วัน: 18 มิถุนายน 2026

ครม. ไฟเขียวใช้พื้นที่ป่าชายเลน 8 ไร่เศษ เดินหน้า “สะพานเชื่อมเกาะลันตา”

ข่าวใหญ่สำหรับชาวกระบี่และนักท่องเที่ยวทั่วไทย ล่าสุดที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบให้ดำเนินการครม. ไฟเขียวใช้พื้นที่ป่าชายเลน 8 ไร่เศษ เดินหน้า “สะพานเชื่อมเกาะลันตา” เพื่อเร่งแก้ไขปัญหาคอขวดของการเดินทางและยกระดับศักยภาพการท่องเที่ยวในพื้นที่ภาคใต้ให้มีความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้นครับ

โครงการสะพานเชื่อมเกาะลันตา คือความหวังใหม่ของชาวกระบี่

หลายคนที่เคยไปเที่ยวเกาะลันตาอาจจะเคยประสบปัญหาการรอคิวลงแพขนานยนต์ ซึ่งทำให้เสียเวลาในการเดินทางค่อนข้างมาก โครงการก่อสร้างสะพานเชื่อมเกาะลันตาจึงถือเป็นกุญแจสำคัญที่จะเข้ามาเปลี่ยนเกมการขนส่งในจังหวัดกระบี่ โดยโครงการนี้ได้รับการออกแบบมาอย่างครบถ้วน ทั้งสะพานขึงและโครงสร้างที่เชื่อมต่อระหว่างเกาะกลางกับเกาะลันตาน้อย ทำให้การสัญจรเชื่อมถึงกันได้สะดวกรวดเร็วขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ความคืบหน้าล่าสุดของการดำเนินโครงการ

หลังจากที่ครม. ไฟเขียวใช้พื้นที่ป่าชายเลน 8 ไร่เศษ เดินหน้า “สะพานเชื่อมเกาะลันตา” ทางกรมทางหลวงชนบทก็พร้อมที่จะเดินหน้างานก่อสร้างทันที โดยโครงการนี้ครอบคลุมระยะทางกว่า 2.5 กิโลเมตร ใช้งบประมาณกว่า 1,800 ล้านบาท ทั้งนี้ ทางรัฐบาลยืนยันว่าจะมีการปฏิบัติตามมาตรการสิ่งแวดล้อมอย่างเคร่งครัด โดยจะปลูกป่าทดแทนกว่า 20 เท่าของพื้นที่ที่เสียไป เพื่อรักษาสมดุลของระบบนิเวศป่าชายเลนเอาไว้ให้ได้มากที่สุด

นอกเหนือจากเรื่องของความสะดวกสบาย โครงการนี้ยังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและการค้าขายในพื้นที่ได้อย่างมหาศาล เพราะเมื่อการขนส่งสินค้าและการเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยวทำได้ง่าย จำนวนนักท่องเที่ยวจะเพิ่มขึ้น และช่วยให้ชาวบ้านในท้องถิ่นมีรายได้หมุนเวียนมากขึ้นอย่างแน่นอนครับ

ในส่วนของมาตรการชดเชยด้านสิ่งแวดล้อมนั้น ทางกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้กำหนดให้มีการติดตามผลกระทบอย่างต่อเนื่อง ทำให้มั่นใจได้ว่าการพัฒนาในครั้งนี้จะมาพร้อมกับการอนุรักษ์ที่ยั่งยืน ถือเป็นตัวอย่างที่ดีของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ใส่ใจธรรมชาติไปพร้อมกันครับ

โดยสรุปแล้ว การที่ครม. ไฟเขียวใช้พื้นที่ป่าชายเลน 8 ไร่เศษ เดินหน้า “สะพานเชื่อมเกาะลันตา” ในครั้งนี้ ไม่เพียงแค่เป็นการปลดล็อกปัญหาการจราจรบนเกาะเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้กับจังหวัดกระบี่ ซึ่งนับว่าเป็นก้าวสำคัญที่น่าชื่นชมครับ

ที่มา – ครม. ไฟเขียวใช้พื้นที่ป่าชายเลน 8 ไร่เศษ เดินหน้า “สะพานเชื่อมเกาะลันตา”

ปลัดดีอีแจง TH-AI Passport ทำถูกกฎหมายทุกขั้นตอน

ปลัดดีอีแจง TH-AI Passport ทำถูกกฎหมายทุกขั้นตอน

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในสัปดาห์นี้ หลังจากที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมตกเป็นเป้าสายตาของสังคมและกรรมาธิการเกี่ยวกับโครงการยักษ์ใหญ่ที่ชื่อว่า TH-AI Passport ซึ่งมุ่งเน้นการผลักดันให้ประชาชนเข้าถึงเทคโนโลยี AI ให้ได้ถึง 20 ล้านคน ล่าสุดปลัดกระทรวงดิจิทัลฯ ได้ออกมาเปิดใจและหอบหลักฐานชุดใหญ่เข้าชี้แจงต่อกรรมาธิการ เพื่อยืนยันความโปร่งใสและปฏิเสธข้อครหาเรื่องความไม่ชอบมาพากลที่หลายคนกำลังสงสัย

