วัน: 1 สิงหาคม 2026

เอ็กซอน-เชฟรอน กำไรพุ่ง หลังสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน

เชื่อว่าช่วงนี้หลายคนคงกำลังจับตามองสถานการณ์เศรษฐกิจโลกกันอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะเรื่องราคาพลังงานที่ขยับตัวสูงขึ้นจนน่าตกใจ ล่าสุดมีรายงานข่าวใหญ่ที่ยืนยันถึงปรากฏการณ์นี้ เมื่อ เอ็กซอน-เชฟรอน กำไรพุ่ง หลังสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน จนสร้างรายได้มหาศาลให้กับบริษัทยักษ์ใหญ่ทั้งสองแห่งอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

เอ็กซอน-เชฟรอน กำไรพุ่ง หลังสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน

รายงานล่าสุดจากบริษัทเอ็กซอนโมบิลและเชฟรอนเผยผลประกอบการไตรมาสที่ 2 ที่น่าทึ่ง โดยทั้งสองบริษัททำกำไรรวมกันสูงถึง 26,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือตีเป็นเงินไทยก็เกือบ 8.6 แสนล้านบาทเลยทีเดียว สาเหตุหลักที่ทำให้ เอ็กซอน-เชฟรอน กำไรพุ่ง หลังสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน เป็นเพราะราคาน้ำมันดิบและค่าการกลั่นในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว หลังจากที่ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานและการขนส่งน้ำมันทั่วโลก

เจาะลึกสถานการณ์น้ำมันโลกที่ส่งผลกระทบถึงผู้บริโภค

ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นไม่เพียงแต่ส่งผลดีต่อตัวเลขกำไรของบริษัทพลังงานเท่านั้น แต่ยังสร้างแรงกดดันมหาศาลให้กับผู้บริโภคทั่วไป โดยเฉพาะในสหรัฐฯ และทั่วโลกที่กำลังเผชิญกับสภาวะเงินเฟ้อ ข้อมูลสำคัญที่น่าสนใจมีดังนี้ครับ:

  • เอ็กซอนโมบิลมีกำไรสุทธิ 14,500 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่าจากปีก่อน
  • เชฟรอนทำกำไรได้ถึง 12,100 ล้านดอลลาร์ พุ่งสูงขึ้นกว่า 5 เท่าตัว
  • การขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซยังคงมีความเสี่ยง ทำให้ราคาพลังงานยังไม่นิ่ง
  • ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่าราคาน้ำมันเบนซินจะยังคงอยู่ในระดับสูงต่อไปอีกสักระยะ

แม้ผลประกอบการจะดูสวยหรูสำหรับบริษัทพลังงาน แต่ในมุมมองของนักเศรษฐศาสตร์และผู้ใช้รถใช้ถนนทั่วโลก นี่คือสัญญาณเตือนว่าค่าครองชีพอาจยังคงพุ่งสูงขึ้นต่อไป ตราบใดที่ปัญหาความไม่สงบในตะวันออกกลางยังไม่คลี่คลาย การที่ เอ็กซอน-เชฟรอน กำไรพุ่ง หลังสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน จึงเป็นกระจกสะท้อนให้เห็นว่าในขณะที่ภาคธุรกิจยักษ์ใหญ่โกยรายได้ท่ามกลางวิกฤต ภาคประชาชนกลับต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายที่หนักอึ้งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ในฐานะผู้บริโภค เราคงต้องวางแผนการใช้พลังงานให้คุ้มค่าและติดตามสถานการณ์โลกอย่างใกล้ชิด เพราะความผันผวนของราคาน้ำมันส่งผลกระทบต่อราคาสินค้าอุปโภคบริโภคในภาพรวมอย่างแน่นอนครับ

ที่มา – “เอ็กซอน-เชฟรอน” กำไรพุ่ง หลังสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน

ผู้บริหาร FIFA ร่วมตั้งคำถามถึง Infantino

ผู้บริหาร FIFA ร่วมตั้งคำถามถึง Infantino

สถานการณ์ภายในองค์กรลูกหนังโลกกำลังระอุ เมื่อ Kevin Lamour ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการของ FIFA ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์แผนการขายหุ้นการแข่งขันให้แก่นักลงทุนเอกชนของ Gianni Infantino อย่างรุนแรง ซึ่งถือเป็นการเคลื่อนไหวที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง โดยมองว่าแผนดังกล่าวเป็นเพียงโครงการของบุคคลเพียงคนเดียวที่ไม่ได้คำนึงถึงผลประโยชน์ส่วนรวมอย่างแท้จริง

ความขัดแย้งนี้ไม่ได้มีเพียงแค่เสียงวิจารณ์จากคนในเท่านั้น แต่ผู้บริหาร FIFA ร่วมตั้งคำถามถึง Infantino ในประเด็นเรื่องความโปร่งใสและการบริหารงานที่ไม่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง โดย Lamour กล่าวทิ้งท้ายอย่างน่าสนใจว่า “ถ้าสิ่งนี้ทำให้ผมต้องเสียงาน ก็ช่างมันเถอะ อย่างน้อยคืนนี้ผมก็จะนอนหลับสบาย” ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าความอึดอัดใจภายในองค์กรนั้นอยู่ในระดับที่สูงมากแล้ว

เหตุผลที่ผู้บริหาร FIFA ร่วมตั้งคำถามถึง Infantino

ปัญหาสำคัญคือการที่ FIFA พยายามดึงนักลงทุนภายนอกเข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรมหลัก ซึ่งถูกมองว่าเป็นการนำฟุตบอลไปเป็นสินค้าเพื่อแสวงหากำไร โดยมีบริษัท Thrive Eternal ที่มีความเชื่อมโยงกับครอบครัวของประธานาธิบดีสหรัฐฯ อยู่เบื้องหลังความพยายามนี้ สิ่งนี้สร้างความไม่พอใจให้กับสมาพันธ์ฟุตบอลต่างๆ ทั้ง UEFA, Concacaf และ AFC ที่ต่างออกแถลงการณ์คัดค้านอย่างแข็งกร้าว

ความเห็นจากภายในและภายนอกต่อแผนการของ Infantino

นอกจากเสียงจาก Lamour แล้ว Carlos Cordeiro ที่ปรึกษาอาวุโสด้านกลยุทธ์ระดับโลกของ Infantino ก็ได้ประกาศลาออกเช่นกัน โดยระบุว่าข้อเสนอนี้เป็น “ข้อตกลงที่เลวร้ายสำหรับฟุตบอล” และจะส่งผลกระทบต่ออนาคตของกีฬาที่พวกเขารัก แม้ว่าบางชาติสมาชิกจะมองว่าเม็ดเงินมหาศาลจากนักลงทุนอาจช่วยพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานได้ แต่นั่นก็แลกมาด้วยการเสียอำนาจการควบคุมไปให้กลุ่มทุน

การที่ผู้บริหาร FIFA ร่วมตั้งคำถามถึง Infantino ในครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่สั่นคลอนเก้าอี้ผู้นำสูงสุดของ FIFA อย่างหนัก หากการโหวตคะแนนเสียงในอนาคตมีผลออกมาในเชิงลบ แผนการขายฟุตบอลให้นายทุนก็อาจต้องถูกยกเลิกไปโดยปริยาย

ในมุมมองของแฟนบอลทั่วไป เราควรตั้งคำถามว่า กีฬาที่เป็นสมบัติของมวลมนุษยชาติอย่างฟุตบอล ควรถูกกำหนดทิศทางโดยความมั่งคั่งของใครบางคน หรือควรเป็นการรวมพลังของทุกสมาพันธ์เพื่อพัฒนาอย่างยั่งยืนกันแน่ เรื่องนี้คงต้องติดตามกันต่อไปว่า Infantino จะรับมือกับแรงกดดันมหาศาลนี้อย่างไร

ที่มา – ไม่พบหัวข้อ

พบศพ 2 พี่น้องรัสเซีย ถูกฝังลึก 1 เมตร ตร.ลุยค้นหาต่อ 3 ศพพ่อแม่ลูก ห่างกันคนละฟากถนน

