นายอนุทิน ชาญวีรกูล

เลือกตั้งซ่อมกาญจนบุรี: มั่นใจวิสุดาชนะ อนุทินช่วยหาเสียง

เลือกตั้งซ่อมกาญจนบุรี มั่นใจ “วิสุดา” ชนะล้านเปอร์เซ็นต์ “อนุทิน” จ่อช่วยหาเสียง

การเลือกตั้งซ่อมในพื้นที่กาญจนบุรี เขต 4 กำลังเป็นที่จับตามองของนักการเมืองและประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีชื่อของน.ส.วิสุดา วิเชียรศิลป์ ผู้สมัครจากพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ที่ได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากพรรคและบุคคลสำคัญ ล่าสุด นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และบิดาของผู้สมัคร ได้แสดงความมั่นใจแบบสุดๆ ว่าการเลือกตั้งซ่อมกาญจนบุรี มั่นใจ “วิสุดา” ชนะล้านเปอร์เซ็นต์ “อนุทิน” จ่อช่วยหาเสียง จะประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน

เลือกตั้งซ่อมกาญจนบุรี มั่นใจ “วิสุดา” ชนะล้านเปอร์เซ็นต์ “อนุทิน” จ่อช่วยหาเสียง

เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2568 ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ ได้ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการหาเสียงเลือกตั้งซ่อมส.ส.กาญจนบุรี เขต 4 ซึ่งกำหนดวันเลือกตั้งในวันที่ 19 ตุลาคม 2568 โดยระบุว่าภายในวันที่ 12 ตุลาคม นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย จะนำทีมแกนนำพรรคทั้งหมดลงพื้นที่กาญจนบุรี เพื่อขึ้นเวทีปราศรัยใหญ่ช่วยหาเสียงให้น.ส.วิสุดา ซึ่งเป็นบุตรสาวของตนเอง นายศักดิ์ดาเผยว่าตนได้มีการพูดคุยเบื้องต้นกับนายอนุทินแล้ว และคาดว่าจะเป็นการยกทัพใหญ่ของพรรคเพื่อสร้างกระแสในพื้นที่

คู่แข่งหลักในสนามเลือกตั้งครั้งนี้คือพรรคเพื่อไทย (พท.) ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านที่เคยครองพื้นที่นี้มาก่อน แต่ด้วยผลงานที่ผ่านมา นายศักดิ์ดาเชื่อมั่นว่าประชาชนในกาญจนบุรีจะให้การสนับสนุนน.ส.วิสุดา เนื่องจากตนเองและครอบครัวได้ลงพื้นที่ทำงานอย่างต่อเนื่อง โดยไม่เกี่ยวกับสถานะของรัฐบาล แต่ขึ้นอยู่กับผลงานที่ประชาชนเห็นด้วยตาตัวเอง

ความมั่นใจล้านเปอร์เซ็นต์จากผลงานที่ผ่านมา

นายศักดิ์ดากล่าวอย่างมั่นใจว่า เลือกตั้งซ่อมกาญจนบุรี มั่นใจ “วิสุดา” ชนะล้านเปอร์เซ็นต์ เพราะผลงานการพัฒนาพื้นที่ที่ผ่านมา เช่น การสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐาน การแก้ไขปัญหาน้ำท่วม และการส่งเสริมเศรษฐกิจท้องถิ่น ได้รับการตอบรับที่ดีจากชาวบ้าน นอกจากนี้ พรรคภูมิใจไทยยังมีนโยบายที่ชัดเจนในการพัฒนาชนบท ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการของประชาชนในกาญจนบุรี เขต 4 ที่เป็นพื้นที่เกษตรกรรมเป็นหลัก

การลงพื้นที่หาเสียงของนายอนุทินครั้งนี้ คาดว่าจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เพราะนายกรัฐมนตรีมีภาพลักษณ์ที่เป็นที่นิยมในหมู่ประชาชน โดยเฉพาะนโยบายด้านสาธารณสุขและเศรษฐกิจที่ผ่านมา ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความน่าเชื่อถือให้กับผู้สมัครวิสุดา นอกจากนี้ ยังมีแผนการจัดกิจกรรมพบปะประชาชนแบบใกล้ชิด เพื่อฟังปัญหาและนำเสนอแนวทางแก้ไขที่เป็นรูปธรรม

  • การยกทัพแกนนำพรรคภูมิใจไทยลงพื้นที่วันที่ 12 ตุลาคม
  • เวทีปราศรัยใหญ่เพื่อสร้างกระแสสนับสนุน
  • เน้นผลงานพัฒนาพื้นที่กาญจนบุรีที่ผ่านมา
  • นโยบายที่ตอบโจทย์ปัญหาชาวบ้าน เช่น น้ำท่วมและเศรษฐกิจ

ในบริบทของการเมืองไทยปัจจุบัน การเลือกตั้งซ่อมกาญจนบุรีครั้งนี้ถือเป็นบททดสอบสำคัญสำหรับพรรคร่วมรัฐบาล โดยเฉพาะพรรคภูมิใจไทยที่กำลังขยายอิทธิพลในพื้นที่ภาคตะวันตก ผู้สมัครวิสุดาในฐานะบุตรสาวของนักการเมืองรุ่นเก๋า ยังคงได้รับการยอมรับจากฐานเสียงเดิมของครอบครัว ซึ่งจะช่วยให้การหาเสียงราบรื่นยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ การเลือกตั้งซ่อมยังสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบประชาธิปไตย โดยไม่ว่าจะผลลัพธ์เป็นอย่างไร ก็เป็นโอกาสให้ประชาชนได้ใช้สิทธิ์ในการเลือกผู้แทนที่ใช่สำหรับพื้นที่ นักวิเคราะห์การเมืองมองว่าความมั่นใจของนายศักดิ์ดาไม่ใช่เรื่องเกินจริง เพราะสถิติการเลือกตั้งในพื้นที่กาญจนบุรีมักขึ้นอยู่กับผลงานท้องถิ่นมากกว่าปัจจัยภายนอก

สำหรับผู้สนใจติดตามการหาเสียง สามารถเข้าร่วมกิจกรรมที่เวทีปราศรัยใหญ่ได้ในวันที่ 12 ตุลาคม เพื่อรับฟังนโยบายโดยตรงจากนายอนุทินและทีมงาน หากคุณอาศัยในกาญจนบุรีหรือพื้นที่ใกล้เคียง อย่าลืมออกมาใช้สิทธิ์ในการเลือกตั้งวันที่ 19 ตุลาคม เพื่อให้เสียงของคุณมีส่วนในการพัฒนาพื้นที่

สรุปแล้ว การเลือกตั้งซ่อมกาญจนบุรี มั่นใจ “วิสุดา” ชนะล้านเปอร์เซ็นต์ “อนุทิน” จ่อช่วยหาเสียง แสดงให้เห็นถึงความพร้อมของทีมพรรคภูมิใจไทยในการสู้ศึกเลือกตั้งครั้งนี้ ผลงานที่ผ่านมาและการสนับสนุนจากผู้นำพรรคจะเป็นกุญแจสู่ชัยชนะ