เปิดเบื้องลึกความเป็นมาของโครงการ TH-AI Passport

นายพชร ปลัดกระทรวงดีอี ได้แจกแจงรายละเอียดไทม์ไลน์เชิงลึก โดยระบุว่าโครงการที่มีข้อกังขาเรื่องความรวดเร็วนั้น แท้จริงแล้วได้มีการวางแผนและหารือกันมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี พ.ศ. 2565 ในยุครัฐบาลก่อนหน้า ไม่ได้เป็นการเร่งรีบจัดทำขึ้นแต่อย่างใด และ ปลัดดีอีแจง TH-AI Passport ทำถูกกฎหมายทุกขั้นตอน ตั้งแต่กระบวนการยกร่าง TOR ไปจนถึงขั้นตอนการคัดเลือกผู้รับจ้าง เพื่อให้ประเทศก้าวทันกระแสโลกเทคโนโลยี

ประเด็นสำคัญที่หลายคนตั้งข้อสังเกตมีดังนี้:

  • การใช้เงินจากกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแทนงบประมาณปกติ
  • ความโปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้างและ TOR ที่ถูกวิจารณ์ว่าคล้ายคลึงกับโครงการอื่น
  • ความกังวลเรื่องการล็อคสเปคหรือความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับบริษัทเอกชน

อย่างไรก็ตาม ปลัดกระทรวงยืนยันว่ากระบวนการใช้เงินกองทุนฯ นั้นผ่านการกลั่นกรองโดยคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิภายนอก ไม่ใช่เพียงแค่เจ้าหน้าที่ในกระทรวงตัดสินใจเอง ส่วนตัวเลขการเข้าถึง 20 ล้านคนนั้น เป็นหมุดหมายสำคัญที่ต้องเร่งดำเนินการให้ทันตามกำหนดภายในปี พ.ศ. 2570

ในประเด็นเรื่อง TOR ที่ถูกทักท้วงว่ามีการคัดลอกรายละเอียดมานั้น ทางผู้รับผิดชอบระบุว่าเป็นเพียงมาตรฐานราคากลางที่อ้างอิงจากหน่วยงานอื่นเพื่อให้เกิดความคุ้มค่าและมีมาตรฐานสากล สำหรับข้อเรียกร้องให้ยกเลิกโครงการมูลค่ากว่า 1,600 ล้านบาทนั้น ปลัดกระทรวงดีอีได้ตอบกลับอย่างชัดเจนว่า หากยกเลิกโดยไม่มีเหตุผลทางกฎหมายรองรับ ทางกระทรวงอาจต้องเผชิญกับการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากบริษัทเอกชน ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่ราชการต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ

ท้ายที่สุด การทำงานของภาครัฐในยุคดิจิทัลเต็มไปด้วยความท้าทาย ทั้งในแง่ของเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไวและความคาดหวังของประชาชนที่ต้องการความโปร่งใสตรวจสอบได้ การที่ ปลัดดีอีแจง TH-AI Passport ทำถูกกฎหมายทุกขั้นตอน ครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความเข้าใจระหว่างภาครัฐกับภาคประชาชน แต่สิ่งสำคัญยิ่งกว่าคือการแสดงให้เห็นถึงผลสัมฤทธิ์ที่จะเกิดขึ้นจริง เพื่อให้มั่นใจว่าเม็ดเงินที่จ่ายไปจะเปลี่ยนเป็นประโยชน์ต่อคนไทยทั้งประเทศได้อย่างแท้จริง

ที่มา – “ปลัดดีอี” หอบหลักฐานแจงยิบยันบิ๊กโปรเจกต์ “TH-AI Passport” ทำถูกกฎหมายทุกขั้นตอน

มัลลิกา เปิดยุทธศาสตร์ ดูแลกว่า 2,000 ชุมชนทั่วกรุงเทพฯ

เชื่อว่าคนกรุงเทพฯ หลายคนกำลังมองหาความเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ ในวันนี้เราจะมาพูดถึงวิสัยทัศน์ที่คุณมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ได้นำเสนอผ่านแคมเปญหาเสียง ซึ่งน่าจับตามองอย่างยิ่ง โดยเฉพาะประเด็น “มัลลิกา” เปิดยุทธศาสตร์ ดูแลกว่า 2,000 ชุมชนทั่วกรุงเทพฯ ชู “สะอาด สว่าง ปลอดภัย” ที่มุ่งเน้นการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับคนเมืองทุกคนในทุกระดับ

“มัลลิกา” เปิดยุทธศาสตร์ ดูแลกว่า 2,000 ชุมชนทั่วกรุงเทพฯ ชู “สะอาด สว่าง ปลอดภัย”

