อภิปรายไม่ไว้วางใจ

เพื่อไทยพร้อมยื่นซักฟอก มั่นใจคะแนนนิยมกลับมา

เพื่อไทยพร้อมยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล เล็งจับนายกฯ ขึ้นบัญชีซักฟอก รอพิสูจน์คำพูดพรรคประชาชนจะตรงกับการกระทำหรือไม่ มั่นใจคะแนนนิยมพรรคกลับมา หลังยกเครื่องและเปิดหน้าแคนดิเดตนายกฯ

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 16 พฤศจิกายน 2568 นายศึกษิษฏ์ ศรีจอมขวัญ โฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงถึงความพร้อมพรรคเพื่อไทยในการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ว่า อยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูลต่างๆ เพื่อเตรียมความพร้อมรอเปิดสมัยประชุมรัฐสภา โดยพรรคเพื่อไทยมีความพร้อมแน่นอน ขณะนี้กำลังรวบรวมรายชื่อในพรรค และจะพูดคุยกับพรรคร่วมฝ่ายค้านอื่นๆ ส่วนจะยื่นอภิปรายใครบ้างนั้น อย่างน้อยๆ นายกรัฐมนตรีในฐานะผู้นำสูงสุดต้องมีความรับผิดชอบสูงสุดอยู่แล้ว ส่วนรัฐมนตรีคนอื่นรอดูตามความเหมาะสม

ในคำถามเสียงของฝ่ายค้านเพียงพอที่จะล้มรัฐบาลได้หรือไม่นั้น โฆษกพรรคเพื่อไทย ระบุว่า ถ้านับดูตัวเลขแล้วเพียงพอ แต่ต้องรอดูสัญญาณหลายด้าน ข้อมูลเชิงประจักษ์ที่พรรคเพื่อไทยและพรรคร่วมฝ่ายค้านสื่อสารไป เห็นค่อนข้างชัดว่ารัฐบาลนี้บริหารผิดพลาดจริงๆ แต่ในจุดนั้นรอดูความชัดเจนและความจริงใจของพรรคร่วมฝ่ายค้านว่าจะร่วมมือหรือไม่ ไม่ใช่แค่พรรคเพื่อไทยที่พูดว่ารัฐบาลบริหารงานผิดพลาด หลายพรรคร่วมฝ่ายค้านก็สื่อสารในหลายเรื่อง เช่น ปัญหาคอลเซ็นเตอร์ เรื่องเงินสีเทา เมื่อถึงเวลาโหวตก็รอดูว่าพรรคนั้นเวลาพูดอย่าง เวลาทำในสภาฯ จะเป็นอย่างไร

เมื่อถามว่าได้พูดคุยกับพรรคประชาชนเรื่องการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจแล้วหรือยัง นายศึกษิษฏ์ ตอบว่า เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2568 นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย คุยนอกรอบไปแล้ว แนวทางน่าจะเห็นตรงกัน ทุกพรรคร่วมฝ่ายค้านสื่อสารตรงกันหมดว่ารัฐบาลบริหารจัดการผิดพลาดอย่างไร ทุกพรรคมีข้อมูลแน่นอยู่แล้ว แต่จะประสานงานอย่างไรให้การดำเนินงานในสภาฯ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

ทางด้านคำถามว่า มองอย่างไรที่พรรคประชาชนแบ่งรับแบ่งสู้กับรัฐบาลพรรคภูมิใจไทย นายศึกษิษฏ์ ตอบว่า เป็นการแสดงความจริงใจของพรรคประชาชน สส.พรรคประชาชน สื่อสารชัดเจนรัฐบาลทำงานผิดพลาด บุคลากรและรัฐมนตรีหลายคนเกี่ยวโยงกับทุนสีเทาอย่างไร ต้องรอดูเมื่อพูดออกมาแล้ว การกระทำจะทำตามสิ่งที่พูดหรือไม่

ในตอนท้าย นายศึกษิษฏ์ ยังกล่าวถึงโพลสำรวจความนิยมของความนิยมที่พรรคเพื่อไทย มีคะแนนตามพรรคประชาชนในภาคอีสาน ภาคกลาง ว่า ที่ผ่านมาพรรคเพื่อไทยแถลงทั้งการยกเครื่องพรรค การสื่อสารของพรรค การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างภายในพรรค และที่สำคัญตัวนโยบายและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค ยืนยันว่าหากมีการเปิดตัวทั้งสองเรื่องดังกล่าวนี้ เชื่อมั่นของประชาชนต่อพรรคกลับคืนมาอีกครั้งแน่นอน.

เพื่อไทยพร้อมยื่นซักฟอก มั่นใจคะแนนนิยมกลับมา

สถานการณ์ทางการเมืองไทยกำลังเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ พรรคเพื่อไทยแสดงความพร้อมอย่างเต็มที่ในการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล โดยเล็งเป้าไปที่นายกรัฐมนตรีในฐานะผู้นำสูงสุด พวกเขาพร้อมจะพิสูจน์ว่าสิ่งที่พรรคประชาชนพูดนั้นจะสอดคล้องกับการกระทำจริงหรือไม่ การยื่นซักฟอกครั้งนี้ถือเป็นความพยายามครั้งสำคัญของพรรคเพื่อไทยในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล

นอกจากนี้ พรรคเพื่อไทยยังมั่นใจว่าคะแนนนิยมของพรรคจะกลับมาอีกครั้ง หลังจากที่มีการปรับปรุงโครงสร้างภายในพรรค และเปิดตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ การปรับปรุงพรรคและการนำเสนอนโยบายใหม่ๆ จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนได้อีกครั้ง

ปัจจัยที่ทำให้เพื่อไทยมั่นใจว่าคะแนนนิยมจะกลับมา

  • การยกเครื่องพรรค: การปรับปรุงโครงสร้างและกระบวนการภายในพรรค
  • การสื่อสารที่ชัดเจน: การสื่อสารนโยบายและจุดยืนของพรรคไปยังประชาชน
  • การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างภายใน: การปรับบทบาทและหน้าที่ของสมาชิกพรรค
  • นโยบายที่โดนใจ: การนำเสนอนโยบายที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชน
  • แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี: การเปิดตัวผู้ที่เหมาะสมที่จะเป็นผู้นำประเทศ

ความพร้อมในการยื่นซักฟอกครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของพรรคเพื่อไทยในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล และสร้างความโปร่งใสในการบริหารประเทศ การอภิปรายไม่ไว้วางใจถือเป็นกลไกสำคัญในระบบรัฐสภา ที่เปิดโอกาสให้ฝ่ายค้านได้แสดงความเห็นและตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างละเอียด

พรรคเพื่อไทยหวังว่าการยื่นซักฟอกครั้งนี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นในประเทศ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่าพรรคเพื่อไทยพร้อมที่จะเป็นทางเลือกในการนำพาประเทศไปสู่อนาคตที่ดีกว่า การดำเนินการครั้งนี้จะช่วยให้ เพื่อไทยพร้อมยื่นซักฟอก มั่นใจคะแนนนิยมกลับมา อย่างแน่นอน นอกจากนี้พรรคเพื่อไทยยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการทำงานร่วมกันกับพรรคร่วมฝ่ายค้านอื่นๆ เพื่อให้การอภิปรายเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

การที่พรรคการเมืองต่างๆ ร่วมมือกันตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความโปร่งใสและความรับผิดชอบ หากทุกฝ่ายร่วมมือกันอย่างจริงจัง จะทำให้การบริหารประเทศเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง หาก เพื่อไทยพร้อมยื่นซักฟอก มั่นใจคะแนนนิยมกลับมา จะสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับประเทศได้

การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในพรรคเพื่อไทย ไม่ว่าจะเป็นการปรับปรุงโครงสร้าง การสื่อสาร หรือการนำเสนอนโยบายใหม่ๆ ล้วนมีเป้าหมายเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน และแสดงให้เห็นว่าพรรคพร้อมที่จะเป็นผู้นำในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ของประเทศ ดังนั้น หากประชาชนให้โอกาส พรรคเพื่อไทยก็พร้อมที่จะพิสูจน์ตัวเอง

ท้ายที่สุดแล้ว การตัดสินใจว่าจะให้ความไว้วางใจใครเป็นเรื่องของประชาชน พรรคเพื่อไทยเพียงแต่ต้องแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความสามารถในการบริหารประเทศ เพื่อให้ประชาชนมั่นใจว่าพรรคเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด เพื่อไทยพร้อมยื่นซักฟอก มั่นใจคะแนนนิยมกลับมา และพร้อมที่จะทำงานเพื่อประชาชนอย่างเต็มที่

การเมืองไทยในอนาคตจะเป็นอย่างไรนั้นขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของประชาชน แต่พรรคเพื่อไทยก็พร้อมที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างอนาคตที่ดีกว่าสำหรับทุกคน

ที่มา – เพื่อไทยพร้อมยื่นซักฟอก มั่นใจคะแนนนิยมกลับมาหลังยกเครื่อง-เปิดหน้าแคนดิเดตนายกฯ

ชนินทร์ยัน! เพื่อไทยอภิปรายไม่ไว้วางใจ “นายกฯ” แน่

“ชนินทร์” ยัน พรรคเพื่อไทย พร้อมยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจในเวลาเหมาะสม มี “นายกฯ” แน่นอน ชี้ รัฐบาลทำผิดพลาดหลายเรื่อง ลั่น ไม่มีฮั้วกับภูมิใจไทย

