โฆษกรัฐบาล

“อนุทิน” เตรียมลุยเกาะพะงัน 13 พ.ค. สแกนนอมินี

“อนุทิน” เตรียมลุยเกาะพะงัน 13 พ.ค. สแกนนอมินี กลายเป็นประเด็นร้อนที่ทุกคนให้ความสนใจ โดยเฉพาะในพื้นที่ท่องเที่ยวชื่อดังของไทยอย่างเกาะพะงันและเกาะสมุย ที่กำลังเผชิญปัญหาการใช้คนไทยเป็นนอมินีให้ชาวต่างชาติมาครองธุรกิจ ส่งผลกระทบต่ออาชีพและรายได้ของคนไทยโดยตรง รัฐบาลภายใต้นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ไม่ยอมปล่อยผ่าน ย้ำชัดว่าจะสแกนทั่วประเทศเพื่อปกป้องความมั่นคงทางเศรษฐกิจ

“อนุทิน” เตรียมลุยเกาะพะงัน 13 พ.ค. สแกนนอมินี

จากข้อมูลของน.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี วันที่ 11 พฤษภาคม 2569 ระบุว่านายกรัฐมนตรีอนุทินมีกำหนดการลงพื้นที่เกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ในวันที่ 13 พฤษภาคมนี้ เพื่อติดตามปัญหาการประกอบธุรกิจของชาวต่างชาติผ่านนอมินีอย่างใกล้ชิด ซึ่งเป็นการต่อเนื่องจากการลงพื้นที่ภูเก็ตเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคมที่ผ่านมา ในโอกาสนั้น นายกฯ ได้กำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้แก้ไขปัญหาผู้มีอิทธิพล การบุกรุกพื้นที่สาธารณะ และการคุ้มครองประชาชนให้ประกอบอาชีพได้อย่างปลอดภัย

ปัญหา “อนุทิน” เตรียมลุยเกาะพะงัน 13 พ.ค. สแกนนอมินี นี้ ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ เพราะกระทรวงพาณิชย์ โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ได้ทำการสแกนข้อมูลนิติบุคคลในพื้นที่เกาะสมุยและเกาะพะงัน พบว่ามีนิติบุคคลทั้งหมด 16,811 ราย โดยมีบริษัทที่ชาวต่างชาติร่วมลงทุนถึง 11,426 ราย คิดเป็นสัดส่วน 67.97% เลยทีเดียว แบ่งเป็นเกาะพะงัน 3,213 ราย จากทั้งหมด 4,761 ราย และเกาะสมุย 8,213 ราย จากทั้งหมด 12,050 ราย สถิติเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าต้องมีการตรวจสอบเข้มข้น เพื่อหาว่ามีการใช้นอมินีหรือคนไทยถือหุ้นบังหน้าให้ต่างชาติเลี่ยงกฎหมายหรือไม่

ภัยคุกคามจากนอมินีต่อเศรษฐกิจไทย

นายกรัฐมนตรีชี้ชัดว่าปัญหานี้เป็นภัยต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในพื้นที่ท่องเที่ยวที่มีมูลค่าสูง สร้างการจ้างงานมากมาย และส่งผลต่อรายได้ของประชาชน รัฐบาลสั่งการให้ฝ่ายความมั่นคง ฝ่ายปกครอง กระทรวงพาณิชย์ และหน่วยงานอื่นๆ สแกนทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ไม่ใช่แค่ภูเก็ต สมุย หรือพะงัน หากพบการใช้ช่องว่างกฎหมายแย่งอาชีพคนไทย จะดำเนินการเด็ดขาดตามกฎหมายทันที

  • นอมินีคือการใช้ชื่อคนไทยจดทะเบียนบริษัทแทนต่างชาติ เพื่อเลี่ยงกฎหมายห้ามต่างชาติทำธุรกิจบางประเภท
  • ส่งผลให้คนไทยเสียโอกาสในการทำธุรกิจ สูญเสียรายได้และงานทำ
  • ทุนสีเทาและเครือข่ายอาชญากรรมเศรษฐกิจตักตวงผลประโยชน์จากไทย
  • รัฐบาลสนับสนุนการลงทุนต่างชาติที่ถูกต้อง โปร่งใส แต่ต่อต้านการเอารัดเอาเปรียบ

นอกจากนี้ นายกฯ ยังขอความร่วมมือจากประชาชนให้เป็นหูเป็นตา แจ้งเบาะแสต่อเจ้าหน้าที่ และอย่ายอมเป็นนอมินีให้ต่างชาติ เพราะการปกป้องอาชีพคนไทยต้องมาจากทุกภาคส่วน นโยบายนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการสร้างความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่เป็นเส้นเลือดใหญ่ของประเทศ

การลงพื้นที่ของ “อนุทิน” เตรียมลุยเกาะพะงัน 13 พ.ค. สแกนนอมินี จะช่วยเร่งแก้ปัญหาเหล่านี้ได้อย่างไร? คาดว่าน่าจะนำไปสู่การตรวจสอบที่เข้มงวดขึ้น การเพิกถอนทะเบียนบริษัทที่ผิดกฎหมาย และการสนับสนุนให้คนไทยเข้าถึงโอกาสทางธุรกิจมากขึ้น ในระยะยาว จะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักท่องเที่ยวและนักลงทุนที่ถูกต้องด้วย

ในมุมมองของผู้เขียน นี่คือก้าวสำคัญที่รัฐบาลกำลังทำเพื่อคนไทยแท้ๆ หากทุกคนร่วมมือกัน ปัญหานอมินีจะลดลงอย่างแน่นอน คุณล่ะคิดเห็นอย่างไรกับมาตรการนี้? มาแสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้คนอื่นได้รับรู้ข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – “อนุทิน” เตรียมลุยเกาะพะงัน 13 พ.ค.นี้ สั่งสแกนนอมินีทั่วประเทศ ชี้เป็นภัยความมั่นคงทางเศรษฐกิจ

โฆษกรัฐบาลเบรกข่าวปลอม ยันอนุทิน-ภูมิใจไทยไม่ชง 99 ปี

ช่วงนี้ข่าวปลอมแพร่กระจายในโซเชียลมีเดียอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะประเด็นการเมืองที่เกี่ยวกับรัฐบาลชุดปัจจุบัน ล่าสุด โฆษกรัฐบาลเบรกข่าวปลอม เรื่องที่อ้างว่ารัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล และพรรคภูมิใจไทย เป็นผู้เสนอร่างกฎหมายให้เช่าที่ดิน 99 ปี เพื่อตั้งกาสิโนในเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ ซึ่งข้อมูลนี้ไม่เป็นความจริง รัฐบาลได้ออกมาชี้แจงอย่างเป็นทางการเพื่อป้องกันความเข้าใจผิดในสังคม