จากการลงพื้นที่จริงในหลายเขต ไม่ว่าจะเป็นเขตราชเทวีหรือพญาไท ปัญหาเรื่องความปลอดภัยและการใช้ชีวิตประจำวันยังคงเป็นเรื่องใหญ่ คุณมัลลิกาจึงได้หยิบยกยุทธศาสตร์ที่จะเข้ามาจัดการปัญหาเหล่านี้อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้กรุงเทพฯ ไม่ใช่แค่เมืองผ่าน แต่เป็นเมืองที่ทุกคนอยู่ได้อย่างสบายใจตลอด 24 ชั่วโมง

รายละเอียดเชิงลึกของกลยุทธ์ “มัลลิกา” เปิดยุทธศาสตร์ ดูแลกว่า 2,000 ชุมชนทั่วกรุงเทพฯ ชู “สะอาด สว่าง ปลอดภัย”

ยุทธศาสตร์นี้ไม่ได้มีแค่คำนิยามที่สวยหรู แต่มาพร้อมแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน ดังนี้:

  • เพิ่มไฟส่องสว่าง LED: แก้ปัญหาจุดมืดในซอยลึกและพื้นที่เสี่ยง เพื่อให้คนทำงานกลางคืนและผู้สูงอายุเดินได้อย่างมั่นใจ
  • ใช้ AI และ Smart City: ยกระดับการตรวจจับปัญหาด้วยระบบอัจฉริยะแบบเรียลไทม์
  • กล้องวงจรปิดอัจฉริยะ: เชื่อมโยงทุกระบบเข้าสู่ศูนย์ควบคุมกลาง เพื่อการตอบสนองที่รวดเร็ว
  • ปรับปรุงสภาพแวดล้อม: เน้นความสะอาด เป็นระเบียบ ลดขยะสะสมในชุมชน
  • หนุนเศรษฐกิจชุมชน: ส่งเสริมพื้นที่ทำมาหากินให้ประชาชนมีรายได้มั่นคง
  • มีส่วนร่วมจากคนในพื้นที่: ให้ชาวบ้านมีสิทธิ์กำหนดแผนพัฒนาด้วยตัวเอง

ด้วยเป้าหมายที่ต้องการให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน ทั้งเด็ก สตรี และผู้สูงอายุ ยุทธศาสตร์นี้จึงเป็นเหมือนแสงสว่างที่แสดงให้เห็นว่าเสียงของชุมชนคือหัวใจสำคัญของการทำงานในอนาคต หากคุณเป็นคนหนึ่งที่อยากเห็นเมืองเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น การทำความเข้าใจแผนงานระดับฐานรากเช่นนี้คือจุดเริ่มต้นที่ดีที่สุดครับ

คุณล่ะ คิดอย่างไรกับแนวคิดนี้? หากเทคโนโลยีร่วมกับการบริหารจัดการที่ใส่ใจถูกนำมาใช้จริง เชื่อว่าชุมชนทั่วกรุงเทพฯ จะเข้มแข็งและน่าอยู่ขึ้นอย่างแน่นอน

ที่มา – “มัลลิกา” เปิดยุทธศาสตร์ ดูแลกว่า 2,000 ชุมชนทั่วกรุงเทพฯ ชู “สะอาด สว่าง ปลอดภัย”

“บิ๊กอู๋” นำทีมอดีตตำรวจใต้ เยี่ยมให้กำลังใจตำรวจในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้

เชื่อว่าหลายคนคงประทับใจกับภาพความผูกพันที่ยังคงแน่นแฟ้น แม้จะเกษียณอายุราชการไปนานแล้วก็ตาม ล่าสุดมีข่าวดีที่น่าชื่นชมเมื่อ “บิ๊กอู๋” นำทีมอดีตตำรวจใต้ เยี่ยมให้กำลังใจตำรวจในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อส่งต่อกำลังใจและแรงสนับสนุนให้กับเหล่าเจ้าหน้าที่ผู้เสียสละที่ยังคงปฏิบัติหน้าที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยอย่างต่อเนื่อง

“บิ๊กอู๋” นำทีมอดีตตำรวจใต้ เยี่ยมให้กำลังใจตำรวจในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้

เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2569 พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้รวมตัวกับอดีตตำรวจที่เคยร่วมทุกข์ร่วมสุขกันในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้กว่า 40 นาย เดินทางลงพื้นที่เพื่อมอบเงินช่วยเหลือและสิ่งของอุปโภคบริโภค โดยโครงการนี้ได้รับการสนับสนุนจากพันธมิตรภาคเอกชนมากมาย อาทิ เครือเจริญโภคภัณฑ์, บิ๊กซี, ไทยเพรซิเดนท์ฟู้ดส์ และกลุ่มบริษัทนันยางเท็กซ์ไทล์ รวมมูลค่ากว่า 900,000 บาท