พบศพ 2 พี่น้องรัสเซีย ถูกฝังลึก 1 เมตร ตร.ลุยค้นหาต่อ 3 ศพพ่อแม่ลูก ห่างกันคนละฟากถนน

เหตุการณ์สะเทือนขวัญที่เกิดขึ้นในพื้นที่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี กลายเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมผู้ต้องหาคือนายป๋องและนายธง ซึ่งยอมรับสารภาพว่าเป็นผู้ลงมือก่อเหตุสลด พบศพ 2 พี่น้องรัสเซีย ถูกฝังลึก 1 เมตร ตร.ลุยค้นหาต่อ 3 ศพพ่อแม่ลูก ห่างกันคนละฟากถนน โดยพฤติกรรมของผู้ต้องหาถือว่าอุกอาจเป็นอย่างยิ่ง

เบื้องลึกการลงมือและการพบศพ 2 พี่น้องรัสเซีย ถูกฝังลึก 1 เมตร ตร.ลุยค้นหาต่อ 3 ศพพ่อแม่ลูก ห่างกันคนละฟากถนน

จากการสอบสวนทราบว่า ผู้ต้องหาได้อ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อชิงทรัพย์เหยื่อ โดยในกรณีของ 2 พี่น้องชาวรัสเซียนั้น ผู้ต้องหาอ้างว่าต้องการเพียงรถจักรยานยนต์ แต่เมื่อเหยื่อขัดขืนจึงตัดสินใจลงมือสังหารแล้วนำร่างไปฝังดินเพื่ออำพรางคดี นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังขยายผลต่อเนื่องหลังจากมีการ พบศพ 2 พี่น้องรัสเซีย ถูกฝังลึก 1 เมตร ตร.ลุยค้นหาต่อ 3 ศพพ่อแม่ลูก ห่างกันคนละฟากถนน ซึ่งจุดฝังศพพ่อแม่ลูกนั้นอยู่ฝั่งตรงข้ามกันพอดี

รายละเอียดเหตุการณ์สำคัญมีดังนี้:

  • ผู้ต้องหาถูกจับกุมได้ในพื้นที่ จ.สระแก้ว ก่อนคุมตัวกลับมาสอบสวนที่ สภ.ห้วยใหญ่
  • พบร่างผู้เสียชีวิต 2 พี่น้องในหลุมลึก 1 เมตร สภาพศพผู้หญิงมีร่องรอยการถูกทำร้าย ส่วนผู้ชายพบรอยกระสุนปืน
  • ผู้ต้องหารับสารภาพว่ามีการแยกชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์ฝังดินเพื่อทำลายหลักฐาน
  • เจ้าหน้าที่เร่งตรวจสอบจุดฝังศพพ่อแม่ลูกอีก 3 ราย ซึ่งคาดว่าเป็นผลงานจากความเหี้ยมโหดของกลุ่มผู้ต้องหาชุดเดียวกัน

เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงอันตรายในสังคมที่คาดไม่ถึง การอ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่เพื่อหลอกล่อเหยื่อเป็นสิ่งที่น่ากลัวมาก เราควรระมัดระวังตัวและตรวจสอบให้แน่ชัดหากมีบุคคลแปลกหน้ามาติดต่อหรือขอตรวจค้นในยามวิกาล ความสูญเสียในครั้งนี้ถือเป็นบทเรียนราคาแพงที่เจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วนต้องเร่งปราบปรามอาชญากรให้สิ้นซาก เพื่อความปลอดภัยของประชาชนทุกคนครับ

ที่มา – พบศพ 2 พี่น้องรัสเซีย ถูกฝังลึก 1 เมตร ตร.ลุยค้นหาต่อ 3 ศพพ่อแม่ลูก ห่างกันคนละฟากถนน

นิวพอร์ต เคาน์ตี้ แต่งตั้ง เฮย์เดน มัลลินส์ เป็นผู้จัดการทีม

นิวพอร์ต เคาน์ตี้ แต่งตั้ง เฮย์เดน มัลลินส์ เป็นผู้จัดการทีม

แฟนบอลทีม นิวพอร์ต เคาน์ตี้ คงต้องตื่นเต้นกันไม่น้อย เมื่อสโมสรได้ประกาศอย่างเป็นทางการในการแต่งตั้ง เฮย์เดน มัลลินส์ อดีตเฮดโค้ชทีมเยาวชนชุดอายุไม่เกิน 21 ปีของฟูแล่ม เข้ามารับตำแหน่งผู้จัดการทีมคนใหม่ เพื่อลุยศึกฟุตบอลลีกทูในฤดูกาล 2026-27 ที่กำลังจะมาถึงนี้

