โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ลงนามเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา คำสั่งดังกล่าวระบุว่า พัสดุที่มีมูลค่าไม่เกิน 800 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเดิมได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้า จะต้องถูกเก็บภาษีนำเข้าด้วย โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 29 สิงหาคม ยกเว้นพัสดุประเภทจดหมาย เอกสาร และของขวัญที่มีมูลค่าไม่เกิน 100 ดอลลาร์สหรัฐ

นอกจากนี้ กรอบความร่วมมือทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และสหภาพยุโรปที่ตกลงกันเมื่อเดือนก่อน ยังกำหนดให้สินค้าจาก EU จำนวนมากที่นำเข้าไปยังสหรัฐฯ จะถูกเก็บภาษีนำเข้าในอัตรา 15%

องค์กรไปรษณีย์หลายแห่งในยุโรป เช่น Deutsche Post และ DHL จากเยอรมนี, Postnord จากเดนมาร์ก และสำนักงานไปรษณีย์อิตาลี ต่างให้เหตุผลว่า การระงับการส่งพัสดุในครั้งนี้เป็นเพราะความไม่มั่นใจว่าพัสดุจะสามารถเดินทางถึงสหรัฐฯ ก่อนวันที่ 29 สิงหาคมหรือไม่ อีกทั้งยังมีความไม่ชัดเจนเกี่ยวกับรายละเอียดของอัตราภาษีใหม่ว่าครอบคลุมสินค้าประเภทใดบ้าง

ผลกระทบของการระงับส่งพัสดุ

การที่ไปรษณีย์อินเดีย-ยุโรประงับส่งพัสดุไปสหรัฐฯ ส่งผลกระทบต่อหลายภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นผู้บริโภคที่ต้องการสั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศ ผู้ประกอบการที่ทำการค้ากับสหรัฐฯ รวมถึงธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลางที่พึ่งพาการส่งพัสดุระหว่างประเทศเป็นหลัก การระงับการส่งพัสดุในครั้งนี้อาจทำให้เกิดความล่าช้าในการจัดส่งสินค้า ต้นทุนในการขนส่งที่สูงขึ้น และความไม่แน่นอนในการทำธุรกิจ

สำหรับใครที่กำลังวางแผนจะส่งของไปยังสหรัฐฯ ในช่วงนี้ ควรตรวจสอบข้อมูลและเงื่อนไขล่าสุดจากผู้ให้บริการขนส่งต่างๆ อย่างใกล้ชิด เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่อาจเกิดขึ้น

สิ่งที่เกิดขึ้นนี้เป็นสัญญาณเตือนว่าการเปลี่ยนแปลงนโยบายทางการค้าสามารถส่งผลกระทบต่อการขนส่งระหว่างประเทศได้อย่างรวดเร็วและกว้างขวาง ผู้ที่เกี่ยวข้องควรเตรียมพร้อมรับมือกับความไม่แน่นอนและปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ

สรุปส่งท้าย: อย่าเพิ่งตกใจหากพัสดุของคุณไปอเมริกาไม่ได้ในช่วงนี้ ลองตรวจสอบกับผู้ให้บริการอีกครั้งเพื่อหาทางออกที่ดีที่สุด

ที่มา – ไปรษณีย์อินเดีย-ยุโรประงับส่งพัสดุไปสหรัฐฯ ปมอัตราภาษี

สุดน่ารัก! จดหมายจากเด็กนักเรียน ส่งให้ทหารชายแดน

เรื่องราวสุดประทับใจที่ใครได้อ่านเป็นต้องอมยิ้ม! เมื่อเหล่าเด็กนักเรียนตัวน้อย ส่งจดหมายจากเด็กนักเรียน ส่งให้ “ทหารชายแดน” ปราสาทตาควาย ข้อความสุดน่ารักและให้กำลังใจ จนทำเอาเหล่าผู้พิทักษ์ประเทศชาติต้องน้ำตาซึมด้วยความตื้นตันใจ

