ข่าววันนี้

AOT เร่งกู้เพจ ยันไม่กระทบการให้บริการท่าอากาศยาน

จากกรณีเพจเฟซบุ๊ก AOT Official ถูกแฮก ล่าสุด ทอท. แจ้งความคืบหน้าว่าอยู่ระหว่างประสาน Meta เพื่อกู้คืนเพจ พร้อมยืนยันว่าเหตุการณ์นี้ไม่กระทบต่อระบบ IT และการให้บริการของท่าอากาศยานทั้ง 6 แห่ง

AOT เร่งกู้คืนเพจ ยันไม่กระทบการให้บริการท่าอากาศยาน

เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2566 ที่ผ่านมา เพจเฟซบุ๊ก AOT Official ของบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. ได้ถูกผู้ไม่ประสงค์ดีทำการแฮก เปลี่ยนชื่อเพจ พร้อมโพสต์ข้อความที่ไม่เหมาะสม สร้างความกังวลให้กับผู้ติดตามข่าวสาร

ทางบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (AOT) ได้ออกแถลงการณ์ชี้แจงถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยระบุว่า เมื่อเวลาประมาณ 16.20 น. ของวันที่ 16 สิงหาคม 2566 ตรวจพบว่าเพจ Facebook : AOT Official ถูกผู้ไม่หวังดี (Hacker) เข้าควบคุมและเปลี่ยนชื่อเป็น “Everyday Yum Recipes” พร้อมโพสต์ข้อความว่า “Hacked”

ภายหลังเกิดเหตุ AOT ได้เร่งประสานงานกับผู้ให้บริการ Facebook บริษัท Meta Platforms เพื่อเข้าสู่กระบวนการกู้คืนเพจ โดยทาง Meta Platforms ได้รับเรื่องและอยู่ระหว่างดำเนินการแก้ไขเหตุการณ์ดังกล่าวอย่างเร่งด่วน เพื่อให้สามารถกลับมาใช้งานเพจได้ตามปกติโดยเร็วที่สุด

สิ่งที่สำคัญคือ AOT ยืนยันว่าเหตุการณ์เพจเฟซบุ๊ก AOT Official ถูกแฮกนี้ ไม่มีผลกระทบต่อระบบสารสนเทศและการให้บริการของท่าอากาศยานทั้ง 6 แห่งของ AOT แต่อย่างใด ผู้โดยสารและผู้ใช้บริการยังคงสามารถใช้บริการได้ตามปกติในทุกท่าอากาศยาน ไม่ต้องกังวลถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

AOT ขออภัยในความไม่สะดวก

AOT ขออภัยในความไม่สะดวกที่อาจเกิดขึ้นจากเหตุการณ์ดังกล่าว และขอขอบคุณทุกท่านที่ให้ความไว้วางใจและติดตามข้อมูลข่าวสารจาก AOT ด้วยดีเสมอมา ทั้งนี้ สามารถสอบถามข้อมูลการให้บริการได้ที่ AOT Contact Center โทร. 1722 ตลอด 24 ชั่วโมง

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจให้ทุกองค์กรตระหนักถึงความสำคัญของการรักษาความปลอดภัยของบัญชีโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะเพจที่เป็นช่องทางหลักในการสื่อสารกับประชาชน การมีมาตรการป้องกันที่เข้มงวดและการตรวจสอบความปลอดภัยอย่างสม่ำเสมอจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อป้องกันการถูกแฮกและลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

ในยุคดิจิทัลที่ข้อมูลข่าวสารสามารถแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว การรักษาความน่าเชื่อถือและความถูกต้องของข้อมูลจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง การที่ AOT สามารถควบคุมสถานการณ์และยืนยันว่าการให้บริการไม่ได้รับผลกระทบ แสดงให้เห็นถึงการเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินและการให้ความสำคัญกับการให้บริการประชาชนเป็นอันดับแรก

สุดท้ายนี้ ขอให้ทุกท่านติดตามข่าวสารจาก AOT ผ่านช่องทางอื่นๆ ที่เป็นทางการ เพื่อไม่ให้พลาดข้อมูลที่สำคัญ และขอให้มั่นใจในการให้บริการของท่าอากาศยานทั้ง 6 แห่ง ที่ยังคงดำเนินงานตามปกติ

ที่มา – AOT แจ้งอยู่ระหว่างกู้คืนเพจ ยันไม่กระทบระบบ IT และการให้บริการท่าอากาศยาน 6 แห่ง

สลด! หญิงกาซาขาดสารอาหารรุนแรง เสียชีวิตที่อิตาลี

ข่าวเศร้าสะเทือนใจจากต่างประเทศ เมื่อหญิงชาวกาซาที่ถูกส่งตัวไปรักษาอาการขาดสารอาหารรุนแรงถึงประเทศอิตาลี ได้เสียชีวิตลงแล้วหลังจากเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลได้เพียงไม่กี่วัน

สลด! หญิงกาซาขาดสารอาหารรุนแรง เสียชีวิตที่อิตาลี

ตามรายงานจากสำนักข่าวต่างประเทศ หญิงชาวกาซาวัย 20 ปี ผู้เคราะห์ร้ายนามว่า มาราห์ อาบู ซูห์รี ถูกส่งตัวไปยังเมืองปิซา ประเทศอิตาลี พร้อมกับมารดาของเธอในช่วงกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมของรัฐบาลอิตาลี เพื่อให้ความช่วยเหลือทางการแพทย์แก่ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนในฉนวนกาซา

อย่างไรก็ตาม ข่าวร้ายก็มาถึง เมื่อโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยแห่งเมืองปิซาได้ออกแถลงการณ์ว่า มาราห์ได้เสียชีวิตลงด้วยภาวะหัวใจหยุดเต้นในวันศุกร์ ซึ่งเป็นเวลาไม่ถึง 48 ชั่วโมงหลังจากการเดินทางมาถึงอิตาลีของเธอ

ทางโรงพยาบาลยังระบุเพิ่มเติมว่า สภาพร่างกายของมาราห์ทรุดโทรมอย่างหนัก เธอสูญเสียน้ำหนักตัวและมวลกล้ามเนื้อไปเป็นจำนวนมาก สื่อหลายสำนักในอิตาลีรายงานว่าเธอต้องทนทุกข์ทรมานจากภาวะขาดสารอาหารรุนแรงมาเป็นเวลานาน

