การเมืองไทย

“พินิจ จันทรสุรินทร์” นำทีมซบภูมิใจไทย

พินิจ จันทรสุรินทร์” ขนผู้สมัครจากลำปาง และ สจ. จากลำพูน พบ “อนุทิน” เพื่อสมัครเข้า “ภูมิใจไทย” เตรียมพร้อมสู้ศึกเลือกตั้งครั้งหน้า! การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะส่งผลต่อการเมืองท้องถิ่นอย่างไร มาร่วมติดตามกัน

เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2568 ที่พรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย พร้อมด้วยแกนนำพรรค อาทิ นายทรงศักดิ์ ทองศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และนายสันติ พร้อมพัฒน์ ได้ให้การต้อนรับนายพินิจ จันทรสุรินทร์ อดีต สส.ลำปาง และนักการเมืองอาวุโส ซึ่งนำทีมงานเข้าสมัครเป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทยอย่างเป็นทางการ

โดยนายพินิจ จันทรสุรินทร์ ได้นำคณะนักการเมืองท้องถิ่นซึ่งประกอบไปด้วยสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด (สจ.) จากลำพูน จำนวน 5 คน พร้อมด้วยผู้สมัคร สส. จากลำปาง อีก 4 คน มาสมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรค เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการสู้ศึกเลือกตั้งครั้งต่อไปในนามของพรรคภูมิใจไทย การย้ายพรรคครั้งนี้ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่น่าจับตามองในวงการการเมือง

“พินิจ จันทรสุรินทร์” นำทีมซบภูมิใจไทย

นายอนุทินได้เปิดเผยว่า นายทรงศักดิ์ ทองศรี เป็นผู้ประสานงานคนสำคัญในการทาบทามนายพินิจ จันทรสุรินทร์ และทีมงานให้เข้ามาร่วมงานการเมืองกับพรรคภูมิใจไทย การดึงตัวนักการเมืองมากประสบการณ์อย่างนายพินิจเข้าร่วมทีม แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของพรรคในการขยายฐานเสียงในพื้นที่ภาคเหนือ

ด้านนายทรงศักดิ์ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า คณะของนายพินิจที่เข้าร่วมกับพรรคในวันนี้ ประกอบไปด้วยผู้สมัคร สส. จากลำปาง จำนวน 4 คน และสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดจากลำพูนประมาณ 5-6 คน ซึ่งทั้งหมดจะลงสมัครรับเลือกตั้งในนามของพรรคภูมิใจไทยอย่างแน่นอน

ทำไมนายพินิจ จันทรสุรินทร์ ถึงตัดสินใจย้ายพรรค?

การตัดสินใจย้ายพรรคของนายพินิจ จันทรสุรินทร์ ในครั้งนี้ สร้างความประหลาดใจให้กับหลายฝ่าย เนื่องจากนายพินิจถือเป็นนักการเมืองอาวุโสที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการการเมืองมาอย่างยาวนาน การเข้าร่วมกับพรรคภูมิใจไทยจึงเป็นที่น่าจับตามองว่าจะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในพื้นที่อย่างไรบ้าง

สำหรับประวัติของนายพินิจนั้น เป็นอดีต สส. หลายสมัยของจังหวัดลำปาง วัย 88 ปี ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลำปางครั้งแรกในการเลือกตั้งปี พ.ศ. 2518 สังกัดพรรคธรรมสังคม จากนั้นก็สังกัดอยู่หลายพรรคการเมือง เช่น พรรคชาติประชาชน พรรคกิจสังคม พรรคสหประชาธิปไตย พรรคเอกภาพ พรรคสามัคคีธรรม พรรคชาติไทย พรรคชาติพัฒนา โดยในปี 2544 ได้สมัครเป็นสมาชิกพรรคไทยรักไทย เรื่อยมาจนถึงพรรคเพื่อไทย

ในการเลือกตั้งเมื่อปี 2566 นายพินิจได้กลับมาลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลำปาง เขตเลือกตั้งที่ 4 อีกครั้ง แทนนายอิทธิรัตน์ จันทรสุรินทร์ ที่ถึงแก่อนิจกรรม แต่ก็ต้องพ่ายแพ้ให้กับผู้สมัครจากพรรคก้าวไกล ก่อนที่ล่าสุดจะย้ายมาสมัครเป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทยในที่สุด หลังไม่ปรากฏชื่อนายพินิจได้รับการเสนอชื่อเป็นว่าที่ผู้สมัครของพรรคเพื่อไทยเมื่อวันที่ 7 ตุลาคมที่ผ่านมา

การย้ายเข้าพรรคภูมิใจไทยของนายพินิจ จันทรสุรินทร์ ถือเป็นอีกหนึ่งความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจในวงการการเมืองไทย และอาจนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงในอนาคตข้างหน้า ใครที่กำลังมองหาข้อมูลเกี่ยวกับการย้ายพรรคของนักการเมืองคนสำคัญ การวิเคราะห์การเมือง หรือข่าวสารล่าสุดเกี่ยวกับการเลือกตั้ง อย่าลืมติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดเพื่อไม่ให้พลาดข้อมูลสำคัญนะคะ

ที่มา – “พินิจ จันทรสุรินทร์”ขนผู้สมัครลำปาง – สจ.ลำพูน ย้ายพรรคซบภูมิใจไทย

“พิธา” ย้ำ พรรคประชาชนไม่ใช่ฝ่ายค้ำ จี้ “ภูมิใจไทย” ทำตามสัญญา

“พิธา” ยืนยันพรรคประชาชนไม่ใช่ฝ่ายค้ำ เรียกร้อง “ภูมิใจไทย” ทำตามสัญญาตรงไปตรงมา ฟุ้งหากเป็น “ภูมิใจดูด”ระวังแพ้ คาด ป.ป.ช. ชี้มูลคดี 44 สส. ช่วงใกล้ยุบสภา

วันที่ 10 ต.ค. 2568 ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล กล่าวถึงกรณีที่พรรคประชาชนถูกวิจารณ์ว่าเป็นพรรคฝ่ายค้ำให้พรรคภูมิใจไทยได้บริหารบ้านเมืองว่า นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ได้ใช้กลไกสภาตรวจสอบรัฐบาลอย่างต่อเนื่องให้เห็นแล้วว่า ไม่ใช่ฝ่ายค้ำ เพียงแต่ต้องเรียกร้องไปยังรัฐบาลและนายกรัฐมนตรี ให้ทำตามคำสัญญาอย่างตรงไปตรงมาว่าจะรักษาสถานะรัฐบาลเสียงข้างน้อย เพราะสโลแกนของพรรคภูมิใจไทยคือ “พูดแล้วทำ” ถ้าพลิกไปมา ก็ห่วงว่า แบรนด์ของพรรคจะไม่ได้ใช้อีกในการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง

“เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับพรรคภูมิใจไทยเองว่าจะทำตามสโลแกนของพรรคเพื่อใช้ในการเลือกตั้งครั้งหน้าหรือไม่ หรือจะเสี่ยงในระยะสั้นเพื่อที่จะสูญเสียความเป็นตัวตนของพรรคในระยะยาว” นายพิธา กล่าวและว่า

“ภูมิใจดูด” ระวังแพ้

หากตอบแบบส่วนตัว ที่สื่อตั้งฉายาว่าพรรค “ภูมิใจดูด” แต่ตอนนั้นที่ดูดผมไป แพ้ผมหมดเลยนะ คนที่โดนดูดก็จะต้องรู้ว่า มีแผลทางการเมืองตลอดชีวิต ประชาชนก็จะลงโทษ ส่วนตัวแล้วในฐานะอดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล ไม่มีความกังวล เพราะเป็นคนละยุทธภูมิกัน ยุทธภูมิของเราทำงานแบบล่างขึ้นบน ในขณะที่ส่วนใหญ่ทำแบบบนลงล่าง คนที่ต้องกังวลคือ คนทำงานการเมืองแบบบ้านใหญ่ ใช้กลไกข้าราชการเดินเกมการเมืองมากกว่า