จดหมายจากเด็กนักเรียน ส่งให้ “ทหารชายแดน”

เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา นายชนกณน อินทนูจิตร นำทีมกลุ่มจิตอาสาเดินทางไปมอบรองเท้านันยางจำนวน 73 คู่ พร้อมด้วยเครื่องอุปโภคบริโภคและของใช้ที่จำเป็นต่างๆ ให้กับพี่ๆ ทหารพราน 26 ปราสาทตาควาย เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้ทุกท่านปลอดภัยในการปฏิบัติหน้าที่

แต่สิ่งที่สร้างความประทับใจยิ่งกว่าสิ่งของใดๆ คือ จดหมายจากเด็กนักเรียน ส่งให้ “ทหารชายแดน” ที่ถูกส่งมาจากน้องๆ โรงเรียนทอสี กรุงเทพมหานคร และโรงเรียนวัดโล่ห์สุธาวาส จังหวัดอ่างทอง ที่ตั้งใจเขียนข้อความส่งกำลังใจมาให้พี่ๆ ทหารพรานได้อ่าน ทำให้พี่ๆ ทหารรู้สึกซาบซึ้งใจเป็นอย่างมากจนกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่

เนื้อหาในจดหมายเต็มไปด้วยความรัก ความห่วงใย และคำขอบคุณจากเด็กๆ ที่มีต่อทหารที่เสียสละปกป้องประเทศชาติ บางฉบับเขียนด้วยลายมือเล็กๆ ที่ไม่ค่อยเป็นระเบียบ แต่กลับส่งความรู้สึกออกมาได้อย่างเต็มเปี่ยม บางฉบับมีการวาดภาพประกอบน่ารักๆ ที่แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจของเด็กๆ ที่อยากจะส่งกำลังใจให้กับพี่ๆ ทหารอย่างแท้จริง

เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความผูกพันและความห่วงใยที่ประชาชนชาวไทยมีต่อทหารที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเสียสละอยู่ตามแนวชายแดน แม้ว่าจะเป็นเพียงกำลังใจเล็กๆ น้อยๆ จากเด็กนักเรียน แต่ก็มีความหมายอย่างยิ่งใหญ่สำหรับทหารที่ต้องเผชิญกับความยากลำบากและความเสี่ยงภัยต่างๆ ในการปฏิบัติหน้าที่

ทำไมจดหมายจากเด็กนักเรียนถึงมีความหมายต่อทหารชายแดน?

  • เป็นกำลังใจ: จดหมายเหล่านี้เป็นเสมือนยาชูกำลังที่ช่วยเติมพลังใจให้กับทหารที่ต้องเผชิญกับความเหนื่อยล้าและความเครียดในการปฏิบัติหน้าที่
  • แสดงถึงความห่วงใย: จดหมายแสดงให้เห็นว่ามีคนจำนวนมากที่ห่วงใยและเป็นกำลังใจให้ทหารอยู่เสมอ
  • สร้างความภาคภูมิใจ: จดหมายช่วยให้ทหารรู้สึกภาคภูมิใจในสิ่งที่ตนเองทำ และตระหนักว่าการเสียสละของพวกเขามีความหมายต่อประเทศชาติ

เรื่องราวของจดหมายจากเด็กนักเรียน ส่งให้ “ทหารชายแดน” เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึงความงดงามของน้ำใจและความสามัคคีของคนไทย ที่พร้อมจะส่งมอบความรักและความห่วงใยให้แก่กันเสมอ ไม่ว่าจะเป็นใครหรืออยู่ที่ไหนก็ตาม

เรื่องราวนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้เราเห็นคุณค่าของผู้เสียสละเพื่อชาติ และเป็นแรงบันดาลใจให้เราทำความดีเพื่อสังคมต่อไป

