วัน: 3 มิถุนายน 2026

ปมที่ดินเขากระโดง “พิพัฒน์” ชี้ ต้องรอคำพิพากษาศาล

เชื่อว่าหลายคนที่ติดตามข่าวสารบ้านเมืองในช่วงนี้ คงจะผ่านตากันมาบ้างกับประเด็นร้อนแรงอย่างเรื่องที่ดินบริเวณเขากระโดง จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งกลายเป็นข้อถกเถียงและจับตามองจากสังคมอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมก็ได้ออกมาให้ความชัดเจนเบื้องต้นแล้ว

ปมที่ดินเขากระโดง “พิพัฒน์” ชี้ ต้องรอคำพิพากษาศาล

เหตุการณ์ล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อช่วงเช้าวันที่ 3 มิถุนายน 2569 ณ ท้องสนามหลวง เมื่อนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนถึงประเด็น ปมที่ดินเขากระโดง “พิพัฒน์” ชี้ ต้องรอคำพิพากษาศาล โดยท่านได้ระบุถึงกรณีที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้มีการเน้นย้ำเรื่องการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ต้องเดินหน้าดำเนินการฟ้องร้องในแบบรายแปลงเพื่อรักษาผลประโยชน์ของรัฐ

ความคืบหน้าเรื่อง ปมที่ดินเขากระโดง “พิพัฒน์” ชี้ ต้องรอคำพิพากษาศาล

สำหรับการตั้งคำถามว่าทางกระทรวงคมนาคมได้รับรายงานความคืบหน้าจากทาง รฟท. มากน้อยแค่ไหนนั้น นายพิพัฒน์ได้ตอบกลับด้วยท่าทีที่ชัดเจนว่า ทุกอย่างต้องเป็นไปตามขั้นตอนปกติ และต้องให้ความเคารพต่อกระบวนการยุติธรรม โดยย้ำว่า ปมที่ดินเขากระโดง “พิพัฒน์” ชี้ ต้องรอคำพิพากษาศาล เป็นหลักสำคัญที่สุด ซึ่งในส่วนของรายละเอียดเชิงลึกว่ากระบวนการฟ้องร้องในปัจจุบันไปถึงขั้นตอนใดแล้วนั้น ตนเองยังไม่ได้รับทราบรายละเอียดโดยตรง

ประเด็นที่น่าสนใจในเรื่องนี้มีดังนี้:

  • ความพยายามของภาครัฐในการทวงคืนพื้นที่จากการรถไฟแห่งประเทศไทย
  • การจัดการปัญหาอย่างเป็นระบบผ่านกระบวนการศาล
  • ความโปร่งใสและตรวจสอบได้ของกระทรวงคมนาคม

อย่างไรก็ตาม ปัญหาเรื่องที่ดินทำกินหรือที่ดินในกำกับดูแลของรัฐนั้น เป็นเรื่องที่มีความละเอียดอ่อนและเกี่ยวข้องกับผู้คนจำนวนมาก การที่รัฐมนตรีออกมาแสดงจุดยืนว่าต้องรอฟังคำตัดสินจากศาลถือว่าเป็นแนวทางที่ถูกต้องและลดความขัดแย้งได้ดีที่สุดในขณะนี้

บทเรียนจากเรื่องนี้สะท้อนให้เห็นว่า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของหน่วยงานรัฐหรือที่ดินทำเลทอง สิ่งสำคัญที่สุดคือการยึดถือระเบียบปฏิบัติตามกฎหมาย เพราะความยุติธรรมคือรากฐานที่สำคัญที่สุดของสังคมไทย เราต้องร่วมกันติดตามต่อไปว่าบทสรุปของเรื่องนี้จะออกมาในทิศทางใด และจะสามารถสร้างบรรทัดฐานให้กับคดีอื่นๆ ที่คล้ายคลึงกันในอนาคตได้อย่างไรบ้าง

ที่มา – ปมที่ดินเขากระโดง “พิพัฒน์” ชี้ ต้องรอคำพิพากษาศาล ไม่ทราบถึงขั้นไหนแล้ว

“เอกนิติ” ย้ำบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ กำหนดหลักเกณฑ์เพิ่ม เพื่อให้คนที่เดือดร้อนจริง

เชื่อว่าหลายคนคงกำลังจับตามองนโยบายสวัสดิการของภาครัฐ โดยเฉพาะประเด็นเรื่อง “เอกนิติ” ย้ำบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ กำหนดหลักเกณฑ์เพิ่ม เพื่อให้คนที่เดือดร้อนจริง ซึ่งถือเป็นประเด็นร้อนที่สำคัญมากในขณะนี้ เพราะรัฐบาลต้องการแก้ไขปัญหาการตกหล่นและคัดกรองผู้มีสิทธิ์ให้แม่นยำที่สุด

