กระทรวงพาณิชย์

DBD งัดไม้แข็งสกัด “นอมินี” ทุนต่างชาติ ดีเดย์ 1 เม.ย.

DBD งัดไม้แข็งสกัด “นอมินี” ทุนต่างชาติ เริ่มบังคับใช้แล้วตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2569 เป็นต้นไป! หากคุณเป็นเจ้าของธุรกิจหรือกำลังคิดจะจดทะเบียนบริษัทใหม่ โดยเฉพาะที่มีชาวต่างชาติเข้ามาเกี่ยวข้อง บทความนี้มีข้อมูลสำคัญที่คุณไม่ควรพลาด กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ออกมาตรการเข้มงวดเพื่อป้องกันปัญหานอมินี ซึ่งเป็นการใช้คนไทยเป็นหุ่นเชิดให้ทุนต่างชาติแสวงหาผลประโยชน์จากธุรกิจที่กฎหมายห้ามหรือต้องขออนุญาต

DBD งัดไม้แข็งสกัด “นอมินี” ทุนต่างชาติ เริ่ม 1 เม.ย. นี้

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยถึงมาตรการใหม่ที่ยกระดับการตรวจสอบ โดยกำหนดให้หุ้นส่วน ผู้จัดการ หรือกรรมการที่ลงชื่อจดทะเบียนนิติบุคคล ต้องเซ็นหนังสือรับรองว่า ผู้ถือหุ้นหรือหุ้นส่วนทุกคนได้ลงทุนและชำระเงินจริง รวมถึงไม่ได้ช่วยเหลือหรือสนับสนุนคนต่างด้าวในลักษณะนอมินีตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 มาตรการนี้ปิดช่องโหว่ที่ผ่านมา แม้ก่อนหน้านี้ DBD จะลดการจดทะเบียนกลุ่มเสี่ยงลง 65% ด้วยการตรวจหลักฐานการเงิน แต่ยังมีผู้หลบเลี่ยง

นอกจากนี้ DBD จะส่งรายชื่อบุคคลหรือนิติบุคคลที่เสี่ยงสูงไปให้กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางตรวจสอบต่อ หากพบการให้ข้อมูลเท็จ จะเข้าข่ายผิดประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 และ 267 โทษหนักจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และในกรณีร้ายแรงอาจจำคุกสูงสุด 3 ปี หรือปรับ 60,000 บาท

นอมินีคืออะไร และทำไม DBD ต้องงัดไม้แข็งสกัด “นอมินี” ทุนต่างชาติ

นอมินี (Nominee) คือการที่คนไทยยอมให้ชื่อตัวเองเป็นผู้ถือหุ้นหรือกรรมการ แต่จริงๆ แล้วทุนต่างชาติเป็นเจ้าของหลัก เพื่อเลี่ยงกฎหมายที่ห้ามต่างชาติทำธุรกิจบางประเภท เช่น อสังหาริมทรัพย์ โรงแรม รีสอร์ต หรือค้าปลีกบางอย่าง ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย ทำให้คนไทยเสียโอกาสและเกิดการแข่งข้องไม่เป็นธรรม

ปิดช่องโหว่เก่า มาตรการใหม่เข้มข้นยิ่งขึ้น

ก่อนหน้านี้ หากบริษัทมีต่างชาติถือหุ้นต่ำกว่า 50% หรือมีกรรมการต่างชาติ DBD จะขอหลักฐานธนาคารยืนยันการโอนเงินลงทุนของคนไทย แต่ผู้กระทำผิดหันไปใช้วิธีอื่น เช่น ใช้เงินกู้หรือโอนย้อนหลัง ทำให้ DBD ต้องเพิ่มหนังสือรับรองนี้เข้าไป ทุกการจดทะเบียนใหม่ต้องปฏิบัติตาม