พล.ต.อ.อดุลย์ ได้กล่าวถึงความตั้งใจในการจัดกิจกรรมครั้งนี้ว่า “บิ๊กอู๋” นำทีมอดีตตำรวจใต้ เยี่ยมให้กำลังใจตำรวจในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ นั้น ไม่ใช่เพียงแค่การมอบสิ่งของ แต่เป็นการส่งสารว่า “พวกเรายังคงระลึกถึงกันเสมอ” ถึงแม้ท่านจะเกษียณมานานถึง 12 ปีแล้ว แต่ความรักความผูกพันที่มีต่อลูกน้องและเพื่อนร่วมงานในสมัยที่ต้องเผชิญกับสถานการณ์รุนแรงในช่วงปี 2548-2552 ยังคงไม่จางหายไปไหน

ความหมายของคติ “คนเคยร่วมสู้”

พล.ต.อ.อดุลย์ ได้ย้ำเตือนใจถึงคติพจน์ที่ยึดถือมาโดยตลอดว่า “อย่าลืมคนที่เคยสู้อยู่เคียงข้าง อย่าลืมคนที่สร้างทางยิ่งใหญ่ อย่าลืมคนที่เคยมีน้ำใจ อย่าลืมเป็นผู้ให้เมื่อได้ดี” ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้การทำงานในพื้นที่เต็มไปด้วยความสามัคคี โดยกิจกรรมครั้งนี้มุ่งเน้นไปที่:

  • เยียวยาเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่สีแดง
  • ช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ที่ได้รับบาดเจ็บหรือทุพพลภาพจากการปฏิบัติหน้าที่
  • สนับสนุนอดีตตำรวจที่เคยผ่านสมรภูมิร่วมกัน

กิจกรรมนี้นับเป็นตัวอย่างที่ดีของภาวะผู้นำที่แท้จริง ซึ่งไม่ได้วัดกันที่ตำแหน่งหรือยศถาบรรดาศักดิ์ แต่คือความห่วงใยที่ส่งต่อถึงกันแม้จะเป็นเวลาผ่านไปนานเพียงใด พี่น้องตำรวจที่ยังคงประจำการอยู่ในพื้นที่ย่อมรู้สึกมีกำลังใจขึ้นอีกมากเมื่อเห็นว่าผู้ใหญ่ระดับสูงยังคงหันกลับมาเหลียวแลและไม่ทอดทิ้งคนที่เคยร่วมเป็นร่วมตายกันมา นี่คือสิ่งที่ช่วยสร้างขวัญและกำลังใจที่ประเมินค่าไม่ได้เลยจริงๆ ผู้เขียนเองมองว่านี่คือต้นแบบของการสร้าง ‘ความผูกพันในองค์กร’ ที่น่าเอาเยี่ยงอย่างที่สุดครับ

ที่มา – “บิ๊กอู๋” นำทีมอดีตตำรวจใต้ เยี่ยมให้กำลังใจตำรวจในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้

ครม. เคาะผ่านกรอบงบประมาณ 2570 เผยงบเหลือจ่ายปี 69 คืนคลังได้ 10,300 ล้าน

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามาอัปเดตสถานการณ์เศรษฐกิจและการเงินของประเทศกันหน่อยครับ กับประเด็นล่าสุดที่หลายคนกำลังจับตามอง คือเรื่องที่ ครม. เคาะผ่านกรอบงบประมาณ 2570 เผยงบเหลือจ่ายปี 69 คืนคลังได้ 10,300 ล้าน ซึ่งถือว่าเป็นก้าวสำคัญในการวางแผนการใช้จ่ายเงินภาษีของประชาชนให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดครับ

การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติผ่าน ครม. เคาะผ่านกรอบงบประมาณ 2570 เผยงบเหลือจ่ายปี 69 คืนคลังได้ 10,300 ล้าน

ในการประชุม ครม. นัดพิเศษที่ผ่านมา ได้มีการเห็นชอบในร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 โดยกำหนดกรอบวงเงินไว้ที่ 3.788 ล้านล้านบาท เพื่อเตรียมผลักดันเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรในสัปดาห์หน้า นี่คือสัญญาณที่บอกว่ารัฐบาลกำลังเร่งวางรากฐานการบริหารประเทศเพื่อรองรับการเติบโตในอนาคตครับ

ทำไมตัวเลขงบประมาณถึงมีการเปลี่ยนแปลง?