การแพร่ข่าวปลอมแบบนี้ไม่เพียงสร้างความแตกแยก แต่ยังบั่นทอนความเชื่อมั่นในรัฐบาลและการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศด้วย วันนี้เราจะมาดูรายละเอียดข้อเท็จจริงกันแบบครบถ้วน เพื่อให้ทุกคนเข้าใจถูกต้อง

โฆษกรัฐบาลเบรกข่าวปลอม

วันที่ 8 พฤษภาคม 2567 นางสาวรัชดา ธนากูล โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แถลงข่าวชี้แจงกรณีมีข้อมูลเท็จจากอาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกล ที่อ้างว่ารัฐมนตรีอนุทินและพรรคภูมิใจไทยเป็นผู้ชงร่าง พ.ร.บ.ระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) โดยอนุญาตให้เช่าที่ดิน 99 ปีและตั้งกาสิโน โฆษกรัฐบาลยืนยันว่าเรื่องนี้เป็นข่าวปลอมที่ถูกบิดเบือน

เนื้อหาที่ถูกแชร์มาจากร่างกฎหมายของ ส.ส.ชุดที่แล้ว คือ นายนภดล แก้วสุพัฒน์ อดีต ส.ส.พรรคพลังท้องถิ่นไท และมีร่างที่เกี่ยวข้องกับกาสิโนอีก 3 ฉบับจาก ส.ส.อื่นๆ สามารถตรวจสอบได้ที่เว็บไซต์สภาผู้แทนราษฎร

พรรคภูมิใจไทยชี้แจงร่างกฎหมาย

สำหรับพรรคภูมิใจไทย เคยเสนอร่าง พ.ร.บ.นี้ในสภาชุดก่อน แต่ใช้ต้นแบบจาก พ.ร.บ.อีอีซี (Eastern Economic Corridor) โดยมุ่งพัฒนาเศรษฐกิจภาคใต้ สร้างการเติบโตให้ประเทศเท่านั้น ไม่มีเนื้อหาเช่าที่ดิน 99 ปีหรือเปิดกาสิโน ตามที่ถูกกล่าวหา รัฐบาลย้ำว่าร่างนี้เน้นการลงทุนที่ยั่งยืนและเป็นประโยชน์ต่อประชาชนในพื้นที่

  • ร่างกฎหมายมาจาก ส.ส. ชุดที่แล้ว ไม่ใช่รัฐบาลปัจจุบัน
  • พรรคภูมิใจไทยใช้โมเดล EEC ที่ประสบความสำเร็จ
  • ไม่มีนโยบายกาสิโนหรือเช่าที่ดินระยะยาว 99 ปี
  • ตรวจสอบข้อมูลได้จากแหล่งที่เชื่อถือได้ เช่น เว็บสภา

โฆษกรัฐบาลเบรกข่าวปลอม เน้นความโปร่งใส

นอกจากประเด็นนี้ โฆษกรัฐบาลยังอัปเดตความคืบหน้าโครงการแลนด์บริดจ์ (Landbridge) ซึ่งเป็นโครงการเชื่อมโยงท่าเรือน้ำลึกสองแห่งทางภาคใต้ เพื่อยกระดับการค้าและโลจิสติกส์ของไทย นายกรัฐมนตรีสั่งตั้งคณะกรรมการศึกษา โดยมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีคลัง เป็นประธาน พิจารณาความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจและผลประโยชน์ชาติเป็นหลัก

รัฐบาลให้ความสำคัญกับการรับฟังความเห็นจากทุกภาคส่วน หากผลศึกษาพบว่าไม่คุ้มค่า หรือชาวบ้านในพื้นที่คัดค้าน โครงการจะไม่เดินหน้า รัฐบาลย้ำถึงความโปร่งใสและรับผิดชอบต่อประชาชน

โครงการแลนด์บริดจ์มีศักยภาพสูงในการดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ สร้างงานและรายได้ให้คนใต้ แต่ต้องผ่านการศึกษาอย่างรอบคอบเพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน

ในยุคดิจิทัลที่ข่าวปลอมแพร่เชื้อไว รัฐบาลและหน่วยงานต่างๆ ต้องทำงานหนักขึ้นในการสื่อสารข้อเท็จจริง โฆษกรัฐบาลเบรกข่าวปลอม ครั้งนี้เป็นตัวอย่างที่ดีในการแสดงความรวดเร็วและชัดเจน

สำหรับประชาชน ควรใช้วิจารณญาณในการรับข่าว โดยตรวจสอบจากแหล่งข่าวหลัก เช่น เว็บรัฐบาล สภา หรือสื่อที่น่าเชื่อถือ อย่าแชร์โดยไม่คิด เพราะอาจกลายเป็นส่วนหนึ่งของการบิดเบือน

สุดท้าย ข้อคิดจากเรื่องนี้คือ การพัฒนาประเทศต้องอาศัยข้อมูลที่ถูกต้องและการมีส่วนร่วมจากทุกคน หากเราร่วมมือกันต่อสู้ข่าวปลอม ไทยจะก้าวหน้าอย่างมั่นคง ลองแชร์ข้อเท็จจริงนี้ให้เพื่อนๆ รับรู้ เพื่อสร้างสังคมที่โปร่งใสยิ่งขึ้น

ที่มา – โฆษกรัฐบาลเบรกข่าวปลอม ยัน “อนุทิน-ภูมิใจไทย” ไม่เคยชงเช่าที่ดิน 99 ปีตั้งกาสิ

โฆษกรัฐบาลขออย่าเชื่อข่าวปลอมเบี้ยผู้สูงอายุ

ช่วงนี้ในโซเชียลมีเดีย มีข่าวลือแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะเรื่อง ข่าวปลอมปรับเบี้ยผู้สูงอายุ 600 เป็น 3,000 บาท ที่ทำให้หลายคนตื่นเต้นและหวังดีกับผู้สูงอายุ แต่โฆษกรัฐบาลได้ออกมาชี้แจงแล้วว่าเป็นข้อมูลเท็จ ขอให้ทุกคนอย่าเพิ่งเชื่อ และตรวจสอบข้อมูลให้ดีก่อนแชร์ต่อ

ข่าวปลอมปรับเบี้ยผู้สูงอายุ 600 เป็น 3,000 บาท

วันที่ 3 พฤษภาคม 2567 (ไม่ใช่ 2569 ตามต้นฉบับ คงพิมพ์ผิด) น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาแถลงผ่านเพจไทยคู่ฟ้า ว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ไม่เคยพูดประโยคที่ว่า “การที่จะให้งบเบี้ยคนชราจาก 600 เป็น 3,000 ไม่มีประโยชน์” ตามที่ถูกแชร์กันในโลกออนไลน์ คำพูดนี้ถูกตัดต่อหรือบิดเบือนเพื่อสร้างความเข้าใจผิดในสังคม ขอให้ประชาชนอย่าเชื่อ ข่าวปลอมปรับเบี้ยผู้สูงอายุ 600 เป็น 3,000 บาท นี้