ที่มา – เลือกตั้งซ่อมกาญจนบุรี มั่นใจ “วิสุดา” ชนะล้านเปอร์เซ็นต์ “อนุทิน” จ่อช่วยหาเสียง

“ภูมิธรรม” แซะ ครม.ใหม่ “บุรีรัมย์โมเดล” ขู่ซักฟอก

“ภูมิธรรม” แซะ ครม.อนุทิน “บุรีรัมย์โมเดล” ใครเป็นใครเห็นกันอยู่ ขู่ปมเขากระโดงเจอซักฟอกแน่นอน ขณะที่ “อิ๊งค์” ยิ้มพาลูกเข้าพรรค

วันที่ 18 กันยายน 2568 นายภูมิธรรม เวชยชัย แกนนำพรรคเพื่อไทย ได้แสดงความเห็นถึงโฉมหน้าคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ว่า น่าจะต้องไปถามพรรคร่วมรัฐบาลที่ส่งเสริมสนับสนุนนายอนุทินขึ้นมาเป็นผู้นำว่าพอใจหรือไม่ โดยเฉพาะที่มีชื่อบุคคลที่ติดขัดจากกรณีการชี้มูลของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เมื่อถามถึงโผคณะรัฐมนตรีใหม่ที่ถูกมองว่ามีความเชื่อมโยงกับ “บ้านใหญ่บุรีรัมย์” ว่า “มันก็บุรีรัมย์โมเดลทั้งหมดอยู่แล้ว” โดยขอไม่วิจารณ์ในรายละเอียด แต่บอกให้ไปดูรายชื่อแต่ละคนว่ามาจากไหนและใครเป็นใคร

“ภูมิธรรม” แซะ ครม.ใหม่ “บุรีรัมย์โมเดล” ขู่ซักฟอก

นายภูมิธรรมยังกล่าวถึงกรณีที่ดินเขากระโดงว่า ตนยังไม่เห็นเอกสารที่มีการเปิดเผยออกมา แต่ยืนยันว่าปัญหานี้เป็นเรื่องที่ดินของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 และกระบวนการทางกฎหมายได้ดำเนินการมาทั้งหมดแล้ว โดยเหลือเพียงแค่การเซ็นรับรองแนวเขตจากทั้งสองฝ่ายเท่านั้น เรื่องนี้คงมีการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจอย่างแน่นอน เห็นบอกว่าไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องไม่ได้หมายความว่าต้องเข้าไปนั่งเป็นรัฐมนตรีถึงจะทำได้ ยิ่งตอนนี้เป็นนายกฯด้วย เดี๋ยวนี้เขาใช้โทรศัพท์สั่งก็ได้ ผู้ที่ชอบพลิกลิ้นอาจทำอะไรก็ได้ และขอให้รอดูข้อเท็จจริงเมื่อทุกอย่างถูกเปิดเผย

ทำความเข้าใจ “บุรีรัมย์โมเดล” ที่ถูกพูดถึง

การที่นายภูมิธรรมออกมาวิพากษ์วิจารณ์ ครม.ใหม่ว่าเป็น “บุรีรัมย์โมเดล” นั้น สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลเกี่ยวกับอิทธิพลของกลุ่มการเมืองจากจังหวัดบุรีรัมย์ในการบริหารประเทศ หลายคนอาจสงสัยว่า “บุรีรัมย์โมเดล” คืออะไรกันแน่? ในบริบทนี้ หมายถึงการที่บุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่มีความเชื่อมโยงกับจังหวัดบุรีรัมย์เข้ามามีบทบาทสำคัญในการตัดสินใจและบริหารจัดการประเทศ ไม่ว่าจะเป็นในระดับรัฐมนตรี หรือตำแหน่งอื่นๆ ที่มีอำนาจในการกำหนดนโยบาย

ปรากฏการณ์ “บุรีรัมย์โมเดล” นี้ ได้จุดประกายคำถามมากมายในสังคม ทั้งในเรื่องของความโปร่งใส ความเป็นธรรม และผลประโยชน์ทับซ้อน การที่บุคคลที่มีความเชื่อมโยงกับกลุ่มการเมืองใดกลุ่มการเมืองหนึ่งเข้ามามีอำนาจ อาจนำไปสู่การเอื้อประโยชน์แก่พวกพ้อง หรือการใช้ทรัพยากรของรัฐเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวได้

ดังนั้น สิ่งที่ประชาชนคาดหวังคือ การตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจอย่างเข้มข้น เพื่อให้มั่นใจได้ว่าการบริหารประเทศเป็นไปเพื่อประโยชน์ส่วนรวมอย่างแท้จริง และไม่มีการใช้อำนาจเพื่อเอื้อประโยชน์แก่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งโดยเฉพาะ

สำหรับบรรยากาศภายในพรรคเป็นไปอย่างคึกคัก มีแกนนำและสมาชิกพรรคหลายคนทยอยเดินทางมาเพื่อเข้าร่วมประชุมทีมกฎหมายเกี่ยวกับแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ รวมถึงการวางแผนการทำงานในฐานะฝ่ายค้านและการเตรียมความพร้อมสำหรับการหาเสียงเลือกตั้งในอนาคต

ขณะเดียวกันนางสาวแพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ก็ได้เดินทางเข้ามาที่ทำการพรรคพร้อมกับบุตรทั้งสองคนคือ ด.ญ.ธิธาร และ ด.ช.พฤจ์ธาษิณ สุขสวัสดิ์ โดยทั้งสามมีสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส

จากประเด็นที่นายภูมิธรรมยกขึ้นมานี้ น่าติดตามว่าพรรคฝ่ายค้านจะดำเนินการตรวจสอบเรื่อง “บุรีรัมย์โมเดล” และประเด็นเขากระโดงอย่างไรต่อไป และรัฐบาลจะสามารถชี้แจงข้อสงสัยต่างๆ ได้กระจ่างชัดหรือไม่ ประชาชนคงต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิดต่อไป

ที่มา – “ภูมิธรรม” แซะ ครม. ใหม่ “บุรีรัมย์โมเดล” ขู่เจอซักฟอกปม “เขากระโดง” แน่

ณัฐพงษ์แนะ ธปท. บล็อกบัญชีม้าหาจุดสมดุล

“ณัฐพงษ์” แนะ “แบงก์ชาติ” หาจุดสมดุลในการบล็อกบัญชีม้า ยันแก้รัฐธรรมนูญตามกรอบที่ศาลกำหนด เชื่อรัฐบาลทำตาม MOA

วันที่ 16 กันยายน 2568 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงมาตรการเพิกถอนบัญชีธนาคารชั่วคราวที่อาจเชื่อมโยงกับบัญชีม้า โดยระบุว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ควรหาความสมดุล เพื่อไม่ให้กระทบต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์ โดยเฉพาะพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ พร้อมเชื่อว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะพิจารณามาตรการเยียวยาผู้เสียหายไว้แล้ว

