ยูเครนวางแผนเพิ่มงบประมาณกลาโหมทุบสถิติในปี 2570
ยูเครนวางแผนเพิ่มงบประมาณกลาโหมทุบสถิติในปี 2570 ท่ามกลางสถานการณ์สงครามกับรัสเซียที่ยืดเยื้อและสร้างแรงกดดันต่อเศรษฐกิจของประเทศอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลกรุงเคียฟเตรียมจัดสรรงบประมาณด้านความมั่นคงและการป้องกันประเทศในระดับสูงเป็นประวัติการณ์ เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติการทางทหาร ดูแลกำลังพล และเพิ่มศักยภาพในการรับมือกับสถานการณ์ที่ยังไม่มีสัญญาณยุติอย่างชัดเจน
รายงานข่าวระบุว่า ยูเครนเตรียมจัดสรรงบประมาณด้านความมั่นคงและการป้องกันประเทศในปี 2570 ราว 4.9 ล้านล้านฮริฟเนีย หรือประมาณ 3.65 ล้านล้านบาท ตัวเลขดังกล่าวคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 44% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือ GDP และอยู่ในระดับที่สะท้อนว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับการป้องกันประเทศเป็นอันดับแรก
ยูเครนวางแผนเพิ่มงบประมาณกลาโหมทุบสถิติในปี 2570
แผนงบประมาณครั้งนี้ถือเป็นหนึ่งในสัญญาณสำคัญของทิศทางการบริหารประเทศในช่วงสงคราม เพราะงบประมาณจำนวนมากจะถูกนำไปใช้เพื่อรักษาความพร้อมของกองทัพ โดยประมาณหนึ่งในสามของงบประมาณด้านการป้องกันประเทศจะใช้สำหรับเงินเดือนและสวัสดิการของทหาร ขณะที่งบส่วนที่เหลือจะมุ่งไปยังการจัดซื้อยุทโธปกรณ์ อาวุธ ระบบป้องกันภัยทางอากาศ และอุปกรณ์ที่จำเป็นต่อภารกิจในสนามรบ
เหตุผลที่ยูเครนวางแผนเพิ่มงบประมาณกลาโหมทุบสถิติในปี 2570
เซอร์กีย์ มาร์เชนโก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของยูเครน ระบุว่า การจัดทำร่างงบประมาณดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อใช้ทรัพยากรภายในประเทศทั้งหมดสนับสนุนการต่อสู้กับผู้รุกรานเป็นลำดับแรก รัฐบาลจึงต้องจัดลำดับความสำคัญของรายจ่ายใหม่ โดยให้ภารกิจด้านความมั่นคงมาก่อนโครงการพัฒนาในบางด้านที่อาจชะลอได้
การเพิ่มงบประมาณกลาโหมไม่ได้สะท้อนเฉพาะค่าใช้จ่ายด้านอาวุธเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมการดูแลทหารและครอบครัว การซ่อมบำรุงยุทโธปกรณ์ การฝึกกำลังพล การพัฒนาระบบข่าวกรอง ตลอดจนการจัดหาวัสดุที่จำเป็นต่อการปฏิบัติงานในระยะยาว ภาระเหล่านี้เพิ่มขึ้นตามระยะเวลาของสงครามและความซับซ้อนของภัยคุกคาม
งบประมาณสูงกับความต้องการความช่วยเหลือจากต่างประเทศ
แม้รัฐบาลยูเครนจะพยายามระดมทรัพยากรภายในประเทศ แต่รายได้ของรัฐยังไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่เกิดขึ้นจากสงคราม รัฐบาลจึงยังต้องขอความช่วยเหลือทางการเงินจากประเทศพันธมิตรเพิ่มเติมอีกประมาณ 5.3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยคาดหวังการสนับสนุนจากทั้งกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF และธนาคารโลก หรือ World Bank
นับตั้งแต่รัสเซียเริ่มรุกรานยูเครนในปี 2565 ประเทศได้รับความช่วยเหลือทางการเงินจากพันธมิตรต่างชาติแล้วประมาณ 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ตัวเลขนี้ยังไม่รวมความช่วยเหลือด้านอาวุธและการสนับสนุนทางทหารรูปแบบอื่น ความช่วยเหลือจากต่างประเทศจึงมีบทบาทสำคัญต่อการรักษาการดำเนินงานของรัฐบาลและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ
- งบด้านความมั่นคงและการป้องกันประเทศประมาณ 4.9 ล้านล้านฮริฟเนีย
- คิดเป็นสัดส่วนราว 44% ของ GDP ของยูเครน