“เอกนิติ” ย้ำบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ กำหนดหลักเกณฑ์เพิ่ม เพื่อให้คนที่เดือดร้อนจริง

การปรับปรุงเกณฑ์การคัดกรองในครั้งนี้ ไม่ได้มีจุดประสงค์เพื่อลดจำนวนผู้รับสิทธิ์ แต่เพื่อให้แน่ใจว่าทรัพยากรของรัฐไปถึงมือผู้ที่ลำบากและต้องการความช่วยเหลืออย่างแท้จริง นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ออกมาให้ข้อมูลอย่างชัดเจนว่า กระบวนการตรวจสอบรายได้และทรัพย์สินจะมีความเข้มข้นขึ้น โดยเฉพาะเงื่อนไขการลดหย่อนภาษีที่เกี่ยวข้องกับการเลี้ยงดูบุพการี เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ที่ไม่เข้าเกณฑ์ได้รับสิทธิ์ไปโดยไม่ถูกต้อง

ทำไมต้องปรับเกณฑ์คัดกรองให้เข้มข้นขึ้น?

ที่ผ่านมามีข้อกังขาจากสังคมว่าทำไมบางคนที่มีรายได้หรือทรัพย์สินยังดูมีฐานะ กลับได้รับสิทธิ์สวัสดิการแห่งรัฐ ทำให้เกิดกระแสเรียกร้องให้ตรวจสอบใหม่ นี่คือเหตุผลเบื้องหลังที่ว่าทำไม “เอกนิติ” ย้ำบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ กำหนดหลักเกณฑ์เพิ่ม เพื่อให้คนที่เดือดร้อนจริง โดยระบบจะมีการตรวจสอบข้อมูลเชื่อมโยงกันอย่างรอบด้านมากขึ้น ดังนี้:

  • ตรวจสอบการถือครองทรัพย์สินทุกประเภทให้ชัดเจน
  • อุดช่องโหว่การใช้สิทธิ์ซ้ำซ้อนจากมาตรการทางภาษี
  • เน้นคัดกรองกลุ่มเปราะบางที่ไม่มีฐานข้อมูลเข้าถึงได้ยาก

หากถามว่าการเปลี่ยนแปลงนี้ดีอย่างไร คำตอบคือความยุติธรรมครับ เงินงบประมาณแผ่นดินที่มาจากภาษีประชาชนทุกคน ควรได้รับการจัดสรรอย่างมีประสิทธิภาพที่สุด เพื่อเป็นตาข่ายรองรับความเสี่ยงให้คนที่เดือดร้อนจริงๆ ไม่ให้ถูกทอดทิ้งไว้ข้างหลัง

เราหวังว่าการดำเนินการนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของการจัดสวัสดิการแบบพุ่งเป้า (Targeted Subsidies) ที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ หากคุณเป็นผู้มีสิทธิ์ภายใต้หลักเกณฑ์ใหม่นี้ ย่อมมั่นใจได้ว่าสิทธิ์ที่คุณได้รับนั้นเป็นสิ่งที่รัฐตั้งใจมอบให้เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพอย่างแท้จริง หากใครมีข้อสงสัยหรือติดขัดในขั้นตอนการตรวจสอบ สามารถติดตามข้อมูลอัปเดตจากเว็บไซต์ของกระทรวงการคลังได้โดยตรงครับ

ที่มา – “เอกนิติ” ย้ำบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ กำหนดหลักเกณฑ์เพิ่ม เพื่อให้คนที่เดือดร้อนจริง

อนุทิน ยินดี ทักษิณ ได้รับพระราชทานอภัยโทษ วันมงคล

อนุทิน ยินดี ทักษิณ ได้รับพระราชทานอภัยโทษ วันมงคล

เหตุการณ์สำคัญทางการเมืองไทยล่าสุดที่หลายคนให้ความสนใจ คงหนีไม่พ้นกรณีที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ออกมาเคลื่อนไหวหลังทราบข่าวเกี่ยวกับประเด็นการได้รับพระราชทานอภัยโทษของอดีตนายกรัฐมนตรี นายทักษิณ ชินวัตร ซึ่งถือเป็นข่าวใหญ่ที่สะพัดไปทั่วประเทศในเช้าวันนี้