พิธายังแซวอนุทินด้วยว่า “ซักผ้าเสร็จแล้ว กลับมาตอบคำถามสื่อมวลชนด้วย”

แนะ ปชน. ตั้งสมาธิให้ดี

นายพิธา ระบุด้วยว่า ปัญหาของพรรคประชาชนขณะนี้อยู่ที่การตั้งสมาธิกับตนเอง ต้องแก้ปัญหาของตัวเอง หาแคนดิเดตให้ดี หายุทธศาสตร์ที่ดี และสื่อสารทางการเมืองมากขึ้น ไม่ต้องสนใจโพลหรือสถิติ ขอให้มีสมาธิ จะต้องกู้ภาพลักษณ์ด้วยการทำงานอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้การตัดสินใจของพรรคประชาชนอาจไม่สมบูรณ์ แต่ตอนนี้ผ่านไปแล้ว กลับไปแก้อะไรไม่ได้ ก็ต้องทำหน้าที่ฝ่ายค้านในการตรวจสอบรัฐบาลเฉพาะกิจชุดนี้ให้ได้มากที่สุด และคอยเตือนนายกรัฐมนตรีตลอดเวลาว่า เป็นนายกรัฐมนตรีเฉพาะกิจ ที่มาจากอำนาจเฉพาะกิจ เพื่อภารกิจเฉพาะกิจ

แนะ ภท. เน้นบ้านเมืองมากกว่า

ส่วนฉากทัศน์การเมือง 4 เดือน ที่จะยุบสภา นายพิธา ประเมินว่า สิ่งที่น่ากังวลสำหรับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย คือน่าจะเน้นบ้านเมืองมากกว่าการเมือง และอย่าให้การเมืองนำบ้านเมือง เพราะฉากทัศน์ต่าง ๆ มาจากหลายเรื่องทั้งการต่างประเทศ เศรษฐกิจ และเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้น อย่างวันนี้ตนเองมาที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก็มาสอน 2 เรื่องด้วยกัน คือ 1.การเลือกตั้งประเทศเมียนมาที่จะมาถึง และ 2.การประชุมอาเซียน เป็น 2 เรื่องร้อนสำหรับนายกฯ เฉพาะกิจ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศตอนนี้ที่ต้องดูแล รวมถึงเรื่องนิติรัฐนิติธรรม เป็นเรื่องสำคัญที่กดทับการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา

ควรเน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ

ส่วนกรณีที่พรรคการเมืองหลายพรรคเริ่มตั้งเป้าตัวเลขเก้าอี้ สส. ในการเลือกตั้งครั้งหน้าแล้วนั้น นายพิธา ประเมินว่า การแข่งกันประกาศจำนวน สส. ที่อยากได้ 80, 200 หรือ 250 ที่นั่ง เป็นเรื่องที่ไม่มีประโยชน์ และไม่สะท้อนความพร้อมทางการเมืองอย่างแท้จริง และหากมองย้อนกลับไปในช่วงที่ตนเองดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคก้าวไกล พรรคให้ความสำคัญกับคุณภาพมากกว่าปริมาณ โดยตั้งเป้าสร้างพรรคในลักษณะพรรคมวลชนที่มี สส.เขตมากกว่าบัญชีรายชื่อ และมีตัวแทนกระจายครบทุกภูมิภาค ไม่ใช่เพียงพรรคที่มีฐานเสียงเฉพาะในบางภูมิภาคเท่านั้น

เร่งขยายฐานพื้นที่อ่อนแอ

นายพิธา กล่าวเพิ่มเติมว่า อยากชวนพรรคประชาชนให้หันมาคิดในเชิงคุณภาพว่า จะเพิ่มศักยภาพและขยายฐานเสียงในแต่ละพื้นที่ได้อย่างไร เช่น พื้นที่ภาคใต้ ซึ่งมีจังหวัดสำคัญอย่างนครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี สงขลา และ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมกันประมาณ 42 เขต รวมถึงภาคอีสานและภาคเหนือ ที่ในการเลือกตั้งครั้งก่อน ที่พรรคก้าวไกลยังทำผลงานได้ไม่ดี

คาด ป.ป.ช. ชี้มูลใกล้ยุบสภา

นายพิธายังกล่าวถึง คดี 44 อดีต สส. พรรคก้าวไกล เสนอร่างแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เตรียมชี้มูลปลายปีนี้ ด้วยว่า การเอาจริยธรรมมาประหัตประหารทางการเมืองตลอดชีวิตนั้นไม่ถูกต้อง หากไม่ได้สัดส่วน ส่วนตัวได้ตรวจสอบกับทีมกฎหมายของตนเอง คดีนี้อยู่ในชั้นอนุกรรมาธิการใน ป.ป.ช. น่าจะเสร็จสิ้นในชั้นนี้ภายในเดือนพฤศจิกายน มีความเป็นไปได้ที่จะมีการชี้มูลในช่วงการยุบสภา หากยุบสภาเร็ว และมีการเลือกตั้งในช่วงเดือนมีนาคมถึงเมษายน ก็มีความเป็นไปได้ที่พรรคประชาชนจะถูกทำลายอีกครั้ง เหมือนพรรคก้าวไกลและอนาคตใหม่

“ผมเองไม่เป็นไรอยู่แล้ว แต่หลายคนยังเป็นแกนนำพรรค จึงอยากส่งเสียงถามประชาชนดังๆ เพราะอยู่ดีๆ ก็มีข่าวออกมาเรื่อยๆ ไม่รู้ว่ามีใครให้ข่าว ไม่รู้ว่าเป็นการทำลายความเชื่อมั่นของพรรคประชาชนอย่างมีนัยสำคัญ หรือตั้งใจจะทำลายล้างกันจริงๆ โดยใช้จริยธรรมที่ไม่ได้สัดส่วน เพราะคนที่ตรวจสอบจริยธรรมไม่มีใครไปทำลายดาบเขาได้ เป็นสิ่งที่อันตรายมาก” พิธาระบุ

แนะ “เท้ง” อย่าเสียกำลังใจ

เมื่อถามว่าให้คำแนะนำนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน เกี่ยวกับคดี 44 สส. และการเลือกตั้งครั้งหน้าอย่างไรบ้าง นายพิธา กล่าวว่า เป็นตัวของตัวเอง มองไปข้างหน้าให้เยอะที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ อย่าเพิ่งเสียกำลังใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น

“พิธา” ยืนยันพรรคประชาชนไม่ใช่ฝ่ายค้ำ เรียกร้อง “ภูมิใจไทย” ทำตามสัญญา

จากกรณีที่นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับพรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทยนั้น ทำให้เกิดประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับการทำงานร่วมกันของพรรคการเมืองต่างๆ ในอนาคต การที่นายพิธายืนยันว่าพรรคประชาชนไม่ใช่ฝ่ายค้ำและเรียกร้องให้พรรคภูมิใจไทยทำตามสัญญา ถือเป็นการสะท้อนถึงความคาดหวังของประชาชนต่อพรรคการเมืองต่างๆ ว่าจะต้องมีความซื่อสัตย์และทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชน

พิธาชี้ พรรคประชาชนไม่ใช่ฝ่ายค้ำ แต่ต้องตรวจสอบรัฐบาล

นายพิธาได้กล่าวอย่างชัดเจนว่า พรรคประชาชนไม่ใช่ฝ่ายค้ำรัฐบาล แต่มีหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างตรงไปตรงมา การที่พรรคการเมืองต่างๆ ทำหน้าที่ของตนเองอย่างเต็มที่ ย่อมเป็นประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศชาติโดยรวม

การเมืองไทยในปัจจุบันมีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การที่ประชาชนมีความเข้าใจในสถานการณ์ทางการเมือง และติดตามการทำงานของพรรคการเมืองต่างๆ อย่างใกล้ชิด จะช่วยให้สามารถตัดสินใจในการเลือกตั้งได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

สถานการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นนี้ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการทำงานร่วมกันของพรรคการเมืองต่างๆ เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติ การที่พรรคการเมืองต่างๆ สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่น จะช่วยให้การพัฒนาประเทศเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุดคือการที่พรรคการเมืองทุกพรรคจะต้องยึดมั่นในหลักการของความซื่อสัตย์และความโปร่งใส เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

การที่นายพิธาออกมาเรียกร้องให้พรรคภูมิใจไทยทำตามสัญญา เป็นการสะท้อนถึงความต้องการของประชาชนที่ต้องการเห็นนักการเมืองทำตามสัญญาที่ให้ไว้ การที่นักการเมืองรักษาคำพูดและทำตามสัญญา จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน และส่งผลดีต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาว

โดยรวมแล้ว สถานการณ์ทางการเมืองนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้พรรคการเมืองทุกพรรคตระหนักถึงความสำคัญของการทำงานเพื่อประชาชน และการรักษาคำสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชน การที่พรรคการเมืองทุกพรรคสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่น และยึดมั่นในหลักการของความซื่อสัตย์และความโปร่งใส จะช่วยให้การพัฒนาประเทศเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ดังนั้น ประชาชนควรติดตามสถานการณ์ทางการเมืองอย่างใกล้ชิด และตัดสินใจในการเลือกตั้งอย่างมีวิจารณญาณ เพื่อเลือกนักการเมืองและพรรคการเมืองที่สามารถสร้างประโยชน์ให้กับประเทศชาติได้อย่างแท้จริง

ที่มา – “พิธา” ยืนยันพรรคประชาชนไม่ใช่ฝ่ายค้ำ เรียกร้อง “ภูมิใจไทย” ทำตามสัญญาตรงไปตรงมา

วรชัย ย้ำ! ชุมนุมเรียกร้องรัฐธรรมนูญใหม่ ทำให้พรรคเข้มแข็ง

“วรชัย” ย้ำจุดยืนชุมนุมหน้าเรือนจำเรียกร้องรัฐธรรมนูญใหม่ ทำให้พรรคการเมืองเข้มแข็ง ลั่นสกัดสส.ย้ายพรรคทรยศคนเลือก

วันที่ 10 ตุลาคม 2568 นายวรชัย เหมะ อดีตสส.สมุทรปราการพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ว่า วันเสาร์ที่ 11 ต.ค. นี้ กลุ่มคนรักประชาธิปไตยทุกกลุ่มทุกสีเสื้อทุกพรรคการเมือง นิสิตนักศึกษาและประชาชน ยังคงมีนัดทานข้าวหน้าเรือนจำคลองเปรมเหมือนทุกเสาร์ที่ผ่านมา โดยการกินข้าวหน้าเรือนจำเป็นประจำทุกวันเสาร์ เวลา 13.00 น. นอกจากจะเป็นการทานข้าวเป็นเพื่อนนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี แล้ว ยังเป็นการสื่อสารประเด็นที่สำคัญที่สุดของประเทศในวันนี้คือการขับเคลื่อนเพื่อให้ได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยให้มากที่สุด เพราะจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนี้เราเห็นได้ชัดว่าสส. แต่ละพรรควิ่งย้ายพรรค มีการซื้อขายตำแหน่งต่อรองอำนาจโดยไม่ได้คำนึงถึงเสียงของประชาชนที่เลือกมาตอนเลือกตั้ง แต่กลับทำเพื่อผลประโยชน์ของกลุ่มตัวเองเท่านั้น

นายวรชัย เหมะ ย้ำถึงความสำคัญของการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น และทำให้พรรคการเมืองเข้มแข็ง ไม่ให้ ส.ส.ทรยศต่อประชาชนที่เลือกเข้ามา โดยการชุมนุมหน้าเรือนจำคลองเปรมเป็นสัญลักษณ์ของการเรียกร้องความเป็นธรรมและประชาธิปไตย

ต้องทำให้พรรคการเมืองเข้มแข็ง

นายวรชัย กล่าวด้วยว่า สิ่งที่ต้องทำให้พรรคการเมืองเข้มแข็ง ไม่ให้สส. ย้ายพรรคทรยศต่อคนเลือก คือการทำรัฐธรรมนูญ ที่ได้มาโดยประชาชนเพื่อประชาชน การชุมนุมของพวกตนจุดประสงค์หลัก คือการได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย และทำให้พรรคการเมืองที่ประชาชนเลือกมาเข้มแข็ง สส.ไม่สามารถทรยศขายตัวหักหลังประชาชนผู้ลงคะแนนได้ และเหตุที่ต้องมาชุมนุมหน้าเรือนจำ เพราะตนมองว่านายทักษิณ ถือเป็นนายกรัฐมนตรี ที่มาจากการเลือกตั้ง ทำประโยชน์ให้คนไทยไม่มีวันลืม แต่ถูกกระทำจากการยึดอำนาจที่ถือเป็นเหยื่อทางการเมือง

การแก้ไขรัฐธรรมนูญและการทำให้พรรคการเมืองเข้มแข็งเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน เพื่อให้การเมืองไทยมีความโปร่งใสและเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น เสียงของประชาชนต้องได้รับการเคารพและการตัดสินใจของนักการเมืองต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของส่วนรวมเป็นสำคัญ

การที่นายวรชัยออกมาเคลื่อนไหวและเรียกร้องให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น แสดงให้เห็นถึงความพยายามที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในประเทศไทย การชุมนุมหน้าเรือนจำเป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ที่ต้องการสื่อสารไปยังผู้มีอำนาจให้รับฟังเสียงของประชาชน

การเรียกร้องให้ “วรชัย” ย้ำจุดยืนชุมนุมหน้าเรือนจำเรียกร้องรัฐธรรมนูญใหม่ ทำให้พรรคการเมืองเข้มแข็ง เป็นสิ่งที่สำคัญในการสร้างความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง สังคมควรสนับสนุนเเละร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนประชาธิปไตยเป้าหมายหลักของการชุมนุมคืออะไร?

  • เพื่อให้ได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย
  • เพื่อให้พรรคการเมืองที่ประชาชนเลือกมาเข้มแข็ง
  • เพื่อป้องกันไม่ให้ ส.ส.ทรยศต่อประชาชน

ทำไมต้องชุมนุมหน้าเรือนจำ?