- ประมาณหนึ่งในสามของงบกลาโหมใช้เป็นเงินเดือนทหาร
- งบส่วนที่เหลือเน้นจัดซื้ออาวุธและยุทโธปกรณ์
- ยูเครนขอความช่วยเหลือทางการเงินจากต่างประเทศเพิ่มเติม 5.3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ
ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและประชาชนยูเครน
การทุ่มงบประมาณจำนวนมากให้กับกองทัพอาจช่วยเพิ่มความสามารถในการป้องกันประเทศ แต่ในอีกด้านหนึ่งก็ทำให้รัฐบาลต้องเผชิญกับข้อจำกัดด้านงบประมาณมากขึ้น รายจ่ายสำหรับสาธารณสุข การศึกษา โครงสร้างพื้นฐาน และการฟื้นฟูพื้นที่เสียหายจากสงครามอาจต้องแข่งขันกับงบความมั่นคง การบริหารสมดุลระหว่างความจำเป็นเร่งด่วนกับการพัฒนาประเทศจึงเป็นโจทย์ที่ท้าทายอย่างมาก
ประธานาธิบดีโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี เคยเตือนต่อรัฐสภาว่า รัฐบาลอาจจำเป็นต้องอนุมัติมาตรการที่ไม่เป็นที่นิยมเพื่อดึงดูดเงินทุนจากต่างประเทศ ตัวอย่างหนึ่งคือแนวคิดการจัดเก็บภาษีพัสดุจากต่างประเทศ มาตรการลักษณะนี้อาจเพิ่มรายได้ให้รัฐ แต่ก็อาจสร้างภาระต่อประชาชนและผู้ประกอบการ ดังนั้นรัฐบาลจำเป็นต้องสื่อสารเหตุผลอย่างชัดเจนและใช้เงินอย่างโปร่งใส
สำหรับประชาชนทั่วไป งบประมาณกลาโหมที่เพิ่มขึ้นอาจมีทั้งผลดีและผลกระทบ ด้านหนึ่งช่วยเสริมความปลอดภัยและสนับสนุนทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ แต่อีกด้านหนึ่งอาจนำไปสู่การเพิ่มภาษี การควบคุมรายจ่ายภาครัฐ หรือการลดงบในโครงการอื่น หากสงครามยืดเยื้อต่อไป การตัดสินใจของรัฐบาลจะยิ่งมีผลต่อค่าครองชีพ โอกาสทางเศรษฐกิจ และความเชื่อมั่นของประชาชน
เปรียบเทียบงบกลาโหมยูเครนกับรัสเซีย
ในช่วงเวลาเดียวกัน รัสเซียมีแผนใช้งบประมาณด้านการป้องกันประเทศในปี 2570 ประมาณ 13.6 ล้านล้านรูเบิล หรือราว 5.39 ล้านล้านบาท เมื่อเปรียบเทียบตัวเลขดังกล่าวจะเห็นได้ว่า ทั้งสองประเทศต่างจัดสรรทรัพยากรจำนวนมหาศาลให้กับภารกิจทางทหาร การแข่งขันด้านงบประมาณสะท้อนว่าสงครามไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในสนามรบ แต่ยังขยายไปถึงการผลิตอาวุธ เทคโนโลยี การเงิน และกำลังการผลิตของประเทศ
อย่างไรก็ตาม การเปรียบเทียบตัวเลขงบประมาณโดยตรงอาจไม่สามารถสะท้อนศักยภาพที่แท้จริงได้ทั้งหมด เพราะแต่ละประเทศมีขนาดเศรษฐกิจ ค่าเงิน ราคาสินค้า และระบบการจัดทำงบประมาณแตกต่างกัน นอกจากนี้ ผลลัพธ์ของการใช้งบยังขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพการจัดซื้อ ความพร้อมของกำลังพล คุณภาพยุทโธปกรณ์ และการสนับสนุนจากพันธมิตร
ภาพรวมของข่าวนี้จึงชี้ให้เห็นว่า ยูเครนกำลังวางแผนรับมือสงครามในระยะยาวมากกว่าการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า การจัดสรรงบประมาณระดับสูงอาจช่วยให้ประเทศรักษาความสามารถในการป้องกันตนเอง แต่ก็ทำให้ต้องพึ่งพาเงินช่วยเหลือจากต่างชาติมากขึ้น ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังต้องสร้างความเชื่อมั่นว่าการใช้เงินทุกส่วนมีความจำเป็น ตรวจสอบได้ และเกิดประโยชน์ต่อความมั่นคงของประเทศอย่างแท้จริง
มุมมองที่น่าติดตาม: ทิศทางงบประมาณของยูเครนในปี 2570 จะเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่าสงครามรัสเซีย-ยูเครนกำลังเข้าสู่ระยะยืดเยื้อเพียงใด และพันธมิตรต่างชาติจะพร้อมสนับสนุนเคียฟต่อเนื่องแค่ไหน ผู้อ่านควรติดตามทั้งตัวเลขงบประมาณ มาตรการภาษี และความช่วยเหลือระหว่างประเทศ เพื่อทำความเข้าใจผลกระทบต่อเศรษฐกิจและความมั่นคงในภาพรวม

