ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารไหลเวียนอย่างรวดเร็วผ่านโซเชียลมีเดีย ข่าวลือเรื่องการขึ้นภาษีมักสร้างความตื่นตระหนกให้ประชาชนได้ง่าย ๆ ล่าสุดมีข่าวลือแพร่กระจายว่า รัฐบาลจ่อเก็บ VAT 10% แต่โฆษกรัฐบาลชี้ข่าวปลอม จ่อเก็บ VAT 10% ชัดเจนแล้วว่าเป็นข้อมูลเท็จ รัฐบาลยืนยันว่าจะไม่มีการขึ้นภาษี แต่กลับมุ่งเน้นมาตรการช่วยเหลือประชาชนให้พ้นจากภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มสูงขึ้นแทน
โฆษกรัฐบาลชี้ข่าวปลอม จ่อเก็บ VAT 10%
น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาแถลงเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2567 เวลา 08.27 น. ถึงข้อความที่ถูกส่งต่อกันในโซเชียลมีเดีย เรื่องรัฐบาลจะขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จาก 7% เป็น 10% โดยยืนยันว่าเป็น ข่าวปลอม อย่างชัดเจน รัฐบาลไม่มีนโยบายดังกล่าว แต่กำลังพิจารณาแนวทางบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน เช่น การลดภาษีบางประเภทหรือแจกเงินช่วยเหลือ เพื่อให้เศรษฐกิจหมุนเวียนได้ดีขึ้น
ข่าวลือแบบนี้มักเกิดจากความเข้าใจผิดหรือการตีความเกินจริงจากแหล่งข้อมูลที่ไม่น่าเชื่อถือ หากประชาชนพบเห็น ควรตรวจสอบจากแหล่งข่าวหลักอย่างเว็บไซต์รัฐบาลหรือสื่อมวลชนชั้นนำเสมอ
โฆษกรัฐบาลชี้ข่าวปลอม จ่อเก็บ VAT 10% ทำไมถึงแพร่กระจาย?
สาเหตุหลักมาจากสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ผันผวน ทำให้ประชาชนกังวลเรื่องภาษี แต่จริง ๆ แล้ว VAT ในไทยยังคงอยู่ที่ 7% และรัฐบาลย้ำว่าจะไม่ขึ้นเพื่อไม่ให้กระทบค่าครองชีพ โดยเฉพาะกลุ่มรายได้น้อย
ยันออก พ.ร.ก.กู้เงิน ไม่ข้ามหัวข้าราชการ
อีกประเด็นที่ถูกร้องเรียนคือ การออก พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 500,000 ล้านบาท เพื่อประคองเศรษฐกิจฉุกเฉิน โดยมีเสียงวิจารณ์ว่ารัฐบาลข้ามหัวข้าราชการกระทรวงการคลัง แต่โฆษกฯ ชี้แจงว่านายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี แค่ให้ความเห็นทางกฎหมายเท่านั้น ไม่ใช่การตัดสินใจขั้นสุดท้าย
ตามมาตรา 172 ของรัฐธรรมนูญ สามารถออก พ.ร.ก. ได้ในกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นเร่งด่วน เพื่อรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เช่น ในช่วงวิกฤตโควิด-19 ที่ผ่านมา ซึ่งเคยกู้เงินแบบนี้โดยไม่มีปัญหาทางกฎหมาย
สถานการณ์ปัจจุบันเข้าข่ายมาตรา 172 หรือไม่?
รองนายกฯ ปกรณ์ ยืนยันว่าเข้าข่าย เพราะเงินในคลังเหลือน้อย ประกอบกับปัจจัยภายนอก เช่น สถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางที่กระทบราคาน้ำมัน และปีนี้มีพยากรณ์ ซูเปอร์เอลนีโญ ที่จะทำให้ผลผลิตทางการเกษตรลดลง รัฐบาลจึงต้องเตรียมเงินสำรองสำหรับกรณีฉุกเฉินที่คาดไม่ถึง
- เงินคงคลังเหลือน้อย: ต้องมีทุนสำรองรับมือวิกฤต
- ผลกระทบตะวันออกกลาง: ราคาพลังงานพุ่ง ส่งผลต่อ инфлейชัน
- ซูเปอร์เอลนีโญ: ภัยแล้งกระทบเกษตรกร
- ไม่ข้ามหัว: รัฐบาลและข้าราชการทำงานร่วมกัน รับฟังความเห็นทุกฝ่าย
โฆษกฯ เน้นย้ำว่า การบริหารราชการต้องอาศัยการประสานงานระหว่างรัฐบาลและข้าราชการ การกล่าวหาว่าข้ามหัวจึงเป็นการตีความเกินจริง
บทเรียนจากข่าวลือ VAT และ พ.ร.ก.กู้เงิน
เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบข้อมูลก่อนแชร์ โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจไทยกำลังฟื้นตัวจากโควิด รัฐบาลมีแผนกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและช่วยเหลือ SME ซึ่งการกู้เงินฉุกเฉินจะช่วยเสริมให้แผนเหล่านี้สำเร็จได้เร็วขึ้น
นอกจากนี้ ยังควรติดตามนโยบายภาษีที่รัฐบาลประกาศจริง เช่น การลดภาษีนิติบุคคลหรือส่งเสริมการท่องเที่ยว เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุด
สรุปแล้ว โฆษกรัฐบาลชี้ข่าวปลอม จ่อเก็บ VAT 10% และยืนยันกระบวนการออก พ.ร.ก.กู้เงินโปร่งใส รัฐบาลมุ่งช่วยเหลือประชาชน ไม่ใช่เพิ่มภาระ ดังนั้นอย่าตื่นตระหนก รอฟังประกาศอย่างเป็นทางการ
คำแนะนำ: หากคุณเป็นเจ้าของธุรกิจหรือประชาชนทั่วไป ควรติดตามข่าวจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ และวางแผนการเงินส่วนตัวให้ดีเพื่อรับมือความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ แชร์บทความนี้เพื่อช่วยหยุดข่าวปลอมและสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้สังคมไทย