การเข้ามาของ เฮย์เดน มัลลินส์ ถือเป็นการสิ้นสุดช่วงเวลาแห่งความไม่แน่นอน หลังจากที่สโมสรต้องแยกทางกับ คริสเตียน ฟุคส์ อย่างกะทันหันเมื่อช่วงปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา โดยในช่วงที่ผ่านมา คริส ทอดด์ ได้รับหน้าที่ดูแลทีมชั่วคราวในการแข่งขันอุ่นเครื่องเพื่อเตรียมความพร้อมให้กับนักเตะทุกคน

ทำความรู้จัก เฮย์เดน มัลลินส์ ผู้จัดการทีมคนใหม่

เฮย์เดน มัลลินส์ ไม่ใช่ชื่อที่แปลกหน้าสำหรับวงการฟุตบอลอังกฤษ เขาเคยผ่านประสบการณ์การค้าแข้งกับทีมระดับพรีเมียร์ลีกและลีกรองมากมาย ไม่ว่าจะเป็นคริสตัล พาเลซ, เวสต์แฮม ยูไนเต็ด และพอร์ทสมัธ ก่อนจะผันตัวเข้าสู่เส้นทางโค้ชอย่างเต็มตัว ความสำเร็จล่าสุดของเขาคือการพาฟูแล่มชุด U21 คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกคัพมาครองได้อย่างสวยงาม

“ผมรู้ดีว่าฤดูกาลที่ผ่านมามันยากลำบากแค่ไหน แต่นิวพอร์ตคือสโมสรที่มีพลังงานยอดเยี่ยม แฟนบอลที่นี่มีความรักในทีมอย่างล้นหลาม และมันเป็นสถานที่ที่ยอดเยี่ยมเสมอเมื่อเราสามารถทำผลงานได้ดี” มัลลินส์กล่าวกับ BBC Radio Wales Drive

ความคาดหวังและอนาคตของ นิวพอร์ต เคาน์ตี้

สำหรับภารกิจแรกของกุนซือรายนี้คือการพาทีมลงเล่นเกมอุ่นเครื่องกับเยโอวิล ก่อนจะเข้าสู่โปรแกรมสุดพิเศษอย่างการพบกับยอดทีมจากอิตาลีอย่าง โรม่า ในวันที่ 4 สิงหาคมนี้ ซึ่งถือเป็นบททดสอบสำคัญก่อนจะเริ่มต้นลีกทูอย่างเป็นทางการ

ทางเจ้าของสโมสร ฮิว เจนกินส์ เชื่อมั่นว่าการตัดสินใจครั้งนี้จะนำพาความสำเร็จมาสู่ทีม หลังจากที่สโมสรต้องเปลี่ยนผู้จัดการทีมหลายครั้งในช่วงที่ผ่านมา การที่ เฮย์เดน มัลลินส์ เข้ามาคุมทัพด้วยปรัชญาฟุตบอลที่ชัดเจน จะช่วยสร้างความมั่นคงให้ทีมได้ในระยะยาวอย่างแน่นอน

เราคงต้องมารอดูกันต่อไปว่า มัลลินส์จะสามารถสร้างผลงานที่โดดเด่นในร็อดนีย์ พาเหรด ได้หรือไม่ แต่จากประสบการณ์ที่ผ่านมาของเขา เราเชื่อว่าแฟนบอลนิวพอร์ตมีสิทธิ์ที่จะฝันถึงอันดับที่ดีขึ้นในตารางคะแนนฤดูกาลนี้ได้อย่างแน่นอน!