ส่วนประเด็นการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ซึ่งเคยให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร TIME นายณัฐพงษ์ยืนยันว่า กฎหมายดังกล่าวยังมีปัญหาบางส่วน แต่การแก้ไขต้องอยู่ภายใต้กรอบคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และหากเกิดอุบัติเหตุทางการเมืองขึ้นก็เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหนือการควบคุม นอกจากนี้ยังชี้แจงถึงการที่พรรคโหวตให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรีว่า หนึ่งในเงื่อนไขสำคัญคือการเปิดประตูสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อวางบทบาทขององค์กรอิสระให้เป็นไปตามหลักสากล

นายณัฐพงษ์ยังกล่าวถึงการทำหน้าที่ฝ่ายค้านว่า พรรคจะใช้ สส. ที่มีอยู่กว่า 140 เสียง ในการกำกับทิศทางรัฐบาลให้ทำตาม MOA โดยเฉพาะการแก้ไขรัฐธรรมนูญในหมวด 15 พร้อมย้ำว่าหากรัฐบาลบิดพลิ้วหรือถ่วงเวลา พรรคก็พร้อมที่จะใช้เสียงที่มีในการตรวจสอบ.

ณัฐพงษ์แนะ ธปท. บล็อกบัญชีม้าหาจุดสมดุล

จากกรณีข่าวที่นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิออกมาให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับมาตรการการบล็อกบัญชีม้าของธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท. ประเด็นนี้กำลังเป็นที่สนใจของประชาชนหลายภาคส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ที่อาจได้รับผลกระทบจากมาตรการดังกล่าว การหาจุดสมดุลจึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อผู้บริสุทธิ์

ความสำคัญของการหาจุดสมดุลในการบล็อกบัญชีม้า

การบล็อกบัญชีม้ามีจุดประสงค์เพื่อลดปัญหาอาชญากรรมทางออนไลน์และการฉ้อโกง ซึ่งเป็นปัญหาที่สร้างความเสียหายให้กับประชาชนและเศรษฐกิจโดยรวม อย่างไรก็ตาม การดำเนินการดังกล่าวต้องมีความรอบคอบและพิจารณาถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับผู้ที่ทำธุรกรรมโดยสุจริตด้วย การที่นายณัฐพงษ์ออกมาให้คำแนะนำในเรื่องนี้ แสดงให้เห็นถึงความห่วงใยต่อประชาชนและต้องการให้ ธปท. ดำเนินการอย่างระมัดระวัง

ผลกระทบต่อพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์จากการบล็อกบัญชีม้า

พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์จำนวนมากใช้บัญชีธนาคารในการรับชำระเงินจากลูกค้า หากบัญชีถูกบล็อกชั่วคราว อาจทำให้ธุรกิจหยุดชะงักและสูญเสียรายได้ การที่นายณัฐพงษ์เน้นย้ำถึงความสำคัญของการไม่ให้กระทบประชาชนผู้บริสุทธิ์ แสดงให้เห็นถึงความเข้าใจในปัญหาที่พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์อาจเผชิญ

ประเด็นการแก้ไขมาตรา 112 และบทบาทของพรรคประชาชน

นอกเหนือจากเรื่องการบล็อกบัญชีม้าแล้ว นายณัฐพงษ์ยังได้กล่าวถึงประเด็นการแก้ไขมาตรา 112 ซึ่งเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนและมีความเห็นต่างหลากหลาย การที่นายณัฐพงษ์ยืนยันว่าการแก้ไขต้องอยู่ภายใต้กรอบคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ แสดงให้เห็นถึงความระมัดระวังในการดำเนินการเรื่องนี้ นอกจากนี้ การที่พรรคประชาชนมีบทบาทในการตรวจสอบรัฐบาลและผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการสร้างประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง

การที่พรรคประชาชนมี สส. กว่า 140 เสียง ทำให้มีอำนาจในการตรวจสอบรัฐบาลและผลักดันนโยบายต่างๆ การที่นายณัฐพงษ์ย้ำว่าพรรคจะใช้เสียงที่มีในการตรวจสอบรัฐบาล แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการทำหน้าที่ฝ่ายค้านอย่างเต็มที่

มาตรการเยียวยาผู้เสียหายจากการบล็อกบัญชีม้า: สิ่งที่ต้องพิจารณา

หากมีการบล็อกบัญชีม้าเกิดขึ้นจริง สิ่งที่สำคัญคือการมีมาตรการเยียวยาผู้เสียหายที่ชัดเจนและเป็นธรรม หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรพิจารณาถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นกับผู้ที่ได้รับผลกระทบและให้ความช่วยเหลืออย่างเหมาะสม เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

การบล็อกบัญชีม้าถือเป็นมาตรการที่จำเป็นในการต่อสู้กับอาชญากรรมทางออนไลน์ แต่ต้องดำเนินการอย่างรอบคอบและคำนึงถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับผู้บริสุทธิ์ การหาจุดสมดุลจึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้มาตรการนี้มีประสิทธิภาพและไม่สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนโดยไม่จำเป็น ดังนั้น พรรคการเมืองและประชาชนควรติดตามการทำงานของ ธปท. ในเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด

ที่มา – “ณัฐพงษ์” แนะ ธปท. หาจุดสมดุลบล็อกบัญชีม้า ยันแก้ ม.112 ตามกรอบศาล รธน.

ภูมิใจไทย: เคลมคนละครึ่ง ดันรถไฟฟ้า 40 บาท

พรรคภูมิใจไทยออกมาเคลมว่านโยบาย “คนละครึ่ง” เป็นนโยบายเรือธงของพรรค พร้อมทั้งเดินหน้าผลักดันนโยบายรถไฟฟ้า 40 บาทอย่างต่อเนื่อง เตรียมนำเสนอ ครม. ชุดใหม่ภายในสัปดาห์นี้

เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2568 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้เปิดเผยถึงความคืบหน้าเกี่ยวกับการจัดตั้งรัฐบาลว่า ขณะนี้ใกล้จะได้ข้อสรุปและสามารถนำรายชื่อคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายภายในสัปดาห์นี้ได้อย่างแน่นอน พรรคภูมิใจไทยให้ความสำคัญกับนโยบาย “คนละครึ่ง” เป็นอย่างมาก โดยถือเป็นนโยบายเรือธงที่จะเร่งผลักดันทันทีหลังจากการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาเสร็จสิ้น ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังกำลังทำงานอย่างหนักเพื่อเตรียมความพร้อมในรายละเอียดต่าง ๆ ของนโยบายนี้

นอกจากนโยบาย “คนละครึ่ง” แล้ว พรรคยังมีนโยบายเร่งด่วนอื่น ๆ ที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้เร่งดำเนินการ ได้แก่ การควบคุมราคาพลังงานและค่าไฟฟ้า เพื่อลดภาระค่าครองชีพของประชาชน และการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา โดยยืนยันว่าจะยังไม่เปิดด่านชายแดนจนกว่าสถานการณ์จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ เพื่อความปลอดภัยของประชาชนทั้งสองฝั่ง

