วัน: 1 สิงหาคม 2026

Lacey และ Tyler Fletcher ดาวรุ่งแห่งอคาเดมีแมนยู

Lacey และ Tyler Fletcher ดาวรุ่งแห่งอคาเดมีแมนยู

ในขณะที่แฟนบอลปีศาจแดงกำลังจับตาดูความเคลื่อนไหวในช่วงปรีซีซันของ Manchester United ล่าสุดมีรายงานว่า Lacey และ Tyler Fletcher ดาวรุ่งแห่งอคาเดมีแมนยู กำลังเป็นกลุ่มนักเตะเยาวชนที่โดดเด่นที่สุดและก้าวขึ้นมาเป็นตัวเลือกสำคัญในทีมชุดใหญ่ภายใต้การคุมทัพของ Michael Carrick

Lacey และ Tyler Fletcher ดาวรุ่งแห่งอคาเดมีแมนยู ที่น่าจับตามอง

Shea Lacey วัย 19 ปี สร้างความฮือฮาด้วยทักษะอันยอดเยี่ยมในสนาม เขาได้รับคำชมว่าเป็นผู้เล่นที่มี “เวทมนตร์ที่เท้า” โดยผลงานที่โดดเด่นของเขาคือการทำประตูในเกมที่เอาชนะ Rosenborg ไปได้ 5-0 ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความนิ่งและความสามารถในการเล่นในตำแหน่งหมายเลข 10 ที่แม่นยำ ลีลาการลากเลื้อยและการตัดสินใจของเขาทำให้โค้ชเชื่อมั่นว่าเขาจะก้าวขึ้นมาเป็นกำลังหลักได้ไม่ยาก

ศักยภาพของ Lacey และ Tyler Fletcher ดาวรุ่งแห่งอคาเดมีแมนยู

ในฝั่งของ Tyler Fletcher แม้จะมีอายุยังน้อยแต่กลับมีความเป็นผู้นำสูงมาก เขาเพิ่งผ่านประสบการณ์อันล้ำค่าจากการไปสัมผัสบรรยากาศฟุตบอลโลกกับทีมชาติสกอตแลนด์มาแล้ว แม้ไม่ได้ลงสนามแต่ประสบการณ์นี้สอนให้เขาเข้าใจมาตรฐานที่สูงขึ้นในการเป็นนักฟุตบอลอาชีพ ด้วยสไตล์การเล่นที่เน้นความเรียบง่ายแต่ทรงประสิทธิภาพ การอ่านเกมที่เฉียบขาด และความเป็นผู้นำที่ได้รับมอบหมายให้สวมปลอกแขนกัปตันทีมในหลายเกมช่วงปรีซีซัน ทำให้เขากลายเป็นที่จับตามองของสื่อทั่วโลก

นอกเหนือจากทั้งสองคนแล้ว ยังมีนักเตะอย่าง Harry Amass, Dan Armer และดาวรุ่งคนอื่นๆ ที่พยายามพิสูจน์ตัวเองเพื่อโอกาสในการสอดแทรกสู่ทีมชุดใหญ่ แต่สำหรับแฟนๆ แล้ว การเห็นพัฒนาการของ Lacey และ Fletcher คือสัญญาณที่ดีที่สุดว่าอนาคตของสโมสรจะยังคงเต็มไปด้วยความหวัง

ไม่ว่าการซื้อขายนักเตะในช่วงซัมเมอร์จะเป็นอย่างไร แต่การดันเด็กปั้นขึ้นมาสู่ทีมชุดใหญ่ยังคงเป็นดีเอ็นเอสำคัญของแมนยูเสมอ เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่าภายใต้การนำของ Carrick เด็กหนุ่มเหล่านี้จะสามารถก้าวขึ้นมาเป็นซูเปอร์สตาร์คนใหม่ในถิ่นโอลด์แทรฟฟอร์ดได้เร็วแค่ไหน

ที่มา – ไม่พบหัวข้อ

บช.น.แจงมาตรการใหม่เชื่อมโยงข้อมูลใบสั่งจราจร

เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินข่าวเกี่ยวกับ บช.น.แจงมาตรการใหม่เชื่อมโยงข้อมูลใบสั่งจราจร กันมาบ้างแล้วในช่วงนี้ ซึ่งเป็นประเด็นที่สร้างความสงสัยให้กับผู้ใช้รถใช้ถนนจำนวนมาก หลายคนกังวลว่านี่คือการเพิ่มภาระหรือการกลั่นแกล้งหรือไม่ วันนี้เรามาทำความเข้าใจให้ชัดเจนไปพร้อมกันครับว่าแท้จริงแล้วมาตรการนี้คืออะไรและมีผลกระทบอย่างไรบ้าง