จับตาเข้ม 5 จังหวัดท่องเที่ยวเสี่ยงสูง

DBD เตือนพิเศษในช่วงก่อนดีเดย์ โดยเร่งตรวจสอบจังหวัดที่มีนอมินีเยอะ เช่น ชลบุรี เชียงใหม่ สุราษฎร์ธานี ภูเก็ต และกระบี่ ซึ่งเป็นพื้นที่ท่องเที่ยวที่ทุนต่างชาติมักตั้งบริษัทปลอมเพื่อซื้อที่ดินหรือทำโรงแรม หากพบผิดปกติจะดำเนินคดีเด็ดขาด

  • ชลบุรี: พัทยา บางแสน ธุรกิจรีสอร์ต
  • เชียงใหม่: โซนเมืองเก่า ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม
  • สุราษฎร์ธานี: เกาะสมุย ธุรกิจท่องเที่ยว
  • ภูเก็ต: ชายหาดดัง ทุนต่างชาติแสวงหา
  • กระบี่: อ่าวนาง ริมหาด

นอกจากนี้ ธุรกิจที่เสี่ยงนอมินี เช่น การซื้อขายอสังหา ค้าส่งค้าปลีกที่ต้องขออนุญาตต่างด้าว หากคุณทำธุรกิจเหล่านี้ ควรตรวจสอบสถานะตัวเองให้ดี

คำแนะนำสำหรับนักลงทุนไทยและต่างชาติ

สำหรับคนไทย: อย่ายอมเป็นนอมินีเด็ดขาด เพราะเสี่ยงผิดกฎหมายและเสียชื่อเสียง ตรวจสอบคู่หุ้นให้ชัดเจน สำหรับต่างชาติ: ปฏิบัติตามกฎหมาย เช่น ขออนุญาตจาก BOI หรือใช้โครงสร้างที่ถูกต้อง มาตรการ DBD งัดไม้แข็งสกัด “นอมินี” ทุนต่างชาติ จะช่วยให้การแข่งขันเป็นธรรมมากขึ้น ส่งเสริมเศรษฐกิจไทยยั่งยืน

สรุปแล้ว มาตรการนี้เป็นสัญญาณดีที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับการคุ้มครองผลประโยชน์ชาติ หากคุณมีประสบการณ์เกี่ยวกับนอมินีหรือคำถามเกี่ยวกับการจดทะเบียน แชร์ในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลย! หรือติดต่อ DBD โดยตรงเพื่อข้อมูลเพิ่มเติม อย่าลืมติดตามบล็อกเราเพื่อข่าวธุรกิจล่าสุด

ที่มา – กรมพัฒนาธุรกิจการค้า งัดไม้แข็งสกัด “นอมินี” ทุนต่างชาติ ดีเดย์ 1 เม.ย. นี้

พาณิชย์ จ่อเพิ่มสินค้าควบคุม 12 รายการ บะหมี่ไม่ขึ้น

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้เรามีข่าวดีสำหรับคนที่กำลังกังวลเรื่องค่าครองชีพกันนะครับ เพราะ พาณิชย์ จ่อเพิ่มสินค้าควบคุม 12 รายการ เพื่อป้องกันราคาพุ่งจากสถานการณ์โลก โดยเฉพาะผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง กรมการค้าภายในกำลังเตรียมเสนอให้คณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) พิจารณาในวันที่ 25 มี.ค. นี้เลยครับ

พาณิชย์ จ่อเพิ่มสินค้าควบคุม อีก 12 รายการ

รายการสินค้าที่จะเข้าควบคุมใหม่มีทั้งหมด 12 รายการ เช่น เม็ดพลาสติกที่ใช้ผลิตบรรจุภัณฑ์ น้ำดื่ม และสินค้าจำเป็นอื่นๆ จากเดิมที่มี 59 รายการ จะเพิ่มเป็น 71 รายการทันที หากผ่าน กกร. จะส่งให้ ครม. อนุมัติในวันที่ 31 มี.ค. เพื่อรับมือภาวะวิกฤติและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนครับ นอกจากนี้ ยังจะเข้มมาตรการสินค้าควบคุมเดิมอีก 13 รายการ เช่น กระดาษชำระ แชมพู ผงซักฟอก ผ้าอนามัย สบู่ โดยต้องขออนุญาตกรมก่อนขึ้นราคาทุกครั้ง ไม่ใช่แค่แจ้งอย่างเดียวแบบเก่า