  • เพื่อสื่อสารถึงประเด็นสำคัญของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
  • เพื่อแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ถึงการเรียกร้องความเป็นธรรม

วรชัย ย้ำ! ชุมนุมเรียกร้องรัฐธรรมนูญใหม่ ทำให้พรรคเข้มแข็ง

ประเด็นสำคัญที่นายวรชัยเน้นย้ำคือการ ทำให้พรรคการเมืองเข้มแข็ง เพื่อป้องกันการทรยศต่อประชาชน

การแก้ไขรัฐธรรมนูญ: จุดเริ่มต้นของการทำให้พรรคเข้มแข็ง

การมีรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย จะช่วยให้พรรคการเมืองมีความมั่นคงและไม่ถูกแทรกแซงจากอำนาจภายนอก ส.ส. จะมีความรับผิดชอบต่อประชาชนที่เลือกเข้ามาและไม่สามารถย้ายพรรคหรือขายตัวเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวได้

การ เรียกร้องรัฐธรรมนูญใหม่ ทำให้พรรคการเมืองเข้มแข็ง เป็นกระบวนการที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในสังคม ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง นักวิชาการ นักศึกษา และประชาชนทั่วไป ทุกคนต้องร่วมกันผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่ยั่งยืน

การชุมนุมหน้าเรือนจำคลองเปรมจึงเป็นสัญลักษณ์ของการเรียกร้องประชาธิปไตยและต้องการให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เป็นธรรม และนำไปสู่การเมืองที่โปร่งใสและเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น เราทุกคนมีส่วนร่วมในการสร้างสังคมที่ดีกว่า

ดังนั้น การติดตามข่าวสารและแสดงออกถึงจุดยืนของตนเองจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เสียงของเราได้รับการรับฟังและนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง

ที่มา – “วรชัย” ย้ำจุดยืนชุมนุมหน้าเรือนจำเรียกร้องรัฐธรรมนูญใหม่ ทำให้พรรคการเมืองเข้มแข็ง

“ศรีสุวรรณ” ยื่น ป.ป.ช. สอบ “ไชยชนก” ปมสินบน 40 ล้าน

“ศรีสุวรรณ” ยื่น ป.ป.ช. สอบ “ไชยชนก” ปมไม่แจ้งความเอาผิดคนเสนอสินบน 40 ล้าน

การเมืองไทยในช่วงนี้เต็มไปด้วยดราม่าร้อนแรง โดยเฉพาะประเด็นการทุจริตและการใช้อำนาจที่ถูกจับตามองจากประชาชน วันนี้เราจะมาพูดถึงกรณีที่ “ศรีสุวรรณ” ยื่น ป.ป.ช. สอบ “ไชยชนก” ปมไม่แจ้งความเอาผิดคนเสนอสินบน 40 ล้าน ซึ่งเป็นเรื่องที่สร้างความฮือฮาและอาจส่งผลกระทบต่อวงการการเมืองอย่างมาก

“ศรีสุวรรณ” ยื่น ป.ป.ช. สอบ “ไชยชนก” ปมไม่แจ้งความเอาผิดคนเสนอสินบน 40 ล้าน

วันที่ 3 ตุลาคม 2568 นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เดินทางไปยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. เพื่อขอให้ไต่สวนข้อเท็จจริงและชี้มูลความผิดของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ในประเด็นที่ละเลยไม่แจ้งความดำเนินคดีกับกลุ่มบุคคลที่เสนอสินบนจำนวน 40 ล้านบาทต่อเดือน เพื่อแลกกับการไม่จับกุมขบวนการคอลเซ็นเตอร์

เหตุการณ์นี้สืบเนื่องจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจในสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 29-30 กันยายน 2568 ที่นายไชยชนกได้เปิดเผยต่อที่ประชุมว่า ได้รับการติดต่อผ่านเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เสนอเงินสินบนดังกล่าวเพื่อหยุดยั้งการดำเนินคดีกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ สแกมเมอร์ และเว็บไซต์ผิดกฎหมายต่างๆ การกระทำเช่นนี้ถือเป็นความผิดฐานติดสินบนเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 144 ซึ่งเป็นความผิดที่สำเร็จรูปแล้ว แม้จะไม่ได้รับเงินจริง

พื้นหลังและข้อสังเกตจากนายศรีสุวรรณ

นายศรีสุวรรณชี้ให้เห็นว่า แม้ “ไชยชนก” จะทราบถึงการเสนอสินบนที่ชัดเจน แต่กลับไม่ดำเนินการแจ้งความทันที ซึ่งอาจเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย และฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอย่างร้ายแรง นอกจากนี้ การที่นายไชยชนกอ้างว่าสั่งการให้ปลัดกระทรวงดีอีตรวจสอบข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐานนั้น ถูกมองว่าเป็นเพียงการแก้ตัวหรือกลยุทธ์ในการหลบเลี่ยงความรับผิดชอบ เพราะปลัดกระทรวงซึ่งเป็นข้าราชการประจำ ไม่มีอำนาจในการตรวจสอบบุคคลภายนอกที่ติดต่อผ่านช่องทางส่วนตัวของรัฐมนตรี

ประเด็นนี้ไม่ใช่แค่เรื่องส่วนตัว แต่สะท้อนถึงปัญหาใหญ่ในระบบการปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์ของไทย โดยเฉพาะแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่สร้างความเสียหายให้ประชาชนนับพันล้านบาทต่อปี การที่รัฐมนตรีผู้รับผิดชอบด้านดิจิทัลไม่จัดการกับการทุจริตที่เกี่ยวข้องโดยตรง อาจทำให้ประชาชนสูญเสียความเชื่อมั่นในหน่วยงานรัฐ และเปิดช่องให้อาชญากรออนไลน์ลอยนวลมากขึ้น

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นหาก ป.ป.ช. ชี้มูล

หาก ป.ป.ช. มีมูลความผิดจริง นายไชยชนกอาจต้องเผชิญกับโทษรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นการถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตลอดชีวิต หรือห้ามดำรงตำแหน่งทางการเมืองใดๆ ในอนาคต ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อพรรคพลังประชารัฐและภาพลักษณ์ของรัฐบาลชุดปัจจุบัน นายศรีสุวรรณยังเตือนให้ “ไชยชนก” เร่งแจ้งความและให้ถ้อยคำด้วยตนเอง เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกดำเนินคดีในฐานะผู้ละเลยหน้าที่

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย การทุจริตในระดับนี้ไม่เพียงกระทบต่อตัวบุคคล แต่ยังเป็นตัวอย่างที่อาจกระตุ้นให้เกิดพฤติกรรมคล้ายกันในหน่วยงานอื่นๆ เพื่อให้การป้องกันการทุจริตมีประสิทธิภาพ ประชาชนควรติดตามความคืบหน้าของคดีนี้อย่างใกล้ชิด และสนับสนุนการทำงานของ ป.ป.ช. ให้โปร่งใส

  • เหตุผลหลักที่ “ศรีสุวรรณ” ยื่นคำร้อง: เพื่อตรวจสอบการละเลยแจ้งความสินบน
  • ผลกระทบต่อนายไชยชนก: อาจถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง
  • บทเรียนสำหรับสังคม: เสริมสร้างความโปร่งใสในหน่วยงานรัฐ

กรณี “ศรีสุวรรณ” ยื่น ป.ป.ช. สอบ “ไชยชนก” ปมไม่แจ้งความเอาผิดคนเสนอสินบน 40 ล้าน นี้ เป็นเครื่องเตือนใจว่าการเมืองไทยยังคงมีช่องโหว่ที่ต้องแก้ไข หากเราต้องการประเทศที่ปราศจากทุจริต คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความนี้เพื่อให้ข้อมูลแพร่กระจายสู่สาธารณะ

ที่มา – “ศรีสุวรรณ” ยื่น ป.ป.ช. สอบ “ไชยชนก” ปมไม่แจ้งความเอาผิดคนเสนอสินบน 40 ล้าน