ทำความเข้าใจ บช.น.แจงมาตรการใหม่เชื่อมโยงข้อมูลใบสั่งจราจร

ทางกองบัญชาการตำรวจนครบาลได้ออกมาเปิดเผยถึงรายละเอียดของมาตรการนี้ว่า ไม่ได้มีจุดมุ่งหมายเพื่อต้องการให้ประชาชนเสียค่าปรับจำนวนมหาศาลอย่างที่หลายคนเข้าใจผิด แต่สิ่งที่ทางตำรวจต้องการคือการสร้างวินัยจราจรให้เกิดขึ้นอย่างจริงจังในสังคมไทย การที่ บช.น.แจงมาตรการใหม่เชื่อมโยงข้อมูลใบสั่งจราจร กับกรมการขนส่งทางบกนั้น เป็นไปตามฐานอำนาจกฎหมายอย่าง พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 เพื่อให้ระบบการบังคับใช้กฎหมายมีความโปร่งใสและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

มาตรการใหม่ส่งผลกระทบต่อใครบ้าง?

หลายคนกังวลเรื่องการต่อภาษีรถยนต์ โดยข้อเท็จจริงคือ:

  • มาตรการนี้เริ่มบังคับใช้กับใบสั่งที่ออกตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป
  • หากได้รับใบสั่งแล้วไม่ชำระภายในระยะเวลาที่กำหนด ทางเจ้าหน้าที่จะมีขั้นตอนการแจ้งเตือน
  • หากเพิกเฉยเกินกว่ากำหนดเวลา ระบบจะชะลอการออกป้ายภาษีฉบับจริงไว้ก่อน
  • ทันทีที่ชำระค่าปรับครบถ้วน ข้อมูลจะอัปเดตและสามารถรับป้ายภาษีได้ตามปกติ

นอกจากนี้ ในกรณีที่ท่านได้รับใบสั่งที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ถูกต้อง ท่านยังคงมีสิทธิในการโต้แย้งหรืออุทธรณ์ตามขั้นตอนทางกฎหมายได้เช่นเดิม มาตรการนี้ไม่ได้ตัดสิทธิในการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของท่านแต่อย่างใด

หากถามว่าทำไมต้องเข้มงวดขนาดนี้ คำตอบคือเพื่อความปลอดภัยของทุกคนบนท้องถนน การที่กฎหมายมีความศักดิ์สิทธิ์และทุกคนปฏิบัติภายใต้กติกาเดียวกัน จะช่วยลดอุบัติเหตุและพฤติกรรมการฝ่าฝืนกฎจราจรได้ในระยะยาว เราไม่ควรให้การขับขี่รถเป็นเรื่องของความสะดวกเฉพาะตนจนลืมความรับผิดชอบต่อผู้อื่น

สรุปสั้นๆ สำหรับมาตรการ บช.น.แจงมาตรการใหม่เชื่อมโยงข้อมูลใบสั่งจราจร ครั้งนี้ คือการจัดระเบียบให้ผู้ขับขี่เคารพกฎหมายมากกว่าการมุ่งหวังเงินค่าปรับ หากเราทุกคนปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัด ก็จะไม่มีใครได้รับผลกระทบจากมาตรการนี้อย่างแน่นอนครับ มาร่วมมือกันสร้างสังคมการขับขี่ที่ปลอดภัยและเป็นระเบียบกันตั้งแต่วันนี้ดีกว่าครับ

ที่มา – บช.น.แจงมาตรการใหม่เชื่อมโยงข้อมูลใบสั่งจราจร ตำรวจไม่ได้มุ่งหวังให้ประชาชนเสียค่าปรับ

เจาะลึก คุก VIP แดนสวรรค์แก๊งจีนเทา จ่ายแรกเข้า 3 ล้าน

เจาะลึก คุก VIP แดนสวรรค์แก๊งจีนเทา จ่ายแรกเข้า 3 ล้าน

ข่าวคราวการทุจริตในเรือนจำกลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมไทยกำลังจับตามอง โดยเฉพาะกรณีที่มีการเปิดโปงเรื่อง เจาะลึก คุก VIP แดนสวรรค์แก๊งจีนเทา จ่ายแรกเข้า 3 ล้าน ที่กลายเป็นสัญลักษณ์ของความเหลื่อมล้ำในกระบวนการยุติธรรม ซึ่งในขณะที่เรือนจำหลายแห่งทั่วประเทศกำลังเผชิญกับภาวะนักโทษล้นคุก แต่สำหรับผู้มีอิทธิพลบางกลุ่ม เงินกลับซื้อความสะดวกสบายได้ทุกอย่างแม้กระทั่งการอยู่ในคุก

เบื้องหลัง คุก VIP แดนสวรรค์แก๊งจีนเทา จ่ายแรกเข้า 3 ล้าน

จากข้อมูลของสหพันธ์เพื่อสิทธิมนุษยชนสากล (FIDH) พบว่าความแออัดในเรือนจำไทยเกินขีดจำกัดไปมาก แต่กลับมีการดัดแปลงพื้นที่ให้กลายเป็นห้องลับสำหรับผู้ต้องขังชาวจีนกลุ่มทุนสีเทา โดยคุณวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลว่ามีการจ่ายเงินค่าแรกเข้าสูงถึง 3 ล้านบาท เพื่อแลกกับอภิสิทธิ์เหนือผู้ต้องขังคนอื่น