สถานการณ์ด้านมนุษยธรรมในฉนวนกาซาน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง องค์การสหประชาชาติ (UN) ได้ออกมาเตือนว่า ภาวะอดอยากกำลังแผ่ขยายเป็นวงกว้างในพื้นที่ดังกล่าว ผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการสนับสนุนจาก UN ยังได้เตือนในรายงานที่เผยแพร่ออกมาเมื่อเดือนที่แล้วว่า สถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดของภาวะอดอยากกำลังปรากฏให้เห็นในฉนวนกาซา

ในขณะเดียวกัน อิสราเอล ซึ่งกำลังดำเนินปฏิบัติการทางทหารอย่างหนักในฉนวนกาซา ได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ว่ากำลังเกิดภาวะอดอยากในพื้นที่ดังกล่าว และกล่าวโทษหน่วยงานของ UN ว่าไม่ยอมเข้ามารับสิ่งของช่วยเหลือที่บริเวณชายแดนเพื่อนำไปแจกจ่ายให้กับประชาชน

เป็นที่ทราบกันดีว่า นับตั้งแต่สงครามในฉนวนกาซาเริ่มต้นขึ้นเมื่อเดือนตุลาคม ปี 2566 มีเด็กและผู้ใหญ่ชาวกาซามากกว่า 180 คนได้รับการส่งตัวไปรักษาที่ประเทศอิตาลี โดยมีผู้ป่วย 31 คนที่เดินทางมาถึงกรุงโรม, เมืองมิลาน และเมืองปิซา ในช่วงสัปดาห์นี้ ซึ่งผู้ป่วยทั้งหมดมีโรคประจำตัว, ได้รับบาดเจ็บจากสงคราม หรือจำเป็นต้องได้รับการตัดอวัยวะ

เหตุการณ์สลดสะท้อนวิกฤตขาดสารอาหารรุนแรงในกาซา

สถานการณ์อันน่าเศร้าของหญิงชาวกาซาที่เสียชีวิตจากการขาดสารอาหารรุนแรงนี้ เป็นเครื่องตอกย้ำถึงวิกฤตด้านมนุษยธรรมที่กำลังเกิดขึ้นในฉนวนกาซา การขาดแคลนอาหารและเวชภัณฑ์ ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสุขภาพและความเป็นอยู่ของผู้คน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เด็กและผู้สูงอายุที่เปราะบางเป็นพิเศษ

นานาชาติต่างเรียกร้องให้มีการยุติความขัดแย้งและการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมอย่างเร่งด่วน เพื่อบรรเทาความทุกข์ยากของประชาชนในฉนวนกาซา การเข้าถึงอาหาร น้ำสะอาด และบริการทางการแพทย์ที่จำเป็น เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยชีวิตผู้คนและป้องกันไม่ให้เกิดโศกนาฏกรรมเช่นนี้ซ้ำอีก

วิกฤตในฉนวนกาซาไม่เพียงแต่เป็นเรื่องของการเมืองและความขัดแย้ง แต่เป็นเรื่องของมนุษยธรรมที่เราทุกคนต้องร่วมมือกันแก้ไข การเพิกเฉยต่อความทุกข์ทรมานของผู้คนในกาซาไม่ใช่ทางออก เราต้องให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือและสนับสนุนให้พวกเขาสามารถกลับมามีชีวิตที่ดีขึ้นได้

ที่มา – สลด หญิงกาซาขาดสารอาหารรุนแรง ถูกส่งไปรักษาที่อิตาลี แต่ไม่รอด

กัมพูชาปฏิเสธคลิปทหารวางทุ่นระเบิด อ้างไทยจัดฉาก

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงเมื่อกัมพูชาออกมากัมพูชาปฏิเสธคลิปทหารวางทุ่นระเบิด โดยอ้างว่าเป็นวิดีโอที่จัดทำขึ้นโดยฝ่ายไทยเพื่อใส่ร้ายป้ายสี ก่อให้เกิดความเข้าใจผิดต่อสังคม

กัมพูชาปฏิเสธคลิปทหารวางทุ่นระเบิด อ้างฝ่ายไทยจัดฉาก

สำนักข่าว Khmer Times รายงานว่า สำนักงานปฏิบัติการและช่วยเหลือเหยื่อทุ่นระเบิดแห่งประเทศกัมพูชา (CMAA) ออกมาโต้แย้งว่า คลิปวิดีโอที่กองทัพไทยเผยแพร่ ซึ่งแสดงภาพทหารที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นชาวกัมพูชากำลังวางทุ่นระเบิด เป็นการจัดฉากเพื่อจงใจใส่ร้ายกัมพูชา

นายลอง โกสล โฆษกของ CMAA กล่าวอย่างหนักแน่นว่า กัมพูชาไม่มีนโยบายที่จะวางทุ่นระเบิดใหม่ตามแนวชายแดน และจะไม่กระทำการดังกล่าวอย่างแน่นอน เนื่องจากกัมพูชาเป็นภาคีของอนุสัญญาออตตาวา หรือสนธิสัญญาห้ามทุ่นระเบิดต่อต้านบุคคล “เราขอปฏิเสธวิดีโอปลอมนี้อย่างสิ้นเชิง ซึ่งมีความพยายามที่จะใส่ร้ายกัมพูชา” เขากล่าว

สื่อกัมพูชาหลายสำนักรายงานตรงกันว่า วิดีโอดังกล่าวถูกตั้งคำถามถึงความน่าเชื่อถืออย่างกว้างขวาง และเชื่อกันว่าเป็นวิดีโอที่จัดทำขึ้น ไม่ใช่เหตุการณ์จริง

อะไรที่ทำให้กัมพูชาปฏิเสธคลิปทหารวางทุ่นระเบิด

ผู้สังเกตการณ์และผู้เชี่ยวชาญหลายรายได้ตั้งข้อสังเกตถึงความไม่สมเหตุสมผลหลายประการในวิดีโอ ซึ่งทำให้ความน่าเชื่อถือของวิดีโอลดลงอย่างมาก ประการแรก สภาพแวดล้อมในการถ่ายทำดูไม่สมจริง ไม่สอดคล้องกับสภาพพื้นที่ชายแดนจริง ประการที่สอง พฤติกรรมของบุคคลในวิดีโอขาดความระมัดระวังอย่างที่ควรจะเป็นในปฏิบัติการทางทหารจริง และประการสุดท้าย การจัดการกับอุปกรณ์ที่ปรากฏในวิดีโอแสดงให้เห็นถึงความไม่ชำนาญของผู้ที่ทำการวางทุ่นระเบิด