วันที่ 9 พฤศจิกายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัว ว่า พรรคเพื่อไทยทยอยเปิดเหตุผลที่เราไม่สามารถไว้วางใจรัฐบาลชุดนี้ อาทิ แต่งตั้งโยกย้ายเพื่อประโยชน์ส่วนตัว, ปัดเป่าคดีพวกพ้อง, บริหารจัดการน้ำล้มเหลว, ใช้งบ 4,000 ล้าน อุ้ม Moto GP ไม่คุ้มค่า, ไม่จริงจังแก้ปัญหาสแกมเมอร์, มุบมิบเซ็น MOU แร่หายาก, เสี่ยงทำไทยเสียดินแดน และอีกมากมายที่เตรียมเปิดต่อ ถ้าเรื่องทั้งหมดนี้ไม่ผิดถึงขั้นต้องอภิปรายไม่ไว้วางใจ ก็ไม่รู้จะพูดอย่างไรแล้ว

นายชนินทร์ ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมว่า ขณะนี้พรรคเพื่อไทยอยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูล และต้องดูหลายปัจจัยว่าจะยื่นวันไหน เพราะมีประเด็นเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญที่อยากให้เดินหน้าเต็มที่ เมื่อถามว่าพรรคเพื่อไทยจะยื่นอภิปรายหรือไม่ นายชนินทร์ ตอบว่า การยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็นกลไกตรวจสอบรัฐบาล ที่ผ่านมาเราเห็นความผิดพลาดหลายเรื่องที่รัฐบาลทำแล้ว เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมเรายื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจแน่นอน ซึ่งใช้เสียง สส. 1 ใน 5 หรือขั้นต่ำ 100 สส. พรรคเพื่อไทยมีเพียงพอ ส่วนจะเป็นประเด็นไหนช่วงไหนต้องพิจารณาอีกครั้ง พร้อมยืนยันเราไม่มีการฮั้วกับภูมิใจไทยเพื่อหลีกเลี่ยงการซักฟอกแน่นอน ถ้าจะสงสัยให้สงสัยไปที่พรรคประชาชนมากกว่า เพราะมีกระแสข่าวว่ายื่นอภิปรายเป็นรายบุคคลโดยเว้นนายกรัฐมนตรี แต่ของเรามีการซักฟอกไปที่ตัวนายกรัฐมนตรีแน่นอน.

ชนินทร์ยัน! เพื่อไทยอภิปรายไม่ไว้วางใจ “นายกฯ” แน่

จากกรณีดังกล่าว ทำให้เกิดคำถามตามมามากมายถึงความชอบธรรมในการบริหารงานของรัฐบาลชุดปัจจุบัน และความพร้อมของพรรคเพื่อไทยในการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลในระบอบประชาธิปไตย การที่พรรคเพื่อไทยออกมาประกาศชัดเจนเช่นนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างตรงไปตรงมา และพร้อมที่จะนำเสนอข้อมูลความผิดพลาดต่างๆ ที่เกิดขึ้นให้ประชาชนได้รับทราบ

ทำไมเพื่อไทยถึงเตรียมอภิปรายไม่ไว้วางใจ “นายกฯ”

เหตุผลหลักที่พรรคเพื่อไทยยกขึ้นมาเพื่อเตรียมอภิปรายไม่ไว้วางใจ “นายกฯ” นั้น มีหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการแต่งตั้งโยกย้ายเพื่อประโยชน์ส่วนตัว การปัดเป่าคดีพวกพ้อง การบริหารจัดการน้ำที่ล้มเหลว การใช้งบประมาณที่ไม่คุ้มค่า รวมถึงประเด็นอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งทางพรรคเพื่อไทยมองว่าสิ่งเหล่านี้เป็นความผิดพลาดที่ร้ายแรง และสมควรที่จะต้องมีการตรวจสอบและดำเนินการแก้ไขอย่างเร่งด่วน

นอกจากนี้ การที่พรรคเพื่อไทยออกมาอภิปรายไม่ไว้วางใจ “นายกฯ” ยังเป็นการส่งสัญญาณไปยังรัฐบาลว่า พรรคฝ่ายค้านจะจับตาดูการทำงานของรัฐบาลอย่างใกล้ชิด และพร้อมที่จะตรวจสอบทุกการกระทำที่ไม่โปร่งใสหรือไม่เป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล การอภิปรายไม่ไว้วางใจจึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยสร้างความโปร่งใสและตรวจสอบได้ในการบริหารราชการแผ่นดิน

อย่างไรก็ตาม การอภิปรายไม่ไว้วางใจ “นายกฯ” ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องใช้เสียงสนับสนุนจาก สส. จำนวนมากพอสมควร ซึ่งพรรคเพื่อไทยจะต้องรวบรวมเสียงให้ได้ตามจำนวนที่กำหนด เพื่อให้การอภิปรายไม่ไว้วางใจสามารถเกิดขึ้นได้จริง และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นในการบริหารประเทศ

  • การเตรียมความพร้อมของพรรคเพื่อไทย: พรรคเพื่อไทยกำลังรวบรวมข้อมูลและหลักฐานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับความผิดพลาดของรัฐบาล เพื่อนำมาใช้ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ
  • ประเด็นสำคัญในการอภิปราย: ประเด็นสำคัญที่จะถูกหยิบยกมาอภิปราย ได้แก่ การทุจริตคอร์รัปชัน การบริหารงานที่ผิดพลาด และการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่
  • เป้าหมายของการอภิปราย: เป้าหมายหลักของการอภิปรายคือการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล และนำไปสู่การแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น

อนาคตทางการเมืองของประเทศไทยจะเป็นอย่างไรต่อไป ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของประชาชนและการทำงานของนักการเมืองทุกคน การอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็นเพียงหนึ่งในกระบวนการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการที่ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบและแสดงความคิดเห็น เพื่อให้การเมืองไทยเป็นไปในทิศทางที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม

ที่มา – “ชนินทร์” ยันเพื่อไทยอภิปรายไม่ไว้วางใจ “นายกฯ” แน่ ชี้ รัฐบาลผิดพลาดหลายเรื่อง

“ไหม” ใจชื้น! โพล “ณัฐพงษ์” นำ “อนุทิน”

“ศิริกัญญา” ใจชื้น โพล “ณัฐพงษ์” นำ “อนุทิน” ยัน ตรวจสอบพรรคกล้าธรรมไม่ได้ทำเพื่อคะแนนเสียง ชี้ ยังไม่พบข้อมูลร้ายแรงสุดๆ ซักฟอกรัฐบาลภูมิใจไทย ให้เวลาแก้ปมคอลเซ็นเตอร์-สแกมเมอร์ ชี้ คนละครึ่งพลัส ตอบโจทย์แค่ระยะสั้น

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 9 พฤศจิกายน 2568 น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถึงกรณีนิด้าโพล เปิดเผยผลสำรวจกระแสการเมืองภาคเหนือ ซึ่งยังไม่มีพรรคการเมือง และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีคนใดได้อันดับหนึ่ง แต่คะแนน นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน นำนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ว่า จากผลสำรวจก็ใจชื้นขึ้นมา เพราะแม้ว่าคะแนนสูงสุดจะยังไม่ตัดสินใจเลือกใคร แต่ทั้งพรรคประชาชน และแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคประชาชน ยังนำเป็นอันดับหนึ่ง คงต้องเก็บเป็นข้อมูลเพื่อนำไปวิเคราะห์ยุทธศาสตร์ในการเลือกตั้งต่อไป

สำหรับยุทธศาสตร์การหาเสียงของพรรคนั้น จะมีการเปิดตัวฝ่ายบริหารในคณะรัฐมนตรี (ครม.) ตำแหน่งบริหารสำคัญๆ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน ส่วนการเปิดตัวแคนดิเดตนายกฯ กระบวนการทาบทามเดินหน้าอย่างเต็มที่ และมีการตอบรับมาหลายคนแล้ว ซึ่งแคนดิเดตนายกฯ ตนว่าจะต้องมีนายณัฐพงษ์ หัวหน้าพรรคประชาชนเป็นเบอร์ 1 แต่สถานการณ์ที่ผ่านมาเพื่อป้องกันอุบัติเหตุทางการเมืองที่เกิดขึ้น เบอร์ 2 และเบอร์ 3 อาจจะยังไม่ได้รีบร้อนในการตัดสินใจ พร้อมเผยว่าได้บุคคลที่จะมาลงสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครแล้ว รอเปิดตัวสิ้นเดือนนี้

เมื่อถามว่าช่วงนี้โจมตีพรรคกล้าธรรมเป็นพิเศษ เป็นยุทธศาสตร์ในการวางเพื่อหาเสียงหรือไม่ น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า จริงๆ ต้องแยกกัน การที่พรรคประชาชนพุ่งเป้าไปที่ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในช่วงนี้ เป็นเรื่องการตรวจสอบรัฐบาล ยังไม่ได้เริ่มเป็นยุทธศาสตร์การเลือกตั้ง ถ้าวิเคราะห์กันดีๆ ฐานเสียงที่จะเลือกพรรคกล้าธรรมหรือพรรคประชาชนอาจไม่ได้ทับซ้อนกันขนาดนั้น เป็นกระบวนการตรวจสอบตามปกติที่ฝ่ายค้านพึงกระทำ ไม่ได้มีการพุ่งเป้าเป็นพิเศษ แต่ช่วงนี้โจทย์ใหญ่ของประเทศคือเรื่องการปราบปรามสแกมเมอร์ ดังนั้น รัฐมนตรีที่เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องพัวพันก็จะได้รับความสนใจเป็นพิเศษจากพรรคประชาชน ไม่ได้มีเจตนาที่จะเป็นเรื่องเกมการเมือง เพื่อการเลือกตั้งเลย

ในประเด็นมีการไปยื่นยุบพรรคประชาชนจากกรณีคุณสมบัติผู้ช่วย สส. ถือว่าเป็นหมัดสวนจากพรรคกล้าธรรมหรือไม่ น.ส.ศิริกัญญา ระบุว่า ไม่ได้มีความกังวลอะไร คิดว่าเรื่องข้อมูล ข้อเท็จจริง เราสามารถชี้แจงได้