นอกจากการมีห้องพักส่วนตัวแล้ว บริการพิเศษยังรวมไปถึง:

  • บริการทางเพศภายในเรือนจำ
  • การอำนวยความสะดวกในด้านอาหารและสิ่งของเครื่องใช้
  • การใช้ช่องทางพิเศษเพื่อติดต่อคนภายนอก

ค่าใช้จ่ายในการใช้บริการเสริมเหล่านี้มีราคาสูงถึงครั้งละ 1–2 แสนบาทต่อครั้ง สะท้อนให้เห็นถึงเครือข่ายผลประโยชน์มหาศาลที่ซ่อนอยู่หลังกำแพงเรือนจำที่ควรจะเป็นสถานที่ลงโทษผู้กระทำความผิดอย่างเท่าเทียมกัน

สถานการณ์ เจาะลึก คุก VIP แดนสวรรค์แก๊งจีนเทา จ่ายแรกเข้า 3 ล้าน นี้ไม่เพียงแต่เป็นเรื่องของการทุจริตเจ้าหน้าที่รัฐเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงปัญหารากลึกของระบบอุปถัมภ์ที่ทำให้กฎหมายมีความหมายต่างกันสำหรับคนรวยและคนจน ปัจจุบัน DSI ได้ส่งเรื่องให้ ป.ป.ช. ดำเนินการเอาผิดกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องแล้ว ซึ่งเราต้องติดตามกันต่อไปว่า การขยายผลจะไปถึงตัวการใหญ่ที่อยู่เบื้องหลังเครือข่ายทั้งหมดได้หรือไม่ เพราะตราบใดที่เงินยังอยู่เหนือความถูกต้อง ความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมย่อมถูกสั่นคลอนอย่างหนัก

หากเราต้องการเห็นสังคมที่โปร่งใส การตรวจสอบต้องเข้มข้นกว่านี้ และผู้ที่ทำผิดต้องได้รับโทษอย่างเด็ดขาดโดยไม่มีข้อยกเว้นเรื่องสถานะทางการเงินครับ

ที่มา – เจาะลึก คุก VIP แดนสวรรค์แก๊งจีนเทา จ่ายแรกเข้า 3 ล้าน แลกห้องลับ-บริการพิเศษ

ลูกสะใภ้คลั่ง ฆ่าแม่ผัววัย 74 ปี ตัดหัวคาบ้าน เพื่อนบ้านเห็นรีบแจ้งตำรวจ

ข่าวอาชญากรรมสะเทือนขวัญที่เกิดขึ้นในจังหวัดภูเก็ตกำลังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก เมื่อเกิดเหตุการณ์ ลูกสะใภ้คลั่ง ฆ่าแม่ผัววัย 74 ปี ตัดหัวคาบ้าน เพื่อนบ้านเห็นรีบแจ้งตำรวจ เข้าตรวจสอบและระงับเหตุได้ทันท่วงที เหตุการณ์นี้สร้างความสลดใจให้กับผู้ที่พบเห็นและชาวบ้านในละแวกนั้นเป็นอย่างมาก

ลูกสะใภ้คลั่ง ฆ่าแม่ผัววัย 74 ปี ตัดหัวคาบ้าน เพื่อนบ้านเห็นรีบแจ้งตำรวจ

เหตุการณ์สยองขวัญดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อช่วงเช้าของวันที่ 1 สิงหาคม 2569 ณ บ้านพักในตำบลฉลอง อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ฉลอง ได้รับแจ้งเหตุฆาตกรรมรุนแรงภายในบ้าน จึงรุดไปยังที่เกิดเหตุและพบศพ น.ส.จันทรา อายุ 74 ปี เสียชีวิตในสภาพสยดสยองจากการถูกทำร้ายด้วยอาวุธมีดจนเสียชีวิตและถูกตัดศีรษะ จากการสืบสวนพบว่าผู้ก่อเหตุคือ น.ส.ศรีวรรณ ลูกสะใภ้วัย 36 ปี ซึ่งมีปากเสียงกับผู้ตายก่อนจะลงมือก่อเหตุอย่างโหดเหี้ยม

รายละเอียดเหตุการณ์ ลูกสะใภ้คลั่ง ฆ่าแม่ผัววัย 74 ปี ตัดหัวคาบ้าน เพื่อนบ้านเห็นรีบแจ้งตำรวจ

จากการสอบสวนเบื้องต้น ทราบว่าภายในบ้านหลังเกิดเหตุมีเพียงผู้ตายและลูกสะใภ้อาศัยอยู่ด้วยกัน โดยเพื่อนบ้านที่อยู่ใกล้เคียงได้ยินเสียงทะเลาะเบาะแว้งรุนแรงและเห็นเหตุการณ์บางส่วน จึงได้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจให้เข้ามาระงับเหตุได้ทันควัน เมื่อเจ้าหน้าที่มาถึงก็สามารถควบคุมตัวผู้ก่อเหตุได้ในขณะที่หลบซ่อนตัวอยู่ในห้องน้ำ สรุปประเด็นสำคัญของเหตุการณ์มีดังนี้:

  • ผู้ก่อเหตุคือลูกสะใภ้วัย 36 ปี
  • ผู้เสียชีวิตคือแม่สามีอายุ 74 ปี
  • เกิดปากเสียงกันรุนแรงก่อนลงมือทำร้าย
  • เจ้าหน้าที่คุมตัวได้ภายในห้องน้ำหลังได้รับแจ้งจากเพื่อนบ้าน

ในขณะนี้ เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานและพนักงานสอบสวนกำลังเร่งรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติมเพื่อหาสาเหตุที่แน่ชัดและแรงจูงใจในการก่อเหตุครั้งนี้ โดยคาดว่าจะมีการสอบปากคำผู้ต้องหาและพยานแวดล้อมเพื่อสรุปสำนวนคดีส่งฟ้องตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป ซึ่งเหตุการณ์นี้ถือเป็นอุทาหรณ์ของปัญหาความรุนแรงในครอบครัวที่ต้องการการแก้ไขและการเฝ้าระวังจากคนรอบข้างอย่างใกล้ชิด

ความรุนแรงในครอบครัวเป็นเรื่องที่ไม่ควรละเลย หากท่านพบเห็นสัญญาณเตือนหรือพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อการเกิดเหตุสลดเช่นนี้ ควรเร่งประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความสูญเสียเช่นกรณีนี้อีก

ที่มา – ลูกสะใภ้คลั่ง ฆ่าแม่ผัววัย 74 ปี ตัดหัวคาบ้าน เพื่อนบ้านเห็นรีบแจ้งตำรวจ

อิโคโมสไทย ร้องเจาะยึดไฟศรีเทพ-ปราสาทเมืองต่ำ กระทบมรดกโลก

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงนักอนุรักษ์ เมื่อสมาคมอิโคโมสไทยออกมาเคลื่อนไหวครั้งสำคัญเกี่ยวกับกรณี อิโคโมสไทย ร้องเจาะยึดไฟศรีเทพ-ปราสาทเมืองต่ำ เนื่องจากมีความกังวลอย่างยิ่งว่าการติดตั้งระบบไฟฟ้าที่ไม่เหมาะสม อาจส่งผลกระทบต่อสถานะการเป็นมรดกโลกและคุณค่าทางประวัติศาสตร์ของแหล่งโบราณสถานสำคัญทั้งสองแห่ง

ประเด็นร้อน อิโคโมสไทย ร้องเจาะยึดไฟศรีเทพ-ปราสาทเมืองต่ำ

นายบวรเวท รุ่งรุจี นายกสมาคมอิโคโมสไทย ได้ทำหนังสือด่วนถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อแจ้งเตือนถึงความไม่เหมาะสมในการติดตั้งระบบไฟฟ้าส่องสว่างที่ยึดติดกับตัวโบราณสถานโดยตรง ซึ่งการกระทำนี้ไม่เพียงแต่สร้างทัศนอุจาดในช่วงเวลากลางวัน แต่ยังเป็นการทำลายวัสดุเดิมของโบราณสถานให้ได้รับความเสียหายอย่างไม่อาจแก้ไขได้

ผลกระทบต่อโบราณสถานและการขึ้นทะเบียนมรดกโลก

ปัญหาสำคัญที่เกิดขึ้นจากการที่ อิโคโมสไทย ร้องเจาะยึดไฟศรีเทพ-ปราสาทเมืองต่ำ คือการที่โบราณสถานเขาคลังนอก ซึ่งเป็นหนึ่งในแหล่งมรดกโลกศรีเทพ ถูกเจาะและยึดด้วยท่อร้อยสายไฟ ส่งผลต่อโครงสร้างดั้งเดิมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นอกจากนี้ ปราสาทเมืองต่ำที่กำลังอยู่ในบัญชีเบื้องต้นเพื่อเสนอเป็นมรดกโลก ก็กำลังเผชิญกับทัศนอุจาดจากงานระบบไฟฟ้าที่ขาดความประณีต ซึ่งอาจกลายเป็นจุดอ่อนในการประเมินผลจากยูเนสโกในอนาคต

สาเหตุหลักที่สมาคมฯ ต้องออกมาคัดค้านมีดังนี้:

  • การติดตั้งระบบไฟฟ้าที่ยึดติดกับโบราณสถานโดยตรง ทำให้เกิดความเสียหายทางกายภาพ
  • การทิ้งสิ่งแปลกปลอมไว้ในพื้นที่โบราณสถาน ส่งผลกระทบต่อภูมิทัศน์ทางวัฒนธรรม
  • ความไม่คุ้มค่าในระยะยาว ทั้งค่าบำรุงรักษาและค่าไฟฟ้าที่รัฐต้องแบกรับ
  • ภาพลักษณ์ที่ส่งผลลบต่อการพิจารณาขึ้นทะเบียนมรดกโลกในกลุ่มเทวสถานอื่นๆ