นอกจากนี้ ฝ่ายไทยอ้างว่า ทุ่นระเบิดที่เห็นในคลิปคือทุ่นระเบิด PMN-2 แต่ภาพที่ปรากฏกลับดูเหมือนเป็นระเบิดรุ่นอื่น ทำให้เกิดข้อสงสัยเกี่ยวกับความถูกต้องของข้อมูลที่นำเสนอ ยิ่งไปกว่านั้น เสียงที่ได้ยินในฉากหลังซึ่งคอยกำกับให้บุคคลในวิดีโอ “ทำให้ดูสมจริง” ยิ่งตอกย้ำว่านี่คือการแสดงที่จัดฉากขึ้นอย่างชัดเจน มากกว่าที่จะเป็นปฏิบัติการจริง

Khmer Times ยังตั้งข้อสังเกตอีกว่า กองทัพไทยเผยแพร่วิดีโอดังกล่าวโดยไม่ระบุแหล่งที่มาที่ชัดเจน แต่วิดีโอดังกล่าวกลับถูกสื่อไทยนำไปขยายผล เพื่อสนับสนุนข้อกล่าวหาที่ว่า ทหารกัมพูชากำลังวางทุ่นระเบิดใหม่ตามแนวชายแดน ซึ่ง CMAA ได้ออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาเหล่านี้อย่างแข็งขัน โดยระบุว่าเป็นข้อกล่าวหาที่ไม่มีมูลความจริง

เมื่อพิจารณาจากความไม่สอดคล้องและความผิดปกติที่ปรากฏในวิดีโอ ทำให้เชื่อได้ว่าวิดีโอดังกล่าวถูกสร้างขึ้นโดยมีเจตนาที่จะโยนความผิดให้กับกองทัพกัมพูชา

Khmer Times ยังอ้างว่า นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีการกล่าวหาในลักษณะนี้ ก่อนหน้านี้เคยมีรายงานว่า ชาวกัมพูชาในจังหวัดสุรินทร์ถูกว่าจ้างให้สวมเครื่องแบบทหารกัมพูชา ซึ่งสามารถหาซื้อได้ตามท้องตลาดในประเทศไทย เช่นที่สงขลา และจัดฉากการยิงหนังสติ๊ก หรือฝึกซ้อมปลอมๆ ก่อนที่จะนำมาเผยแพร่บนโลกออนไลน์ โดยอ้างว่าเป็นหลักฐานของกิจกรรมทางทหารของกัมพูชา

นอกจากนี้ สื่อกัมพูชายังอ้างคำพูดของผู้เชี่ยวชาญด้านการผลิตวิดีโอและเทคนิคการจัดฉากที่ไม่เปิดเผยชื่อ ซึ่งระบุว่า วิดีโอล่าสุดนี้มีร่องรอยของการจัดฉากอย่างชัดเจน

สถานการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และความสำคัญของการตรวจสอบข้อมูลอย่างรอบด้านก่อนที่จะด่วนสรุปหรือเชื่อถือข้อมูลที่เผยแพร่บนสื่อต่างๆ การที่กัมพูชาออกมากัมพูชาปฏิเสธคลิปทหารวางทุ่นระเบิดอย่างแข็งขัน สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลต่อภาพลักษณ์และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

ดังนั้น การนำเสนอข้อมูลข่าวสารอย่างถูกต้อง แม่นยำ และปราศจากอคติ จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องและป้องกันความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้น

ที่มา – กัมพูชาปฏิเสธคลิปทหารวางทุ่นระเบิด อ้างฝ่ายไทยจัดฉากหมายใส่ร้าย

เฮอริเคน “เอริน” ทวีกำลังเป็นระดับ 5 กระทบแอตแลนติก

เฮอริเคน “เอริน” ทวีกำลังเป็นระดับ 5 แล้ว โดยพยากรณ์อากาศคาดว่า มันจะทำให้เกิดฝนตกหนักที่หมู่เกาะในมหาสมุทรแอตแลนติก สถานการณ์ล่าสุดนี้สร้างความกังวลให้กับหลายพื้นที่ที่อาจได้รับผลกระทบจากพายุ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ในวันเสาร์ที่ 16 ส.ค. 2568 เฮอริเคน “เอริน” กลายเป็นเฮอริเคนลูกแรกในฤดูพายุฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติกประจำปี 2568 ที่ทวีกำลังขึ้นสู่ระดับ 5 โดยปัจจุบันมันเคลื่อนตัวอยู่ห่างจากเกาะแองกีลา ไปทางเหนือราว 170 กม. โดยมีความเร็วลมสูงสุดเกือบ 255 กม./ชม.

ศูนย์เฮอริเคนแห่งชาติของสหรัฐฯ (NHC) คาดการณ์ว่า พายุเอรินจะทวีกำลังรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่มันเคลื่อนตัวไปทางตะวันตกในน่านน้ำทางตะวันตกเฉียงใต้ของมหาสมุทรแอตแลนติกตลอดช่วงสุดสัปดาห์นี้ จนเข้าสู่สัปดาห์หน้า การเปลี่ยนแปลงความรุนแรงนี้ทำให้ต้องเฝ้าระวังและเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น

คลื่นทะเลที่เกิดจากอิทธิพลของพายุเอรินจะส่งผลกระทบต่อพื้นที่บางส่วนทางตอนเหนือของหมู่เกาะลีเวิร์ด, หมู่เกาะเวอร์จิน, เกาะเปอร์โตริโก, เกาะฮิสปันโยลา และหมู่เกาะเติร์กแอนด์เคคอส ตลอดช่วงสุดสัปดาห์นี้ ก่อนที่คลื่นจะกระจายไปถึงหมู่เกาะบาฮามาส, เบอร์มิวดา และชายฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ ในสัปดาห์หน้า ผลกระทบนี้แสดงให้เห็นถึงขอบเขตที่กว้างขวางของเฮอริเคน “เอริน”