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมยอดเงินที่รัฐบาลดึงกลับมาจากปี 2569 ถึงเหลือเพียง 10,300 ล้านบาท ทั้งที่ตอนแรกคาดการณ์ไว้สูงกว่านี้ เหตุผลคือเมื่อหน่วยงานต่างๆ ทราบข่าวนโยบายนี้ ก็ได้เร่งการเบิกจ่ายงบประมาณอย่างเต็มที่ในไตรมาสที่ 3 ส่งผลให้เม็ดเงินหมุนเวียนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้เร็วกว่าที่คาดไว้ ซึ่งมองอีกมุมก็ถือว่าเป็นเรื่องดีที่งบประมาณถูกนำไปใช้ตามเป้าหมายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจครับ

  • งบที่ดึงกลับมา 10,300 ล้านบาท จะเข้าสู่งบกลาง
  • เพื่อชำระหนี้ค้างชำระและโครงการสำคัญเช่น รถไฟฟ้าสายสีส้ม
  • เตรียมสำรองสำหรับเหตุฉุกเฉินและภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้น

สรุปแล้วสถานการณ์ที่ ครม. เคาะผ่านกรอบงบประมาณ 2570 เผยงบเหลือจ่ายปี 69 คืนคลังได้ 10,300 ล้าน นั้นชี้ให้เห็นว่าภาครัฐมีการบริหารจัดการงบประมาณอย่างรัดกุมและมีความยืดหยุ่น เพื่อรับมือกับวิกฤติต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องภาวะเศรษฐกิจโลกหรือสถานการณ์ในตะวันออกกลาง นี่คือความพยายามของภาครัฐในการประคองเสถียรภาพทางการเงินของประเทศเพื่อให้ทุกโครงการสำคัญขับเคลื่อนต่อไปได้ ผมมองว่าการที่รัฐบาลแสดงความโปร่งใสในเรื่องงบประมาณแบบนี้ จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและประชาชนได้เป็นอย่างดีเลยครับ

ที่มา – ครม. เคาะผ่านกรอบงบประมาณ 2570 เผยงบเหลือจ่ายปี 69 คืนคลังได้ 10,300 ล้าน

รวบยกแก๊ง 18 คนแต่งชุดทีมมุดท่อใต้ดิน ลอบตัดสายเคเบิล เสียหายกว่า 20 ล้าน

เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินข่าวการขโมยสายเคเบิลทองแดงกันมาบ้าง แต่ครั้งนี้ถือว่าอุกอาจสุดๆ เมื่อตำรวจ สภ.เมืองนครสวรรค์ สามารถรวบยกแก๊ง 18 คนแต่งชุดทีมมุดท่อใต้ดิน ลอบตัดสายเคเบิล เสียหายกว่า 20 ล้าน ได้แบบคาหนังคาเขา บอกเลยว่าการทำงานของกลุ่มนี้ไม่ธรรมดา เพราะวางแผนกันมาเป็นขบวนการใหญ่ แถมยังแต่งกายให้ดูเหมือนเจ้าหน้าที่เพื่อตบตาชาวบ้านอีกด้วย

เผยพฤติการณ์ รวบยกแก๊ง 18 คนแต่งชุดทีมมุดท่อใต้ดิน ลอบตัดสายเคเบิล เสียหายกว่า 20 ล้าน

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อช่วงดึกวันที่ 18 มิ.ย. 69 เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับรายงานว่ามีกลุ่มมิจฉาชีพกำลังรวมตัวกันโจรกรรมทรัพย์สินของทางราชการบริเวณเครือข่ายของบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT โดยกลุ่มผู้ต้องหาทั้ง 18 คนไม่ได้มาเล่นๆ พวกเขามาพร้อมกับรถยนต์ถึง 5 คัน และอุปกรณ์ครบมือ มุ่งตรงเข้ามุดท่อร้อยสายใต้ดินเพื่อตัดเอาสายทองแดงโดยไม่เกรงกลัวกฎหมาย

เบื้องหลังขบวนการ รวบยกแก๊ง 18 คนแต่งชุดทีมมุดท่อใต้ดิน ลอบตัดสายเคเบิล เสียหายกว่า 20 ล้าน

จากการสอบสวนเบื้องต้นพบข้อมูลที่น่าตกใจมากครับ:

  • กลุ่มผู้ต้องหามีการแบ่งหน้าที่กันชัดเจน ทำงานเป็นระบบเหมือนมืออาชีพ
  • มีการใช้เสื้อทีมเพื่ออำพรางตัวให้ดูน่าเชื่อถือในระหว่างการลงมือ
  • ความเสียหายเบื้องต้นในจังหวัดนครสวรรค์อย่างเดียวสูงถึง 17 ล้านบาท และรวมทั่วประเทศคาดว่าเกิน 20 ล้านบาทแน่นอน

ทางด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ได้หยุดอยู่แค่การจับกุมผู้ปฏิบัติงานเท่านั้น แต่ตอนนี้กำลังเร่งเดินหน้าสืบสวนขยายผลล่าตัวนายทุนใหญ่ ซึ่งเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการรับซื้อของโจรและสั่งการขบวนการนี้ เพราะเชื่อว่านี่เป็นการกระทำผิดที่มีเครือข่ายเชื่อมโยงกันหลายจังหวัดทั่วประเทศ