ในฐานะที่ปรึกษาด้านการอนุรักษ์ สมาคมอิโคโมสไทยเรียกร้องให้กรมศิลปากรปรับปรุงวิธีการติดตั้งให้เป็นไปตามหลักสากล โดยเน้นการรักษาความดั้งเดิมของแหล่งประวัติศาสตร์ไว้ให้มากที่สุด ไม่ใช่แค่เพียงการเน้นความสวยงามในยามค่ำคืน แต่ต้องไม่ทำให้คุณค่าของแหล่งโบราณสถานต้องเสื่อมถอยไปเพราะความมักง่ายในการก่อสร้าง

บทเรียนในครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณเตือนสำคัญว่า การพัฒนาพื้นที่โบราณสถานต้องมาพร้อมกับความเข้าใจในหลักการอนุรักษ์อย่างถ่องแท้ เพื่อไม่ให้การท่องเที่ยวหรือการจัดแสดง กลายเป็นการทำลายมรดกอันล้ำค่าที่บรรพบุรุษสร้างไว้ให้เราได้ชม

ที่มา – “อิโคโมสไทย” ร้องเจาะยึดไฟศรีเทพ-ปราสาทเมืองต่ำ หวั่นกระทบขึ้นทะเบียนมรดกโลก

เรือโดยสารไฟฟ้า ไทย สมายล์ โบ้ท เข้าร่วม ไทยช่วยไทยพลัส

ข่าวดีสำหรับคนเมืองที่ใช้ชีวิตเร่งรีบ! วันนี้เรามีเรื่องราวดีๆ มาฝากสำหรับการเดินทางด้วย เรือโดยสารไฟฟ้า ไทย สมายล์ โบ้ท ที่ล่าสุดได้ออกมาประกาศความพร้อมในการเข้าร่วมโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” เพื่อมอบสิทธิประโยชน์สุดคุ้มค่าให้กับผู้โดยสารทุกคน ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการสนับสนุนการเดินทางด้วยระบบขนส่งสะอาดและช่วยลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม

เรือโดยสารไฟฟ้า ไทย สมายล์ โบ้ท เข้าร่วม ไทยช่วยไทยพลัส

หลายคนอาจจะยังสงสัยว่าโครงการนี้จะช่วยเราประหยัดได้อย่างไรบ้าง? เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม จนถึง 30 กันยายน 2569 นี้ ผู้โดยสารสามารถใช้สิทธิชำระค่าโดยสารผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ได้ง่ายๆ โดยจะได้รับส่วนลดค่าโดยสารเหลือเพียงเที่ยวละ 12 บาท จากปกติราคา 30 บาท ซึ่งการที่ เรือโดยสารไฟฟ้า ไทย สมายล์ โบ้ท เข้าร่วม ไทยช่วยไทยพลัส ในครั้งนี้ จะครอบคลุมบริการทั้ง 3 เส้นทางหลักในแม่น้ำเจ้าพระยา ช่วยให้การเดินทางไปทำงานหรือไปเรียนสะดวกและสบายกระเป๋ามากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

รายละเอียดเส้นทางที่ร่วมรายการและวิธีใช้สิทธิ

สำหรับเพื่อนๆ ที่วางแผนจะใช้สิทธิจากโครงการนี้ สามารถใช้ได้กับเรือโดยสารไฟฟ้าของไทย สมายล์ โบ้ท ได้ครบทุกสาย ดังนี้:

  • สายสีเขียว (City Line): เส้นทางสยามเจริญนคร – พระปิ่นเกล้า
  • สายสีม่วง (Urban Line): เส้นทางสาทร – พระนั่งเกล้า
  • สายสีน้ำเงิน (Metro Line): เส้นทางท่าน้ำนนท์ – วัดวรจรรยาวาส

วิธีการใช้สิทธิก็ไม่ยาก เพียงแค่แจ้งพนักงานที่ท่าเรือหรือพนักงานบนเรือว่าต้องการใช้สิทธิ “ไทยช่วยไทยพลัส” จากนั้นสแกน QR Code ผ่านแอปเป๋าตังตามขั้นตอนที่กำหนด เพียงเท่านี้คุณก็จะได้ค่าโดยสารในราคาประหยัด พร้อมสัมผัสประสบการณ์การล่องเรือไฟฟ้าที่เงียบ ไร้ควัน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมครับ

นอกจากนี้ หากใครที่ใช้สิทธิครบตามจำนวนแล้ว หรือต้องการเดินทางต่อเนื่องตลอดทั้งวัน ทางผู้ให้บริการยังมีโปรโมชั่นสุดคุ้มด้วยบัตร HOP Card ที่ให้คุณจ่ายค่าโดยสารเพียง 40 บาทต่อวันแบบไม่จำกัดเที่ยว (Daily Max Fare) ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลือกที่คุ้มค่ามากสำหรับคนที่ต้องเดินทางเปลี่ยนเส้นทางบ่อยๆ ในหนึ่งวัน