ยืนยันอัตราค่าจ่ายเบี้ยยังชีพเดิม

นอกจากนี้ ข้อความที่ส่งต่อกันในโซเชียลมีเดียเกี่ยวกับการปรับเพิ่มเบี้ยผู้สูงอายุจาก 600 บาทเป็น 3,000 บาท ก็เป็นข่าวปลอม 100% ปัจจุบัน การจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ยังคงยึดตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2566 โดยจ่ายเป็นรายเดือนตามช่วงอายุ ดังนี้

  • อายุ 60 – 69 ปี: 600 บาท/คน/เดือน
  • อายุ 70 – 79 ปี: 700 บาท/คน/เดือน
  • อายุ 80 – 89 ปี: 800 บาท/คน/เดือน
  • อายุ 90 ปีขึ้นไป: 1,000 บาท/คน/เดือน

ข้อมูลนี้เป็นจริงและชัดเจน หากมีนโยบายปรับเพิ่มจริง จะมีการประกาศอย่างเป็นทางการจากรัฐบาล ไม่ใช่มาจากเพจหรือข้อความลอยๆ ในโซเชียล

ทำไมข่าวปลอมแบบนี้ถึงแพร่กระจายง่าย

ในยุคดิจิทัล ข่าวปลอมหรือ fake news แพร่ได้เร็วมาก โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสวัสดิการผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ทุกคนห่วงใย ผู้คนมักแชร์ต่อโดยไม่ตรวจสอบ เพราะหวังดี แต่ผลที่ตามมาคือความสับสนและเสียเวลาในการรอคอยที่ไม่มีจริง สำหรับ ข่าวปลอมปรับเบี้ยผู้สูงอายุ 600 เป็น 3,000 บาท นี้ อาจมาจากการตัดต่อคลิปวิดีโอหรือสร้างภาพเท็จ เพื่อดึงดูดความสนใจหรือจุดประเด็นการเมือง

สถิติจากสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) ระบุว่า ไทยมีผู้สูงอายุมากกว่า 12 ล้านคน คิดเป็น 20% ของประชากร และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 30% ในปี 2578 เบี้ยยังชีพจึงเป็นสวัสดิการสำคัญที่ช่วยบรรเทาค่าครองชีพ แต่รัฐบาลต้องพิจารณางบประมาณและความยั่งยืน ไม่สามารถปรับเพิ่มแบบกะทันหันได้

วิธีตรวจสอบข้อมูลสวัสดิการผู้สูงอายุให้ปลอดภัย

เพื่อป้องกันการตกเป็นเหยื่อข่าวปลอม ทุกคนควร:

  • ตรวจสอบจากแหล่งข่าว官方 เช่น เว็บไซต์กระทรวงมหาดไทย www.moi.go.th หรือเพจไทยคู่ฟ้า
  • ใช้เครื่องมือ fact-check เช่น Cofact หรือ StopfakeID
  • ไม่แชร์ข้อมูลที่ไม่มีแหล่งที่มา ชัดเจน
  • หากสงสัยเรื่องเบี้ยยังชีพ ติดต่อ อบต. หรือเทศบาลใกล้บ้าน

นอกจากนี้ ผู้สูงอายุสามารถสมัครรับเบี้ยยังชีพได้ง่ายๆ โดยใช้บัตรประชาชนไปที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และอัปเดตข้อมูลทุกปีเพื่อไม่ให้พลาดสิทธิ

ในฐานะที่สังคมไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย สวัสดิการอย่างเบี้ยผู้สูงอายุมีความสำคัญมาก รัฐบาลควรเร่งพัฒนานโยบายที่ยั่งยืน เช่น เพิ่มการฝึกอบรมอาชีพหรือระบบดูแลสุขภาพ แต่ต้องมาจากกระบวนการที่โปร่งใส ไม่ใช่ข่าวลือ

คำแนะนำ: ช่วยกันแชร์ข้อมูลจริงเพื่อปกป้องผู้สูงอายุและสังคมจากข่าวปลอม หากคุณหรือญาติสงสัย สามารถตรวจสอบได้ที่เว็บรัฐบาลทันที!

ที่มา – โฆษกรัฐบาลขออย่าเชื่อ ข่าวปลอมปรับเบี้ยผู้สูงอายุ 600 เป็น 3,000 บาท

นายกฯ ลุยตลาดบางใหญ่ ตรวจ “ไทยช่วยไทย X Local Low Cost”

สวัสดีครับพี่น้องชาวไทยทุกท่าน วันนี้มีข่าวดีมาบอกกันแบบเป็นกันเองเลยนะครับ นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล เตรียมลุยตลาดบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี เพื่อตรวจเยี่ยมโครงการสุดเด็ด “ไทยช่วยไทย X Local Low Cost” ที่รัฐบาลดันเต็มสูบ เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพให้ประชาชน ด้วยสินค้าอุปโภคบริโภคในราคาพิเศษ ลดสูงสุดกว่า 60% เลยทีเดียว! โครงการนี้มาจากกระทรวงพาณิชย์ที่ต่อยอดนโยบายไทยช่วยไทยเดิม ให้ครอบคลุมทั่วประเทศผ่านความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และร้านค้าท้องถิ่นใหญ่ๆ กว่า 99 แห่ง รวม 800 สาขา เรียกได้ว่าสะดวกสบายสุดๆ

ตลาดบางใหญ่ที่นายกฯ จะไปนั้น เป็นตลาดกลางใหญ่ที่สุดฝั่งตะวันตกของกรุงเทพฯ มีผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์ครบครัน พี่น้องที่อยู่แถวนนทบุรีหรือใกล้เคียงรีบไปช้อปกันได้ตั้งแต่วันที่ 1-10 พฤษภาคม 2567 นี้เลย คาดว่าจะช่วยลดค่าครองชีพได้ 25-60% แถมยังเปิดโอกาสให้ร้านโชห่วย SMEs และสินค้า OTOP ได้ขายดีขึ้นอีกด้วยนะครับ เศรษฐกิจท้องถิ่นเลยได้กระตุ้นแบบ win-win

ไทยช่วยไทย X Local Low Cost

มาดูรายละเอียดโครงการ “ไทยช่วยไทย X Local Low Cost” กันแบบชัดๆ เลยครับ โครงการนี้เน้นนำสินค้าจำเป็นมาขายราคาถูกพิเศษ โดยลดราคาสูงสุด 60% ครอบคลุมสินค้าอุปโภคบริโภคที่เราต้องใช้ทุกวัน เช่น ข้าวสาร น้ำมัน ไข่ไก่ ผักผลไม้ เนื้อสัตว์ และของใช้ในบ้าน รัฐบาลร่วมมือกับห้างค้าส่งค้าปลีกใหญ่ๆ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงง่าย ไม่ต้องเดินทางไกล