ขณะเดียวกัน น.ส.ศิริกัญญา ยังให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ว่า ทุกวันนี้เราก็ทำหน้าที่ในการตรวจสอบทุกวัน โดยไม่ต้องรอให้มีการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ และเราคิดว่าการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ เป็นเครื่องมือสำคัญใช้ในการกำกับพรรคภูมิใจไทยให้ปฏิบัติตาม MOA แต่ไม่ปฏิเสธว่า ถ้ามีเรื่องร้ายแรงที่เราไม่สามารถให้รัฐบาลของพรรคภูมิใจไทย ซึ่งเป็นแกนนำบริหารประเทศต่อไปได้อีกแม้แต่วันเดียว เราไม่ลังเลใจที่จะยื่นแน่นอน แม้จะเท่ากับว่า MOA จะสูญเปล่า แต่จนถึงทุกวันนี้เรายังไม่พบข้อมูลที่คิดว่าร้ายแรงสุดๆ จริงๆ ที่เราอยากกระทุ้งให้รัฐบาลแก้ไขเปลี่ยนแปลง หรือทำอะไรบางอย่าง เราได้พยายามผลักดันในทุกวิถีทางด้วยกลไกที่เรามีอยู่แล้ว ถ้าจะมีพรรคฝ่ายค้านที่มีเสียงร่วมกันเกิน 1 ใน 5 ของสมาชิกสภา ไปยื่นเราคงห้ามไม่ได้ เป็นสิทธิ์ของเขา แต่ในฐานะที่เป็นพรรคร่วมฝ่ายค้านเหมือนกัน ก็คงต้องมาคุยกันว่าจะยื่นเมื่อไหร่

ผู้สื่อข่าวถามต่อถึงเรื่องทุนเทาที่มีการเปิดประเด็นออกมา ยังไม่ร้ายแรงอีกใช่หรือไม่ น.ส.ศิริกัญญา ตอบว่า ต้องรอรีแอ็กชัน ว่ารัฐบาลจะมีการปฏิบัติอย่างไรในเรื่องนี้ ซึ่งเรายังให้เวลาว่าจะแก้ไขอย่างไรต่อไป จะมีการปลดหรือเปลี่ยนตัวรัฐมนตรีที่เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องพัวพันหรือไม่ หรือมีข้อมูลข้อเท็จจริงอะไรที่นำมาใช้เป็นเบาะแสในการแก้ไขปัญหาคอลเซ็นเตอร์ สแกมเมอร์ เราก็ยินดีรอว่ามีการกระทำอะไรเกิดขึ้น ในส่วนอื่นๆ เราคิดว่าแอ็กชันของรัฐบาลเรื่องการแก้ไขปัญหาคอลเซ็นเตอร์และสแกมเมอร์ ก็เป็นไปตามแนวทางที่พรรคประชาชนได้นำเสนอต่อประชาชน แม้จะช้าไปหน่อย ทั้งในการประกาศตัวว่าจะเป็นเจ้าภาพและประกาศสงคราม รวมถึงตั้งคณะกรรมการต่างๆ ขึ้นมา เราก็ยังเห็นว่าค่อนข้างช้า ต้องกระทุ้งรัฐบาลต่อไปให้แก้ไขปัญหาเรื่องนี้ให้กระจ่างแจ้ง ไม่ใช่แค่ปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน แต่น่าจะเป็นการร่วมมือต่อต้านการค้ามนุษย์ในสมัยใหม่ รวมถึงแสวงหาความร่วมมือกับนานาชาติที่เจอปัญหาเดียวกับประเทศไทย

เมื่อถามอีกว่าจะให้เวลารัฐบาลถึงเมื่อไหร่ เพราะเหลือเวลาอีกไม่มาก น.ส.ศิริกัญญา เผยว่า จริงๆ แล้วรัฐบาลก็พยายามทำตามมาเรื่อยๆ แต่ในท้ายที่สุดคงจะมีจุดสำคัญ ที่ถ้าข้ามจุดนี้ไปแล้วยังแก้ไม่ได้ก็คงจะเป็นปัญหา ตอนนี้เรายังติดตามอยู่ว่ากระบวนการต่างๆ เป็นไปได้อย่างสมบูรณ์ รอบคอบ รัดกุมหรือไม่ คงต้องให้เวลากับรัฐบาลในเรื่องนี้

จากนั้น น.ส.ศิริกัญญา เข้าร่วมงานเสวนา หัวข้อ “นโยบายทางเศรษฐกิจทิศทางการขับเคลื่อนประเทศไทย” ซึ่งเป็นเวทีที่นิสิตระดับปริญญาเอก คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดขึ้น โดยได้บรรยายตอนหนึ่ง ว่า นโยบายของทุกรัฐบาลส่วนใหญ่ก็จะกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อตอบโจทย์ระยะสั้นท่าเดียว แต่จะทำแต่ระยะสั้นโดยไม่วางรากฐานไปสู่ระยะยาวก็ไม่ได้ พร้อมย้ำว่าโครงการนโยบายคนละครึ่งพลัส ไม่ตอบโจทย์ในการกระตุ้น GDP เพราะตัวโครงการนี้ เราแค่เปลี่ยนที่ใช้เงิน แต่ไม่ได้ควักกระเป๋าสตางค์เพิ่ม แค่เปลี่ยนร้านใช้ ซึ่งโครงการนี้ช่วยกระตุ้นยอดขายให้กับร้านขนาดเล็ก ขนาดย่อยได้ดี รวมถึงช่วยลดค่าครองชีพ และเราก็สนับสนุน เพราะเมื่อเงินเฟ้อแล้วมันไม่ลง

“ดังนั้น โครงการนี้ไม่ได้กระตุ้นเศรษฐกิจแน่นอน ตอบโจทย์บางโจทย์ ไม่ได้ตอบทุกโจทย์ เราเห็นด้วย เราไม่เคยบ่นเรื่องคนละครึ่งเลย แต่ที่เราบ่นเพราะเขาแอบไปเติมเงินให้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยเป็นงบประมาณของปี 2568 เราก็บ่นอยู่แล้วว่าปี 2568 มันขาดดุลมหาศาลอยู่แล้ว ถ้าจะประหยัดอะไรได้ก็ควรจะประหยัด”

ทั้งนี้ ในช่วงตอบคำถาม มีนิสิตถามว่าทำอย่างไรให้รัฐบาลโปร่งใส สร้างความเชื่อมั่นให้สังคม มีวิธีการอย่างไรลดคอร์รัปชัน น.ส.ศิริกัญญา ตอบว่า เวลาที่เราบอกว่าตรวจสอบ สส. ต้องเป็นคนตรวจสอบ สส. 500 คน ก็มีดวงตา 500 คู่ในการจับจ้องตรวจสอบ แต่ถ้าเมื่อไหร่มีการเปิดข้อมูลแบบ OPEN DATA จะมีตาอีกเป็นล้านคู่ที่ช่วยตรวจสอบ ทางนิสิตถามอีกว่า หากนักการเมืองในพรรคเป็นคนที่มีอรรถประโยชน์ต่อพรรคมากๆ แต่เขาทุจริตรับสินบน มีความเห็นอย่างไร และเราควรจะดำเนินการอย่างไร น.ส.ศิริกัญญา ตอบกลับว่า ถ้ามีใครทำผิดก็ต้องกล้าฟัน อรรถประโยชน์นิยมคือของส่วนรวมไม่ใช่ของพรรค ดังนั้น ต้องฟันให้เห็น ถ้าเรากล้าที่จะดำเนินคดีกับรัฐมนตรีของเราเอง ถ้าปรากฏว่ามีการคอร์รัปชัน เราคิดว่าน่าจะเป็นแบบแผนที่ดี เป็นกรณีตัวอย่างที่ดีได้เลย

“หนึ่งในส่วนประกอบของ MOA ถ้าหากเราต้องเป็นร่วมรัฐบาลแบบไม่ใช่พรรคเดียวรอบหน้า หนึ่งในเกณฑ์ที่จะต้องจัดการคือถ้ามีรัฐมนตรีถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวกับคอร์รัปชัน ป.ป.ช. ชี้มูลแล้ว ต้องลาออกสถานเดียว บอกไว้ตั้งแต่ต้นว่านี่คือวิธีการทำงานของพรรคประชาชน ใครก็ตามถ้าอยากเป็นรัฐมนตรีร่วมกับรัฐบาลเรา ถ้ามีคดีทุจริตที่ชี้มูลแล้วลาออกสถานเดียวเท่านั้น”

“ไหม” ใจชื้น โพล “ณัฐพงษ์” นำ “อนุทิน”

“ศิริกัญญา” ใจชื้น! โพล “ณัฐพงษ์” นำ “อนุทิน” จริงหรือไม่?

จากบทสัมภาษณ์ของ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ทำให้เห็นถึงความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่น่าสนใจ โดยเฉพาะประเด็นที่ว่า “ไหม” ใจชื้น โพล “ณัฐพงษ์” นำ “อนุทิน” นั้น เป็นสัญญาณบ่งบอกถึงอะไรในการเลือกตั้งครั้งหน้า?