NHC คาดด้วยว่า พายุเอรินจะทำให้เกิดฝนตกหนักทั่วพื้นที่ทางเหนือของหมู่เกาะลีเวิร์ด, หมู่เกาะเวอร์จิน และเปอร์โตริโก ตลอดวันอาทิตย์นี้ ปริมาณน้ำฝนที่เพิ่มขึ้นอาจนำไปสู่สถานการณ์น้ำท่วมฉับพลันและดินถล่มได้

เอรินยังทำให้เกิดความกังวลเรื่องไฟป่า โดยนายแอนดรูว์ ซิฟเฟิร์ต นักอุตุนิยมวิทยาอาวุโสขององค์กร บีเอ็มเอส กรุ๊ป (BMS Group) ระบุว่า หากเอรินขยายตัวกลายเป็นไซโคลนเขตร้อนขนาดใหญ่และรุนแรงนอกชายฝั่ง มันอาจส่งลมแล้งรุนแรงไปทั่วภูมิภาค เสี่ยงทำให้ไฟป่ารุนแรงขึ้น ความเสี่ยงจากไฟป่าเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ต้องให้ความสำคัญในการประเมินผลกระทบ

ด้านบริษัทผู้จัดการหลักทรัพย์ “ทเวลฟ์ ซีเคียวริส” (Twelve Securis) คาดการณ์ว่า เฮอริเคน “เอริน” จะอยู่ห่างจากชายฝั่งมากพอ ทำให้ฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ รอดพ้นจากความเสียหายอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม นี่เป็นเพียงการคาดการณ์ และสถานการณ์อาจเปลี่ยนแปลงได้

พยากรณ์อากาศคาดด้วยว่า พายุลูกนี้จะเคลื่อนตัวผ่านทางเหนือของหมู่เกาะลีเวิร์ด ก่อนจะเปลี่ยนทิศทางขึ้นเหนือ ระหว่างชายฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ กับเกาะเบอร์มิวดาในช่วงประมาณวันจันทร์ (18 ส.ค.) การเปลี่ยนแปลงทิศทางของพายุจะส่งผลต่อพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ

เฮอริเคน “เอริน” ทวีกำลังเป็นระดับ 5 กระทบหมู่เกาะในแอตแลนติก

การเตรียมพร้อมรับมือ เฮอริเคน “เอริน” ทวีกำลังเป็นระดับ 5

จากสถานการณ์เฮอริเคน “เอริน” ทวีกำลังเป็นระดับ 5 สิ่งสำคัญที่สุดคือการเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและประชาชนในพื้นที่เสี่ยงควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด การเตรียมพร้อมอาจรวมถึงการจัดเตรียมสิ่งของจำเป็น การอพยพไปยังพื้นที่ปลอดภัยหากจำเป็น และการระมัดระวังภัยจากน้ำท่วมและดินถล่ม

  • ตรวจสอบสภาพอากาศอย่างสม่ำเสมอ
  • เตรียมพร้อมชุดอุปกรณ์ฉุกเฉิน
  • วางแผนการอพยพหากจำเป็น
  • ติดตามข่าวสารจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

สถานการณ์พายุนี้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยธรรมชาติที่รุนแรงมากขึ้น การตระหนักถึงความเสี่ยงและเตรียมพร้อมรับมือเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้ทุกคนปลอดภัย

ที่มา – เฮอริเคน “เอริน” ทวีกำลังเป็นระดับ 5 กระทบหมู่เกาะในแอตแลนติก

สลด! เหยื่อน้ำท่วมดินถล่มปากีสถานทะลุ 300 ศพ

ข่าวเศร้าจากปากีสถาน! ยอดผู้เสียชีวิตจากน้ำท่วมดินถล่มในปากีสถานพุ่งสูงเกิน 300 รายแล้ว ท่ามกลางการเตือนภัยจากกรมอุตุนิยมวิทยาว่า มรสุมยังคงกระหน่ำและฝนจะตกหนักต่อเนื่องไปจนถึงกลางสัปดาห์หน้า สถานการณ์ยังคงน่าเป็นห่วง และการช่วยเหลือเป็นไปอย่างยากลำบาก

สลด! เหยื่อน้ำท่วมดินถล่มในปากีสถานทะลุ 300 ศพ

รายงานข่าวล่าสุดระบุว่า ยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุน้ำท่วมดินถล่มในปากีสถานและแคชเมียร์ที่ปากีสถานควบคุม เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนน่าตกใจ ตัวเลขล่าสุดอยู่ที่ 307 ราย สร้างความเสียหายและความสูญเสียอย่างใหญ่หลวงแก่ประชาชน

พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดคือ จังหวัดไคเบอร์ ปักห์ตุนควา ทางตะวันตกเฉียงเหนือของปากีสถาน บ้านเรือนจำนวนมากได้รับความเสียหาย มีรายงานเฮลิคอปเตอร์กู้ภัย M-17 ประสบอุบัติเหตุตกขณะปฏิบัติภารกิจในเขตบาจอร์ ส่งผลให้ลูกเรือทั้ง 5 คนเสียชีวิตทั้งหมด ซ้ำเติมความโศกเศร้าในพื้นที่

นอกจากนี้ ยังพบผู้เสียชีวิต 9 รายในแคชเมียร์ที่ปากีสถานควบคุม และอีก 5 รายในภูมิภาคกิลกิตบัลติสถาน สถานการณ์โดยรวมยังคงตึงเครียด และเจ้าหน้าที่กำลังเร่งให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างเต็มที่

กรมอุตุนิยมวิทยาของปากีสถานได้ออกประกาศเตือนว่า ภาคตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ ซึ่งถูกประกาศให้เป็นเขตภัยพิบัติ จะเผชิญกับฝนตกหนักต่อเนื่องไปจนถึงวันที่ 21 สิงหาคม ทำให้ความกังวลเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากอาจเกิดน้ำท่วมดินถล่มในปากีสถานซ้ำเติมสถานการณ์เดิม

สถานการณ์น่าเป็นห่วง ผู้เสียชีวิตจากน้ำท่วมดินถล่มในปากีสถานพุ่งสูง

ในส่วนของแคชเมียร์ที่อินเดียควบคุม ทีมกู้ภัยยังคงค้นหาร่างผู้เสียชีวิตเพิ่มเติมจากซากปรักหักพังของหมู่บ้านที่ถูกน้ำท่วม ยอดผู้เสียชีวิตในฝั่งอินเดียอยู่ที่ 60 ราย และยังมีผู้สูญหายอีกจำนวนมาก สะท้อนให้เห็นถึงความรุนแรงของภัยพิบัติในครั้งนี้