นายอนุทินได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน ณ ท้องสนามหลวงเมื่อเช้านี้ โดยระบุสั้นๆ แต่ชัดเจนว่า ตนได้รับทราบข่าวดังกล่าวแล้วและขอแสดงความยินดีกับท่าน ซึ่งเมื่อมีการถามเจาะลึกถึงรายละเอียดหรือประเด็นที่คนกำลังจับตามอง นายอนุทินกลับย้ำว่า อนุทิน ยินดี ทักษิณ ได้รับพระราชทานอภัยโทษ แต่เน้นย้ำว่าเป็นวันมงคล จึงไม่อยากพูดถึงเรื่องอื่นที่นอกเหนือจากความยินดีนี้

บรรยากาศวันมงคลและการร่วมใจถวายพระพร

นอกจากประเด็นข่าวการเมืองแล้ว นายกรัฐมนตรียังได้ใช้โอกาสนี้เชิญชวนพี่น้องประชาชนชาวไทยร่วมกันสร้างกุศลและแสดงความจงรักภักดี โดยท่านเชิญชวนให้ประชาชนมารวมตัวกันที่ท้องสนามหลวงในเวลา 19.00 น. เพื่อร่วมในพิธีจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เพื่อให้พระองค์ท่านทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน

สำหรับเหตุการณ์ที่ อนุทิน ยินดี ทักษิณ ได้รับพระราชทานอภัยโทษ ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงการวางตัวท่ามกลางกระแสสังคมที่เปราะบาง โดยนายอนุทินเลือกที่จะโฟกัสไปที่เรื่องความเป็นสิริมงคลของชาติเป็นหลัก มากกว่าที่จะดึงประเด็นการเมืองมาเป็นประเด็นถกเถียงในวันสำคัญเช่นนี้ นอกจากนี้ในวันดังกล่าว นายกรัฐมนตรียังได้เปลี่ยนมาใช้รถยนต์ไฟฟ้า Toyota bZ4X ทะเบียน จต 32 กรุงเทพมหานคร ในการปฏิบัติภารกิจอีกด้วย ซึ่งถือเป็นการสนับสนุนนโยบายพลังงานสะอาดไปในตัว

  • นายอนุทินแสดงความยินดีกับนายทักษิณ ชินวัตร
  • ย้ำชัดวันนี้เป็นวันมงคล ไม่ควรนำประเด็นอื่นมาเกี่ยวข้อง
  • เชิญชวนประชาชนร่วมจุดเทียนชัยถวายพระพร สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี

ในมุมมองของนักวิเคราะห์ นี่อาจเป็นสัญญาณของการปรับตัวทางการเมืองที่เน้นความประนีประนอมและการเดินหน้าสู่วาระสำคัญของชาติ สิ่งที่เราควรจับตามองต่อไปคือทิศทางนโยบายของรัฐบาลหลังจากช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลองนี้ผ่านไป ว่าจะมีการดำเนินการอย่างไรต่อในประเด็นต่างๆ ที่สังคมยังคงตั้งคำถาม การก้าวผ่านความขัดแย้งด้วยท่าทีที่นุ่มนวลเช่นนี้ นับเป็นเรื่องดีที่อาจนำพาความสงบสุขมาสู่การเมืองไทยได้ในระยะยาว

ที่มา – “อนุทิน” ยินดี “ทักษิณ” ได้รับพระราชทานอภัยโทษ บอกวันนี้วันมงคล ไม่พูดเรื่องอื่น

นายกฯ ทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศล วันเฉลิมพระชนมพรรษา

นายกฯ ทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศล วันเฉลิมพระชนมพรรษา

เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมาถือเป็นวันมงคลยิ่งสำหรับพสกนิกรชาวไทย เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทางด้านนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยนางธนนนท์ ชาญวีรกูล คู่สมรส ได้เดินทางไปเป็นประธานในพิธีเจริญพระพุทธมนต์และพิธีทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศล ณ บริเวณท้องสนามหลวง เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ โดยมีพระสงฆ์จำนวน 149 รูป เข้าร่วมในพิธีอันศักดิ์สิทธิ์ครั้งนี้

การจัดงาน นายกฯ ทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศล วันเฉลิมพระชนมพรรษา ในครั้งนี้ได้รับความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ทั้งประธานศาลฎีกา ประธานวุฒิสภา และคณะผู้บริหารระดับสูงจากองค์กรต่างๆ ที่มารวมพลังทำความดีถวายเป็นพระราชกุศล โดยบรรยากาศในช่วงเช้าเต็มไปด้วยความเรียบร้อยและสง่างาม นายกรัฐมนตรีได้นำคณะผู้เข้าร่วมพิธีร่วมกันตักบาตรพระสงฆ์ ท่ามกลางบรรยากาศของพี่น้องประชาชนที่มาร่วมงานด้วยความปลาบปลื้มใจ