สถานการณ์ทางการเมืองยังคงมีความผันผวน และผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเป็นเพียงส่วนหนึ่งที่สะท้อนภาพรวมเท่านั้น การวางแผนและปรับกลยุทธ์ของแต่ละพรรคจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะชี้วัดผลสำเร็จในการเลือกตั้งที่จะมาถึง

การออกมาให้สัมภาษณ์ของ น.ส.ศิริกัญญา ยังแสดงให้เห็นถึงจุดยืนของพรรคประชาชนในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นการแก้ไขปัญหาคอลเซ็นเตอร์และสแกมเมอร์ ซึ่งเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้าง

นอกจากนี้ นโยบายทางเศรษฐกิจและการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันยังคงเป็นประเด็นที่พรรคประชาชนให้ความสำคัญ และพร้อมที่จะผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น

ทั้งนี้ ในประเด็นเรื่อง “ไหม” ใจชื้น โพล “ณัฐพงษ์” นำ “อนุทิน” เป็นข้อมูลที่น่าสนใจสำหรับการวิเคราะห์สถานการณ์ทางการเมือง แต่สิ่งสำคัญคือการที่ทุกพรรคการเมืองมุ่งเน้นการทำงานเพื่อประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง

โดยสรุปแล้ว การเมืองไทยยังคงมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ และการติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้เข้าใจถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และสามารถตัดสินใจเลือกผู้แทนที่เหมาะสมที่สุดสำหรับประเทศของเรา

ที่มา – “ไหม” ใจชื้น โพล “ณัฐพงษ์” นำ “อนุทิน” แจงให้เวลารัฐบาลแก้สแกมเมอร์-คอลเซ็นเตอร์

ลิณธิภรณ์ ชี้ “ศิริกัญญา” รอก่อนวิกฤติ?

“หญิง ลิณธิภรณ์” ถาม “ศิริกัญญา” ปมพูดรัฐบาลยังไม่ถึงขั้นผิดร้ายแรง ชี้ ฝ่ายค้านอภิปรายไม่ไว้วางใจไม่ได้หมายถึงล้มรัฐบาลเสมอไป ยัน การตรวจสอบกับการผลักดันแก้ไข รธน. ไม่จำเป็นต้องขัดแย้งกัน

วันที่ 9 พฤศจิกายน 2568 น.ส.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความใน X (ทวิตเตอร์) ว่า ถึงกรณีที่ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน บอกว่า “รัฐบาลยังไม่ถึงขั้นผิดร้ายแรง” อาจเป็นคำที่สะท้อนว่าพรรคประชาชนกำลังรอให้วิกฤติเกิดก่อนแล้วค่อยตรวจสอบ แต่ฝ่ายค้านควรทำหน้าที่ดับไฟตั้งแต่ต้นลม ไม่ใช่รอให้ลุกไหม้ทั้งบ้าน

น.ส.ลิณธิภรณ์ เผยต่อไปว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้าน เป็นกลไกตรวจสอบตามรัฐธรรมนูญที่มีอยู่แล้ว พรรคเพื่อไทยในฐานะฝ่ายค้านมีสิทธิและหน้าที่เต็มที่ในการใช้ช่องทางนี้ เพื่อปกป้องประโยชน์ของประชาชนและความโปร่งใสในการบริหารราชการแผ่นดิน การเข้าชื่อ 1 ใน 5 ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเพื่อยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจจึงเป็นสิ่งที่ชอบธรรมอย่างยิ่ง

“ขอขอบคุณแกนนำพรรคประชาชนที่ออกมาแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนว่าอาจเลือกใช้กระบวนการตรวจสอบในรูปแบบอื่น ซึ่งเป็นสิทธิของแต่ละพรรคในฐานะฝ่ายค้านเช่นกัน อย่างไรก็ตาม เมื่อ สส.ของพรรคประชาชนหลายท่าน ทั้งคุณโรม (นายรังสิมันต์ โรม) และคุณรักชนก (น.ส.รักชนก ศรีนอก) ได้ออกมาเรียกร้องผ่านสื่อให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาบางประเด็น พร้อมตั้งคำถามต่อรัฐมนตรีบางคนในเชิงสาธารณะ แล้วเหตุใดจึงไม่ใช้กลไกอภิปรายไม่ไว้วางใจภายในสภาฯ ซึ่งเป็นช่องทางที่มีเอกสิทธิ์คุ้มครองและสามารถเปิดเผยข้อมูลหลักฐานได้เต็มที่ เพื่อให้ประชาชนเห็นข้อเท็จจริงอย่างโปร่งใสและเป็นระบบมากกว่าการตั้งคำถามภายนอก”

ส่วนกรณีความกังวลต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หากพรรคประชาชนกังวลว่าการยื่นอภิปรายจะกระทบต่อกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พรรคเพื่อไทยพร้อมพูดคุยและหาทางออกร่วมกัน เพราะจุดยืนของเราชัดเจนว่า การตรวจสอบรัฐบาลกับการผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่จำเป็นต้องขัดแย้งกัน สิ่งสำคัญคือฝ่ายค้านต้องทำหน้าที่ตรวจสอบโดยไม่ปล่อยให้ปัญหาบานปลาย เพราะการอภิปรายไม่ไว้วางใจไม่ได้หมายถึงการล้มรัฐบาลเสมอไป แต่คือการทำให้รัฐบาลต้องตอบคำถามต่อสาธารณะ และปรับปรุงการบริหารงานให้ดีขึ้น.

ลิณธิภรณ์ ชี้คำพูด “ศิริกัญญา” สะท้อนรอให้วิกฤติเกิดก่อนแล้วค่อยตรวจสอบ

จากกรณีที่ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ของรัฐบาล ทำให้ น.ส.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ออกมาแสดงความเห็นโต้ตอบ โดยตั้งคำถามถึงจุดยืนของพรรคประชาชนในการตรวจสอบรัฐบาล

น.ส.ลิณธิภรณ์มองว่า คำพูดของ น.ส.ศิริกัญญาที่ว่า “รัฐบาลยังไม่ถึงขั้นผิดร้ายแรง” นั้น อาจสะท้อนถึงแนวทางการทำงานของพรรคประชาชนที่เน้นการรอให้เกิดวิกฤติก่อนแล้วจึงค่อยเข้าตรวจสอบ ซึ่งขัดกับหลักการทำงานของฝ่ายค้านที่ควรจะทำหน้าที่ในการป้องกันและแก้ไขปัญหาตั้งแต่เนิ่นๆ

การตรวจสอบรัฐบาล: หน้าที่สำคัญของฝ่ายค้าน

น.ส.ลิณธิภรณ์ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลตามรัฐธรรมนูญ โดยพรรคเพื่อไทยในฐานะฝ่ายค้าน พร้อมที่จะใช้ช่องทางนี้ในการปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน และสร้างความโปร่งใสในการบริหารราชการแผ่นดิน

นอกจากนี้ น.ส.ลิณธิภรณ์ยังตั้งข้อสังเกตถึงท่าทีของ สส.พรรคประชาชนหลายท่านที่ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาต่างๆ ผ่านสื่อ แต่กลับไม่ใช้กลไกการอภิปรายไม่ไว้วางใจในสภา ซึ่งเป็นช่องทางที่มีเอกสิทธิ์คุ้มครองและสามารถเปิดเผยข้อมูลหลักฐานได้อย่างเต็มที่

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ น.ส.ลิณธิภรณ์ กำลังสื่อสาร คือ การที่พรรคฝ่ายค้านควรร่วมมือกันตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างเข้มข้น และใช้กลไกที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อให้การบริหารประเทศเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม

ประเด็นที่น่าสนใจคือ มุมมองของ น.ส.ลิณธิภรณ์ ที่มองว่า การตรวจสอบรัฐบาลและการผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น ไม่จำเป็นต้องขัดแย้งกัน และสามารถดำเนินไปควบคู่กันได้ ซึ่งถือเป็นแนวทางที่น่าสนใจและอาจเป็นทางออกสำหรับความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน น.ส.ลิณธิภรณ์ ชี้คำพูด “ศิริกัญญา” สะท้อนรอให้วิกฤติเกิดก่อนแล้วค่อยตรวจสอบ เป็นประเด็นที่น่าสนใจและต้องติดตามกันต่อไป

ที่มา – “ลิณธิภรณ์” ชี้คำพูด “ศิริกัญญา” สะท้อนรอให้วิกฤติเกิดก่อนแล้วค่อยตรวจสอบ

“มีเรา ไม่มีเทา” แค่คำหล่อ? พร้อมพงศ์เย้ย อนุทิน!

“พร้อมพงศ์” เย้ย “มีเรา ไม่มีเทา” แค่คำพูดเอาหล่อ เบี่ยงกระแสสร้างคะแนนนิยม  ไม่เชื่อคำพูด “อนุทิน” ยุบสภา 31 มกราคม 69 ต้องฟังหู ไว้หู 

วันที่ 8 พ.ย. 2568 นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ อดีตโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและมหาดไทย ออกแถลงการณ์ ปฏิเสธกระแสข่าวการยุบสภาฯ หากมีการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจจากพรรคร่วมฝ่ายค้าน โดยยืนยันจะทำตามข้อตกลงกับพรรคประชาชนก่อนยุบสภา ประมาณ 31 ม.ค. 2569 ว่า ในทางการเมือง ต้องฟังหู ไว้หู ไม่มีอะไรเป็นไปตามข้อตกลงเป๊ะๆ เหตุการณ์พลิกผันได้ตลอดเวลา ถ้าจะเพลี่ยงพล้ำทางการเมือง ส่วนตัวติดใจคำพูดนายอนุทิน เคยให้สัมภาษณ์เรื่องลงนามสันติภาพไทยกับกัมพูชา ที่บอกว่า ไม่เคยเสียเปรียบใคร คนถึงไม่ชอบหลายคน คำพูดดังกล่าว ถึงจะเป็นการเจรจากับต่างประเทศ แต่อีกมุมสะท้อนวิธีคิดลึกๆของคนพูดเป็นคนอย่างไร