ที่มา – สุดน่ารัก จดหมายจากเด็กนักเรียน ส่งให้ “ทหารชายแดน” ทำเหล่าผู้พิทักษ์น้ำตาซึม

“ไผ่ ลิกค์” ย้ำ! ต้องใช้ “มวยไทย” ในซีเกมส์

“ไผ่ ลิกค์” สส.กำแพงเพชร พรรคกล้าธรรม ในฐานะนายกสมาคมกีฬาคิกบ็อกซิ่งแห่งประเทศไทย ออกมาเน้นย้ำว่า ในการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ครั้งที่ 33 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ จะต้องใช้ชื่อ “มวยไทย” เท่านั้น โดยไม่จำเป็นต้องเกรงใจประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชา ที่เคยบิดเบือนศิลปะการต่อสู้ของไทยไปอ้างว่าเป็นของตนเอง พร้อมทั้งแนะว่าประเทศไทยควรรักษาและยืนหยัดในเอกลักษณ์ของชาติอย่างแข็งขัน

นายไผ่ ลิกค์ กล่าวว่า ในการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ครั้งที่ 33 ที่กำลังจะมาถึง ประเทศไทยต้องยืนยันการใช้ชื่อ “มวยไทย” ในการแข่งขันอย่างเป็นทางการ เหมือนดังเช่นที่เคยปฏิบัติมาในการแข่งขันซีเกมส์ครั้งที่ 27 ถึง 31 ในช่วงปี 2013-2022 ที่ผ่านมา ซึ่งทุกครั้งก็ใช้คำว่า “Muaythai” มาโดยตลอด อย่างไรก็ตาม ในปี 2023 ที่ประเทศกัมพูชาเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันซีเกมส์ครั้งที่ 32 กลับมีการเปลี่ยนแปลงชื่อการแข่งขันมวยไทยไปเป็น “กุน ขแมร์” โดยอ้างว่าเป็นกีฬาที่เป็นต้นแบบของมวยไทย

“มวยไทย” ต้องใช้ในซีเกมส์ครั้งที่ 33

นายไผ่ กล่าวเพิ่มเติมว่า “ครั้งที่แล้วเราถูกเขมรย่ำยีเอาไปแล้ว เปลี่ยนชื่อเป็น กุน ขแมร์ บิดเบือนเอาศิลปะการต่อสู้ไทยไปอ้างเป็นของตัวเอง” ซึ่งเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้อง เนื่องจาก มวยไทย คืออัตลักษณ์ของชาติไทยอย่างแท้จริง และได้รับการรับรองจากคณะกรรมการโอลิมปิกสากล (IOC) ในชื่อ “Muaythai” อย่างเป็นทางการ รวมถึงองค์กรที่รับผิดชอบโดยตรงอย่างสหพันธ์มวยไทยนานาชาติ หรือ IFMA ก็ให้การรับรองชื่อนี้เช่นกัน

ทำไมต้อง “มวยไทย”?

นายไผ่ยังกล่าวอีกว่า “เราไม่จำเป็นต้องเกรงใจเขมร เพราะมวยไทย คือ ศิลปะการต่อสู้ที่เป็นอัตลักษณ์ของชาติไทย และยังเป็นหนึ่งในโครงการ Soft Power ที่รัฐบาลไทยกำลังผลักดัน เพื่อเผยแพร่วัฒนธรรมไทยสู่ระดับนานาชาติ” การที่ประเทศไทยยืนหยัดในการใช้ชื่อ “มวยไทย” ในการแข่งขันซีเกมส์ ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของศักดิ์ศรี แต่เป็นการแสดงออกถึงความภาคภูมิใจในวัฒนธรรมและศิลปะของชาติ

การบิดเบือนหรือช่วงชิงอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ และประเทศไทยต้องแสดงจุดยืนที่ชัดเจนในการปกป้องมรดกทางวัฒนธรรมของตนเอง การใช้ชื่อ “มวยไทย” ในการแข่งขันซีเกมส์ครั้งที่ 33 จึงเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง

นอกจากนี้ การส่งเสริม มวยไทย ในฐานะ Soft Power จะช่วยสร้างชื่อเสียงและความนิยมให้กับประเทศไทยในระดับนานาชาติ และยังเป็นการสนับสนุนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศอีกด้วย การผลักดันให้มวยไทยเป็นที่รู้จักและยอมรับในวงกว้าง จะนำมาซึ่งโอกาสและความเจริญก้าวหน้าในหลากหลายด้าน

ดังนั้น การที่ประเทศไทยยืนยันที่จะใช้ชื่อ “มวยไทย” ในการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ครั้งที่ 33 ไม่ใช่เพียงแค่การรักษาชื่อเสียง แต่เป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อมรดกทางวัฒนธรรม และเป็นการสร้างโอกาสในการพัฒนาประเทศในระยะยาว

ที่มา – “ไผ่ ลิกค์” ชี้ต้องใช้ “มวยไทย” ในกีฬาซีเกมส์ครั้งที่ 33 อย่าให้กัมพูชาบิดเบือน

ทักษิณ เป็นประธานพิธีพระราชทานเพลิงศพ ยงยุทธ

ทักษิณ เป็นประธานพิธีพระราชทานเพลิงศพ ยงยุทธ

เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2568 ที่วัดชัยสุนทร จังหวัดกาฬสินธุ์ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 23 ของประเทศไทย ได้เดินทางมาเป็นประธานในพิธีพระราชทานเพลิงศพ นายยงยุทธ หล่อตระกูล อดีตนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) กาฬสินธุ์ โดยมีพระญาณรักขิต เจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นประธานฝ่ายสงฆ์

บรรยากาศในงานเต็มไปด้วยความอาลัยรักและเคารพต่อผู้วายชนม์ โดยมีบุคคลสำคัญทางการเมืองและข้าราชการเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง อาทิ นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม นายฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จากจังหวัดกาฬสินธุ์ และนักการเมืองท้องถิ่น

นางเฉลิมขวัญ หล่อตระกูล นายก อบจ.กาฬสินธุ์ บุตรสาวของนายยงยุทธ พร้อมด้วยครอบครัวและญาติพี่น้อง ให้การต้อนรับแขกผู้มีเกียรติที่มาร่วมงานด้วยความขอบคุณและความซาบซึ้งในน้ำใจ

ความสัมพันธ์ระหว่างทักษิณและยงยุทธ

นายทักษิณ ชินวัตร และนายยงยุทธ หล่อตระกูล มีความสัมพันธ์อันดีต่อกันมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่นายทักษิณดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี (ปี 2544) ซึ่งนายยงยุทธดำรงตำแหน่งนายก อบจ.กาฬสินธุ์ ได้ให้ความร่วมมือในการสนองนโยบายของรัฐบาลหลายโครงการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแก้ไขปัญหายาเสพติด จนทำให้จังหวัดกาฬสินธุ์ได้รับการประกาศให้เป็นจังหวัดแรกของประเทศไทยที่ปลอดจากยาเสพติด

การจากไปของนายยงยุทธ หล่อตระกูล ถือเป็นการสูญเสียบุคคลสำคัญของจังหวัดกาฬสินธุ์ ผู้ซึ่งได้ทุ่มเทแรงกายแรงใจในการพัฒนาท้องถิ่นให้เจริญก้าวหน้าในหลายด้าน ความดีงามและคุณูปการของท่านจะยังคงอยู่ในความทรงจำของชาวกาฬสินธุ์ตลอดไป

พิธีพระราชทานเพลิงศพครั้งนี้ นับเป็นเกียรติอันสูงสุดแก่ผู้วายชนม์และครอบครัวหล่อตระกูล การได้รับพระมหากรุณาธิคุณในวาระสุดท้ายของชีวิต สร้างความปลาบปลื้มและซาบซึ้งใจอย่างหาที่สุดมิได้