รายละเอียดกิจกรรม นายกฯ ทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศล วันเฉลิมพระชนมพรรษา

หลังจากเสร็จสิ้นพิธีทำบุญตักบาตร นายกรัฐมนตรีและคู่สมรสได้เดินทางไปยังห้องแดง อาคารหน่วยราชการในพระองค์ 904 ในพระบรมมหาราชวัง เพื่อลงนามถวายพระพรชัยมงคลแด่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี โดยมีการทูลเกล้าฯ ถวายแจกันดอกไม้ในนามคณะรัฐมนตรีและแสดงถึงความมุ่งมั่นในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อประเทศชาติและประชาชนสืบไป

  • นายกรัฐมนตรีและคู่สมรสเป็นประธานในพิธี ณ ท้องสนามหลวง
  • ถวายแจกันดอกไม้เบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์เพื่อถวายพระพร
  • ร่วมลงนามถวายพระพรชัยมพรรษา ณ ห้องแดง พระบรมมหาราชวัง

กิจกรรมสำคัญเหล่านี้ไม่เพียงแต่เป็นเครื่องยืนยันถึงความศรัทธาของพสกนิกร แต่ยังเป็นการส่งเสริมให้คนในชาติร่วมกันทำความดีถวายแด่พระองค์ท่าน เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี 3 มิถุนายน 2569 นี้ ถือเป็นช่วงเวลาสำคัญที่เราคนไทยจะได้ร่วมสืบสานประเพณีและแสดงความจงรักภักดีร่วมกัน นี่คือภาพสะท้อนของความรักความสามัคคีที่เกิดขึ้นในสังคมไทยเราครับ

ที่มา – นายกฯ ทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศล วันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี

เทียบคุณสมบัติผู้มีสิทธิ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 65 vs 69

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามาอัปเดตข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับนโยบายภาครัฐที่หลายคนรอคอย กับการเทียบคุณสมบัติผู้มีสิทธิ “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” ปี 2565 vs 2569 ซึ่งมีการปรับเปลี่ยนกติกาใหม่เพื่อให้การช่วยเหลือตรงจุดและครอบคลุมผู้มีรายได้น้อยตัวจริงมากขึ้นครับ

เทียบคุณสมบัติผู้มีสิทธิ “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” ปี 2565 vs 2569

หลายคนอาจจะสงสัยว่าทำไมรอบนี้ถึงมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น คำตอบคือทางภาครัฐต้องการคัดกรองผู้มีสิทธิให้แม่นยำขึ้น โดยอาศัยการตรวจสอบข้อมูลผ่านระบบของกระทรวงมหาดไทยเพื่อให้เข้าถึงกลุ่มที่ยังตกสำรวจครับ สำหรับการเทียบคุณสมบัติผู้มีสิทธิ “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” ปี 2565 vs 2569 นั้น มีความแตกต่างที่น่าสนใจในหลายประเด็น โดยเฉพาะการเปลี่ยนจากเกณฑ์ครอบครัวมาเป็นแบบรายบุคคล

ข้อแตกต่างสำคัญในรอบปี 2569

ในรอบปี 2569 นี้ นอกจากเกณฑ์พื้นฐานเดิมแล้ว ยังมีการเพิ่มกลุ่มต้องห้ามขึ้นมาอีก 5 กลุ่ม ได้แก่ นักเรียน/นักศึกษา, ผู้ถือหุ้นหรือกรรมการบริษัท, ผู้ที่มีประกันชีวิตชำระเบี้ยเกิน 12,000 บาท/ปี, ผู้ที่ถูกใช้สิทธิลดหย่อนภาษี และในส่วนของรถยนต์ส่วนบุคคลก็ถูกนำมานับรวมเป็นเกณฑ์ในการพิจารณาด้วยครับ การทำความเข้าใจการเทียบคุณสมบัติผู้มีสิทธิ “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” ปี 2565 vs 2569 จะช่วยให้เพื่อนๆ เตรียมเอกสารและตรวจสอบสิทธิตัวเองได้ถูกต้องก่อนถึงกำหนดการลงทะเบียน

ขั้นตอนการลงทะเบียนที่ต้องทราบ

หากคุณเป็นผู้มีสิทธิในบัตรเดิม หรือผู้ที่สนใจลงทะเบียนใหม่ อย่าลืมตรวจสอบเงื่อนไขดังนี้:

  • ยืนยันสิทธิผ่านช่องทางแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” หรือ “เป๋าตัง” เพื่อความสะดวก
  • ตรวจสอบรายชื่อผ่านเว็บไซต์ทางการที่กระทรวงการคลังกำหนด
  • เตรียมตัวสำหรับผู้ตกสำรวจที่จะมีการลงทะเบียนผ่านเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นโดยตรง

สำหรับการประกาศผลการลงทะเบียนจะมีขึ้นในวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 โดยผู้ที่ผ่านเกณฑ์จะสามารถเริ่มใช้สิทธิสวัสดิการได้ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไปครับ การปรับเปลี่ยนเกณฑ์ในครั้งนี้ถือว่ามีความเข้มข้นขึ้นมาก เพื่อให้งบประมาณของโครงการสามารถกระจายไปสู่พี่น้องประชาชนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์จริงๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ใครที่วางแผนจะลงทะเบียนอย่าลืมศึกษาข้อมูลอย่างละเอียดนะครับ

ท้ายที่สุด การปรับเปลี่ยนกติกาต่างๆ ย่อมมีผลกระทบต่อหลายฝ่าย สิ่งสำคัญคือการหมั่นอัปเดตข่าวสารจากช่องทางหลักของรัฐบาลอยู่เสมอ เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสในการได้รับสวัสดิการที่เหมาะสมกับคุณ หวังว่าบทความนี้จะช่วยไขข้อข้องใจเรื่องความแตกต่างของสิทธิสวัสดิการแต่ละปีได้ไม่มากก็น้อยครับ

ที่มา – เทียบคุณสมบัติผู้มีสิทธิ “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” ปี 2565 vs 2569 ต่างกันอย่างไรบ้าง

“ประเสริฐ” ยินดี “ทักษิณ” พ้นโทษ มั่นใจไม่ยุ่งงานพรรคเพื่อไทย เผยมีโอกาสจะไปขอคำปรึกษา

เป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด สำหรับกรณีที่อดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร ได้รับพระราชทานอภัยโทษในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งแน่นอนว่าเรื่องนี้กลายเป็นกระแสร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทย โดยเฉพาะท่าทีของพี่น้องในพรรคเพื่อไทยที่มีต่อเหตุการณ์นี้

“ประเสริฐ” ยินดี “ทักษิณ” พ้นโทษ มั่นใจไม่ยุ่งงานพรรคเพื่อไทย เผยมีโอกาสจะไปขอคำปรึกษา

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ดังกล่าวอย่างเป็นกันเองว่า สมาชิกพรรคทุกคนต่างรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ท่านได้รับโอกาสนี้ นี่ถือเป็นข่าวดีที่สร้างพลังบวกให้กับคนในพรรคอย่างมาก อย่างไรก็ตาม หลายคนอาจสงสัยว่าการกลับมาของท่านจะส่งผลต่อการบริหารงานภายในพรรคอย่างไร ซึ่งนายประเสริฐได้ย้ำชัดเจนว่า “ประเสริฐ” ยินดี “ทักษิณ” พ้นโทษ มั่นใจไม่ยุ่งงานพรรคเพื่อไทย เผยมีโอกาสจะไปขอคำปรึกษา อย่างเป็นทางการ โดยเน้นย้ำเรื่องโครงสร้างพรรคที่แข็งแรงอยู่แล้ว

มุมมองจากคนใกล้ชิดและการเดินหน้าพรรคเพื่อไทย

ต้องยอมรับว่า คุณทักษิณเปรียบเสมือนผู้นำทางจิตวิญญาณของพรรคมาโดยตลอด แต่ในส่วนของการบริหารจัดการนั้น นายประเสริฐได้ชี้แจงว่าขณะนี้พรรคเพื่อไทยมีกรรมการบริหารพรรคที่ทำหน้าที่ขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ อย่างเต็มประสิทธิภาพอยู่แล้ว ซึ่งนี่คือกลไกปกติของการทำงานทางการเมืองที่มีลำดับขั้นตอนชัดเจน

ประเด็นที่น่าสนใจเพิ่มเติมจากการสัมภาษณ์มีดังนี้:

  • การปรึกษาเรื่องงานในอนาคต: นายประเสริฐมองว่าการไปขอคำแนะนำจากผู้ที่มีประสบการณ์สูงอย่างคุณทักษิณเป็นเรื่องปกติและเป็นสิ่งที่ทำได้
  • ความเชื่อมั่นในองค์กร: มั่นใจว่าโครงสร้างของพรรคปัจจุบันมีความเข้มแข็งและสามารถเดินหน้าต่อไปได้โดยไม่ต้องมีการแทรกแซง
  • ความยินดีร่วมกัน: บรรยากาศภายในพรรคเป็นไปอย่างชื่นมื่นหลังจากได้รับทราบข่าวดีนี้