คำพูดนายกฯ ฟังหู ไว้หู

นอกจากนี้นายอนุทิน เคยบอกจะไม่ร่วมงานกับพรรคก้าวไกลที่ตอนนี้เป็นพรรคประชาชน เพราะแนวทางและอุดมการณ์ไม่ตรงกัน จากที่พูดวันนั้นแล้ววันนี้เป็นอย่างไร การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ถ้าพรรคร่วมฝ่ายค้านเพื่อไทยและประชาชน จับมือโหวตไม่ไว้วางใจ นายอนุทิน มีสิทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรีคนแรก กระเด็นตกเก้าอี้ ใช่ว่าจะเกิดขึ้นไม่ได้ หรืออีกทางบางพรรค ร่วมอุ้มชู ต่อลมหายใจให้เป็นนายกฯต่อไป ล้วนเป็นไปได้ทั้งนั้น ดังนั้นการที่บอกจะไม่ยุบสภาฯก่อนวาระ ฟังได้แต่อย่าเพิ่งเชื่อว่า จะเป็นไปตามนั้น

ชี้ภารกิจเร่งด่วนรัฐบาล

นายพร้อมพงศ์กล่าวว่า นายอนุทิน มีภารกิจเร่งด่วนต้องทำ ปราบปรามสแกมเมอร์ให้สิ้นซาก ทำให้ทั่วโลกและคนไทยเห็นว่า รัฐบาลภูมิใจไทย ไม่ยอมให้สแกมเมอร์มาทำลายประเทศ ทำร้ายลูกหลานคนไทย ลามไปการก่ออาชญากรรมไซเบอร์ ฟอกเงิน ค้ามนุษย์ จากการหาประโยชน์ของกลุ่มสีเทา ต้องลงมือทำให้เห็นเป็นรูปธรรมเสียที ไม่ใช่แค่โชว์ตัวเลขจากการปราบปรามอย่างเดียว

ขณะที่พรรคส้ม ออกสโลแกนหล่อๆเท่ๆ “มีเรา ไม่มีเทา” ตนไปสภากาแฟได้ยินผู้คนแซว “มีเรา ไม่มีเทา เพราะเรารักสีน้ำเงิน” ใช่หรือไม่ เพราะตั้งแต่ยกมือโหวตนายอนุทิน เป็นนายกฯ ตนเห็นว่าพรรคประชาชนเป็นเด็กดี คอยอยู่รักษาองค์ประชุมในสภา

แขวะ ปชน.อย่าเบี่ยงเป้า

“ไม่อยากเห็นการเบี่ยงเป้า เพื่อสร้างกระแสให้พรรคตัวเอง จากที่เคยเสียรังวัดไปโจมตีการทำงานทหารไทยตอนมีปัญหากับกัมพูชา การไปยกมือโหวตนายอนุทิน หลายปีก่อนเรามีแก๊งปาหินใส่กระจกรถยนต์ ตอนนี้ไม่อยากเห็น แก๊งปาหี่ ไปรับธง รับงานจากใครมา เลือกตรวจสอบแค่บางคน เพราะใครคนนั้นทำธุรกิจเดียวกันเลยไปกระทบกับอีกคน แถมระยะหลังคนๆนี้ชักจะอู้ฟู่ผิดหูผิดตา ภาวนาให้การข่าวที่ได้ยินได้ฟังมามันผิด อยากเห็นการตรวจสอบอย่างมืออาชีพ ผิดว่าตามผิด ถูกว่าตามถูก ถ้าผิดลุยเอาให้สุดซอย เอาข้อมูลมาเปิดในสภาฯ ไปหน่วยงานองค์กรอิสระให้เห็นเป็นตัวอย่าง เดี๋ยวนี้คนตรวจสอบแถลงข่าวรายวันไม่ได้ แต่ต้องมือสะอาดด้วย ไม่อยากเห็นการแบ่งบทกันเล่น ปาหี่ต้มผู้คนไปวันๆ เพื่อเบี่ยงกระแสในอดีต สร้างคะแนนนิยมให้พรรค ให้ตัวเอง” นายพร้อมพงศ์กล่าว

“มีเรา ไม่มีเทา” แค่คำหล่อ จริงหรือ?

สถานการณ์ทางการเมืองยังคงร้อนระอุ แม้จะมีการออกมาปฏิเสธข่าวการยุบสภา แต่หลายฝ่ายยังคงจับตาดูความเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำพูดของนักการเมืองที่ต้องฟังหูไว้หู เพราะสถานการณ์อาจพลิกผันได้เสมอ

“มีเรา ไม่มีเทา” กับความน่าเชื่อถือทางการเมือง

ประเด็นที่น่าสนใจคือ สโลแกน “มีเรา ไม่มีเทา” ที่ถูกหยิบยกขึ้นมาวิพากษ์วิจารณ์ถึงความน่าเชื่อถือทางการเมือง การกระทำสวนทางกับคำพูดที่เคยให้ไว้ ทำให้ประชาชนเกิดความสงสัยในจุดยืนและเจตนาที่แท้จริง

การออกมาให้สัมภาษณ์ของนายพร้อมพงศ์ สะท้อนให้เห็นถึงความไม่ไว้วางใจในคำพูดของนักการเมือง รวมถึงการตั้งคำถามถึงการทำงานของพรรคการเมืองต่างๆ ที่อาจมีการเอื้อประโยชน์ให้แก่กันมากกว่าที่จะคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ

การเมืองไทยเต็มไปด้วยความซับซ้อนและการเปลี่ยนแปลงที่ไม่แน่นอน การติดตามข่าวสารและวิเคราะห์ข้อมูลอย่างรอบด้านจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้นและสามารถตัดสินใจได้อย่างมีวิจารณญาณ แม้สโลแกน “มีเรา ไม่มีเทา” จะฟังดูดี แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือการกระทำที่โปร่งใสและตรวจสอบได้

ดังนั้น การที่นายพร้อมพงศ์ออกมาเตือนสติถึงการเบี่ยงเป้าเพื่อสร้างกระแส จึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจและควรนำมาพิจารณาอย่างถี่ถ้วน ก่อนที่จะตัดสินใจเชื่อในสิ่งที่นักการเมืองนำเสนอ เพราะท้ายที่สุดแล้ว ผลประโยชน์ของประชาชนควรเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด

ที่มา – “พร้อมพงศ์” เย้ย “มีเรา ไม่มีเทา” แค่คำพูดเอาหล่อ ไม่เชื่อ “อนุทิน” ยุบสภา 31 มกราคม 69

“สุชาติ” มั่นใจ “อนุทิน” ลูกผู้ชาย 4 เดือน คืออะไร?

“สุชาติ” มั่นใจ “อนุทิน” ลูกผู้ชาย 4 เดือนคือ 4 เดือน เหน็บใครสัญญาไว้ต้องทำ หลังฝ่ายค้านขู่ยื่นซักฟอก มองควรให้ทำงาน แล้วสู้กันในสนามเลือกตั้ง ชี้ กรณี “ธรรมนัส” ให้ประชาชนตัดสิน

วันที่ 7 พ.ย. 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวถึงกรณีที่นายกรัฐมนตรีเปรยว่าอาจยุบสภาก่อน 1 เดือน หากมีการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ว่า นายกฯ พูดด้วยความเป็นลูกผู้ชาย สิ่งที่รับปากไว้แล้ว และการตกลงไม่ต้องพูดอะไรเยอะ ครั้งสองครั้งก็รู้กันหมดแล้ว

ส่วนการยุบสภาถือเป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรี และนายกฯ ยังไม่ได้มีการเปรยอะไรกับพรรคร่วมรัฐบาล แต่ส่วนตัวต้องรู้อยู่แล้ว ตั้งแต่ร่วมกันจัดตั้งรัฐบาล ก็นับถอยหลังการทำงาน รู้กันอยู่แล้วว่า จะต้องเลือกตั้ง ทางการเมืองมีตารางการทำงานกันอยู่แล้ว ระหว่างทางก็ต้องทำงานอย่างเต็มที่ในฐานะฝ่ายบริหาร แต่ในทางการเลือกตั้ง ก็ต้องนับถอยหลัง เพราะมีการกำหนดกันไว้แล้ว ต่างคนต่างเป็นผู้ทรงเกียรติพูดกันครั้งเดียวก็จบ“อนุทิน” ลูกผู้ชาย 4 เดือน คืออะไร ทำไมสุชาติถึงมั่นใจ?

ควรให้เวลา ครม.ทำงาน

เมื่อถามว่า นายกรัฐมนตรี ใช้คำว่าหากสู้เกมการเมืองไม่ไหว ก็ต้องยุบสภา นายสุชาติ กล่าวว่า นายกฯ ทำงานหนักและสถานการณ์วันนี้ ไม่ควรนำเกมการเมืองมาเล่น ควรจะให้นายกรัฐมนตรี ทำงานอย่างเต็มที่ และทุกสิ่งทุกอย่างก็จะเป็นไปตามที่ได้คุยกันไว้ ประชาชน 70 กว่าล้านคน รู้อยู่แล้วว่าใครรับปากอะไรใครไว้ ดังนั้น ควรปล่อยให้นายกรัฐมนตรี ทำงานอย่างเต็มที่ เพราะตอนนี้สถานการณ์บ้านเมืองมีหลายด้านเข้ามา ต้องให้กำลังใจนายกรัฐมนตรี เพราะเหลือเวลาอีกไม่กี่เดือน

ชี้นายกฯทำตามตกลง

เมื่อถามว่ามองเป็นการขู่หรือไม่ที่จะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายสุชาติ กล่าวว่า การที่ให้สัญญาประชาคมกับประชาชนทั่วประเทศไว้แล้ว ใครที่ให้สัญญาประชาคมอะไรไว้ก็ต้องปฏิบัติ มิฉะนั้นจะกลายเป็นคนที่พลิกไปพลิกมา ต่อไปประชาชนก็จะไม่เชื่อถือ นายกรัฐมนตรี บอกแล้ว ว่า ชัดเจน “อนุทิน” ลูกผู้ชาย 4 เดือนก็คือ 4 เดือนที่ทำงาน หลังจากนั้นก็ว่ากันตามระบอบประชาธิปไตยทำไมต้อง “อนุทิน” ลูกผู้ชาย 4 เดือน?