ที่มา – ไม่พบหัวข้อ

กลุ่มสิทธิมนุษยชน จี้ นายกฯ มาเลเซีย ทบทวนแผนส่งชาวโรฮิงญากลับเมียนมา หวั่นไม่ปลอดภัย

กลุ่มสิทธิมนุษยชน จี้ นายกฯ มาเลเซีย ทบทวนแผนส่งชาวโรฮิงญากลับเมียนมา หวั่นไม่ปลอดภัย

กลายเป็นประเด็นร้อนที่ทั่วโลกกำลังจับตา เมื่อกลุ่มสิทธิมนุษยชนชาวโรฮิงญาในมาเลเซีย ออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรี อันวาร์ อิบราฮิม ทบทวนแผนการส่งตัวผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญากว่า 5,000 คนกลับไปยังประเทศเมียนมา เนื่องจากมีความกังวลอย่างยิ่งว่าสถานการณ์ในพื้นที่บ้านเกิดยังไม่มีความปลอดภัยเพียงพอ ซึ่งอาจนำไปสู่เหตุการณ์ที่เลวร้ายกว่าเดิมสำหรับผู้ลี้ภัยเหล่านี้

ทำไมการส่งชาวโรฮิงญากลับเมียนมาถึงกลายเป็นประเด็นสำคัญ?

ปัจจุบันสถานการณ์ความขัดแย้งในเมียนมายังคงคุกรุ่นและไม่มีสัญญาณของการยุติลงได้ง่ายๆ การที่มาเลเซียซึ่งเป็นที่พักพิงสำคัญของชาวโรฮิงญากว่า 126,000 คน (ตามตัวเลขการลงทะเบียนกับ UNHCR) จะส่งคนกลับถึง 5,000 คนนั้น จึงเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนอย่างมาก กลุ่มสิทธิมนุษยชน จี้ นายกฯ มาเลเซีย ทบทวนแผนส่งชาวโรฮิงญากลับเมียนมา หวั่นไม่ปลอดภัย เพราะเกรงว่าความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสองประเทศอาจบดบังความเป็นจริงบนพื้นที่ ที่ชาวโรฮิงญายังคงไร้สัญชาติและตกเป็นเป้าหมายของการกดขี่

ประเด็นที่กลุ่มสิทธิฯ ให้ความสำคัญและหยิบยกขึ้นมาเตือนมีหลายด้านที่น่าสนใจ ดังนี้:

  • หลักกฎหมายระหว่างประเทศ: การส่งตัวกลับอาจขัดต่อหลักการ ‘ไม่ผลักดันกลับ’ (Non-Refoulement) ซึ่งห้ามส่งคนไปในพื้นที่ที่ชีวิตจะตกอยู่ในอันตราย
  • ความปลอดภัยส่วนบุคคล: การกลับไปโดยไร้สถานะพลเมือง ทำให้ชาวโรฮิงญาเสี่ยงต่อการถูกรังแกและขาดสิทธิขั้นพื้นฐาน
  • การถูกบังคับเกณฑ์ทหาร: มีความกังวลว่าผู้ที่ถูกส่งกลับอาจถูกบังคับให้เข้าสู่กองทัพเมียนมา และอาจถูกใช้เป็น ‘โล่มนุษย์’ ในความขัดแย้งที่ดุเดือด

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของนโยบายรัฐบาล แต่เป็นเรื่องของสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานที่ประชาคมโลกไม่ควรมองข้าม การเจรจาเพียงแค่ระดับรัฐบาลอาจไม่เพียงพอ หากปราศจากการมีส่วนร่วมของ UNHCR และตัวแทนชาวโรฮิงญาเอง กลุ่มสิทธิมนุษยชน จี้ นายกฯ มาเลเซีย ทบทวนแผนส่งชาวโรฮิงญากลับเมียนมา หวั่นไม่ปลอดภัย ถือเป็นเสียงเตือนที่รัฐบาลมาเลเซียควรรับฟังและไตร่ตรองให้ถี่ถ้วนก่อนตัดสินใจใดๆ เพราะชีวิตคนนับพันแขวนอยู่บนเส้นด้าย

เราหวังว่ารัฐบาลมาเลเซียจะใช้ความรอบคอบและเห็นแก่หลักสิทธิมนุษยชนสากล เพื่อหาทางออกที่ยั่งยืนมากกว่าการผลักดันผู้คนไปสู่สถานการณ์ที่เสี่ยงต่อชีวิตครับ