ท้ายที่สุด การที่ “ประเสริฐ” ยินดี “ทักษิณ” พ้นโทษ มั่นใจไม่ยุ่งงานพรรคเพื่อไทย เผยมีโอกาสจะไปขอคำปรึกษา ถือเป็นจุดยืนที่ชัดเจนที่แสดงให้เห็นถึงความเคารพในฐานะผู้อาวุโส แต่ยังคงไว้ซึ่งความเป็นมืออาชีพในการแยกบทบาทหน้าที่ให้คนในพรรคได้ทำงานตามกลไกที่ได้วางไว้ต่อไป ไม่ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร ความสัมพันธ์แบบพี่น้องและความเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณก็ยังคงเป็นรากฐานสำคัญที่ยึดเหนี่ยวใจคนในพรรคเพื่อไทยไว้อย่างเหนียวแน่นครับ

ที่มา – “ประเสริฐ” ยินดี “ทักษิณ” พ้นโทษ มั่นใจไม่ยุ่งงานพรรคเพื่อไทย เผยมีโอกาสจะไปขอคำปรึกษา

พายุโซนร้อน “ชังมี” ขึ้นฝั่งญี่ปุ่น มุ่งหน้าภูมิภาคคันโต

สถานการณ์ภัยพิบัติในญี่ปุ่นกำลังเป็นที่น่ากังวลอย่างยิ่ง เมื่อล่าสุด พายุโซนร้อน “ชังมี” ขึ้นฝั่งญี่ปุ่น มุ่งหน้าภูมิภาคคันโต ส่งผลให้เกิดฝนตกหนักและลมกระโชกแรงในหลายพื้นที่ตั้งแต่วันที่ 3 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา

ผลกระทบจาก พายุโซนร้อน “ชังมี” ขึ้นฝั่งญี่ปุ่น มุ่งหน้าภูมิภาคคันโต

สำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่น (JMA) ได้ออกประกาศเตือนภัยด่วน หลังจากพายุได้ขึ้นฝั่งบริเวณจังหวัดวากายามะในช่วงเช้ามืด ทำให้ปริมาณน้ำฝนสะสมสูงผิดปกติ ส่งผลให้เกิดความเสี่ยงต่อการเกิดดินถล่มและน้ำท่วมฉับพลันในหลายจังหวัดที่พายุเคลื่อนผ่าน ทั้งในพื้นที่โทไกและคันโต

มาตรการรับมือเมื่อ พายุโซนร้อน “ชังมี” ขึ้นฝั่งญี่ปุ่น มุ่งหน้าภูมิภาคคันโต

ทางการญี่ปุ่นได้ดำเนินมาตรการเชิงรุกเพื่อรักษาความปลอดภัยของประชาชน ดังนี้:

  • ออกคำเตือนภัยระดับ 4 ในพื้นที่เสี่ยงรอบกรุงโตเกียว และแนะนำให้ประชาชนในเขตแม่น้ำคันดะและเมกุโระเตรียมอพยพ
  • เฝ้าระวังระดับน้ำในแม่น้ำสายสำคัญอย่างต่อเนื่องเพื่อป้องกันเหตุเอ่อล้นตลิ่ง
  • ขอความร่วมมือประชาชนในพื้นที่อิซุ จังหวัดชิซูโอกะ ให้ติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดเนื่องจากเป็นพื้นที่เฝ้าระวังกลุ่มเมฆฝนกำลังแรง

สถานการณ์พายุครั้งนี้ถือเป็นบททดสอบสำคัญของระบบป้องกันภัยพิบัติในญี่ปุ่น แม้ว่าในบางพื้นที่ระดับคำเตือนจะเริ่มปรับลดลงบ้างแล้ว แต่ทางการยังคงเน้นย้ำว่าห้ามประมาท เพราะฝนที่ตกต่อเนื่องอาจทำให้ดินอุ้มน้ำจนเกินขีดจำกัดจนกลายเป็นดินโคลนถล่มได้ทุกเมื่อ ทั้งนี้ หากคุณกำลังวางแผนเดินทางไปญี่ปุ่นในช่วงนี้ ควรตรวจสอบสภาพอากาศและประกาศจากสถานทูตอย่างสม่ำเสมอ เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของตัวคุณเองครับ

ที่มา – พายุโซนร้อน “ชังมี” ขึ้นฝั่งญี่ปุ่น มุ่งหน้าภูมิภาคคันโต ฝนถล่มหนัก เตือนดินถล่ม-น้ำท่วมฉับพลัน