ให้ประชาชนตัดสิน “ธรรมนัส”

เมื่อถามว่าล่าสุดนายรังสิมันต์ โรม สส. พรรคประชาชน เรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีปลดร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายสุชาติ ตอบด้วยความเห็นส่วนตัว ว่า บุคคลท่านใดที่เป็นรัฐมนตรีทำดีหรือไม่ดี ท่านต้องดีใจ เพราะใกล้เลือกตั้ง หากเขาไม่ดี ท่านก็ต้องปล่อยให้ทำงานไปเรื่อยๆ ให้ประชาชนเห็นว่าเขาดีหรือไม่ดี และสุดท้ายท่านก็จะได้เป็นผู้ได้คะแนนเสียงข้างมาก เพื่อจัดตั้งรัฐบาล

“วันนี้ทำงานได้แค่เดือนเดียว เดือนกว่าเองท่าน จะมาวิเคราะห์คนนั้นดีไม่ดี ผมว่ามันแค่งานประจำทุกวันนี้ ยังไม่มีเวลาเลย และยังมีที่ต้องสนองภารกิจต่างๆ อีกเยอะแยะ ตามนโยบายต่างๆ ผมว่าถ้าสื่อมวลชนมองคนนั้นดีไม่ดี ประชาชนมองคนนั้นดีไม่ดี ฝ่ายค้านมองคนนั้นดีไม่ดี สุดท้ายมันก็ตัดสินกันตอนใช้สิทธิ์ประชาธิปไตยเลือกตั้งนั่นแหละ ถ้าเรามั่นใจในวันนั้นจะไปกลัวอะไร เราลูกผู้ชายด้วยกัน”นายสุชาติ กล่าว

จากคำพูดของนายสุชาติ ชมกลิ่น ทำให้เห็นว่ารัฐบาลชุดปัจจุบันยังคงมุ่งมั่นที่จะทำงานต่อไปในช่วงเวลาที่เหลืออยู่ และพร้อมที่จะให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินผลงานในการเลือกตั้งครั้งหน้า ประเด็นเรื่อง “อนุทิน” ลูกผู้ชาย 4 เดือน จึงเป็นเหมือนสัญลักษณ์ของคำมั่นสัญญาที่รัฐบาลให้ไว้กับประชาชน

การเมืองไทยเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดและการวิเคราะห์ข้อมูลอย่างรอบด้านจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เราสามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้องในการเลือกตั้งครั้งหน้า

ที่มา – “สุชาติ” มั่นใจ “อนุทิน” ลูกผู้ชาย ทำตามสัญญา 4 เดือน มองฝ่ายค้านควรให้เวลารัฐบาลทำงานก่อน

พริษฐ์จี้! รัฐบาลอย่าเอาเรื่องแก้รธน. มาเป็นตัวประกัน

“พริษฐ์ วัชรสินธุ” อัด รัฐบาลต้องไม่เอาเรื่องสัญญาแก้รัฐธรรมนูญมาเป็นตัวประกัน ยอมรับหากวันนี้ยุบสภา ประชามติจะไม่เกิด แถมชี้ชัดใช้อำนาจหนีการแก้ รธน.-การตรวจสอบ

วันที่ 6 พ.ย. 2568 นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคประชาชน เปิดเผยกับไทยรัฐออนไลน์ ถึงกรณีที่ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ออกมาระบุว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จะชิงยุบสภา หากมีการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจนั้น จะกระทบกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และการทำประชามติหรือไม่ ว่า ณ เวลานี้ รัฐบาลมีการประกาศจะยุบสภา ภายใน 31 ม.ค. 2569 ดังนั้นภารกิจตอนนี้ที่สำคัญของรัฐบาลมี 2 เรื่อง คือการรักษาสัญญาเพื่อผลักดันเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อนำไปสู่การทำประชามติ 2 คำถามที่จะเกิดขึ้นวันเดียวกันกับที่มีการเลือกตั้ง ซึ่งตอนนี้ในชั้นกรรมาธิการก็เริ่มเข้าสู่การพิจารณารายมาตราแล้ว และทุกฝ่ายก็พยายามจะเร่งทำให้เร็วที่สุดเพื่อจะทำให้การพิจารณาในวาระ 2 และ 3 เสร็จภายในสิ้นปีนี้ ส่วนภารกิจที่ 2 คือรัฐบาลจะต้องเดินหน้าแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพและโปร่งใสต้องไม่ทำให้เกิดการตั้งคำถามในปัญหาที่รัฐบาลยังแก้ไม่ได้ เช่น เรื่องสแกมเมอร์ที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเพราะความไม่เอาจริงเอาจังของรัฐบาล หรือมีเรื่องประโยชน์ทับซ้อนของคนในรัฐบาลหรือไม่ ที่รัฐบาลจะต้องทำ 2 เรื่องนี้คู่ขนานกัน โดยรัฐบาลจะต้องไม่เอาเรื่องแก้รธน. มาเป็นตัวประกันเพื่อดำรงอยู่ในการบริหารประเทศต่อไป

หากนายกฯ จะมีการชิงยุบสภาโดยที่ยังไม่ทำภารกิจเรื่องแก้รัฐธรรมนูญให้สำเร็จ หรือยุบสภาเพื่อหนีการอภิปรายไม่ไว้วางใจก็จะเหมือนกับการเป็นบริษัทผู้รับเหมาที่ทิ้งงานหรือปิดกิจการเพื่อหนีการตรวจสอบ

เมื่อถามว่า สิ่งที่นายกฯ พูดว่า Play it by ear (ไม่มีแผนการตายตัว) พรรคประชาชนจะตั้งรับอย่างไร นายพริษฐ์ กล่าวว่า เรามี 2 หน้าที่คู่ขนาน คือการผลักดันการแก้รัฐธรรมนูญให้สำเร็จตามกรอบเวลา และตรวจสอบรัฐบาลจากวันนี้ไปจนถึงวันที่ 31 ม.ค. เพื่อไม่ให้ดำเนินนโยบายหรือกระทำการใดๆ ที่เสียหายต่อคุณภาพชีวิตของประชาชน

เมื่อถามว่าหากมีการยุบสภาจริงๆ จะกระทบต่อการทำประชามติหรือไม่ นายพริษฐ์ ยอมรับว่า มีผลกระทบต่อการแก้รัฐธรรมนูญ แต่ตอนนี้ในที่ประชุม กมธ. พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ ทุกฝ่ายเห็นตรงกันว่าต้องการเดินหน้าเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เร็วที่สุด ซึ่งหากสามารถเสร็จทันวาระ 2-3 ช่วงการเปิดประชุมวิสามัญเพื่อพิจารณา โดยไม่ต้องรอประชุมสามัญ ถ้าทันก็คงจะเดินหน้าเช่นนั้น อีกทั้งนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า อาจจะมีการเปิดประชุมวิสามัญ ช่วงต้นเดือนธันวาคม เพื่อพิจารณาวาระ 2 ในการประชุมกรรมาธิการทุกฝ่ายพยายามร่วมมือกันในการทำให้เรื่องนี้คืบหน้าเร็วที่สุด

“หากยุบสภาวันนี้มันจะไม่มีประชามติ เพราะเรื่องรัฐธรรมนูญ รัฐสภาต้องมีมติ เนื่องจากคำถามที่ 1 ต้องมีความเห็นจากครม.ในการจัดทำประชามติ คำถามแรกว่าเห็นควรให้มีการจัดทำประชามติฉบับใหม่หรือไม่ ส่วนคำถามที่ 2 เรื่องกลไกการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ มันจะเกิดขึ้นได้หลังจากที่รัฐสภาผ่านร่างในวาระ 3 ถึงจะสามารถส่งให้ครม.ทำในเรื่องนี้ได้ ถ้าหาก 2 เหตุนี้ยังไม่ได้เกิดขึ้น หากสมมุติว่าบ่ายนี้นายกฯ ยุบสภามันก็จะไม่มีประชามติรัฐธรรมนูญ ผมถึงย้ำว่า นายกฯ ต้องไม่ใช้อำนาจ ยุบสภา หนีความรับผิดชอบในการแก้รัฐธรรมนูญ หรือหนีการตรวจสอบ” นายพริษฐ์ กล่าว

เมื่อถามว่า เหมือนเขาใช้เกมนี้มากดดันฝ่ายค้านหรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า นายกฯ ต้องไม่เอาเรื่องแก้รธน. มาเป็นตัวประกัน ไม่ให้ฝ่ายค้านทำหน้าที่ในการตรวจสอบ และเราก็ยืนยันในฐานะฝ่ายค้านจะทำ 2 อย่างคู่ขนาน คือร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการแก้รัฐธรรมนูญให้สำเร็จและใช้ทุกกลไกของสภาในการตรวจสอบ

เมื่อถามว่า ทางพรรคประชาชนจะแก้เกมอย่างไร หากรัฐบาลชิงยุบสภา นายพริษฐ์ กล่าวว่า หากมีการยุบสภา ตอนนี้ มันก็ชัด คือการใช้อำนาจหนีการแก้รัฐธรรมนูญ และหนีการตรวจสอบ ตนเองเชื่อว่าพี่น้องประชาชนจะลงโทษในคูหาเลือกตั้ง

“ผมคิดว่านายกฯ ต้องคิดดีๆ ว่า ถ้าทำเช่นนั้น นายกฯ ใช้อำนาจยุบสภา หนีการตรวจสอบ หนีแก้รัฐธรรมนูญ ประชาชนก็คงจะลงโทษนายกฯ ผ่านคูหาเลือกตั้ง” นายพริษฐ์ กล่าว