ความคืบหน้านโยบายรถไฟฟ้า 40 บาท

สำหรับนโยบายรถไฟฟ้า 40 บาทตลอดสาย ซึ่งเป็นอีกหนึ่งนโยบายสำคัญของพรรคภูมิใจไทย นายสิริพงศ์ได้อธิบายว่า การจะทำให้นโยบายนี้เกิดขึ้นได้จริง จำเป็นต้องรอให้ร่าง พ.ร.บ.ตั๋วร่วม ผ่านการพิจารณาจากวุฒิสภาก่อน ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการช่วยลดราคารถไฟฟ้าได้อย่างมีนัยสำคัญ ปัจจุบัน พรรคกำลังเร่งปรับปรุงร่างนโยบายให้มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น เพื่อเตรียมนำเสนอต่อรัฐสภาภายในสิ้นเดือนนี้ โดยมีการรวบรวมนโยบายจากพรรคร่วมรัฐบาลอื่น ๆ มาพิจารณาร่วมกัน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน

พรรคภูมิใจไทยมุ่งมั่นที่จะผลักดันนโยบายต่าง ๆ ที่ได้ให้สัญญาไว้กับประชาชนให้เป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุด โดยเฉพาะนโยบาย “คนละครึ่ง” และรถไฟฟ้า 40 บาท ซึ่งเป็นนโยบายที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางให้กับประชาชน

คนละครึ่ง นโยบายสำคัญของภูมิใจไทย

การผลักดันนโยบาย “คนละครึ่ง” ให้สำเร็จนั้น จะเป็นส่วนสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก ทำให้ประชาชนมีกำลังซื้อมากขึ้น และส่งผลดีต่อผู้ประกอบการรายย่อยทั่วประเทศ นอกจากนี้ การควบคุมราคาพลังงานและค่าไฟฟ้า ก็เป็นอีกหนึ่งภารกิจสำคัญที่พรรคภูมิใจไทยให้ความสำคัญ เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชนในภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวน

อุปสรรคและแนวทางแก้ไข

อย่างไรก็ตาม การดำเนินนโยบายต่าง ๆ อาจมีอุปสรรคและความท้าทายเกิดขึ้น พรรคภูมิใจไทยจึงให้ความสำคัญกับการรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน เพื่อนำมาปรับปรุงและพัฒนานโยบายให้มีความเหมาะสมและตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนมากที่สุด นอกจากนี้ การทำงานร่วมกับพรรคร่วมรัฐบาลอื่น ๆ อย่างใกล้ชิด ก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้การดำเนินนโยบายต่าง ๆ เป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ

พรรคภูมิใจไทยเชื่อมั่นว่า ด้วยความมุ่งมั่นและความตั้งใจจริง จะสามารถผลักดันนโยบายต่าง ๆ ให้สำเร็จลุล่วง และสร้างประโยชน์ให้กับประชาชนชาวไทยได้อย่างแท้จริง การที่พรรคให้ความสำคัญกับนโยบาย “คนละครึ่ง” และรถไฟฟ้า 40 บาท แสดงให้เห็นถึงความเข้าใจในปัญหาและความต้องการของประชาชน และความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาเหล่านั้นด้วยนโยบายที่เป็นรูปธรรม

การดำเนินงานตามนโยบายที่วางไว้จะเป็นบทพิสูจน์ความสามารถของรัฐบาลชุดใหม่ ซึ่งประชาชนจะจับตาดูอย่างใกล้ชิด ว่ารัฐบาลจะสามารถทำตามสัญญาที่ให้ไว้ได้หรือไม่

ที่มา – “ภูมิใจไทย” เคลม “คนละครึ่ง” นโยบายเรือธง พร้อมดันรถไฟฟ้า 40 บาท

กกต. ยกคำร้อง “ทักษิณ” ครอบงำ 6 พรรค จริงหรือ?

กกต. ยกคำร้อง “ทักษิณ” ครอบงำ 6 พรรค ชี้แค่กินมาม่าไม่เข้าเกณฑ์กฎหมาย ระบุ MOA ปชน.-ภท.จะครอบงำต้องเข้าเกณฑ์ พ.ร.ป.พรรคฯ มาตรา 28 เรื่องนี้สร้างความสนใจให้กับประชาชนเป็นอย่างมาก เรามาเจาะลึกรายละเอียดกัน

เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2568 นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้เปิดเผยความคืบหน้าในกรณีคำร้องขอให้ยุบ 6 พรรคการเมือง ที่ถูกกล่าวหาว่ายินยอมให้นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ครอบงำการจัดตั้งรัฐบาล จากกรณีการไปรับประทานบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่บ้านจันทร์ส่องหล้า

นายทะเบียนพรรคการเมืองได้พิจารณาและมีมติยกคำร้องดังกล่าว โดยให้เหตุผลว่าจากการตรวจสอบข้อเท็จจริงและสอบถามไปยังตัวแทนของทั้ง 6 พรรคการเมือง ได้รับการยืนยันว่าทุกพรรคยังคงความเป็นอิสระและไม่ได้สูญเสียอำนาจในการตัดสินใจตามที่ถูกกล่าวหา ซึ่งการตัดสินใจของ กกต. ในเรื่องกกต. ยกคำร้อง “ทักษิณ” ครอบงำ 6 พรรคสร้างความหลากหลายของมุมมองในสังคม

เลขาธิการ กกต. ได้ชี้แจงเพิ่มเติมว่า การกระทำที่จะเข้าข่ายการครอบงำตามกฎหมายนั้น จะต้องเป็นการกระทำที่ทำให้พรรคการเมืองขาดความเป็นอิสระอย่างแท้จริง พฤติการณ์ที่แกนนำพรรคไปร่วมรับประทานอาหารหรือพูดคุยกับนายทักษิณนั้น ไม่ถือว่าเป็นหลักฐานที่เพียงพอที่จะพิสูจน์ได้ว่ามีการครอบงำเกิดขึ้น นอกจากนี้ กกต. ยังคงอยู่ระหว่างการพิจารณาคำร้องกรณีที่นายทักษิณครอบงำพรรคเพื่อไทยอีกหนึ่งคำร้องด้วย

ส่วนกรณีข้อตกลง (MOA) ระหว่างพรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทย ที่สนับสนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรีนั้น เลขาธิการ กกต. ได้ชี้แจงว่า หากเข้าข่ายการครอบงำก็จะต้องพิจารณาตามมาตรา 28 ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ซึ่งต้องอาศัยข้อเท็จจริงประกอบอีกครั้งหนึ่ง

กกต. ยกคำร้อง “ทักษิณ” ครอบงำ 6 พรรค

ประเด็นที่น่าสนใจคือ เกณฑ์ในการพิจารณาว่าการกระทำใดเข้าข่ายการครอบงำพรรคการเมืองนั้นมีความละเอียดอ่อนและต้องพิจารณาเป็นรายกรณีไป การที่ กกต. ยกคำร้องในครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าการพบปะพูดคุยหรือการรับประทานอาหารร่วมกันนั้น ไม่ได้เป็นเครื่องบ่งชี้ถึงการครอบงำเสมอไป

แต่อย่างไรก็ตาม การที่ กกต. ยังคงพิจารณาคำร้องกรณีที่นายทักษิณครอบงำพรรคเพื่อไทยอยู่นั้น แสดงให้เห็นว่าประเด็นนี้ยังคงเป็นที่จับตามองและต้องมีการตรวจสอบอย่างละเอียดต่อไป

ทำไม กกต. ยกคำร้อง “ทักษิณ” ครอบงำ 6 พรรค?