ผู้นำอินโดฯ ปลดฟ้าผ่าหัวหน้าโครงการอาหารฟรี เซ่นวิกฤตอาหารเป็นพิษ

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในหน้าสื่อต่างประเทศทันที เมื่อประธานาธิบดีอินโดนีเซียตัดสินใจทำสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด ด้วยการปลดหัวหน้าโครงการอาหารกลางวันฟรีแบบฟ้าผ่า ท่ามกลางปัญหาใหญ่ที่สั่นคลอนความเชื่อมั่นของประชาชน นั่นคือผู้นำอินโดฯ ปลดฟ้าผ่าหัวหน้าโครงการอาหารฟรี เซ่นวิกฤตอาหารเป็นพิษ-ข้อครหาทุจริต ซึ่งถือเป็นนโยบายหลักที่ใช้หาเสียงมาตั้งแต่ต้น

ผู้นำอินโดฯ ปลดฟ้าผ่าหัวหน้าโครงการอาหารฟรี เซ่นวิกฤตอาหารเป็นพิษ-ข้อครหาทุจริต

โครงการอาหารฟรีอินโดนีเซียถูกจัดตั้งขึ้นโดย ปราโบโว ซูเบียนโต ด้วยความตั้งใจที่จะแก้ปัญหาทุพโภชนาการและภาวะเด็กแคระแกร็น ซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรังที่กระทบต่อเด็กมากกว่า 20% ของประเทศ ดูเหมือนจะเป็นโครงการที่ดีและเต็มไปด้วยเจตนาอันดี แต่ในทางปฏิบัติกลับเกิดปัญหามากมายจนทำให้ ผู้นำอินโดฯ ปลดฟ้าผ่าหัวหน้าโครงการอาหารฟรี เซ่นวิกฤตอาหารเป็นพิษ-ข้อครหาทุจริต ออกจากตำแหน่งในทันที เพื่อกู้คืนภาพลักษณ์และสร้างความมั่นใจให้กับผู้ปกครองอีกครั้ง

เบื้องลึกปัญหาที่ทำให้ต้องมีการปลดฟ้าผ่าเกิดขึ้น

ปัญหาสำคัญที่ทำให้เรื่องนี้ลุกลามใหญ่โตมีดังนี้:

  • วิกฤตอาหารเป็นพิษ: มีรายงานพบผู้ล้มป่วยจำนวนมากจากการรับประทานอาหารในโครงการ โดยตัวเลขพุ่งสูงถึงหลักหมื่นราย
  • ข้อครหาทุจริต: องค์กรตรวจสอบทุจริตในอินโดนีเซียตรวจพบความผิดปกติในการใช้งบประมาณอย่างมหาศาล
  • การจัดการที่ล้มเหลว: คุณภาพอาหารที่ไม่ผ่านมาตรฐานและขาดสุขอนามัยในหลายพื้นที่ที่เป็นจุดแจกจ่าย

รัฐบาลได้นำ นานิก ซูดารยาติ เดยัง เข้ามารับตำแหน่งแทน ดาดัน ฮินดายานา ที่ถูกปลดออกไป ทั้งนี้รัฐบาลยังคงเน้นย้ำว่าโครงการนี้จำเป็นอย่างยิ่งต่อประชากรกลุ่มเปราะบางกว่า 82.9 ล้านคน ซึ่งรวมถึงเด็กนักเรียน หญิงตั้งครรภ์ และหญิงให้นมบุตร อย่างไรก็ตาม การปรับทัพครั้งนี้ถือเป็นบททดสอบสำคัญของประธานาธิบดีปราโบโว ว่าจะสามารถผลักดันนโยบายให้เดินหน้าต่อไปได้โดยปราศจากข้อกังขาเรื่องความโปร่งใสและคุณภาพในอนาคต

บทเรียนในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า ไม่ว่านโยบายจะมีเป้าหมายที่ดีเพียงใด แต่หากปราศจากการตรวจสอบที่เข้มงวดและระบบการจัดการที่มีประสิทธิภาพ โอกาสที่จะล้มเหลวก็มีสูงมาก เชื่อว่ารัฐบาลอินโดนีเซียคงต้องกลับไปทำการบ้านอย่างหนักเพื่อสร้างความเชื่อมั่นกลับคืนมา เพราะประเด็นสุขภาพของเด็กและงบประมาณแผ่นดินเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ยอมให้เกิดความผิดพลาดซ้ำรอยไม่ได้อีกแล้วครับ