ดร.เอ้เปิดตัวพรรคไทยก้าวใหม่ ชูนโยบายธนู 4 ดอก

ดร.เอ้เปิดตัวพรรคไทยก้าวใหม่ ชูนโยบายธนู 4 ดอก

ในวันที่ 3 ตุลาคม 2568 วงการการเมืองไทยมีสีสันใหม่เมื่อ “ดร.เอ้” หรือนายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ ได้เปิดตัวพรรคอย่างเป็นทางการ โดยชูนโยบายหลักภายใต้อุปมาของ “ธนู 4 ดอก” ที่มุ่งเน้นการพัฒนาประเทศด้วยพลังความรู้และนวัตกรรม ดร.เอ้เชื่อมั่นว่าการศึกษาคือยาแก้จนที่ดีที่สุดที่จะช่วยให้ประเทศไทยหลุดพ้นจากปัญหาความยากจนและเศรษฐกิจที่ติดหลุมดำ

“ดร.เอ้” เปิดตัวพรรค “ไทยก้าวใหม่” ชูนโยบาย “ธนู 4 ดอก” เชื่อการศึกษาคือยาแก้จนที่ดีที่สุด

การเปิดตัวพรรคไทยก้าวใหม่ครั้งนี้มาพร้อมกับทีมผู้บริหารที่แข็งแกร่ง โดยมีคุณหญิงกัลยา โสภณพนิช ดำรงตำแหน่งประธานพรรค ดร.คเณศ วังส์ไพจิตร เป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ และนายวราวิช กำภู ณ อยุธยา เป็นรองหัวหน้าพรรค สโลแกน “ไทยก้าวใหม่ ก้าวใหม่ให้ไทยสตรอง” สะท้อนวิสัยทัศน์ที่จะผลักดันประเทศไทยให้ก้าวสู่การพึ่งพามันสมองและนวัตกรรมมากกว่าแรงงานราคาถูกแบบเดิมๆ พรรคนี้มุ่งสนับสนุน SME ไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน และสร้างเศรษฐกิจที่คนไทยเป็นศูนย์กลาง

นโยบาย “ธนู 4 ดอก” เป็นหัวใจสำคัญของพรรค ซึ่งประกอบด้วยด้านต่างๆ ที่ครอบคลุมการพัฒนาทุกมิติของสังคมไทย ดร.เอ้ย้ำว่าการศึกษาคือกุญแจสำคัญที่จะแก้ปัญหาปากท้องและความยากจนได้อย่างแท้จริง โดยไม่ใช่แค่การลงทุนเงิน แต่เป็นการสร้างคนรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพ

รายละเอียดนโยบาย “ธนู 4 ดอก” จากดร.เอ้

  • ดอกแรก: สร้างคนใหม่พลิกโฉมการศึกษาไทย – มุ่งปฏิรูประบบการศึกษาตั้งแต่ฐานราก เพื่อให้เยาวชนไทยมีทักษะที่ตอบโจทย์โลกยุคดิจิทัล โดยเน้นการเรียนรู้ตลอดชีวิตและการเข้าถึงการศึกษาที่เท่าเทียม
  • ดอกที่สอง: สร้างเศรษฐกิจก้าวใหม่คนไทยต้องมาก่อน – ส่งเสริมอุตสาหกรรมที่ใช้ความรู้สูง สนับสนุนสตาร์ทอัพและ SME ให้แข่งขันในเวทีโลก โดยให้ความสำคัญกับแรงงานไทยมากกว่ากำไรระยะสั้น
  • ดอกที่สาม: สร้างคุณภาพชีวิตให้คนไทยปลอดภัย สุขภาพดี มีความสุข – พัฒนาระบบสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ประชาชนมีชีวิตที่ยั่งยืนและมีคุณภาพ โดยลดช่องว่างทางสังคม
  • ดอกที่สี่: สร้างค่านิยมใหม่คนดีต้องมีที่ยืน – สร้างสังคมที่โปร่งใส ปราบปรามคอร์รัปชัน และให้โอกาสคนมีคุณธรรมในการเมืองและธุรกิจ

โลโก้พรรคเป็นรูปธนูที่สื่อถึงความมุ่งมั่นก้าวไปข้างหน้า โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือให้คนไทยอยู่อันดับหนึ่ง และประเทศไทยก้าวสู่การเป็นผู้นำโลก หลังการเปิดตัว ดร.เอ้ให้สัมภาษณ์ว่า แม้พรรคจะเป็นน้องใหม่และมีเวลาจำกัดก่อนเลือกตั้ง แต่พร้อมสู้เต็มที่ โดยตนจะเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีและ ส.ส.บัญชีรายชื่อลำดับหนึ่ง การส่งผู้สมัครยังอยู่ระหว่างพิจารณา แต่พรรคมุ่งสร้าง “สังคมนิยมใหม่” ที่เน้นคนดีและปราบคอร์รัปชัน

เมื่อถูกถามถึงการเมืองแบ่งขั้ว ดร.เอ้ยืนยันว่าพรรคไทยก้าวใหม่จะเป็นพรรคที่เปิดกว้าง ร่วมงานกับทุกฝ่ายเพื่อการเปลี่ยนแปลงระยะยาว โดยไม่สร้างความขัดแย้งเพิ่มเติม นโยบายเหล่านี้ไม่เพียงแก้ปัญหาเศรษฐกิจ แต่ยังสร้างอนาคตที่สดใสให้คนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะการศึกษาที่ดร.เอ้มองว่าเป็นยาวิเศษแก้จนได้ดีที่สุด

การปรากฏตัวของพรรคไทยก้าวใหม่นี้ ถือเป็นลู่ทางใหม่ในเวทีการเมืองไทยที่เน้นนวัตกรรมและความรู้มากกว่าความขัดแย้งเก่าๆ หากคุณสนใจการเมืองที่มุ่งพัฒนาประเทศอย่างแท้จริง ลองติดตามพัฒนาการของพรรคนี้ต่อไป เพราะนโยบาย “ธนู 4 ดอก” อาจเป็นคำตอบสำหรับประเทศไทยในยุคใหม่

ที่มา – “ดร.เอ้” เปิดตัวพรรค “ไทยก้าวใหม่” ชูนโยบาย “ธนู 4 ดอก” เชื่อการศึกษาคือยาแก้จนที่ดีที่สุด

ปลัดมหาดไทยยอมรับ “ผู้กองแคท” ยื่นลาออกแล้ว

ในวงการราชการไทย ล่าสุดมีข่าวใหญ่ที่สร้างความสนใจให้กับสื่อมวลชนและประชาชนจำนวนมาก เมื่อ ปลัดมหาดไทยยอมรับ “ผู้กองแคท” ยื่นลาออกแล้ว เรื่องนี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการเมืองและการบริหารงานราชการ ซึ่งผู้กองแคท หรือ ร.ต.อ.หญิง อาทิติยา เบ็ญจะปัก ได้กลายเป็นบุคคลที่ถูกจับตามองจากบทบาทของเธอในสังกัดกระทรวงมหาดไทย

ปลัดมหาดไทยยอมรับ “ผู้กองแคท” ยื่นลาออกแล้ว

วันที่ 2 ตุลาคม 2568 ที่เมืองทองธานี นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับกรณีดังกล่าว โดยยอมรับอย่างชัดเจนว่าราชินีหญิงอาทิติยา เบ็ญจะปัก หรือที่รู้จักกันในนามผู้กองแคท ซึ่งเป็นข้าราชการในสังกัดสำนักเลขานุการกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ได้ยื่นหนังสือขอลาออกจากราชการเรียบร้อยแล้ว การยอมรับนี้ทำให้เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับสาเหตุที่แท้จริงเบื้องหลังการตัดสินใจครั้งนี้

ผู้กองแคทเป็นใคร? เธอเป็นข้าราชการหญิงที่เคยมีบทบาทสำคัญในการทำงานด้านการปกครองและเลขานุการกรม ซึ่งมักเกี่ยวข้องกับนโยบายรัฐบาลและการจัดการปัญหาสังคมต่างๆ การลาออกของเธอจึงไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่กระทรวงมหาดไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายจากสถานการณ์การเมืองที่รุนแรง