สำหรับนายยงยุทธ หล่อตระกูล ได้เสียชีวิตด้วยโรคประจำตัวเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม สิริอายุรวม 74 ปี หลังจากเข้ารับการรักษาอาการป่วยมาเป็นระยะเวลานาน

ประชาชนชาวกาฬสินธุ์ยังคงจดจำผลงานของนายยงยุทธในฐานะผู้นำท้องถิ่นที่มุ่งมั่นพัฒนาจังหวัดและแก้ไขปัญหาต่างๆ ให้กับประชาชน การที่นายทักษิณ เป็นประธานพิธีพระราชทานเพลิงศพ ยงยุทธ ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความเคารพและความผูกพันที่มีต่อกัน แม้ว่าเวลาจะผ่านไปนานแล้วก็ตาม

การที่นายทักษิณ เป็นประธานพิธีพระราชทานเพลิงศพ ยงยุทธ อดีตนายก อบจ.กาฬสินธุ์ ถือเป็นการให้เกียรติแก่ผู้ล่วงลับและครอบครัวอย่างสูง และสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการทำความดีและการสร้างคุณูปการต่อสังคม ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรค่าแก่การยกย่องและจดจำ

ร่วมส่งกำลังใจให้ครอบครัวหล่อตระกูล และรำลึกถึงคุณงามความดีของนายยงยุทธ หล่อตระกูล อดีตนายก อบจ.กาฬสินธุ์ ผู้เป็นที่รักและเคารพของชาวกาฬสินธุ์ทุกคน

สุดท้ายนี้การเดินทางมาร่วมงาน ทักษิณ เป็นประธานพิธีพระราชทานเพลิงศพ ยงยุทธ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการรักษาความสัมพันธ์และความกตัญญูต่อผู้ที่เคยร่วมงานและทำคุณประโยชน์ต่อบ้านเมือง

ที่มา – “ทักษิณ” เป็นประธานพิธีพระราชทานเพลิงศพ “ยงยุทธ” อดีตนายก อบจ.กาฬสินธุ์

ไทยสร้างไทยหนุน ยกเลิก MOU 43-44 เขตทางบก

พรรคไทยสร้างไทยออกแถลงการณ์สนับสนุนให้รัฐสภาไทยใช้อำนาจตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญ เพื่อพิจารณายกเลิก MOU 43-44 เขตทางบก เขตทางทะเล และเปิดการเจรจาทวิภาคีเพื่อกำหนดเขตอธิปไตยของไทย โดยยึดหลักสากล ใช้แผนที่มาตราส่วน 1:50,000 สำหรับพื้นที่ทางบก และยึดราชกิจจานุเบกษา 1 มิถุนายน 2516 อิงอนุสัญญาเจนีวา ทะเลอาณาเขต 29 เมษายน 2501 สำหรับพื้นที่ทางทะเล

เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2568 พรรคไทยสร้างไทย (ทสท.) ได้ออกแถลงการณ์เกี่ยวกับเรื่องนี้ โดยระบุว่า สืบเนื่องจากสถานการณ์การปะทะตามแนวชายแดนระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา ซึ่งนำไปสู่ความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนและทหาร พรรค ทสท. ได้พิจารณาสาระสำคัญของบันทึกความเข้าใจ (Memorandum of Understanding: MOU) ฉบับที่ 43 ว่าด้วยแนวเขตทางบก และฉบับที่ 44 ว่าด้วยแนวเขตทางทะเล ระหว่างประเทศไทยและกัมพูชาแล้ว พบว่าประเด็นข้อถกเถียงและความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบต่อผลประโยชน์และอาณาเขตอธิปไตยของชาติทั้งทางบกและทางทะเลนั้น จำเป็นต้องดำเนินการให้ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ โดยรัฐสภาควรใช้อำนาจตามมาตรา 178 เพื่อยกเลิก MOU 43-44 เขตทางบก เขตทางทะเล ทั้งสองฉบับ