ที่มา – ผู้นำอินโดฯ ปลดฟ้าผ่าหัวหน้าโครงการอาหารฟรี เซ่นวิกฤตอาหารเป็นพิษ-ข้อครหาทุจริต

ยูเอ็นเตือนรับมือเอลนีโญรุนแรง อาจหนักสุดในรอบหลายทศวรรษ

เชื่อว่าช่วงนี้หลายคนเริ่มสังเกตเห็นถึงความผิดปกติของสภาพอากาศกันบ้างแล้วนะครับ ล่าสุดมีข่าวใหญ่ที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เมื่อองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ภายใต้สังกัดสหประชาชาติ ได้ออกโรงเตือนให้ทั่วโลกเตรียมตัวรับมือกับปรากฏการณ์ ยูเอ็นเตือนรับมือเอลนีโญรุนแรง อาจหนักสุดในรอบหลายทศวรรษ หลังจากพบสัญญาณบ่งชี้ว่ามวลน้ำอุ่นใต้ทะเลกำลังเคลื่อนตัว ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสภาพอากาศโลกในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้านี้

เจาะลึกทำไม ยูเอ็นเตือนรับมือเอลนีโญรุนแรง อาจหนักสุดในรอบหลายทศวรรษ

ปรากฏการณ์ที่เหล่านักวิทยาศาสตร์กำลังกังวลกันนั้นคือการก่อตัวของ “ซูเปอร์เอลนีโญ” ครับ โดยข้อมูลจากดาวเทียมและทุ่นสำรวจใต้ทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกยืนยันว่า มีน้ำอุ่นที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยถึง 6 องศาเซลเซียสกำลังเคลื่อนตัวขึ้นสู่ผิวน้ำ เมื่อความร้อนมหาศาลนี้ปะทะกับบรรยากาศ จะส่งผลให้โลกที่ร้อนอยู่แล้ว ยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นไปอีก

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นหาก ยูเอ็นเตือนรับมือเอลนีโญรุนแรง อาจหนักสุดในรอบหลายทศวรรษ เป็นจริง

หากปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นในระดับที่รุนแรงที่สุดตามคาดการณ์ เราอาจต้องเผชิญกับเหตุการณ์เหล่านี้:

  • วิกฤตภัยแล้ง: หลายพื้นที่โดยเฉพาะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และออสเตรเลีย อาจเจอกับความแห้งแล้งยาวนานและปัญหาขาดแคลนน้ำ
  • ไฟป่าที่ควบคุมยาก: อากาศที่ร้อนจัดและแห้งแล้งจะเป็นเชื้อเพลิงชั้นดีที่ทำให้เกิดไฟป่าได้ง่ายขึ้น
  • คลื่นความร้อนถล่มโลก: อุณหภูมิพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพของมนุษย์และสัตว์
  • สภาพอากาศแปรปรวน: ในขณะที่บางพื้นที่แห้งแล้ง แต่บางพื้นที่อาจเจอกับพายุฝนและน้ำท่วมฉับพลันแบบคาดไม่ถึง

เลขาธิการสหประชาชาติได้กล่าวย้ำว่า เอลนีโญครั้งนี้เปรียบเสมือนเชื้อเพลิงที่เร่งให้ภาวะโลกร้อนรุนแรงขึ้นกว่าเดิม ซึ่งผลกระทบนั้นไม่มีพรมแดนขวางกั้น ดังนั้นทุกภาคส่วนไม่ว่าจะเป็นภาครัฐหรือภาคประชาชน ต้องหันมาใส่ใจและวางแผนเตรียมรับมือกันตั้งแต่วันนี้ โดยเฉพาะการบริหารจัดการน้ำและการเตรียมความพร้อมด้านพลังงานเพื่อรับมือกับสภาพอากาศที่อาจเลวร้ายขึ้นกว่าที่เคยเป็นมา

ในแง่ของมุมมองส่วนตัว ผมมองว่าวิกฤตครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณเตือนภัยครั้งสำคัญที่ธรรมชาติกำลังบอกเราว่า ถึงเวลาแล้วที่มนุษย์ต้องปรับตัวและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างจริงจัง เพื่อไม่ให้สภาพอากาศที่สุดขั้วเช่นนี้กลายเป็นเรื่องปกติในอนาคต เตรียมตัวให้พร้อมและติดตามข่าวสารพยากรณ์อากาศอย่างใกล้ชิดนะครับ

ที่มา – ยูเอ็นเตือนรับมือ “เอลนีโญ” รุนแรง อาจหนักสุดในรอบหลายสิบปี และอาจเริ่มในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า