กำหนดการโครงการไทยช่วยไทย X Local Low Cost

  • 1-10 พฤษภาคม 2567: ช้อปได้ที่ร้านค้าที่เข้าร่วมทั่วประเทศ กว่า 800 สาขา
  • ทุกวันศุกร์ในพฤษภาคม: วันที่ 1, 8, 15, 22, 29 พ.ค. กรมการปกครองนำสินค้าราคาถูกลดสูงสุด 58% ไปขายที่ว่าการอำเภอทั่วไทย

สะดวกที่ไหนไปที่นั่นเลยครับ ไม่ว่าจะตลาดสด ห้างสรรพสินค้า หรืออำเภอใกล้บ้าน โฆษกประจำสำนักนายกฯ นางสาวรัชดา ธนาดิเรก บอกว่าประชาชนสามารถเลือกซื้อได้ตามความสะดวก ช่วยลดภาระค่าครองชีพได้จริงๆ โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาสินค้าแพงแบบนี้

นอกจากนี้ รัฐบาลยังมีโครงการเสริมอย่าง “ไทยช่วยไทย พลัส” ที่จะช่วยเหลือประชาชนถึง 34 ล้านคน ทั้งผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 13.4 ล้านคน และประชาชนทั่วไป นายกฯ เพิ่งประชุมทีมเศรษฐกิจเมื่อวาน เพื่อเตรียมงบและมาตรการ คาดว่าจะเริ่มจ่ายเงินวันที่ 1 มิถุนายน 2567 ผ่านครม. รัฐบาลมุ่งมั่นบรรเทาค่าครองชีพหลายด้าน ไม่ใช่แค่ขายถูก แต่ยังกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากให้ SMEs และ OTOP เติบโต

ทำไมโครงการ “ไทยช่วยไทย X Local Low Cost” ถึงน่าสนใจ? เพราะมันไม่ใช่แค่ลดราคาชั่วคราว แต่เป็นการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานให้ยั่งยืน ช่วยเกษตรกร ผู้ผลิตท้องถิ่น และผู้บริโภคไปพร้อมกัน ในยุคที่เงินเฟ้อสูง โครงการแบบนี้คือตัวช่วยชั้นดี ผมเชื่อว่าถ้าทุกคนไปสนับสนุน ร้านค้าท้องถิ่นจะแข็งแกร่งขึ้น เศรษฐกิจหมุนเวียนได้ดีกว่าเดิม

พี่น้องครับ อย่าพลาดนะ! รีบเช็คร้านใกล้บ้านแล้วไปช้อปสินค้าราคาประหยัดจาก “ไทยช่วยไทย X Local Low Cost” กันเถอะ ลดสูงสุด 60% คุ้มสุดๆ ช่วยตัวเองช่วยชาติ ไปช้อปวันนี้ เศรษฐกิจดีขึ้นแน่นอน หรือถ้าอยากอัพเดทข่าวสารเพิ่ม ติดตามบล็อกเราไว้เลยครับ มีเคล็ดลับประหยัดเงินมาฝากตลอด!

ที่มา – นายกฯ เตรียมลุยตลาดบางใหญ่ นนทบุรี ตรวจ “ไทยช่วยไทย X Local Low Cost” ดันสินค้าราคาประหยัด

ครม.ไฟเขียวแผนกสศ.ปี70 8.99 พันล้าน ลดเหลื่อมล้ำ

ครม. ไฟเขียวแผนการใช้เงินปี 70 กสศ. วงเงิน 8.99 พันล้านบาท ลดเหลื่อมล้ำการศึกษา-อุ้มเด็กยากจน เป็นข่าวดีที่สร้างความหวังให้กับเด็กและเยาวชนไทย โดยเฉพาะกลุ่มที่มาจากครอบครัวยากจน ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อนุมัติแผนการใช้จ่ายงบประมาณของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) สำหรับปีงบประมาณ 2570 วงเงินรวม 8,998.48 ล้านบาท เพื่อลดช่องว่างทางการศึกษาและช่วยเหลือเด็กยากจนกว่า 1.3 ล้านคน

ครม. ไฟเขียวแผนการใช้เงินปี 70 กสศ. วงเงิน 8.99 พันล้านบาท ลดเหลื่อมล้ำการศึกษา-อุ้มเด็กยากจน

วันที่ 28 เมษายน 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แถลงมติครม.ที่เห็นชอบแผนดังกล่าว โดยจะนำไปจัดทำรายละเอียดคำของบประมาณ เสนอสำนักงบประมาณต่อไป แผนนี้ประกอบด้วย 5 แผนงานหลักที่ครอบคลุมการพัฒนาการศึกษาอย่างครบวงจร ตั้งแต่ระดับปฐมวัยจนถึงการศึกษาภาคบังคับ ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของครอบครัวยากจน และยกระดับคุณภาพการเรียนรู้

รายละเอียด 5 แผนงานหลักในงบ กสศ. ปี 70

  • แผนงาน 1: สนับสนุนการศึกษาและการเรียนรู้เต็มศักยภาพ วงเงิน 6,794.23 ล้านบาท แผนนี้เป็นหัวใจสำคัญ โดยจัดสรร “เงินอุดหนุนแบบมีเงื่อนไข” หรือทุนเสมอภาค ให้เด็กยากจนพิเศษตั้งแต่อนุบาลถึงมัธยมต้น อัตรา 4,200 บาทต่อคนต่อปี ครอบคลุมนักเรียนกว่า 1.3 ล้านคน ช่วยให้เด็กเหล่านี้ไม่ต้องกังวลเรื่องค่าเทอม ค่าชุดนักเรียน หรืออุปกรณ์การเรียน ทำให้สามารถโฟกัสที่การเรียนได้เต็มที่ ปัญหาเหลื่อมล้ำการศึกษาในไทยยังคงรุนแรง โดยเด็กจากครอบครัวยากจนมักขาดโอกาส ทำให้อัตราการหลุดจากระบบการศึกษาสูง แผนนี้น่าจะช่วยพลิกเกมได้
  • แผนงาน 2: พัฒนาครู หน่วยจัดการเรียนรู้ และต้นแบบการจัดการศึกษาแบบยืดหยุ่น วงเงิน 633.33 ล้านบาท มุ่งยกระดับคุณภาพครู โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกล เช่น การพัฒนาระบบผลิตครูใหม่ การอบรมทักษะการสอนที่เหมาะกับเด็กหลากหลาย背景 ช่วยให้การเรียนรู้ยืดหยุ่นมากขึ้น เช่น การเรียนออนไลน์หรือแบบผสมผสาน
  • แผนงาน 3: เสริมสร้างความร่วมมือภาคีเครือข่าย วงเงิน 818.80 ล้านบาท ส่งเสริมแนวคิด “All for Education” โดยกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นจัดการศึกษา พัฒนานวัตกรรมเชิงพื้นที่ เพื่อเข้าถึงเด็กกลุ่มเปราะบาง เช่น เด็กชาติพันธุ์หรือเด็กนอกระบบ
  • แผนงาน 4: พัฒนาองค์ความรู้ วิจัย นวัตกรรม และสื่อสารสาธารณะ วงเงิน 337.20 ล้านบาท สนับสนุนงานวิจัย ระบบข้อมูลบูรณาการ เพื่อติดตามผลและปรับปรุงนโยบายอย่างต่อเนื่อง
  • แผนงาน 5: บริหารและพัฒนากสศ. วงเงิน 414.93 ล้านบาท เสริมประสิทธิภาพองค์กร เพื่อขับเคลื่อนร่วมกับภาคีเครือข่ายได้ดีขึ้น