เมื่อถามว่า นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา ได้ออกมาระบุว่าการเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญ เพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ อาจจะเสี่ยงองค์ประชุมไม่ครบ นายพริษฐ์ กล่าวว่าอำนาจจะเปิดหรือไม่เปิดประชุมอยู่ที่ฝ่ายบริหาร ส่วนตัวคิดว่าหาก กมธ.พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ พิจารณาเสร็จแล้วสามารถส่งร่างไปให้รัฐบาลพิจารณาในช่วงปิดสมัยประชุมได้ หากฝากฝ่ายบริหารตัดสินใจเปิดประชุมสมัยวิสามัญ ก็คงไม่มีหน้าที่อะไรของสมาชิกรัฐสภาที่สำคัญไปกว่าการพิจารณาร่างกฎหมาย เมื่อถามว่าจะต้องมีการไปพูดคุยกับทางฝั่งรัฐบาลอีกหรือไม่ในเรื่องนี้ นายพริษฐ์ กล่าวว่ามีการพูดคุยในชั้นกรรมาธิการอยู่เพราะมีตัวแทนของทุกฝ่ายอยู่ ไม่ว่าจะเป็นสว. สส. ทั้งฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาลและคนจากรัฐบาล

นายพริษฐ์ ยังกล่าวถึงการประชุม กมธ.รัฐธรรมนูญ ในวันนี้ว่า มีความคืบหน้าเข้าสู่การพิจารณารายมาตราแล้ว แต่กำลังดูว่าจุดไหนมีการเห็นร่วมกันได้หรือไม่ แต่หากเห็นต่างกันจริงๆ ก็ต้องลงมติในชั้น กมธ. เมื่อร่างของพรรคประชาชนได้รับมอบเป็นร่างหลักก็พยายามจะอธิบายให้ กมธ. สัดส่วนอื่นได้เข้าใจและคล้อยตาม ส่วนสูตร ส.ส.ร. จะได้ข้อสรุปวันนี้หรือไม่ ต้องรอดูเป็นรายมาตรา ว่าไปถึงมาตราไหน เพราะเรื่ององค์กรผู้ร่างรัฐธรรมนูญคาบเกี่ยวหลายมาตรา ไม่ได้จะจบที่มาตราใดมาตราหนึ่ง

เมื่อถามว่าหากสูตร ส.ส.ร. ออกมาผสมกันระหว่างพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชน หน้าตาจะเป็นแบบไหน นายพริษฐ์ กล่าวว่า คงคาดเดายาก เพราะในกรอบการทำงานไม่ใช่ร่างของพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชนอย่างเดียว แต่ความคิดเห็นของทุกฝ่าย รวมถึงเนื้อหาสาระของพรรคเพื่อไทยที่ไม่ผ่านในวาระ 1 ก็นำมาพิจารณาหมด ตนเองคิดว่าทุกฝ่ายเห็นตรงกัน แม้เราจะมีความเห็นที่แตกต่างในบางประเด็น แต่ถ้าร่างรัฐธรรมนูญจะสามารถผ่านในวาระ 3 ไปได้ แล้วประชาชนลงมติเห็นชอบมันก็ต้องเป็นฉันทามติจากทุกฝ่ายในระดับหนึ่ง

พริษฐ์จี้! รัฐบาลอย่าเอาเรื่องแก้รธน. มาเป็นตัวประกัน

ทำไมนายกฯ ถึงไม่ควรเอาเรื่องแก้รธน. มาเป็นตัวประกัน?

จากบทสัมภาษณ์ของนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลว่ารัฐบาลอาจใช้ประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเครื่องมือต่อรองทางการเมือง ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญและการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล

ประเด็นสำคัญที่นายพริษฐ์เน้นย้ำ:

  • รัฐบาลไม่ควรเอาเรื่องแก้รธน. มาเป็นตัวประกันเพื่อความอยู่รอดทางการเมือง
  • การยุบสภาเพื่อหนีการอภิปรายไม่ไว้วางใจถือเป็นการทิ้งงานและหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ
  • หากมีการยุบสภาจริง จะส่งผลกระทบต่อการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ

ทางออกที่เป็นไปได้คือ รัฐบาลควรเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญควบคู่ไปกับการแก้ไขปัญหาของประชาชนอย่างโปร่งใส และเปิดโอกาสให้ฝ่ายค้านตรวจสอบการทำงานอย่างเต็มที่ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศชาติและประชาชน

การเมืองไทยยังคงต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่าทีของรัฐบาลต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญและการตรวจสอบจากฝ่ายค้าน เพราะสิ่งเหล่านี้มีผลต่ออนาคตของประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ที่มา – “พริษฐ์” จี้ รัฐบาลอย่าเอาเรื่องแก้รธน. มาเป็นตัวประกัน ชิงยุบสภา หนีการตรวจสอบ

อนุทินยัน! 31 ม.ค. 69 ยุบสภาฯ ตามไทม์ไลน์

“นายกฯ อนุทิน” ยืนยันหนักแน่น จะยุบสภาฯ ภายใน 4 เดือน ตามที่ได้ให้สัญญาไว้กับพรรคประชาชน คือวันที่ 31 มกราคม 2569 นายกฯ ลั่นไม่ยอมให้ใครมาวิพากษ์วิจารณ์ฟรีๆ พร้อมบอกว่าเมื่อได้เป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว ก็จะเป็นไปตลอด แต่จะฝากอะไรไว้ให้ประเทศชาติได้จดจำ

เมื่อเวลา 09.30 น. ของวันที่ 5 พฤศจิกายน 2568 ณ พารากอน ฮอลล์ ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้แสดงวิสัยทัศน์ ในงาน THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2025 ในหัวข้อ “Thailand’s Next Frontier : A National Economic Vision วิสัยทัศน์ประเทศไทยในโลกใหม่” ในรูปแบบการสัมภาษณ์

เมื่อผู้ดำเนินรายการถามถึงเรื่องการยุบสภาฯ ภายใน 4 เดือน ตามบันทึกข้อตกลง (MOU) ที่ได้ทำไว้กับพรรคประชาชน นายอนุทินตอบว่า “4 เดือนคือสิ่งที่เราได้สัญญาไว้กับพรรคประชาชน เพราะมองกันว่าสถานการณ์บ้านเมืองในขณะนั้น การยุบสภาฯ เพื่อจัดการเลือกตั้งใหม่ และคืนอำนาจให้ประชาชน น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด”

พรรคที่เป็นรัฐบาลในตอนนั้นมีข้อสงสัยว่า นายกรัฐมนตรีรักษาราชการ จะสามารถยุบสภาฯ ได้หรือไม่ จึงต้องมีวิธีการดำเนินการเพื่อให้มีการยุบสภาฯ “เราเล่นตามกติกา พรรคประชาชนมี สส. มากกว่าเรา แต่เขาไม่มีแคนดิเดตนายกฯ เมื่อต้องเลือกตั้ง คืนอำนาจให้ประชาชน จึงเป็นที่มาของเอ็มโอเอ” นายอนุทินกล่าว

เมื่อถามย้ำว่า จะยืนยันตามไทม์ไลน์เดิมหรือไม่ นายอนุทินตอบอย่างหนักแน่นว่า “ตนยืนยันตลอด ไม่เคยเปลี่ยน มีคนเยอะแยะมาบอกว่า จะมีเหตุการณ์อย่างนั้นอย่างนี้ เอาเป็นข้ออ้างได้ ตนรับฟัง แต่รับรองไม่ปฏิบัติตาม เพราะพรรคประชาชนทำให้ตนเป็นนายกฯ ตนต้องรักษาสัญญาที่มีไว้ เมื่อครบสี่เดือนก็ต้องยุบสภาฯ” การยืนยันเรื่องการยุบสภาฯ 31 ม.ค. 69 ครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะรักษาสัญญา

เมื่อถามถึงกระแสข่าวการยุบสภาฯ 31 ม.ค. 69 ก่อนกำหนด หากมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายอนุทินกล่าวว่า “ก็ต้องดูสถานการณ์ในแต่ละช่วงเวลา การอภิปรายไม่ไว้วางใจจะอภิปรายโดยวัตถุประสงค์อะไร เราต้องดูไทม์ไลน์ กว่าจะยื่นอภิปรายได้ สภาฯ เปิดสมัยประชุมเดือนธ.ค. ตั้งใจยุบสภาฯ 31 ม.ค. 69 อยู่แล้ว คนคงไม่ปล่อยให้ใครมาด่ารัฐบาลเล่นๆ ฟรีๆ”

นายกฯ อนุทินกล่าวต่อว่า “หากเป็นเกมการเมือง รัฐบาลสู้เกมการเมืองไม่ได้ ก็ยุบสภาไป ห่างแค่เดือนเดียวคงไม่ทำให้เกิดความแตกต่างอะไร”

อนุทินยืนยัน 31 ม.ค. 69 ยุบสภาฯ ตามไทม์ไลน์

เมื่อถามว่า การเลือกตั้งครั้งหน้าพร้อมหรือไม่ นายอนุทินตอบว่า “ตนพร้อมตั้งแต่เขาเอาออกจากรัฐบาล และการประชุม สส. พรรคภูมิใจไทย วาระแรกหลังเข้ามาเป็นรัฐบาลในปี 66 คือบอกให้เตรียมตัวเลือกตั้ง เพราะมันเกิดขึ้นได้ทุกวัน บอกสมาชิกพรรคว่าเลือกตั้งเกิดขึ้นได้เสมอ หากพรุ่งนี้เลือกตั้งก็ต้องพร้อม”