ในมุมมองของเรา การที่ เรือโดยสารไฟฟ้า ไทย สมายล์ โบ้ท เข้าร่วม ไทยช่วยไทยพลัส ถือเป็นนโยบายที่ตอบโจทย์วิถีชีวิตคนเมืองในปัจจุบันได้เป็นอย่างดี เพราะนอกจากจะช่วยเรื่องประหยัดเงินในกระเป๋าแล้ว ยังช่วยส่งเสริมการใช้ระบบขนส่งมวลชนที่ลดการปล่อยมลพิษ ทำให้แม่น้ำเจ้าพระยาของเราน่าอยู่ขึ้น หากใครยังไม่เคยลองเดินทางด้วยเรือไฟฟ้า นี่เป็นโอกาสดีที่คุณจะได้เริ่มต้นเปลี่ยนมาใช้บริการขนส่งสาธารณะที่ทั้งทันสมัยและสบายกระเป๋าแบบนี้ดูครับ

ที่มา – ข่าวดี เรือโดยสารไฟฟ้า “ไทย สมายล์ โบ้ท” เข้าร่วม “ไทยช่วยไทยพลัส” เริ่ม 1 ส.ค. นี้

กรมบัญชีกลางออกหลักเกณฑ์ใหม่ เพิ่มสิทธิข้าราชการเบิกค่ายา “รักษากระดูกพรุน” เริ่ม 1 ส.ค.

ข่าวดีสำหรับข้าราชการและครอบครัวครับ! ล่าสุดทางกรมบัญชีกลางได้ออกมาตรการเชิงรุกเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย โดยมีการประกาศใช้หลักเกณฑ์ใหม่ในการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาล ซึ่งไฮไลท์สำคัญคือการเพิ่มสิทธิข้าราชการเบิกค่ายา “รักษากระดูกพรุน” สำหรับกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงมากต่อการเกิดกระดูกหัก โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป เพื่อให้ผู้ป่วยเข้าถึงยาที่มีประสิทธิภาพได้อย่างทั่วถึงและลดภาระค่าใช้จ่ายที่เกินความจำเป็น

กรมบัญชีกลางออกหลักเกณฑ์ใหม่ เพิ่มสิทธิข้าราชการเบิกค่ายา “รักษากระดูกพรุน”

การปรับปรุงระเบียบในครั้งนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่ที่ช่วยแบ่งเบาภาระของข้าราชการได้อย่างมาก โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีความเสี่ยงต่อโรคกระดูกพรุนรุนแรง ซึ่งยาในกลุ่ม Teriparatide และ Romosozumab เป็นยาที่มีประสิทธิภาพสูงแต่เดิมนั้นมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง การที่ภาครัฐขยับตัวเข้ามาดูแลตรงจุดนี้จึงเป็นเรื่องที่น่ายกย่องครับ โดยการดำเนินการครั้งนี้แบ่งออกเป็นรายละเอียดสำคัญที่ทุกคนควรทราบ ดังนี้ครับ

รายละเอียดการเพิ่มสิทธิข้าราชการเบิกค่ายา “รักษากระดูกพรุน”

เพื่อให้การใช้จ่ายงบประมาณเป็นไปอย่างคุ้มค่าและผู้ป่วยได้รับยาที่เหมาะสม ทางกรมบัญชีกลางได้กำหนดอัตราการเบิกจ่ายไว้ชัดเจนเพื่อให้สถานพยาบาลยึดถือปฏิบัติ:

  • ยา Teriparatide: เบิกจ่ายได้ในอัตราไม่เกิน 7,710 บาทต่อ 1 ด้ามต่อกล่อง
  • ยา Romosozumab: เบิกจ่ายได้ในอัตราไม่เกิน 16,670 บาทต่อ 2 ด้ามต่อกล่อง

ข้อควรระวังสำคัญคือ การเบิกจ่ายยาเหล่านี้จะต้องดำเนินการผ่านระบบเบิกจ่ายตรงสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการเท่านั้น และต้องเป็นไปตามแนวทางที่กรมบัญชีกลางกำหนดอย่างเคร่งครัด หากสถานพยาบาลออกใบเสร็จมาให้ในรูปแบบค่ายาที่เบิกไม่ได้ ท่านจะไม่สามารถนำมาเบิกคืนภายหลังได้ ดังนั้นก่อนเข้ารับการรักษาแนะนำให้สอบถามกับทางโรงพยาบาลให้แน่ใจว่าอยู่ในเงื่อนไขหรือไม่ครับ

การที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มโอกาสในการรักษาที่ดีขึ้นเท่านั้น แต่ยังเป็นการปรับตัวของระบบสาธารณสุขไทยให้ทันสมัยและตอบโจทย์วิถีชีวิตในสังคมสูงวัยได้อย่างยั่งยืนอีกด้วย หากท่านหรือคนในครอบครัวมีภาวะเสี่ยงสูง แนะนำให้ปรึกษาแพทย์เฉพาะทางเพื่อประเมินการใช้สิทธิดังกล่าวตั้งแต่ตอนนี้เลยครับ ถือเป็นข่าวดีที่น่าชื่นชมของข้าราชการไทยจริงๆ ครับ

ที่มา – กรมบัญชีกลางออกหลักเกณฑ์ใหม่ เพิ่มสิทธิข้าราชการเบิกค่ายา “รักษากระดูกพรุน” เริ่ม 1 ส.ค.