ครม. ไฟเขียวแผนการใช้เงินปี 70 กสศ. วงเงิน 8.99 พันล้านบาท ลดเหลื่อมล้ำการศึกษา-อุ้มเด็กยากจน นี้ จะนำไปสู่ประโยชน์หลายประการ เช่น การเข้าถึงการศึกษาที่เท่าเทียม ลดอุปสรรคทั้งในและนอกระบบ สร้างการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น และชี้เป้าเด็กขาดแคลนเพื่อช่วยเหลือต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังสร้างระบบนิเวศการศึกษาที่ครอบคลุมแรงงานนอกระบบ และเชิญชวนทุกภาคส่วนมาร่วมเป็นเจ้าของการเปลี่ยนแปลง

ในบริบทของประเทศไทย ปัญหาเหลื่อมล้ำการศึกษายังคงเป็นอุปสรรคใหญ่ โดยข้อมูลจากกสศ. ชี้ว่าเด็กยากจนมีโอกาสเรียนต่ออุดมศึกษาน้อยกว่ากลุ่มอื่นถึง 5 เท่า นโยบายนี้จึงเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความเสมอภาค สร้างอนาคตที่สดใสให้เยาวชนทุกคน หากดำเนินการได้ดี จะช่วยยกระดับ GDP และลดความยากจนในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม การประสบความสำเร็จต้องอาศัยการติดตามผลอย่างใกล้ชิดและการมีส่วนร่วมจากทุกฝ่าย คุณคิดว่านโยบายนี้จะช่วยลดช่องว่างการศึกษาได้จริงหรือไม่? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวสารการศึกษาอื่นๆ เพื่อไม่พลาดอัปเดตสำคัญ

ที่มา – ครม. ไฟเขียวแผนการใช้เงินปี 70 กสศ. วงเงิน 8.99 พันล้านบาท ลดเหลื่อมล้ำการศึกษา-อุ้มเด็กยากจน

นายกฯ ยินดี Moody’s ปรับมุมมองไทย

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน! วันนี้มีข่าวดีมาอัปเดตให้ฟังกันแบบเป็นกันเองเลยนะครับ เรื่องที่กำลังเป็นกระแสเดือดๆ ในแวดวงเศรษฐกิจไทย นั่นคือ นายกฯ ยินดี Moody’s ปรับมุมมองไทย จาก “เชิงลบ” กลายเป็น “มีเสถียรภาพ” พร้อมคงอันดับเครดิตที่ Baa1 เรียกได้ว่าเป็นสัญญาณบวกชัดเจนว่าประเทศไทยกำลังฟื้นตัวแรงมาก โดยเฉพาะความเชื่อมั่นจากนักลงทุนต่างชาติที่เริ่มกลับมา!

นายกฯ ยินดี Moody’s ปรับมุมมองไทย สะท้อนเศรษฐกิจฟื้นตัว

วันที่ 22 เมษายน 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แถลงข่าวว่านายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี รู้สึกยินดีสุดๆ กับการปรับมุมมองของ Moody’s Ratings ซึ่งเป็นหนึ่งในสามยักษ์ใหญ่แห่งวงการให้คะแนนเครดิตโลก นี่ไม่ใช่แค่ตัวเลขธรรมดา แต่สะท้อนถึงพื้นฐานเศรษฐกิจไทยที่แข็งแกร่งขึ้น ทิศทางนโยบายรัฐบาลที่ชัดเจน และเสถียรภาพทางการเมืองที่ช่วยลดความเสี่ยงลงไปเยอะ

ทำไม Moody’s ถึงปรับมุมมอง? มาดูปัจจัยหลักๆ กันครับ

  • แนวโน้มเศรษฐกิจเสถียรภาพ: ทั้งจากปัจจัยภายในอย่างการฟื้นตัวของภาคเอกชน และภายนอกที่โลกเริ่มคลายล็อกดาวน์หลังโควิด
  • เสถียรภาพทางการเมือง: ไม่มีดราม่าหนักๆ ทำให้ธุรกิจวางแผนลงทุนได้ยาวๆ
  • การลงทุนเอกชนฟื้น: มาตรการเจ๋งๆ อย่าง Thailand Fast Pass ช่วยดึงดูดการจ้างงาน สร้าง growth ในอนาคต
  • หนี้สาธารณะจัดการได้: แม้เพิ่มจาก stimulus แต่ยังไม่ถึงจุดวิกฤต และเงินสำรองระหว่างประเทศแน่นเป๊ะ รองรับช็อกโลกได้สบาย

นายกฯ ยินดี Moody’s ปรับมุมมองไทย ช่วยดึงดูด FDI

นอกจากนี้ ยังมีข่าวดีคู่อีกชิ้น! ดัชนีความเชื่อมั่นการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDICI 2026 โดย Kearney) ไทยหวนคืน Top 25 ของโลกแล้วครับ หลังหายไป 2 ปี (2567-2568) ตั้งแต่ปี 2566 ที่เคยติดอันดับ นี่แสดงว่านักลงทุนต่างชาติเริ่มมองไทยน่าสนใจอีกครั้ง

สาเหตุหลักมาจากนโยบายรัฐบาลที่จริงจัง เช่น BOI ขยายสิทธิประโยชน์ในอุตสาหกรรมอนาคตอย่าง Data Center, ยานยนต์ไฟฟ้า (EV), พลังงานสะอาด พ่วงกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานแบบเร่งด่วน เช่น สนามบิน ท่าเรือ และ EEC ที่ทำให้ลงทุนง่ายขึ้น ลด bureaucracy