รายละเอียดการยื่นลาออกและสถานะปัจจุบัน

เมื่อสื่อสอบถามถึงความคืบหน้าว่าอธิบดีกรมการปกครองได้ลงนามอนุมัติการลาออกหรือยัง ปลัดกระทรวงมหาดไทยตอบเพียงว่า “ยังไม่ทราบ” เพราะยังไม่ได้พูดคุยกันโดยตรง สิ่งนี้บ่งชี้ว่ากระบวนการภายในยังคงดำเนินต่อไป และอาจต้องใช้เวลาอีกสักระยะก่อนที่จะมีประกาศอย่างเป็นทางการ

การลาออกครั้งนี้อาจเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ในอดีตของผู้กองแคท ไม่ว่าจะเป็นการมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางการเมืองหรือประเด็นส่วนตัวที่ถูกเปิดเผยสู่สาธารณะ ซึ่งทำให้เกิดแรงกดดันจากทั้งภายในและภายนอกองค์กร กระทรวงมหาดไทยในฐานะหน่วยงานหลักในการบริหารปกครองท้องถิ่น จึงต้องจัดการเรื่องนี้อย่างรอบคอบเพื่อรักษาภาพลักษณ์

  • สาเหตุที่เป็นไปได้: แรงกดดันทางการเมือง
  • ผลกระทบ: อาจส่งผลต่อการทำงานของกรมการปกครอง
  • กระบวนการ: รอการอนุมัติจากอธิบดี

จากประสบการณ์ในอดีต การลาออกจากราชการของข้าราชการระดับกลางมักเกิดขึ้นเมื่อมีปัญหาความขัดแย้งภายในหรือภายนอก เช่นเดียวกับกรณีของผู้กองแคท ที่อาจกำลังหาทางออกเพื่อหลีกเลี่ยงความซับซ้อนที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ยังมีคำถามว่าการลาออกนี้จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างการทำงานของสำนักเลขานุการหรือไม่

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญด้านการเมือง การยอมรับจากปลัดมหาดไทยครั้งนี้เป็นสัญญาณว่ากระทรวงกำลังพยายามจัดการปัญหาอย่างโปร่งใส เพื่อไม่ให้เรื่องลุกลามไปสู่ประเด็นใหญ่กว่า เช่น การทุจริตหรือการแทรกแซงทางการเมือง ประชาชนต่างรอคอยข้อมูลเพิ่มเติมจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

นอกจากนี้ กรณี ปลัดมหาดไทยยอมรับ “ผู้กองแคท” ยื่นลาออกแล้ว ยังสะท้อนถึงวัฒนธรรมการทำงานในราชการไทย ที่มักเน้นการรักษาความสมดุลระหว่างหน้าที่และชีวิตส่วนตัว หากคุณเป็นข้าราชการหรือสนใจข่าวการเมือง แนะนำให้ติดตามพัฒนาการต่อไป เพราะอาจมีบทเรียนสำคัญสำหรับคนรุ่นใหม่ในการตัดสินใจอาชีพราชการ

สุดท้ายนี้ การลาออกครั้งนี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงบวก หากนำไปสู่การปรับปรุงระบบราชการให้โปร่งใสยิ่งขึ้น คุณคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้? แชร์ความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างเพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองกัน

ที่มา – ปลัดมหาดไทยยอมรับ “ผู้กองแคท” ยื่นลาออกแล้ว

ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาคำร้อง ภูมิธรรม-ทวี แทรกแซง กกต.

ในวงการการเมืองไทยที่เต็มไปด้วยความเคลื่อนไหวล่าสุด ศาลรัฐธรรมนูญเดินหน้าพิจารณาคำร้อง “ภูมิธรรม-ทวี” ใช้อำนาจแทรกแซง กกต. เพื่อประโยชน์สาธารณะ ได้กลายเป็นประเด็นร้อนที่ทุกคนจับตามอง กรณีนี้เกี่ยวข้องกับนายภูมิธรรม เวชยชัย และพันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง ซึ่งถูกกล่าวหาว่าใช้อำนาจในทางมิชอบเพื่อแทรกแซงการทำงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โดยเฉพาะในกระบวนการตรวจสอบการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา

ศาลรัฐธรรมนูญเดินหน้าพิจารณาคำร้อง “ภูมิธรรม-ทวี” ใช้อำนาจแทรกแซง กกต. เพื่อประโยชน์สาธารณะ

วันที่ 30 กันยายน 2568 ที่ประชุมตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้ตัดสินใจด้วยเสียงข้างมาก 6 ต่อ 2 ให้ดำเนินการพิจารณาคำร้องนี้ต่อไป แม้ว่าทั้งสองผู้ถูกกล่าวหาจะไม่ได้อยู่ในตำแหน่งรัฐมนตรีแล้วก็ตาม คำร้องนี้เกิดจากการที่สมาชิกวุฒิสภาหลายคนยื่นต่อประธานวุฒิสภา โดยอ้างว่าการที่ทั้งคู่มีมติให้การกระทำความผิดทางอาญาอื่นเป็นคดีพิเศษ ตามพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ มาตรา 21 วรรคหนึ่ง (2) ถือเป็นการแทรกแซงและครอบงำอำนาจของ กกต. ผ่านกรมสอบสวนคดีพิเศษ ซึ่งนำไปสู่การกลั่นแกล้ง กดดัน และข่มขู่สมาชิกวุฒิสภา

พฤติกรรมดังกล่าวถูกมองว่าขัดต่อหลักการแบ่งแยกอำนาจและหลักนิติธรรม ทำให้เกิดคำถามถึงความซื่อสัตย์สุจริตและจริยธรรมของทั้งสองคน ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (4) และ (5) ซึ่งอาจนำไปสู่การสิ้นสุดความเป็นรัฐมนตรีตามมาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) การตัดสินใจของศาลนี้จึงมีความสำคัญยิ่ง เพราะแม้ทั้งคู่จะพ้นจากตำแหน่งแล้ว แต่การวินิจฉัยจะช่วยกำหนดมาตรฐานทางจริยธรรมในอนาคต

เหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจเดินหน้าพิจารณา

ศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าการพิจารณาคดีต่อไปจะเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 51 ตุลาการส่วนใหญ่ 6 คน ได้แก่ นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์, นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม, นายจิรนิติ หะวานนท์, นายบรรจงศักดิ์ วงศ์ปราชญ์, นายอุดม รัฐอมฤต และนายสุเมธ รอยกุลเจริญ เห็นชอบกับการดำเนินคดีต่อ ขณะที่ตุลาการ 2 คน คือ นายวิรุฬห์ แสงเทียน และนายนภดล เทพพิทักษ์ มองว่าพอทั้งคู่พ้นตำแหน่งแล้ว ไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยต่อ

ก่อนหน้านี้ ในขณะที่คดีกำลังพิจารณา ความเป็นรัฐมนตรีของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร สิ้นสุดลงตามคำวินิจฉัยของศาล ทำให้รัฐมนตรีทั้งคณะพ้นจากตำแหน่ง ต่อมาพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 7 กันยายน 2568 และแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2568 โดยไม่มีชื่อของนายภูมิธรรมและ พ.ต.อ. ทวี ทำให้ทั้งคู่ออกจากตำแหน่งอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2568 หลังนายกฯ ชุดใหม่ถวายสัตย์ปฏิญาณ