เป็นที่ทราบกันดีว่า เอเชียใต้เผชิญกับพายุมรสุมในช่วงเดือนมิถุนายนถึงกันยายนของทุกปี ซึ่งมักจะนำมาซึ่งน้ำท่วมและดินถล่ม ทำให้มีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก นักวิทยาศาสตร์เตือนว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังทำให้ภัยธรรมชาติมีความรุนแรงมากขึ้น อย่างเช่นในจังหวัดปัญจาบของปากีสถาน มีปริมาณฝนในเดือนกรกฎาคมมากกว่าปีที่แล้วถึง 73%

นอกจากนี้ ภาคเหนือของปากีสถาน ซึ่งเป็นที่ตั้งของธารน้ำแข็งจำนวนมาก กำลังเผชิญกับปัญหาธารน้ำแข็งที่ละลายอย่างรวดเร็ว ทำให้มีความเสี่ยงที่จะเกิดดินถล่มเพิ่มมากขึ้น สถานการณ์โดยรวมจึงน่าเป็นห่วง และต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน

ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นในปากีสถานครั้งนี้ เป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักถึงผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และความจำเป็นในการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยธรรมชาติที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ การวางแผนป้องกัน และการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างทันท่วงที เป็นสิ่งที่เราทุกคนควรให้ความสำคัญ

ที่มา – สลด เหยื่อน้ำท่วม-ดินถล่มในปากีสถานพุ่งทะลุ 300 ศพแล้ว

ทรัมป์พลิก! ยูเครนควรตกลงยุติสงครามกับรัสเซีย

ทรัมป์พลิกจุดยืนหลังคุยปูติน บอกยูเครนควรมุ่งตรงสู่การทำข้อตกลงยุติสงครามกับรัสเซียเลย ไม่ต้องทำข้อตกลงหยุดยิง ขณะที่เซเลนสกีเตรียมเข้าพบทรัมป์ที่ทำเนียบขาวอีกครั้ง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ พลิกจุดยืนครั้งใหญ่ โดยระบุว่ายูเครนควรเห็นชอบข้อตกลงยุติสงครามกับรัสเซีย เพราะ “รัสเซียมีอำนาจมากแต่พวกเขาไม่ใช่” หลังจากที่เขาประชุมสุดยอดร่วมกับ วลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย และล้มเหลวในการทำข้อตกลงหยุดยิง

ในการพลิกจุดยืนครั้งใหญ่นี้ นายทรัมป์กล่าวด้วยว่า เขาเห็นด้วยกับนายปูตินว่า ทางที่ดีที่สุดในการยุติสงครามคือ การมุ่งตรงสู่การทำข้อตกลงสันติภาพ โดยไม่ต้องมีการหยุดยิงก่อน อย่างที่ยูเครนกับชาติพันธมิตรยุโรปเรียกร้อง และเป็นจุดยืนที่สหรัฐฯ เคยให้การสนับสนุน จนกระทั่งนายทรัมป์คุยกับผู้นำรัสเซีย

ด้านนายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน กล่าวว่า เขาจะเดินทางไปยังกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เพื่อหารือก้าวต่อไป ขณะที่ชาติพันธมิตรยุโรปขอบคุณความพยายามของนายทรัมป์ แต่ประกาศว่าพวกเขาจะสนับสนุนยูเครนต่อไป และจะเพิ่มการคว่ำบาตรรัสเซีย พร้อมเรียกร้องให้สหรัฐฯ รับประกันความมั่นคงให้ยูเครน

ทั้งนี้ นายทรัมป์พบปะพูดคุยกับนายปูตินเป็นเวลาเกือบ 3 ชั่วโมง ที่ฐานทัพในเมืองแองเคอเรจ รัฐอะแลสกา โดยนี่เป็นครั้งแรกที่ผู้นำสหรัฐฯ กับยูเครนพบปะกันโดยตรง นับตั้งแต่สงครามในยูเครนอุบัติขึ้นเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2565

“ทุกฝ่ายลงความเห็นว่า หนทางที่ดีที่สุดในการยุติสงครามอันโหดร้ายระหว่างรัสเซียกับยูเครนคือการมุ่งตรงไปสู่การทำข้อตกลงสันติภาพ ซึ่งจะเป็นการยุติสงคราม ไม่ใช่แค่การทำข้อตกลงหยุดยิงธรรมดา ซึ่งบ่อยครั้งที่ไม่สามารถรักษาเอาไว้ได้” นายทรัมป์โพสต์บน Truth Social

คาดว่าถ้อยแถลงดังกล่าวของนายทรัมป์จะได้รับการต้อนรับจากฝ่ายรัสเซีย ซึ่งระบุว่าพวกเขาต้องการการยุติสงครามอย่างสิ้นเชิงไม่ใช่แค่การ “หยุด” ในข้อที่ยูเครนกับชาติพันธมิตรยุโรป ต้องการให้มีการหยุดยิงก่อน เพื่อพูดคุยแก้ปัญหาความขัดแย้งในเรื่องต่างๆ ก่อน รวมถึงเรื่องดินแดนของยูเครนที่รัสเซียยึดไปเป็นของตัวเอง

ก่อนที่จะเกิดการประชุมสุดยอดครั้งล่าสุด นายทรัมป์เพิ่งกล่าวว่าเขาคงไม่พอใจจนกว่าจะมีการตกลงหยุดยิง แต่หลังจากนั้นเขากลับเปลี่ยนจุดยืน และกล่าวหลังคุยโทรศัพท์กับนายเซเลนสกีว่า “หากทุกอย่างเป็นไปด้วยดี เราจะกำหนดเวลาประชุมกับประธานาธิบดีปูตินอีกครั้ง”

การพบระหว่างนายทรัมป์กับนายเซเลนสกีจะเกิดขึ้นที่ห้องทำงานรูปไข่ที่ทำเนียบขาว ที่ทั้งสองฝ่ายเคยมีปากเสียงกันอย่างรุนแรงออกสื่อมาแล้วในเดือนกุมภาพันธ์ โดยฝ่ายสหรัฐฯ กล่าวหายูเครนว่าไม่สำนึกบุญคุณ และหลังจากนั้นนายทรัมป์ก็มีสั่งระงับความช่วยเหลือทางทหารแก่ยูเครนชั่วระยะเวลาหนึ่ง