นายกฯ ยินดี Moody’s ปรับมุมมองไทย จึงไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะมันเชื่อมโยงกันหมด สะท้อนความเชื่อมั่นนักลงทุนที่ฟื้นตัวต่อเนื่อง จะช่วยดึงการลงทุนใหม่ๆ เข้ามา ขยายเศรษฐกิจ ยกระดับ competitiveness ของไทยในเวทีโลก

มาดู impacts กันจริงๆ สิครับ การมี outlook stable ทำให้ต้นทุนกู้ยืมถูกลง สต็อกตลาดหุ้นไทย (SET) อาจได้แรงหนุน นักลงทุนต่างชาติไหลเข้า ส่งผลบวกต่อค่าเงินบาทและ GDP growth คาดว่าปีนี้ไทยโตได้ 3-4% เลยทีเดียว

นายกรัฐมนตรียังเน้นย้ำว่ารัฐบาลจะดูแลประชาชนใกล้ชิด ลดผลกระทบเศรษฐกิจ รักษาเสถียรภาพ และวางรากฐานระยะยาว มุ่งเติบโตยั่งยืนตามสัญญากับประชาชน

ส่วนตัวผมมองว่านี่เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีมากสำหรับเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะในยุคที่โลกกำลัง shift สู่ green economy และ digital ถ้ารัฐบาลเดินหน้าต่อเนื่อง นักลงทุนจะยิ่งมั่นใจ คุณล่ะคิดยังไง? คอมเมนต์มาบอกกันหน่อยสิครับ หรือถ้าสนใจลงทุนในไทย ลองศึกษานโยบาย BOI เพิ่มเติมได้เลย สมัครรับข่าวอัปเดตเศรษฐกิจฟรีทางอีเมลของเราด้วยนะ!

ที่มา – นายกฯ ยินดี Moody’s ปรับมุมมองไทย สะท้อนความเชื่อมั่นนักลงทุนต่อไทยกำลังฟื้นตัว

ครม. ไฟเขียวมาตรการสกัดทุจริตสินบนเจ้าหน้าที่รัฐ

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามีข่าวสำคัญจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่เพิ่งไฟเขียวมาตรการสำคัญเพื่อสกัดกั้นปัญหาทุจริต โดยเฉพาะเรื่อง ครม. ไฟเขียวมาตรการสกัดทุจริตสินบนเจ้าหน้าที่รัฐ มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) เป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อน นี่ถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความโปร่งใสให้กับระบบราชการไทยเลยนะครับ ปัญหาสินบนเจ้าหน้าที่รัฐเป็นปัญหาเรื้อรังมานาน ทำให้ประชาชนขาดความเชื่อมั่นและนักลงทุนต่างชาติลังเล ถ้าสำเร็จจะช่วยยกระดับภาพลักษณ์ประเทศได้มาก

ครม. ไฟเขียวมาตรการสกัดทุจริตสินบนเจ้าหน้าที่รัฐ มอบ ป.ป.ท. เป็นแม่งานหลักขับเคลื่อน

หลังจากที่ประชุมครม. เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2569 น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกฯ ได้แถลงว่าครม.รับทราบมาตรการป้องกันการทุจริตกรณีรับสินบนที่ ป.ป.ช. เสนอมา 8 ประเด็นหลัก ซึ่งครอบคลุมทุกมิติในการแก้ปัญหานี้อย่างครบถ้วน ป.ป.ท. จะเป็นแม่งานใหญ่ ประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ เช่น กระทรวงการคลัง กระทรวงดิจิทัลฯ สำนักงบประมาณ สตช. และภาคเอกชน โดยต้องสรุปผลภายใน 30 วันเพื่อเสนอครม.ชุดต่อไป

มาดูกันว่ามาตรการ 8 ประเด็นนี้มีอะไรบ้างครับ:

  • 1. เร่งดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต เพื่อให้ทุกหน่วยงานยึดแนวทางเดียวกัน
  • 2. ส่งเสริมหน่วยงานตรวจสอบและดำเนินคดี เช่น ป.ป.ช. ป.ป.ท. ให้มีเครื่องมือและบุคลากรเพียงพอ
  • 3. เปิดเผยข้อมูลภาครัฐและส่งเสริมประชาชนมีส่วนร่วม ใช้เทคโนโลยีให้ประชาชนรายงานทุจริตได้ง่าย
  • 4. กำหนดนโยบายเร่งรัดปฏิรูปกฎหมาย อัปเดตกฎหมายให้ทันสมัย ลดช่องโหว่
  • 5. ปรับปรุงกระบวนการทำงาน เพื่อลดความเสี่ยงรับ-ให้สินบน เช่น ระบบออนไลน์แทนการพบปะ
  • 6. พัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ สำหรับการอนุมัติ อนุญาต ลดการใช้ดุลยพินิจ
  • 7. ส่งเสริมภาคเอกชนต่อต้านการให้สินบน เพราะบางครั้งเอกชนเป็นฝ่ายให้เพื่อผลประโยชน์
  • 8. รณรงค์สร้างค่านิยมความซื่อสัตย์ ปลูกฝังจิตสำนึกตั้งแต่เด็กถึงผู้ใหญ่

มาตรการเหล่านี้ไม่ใช่แค่คำพูด แต่เป็นแผนปฏิบัติจริงที่จะช่วยกำจัดรากเหง้าของปัญหาสินบนได้ ถ้าทุกฝ่ายร่วมมือกัน ปัญหาที่คาราคาซังมานานจะค่อยๆ ลดลง สร้างความเชื่อมั่นให้ทั้งในและต่างประเทศ

ครม. ไฟเขียวตั้งกองทุนสงเคราะห์-ฟื้นฟูผู้ประสบสาธารณภัย

นอกจากเรื่องปราบทุจริตแล้ว ครม.ยังเห็นชอบจัดตั้ง “กองทุนเพื่อการสงเคราะห์และฟื้นฟูผู้ประสบสาธารณภัย” โดยแก้ไข พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 เพื่อให้การช่วยเหลือรวดเร็วและต่อเนื่องมากขึ้น ปัจจุบันภัยพิบัติเกิดบ่อยและรุนแรง เช่น น้ำท่วม ไฟไหม้ ดินถล่ม รัฐใช้งบช่วยเหลือรวม 1.23 แสนล้านบาทตั้งแต่ปี 2546-2569 เฉลี่ยปีละ 5.3 พันล้าน แต่ปี 2569 สูงถึง 2.5 หมื่นล้าน เพราะงบกลางมีข้อจำกัด ทำให้เยียวยาช้า