เมื่อถามว่าพร้อมกลับมาเป็นนายกฯ อีกครั้งหรือไม่ นายอนุทินกล่าวติดตลกว่า “ก็ดีเหมือนกัน เป็นนายกฯ ตอนนี้ตนเป็นนายกฯแล้ว ตอนที่ยังไม่เป็นยังกลัวๆ กล้าๆ แต่พอเป็นแล้วเห็นสิ่งที่สามารถทำได้ให้กับบ้านเมืองด้วยความเป็นนายกฯ”

“หากเราทำได้ดี จะเป็นยาวเป็นสั้นไม่ได้มีความสำคัญ สำหรับตนเป็นแล้วก็คือเป็น ตั้งแต่ปี 47-49 ที่ตนได้เป็นรัฐมนตรีแล้วมีการรัฐประหาร ตนออกไปจากการเมือง 13-14 ปี คนที่ไม่สนิทกันมากเขาก็เรียกตนเป็นรัฐมนตรีทุกคำ วันนี้ต่อให้ตนเป็นนายกฯ 3-4 เดือน คนก็เรียกตนว่านายกฯ เหมือนที่ตนเรียกนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกฯ หรือนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ว่าท่านนายกฯ” นายอนุทินกล่าว

อะไรที่นายกฯ อยากฝากไว้ก่อนยุบสภาฯ

นายอนุทินกล่าวทิ้งท้ายว่า “แต่อยู่ที่ว่าเวลาที่มีอยู่ทำอะไรให้มันปังไปสักอัน เป็นสิ่งที่เกิดประโยชน์กับบ้านเมืองเป็นภาพจำ ได้กลับหรือไม่กลับ เราก็ถือว่าบอกตัวเองได้แล้วว่าความเป็นนายกฯ ทำสิ่งอะไรไว้”

การยืนยันเรื่องการยุบสภาฯ 31 ม.ค. 69 ของนายกฯ อนุทิน แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะรักษาสัญญาที่ให้ไว้กับพรรคประชาชน และความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งครั้งใหม่ที่อาจเกิดขึ้นได้เสมอ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การที่นายกฯ ได้ใช้เวลาในการดำรงตำแหน่ง สร้างผลงานที่เป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติ และสร้างภาพจำที่ดีให้กับประชาชน

อนาคตทางการเมืองของนายอนุทินและพรรคภูมิใจไทยจะเป็นอย่างไรต่อไป คงต้องติดตามดูกันต่อไป แต่สิ่งที่แน่นอนคือ การเมืองไทยยังคงเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน และพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงได้เสมอ

ที่มา – “อนุทิน” ยัน 31 ม.ค. 69 ยุบสภาฯ ตามไทม์ไลน์ บอกเป็นนายกฯ แล้วก็เป็นไปตลอด

“พร้อมพงศ์” จี้ ปชน. อภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล

นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ อดีตโฆษกพรรคเพื่อไทย ออกมาจี้พรรคประชาชน อย่าดีแต่พูดโจมตีรัฐบาลเพียงเพื่อเอาใจแฟนคลับ จี้ให้รีบจับมือกับพรรคเพื่อไทยเพื่อยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล ทันทีที่เปิดสมัยประชุมสภาฯ พร้อมเย้ยหยันว่า หากมีข้อมูลมากจริง ก็ควรไล่บี้ให้ถึงที่สุด

เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 นายพร้อมพงศ์กล่าวถึงการเดินทางไปร่วมประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปกของนายอนุทินที่สาธารณรัฐเกาหลี ซึ่งได้มีการหารือกับประธานาธิบดีสีจิ้นผิงเรื่องความร่วมมือในการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (สแกมเมอร์) โดยนายอนุทินระบุว่าเป็นวาระแห่งชาติ พร้อมระดมความร่วมมือจากทุกภูมิภาค

นายพร้อมพงศ์เรียกร้องให้นายอนุทินดำเนินการตามที่พูด เพราะพี่น้องคนไทยจำนวนมากต้องสูญเสียทรัพย์สินเงินทอง บางรายถึงขั้นจบชีวิตเพราะถูกหลอกลวง ปัญหานี้เป็นภัยร้ายแรงไม่ต่างจากยาเสพติด ทำลายคุณภาพชีวิต สังคม เศรษฐกิจ และนำไปสู่การก่ออาชญากรรมอื่นๆ เช่น ค้ามนุษย์ ฟอกเงิน ธุรกิจสีเทา สีดำ ซึ่งปัจจุบันลามมาถึงการเมือง ทำให้มีนักการเมืองบางคน บางพรรค ถูกตั้งข้อกล่าวหาจากสังคม

“ขอให้นายอนุทินสร้างความมั่นใจให้กับผู้นำชาติต่างๆ และชาวโลกว่าประเทศไทยจะไม่ยอมให้ผู้ไม่หวังดีใช้เป็นแหล่งก่ออาชญากรรมไซเบอร์ สแกมเมอร์ ไม่ใช่ฐานฟอกเงินของพวกสีเทา สีดำ ปล่อยให้อาชญากรทำผิดกฎหมาย พร้อมร่วมมือทุกชาติเพื่อปราบปราม เอาผิดถึงตัวการใหญ่ไล่บี้ยึดทรัพย์ ถ้าใครเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง รัฐมนตรี ข้าราชการ ตำรวจ ทหาร หรือชาวต่างชาติ หากทำผิดในประเทศไทย จะไม่มีการละเว้น จะบังคับใช้กฎหมายอย่างรุนแรงเด็ดขาด ทำให้เห็นเป็นกรณีตัวอย่าง เพื่อให้ชาวโลกและคนไทยมั่นใจว่ารัฐบาลภูมิใจไทยพูดแล้วทำจริง” นายพร้อมพงศ์กล่าว

“พร้อมพงศ์” จี้ ปชน. รีบจับมือเพื่อไทย ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล

นายพร้อมพงศ์ยังกล่าวถึงสถานการณ์การเมืองของรัฐบาลภูมิใจไทย ซึ่งหลายฝ่ายวิเคราะห์ว่าอาจอยู่ไม่ครบ 4 เดือน และอาจตัดสินใจยุบสภาก่อนเปิดสมัยประชุมสภาฯ ในวันที่ 12 ธันวาคม ด้วยเหตุผลต่างๆ ดังนี้:

  • หลีกเลี่ยงการถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ซึ่งมีความเสี่ยงที่จะถูกโหวตล้มรัฐบาล หากพรรคร่วมฝ่ายค้านยื่นญัตติต่อประธานสภาฯ รัฐบาลจะไม่สามารถยุบสภาฯ ได้ ดังนั้นหากจะยุบสภาฯ ก็ต้องยุบก่อนวันดังกล่าว
  • การแก้ไขรัฐธรรมนูญ แม้จะสัญญากับพรรคประชาชน เดือนธันวาคมถือเป็นช่วงสำคัญ อาจมีการลงมติในวาระสาม หากยุบสภาฯ ก่อน กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ดำเนินการอยู่ก็จะไม่มีผล
  • บางพรรคการเมืองได้จัดทัพข้าราชการ กลไกปกครอง และปัจจัยอื่นๆ พร้อมแล้ว จึงอาจอาศัยช่วงที่พรรคอื่นๆ ยังตั้งตัวไม่ทัน ยุบสภาฯ ทันทีเพื่อช่วงชิงความได้เปรียบทางการเมือง

พรรคส้ม vs. รัฐบาล: ดีแต่ปากหรือจริงใจ?

นายพร้อมพงศ์กล่าวว่า พรรคส้มดูเหมือนจะโจมตีรัฐบาลอนุทินและคนในรัฐบาลอย่างหนักหน่วง แต่หวังว่าคงไม่ใช่แค่การพูดเอาใจแฟนคลับ โดยเฉพาะการเตรียมอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล หากไม่มีนัยยะแอบแฝงหรือมุ่งประโยชน์ทางการเมืองเรื่องคะแนนเสียง ให้สมกับสโลแกน “มีเราไม่มีเทา จะปราบสีเทา สีดำ”

นายพร้อมพงศ์ยังกล่าวถึงกรณีที่ สส. พรรคประชาชนทั้งพรรคเคยโหวตให้นายอนุทินเป็นนายกฯ แต่ไม่ยอมเข้าร่วมรัฐบาล และรักษาองค์ประชุมในสภาฯ มาโดยตลอด พร้อมท้าทายว่า หากเปิดประชุมสมัยหน้าในเดือนธันวาคม จะร่วมกับพรรคเพื่อไทยยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลนายอนุทินทันทีได้หรือไม่

จากการอภิปรายของ สส. พรรคประชาชนที่เปิดแผลหลายๆ เรื่อง เชื่อว่าพรรคส้มคงมีข้อมูลมากเพียงพอที่จะซักฟอกคณะรัฐมนตรีทั้งคณะ และควรไล่บี้เรื่องต่างๆ ที่ตรวจสอบรัฐบาลอนุทินให้ถึงที่สุด โดยการยื่นเรื่องตามหน่วยงานต่างๆ ด้วย เพื่อให้ประชาชนมั่นใจว่ามีการเดินหน้าตรวจสอบจริง ไม่ได้ทำแค่เช็กเรตติ้งหรือมีแค่วาทกรรมเพื่อเรียกคะแนนเสียงเท่านั้น

การออกมาจี้ของนายพร้อมพงศ์ครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความไม่ไว้วางใจที่พรรคเพื่อไทยมีต่อพรรคประชาชน และความต้องการที่จะเห็นการตรวจสอบรัฐบาลอย่างจริงจัง การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลที่จะเกิดขึ้น จึงน่าจับตามองเป็นอย่างยิ่งว่าจะสามารถเปิดโปงความผิดพลาดของรัฐบาล และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองได้หรือไม่

ที่มา – “พร้อมพงศ์” จี้ ปชน. รีบจับมือเพื่อไทย ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ซัดอย่าดีแต่พูด

Scroll to top