กรณี ศาลรัฐธรรมนูญเดินหน้าพิจารณาคำร้อง “ภูมิธรรม-ทวี” ใช้อำนาจแทรกแซง กกต. เพื่อประโยชน์สาธารณะ นี้ สะท้อนถึงความพยายามของสถาบันตุลาการในการรักษาความโปร่งใสในระบบการเมืองไทย แม้จะไม่มีผลกระทบโดยตรงต่อตำแหน่งปัจจุบัน แต่ผลลัพธ์อาจส่งผลต่อโอกาสทางการเมืองในอนาคตของบุคคลที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ ยังเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับนักการเมืองในการใช้อำนาจอย่างสุจริต

จากมุมมองของผู้สังเกตการณ์ การแทรกแซงดังกล่าวหากพิสูจน์ได้ จะเป็นการละเมิดหลักประชาธิปไตยที่แท้จริง โดยเฉพาะการใช้หน่วยงานรัฐเป็นเครื่องมือเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวหรือกลุ่ม ซึ่งอาจนำไปสู่การปฏิรูปกฎหมายเกี่ยวกับคดีพิเศษในอนาคต เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย

  • ประเด็นหลัก: การแทรกแซง กกต. ผ่านคดีพิเศษ
  • ผลกระทบ: ตั้งคำถามถึงจริยธรรมนักการเมือง
  • ความสำคัญ: สร้างมาตรฐานสำหรับการใช้อำนาจ

ในท้ายที่สุด การวินิจฉัยของศาลนี้จะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นในระบบยุติธรรม หากคุณสนใจประเด็นการเมืองไทย ลองติดตามอัปเดตเพิ่มเติมจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ เพื่อเข้าใจบริบทที่กว้างขึ้น

ที่มา – ศาลรัฐธรรมนูญเดินหน้าพิจารณาคำร้อง “ภูมิธรรม-ทวี” ใช้อำนาจแทรกแซง กกต. เพื่อประโยชน์สาธารณะ

ก่อแก้ว ชี้ อนุทิน ไม่ใช่นายกฯ ตัวจริง ชื่ออนุวิน

ในแวดวงการเมืองไทยที่เต็มไปด้วยความเคลื่อนไหวและการวิพากษ์วิจารณ์ การอภิปรายในสภาที่เพิ่งเกิดขึ้นได้สร้างความฮือฮาอย่างมาก โดยเฉพาะคำพูดสุดแซ่บจากนายก่อแก้ว พิกุลทอง ส.ส.พรรคเพื่อไทย ที่ลุกขึ้นซัดรัฐบาลชุดใหม่ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นร้อนที่ชาวเน็ตและนักการเมืองต่างพูดถึงกันอย่างกว้างขวาง

ก่อแก้ว ชี้ อนุทิน ไม่ใช่นายกฯ ตัวจริง เพราะนายกฯตัวจริงชื่อ “อนุวิน”

วันที่ 30 กันยายน 2568 ระหว่างการอภิปรายนโยบายรัฐบาล นายก่อแก้ว พิกุลทอง ได้ลุกขึ้นแสดงความเห็นอย่างตรงไปตรงมา โดยโจมตีการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดนี้ว่าขัดแย้งกับคำมั่นสัญญาที่รัฐบาลแถลงไว้ในนโยบาย เช่น การยึดมั่นหลักนิติธรรมและการขจัดทุจริต แต่ในความเป็นจริง การเลือกคนเข้าคณะรัฐมนตรีกลับดูเหมือนเป็นการจัดสรรตำแหน่งให้กับพวกพ้องและผู้มีอิทธิพลในพรรคภูมิใจไทยมากกว่า นายก่อแก้วเปรียบเทียบว่ารัฐบาลชุดนี้คือ “ครม.นอมินีปราสาทสายฟ้า” ซึ่งอ้างถึงอิทธิพลจากบุรีรัมย์ที่ถูกมองว่าเป็นฐานที่มั่นของพรรค

หนึ่งในประเด็นที่นายก่อแก้วหยิบยกมาอภิปรายคือตัวอย่างบุคคลสำคัญในครม. เช่น นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี ที่ถูกระบุว่าเป็นคนใกล้ชิดกับนายเนวิน ชิดชอบ หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย นายก่อแก้วยังรื้อฟื้นคดีเก่าๆ อย่างกรณีปลัดกระทรวงคมนาคมถูกปล้นเงินกว่า 200 ล้านบาท เพื่อตั้งคำถามถึงที่มาของทรัพย์สินและความสัมพันธ์เหล่านี้ ส่วนพล.ต.ต.รุทธพล เนาวรัตน์ ในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ก็ถูกตั้งข้อสังเกตว่าศักยภาพอาจไม่เพียงพอสำหรับบทบาทนี้ แต่กลับได้รับการแต่งตั้งเพื่อภารกิจเฉพาะ เช่น การจัดการคดีฮั้วประมูลเลือกตั้ง สว. ที่เกี่ยวข้องกับแกนนำพรรค

ก่อแก้ว ชี้ อนุทิน ไม่ใช่นายกฯ ตัวจริง เพราะนายกฯตัวจริงชื่อ “อนุวิน” ในมุมมองการเมือง

นอกจากนี้ นายก่อแก้วยังตั้งคำถามถึงนายไชยชนก ชิดชอบ ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ที่ขาดประสบการณ์ด้านนี้อย่างชัดเจน ในขณะที่ประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหาอาชญากรรมออนไลน์และภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่รุนแรง การแต่งตั้งเช่นนี้ จึงถูกมองว่าไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ แต่เป็นระบบอุปถัมภ์ที่ยึดติดกับผลประโยชน์ส่วนตัวและพรรคการเมือง นายก่อแก้วแนะนำอย่างประชดประชันว่า ถ้าจะตั้งครม.แบบนี้ ก็ควรตั้ง “กระทรวงบุรีรัมย์” ไปเลยดีกว่า และย้ายทำเนียบรัฐบาลไปตั้งที่เขากระโดง เพื่อให้ชัดเจนว่าอำนาจอยู่ที่ไหน

คำสรุปสุดท้ายของนายก่อแก้วคือ การที่นายอนุทินปล่อยให้ผู้มีอิทธิพลอย่างนายอนุวิน ชิดชอบ ครอบงำการตัดสินใจ จะทำให้สังคมมองว่านายกรัฐมนตรีตัวจริงไม่ใช่ “อนุทิน” แต่คือ “อนุวิน” ที่กินรวบประเทศทั้งหมด คำพูดนี้กลายเป็นวลีฮิตที่ถูกแชร์กันอย่างแพร่หลายในโซเชียลมีเดีย สะท้อนถึงความกังวลของประชาชนต่อการเมืองไทยที่ยังคงวนเวียนอยู่กับอิทธิพลท้องถิ่นและพวกพ้อง

จากมุมมองของนักวิเคราะห์การเมือง การอภิปรายครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการโจมตีส่วนตัว แต่ยังเป็นการเตือนใจให้รัฐบาลใหม่ต้องพิสูจน์ตัวเองด้วยการปฏิบัติที่โปร่งใส หากไม่ทำเช่นนั้น ความน่าเชื่อถือของรัฐบาลอาจถูกตั้งคำถามตั้งแต่แรกเริ่ม ในยุคที่ประชาชนตื่นตัวกับการต่อต้านคอร์รัปชันมากขึ้น รัฐบาลควรฟังเสียงสะท้อนเหล่านี้และปรับปรุงเพื่อสร้างความเชื่อมั่น

  • การแต่งตั้งครม.ที่ขาดสมดุล: เน้นพวกพ้องมากกว่าความสามารถ
  • ตัวอย่างคดีเก่าๆ ที่ถูกหยิบยก: สะท้อนปัญหาความโปร่งใส
  • คำแนะนำประชด: ตั้งกระทรวงบุรีรัมย์ เพื่อความชัดเจน