ทำไมกองทุนนี้ถึงสำคัญ

กองทุนจะเป็นแหล่งเงินทุนเฉพาะกิจ มีความยืดหยุ่น ลดขั้นตอนเบิกจ่าย ทำให้ช่วยเหลือได้ทันท่วงที สอดคล้องนโยบายนายกฯ ที่ให้ความสำคัญกับประชาชนทุกครัวเรือน ไม่ว่าจะน้ำท่วมใหญ่ที่ภาคเหนือหรือภัยแล้งภาคอีสาน กองทุนนี้จะเป็นหลักประกันด้านการคลัง ช่วยฟื้นฟูชีวิตความเป็นอยู่ให้กลับสู่ปกติเร็วขึ้น

โดยรวมแล้ว ครม. ไฟเขียวมาตรการสกัดทุจริตสินบนเจ้าหน้าที่รัฐ และกองทุนภัยพิบัติ ถือเป็นมาตรการที่ตอบโจทย์ปัญหาเร่งด่วนของประเทศ ช่วยสร้างสังคมที่โปร่งใสและมั่นคง หากดำเนินการจริงจัง จะเห็นผลชัดเจนในไม่ช้า คุณคิดว่ามาตรการไหนจะได้ผลมากที่สุด? หรือมีข้อเสนอแนะอะไรเพิ่มเติมบ้าง ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างนี้เลยครับ จะได้ช่วยกันผลักดันให้เกิดผลดีต่อประเทศชาติ!

ที่มา – ครม. ไฟเขียวมาตรการสกัดทุจริตสินบนเจ้าหน้าที่รัฐ มอบ ป.ป.ท. เป็นแม่งานหลักขับเคลื่อน

โฆษกรัฐบาล เผย นายกฯ ย้ำ ครม. เร่งแก้ไฟป่า PM2.5

โฆษกรัฐบาล เผย นายกฯ ย้ำ ครม. เร่งแก้ไฟป่า PM2.5 เป็นประเด็นร้อนที่ทุกคนให้ความสนใจ โดยเฉพาะในช่วงฤดูแล้งที่ปัญหาฝุ่นควันและไฟป่ากำเริบหนัก ส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน เศรษฐกิจ และการท่องเที่ยว รัฐบาลภายใต้นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล จึงสั่งการให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) และข้าราชการการเมืองเร่งสร้างผลงานดูแลประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม

โฆษกรัฐบาล เผย นายกฯ ย้ำ ครม. เร่งแก้ไฟป่า PM2.5

เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี โดยนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ย้ำกับคณะรัฐมนตรีให้ทำงานเต็มที่ สร้างผลงานดูแลประชาชน โดยเฉพาะการแก้ปัญหาไฟป่าและ PM2.5 ที่เป็นภัยคุกคามใหญ่หลวง นอกจากนี้ ยังขอให้ ครม. และข้าราชการการเมืองลงพื้นที่พบปะประชาชนโดยตรง แทนที่จะรอให้ประชาชนเดินทางมาทำเนียบ เพราะปัญหาความเดือดร้อนมีมากมายในทุกพื้นที่

โอกาสนี้ นายกฯ ยังขอบคุณทุกภาคส่วนที่ทำให้เทศกาลสงกรานต์ผ่านพ้นไปด้วยดี ประชาชนมีความสุขและได้รับคำชื่นชมจากนานาชาติในฐานะเจ้าภาพที่ดีเยี่ยม

รายละเอียดมาตรการจากโฆษกรัฐบาล เผย นายกฯ ย้ำ ครม. เร่งแก้ไฟป่า PM2.5

จากการลงพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เมื่อ 17 เมษายน และเชียงใหม่เมื่อ 20 เมษายน นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญสูงสุดกับปัญหาไฟป่าและ PM2.5 เพราะส่งผลกระทบต่อสุขภาพ การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจ สั่งการให้รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องเดินหน้าอย่างเต็มที่ พร้อมสนับสนุนกำลังพล งบประมาณ และเครื่องจักรทุกอย่างเพื่อคลี่คลายสถานการณ์

ปัญหา PM2.5 ราว 30-40% มาจากหมอกควันข้ามแดน รัฐบาลจะใช้กลไกอาเซียนแก้ไข ขณะที่กระทรวงพาณิชย์เริ่มมาตรการไม่อนุญาตนำเข้าสินค้าเกษตรจากแหล่งที่เผาตั้งแต่ 1 มกราคม 2569 ส่งผลให้การนำเข้าข้าวโพดลดลง 70% นอกจากนี้ เตรียมรับมือภัยพิบัติอย่างน้ำแล้ง-น้ำท่วมตามคำสั่งนายกฯ

ผลกระทบของไฟป่าและ PM2.5 ต่อประชาชน

ไฟป่าและฝุ่น PM2.5 ไม่เพียงทำให้อากาศเป็นพิษ แต่ยังก่อให้เกิดโรคทางเดินหายใจ หอบหืด มะเร็งปอด โดยเฉพาะเด็กและผู้สูงอายุ ในภาคเหนืออย่างเชียงใหม่ ค่าฝุ่นพุ่งเกินมาตรฐานบ่อยครั้ง ส่งผลให้โรงพยาบาลแออัด นักท่องเที่ยวลดลง รายได้ท้องถิ่นหายไปหลายพันล้าน

  • สุขภาพ: PM2.5 เข้าสู่กระแสเลือด ทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ
  • เศรษฐกิจ: การท่องเที่ยวเชียงใหม่เสียหายหนัก
  • เกษตรกรรม: พืชผลเสียหายจากควันไฟ
  • สิ่งแวดล้อม: ป่าไม้ถูกทำลาย สัตว์ป่าตายจำนวนมาก

มาตรการเร่งด่วนที่รัฐบาลดำเนินการ

  • เพิ่มสรรถนะดับอากาศและเฝ้าระวังไฟป่า
  • มาตรการกระทรวงพาณิชย์ห้ามนำเข้าผลผลิตจากการเผา
  • เจรจาอาเซียนลดหมอกควันข้ามแดน
  • เตรียมงบประมาณปี 2570 ตามนโยบายนายกฯ
  • ยกเลิก MOU 2544 โดยรองนายกฯ ปกรณ์ นิลประพันธ์

นอกจากนี้ รัฐบาลยังส่งเสริมเกษตรกร改เปลี่ยนพฤติกรรม ไม่เผาเศษวัสดุทางการเกษตร หันมาใช้เทคโนโลยีชีวภาพแทน เพื่อยั่งยืนในระยะยาว

โฆษกรัฐบาล เผย นายกฯ ย้ำ ครม. เร่งแก้ไฟป่า PM2.5 แสดงให้เห็นถึงความจริงจังของรัฐบาลในการแก้ปัญหาที่เรื้อรังมานาน ผู้เขียนเชื่อว่านโยบายเหล่านี้จะช่วยลดปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากทุกภาคส่วนร่วมมือกัน

เรียกร้องให้ประชาชน: สวมหน้ากาก N95 ออกกำลังกายในร่ม ติดตามแอป AirVisual และสนับสนุนนโยบายรัฐบาลเพื่ออนาคตที่ดีกว่า ติดตามข่าวสารสิ่งแวดล้อมและการเมืองเพิ่มเติมได้ที่บล็อกนี้!