การตัดสินใจยกคำร้องของ กกต. ในครั้งนี้สร้างความแตกต่างในความคิดเห็นของประชาชน หลายคนอาจเห็นด้วยกับการตัดสินใจดังกล่าว เพราะเชื่อว่าการพบปะพูดคุยกันนั้นเป็นเรื่องปกติทางการเมือง และไม่ได้เป็นการครอบงำพรรคการเมืองอย่างแน่นอน

ในขณะที่บางคนอาจไม่เห็นด้วย และมองว่าการกระทำของนายทักษิณอาจมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของพรรคการเมืองต่างๆ แม้ว่าจะไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนก็ตาม ความคิดเห็นที่แตกต่างกันนี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ในสังคมประชาธิปไตย

  • ความโปร่งใสและความเป็นธรรม: การทำงานของ กกต. ต้องมีความโปร่งใสและเป็นธรรม เพื่อให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม
  • การตรวจสอบอย่างละเอียด: การพิจารณาเรื่องร้องเรียนต่างๆ ต้องมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างละเอียดรอบคอบ เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วน
  • การบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด: กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งและพรรคการเมืองต้องถูกบังคับใช้อย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันการกระทำที่ผิดกฎหมาย

ข้อสรุปจากเหตุการณ์ กกต. ยกคำร้อง “ทักษิณ” ครอบงำ 6 พรรค ทำให้เห็นว่าการเมืองไทยยังคงมีความซับซ้อนและมีหลายแง่มุมที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ การตัดสินใจของ กกต. ในครั้งนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของกระบวนการตรวจสอบและพิจารณาเรื่องร้องเรียนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งและพรรคการเมือง

สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการที่ประชาชนทุกคนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบและติดตามการทำงานของ กกต. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม

การเมืองไทยยังคงต้องเผชิญกับความท้าทายต่างๆ อีกมากมาย แต่ด้วยความร่วมมือของทุกภาคส่วน เราจะสามารถสร้างสังคมประชาธิปไตยที่เข้มแข็งและยั่งยืนได้

ที่มา – กกต. ยกคำร้อง “ทักษิณ” ครอบงำ 6 พรรค ชี้แค่กินมาม่าไม่เข้าเกณฑ์กฎหมาย

“สมศักดิ์” มั่นใจ “ทักษิณ” กลับไทยแน่นอน!

“สมศักดิ์” บอกไม่กล้าให้คำแนะนำรัฐบาลใหม่ รอให้แถลงนโยบายก่อน เชื่อ “ทักษิณ” เดินทางกลับมาแน่ เพราะไม่มีเหตุผลอะไรที่จะไม่กลับ

วันที่ 8 กันยายน 2568 นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงการทำงานของรัฐบาลชุดใหม่ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ว่า ยังเร็วเกินไปที่จะให้คำแนะนำ โดยอยากให้รอการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาก่อนจึงค่อยว่ากันอีกครั้ง

เมื่อถามว่า จะมาเป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดใหม่หรือไม่ นายสมศักดิ์หัวเราะพร้อมกล่าวติดตลกว่า อย่าไปพูดแบบนั้นสิ เขาจะบอกว่าเราคิดแต่จะเป็นรัฐบาลอย่างเดียว พร้อมยืนยันว่าตนเป็นคนเรียบร้อยและไม่เคยขาดประชุม ครม. ตามที่เป็นข่าวลือ แต่เป็นการลาไปปฏิบัติภารกิจที่สำคัญต่างหาก

นอกจากนี้ นายสมศักดิ์ยังแสดงความเห็นส่วนตัวเกี่ยวกับประเด็นกัญชาว่า ควรใช้ในทางการแพทย์เท่านั้น หรือไม่ก็ให้เป็นยาเสพติดไปเลย ซึ่งการตัดสินใจขั้นสุดท้ายขึ้นอยู่กับรัฐบาลชุดใหม่ เมื่อถามถึงการการกลับเดินทางกลับมาของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี นายสมศักดิ์แสดงความมั่นใจว่า นายทักษิณจะกลับมาอย่างแน่นอนเพราะไม่มีเหตุผลใดที่จะไม่กลับ

“สมศักดิ์” ไม่กล้าให้คำแนะนำรัฐบาลใหม่ เชื่อ “ทักษิณ” ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะไม่กลับมา

จากกระแสข่าวการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ และความคาดหวังของประชาชนที่มีต่อรัฐบาลชุดใหม่นี้ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นต่างๆ ที่น่าสนใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการกลับประเทศไทยของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

ทำไมนายสมศักดิ์ถึงมั่นใจว่า “ทักษิณ” จะกลับมา?

เหตุผลสำคัญที่นายสมศักดิ์เชื่อมั่นว่านายทักษิณจะกลับมานั้น เป็นเพราะท่านมองว่าไม่มีเหตุผลใดๆ ที่นายทักษิณจะไม่กลับมาประเทศไทย ซึ่งเป็นบ้านเกิดเมืองนอนของท่าน นอกจากนี้ นายสมศักดิ์ยังกล่าวติดตลกถึงเรื่องตำแหน่งรัฐมนตรีในรัฐบาลใหม่ว่า อย่าเพิ่งพูดถึงเรื่องนั้นเลย เพราะอาจจะถูกมองว่าคิดแต่เรื่องตำแหน่งอย่างเดียว

ความเห็นเกี่ยวกับนโยบายกัญชา

ในส่วนของนโยบายกัญชา นายสมศักดิ์ได้แสดงความเห็นว่า กัญชาควรใช้ในทางการแพทย์เท่านั้น หรือไม่ก็ควรถูกจัดให้เป็นยาเสพติดไปเลย ซึ่งการตัดสินใจในเรื่องนี้ขึ้นอยู่กับรัฐบาลชุดใหม่ที่จะเข้ามาบริหารประเทศ

สถานการณ์การเมืองไทยยังคงมีความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การติดตามข่าวสารและความคิดเห็นจากนักการเมืองต่างๆ จึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เราเข้าใจถึงทิศทางและนโยบายของประเทศได้ดียิ่งขึ้น การแสดงความเห็นของนายสมศักดิ์ในครั้งนี้ ถือเป็นอีกมุมมองหนึ่งที่น่าสนใจและควรนำมาพิจารณา