บทสรุปและข้อคิดจากเหตุการณ์ครั้งนี้: การกระทำของมิจฉาชีพกลุ่มนี้ไม่เพียงแต่สร้างความเสียหายเชิงมูลค่ามหาศาล แต่ยังทำลายระบบสาธารณูปโภคที่ประชาชนต้องใช้สื่อสารกันในชีวิตประจำวัน หากพบเห็นรถยนต์หรือกลุ่มบุคคลแต่งกายแปลกๆ เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับท่อร้อยสายในยามวิกาล อย่ารอช้าที่จะแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจทันที เพื่อช่วยกันเป็นหูเป็นตาให้สังคมไทยปลอดภัยจากอาชญากรข้ามชาติเหล่านี้ครับ

ที่มา – รวบยกแก๊ง 18 คนแต่งชุดทีมมุดท่อใต้ดิน ลอบตัดสายเคเบิล เสียหายกว่า 20 ล้าน

‘ทีมต้องยิง ไม่ใช่คุณ’ ส่องฟอร์มฝืดของโรนัลโด้ในบอลโลก

‘ทีมต้องยิง ไม่ใช่คุณ’ ส่องฟอร์มฝืดของโรนัลโด้ในบอลโลก

หลังจากการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 เริ่มต้นขึ้น เหล่าซูเปอร์สตาร์ระดับโลกต่างพากันโชว์ฟอร์มได้อย่างร้อนแรง ไม่ว่าจะเป็น คีลิยัน เอ็มบัปเป้ ที่กลายเป็นดาวซัลโวสูงสุดตลอดกาลของฝรั่งเศส หรือ เออร์ลิง ฮาแลนด์ ที่ประเดิมสนามด้วยการยิงสองประตู รวมถึง ลีโอเนล เมสซี่ ที่กดแฮตทริกพาอาร์เจนตินาคว้าชัย อย่างไรก็ตาม ในขณะที่คนอื่นเฉิดฉาย กลับมีประเด็นใหญ่เกิดขึ้นกับ คริสเตียโน โรนัลโด้ ที่ดูเหมือนจะแบกรับความกดดันจนกลายเป็นปัญหาในสนามแข่ง

‘ทีมต้องยิง ไม่ใช่คุณ’ เมื่อซูเปอร์สตาร์กลายเป็นอุปสรรค

ในเกมที่โปรตุเกสทำได้เพียงเสมอสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก 1-1 แฟนบอลทั่วโลกต่างจับตามองโรนัลโด้ในการสร้างประวัติศาสตร์ยิงในฟุตบอลโลก 6 สมัยติดต่อกัน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในสนามกลับดูขัดตา การที่โรนัลโด้ยังคงอยู่ในสนามครบ 90 นาที ทั้งที่ฟอร์มส่วนตัวดูถดถอย ทำให้เกิดคำถามมากมายถึงการตัดสินใจของ โรแบร์โต้ มาร์ติเนซ ผู้จัดการทีม โดยกูรูอย่าง คริส ซัตตัน ถึงกับกล่าวว่า ‘ทีมต้องยิง ไม่ใช่คุณ’ และการที่โค้ชไม่กล้าเปลี่ยนตัวเขาออก อาจส่งผลกระทบต่อภาพรวมของเกมอย่างไม่น่าเชื่อ

ทำไมฟอร์มของโรนัลโด้ถึงกลายเป็นประเด็น?

การวิเคราะห์จากอดีตตำนานหลายคนชี้ให้เห็นว่า โรนัลโด้ในวัย 41 ปี อาจกำลังมีอิทธิพลต่อเพื่อนร่วมทีมในเชิงลึก

  • เพื่อนร่วมทีมกดดัน: การที่โรนัลโด้พยายามจะทำประตูเองตลอดเวลา ทำให้เพื่อนอย่าง บรูโน่ แฟร์นันด์ส หรือ ฟรานซิสโก คอนไซเซา เสียจังหวะในการจ่ายบอล
  • ความคาดหวังที่สูงเกินไป: นักเตะรุ่นน้องอาจรู้สึกเกรงใจจนไม่กล้ายิงเองในจังหวะที่ควรยิง ทำให้โอกาสทองของทีมหลุดลอยไป
  • สถิติที่ไม่เป็นใจ: ในนัดล่าสุด โรนัลโด้มีการสัมผัสบอลน้อยที่สุดในบรรดานักเตะ 11 คนแรก และพลาดโอกาสสำคัญไปถึงสองครั้ง

เธียร์รี อองรี ตำนานดาวยิงชาวฝรั่งเศสได้ให้ความเห็นที่น่าสนใจว่า บางครั้งการที่โรนัลโด้พยายามจะทำประตูเองจนเกินเหตุ ทำให้เขาวิ่งเข้าไปในทิศทางที่เป็นทางผ่านของเพื่อน หรือแม้แต่ขวางไลน์การจ่ายบอลไปยังเพื่อนร่วมทีมที่อยู่ในตำแหน่งที่ดีกว่า ซึ่งสิ่งนี้ตอกย้ำประโยคเด็ดที่ว่า ‘ทีมต้องยิง ไม่ใช่คุณ’ เพราะในระดับฟุตบอลโลก ชัยชนะของทีมย่อมสำคัญกว่าความสำเร็จส่วนบุคคล