นายเซเลนสกีกล่าวว่า หลังจากพูดคุยกับนายทรัมป์เป็นเวลานานหลังการประชุมสุดยอดที่อะแลสกา เขาสนับสนุนความคิดเรื่องการพบปะ 3 ฝ่าย และ “ยูเครนขอยืนยันว่าพวกเขาพร้อมที่จะทำงานอย่างเต็มที่ที่สุดเพื่อบรรลุสันติภาพ”

แต่ฝ่ายนายปูตินไม่ได้พูดถึงการพบปะกับนายเซเลนสกีแต่อย่างใด ในตอนที่เขาพูดกับผู้สื่อข่าวหลังการประชุมกับนายทรัมป์ ขณะที่นาย ยูริ ยูชาคอฟ ที่ปรึกษาของนายปูตินก็บอกกับสำนักข่าว TASS ของรัสเซียว่า ไม่มีการหารือกันเรื่องการประชุม 3 ฝ่าย

ทรัมป์พลิกจุดยืนหลังคุยปูติน บอกยูเครนควรตกลงยุติสงครามกับรัสเซีย

สถานการณ์ล่าสุดนี้แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครน การที่นายทรัมป์เปลี่ยนท่าทีอาจส่งผลกระทบต่อการเจรจาและการตัดสินใจของนานาชาติ

ทำไมทรัมป์ถึงบอกยูเครนควรตกลงยุติสงครามกับรัสเซีย?

การที่ทรัมป์แนะนำให้ยูเครนตกลงยุติสงครามกับรัสเซีย อาจเป็นผลมาจากการประเมินสถานการณ์ใหม่ หรือการได้รับข้อมูลเชิงลึกบางอย่างจากการพูดคุยกับปูติน อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจนี้ก่อให้เกิดคำถามมากมายถึงอนาคตของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

ผลจากการที่ทรัมป์แนะนำให้ยูเครนตกลงยุติสงครามกับรัสเซีย จะเป็นอย่างไรต่อไป? การเปลี่ยนแปลงจุดยืนนี้อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงนโยบายของสหรัฐฯ ที่มีต่อยูเครนและรัสเซียหรือไม่? และชาติพันธมิตรยุโรปจะมีท่าทีอย่างไรต่อการเปลี่ยนแปลงนี้?

การตัดสินใจของนายทรัมป์ที่แนะนำให้ยูเครนตกลงยุติสงครามกับรัสเซีย ยังคงเป็นที่จับตามองของทั่วโลก และอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญในสถานการณ์ระหว่างประเทศ

ที่มา – ทรัมป์พลิกจุดยืนหลังคุยปูติน บอกยูเครนควรตกลงยุติสงครามกับรัสเซีย

ไทยสร้างไทย จี้ “อิ๊งค์” ลาออก ชี้งบฯ 69 ไม่ตอบโจทย์

พรรคไทยสร้างไทยเรียกร้อง “อิ๊งค์” ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ชี้การจัดสรรงบประมาณปี 69 ไม่ตอบโจทย์วิกฤตเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศ

ไทยสร้างไทย จี้ “อิ๊งค์” ลาออก ชี้งบฯ 69 ไม่ตอบโจทย์

นายทิวากร สุระชน รองเลขาธิการพรรคไทยสร้างไทย (ทสท.) ออกมาเรียกร้องให้นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่ง เนื่องจากรัฐบาลภายใต้การนำของนางสาวแพทองธารฯ ไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนได้ในหลายด้าน ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ และความมั่นคงชายแดน ความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นส่งผลเสียต่อเสถียรภาพของประเทศและกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปัญหาเศรษฐกิจของไทยที่กำลังอยู่ในภาวะตกต่ำ รัฐบาลยังไม่สามารถนำเสนอนโยบายที่ตอบโจทย์ หรือมีมาตรการที่ชัดเจนในการแก้ไขปัญหาปากท้องและค่าครองชีพของประชาชนได้ รายได้ของเกษตรกรและผู้มีรายได้น้อยลดลง สวนทางกับค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่รัฐบาลมุ่งเน้นไปที่การแก้ไขปัญหาทางการเมืองและคดีความต่างๆ ที่ส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของผู้นำรัฐบาล

นอกจากนี้ รัฐบาลยังเผชิญกับปัญหาความมั่นคงชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง และยังเพลี่ยงพล้ำในการจัดการด้านการทูตและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ทำให้ประเทศไทยอยู่ในสถานะที่เปราะบางและถูกลดทอนความน่าเชื่อถือในเวทีนานาชาติ บทบาทของรัฐบาลในการรักษาผลประโยชน์ของชาติจึงถูกตั้งคำถามถึงความเหมาะสม

งบประมาณปี 69 ไม่ตอบโจทย์?

นายทิวากรกล่าวถึงกรณีงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ที่เพิ่งผ่านสภาไปว่า การจัดทำงบประมาณประจำปี 2569 ไม่สะท้อนความต้องการที่แท้จริงของประเทศ การจัดสรรงบประมาณยังคงใช้วิธีการเดิมๆ ไม่ตอบโจทย์วิกฤตเศรษฐกิจ ไม่กระตุ้นการลงทุน และไม่สร้างความมั่นคงทางสังคมตามที่ประชาชนคาดหวัง งบประมาณจำนวนมากยังคงถูกใช้อย่างไร้ประสิทธิภาพ และความเดือดร้อนของประชาชนยังไม่ได้รับการแก้ไข

“การลาออกของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จะเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับประเทศในเวลานี้ เพื่อเปิดโอกาสให้มีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ที่มีความพร้อมและได้รับความเชื่อมั่นจากประชาชนและสังคมไทยมากกว่าที่เป็นอยู่ การยื้ออยู่ในตำแหน่งจะยิ่งทำให้ปัญหาของประเทศทวีความรุนแรง และอาจนำไปสู่ภาวะวิกฤตทางการเมืองและเศรษฐกิจที่ยากต่อการแก้ไขในอนาคตได้” นายทิวากรกล่าว