สก.ภัทรศักดิ์ แจง เผลอกดโหวตผิดเครื่อง ไม่มีการเสียบบัตรแทนกัน

สก.ภัทรศักดิ์ แจง เผลอกดโหวตผิดเครื่อง ไม่มีการเสียบบัตรแทนกัน

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจในสภา กทม. เมื่อมีการตั้งข้อสังเกตเรื่องการลงคะแนนโหวต ล่าสุด สก.ภัทรศักดิ์ ใหม่พระเนตร สมาชิกสภากรุงเทพมหานครจากพรรคประชาชน ได้ออกมาโพสต์เฟซบุ๊กชี้แจงถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 โดยยืนยันอย่างชัดเจนว่ากรณี สก.ภัทรศักดิ์ แจง เผลอกดโหวตผิดเครื่อง ไม่มีการเสียบบัตรแทนกัน เป็นเพียงอุบัติเหตุจากความเร่งรีบเท่านั้น

รายละเอียดเหตุการณ์ สก.ภัทรศักดิ์ แจง เผลอกดโหวตผิดเครื่อง ไม่มีการเสียบบัตรแทนกัน

นายภัทรศักดิ์ได้อธิบายถึงที่มาของความผิดพลาดในครั้งนี้ว่า เนื่องจากเครื่องลงคะแนนของนายไซราม ประกายกิจ สก.เขตสาทร มีปัญหาการใช้งานมาตั้งแต่วันก่อนหน้า ทำให้นายไซรามต้องขยับที่นั่งมานั่งติดกับตนเอง ซึ่งตามปกติจะมีที่นั่งเว้นระยะห่างไว้ ในขณะที่บัตรของนายไซรามยังคงเสียบค้างไว้ที่เครื่องเดิม

ในระหว่างการลงมติวาระแก้ไขบังคับการประชุมสภา นายภัทรศักดิ์ได้รีบเดินกลับเข้ามาในห้องประชุมด้วยความเร่งรีบเพื่อให้ทันเวลาโหวต ทำให้เกิดความสับสนและเผลอไปกดปุ่มโหวตที่เครื่องของนายไซรามที่อยู่ใกล้ตัว โดยในขณะนั้นนายไซรามกำลังอยู่ระหว่างการคุยโทรศัพท์และกำลังเดินกลับเข้าที่ประชุมพอดี

  • ยืนยันความบริสุทธิ์ใจว่าไม่ได้มีเจตนาเสียบบัตรแทนกัน
  • ชี้แจงต่อที่ประชุมสภาทันทีเมื่อทราบว่าเกิดความผิดพลาด
  • ระบุว่านายไซรามอยู่หน้าห้องและกำลังเดินเข้ามา จึงไม่มีเหตุผลให้ต้องโหวตแทน

สก.ภัทรศักดิ์ยังกล่าวเสริมอีกว่า “ผมยืนยันว่าไม่มีการเสียบบัตรแทนกัน เพราะบัตรของคุณไซรามเสียบไว้อยู่แล้ว ผมเพียงแค่เผลอกดผิดด้วยความรีบร้อนเท่านั้น” นอกจากนี้เจ้าตัวยังได้แสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและยืนยันว่าจะใช้ความระมัดระวังให้มากขึ้นในอนาคตเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในลักษณะนี้ซ้ำอีก

เหตุการณ์นี้นับเป็นบทเรียนสำคัญของการทำงานในสภาที่ต้องใช้ความละเอียดรอบคอบ โดยเฉพาะในยุคที่เทคโนโลยีมีบทบาทสำคัญต่อการลงมติ การแสดงความรับผิดชอบและชี้แจงข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมาของ สก.ภัทรศักดิ์ ถือเป็นตัวอย่างที่ดีของนักการเมืองที่พร้อมรับฟังและอธิบายต่อสาธารณชน เพื่อลดความเข้าใจผิดที่อาจเกิดขึ้นในสังคม

ที่มา – “สก.ภัทรศักดิ์” แจง เผลอกดโหวตผิดเครื่อง ไม่มีการเสียบบัตรแทนกัน

เริ่ม 1 ส.ค. เข้มมาตรการตรวจสอบการจัดตั้งบริษัท อุดช่องโหว่ป้องกันคนไทยเป็น “นอมินี” ให้ต่างชาติ