  • การกลับมาของนายทักษิณ ชินวัตร
  • นโยบายกัญชาของรัฐบาลใหม่
  • บทบาทของนายสมศักดิ์ เทพสุทิน ในอนาคต

นอกจากนี้นายสมศักดิ์ยังกล่าวว่า การที่ตนเองไม่ได้เข้าร่วมประชุม ครม. ในช่วงที่ผ่านมานั้น เป็นเพราะได้ลาไปปฏิบัติภารกิจที่สำคัญ ไม่ได้ขาดประชุมอย่างที่เป็นข่าวลือแต่อย่างใด ซึ่งเป็นการยืนยันว่าตนเองยังคงปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่เสมอมา

จากความเห็นของนายสมศักดิ์ เราได้เห็นถึงความเชื่อมั่นในเรื่องการกลับมาของนายทักษิณ รวมถึงความเห็นเกี่ยวกับนโยบายกัญชาที่น่าสนใจ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงมุมมองที่หลากหลายในแวดวงการเมืองไทย การติดตามข่าวสารและวิเคราะห์ข้อมูลอย่างรอบด้าน จะช่วยให้เราเข้าใจสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างถูกต้องและแม่นยำยิ่งขึ้น

โดยสรุปแล้ว นายสมศักดิ์ เทพสุทิน ได้ให้ความเห็นในหลายประเด็นที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการกลับมาของนายทักษิณ ชินวัตร นโยบายกัญชา และการทำงานของรัฐบาลชุดใหม่ ซึ่งล้วนเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจจากประชาชนเป็นอย่างมาก

ที่มา – “สมศักดิ์” ไม่กล้าให้คำแนะนำรัฐบาลใหม่ เชื่อ “ทักษิณ” ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะไม่กลับมา

เปิดประวัติ จ.อ.ยศสิงห์ ว่าที่รมว.อุตสาหกรรม

เปิดประวัติ จ.อ.ยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ จากอดีตผู้สมัครนายก อบจ.คณะก้าวหน้า สู่ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ คนสนิท “สุชาติ” จนก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ในครม.อนุทิน ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่น่าจับตามอง

วันที่ 6 กันยายน 2568 มีรายงานว่าโผคณะรัฐมนตรีของนายอนุทิน ชาญวีรกูล มีความชัดเจนแล้วว่าทางกลุ่มของนายสุชาติ ชมกลิ่น ได้ตำแหน่งรัฐมนตรี 3 ที่นั่ง โดยนายสุชาติเองนั่งตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีควบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ขณะที่ จ.อ.ยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ คนสนิทของนายสุชาติ ได้รับโควตารัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นอกจากนี้ยังมีชื่อของนายธนกร วังบุญคงชนะ ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย โดย จ.อ.ยศสิงห์ ถือเป็นรัฐมนตรีใหม่ป้ายแดง และได้รับการผลักดันจากนายสุชาติให้เข้ามารับตำแหน่งรัฐมนตรีอย่างเต็มที่

เปิดประวัติ จ.อ.ยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ

สำหรับประวัติ จ.อ.ยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ เป็นชาวจังหวัดฉะเชิงเทราโดยกำเนิด จบการศึกษาระดับปริญญาโท สาขาการบริหารงานยุติธรรมและสังคม จากมหาวิทยาลัยบูรพา เคยรับราชการในสายสรรพาวุธทหารเรือ ก่อนที่จะลาออกมาเข้าสู่สนามการเมืองครั้งแรกในปี 2544 โดยลงสมัครในระดับท้องถิ่นในตำแหน่งประธานกรรมการบริหาร อบต.บางผึ้ง ก่อนที่จะเปลี่ยนชื่อเป็น นายก อบต.บางผึ้ง จ.ฉะเชิงเทรา และชนะการเลือกตั้งถึง 4 สมัย ครองตำแหน่งรวม 4 สมัย และอีก 3 ปีเต็ม

ในปี 2563 จ.อ.ยศสิงห์ ได้เข้าสู่สนามการเมืองระดับจังหวัด โดยลงสมัครชิงตำแหน่งนายก อบจ.แปดริ้ว ในนามคณะก้าวหน้า แต่พ่ายแพ้ให้กับนายกิตติ เป้าเปี่ยมทรัพย์ อดีตนายก อบจ. 3 สมัย อย่างไรก็ตาม จ.อ.ยศสิงห์ ก็ได้รับคะแนนเสียงไปถึง 132,191 คะแนน และยังสามารถนำทีม ส.อบจ. คณะก้าวหน้า ให้ได้รับการเลือกตั้งถึง 10 คน โดยในการเลือกตั้งครั้งนั้น ช่อ พรรณิการ์ วานิช กรรมการบริหารคณะก้าวหน้า ได้เดินทางไปช่วยหาเสียงด้วยตนเอง

ต่อมาเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2568 คณะรัฐมนตรีรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ได้มีมติเห็นชอบแต่งตั้ง จ.อ.ยศสิงห์ เป็นผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ โดยมีนายสุชาติ ชมกลิ่น ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ในขณะนั้น

ล่าสุด จ.อ.ยศสิงห์ ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ในครม.อนุทิน ชาญวีรกูล โดยได้รับการสนับสนุนจากนายสุชาติ ชมกลิ่น อย่างเต็มที่ เส้นทางการเมืองของ จ.อ.ยศสิงห์ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความสามารถในการปรับตัวที่น่าสนใจ

เส้นทางสู่ตำแหน่งว่าที่รัฐมนตรีของ จ.อ.ยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ

จากประวัติที่กล่าวมาข้างต้น จะเห็นได้ว่า จ.อ.ยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ มีประสบการณ์ที่หลากหลาย ทั้งในด้านการบริหารราชการ การเมืองท้องถิ่น และการเมืองระดับชาติ การได้รับตำแหน่งว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ถือเป็นความท้าทายครั้งใหม่ที่สำคัญ ซึ่งจะต้องใช้ความรู้ความสามารถที่มีอยู่ในการขับเคลื่อนและพัฒนาภาคอุตสาหกรรมของประเทศไทยให้ก้าวหน้าต่อไป การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จึงเป็นที่น่าจับตามองอย่างยิ่งสำหรับอนาคตของภาคอุตสาหกรรมไทย

การก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งรัฐมนตรีของ จ.อ.ยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงในแวดวงการเมืองไทย และความสำคัญของการมีประสบการณ์ที่หลากหลายในการบริหารประเทศ การที่เขาได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งสำคัญนี้ แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการทำงาน และวิสัยทัศน์ที่น่าจะนำพาประเทศไปในทิศทางที่ดีขึ้นได้

การที่บุคคลที่เติบโตมาจากการเมืองท้องถิ่นสามารถก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งระดับประเทศได้นั้น แสดงให้เห็นถึงโอกาสที่เปิดกว้างสำหรับทุกคนที่มีความสามารถและความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาประเทศ การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จึงเป็นแรงบันดาลใจให้กับนักการเมืองรุ่นใหม่ และผู้ที่ต้องการเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศต่อไป