พรรคไทยสร้างไทยยังคงยืนยันว่า การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศต้องเริ่มต้นจากการมีผู้นำที่ได้รับการยอมรับและมีความสามารถในการบริหารจัดการประเทศอย่างแท้จริง การเปลี่ยนแปลงผู้นำจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้ประเทศสามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน การที่พรรคไทยสร้างไทย จี้ “อิ๊งค์” ลาออก สะท้อนให้เห็นถึงความไม่พอใจต่อการบริหารงานของรัฐบาลในปัจจุบัน และความต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเพื่ออนาคตที่ดีกว่าของประเทศไทย

การเรียกร้องให้มีการลาออกของนายกรัฐมนตรี ถือเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ในระบอบประชาธิปไตย แต่สิ่งสำคัญคือการพิจารณาถึงเหตุผลและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นตามมาอย่างรอบคอบ เพื่อให้การตัดสินใจเป็นไปเพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติและประชาชน

ในสถานการณ์ที่ประเทศกำลังเผชิญกับความท้าทายทั้งด้านเศรษฐกิจและความมั่นคง การมีผู้นำที่เข้มแข็ง มีวิสัยทัศน์ และได้รับการยอมรับจากทุกภาคส่วนของสังคมจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อนำพาประเทศผ่านพ้นวิกฤตและสร้างอนาคตที่สดใสให้กับคนไทยทุกคน ดังนั้น การพิจารณาถึงความเหมาะสมของผู้นำประเทศจึงเป็นสิ่งที่ประชาชนควรให้ความสำคัญเป็นลำดับแรก

ดังนั้น การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศอย่างยั่งยืนจึงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในสังคม รวมถึงการมีผู้นำที่สามารถสร้างความเชื่อมั่นและนำพาประเทศไปในทิศทางที่ถูกต้องได้ การเรียกร้องของพรรคไทยสร้างไทยครั้งนี้จึงเป็นอีกหนึ่งเสียงที่สะท้อนถึงความต้องการการเปลี่ยนแปลงในสังคมไทย

ที่มา – ไทยสร้างไทย จี้ “อิ๊งค์” ลาออก ชี้สอบตกแก้ ศก.-มั่นคง ทำงบฯ 69 ไม่ตอบโจทย์

“ทักษิณ” มอบเงินเยียวยาผู้เสียชีวิตชาวลาว

“ทักษิณ ชินวัตร” ส่ง “สมคิด” มอบเงินสด 100,000 บาท ให้ลูกชายชาวลาวที่เสียชีวิตจากเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา พร้อมมอบบ้านน็อกดาวน์ให้ชาวบ้านที่บ้านเสียหายอีก 2 ชุด เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความห่วงใยและการช่วยเหลือของอดีตนายกรัฐมนตรีที่มีต่อผู้ที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้ง

วันที่ 16 สิงหาคม 2568 นายสมคิด เชื้อคง รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี, นายวัชรพล เชื้อคง พร้อมคณะ เป็นตัวแทนของ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มอบเงินสด 100,000 บาท ให้กับ นายอ่อนศรี โจรสา อายุ 60 ปี ลูกชายของ นางฮุ่ง โจรสา ชาวลาว ที่เสียชีวิตจากเหตุปะทะบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา โดยมีปลัดอำเภอน้ำยืนและผู้ใหญ่บ้านร่วมเป็นสักขีพยานในการรับมอบ การมอบเงินเยียวยาผู้เสียชีวิตชาวลาวครั้งนี้ถือเป็นการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมที่สำคัญ

“ทักษิณ” มอบเงินเยียวยาผู้เสียชีวิตชาวลาว

นายสมคิด กล่าวว่า วันนี้มาเป็นตัวแทน นายทักษิณ ชินวัตร มอบเงินเพื่อช่วยเหลือเยียวยานางฮุ่งจำนวน 100,000 บาท กับทายาทของนางฮุ่ง ที่บ้านกุดเชียงมุน ตำบลโดมประดิษฐ์ อำเภอน้ำยืน นายสมคิดบอกอีกว่า นายทักษิณมีความตั้งใจที่จะดูแลพี่น้องประชาชนให้ได้มากที่สุด ทั้งเรื่องการเยียวยาผู้ที่ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต อีกเรื่องที่จะทำวันนี้คือ การไปมอบบ้านน็อกดาวน์ให้ชาวบ้านที่ได้รับความเสียหายชุดที่ 2 โดยไม่เกี่ยวกับเงินงบประมาณ 100 ล้านบาท

รายละเอียดการมอบเงินเยียวยาผู้เสียชีวิตชาวลาว

  • ผู้รับมอบ: นายอ่อนศรี โจรสา (ลูกชายของนางฮุ่ง โจรสา ผู้เสียชีวิต)
  • จำนวนเงิน: 100,000 บาท
  • สถานที่: บ้านกุดเชียงมุน ตำบลโดมประดิษฐ์ อำเภอน้ำยืน
  • ผู้มอบ: นายสมคิด เชื้อคง (ตัวแทน นายทักษิณ ชินวัตร)
  • พยาน: ปลัดอำเภอน้ำยืนและผู้ใหญ่บ้าน

การมอบเงินเยียวยาผู้เสียชีวิตชาวลาวในจังหวัดอุบลราชธานีครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความเอาใจใส่และความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่องของนายทักษิณ ชินวัตร ต่อผู้ที่ได้รับความเดือดร้อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดน นอกจากเงินช่วยเหลือแล้ว การมอบบ้านน็อกดาวน์เพิ่มเติมยังเป็นการช่วยเหลือด้านที่อยู่อาศัยซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญในการดำรงชีวิต การกระทำเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการช่วยเหลือและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน

เหตุการณ์ปะทะชายแดนไทย-กัมพูชาที่เกิดขึ้น ได้สร้างความสูญเสียและความเดือดร้อนให้กับประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างมาก การช่วยเหลือเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง การมอบเงินเยียวยาผู้เสียชีวิตชาวลาวในครั้งนี้ จึงเป็นส่วนหนึ่งของการบรรเทาความเดือดร้อนและเป็นการแสดงความเสียใจต่อครอบครัวของผู้สูญเสีย