บทเรียนในนัดนี้อาจเป็นสัญญาณเตือนสำหรับโปรตุเกสว่า การมีซูเปอร์สตาร์หมายเลข 7 อยู่ในสนามนั้นมีทั้งข้อดีและข้อเสีย แม้เขาจะเป็นสัญลักษณ์ของความพยายาม แต่หากความต้องการส่วนตัวบดบังวิสัยทัศน์ของทีม ย่อมไม่ใช่เรื่องดีในระยะยาว เราคงต้องจับตาดูกันว่า ในนัดถัดไป มาร์ติเนซจะกล้าตัดสินใจเปลี่ยนแปลงกลยุทธ์เพื่อให้ทีมกลับมามีความสมดุลอีกครั้งหรือไม่

ที่มา – ไม่พบหัวข้อ

ยูเครนส่งโดรนกว่า 500 ลำถล่มกรุงมอสโก เกิดไฟไหม้สนามบิน

สถานการณ์สงครามระหว่างรัสเซียและยูเครนกลับมาร้อนระอุขึ้นอีกครั้ง เมื่อมีการรายงานข่าวใหญ่ว่า ยูเครนส่งโดรนกว่า 500 ลำถล่มกรุงมอสโก ซึ่งถือเป็นการเปิดฉากโจมตีทางอากาศครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายปี ส่งผลให้เกิดความเสียหายทั้งในแง่ของโครงสร้างพื้นฐานและสร้างความตื่นตระหนกให้กับชาวเมืองหลวงของรัสเซียเป็นอย่างมาก

สถานการณ์ยูเครนส่งโดรนกว่า 500 ลำถล่มกรุงมอสโก และผลกระทบที่เกิดขึ้น

เหตุการณ์ ยูเครนส่งโดรนกว่า 500 ลำถล่มกรุงมอสโก เริ่มต้นขึ้นในช่วงกลางดึก โดยฝูงโดรนจำนวนมหาศาลมุ่งหน้าเข้าสู่เป้าหมายสำคัญทางยุทธศาสตร์ แม้ว่าทางกองทัพรัสเซียจะออกมาประกาศว่าสามารถสกัดกั้นโดรนส่วนใหญ่ไว้ได้ แต่ก็ยังมีโดรนบางส่วนหลุดรอดเข้าไปโจมตีโรงกลั่นน้ำมัน จนเกิดเพลิงไหม้รุนแรงและต้องมีการปิดถนนโดยรอบเพื่อควบคุมสถานการณ์

ผลกระทบต่อระบบการบินและประชาชน

ความรุนแรงของการโจมตีครั้งนี้ทำให้ท่าอากาศยานเชเรเมเตียโว ซึ่งเป็นสนามบินที่พลุกพล่านที่สุดแห่งหนึ่ง ต้องสั่งอพยพผู้โดยสารและจำกัดเที่ยวบินเข้าออกเป็นการด่วน เหตุการณ์นี้ไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการเดินทาง แต่ยังเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงศักยภาพการโจมตีระยะไกลของยูเครนที่พัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้ฝ่ายรัสเซียจะพยายามสกัดกั้นอย่างเต็มที่แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นก็เกินกว่าที่จะควบคุมได้ง่ายๆ

นอกเหนือจากเรื่องของสนามบินแล้ว ยังมีประเด็นที่น่าจับตามองในหลายด้าน ดังนี้:

  • มีการกล่าวหาเรื่องการโจมตีรถบัสรับส่งนักกีฬาเยาวชน ซึ่งทางยูเครนได้ออกมาปฏิเสธอย่างชัดเจนว่าเป็นข่าวปลอม
  • การประชุมผู้นำอาเซียนที่เมืองคาซานถูกจัดขึ้นในบรรยากาศที่ตึงเครียดจากสถานการณ์การรบ
  • การกดดันจากเวทีโลกให้รัสเซียเร่งหาทางออกผ่านการเจรจาสันติภาพ

หลายคนมองว่าทิศทางของสงครามในครั้งนี้ยังคงไม่มีท่าทีว่าจะยุติลงได้ง่ายๆ เนื่องจากการที่ ยูเครนส่งโดรนกว่า 500 ลำถล่มกรุงมอสโก สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของยูเครนในการตัดท่อน้ำเลี้ยงสงคราม ไม่ว่าจะเป็นคลังน้ำมันหรือโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ เพื่อให้รัสเซียเผชิญกับแรงกดดันภายในประเทศที่สูงขึ้นเรื่อยๆ

ในฐานะผู้ติดตามสถานการณ์โลก เราคงต้องเฝ้าดูต่อไปว่า การตอบโต้ของรัสเซียจะเป็นอย่างไร และเหตุการณ์เหล่านี้จะส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพความมั่นคงของภูมิภาคยุโรปมากน้อยแค่ไหน หวังว่าหนทางสู่การเจรจาจะเปิดกว้างมากขึ้นเพื่อให้สงครามครั้งนี้จบลงโดยเร็วที่สุด

ที่มา – ยูเครนส่งโดรนกว่า 500 ลำถล่มกรุงมอสโก เกิดไฟไหม้–อพยพผู้โดยสารสนามบิน

การตัดสินใจครั้งใหญ่ของคลาร์กก่อนเจอโมร็อกโกคืออะไร?