โดยสรุปแล้ว การได้รู้จักกับประวัติของ จ.อ.ยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ ทำให้เราเห็นถึงเส้นทางการเติบโตและความมุ่งมั่นของนักการเมืองคนหนึ่ง ที่พร้อมจะเข้ามาทำหน้าที่ในการพัฒนาประเทศชาติให้เจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้นไป

ที่มา – เปิดประวัติ “จ.อ.ยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ” จากผู้ช่วยรมต. สู่ว่าที่รมว.อุตสาหกรรม ครม.อนุทิน

รังสิมันต์โรม ผิดหวังเพื่อไทย ยื่นศาล รธน. ฟัน “เท้ง”

“รังสิมันต์ โรม” ผิดหวัง “เพื่อไทย” ใช้นิติสงคราม จ่อฟัน “เท้ง ณัฐพงษ์” พ้น สส. อ้าง TOA  เข้าข่ายล้มล้างการปกครอง ทั้งที่ “แพทองธาร” เพิ่งหลุดนายกฯ ควรเข้าใจเรื่องนี้มากกว่าใคร อัด แทนที่จะสร้างฝ่ายค้านที่เข้มแข็ง

วันที่ 6 ก.ย. 2568 นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์กรณีพรรคเพื่อไทยจ่อร้องพรรคประชาชนล้มล้างการปกครอง จากการทำ TOA กับพรรคภูมิใจไทย และโหวตให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี ว่า ตนเองได้เห็นร่างคำร้องศาลรัฐธรรมนูญแล้ว เป็นการร้องให้นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ  สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้าน สิ้นสุดสมาชิกภาพ สส.จากการลงนามใน TOA  เป็นเรื่องที่ตนเองรับไม่ได้ พรรคเพื่อไทยจะอาศัยการตีความมั่ว ๆ การอ้างเรื่องไม่เป็นเรื่องว่าการทำ TOA เป็นการล้มล้างการปกครอง ตนเองคิดว่าความพยายามของพรรคเพื่อไทยในการโยงเรื่องนี้ เป็นเรื่องที่ Nonsense ไร้สาระเป็นอย่างมาก 

ถ้าการกระทำของเราเป็นการกระทำที่ล้มล้างการปกครอง แล้วพรรคเพื่อไทย มีมติรับทุกข้อเสนอของพรรคประชาชน เท่ากับเป็นการรับข้อเสนอที่ล้มล้างการปกครองหรอกหรือ ตนเองคิดว่าสุดท้ายคือ เมื่อเราตัดสินใจทำ TOA กับพรรคภูมิใจไทยแล้วพรรคเพื่อไทยไม่ได้รับ TOA กลายเป็นว่า พยายามที่จะอ้างเรื่องต่าง ๆ เป็นการใส่ร้ายพรรคประชาชน

ในเมื่อวันนี้ทั้งสองพรรคต่างเป็นฝ่ายค้านที่มีเสียงมากที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย เราควรมาช่วยกันคิดว่าจะทำอย่างไรให้ฝ่ายค้านทำหน้าที่อย่างเข้มแข็งภายใต้รัฐบาลเฉพาะกิจเฉพาะกาล แต่กลายเป็นว่าพรรคเพื่อไทยใช้นิติสงคราม ใช้ศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งดูแล้วไม่แตกต่างอะไรกับสิ่งที่นางสาวแพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีโดน 

“พรรคเพื่อไทยที่ควรเข้าใจเรื่องนี้มากกว่าใคร กลายเป็นเอาเรื่องไม่เป็นเรื่องมาโจมตีกัน เป็นเรื่องที่ตนรับไม่ได้ หวังผลที่จะทำร้าย ทำลาย ความเป็นสมาชิกภาพของนายณัฐพงษ์ เป็นสิ่งที่น่าผิดหวัง เพราะพรรคเพื่อไทยควรจะเข้าใจเรื่องเหล่านี้ดีที่สุด”

ผู้สื่อข่าวถามว่าเป็นไปได้ไหมว่าเมื่อเพื่อไทยแพ้ทางการเมืองแล้ว จึงต้องการเอาชนะทางนิติสงครามแทน นายรังสิมันต์ กล่าวว่า ตนเองไม่ได้มองเรื่องการแพ้ชนะทางการเมือง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อวานไม่ใช่แค่การเมืองระหว่างนายชัยเกษม นิติสิริ กับนายอนุทิน แต่คือการเลือกระหว่างนายอนุทินกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หรือตัวเลือกอื่น ๆ เพราะนายชัยเกษมพูดชัดเจนว่าตนเองเป็นแค่ตุ๊กตา นายชัยเกษมบอกใบ้กับสังคมว่าอาจจะมีอัศวินขี่ม้าขาว นายชัยเกษมพูดขนาดที่ว่าเขาแทบไม่ได้รับการติดต่อจากพรรคเพื่อไทยเลย

นายชัยเกษมยังไม่แม้แต่จะไว้ใจพรรคเพื่อไทย คำถามคือจะให้เราไว้วางใจแล้วทำ TOA กับพรรคเพื่อไทยได้อย่างไร ยิ่งไปกว่านั้นหากเราดูเรื่องเทคนิควิธีการเหมือนตอนเลือกนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ สภาฯ ให้เสนอชื่อได้แค่ครั้งเดียว หากเมื่อวานทั้งนายชัยเกษมและนายอนุทินไม่เข้า ทั้งสองคนนี้จะไม่สามารถถูกเสนอชื่อเป็นแคนดิเดตได้ซ้ำอีก จะเหลือแคนดิเดตอีก 3 คน คือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค และนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ถามง่าย ๆ 3 คนนี้ใครจะมีโอกาสเป็นนายกฯ มากที่สุด ตนเองเชื่อว่ามีโอกาสที่จะมีขบวนการบางอย่างดึง พล.อ.ประยุทธ์ กลับมามีอำนาจอีกครั้ง

นายรังสิมันต์ ยืนยันว่า พรรคประชาชน เราไม่สามารถยอมรับการกลับเข้าสู่อำนาจอีกครั้งของ พล.อ.ประยุทธ์ ด้วยการบริหารงานที่ล้มเหลว ละเมิดสิทธิมนุษยชน และสร้างความเสียหายในอดีตไว้มากมาย เราจึงจะไม่ปล่อยให้เกิดนายกฯ คนนอก หรืออำนาจนอกระบบครอบงำ  เราจึงจำเป็นต้องทำในสิ่งที่ต้องทำ เราหวังว่าในเวลาอีก 4 เดือน รัฐบาลภูมิใจไทยต้องรักษาสัญญา เพราะ TOA ที่เกิดขึ้น ไม่ได้เป็นสัญญาระหว่างพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชนเท่านั้น แต่ทุกอย่างถูกวางบนโต๊ะ หากมีการละเมิด TOA ถือเป็นการตระบัดสัตย์ต่อพี่น้องประชาชน