พรรคฯ เสนอให้เปิดการเจรจาในรูปแบบทวิภาคี โดยกำหนดอาณาเขตอธิปไตยของไทยทางบกตามมาตรฐานสากล ด้วยการใช้แผนที่มาตราส่วน 1:50,000 ซึ่งแสดงรายละเอียดของสภาพภูมิประเทศที่ชัดเจนและสอดคล้องกับความเป็นจริง สำหรับพื้นที่ทางทะเล ให้ยึดพระบรมราชโองการประกาศกำหนดเขตไหล่ทวีปของประเทศไทยด้านอ่าวไทย ตามราชกิจจานุเบกษา ลงวันที่ 1 มิถุนายน 2516 ซึ่งอ้างอิงอนุสัญญาเจนีวาว่าด้วยทะเลอาณาเขตและเขตต่อเนื่อง ที่จัดทำขึ้น ณ กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2501

ยกเลิก MOU 43-44 เขตทางบก เขตทางทะเล

พรรคไทยสร้างไทยย้ำว่า การแก้ไขปัญหาแนวเขตแดนระหว่างประเทศกับประเทศเพื่อนบ้านนั้น ต้องยึดหลักมาตรฐานสากล โดยมีหลักกฎหมายระหว่างประเทศรองรับ และสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ เพื่อแสดงให้เห็นว่าไทยเป็นประเทศที่รักสงบ เคารพกติกา แต่ก็พร้อมตอบโต้ในรูปแบบที่เหมาะสม หากอีกฝ่ายไม่ยึดมั่นในหลักการดังกล่าว

ทำไมต้องยกเลิก MOU 43-44 เขตทางบก และ เขตทางทะเล

การที่พรรคไทยสร้างไทยออกมาเรียกร้องให้มีการยกเลิก MOU 43-44 เขตทางบก เขตทางทะเล นั้น สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่ออธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติ การใช้รัฐธรรมนูญมาตรา 178 เพื่อให้รัฐสภาเข้ามามีส่วนร่วมในการตัดสินใจครั้งนี้ ถือเป็นการดำเนินการที่โปร่งใสและเป็นไปตามหลักการประชาธิปไตย

นอกจากนี้ การเปิดเจรจาทวิภาคีโดยยึดหลักสากล จะช่วยให้การกำหนดแนวเขตแดนเป็นไปอย่างชัดเจนและเป็นธรรม โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของทั้งสองฝ่าย การใช้แผนที่มาตราส่วน 1:50,000 สำหรับพื้นที่ทางบก และการอ้างอิงอนุสัญญาเจนีวาสำหรับพื้นที่ทางทะเล จะช่วยลดข้อพิพาทและความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

การดำเนินการตามแนวทางที่พรรคไทยสร้างไทยเสนอ จะช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้าน และส่งเสริมสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค การแก้ไขปัญหาแนวเขตแดนโดยยึดหลักกฎหมายและมาตรฐานสากล จะเป็นรากฐานที่มั่นคงสำหรับการพัฒนาและความร่วมมือระหว่างประเทศในระยะยาว

การตัดสินใจครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของประเทศไทย ดังนั้น รัฐสภาควรพิจารณาเรื่องนี้อย่างรอบคอบและถี่ถ้วน โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติและประชาชนเป็นสำคัญ การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการแก้ไขปัญหาแนวเขตแดน จะช่วยให้เราสามารถก้าวข้ามความท้าทายและสร้างอนาคตที่ดีกว่าสำหรับประเทศของเรา

ที่มา – ไทยสร้างไทย หนุน สภาฯ พิจารณายกเลิก MOU 43-44 เขตทางบก เขตทางทะเล

Scroll to top