ที่มา – โฆษกรัฐบาล เผย นายกฯ ย้ำ ครม.- ขรก.การเมือง เร่งสร้างผลงานดูแล ปชช. เดินหน้าแก้ไฟป่า-PM2.5

โฆษกรัฐบาลชี้ข่าวปลอม จ่อเก็บ VAT 10%

ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารไหลเวียนอย่างรวดเร็วผ่านโซเชียลมีเดีย ข่าวลือเรื่องการขึ้นภาษีมักสร้างความตื่นตระหนกให้ประชาชนได้ง่าย ๆ ล่าสุดมีข่าวลือแพร่กระจายว่า รัฐบาลจ่อเก็บ VAT 10% แต่โฆษกรัฐบาลชี้ข่าวปลอม จ่อเก็บ VAT 10% ชัดเจนแล้วว่าเป็นข้อมูลเท็จ รัฐบาลยืนยันว่าจะไม่มีการขึ้นภาษี แต่กลับมุ่งเน้นมาตรการช่วยเหลือประชาชนให้พ้นจากภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มสูงขึ้นแทน

โฆษกรัฐบาลชี้ข่าวปลอม จ่อเก็บ VAT 10%

น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาแถลงเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2567 เวลา 08.27 น. ถึงข้อความที่ถูกส่งต่อกันในโซเชียลมีเดีย เรื่องรัฐบาลจะขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จาก 7% เป็น 10% โดยยืนยันว่าเป็น ข่าวปลอม อย่างชัดเจน รัฐบาลไม่มีนโยบายดังกล่าว แต่กำลังพิจารณาแนวทางบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน เช่น การลดภาษีบางประเภทหรือแจกเงินช่วยเหลือ เพื่อให้เศรษฐกิจหมุนเวียนได้ดีขึ้น

ข่าวลือแบบนี้มักเกิดจากความเข้าใจผิดหรือการตีความเกินจริงจากแหล่งข้อมูลที่ไม่น่าเชื่อถือ หากประชาชนพบเห็น ควรตรวจสอบจากแหล่งข่าวหลักอย่างเว็บไซต์รัฐบาลหรือสื่อมวลชนชั้นนำเสมอ

โฆษกรัฐบาลชี้ข่าวปลอม จ่อเก็บ VAT 10% ทำไมถึงแพร่กระจาย?

สาเหตุหลักมาจากสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ผันผวน ทำให้ประชาชนกังวลเรื่องภาษี แต่จริง ๆ แล้ว VAT ในไทยยังคงอยู่ที่ 7% และรัฐบาลย้ำว่าจะไม่ขึ้นเพื่อไม่ให้กระทบค่าครองชีพ โดยเฉพาะกลุ่มรายได้น้อย

ยันออก พ.ร.ก.กู้เงิน ไม่ข้ามหัวข้าราชการ

อีกประเด็นที่ถูกร้องเรียนคือ การออก พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 500,000 ล้านบาท เพื่อประคองเศรษฐกิจฉุกเฉิน โดยมีเสียงวิจารณ์ว่ารัฐบาลข้ามหัวข้าราชการกระทรวงการคลัง แต่โฆษกฯ ชี้แจงว่านายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี แค่ให้ความเห็นทางกฎหมายเท่านั้น ไม่ใช่การตัดสินใจขั้นสุดท้าย

ตามมาตรา 172 ของรัฐธรรมนูญ สามารถออก พ.ร.ก. ได้ในกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นเร่งด่วน เพื่อรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เช่น ในช่วงวิกฤตโควิด-19 ที่ผ่านมา ซึ่งเคยกู้เงินแบบนี้โดยไม่มีปัญหาทางกฎหมาย

สถานการณ์ปัจจุบันเข้าข่ายมาตรา 172 หรือไม่?

รองนายกฯ ปกรณ์ ยืนยันว่าเข้าข่าย เพราะเงินในคลังเหลือน้อย ประกอบกับปัจจัยภายนอก เช่น สถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางที่กระทบราคาน้ำมัน และปีนี้มีพยากรณ์ ซูเปอร์เอลนีโญ ที่จะทำให้ผลผลิตทางการเกษตรลดลง รัฐบาลจึงต้องเตรียมเงินสำรองสำหรับกรณีฉุกเฉินที่คาดไม่ถึง

  • เงินคงคลังเหลือน้อย: ต้องมีทุนสำรองรับมือวิกฤต
  • ผลกระทบตะวันออกกลาง: ราคาพลังงานพุ่ง ส่งผลต่อ инфлейชัน
  • ซูเปอร์เอลนีโญ: ภัยแล้งกระทบเกษตรกร
  • ไม่ข้ามหัว: รัฐบาลและข้าราชการทำงานร่วมกัน รับฟังความเห็นทุกฝ่าย

โฆษกฯ เน้นย้ำว่า การบริหารราชการต้องอาศัยการประสานงานระหว่างรัฐบาลและข้าราชการ การกล่าวหาว่าข้ามหัวจึงเป็นการตีความเกินจริง

บทเรียนจากข่าวลือ VAT และ พ.ร.ก.กู้เงิน

เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบข้อมูลก่อนแชร์ โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจไทยกำลังฟื้นตัวจากโควิด รัฐบาลมีแผนกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและช่วยเหลือ SME ซึ่งการกู้เงินฉุกเฉินจะช่วยเสริมให้แผนเหล่านี้สำเร็จได้เร็วขึ้น

นอกจากนี้ ยังควรติดตามนโยบายภาษีที่รัฐบาลประกาศจริง เช่น การลดภาษีนิติบุคคลหรือส่งเสริมการท่องเที่ยว เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุด

สรุปแล้ว โฆษกรัฐบาลชี้ข่าวปลอม จ่อเก็บ VAT 10% และยืนยันกระบวนการออก พ.ร.ก.กู้เงินโปร่งใส รัฐบาลมุ่งช่วยเหลือประชาชน ไม่ใช่เพิ่มภาระ ดังนั้นอย่าตื่นตระหนก รอฟังประกาศอย่างเป็นทางการ

คำแนะนำ: หากคุณเป็นเจ้าของธุรกิจหรือประชาชนทั่วไป ควรติดตามข่าวจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ และวางแผนการเงินส่วนตัวให้ดีเพื่อรับมือความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ แชร์บทความนี้เพื่อช่วยหยุดข่าวปลอมและสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้สังคมไทย

Scroll to top