สุดท้ายนี้ ผู้เขียนเห็นว่าการเมืองไทยยังคงต้องพัฒนาเพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุด หากคุณสนใจประเด็นการเมือง ลองติดตามและแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง เพื่อให้เราร่วมกันผลักดันการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง

ที่มา – “ก่อแก้ว” ชี้ “อนุทิน” ไม่ใช่นายกฯ ตัวจริง เพราะนายกฯตัวจริงชื่อ “อนุวิน”

“เพื่อไทย” เตรียมรับน้องรัฐบาลใหม่ อัดแคมเปญ “4 เดือนยุบคดี กับ 4 หายนะ”

“เพื่อไทย” เตรียมรับน้องรัฐบาลใหม่ อัดแคมเปญ “4 เดือนยุบคดี กับ 4 หายนะ”

ในสถานการณ์การเมืองไทยที่กำลังร้อนระอุ พรรคเพื่อไทยในฐานะฝ่ายค้านหลัก ได้ออกมาแสดงจุดยืนชัดเจนในการต้อนรับรัฐบาลใหม่ พรรคเพื่อไทยเตรียมรับน้องรัฐบาลใหม่ ด้วยแคมเปญสุดเข้มข้น “4 เดือนยุบคดี กับ 4 หายนะ” ซึ่งจะชำแหละข้อตกลง MOA ระหว่างพรรคส้มและน้ำเงินในการอภิปรายนโยบายของรัฐบาลพรรคภูมิใจไทย โดยย้ำว่าจะไม่มีออมมือ ไม่มีอ่อนข้อ และไม่ง้อฝ่ายค้าน

เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2568 ที่สำนักงานพรรคเพื่อไทย นายดนุพร ปุณณกันต์ ส.ส.บัญชีรายชื่อและโฆษกพรรคเพื่อไทย ได้แถลงถึงการเตรียมการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลใหม่ พรรคเพื่อไทยในฐานะฝ่ายค้านอิสระ จะต้อนรับรัฐบาลชุดนี้อย่างเต็มที่ ภายใต้แคมเปญ “เพื่อไทย” เตรียมรับน้องรัฐบาลใหม่ อัดแคมเปญ “4 เดือนยุบคดี กับ 4 หายนะ” เพราะพรรคเห็นชัดว่ารัฐบาลเฉพาะกิจชุดนี้ แม้จะอยู่เพียง 4 เดือน แต่ซ่อนภารกิจแอบแฝงที่อาจนำมาซึ่งหายนะ 4 ด้านใหญ่หลวง

“เพื่อไทย” เตรียมรับน้องรัฐบาลใหม่ อัดแคมเปญ “4 เดือนยุบคดี กับ 4 หายนะ”

หายนะที่ 1: การขาดโอกาสทางเศรษฐกิจ รัฐบาลใหม่ทำให้ประเทศหยุดชะงัก นโยบายสำคัญที่พรรคเพื่อไทยวางไว้ เช่น โครงการลดค่าครองชีพ เพิ่มรายได้ประชาชน ถูกปัดตกทั้งหมด เพียงเพราะเป็นนโยบายจากรัฐบาลเพื่อไทย สิ่งนี้ไม่ใช่แค่ลดแลกแจกแถม แต่เป็นรากฐานพัฒนาประเทศที่ถูกทำลาย

หายนะที่ 2: การขาดคนมีฝีมือ ในรัฐบาลนอมินีบุรีรัมย์

รัฐบาลชุดนี้เต็มไปด้วยรัฐมนตรีคอนเนกชันปราสาทสายฟ้า ที่ถูกวางตัวทำภารกิจสำคัญ แม้นโยบายจะระบุว่ารักษานิติธรรม ขจัดทุจริต สงครามกับพนันออนไลน์ ภัยไซเบอร์ และข่าวปลอม แต่การเลือกคนใกล้ชิดนายกฯ แทนคนมีฝีมือจริงๆ จะทำให้การทำงานล้มเหลว

หายนะที่ 3: การขาดความโปร่งใส การจัดตำแหน่งรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับคดีใหญ่ เช่น คดีบุกรุกที่ดินเขากระโดง และคดีฮั้ว สว. มาจากค่ายสีน้ำเงิน ทำให้ความโปร่งใสถูกปกปิด ผู้บังคับใช้กฎหมายมี ‘เจ้านาย’ ที่ไม่ใช่ประชาชน แต่เป็นนายใหญ่บุรีรัมย์

หายนะที่ 4: การขาดอนาคตประชาธิปไตย ศัตรูของประชาธิปไตยที่เคยแฝงในเงา ตอนนี้ปรากฏตัวชัดผ่านสถาบันการเมือง สีน้ำเงินได้รับชุบชีวิตจากตั๋วส้ม แม้อ้างเจตนาดี แต่ปลายทางอาจนำไปสู่หายนะที่ย้อนกลับไม่ได้ เป็น 4 เดือนยุบสภา ยุบคดี หรือ 4 นโยบายของอนุทิน หรือ 4 หายนะ?

โฆษกพรรคเพื่อไทยยืนยันว่าจะจัดเต็มในการอภิปราย ใช้เวลา 6 ชั่วโมงชี้ปัญหา ผลกระทบ และหายนะจากรัฐบาลนี้ โดยไม่ต้องค้ำยันให้

การแก้ไขรัฐธรรมนูญและ MOA ส้ม-น้ำเงิน

นายดนุพรยังพูดถึงการยื่นญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญ หมวด 15 เพื่อร่างฉบับใหม่ มีร่างจากเพื่อไทย ประชาชน และภูมิใจไทย แต่เงื่อนไขสำคัญคือต้องได้เสียง สว. 1 ใน 3 การได้มาซึ่ง ส.ส.ร. อาจถูกคุมกำเนิด โดยเฉพาะแนวทางของภูมิใจไทยที่ไม่เชื่อมโยงประชาชน

MOA ส้ม-น้ำเงิน อาจเป็นแค่พิธีกรรม เพราะ สว. สีน้ำเงินและภูมิใจไทยที่เติบโตจากส้ม อาจครองอำนาจกำหนด ส.ส.ร. ปลายทางรัฐธรรมนูญใหม่จึงอาจไม่ดีงามอย่างที่หวัง สถานการณ์นี้เหมือนเปิดกล่องแพนโดร่า ปลดปล่อยหายนะ

พรรคเพื่อไทยเรียกร้องให้พรรคประชาชนที่ค้ำรัฐบาล ตั้งโต๊ะเจรจาเปิดเผยกับภูมิใจไทยและ สว. ให้ประชาชนรู้ดีลทั้งหมด เพื่อหยุดยั้งหายนะ

สุดท้าย พรรคเพื่อไทยหวังว่าการตัดสินใจของพรรคประชาชนจะไม่สูญเปล่า นี่คือการเดิมพันอนาคตประเทศ หากรัฐธรรมนูญใหม่กลายเป็นหายนะ ความรับผิดชอบจะหนักหนา

ในมุมมองของผู้เขียน แคมเปญ “4 เดือนยุบคดี กับ 4 หายนะ” ของเพื่อไทยนี้ สะท้อนถึงการตรวจสอบที่เข้มข้น ซึ่งจำเป็นต่อประชาธิปไตยไทย ประชาชนควรติดตามอภิปรายนี้เพื่อเข้าใจทิศทางประเทศ หากสนใจข่าวการเมืองเพิ่มเติม สมัครรับข่าวสารจากบล็อกของเราได้เลยวันนี้

ที่มา – “เพื่อไทย” เตรียมรับน้องรัฐบาลใหม่ อัดแคมเปญ “4 เดือนยุบคดี กับ 4 หายนะ”

Scroll to top