รังสิมันต์โรม ผิดหวังเพื่อไทย ยื่นศาล รธน. ฟัน “เท้ง”

จุดยืนของรังสิมันต์โรม กรณีเพื่อไทยยื่นศาล รธน. ฟัน “เท้ง”

จากกรณีที่พรรคเพื่อไทยยื่นศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาการสิ้นสุดสมาชิกภาพ สส. ของนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ จากพรรคประชาชน ทำให้นายรังสิมันต์ โรม ออกมาแสดงความผิดหวังอย่างชัดเจน โดยมองว่าเป็นการใช้นิติสงครามที่ไม่เป็นธรรม

รังสิมันต์โรม ผิดหวังเพื่อไทย ที่หันมาใช้วิธีการทางกฎหมายเพื่อจัดการกับฝ่ายค้าน โดยอ้างเหตุผลเรื่องการทำ TOA กับพรรคภูมิใจไทย ซึ่งเขาเห็นว่าเป็นเรื่องที่ไร้สาระและไม่สมเหตุสมผล

สถานการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความขัดแย้งที่เกิดขึ้นภายในขั้วการเมือง และอาจส่งผลกระทบต่อการทำงานร่วมกันในอนาคต การที่พรรคเพื่อไทยซึ่งเคยได้รับผลกระทบจากการใช้อำนาจศาล กลับมาใช้วิธีการเดียวกัน ทำให้เกิดคำถามถึงความจริงใจในการสร้างประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง

การที่นายรังสิมันต์ โรมออกมาวิพากษ์วิจารณ์พรรคเพื่อไทยอย่างตรงไปตรงมา สะท้อนให้เห็นถึงความไม่พอใจต่อวิธีการทางการเมืองที่เกิดขึ้น และอาจเป็นสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในอนาคต.

ที่มา – “โรม” ผิดหวัง เพื่อไทยยื่นศาล รธน. ฟัน “เท้ง” อ้าง TOA ล้มล้างการปกครอง

LINE MAN Wongnai หนุน “คนละครึ่ง” กระตุ้นเศรษฐกิจ

โครงการคนละครึ่งอาจหวนคืนมาอีกครั้ง! LINE MAN Wongnai ขานรับนโยบาย สนับสนุนรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล ฟื้นโครงการเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากอย่างจริงจัง พร้อมเสนอข้อมูลร้านค้าอัปเดตล่าสุดเพื่อสนับสนุนการดำเนินโครงการให้รวดเร็วยิ่งขึ้น

นายยอด ชินสุภัคกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร LINE MAN Wongnai ได้แสดงความเห็นผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว สนับสนุนข้อเสนอของสมาคมภัตตาคารไทยที่เรียกร้องให้รัฐบาลใหม่นำโครงการคนละครึ่งกลับมาใช้อีกครั้ง โดยมองว่าเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อร้านอาหารไทยที่กำลังเผชิญกับยอดขายที่ลดลงอย่างมาก

นายยอด ชินสุภัคกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร LINE MAN Wongnai
นายยอด ชินสุภัคกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร LINE MAN Wongnai

จากสถิติของ LINE MAN Wongnai พบว่ายอดขายเฉลี่ยของร้านอาหารทั่วประเทศลดลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี โดยเฉพาะไตรมาสที่ 2 ซึ่งลดลงถึง 14% หากพิจารณาตามพื้นที่:

  • กรุงเทพมหานคร: ยอดขายลดลง 16%
  • ย่านธุรกิจใจกลางเมือง (CBD): ยอดขายลดลง 19%
  • พื้นที่ยอดนิยมอย่างบรรทัดทอง: ยอดขายลดลงถึง 35%

“ในฐานะที่เราเคยร่วมโครงการคนละครึ่งในอดีต ผมเชื่อมั่นว่าเป็นนโยบายที่กระตุ้นเศรษฐกิจได้จริง ยอดขายของร้านขนาดเล็กเพิ่มขึ้น 1.7-4 เท่าในช่วงนั้น และยอดขายเดลิเวอรี่เติบโตเฉลี่ย 2.5 เท่าเมื่อเทียบกับช่วงก่อนโครงการ” นายยอดกล่าว

กระแสตอบรับจากประชาชนในโซเชียลมีเดียยังสนับสนุนให้มีการนำโครงการนี้กลับมาใช้ เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพในปัจจุบัน

LINE MAN Wongnai หนุนรัฐบาลอนุทิน ฟื้น “คนละครึ่ง” กระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากได้จริง

ทำไมโครงการ “คนละครึ่ง” ถึงมีประสิทธิภาพ?

นายยอดได้อธิบายถึงข้อดีของโครงการลักษณะ Co-payment ดังนี้:

  1. สนับสนุนธุรกิจขนาดเล็ก (SMBs): เป็นการสร้างกำลังใจและแรงผลักดันให้ผู้ประกอบการที่พยายามช่วยเหลือตนเอง ทำให้ธุรกิจมีความคล่องตัวและสามารถดำเนินต่อไปได้ในระยะยาว
  2. ลดโอกาสการทุจริต: การที่ผู้ซื้อต้องร่วมจ่ายค่าสินค้าครึ่งหนึ่ง และร้านค้าต้องลงทะเบียนอย่างถูกต้อง ทำให้การทุจริตทำได้ยากกว่าโครงการอื่นๆ
  3. สร้างการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน: การจำกัดวงเงินใช้จ่ายต่อวัน (เช่น 150 บาทในอดีต) ช่วยสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจฐานรากอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ มากกว่าการให้เงินช่วยเหลือแบบครั้งเดียว

“หากรัฐบาลมีระยะเวลาจำกัดเพียง 4 เดือนก่อนยุบสภา การนำระบบไอทีเดิมที่เคยใช้งานแล้วกลับมาใช้ จะเป็นทางออกที่รวดเร็วที่สุด การตรวจสอบร้านค้าที่อาจมีการเปลี่ยนแปลงในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา สามารถใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยได้” นายยอดกล่าว

“LINE MAN Wongnai มีข้อมูลร้านอาหารที่อัปเดตเป็นปัจจุบัน พร้อมสนับสนุนข้อมูลทั้งหมดให้รัฐบาล เพื่อลดขั้นตอนการยืนยันตัวตนใหม่ของร้านค้า และให้โครงการคนละครึ่งเกิดขึ้นได้รวดเร็วยิ่งขึ้น”

การกลับมาของโครงการคนละครึ่งถือเป็นความหวังของผู้ประกอบการรายย่อยและประชาชนทั่วไป การสนับสนุนจากภาคเอกชนอย่าง LINE MAN Wongnai จะช่วยให้โครงการนี้เกิดขึ้นได้จริงและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เราหวังว่ารัฐบาลจะพิจารณาข้อเสนอแนะนี้เพื่อบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจและส่งเสริมการเติบโตอย่างยั่งยืน

ที่มา – LINE MAN Wongnai หนุนรัฐบาลอนุทิน ฟื้น “คนละครึ่ง” กระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากได้จริง

Scroll to top