การช่วยเหลือของนายทักษิณในครั้งนี้ ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การมอบเงินช่วยเหลือเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการมอบบ้านน็อกดาวน์ให้กับผู้ที่ได้รับความเสียหายอีกด้วย ซึ่งเป็นการช่วยเหลือในระยะยาวที่สามารถช่วยให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุขมากยิ่งขึ้น การช่วยเหลือในหลากหลายรูปแบบนี้ แสดงให้เห็นถึงความเข้าใจในความต้องการของประชาชน และความตั้งใจจริงที่จะช่วยเหลือให้พวกเขาสามารถก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากไปได้

สิ่งที่เกิดขึ้นนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการช่วยเหลือซึ่งกันและกันในสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่ยากลำบาก การมีน้ำใจและความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ สามารถช่วยบรรเทาความทุกข์และสร้างกำลังใจให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบได้เป็นอย่างดี

ที่มา – “ทักษิณ” มอบเงิน 1 แสนบาท เยียวยาผู้เสียชีวิตชาวลาว ที่ จ.อุบลราชธานี

เลือกตั้งซ่อมเชียงราย: พรรคประชาชนส่ง “แม้ว สุทัศน์” ชิงชัย

พรรคประชาชนส่ง “แม้ว สุทัศน์ ยาละ” ลงสมัคร เลือกตั้งซ่อมเชียงราย เขต 7! ท้าชนเพื่อไทย ขอโอกาสเป็นปากเสียงให้ประชาชนตรวจสอบรัฐบาล

เลือกตั้งซ่อมเชียงราย: พรรคประชาชนส่ง “แม้ว สุทัศน์” ชิงชัย

เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2568 ณ หอประชุมที่ว่าการอำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย สถานที่รับสมัครเลือกตั้งซ่อมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) เขตเลือกตั้งที่ 7 แทนนายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งถูกศาลรัฐธรรมนูญเพิกถอนสถานะ

นายศรายุทธิ์ ใจหลัก เลขาธิการพรรคประชาชน พร้อมด้วยนายสุทัศน์ ยาละ ผู้สมัคร สส. ได้เดินทางมายื่นใบสมัคร ท่ามกลางกองเชียร์ที่มาให้กำลังใจอย่างอบอุ่น

นายสุทัศน์ ยาละ จบปริญญาตรีรัฐศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยรามคำแหง และกำลังศึกษาปริญญาโทบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ปัจจุบันเป็นผู้ประกอบการร้านอาหารและโรงแรม อีกทั้งยังมีประสบการณ์เป็นคณะกรรมการภาคประชาชน สำนักงานอัยการจังหวัดเทิง, กรรมการตรวจสอบและติดตามการบริหารงานตำรวจ สภ.เวียงแก่น, ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ สภาผู้แทนราษฎร และที่ปรึกษานายกเทศมนตรี เทศบาลตำบลหล่ายงาว

นายศรายุทธิ์ กล่าวถึงความสำคัญของการเลือกตั้งซ่อมเชียงรายครั้งนี้ เนื่องจากเป็นการประเมินผลงานของทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา พรรคประชาชนมั่นใจในศักยภาพของนายสุทัศน์ ผู้ที่ทำงานร่วมกับพรรคมาอย่างต่อเนื่อง และพร้อมเป็นกระบอกเสียงให้ประชาชนอย่างแท้จริง

ทำไมต้องเลือก “แม้ว สุทัศน์” ในการเลือกตั้งซ่อมเชียงราย?

เลขาธิการพรรคประชาชนเน้นย้ำว่า การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการตัดสินใจของประชาชนว่าจะเพิ่มเสียงให้รัฐบาล หรือจะเพิ่มเสียงให้ฝ่ายค้านที่พร้อมตรวจสอบและปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนอย่างเข้มข้น

นายสุทัศน์ ยาละ กล่าวถึงความมุ่งมั่นในการทำงานเพื่อประชาชน และเชื่อมั่นว่าจะได้รับความไว้วางใจจากชาวเชียงราย พร้อมเชิญชวนให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้งในวันที่ 14 กันยายน 2568 เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองไปสู่สิ่งที่ดีกว่า

เขตเลือกตั้งที่ 7 เชียงราย ประกอบด้วย อ.เชียงแสน, อ.ดอยหลวง, อ.เวียงแก่น, อ.เชียงของ (ยกเว้น ต.ครึ่ง, ต.บุญเรือง), และ ต.จันจว้า, ต.จันจว้าใต้ อ.แม่จัน ในการเลือกตั้งปี 2566 นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน จากพรรคเพื่อไทยได้รับคะแนนสูงสุด, รองลงมาคือนายประหยัด เสียงดัง จากพรรคประชาชน (เดิมคือพรรคก้าวไกล), และ น.ส.มิรันตี บุญแก้ว จากพรรคภูมิใจไทย

สถานการณ์การเลือกตั้งซ่อมเชียงรายในปัจจุบัน มีผู้สมัครเพียง 2 คน คือนายสง่า พรมเมือง จากพรรคเพื่อไทย และนายสุทัศน์ ยาละ จากพรรคประชาชน หลายฝ่ายจับตาว่าจะมีผู้สมัครเพิ่มเติมหรือไม่ โดยเฉพาะ น.ส.มิรันตี บุญแก้ว จากพรรคพลังประชารัฐ แต่ก็มีกระแสข่าวว่าอาจติดเงื่อนไขการย้ายพรรค

การเลือกตั้งซ่อมเชียงรายครั้งนี้จึงเป็นการแข่งขันที่น่าจับตามอง ระหว่างผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชน ประชาชนจะเป็นผู้ตัดสินใจว่าจะเลือกใครเข้ามาเป็นตัวแทนในการพัฒนาพื้นที่และแก้ไขปัญหา

การตัดสินใจของพี่น้องชาวเชียงราย เขต 7 ในวันที่ 14 กันยายนนี้ จะเป็นตัวชี้วัดทิศทางการเมืองในอนาคต มาร่วมกันใช้สิทธิ์ใช้เสียง เพื่อเลือกผู้แทนที่สามารถนำพาความเจริญและความเป็นธรรมมาสู่บ้านเรา

ที่มา – พรรคประชาชนส่ง “แม้ว สุทัศน์” ท้าชนเพื่อไทย ชิงเก้าอี้เลือกตั้งซ่อมเชียงราย

Scroll to top