ที่มา – กลุ่มสิทธิมนุษยชน จี้ นายกฯ มาเลเซีย ทบทวนแผนส่งชาวโรฮิงญากลับเมียนมา หวั่นไม่ปลอดภัย

เชลซีคว้าตัว จูเลีย ดราโกนี แข้งสาวอิตาลีจากบาร์เซโลนา

เชลซีคว้าตัว จูเลีย ดราโกนี แข้งสาวอิตาลีจากบาร์เซโลนา

เรียกได้ว่าเป็นข่าวใหญ่ที่สร้างความตื่นเต้นให้กับแฟนบอลสิงโตน้ำเงินครามเป็นอย่างมาก เมื่อสโมสรฟุตบอลหญิงเชลซีประกาศยืนยันการคว้าตัว จูเลีย ดราโกนี กองกลางดาวรุ่งพุ่งแรงชาวอิตาลีวัย 19 ปี มาร่วมทัพอย่างเป็นทางการจากบาร์เซโลนาด้วยสัญญา 4 ปีเต็ม

เหตุผลที่เชลซีคว้าตัว จูเลีย ดราโกนี แข้งสาวอิตาลีจากบาร์เซโลนา

การเซ็นสัญญาครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เกิดจากการที่ทีมงานแมวมองของเชลซีติดตามพัฒนาการของดาวเตะรายนี้มาหลายปี โดยดราโกนีถือเป็นหนึ่งในนักเตะที่มีพรสวรรค์สูงที่สุดในยุโรป เธอผ่านการติดทีมชาติอิตาลีมาแล้วถึง 24 นัด และประเดิมสนามตั้งแต่อายุเพียง 16 ปีเท่านั้น นอกจากนี้เธอยังมีประสบการณ์ในเวทีระดับสูงอย่าง ยูฟ่า วีเมนส์ แชมเปียนส์ลีก อีกด้วย

ศักยภาพที่น่าจับตามองของ จูเลีย ดราโกนี

ความน่าสนใจของดีล เชลซีคว้าตัว จูเลีย ดราโกนี แข้งสาวอิตาลีจากบาร์เซโลนา ในครั้งนี้ คือความอเนกประสงค์ของนักเตะ ดราโกนีสามารถเล่นได้หลายตำแหน่งในแดนกลางและแนวรุก ซึ่งจะช่วยเพิ่มมิติการทำเกมให้กับทีมของ โซเนีย บอมปาสเตอร์ ได้เป็นอย่างดี เธอเป็นนักเตะที่มีทักษะการครองบอลที่ยอดเยี่ยม อ่านเกมขาด และมีความคล่องตัวสูง ซึ่งถือเป็นจิ๊กซอว์สำคัญที่เชลซีต้องการเพื่อทวงคืนแชมป์ วีเมนส์ ซูเปอร์ลีก กลับมาให้ได้อีกครั้ง

ดราโกนีได้เปิดใจหลังจากเซ็นสัญญากับเชลซีว่า “ฉันยังไม่อยากเชื่อเลยว่าตัวเองได้เซ็นสัญญากับเชลซี ตอนเด็กๆ ฉันไม่เคยฝันเลยด้วยซ้ำว่าจะมาถึงจุดนี้ มันเหลือเชื่อมาก ฉันได้คุยกับโซเนียเกี่ยวกับโปรเจกต์ที่น่าตื่นเต้น และฉันรู้ดีว่าที่นี่คือหนึ่งในสโมสรที่ดีที่สุดในโลก”

การย้ายทีมครั้งนี้ถือเป็นดีลสำคัญที่ทำให้แฟนบอลคาดหวังว่าเชลซีจะกลับมาทวงความยิ่งใหญ่ได้ในฤดูกาลที่จะถึงนี้ แฟนๆ มาร่วมส่งกำลังใจให้ดาวรุ่งดวงใหม่คนนี้โชว์ฟอร์มเก่งในพรีเมียร์ลีกอังกฤษกันครับ

ที่มา – ไม่พบหัวข้อ