การตัดสินใจครั้งใหญ่ของคลาร์กก่อนเจอโมร็อกโกคืออะไร?

ศึกฟุตบอลโลกนัดสำคัญของทีมชาติสกอตแลนด์ใกล้เข้ามาทุกที หลังจากที่ลูกทีมของ สตีฟ คลาร์ก สามารถคว้า 3 แต้มอันล้ำค่าจาก เฮติ มาครองได้สำเร็จ ตอนนี้พวกเขากำลังจะกลับไปลงสนามที่บอสตัน สเตเดียม เพื่อพบกับ โมร็อกโก ในวันศุกร์นี้ นี่ถือเป็นเกมที่เดิมพันสูงมาก เพราะเพียงแค่ผลเสมออาจการันตีการผ่านเข้าสู่รอบน็อคเอาต์ของทัวร์นาเมนต์ระดับเมเจอร์ได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์

ท่ามกลางความตื่นเต้นนี้ คำถามที่แฟนบอลทุกคนอยากรู้คือ การตัดสินใจครั้งใหญ่ของคลาร์กก่อนเจอโมร็อกโกคืออะไร? เพราะการจัดทัพในนัดนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุดในอาชีพการคุมทีมของเขาเลยก็ว่าได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องแผนการเล่น หรือการเลือกผู้เล่นลงสนามเพื่อรับมือกับคู่แข่งที่แข็งแกร่งอย่างโมร็อกโก

การตัดสินใจครั้งใหญ่ของคลาร์กก่อนเจอโมร็อกโกคืออะไร?

ประเด็นที่น่าจับตามองอย่างยิ่งคือเรื่องของแผงหลัง จะใช้กองหลัง 4 คนหรือ 5 คนดี? ในนัดที่แล้ว แองกัส กันน์ รับหน้าที่เฝ้าเสาได้ดีแม้จะมีจังหวะหวาดเสียวบ้าง แต่การมาของ สก็อตต์ แม็คเคนนา ที่หายจากอาการบาดเจ็บ ทำให้คลาร์กต้องคิดหนักว่าจะปรับเปลี่ยนแผนการเล่นจากกองหลัง 4 คน ไปเป็นกองหลัง 3 คนเพื่อเพิ่มความแน่นให้กับเกมรับหรือไม่ อย่างที่นักวิจารณ์หลายคนมองว่าเราไม่สามารถเปิดพื้นที่ให้คู่แข่งมากเกินไปได้

จะใส่ ไรอัน คริสตี้ กลับมาสู่ทีมตัวจริงหรือไม่?

คำถามที่สองคือเรื่องของแดนกลาง ผู้เล่นอย่างไรอัน คริสตี้ ที่ไม่ได้ลงตัวจริงในเกมกับเฮติ เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจมาก คลาร์กเองยอมรับว่าเป็นหนึ่งในการตัดสินใจที่ยากที่สุด แต่ด้วยปัญหาเรื่องการครองบอลในนัดที่ผ่านมา การเติมพลังงานจากคริสตี้เข้ามาอาจเป็นคำตอบที่ถูกต้องในการช่วยเกมรุกและพักบอล

นอกจากนี้ ในตำแหน่งกองหน้าที่จะลงยืนค้ำแดนหน้า หากทีมเลือกที่จะเน้นเกมรับมากกว่าเดิม กองหน้าที่เปี่ยมไปด้วยความคล่องตัวอย่าง จอร์จ เฮิร์สต์ อาจได้รับโอกาสแทนที่ ลอว์เรนซ์ แชงแลนด์ เพื่อใช้ในจังหวะโต้กลับ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในการตัดสินใจครั้งสำคัญที่แฟนบอลต้องช่วยกันวิเคราะห์และร่วมลุ้นไปพร้อมกับทีมงานสตาฟฟ์โค้ช

สำหรับทุกคนที่ติดตามทีมชาติสกอตแลนด์ นี่เป็นโค้งสุดท้ายที่กดดันที่สุด แต่ถ้าหากพวกเขาสามารถผ่านเกมนี้ไปได้ด้วยผลการแข่งขันที่ดี ไม่ว่าจะเป็นการเสมอหรือชนะ นี่คือหน้าประวัติศาสตร์ใหม่ของวงการฟุตบอลที่คุณห้ามพลาดเด็ดขาด แล้วคุณล่ะครับ ถ้าคุณเป็นสตีฟ คลาร์ก คุณจะจัด 11 ตัวจริงอย่างไร? มาร่วมแชร์ความคิดเห็นกันได้เลย

ที่มา – ไม่พบหัวข้อ