สวัสดีครับทุกคน! วันนี้มีข่าวสำคัญที่ผู้ประกอบการทุกคนต้องรู้ โดยเฉพาะใครที่กำลังวางแผนเปิดบริษัทหรือมีหุ้นส่วนเป็นชาวต่างชาติ เพราะล่าสุดรัฐบาลได้ประกาศเริ่ม 1 ส.ค. เข้มมาตรการตรวจสอบการจัดตั้งบริษัท อุดช่องโหว่ป้องกันคนไทยเป็น “นอมินี” ให้ต่างชาติ เพื่อสร้างความโปร่งใสในระบบเศรษฐกิจบ้านเราครับ

เริ่ม 1 ส.ค. เข้มมาตรการตรวจสอบการจัดตั้งบริษัท อุดช่องโหว่ป้องกันคนไทยเป็น “นอมินี” ให้ต่างชาติ

การปรับเปลี่ยนกฎเกณฑ์ครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ที่ต้องการขจัดปัญหาการใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง หรือที่เรารู้จักกันในนามของ “นอมินี” ซึ่งเป็นการเอาเปรียบผู้ประกอบการไทยที่ทำธุรกิจอย่างสุจริต โดยมาตรการนี้ไม่ได้มีผลแค่ตอนจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทใหม่เท่านั้น แต่ยังขยายขอบเขตไปถึงการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างผู้ถือหุ้นและกรรมการในภายหลังด้วย เพื่ออุดช่องโหว่ที่เคยเกิดขึ้นในอดีตครับ

รายละเอียดเจาะลึก: ทำไมต้องเริ่ม 1 ส.ค. เข้มมาตรการตรวจสอบการจัดตั้งบริษัท อุดช่องโหว่ป้องกันคนไทยเป็น “นอมินี” ให้ต่างชาติ

สำหรับมาตรการใหม่ที่กำลังจะบังคับใช้ มีจุดที่ต้องให้ความสำคัญดังนี้ครับ:

  • แสดงหลักฐานการเงิน: กรณีต่างด้าวร่วมลงทุน ต้องยื่นรายการเดินบัญชี (Bank Statement) ย้อนหลัง 3 เดือน เพื่อพิสูจน์แหล่งที่มาของเงินทุน
  • ครอบคลุมวงจรชีวิตนิติบุคคล: ไม่ใช่แค่ตอนตั้งบริษัท แต่รวมถึงการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นในอนาคตด้วย
  • ความโปร่งใสของเอกสาร: มีการเพิ่มข้อความในบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น เพื่อย้ำว่าเป็นเพียงเอกสารนายทะเบียน ไม่ใช่ใบรับรองสถานะผู้ถือหุ้นปัจจุบัน

หลายคนอาจสงสัยว่าแล้วนักลงทุนต่างชาติที่มาทำธุรกิจถูกต้องจะได้รับผลกระทบไหม? คำตอบคือไม่เลยครับ รัฐบาลยืนยันชัดเจนว่าต้องการส่งเสริมบรรยากาศการลงทุนที่ดี เพียงแต่ต้องการคัดกรองนิติบุคคลที่มีความเสี่ยงสูง เพื่อป้องกันการใช้บริษัทเป็นเครื่องมือถือครองที่ดินหรือทำธุรกิจต้องห้ามโดยมิชอบนั่นเอง

ในฐานะผู้ประกอบการ การทำธุรกิจให้ถูกต้องตามกฎหมายตั้งแต่ต้นเป็นเรื่องที่ดีที่สุดครับ เพราะนอกจากจะได้รับความเชื่อมั่นจากทั้งคู่ค้าและภาครัฐแล้ว ยังช่วยลดความเสี่ยงในการถูกตรวจสอบย้อนหลังที่อาจทำให้ธุรกิจสะดุดได้ การประกาศเริ่ม 1 ส.ค. เข้มมาตรการตรวจสอบการจัดตั้งบริษัท อุดช่องโหว่ป้องกันคนไทยเป็น “นอมินี” ให้ต่างชาติ จึงเป็นสัญญาณที่ดีว่าประเทศไทยกำลังยกระดับมาตรฐานทางธุรกิจให้มีความยุติธรรมและแข่งขันได้มากขึ้นในระดับสากลครับ

หากคุณกำลังวางแผนจดทะเบียนบริษัทหรือปรับโครงสร้างหุ้นในช่วงนี้ อย่าลืมเตรียมเอกสารทางการเงินให้พร้อมและศึกษาเกณฑ์ใหม่ให้ละเอียด เพื่อให้การดำเนินธุรกิจของคุณเป็นไปอย่างราบรื่นและไร้กังวลนะครับ

ที่มา – เริ่ม 1 ส.ค. เข้มมาตรการตรวจสอบการจัดตั้งบริษัท อุดช่องโหว่ป้องกันคนไทยเป็น “นอมินี” ให้ต่างชาติ