  • เม็ดพลาสติก
  • น้ำดื่ม
  • กระดาษชำระและกระดาษเช็ดหน้า
  • แชมพู
  • ผงซักฟอกและน้ำยาซักฟอก
  • ผลิตภัณฑ์ล้างจาน
  • ผ้าอนามัย
  • สบู่

ปัจจุบัน สินค้าอุปโภคบริโภคยังไม่ขึ้นราคา สต็อกเพียงพอถึงเม.ย.-พ.ค. แต่ถ้าต้นทุนพุ่งจริง ก็ต้องปรับราคาให้สอดคล้องครับ โดยเฉพาะเม็ดพลาสติกที่หลายคนกังวลสต็อกหมด แต่ยืนยันว่ามีใช้ได้นานกว่านั้น การควบคุมจะช่วยติดตามตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ

บะหมี่กึ่งฯ ยังไม่ขึ้นราคา

เรื่องที่หลายคนรอฟังคือบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ตอนนี้ยังไม่มีผู้ผลิตแจ้งขึ้นราคา เพียงแต่กังวลเรื่องบรรจุภัณฑ์ กรมกำลังช่วยแก้ไข ปุ๋ยเคมีก็มีสต็อกถึงพ.ค. นำเข้าจากมาเลเซีย บรูไน แทนของจากตะวันออกกลาง น้ำมันปาล์มสต็อกเก่ายังราคา 42-50 บาท/ขวด ของใหม่ค่อยดูต่อไปครับ

มาตรการช่วยลดค่าครองชีพ ส่งธงฟ้า 4 เดือนรวด

เพื่อช่วยประชาชน พาณิชย์จะเร่งจัดมหกรรมธงฟ้าสินค้าราคาประหยัด จากเดิม 60 ครั้ง/ปี รวบเป็น 4 เดือน เริ่ม 23 มี.ค. – ส.ค. ของบเพิ่มให้ครบทุกจังหวัด รวมโครงการธงเขียวพลัส ปุ๋ยราคาถูก ขยายจาก 10 เป็น 50 จังหวัด ครอบคลุมข้าว มันสำปะหลัง ข้าวโพด เลี้ยงสัตว์ ปาล์ม ผลไม้

ช่วง 4-21 มี.ค. รับร้องเรียน 4,178 ครั้ง ตรวจหัวจ่ายน้ำมัน สายด่วน 1569 และพาณิชย์จังหวัด พบผิดแค่ไม่กี่ราย แสดงว่าระบบยังดีครับ

กรมพัฒนาธุรกิจการค้า จัดสินค้าเอาส์แบรนด์ราคาถูก

อีกข่าวดี กรมพัฒนาธุรกิจการค้าชวนห้าง ผู้ผลิต สภาหอการค้า ทำโครงการไทยช่วยไทย นำสินค้าเฮ้าส์แบรนด์และแบรนด์ทางเลือก เช่น สบู่ แชมพู ผงซักฟอก ยาสีฟัน ข้าวสาร น้ำตาล น้ำปลา น้ำมันพืช ซอส บะหมี่กึ่ง อาหารกระป๋อง มาขายราคาถูก โดยลดค่าการตลาด ขายผ่านห้างและร้านรายย่อยเครือข่ายพาณิชย์ เริ่มเม.ย. 2 เดือน ผู้ผลิตต้องส่งรายการภายในสัปดาห์นี้ครับ

โดยรวมแล้ว พาณิชย์ จ่อเพิ่มสินค้าควบคุม 12 รายการ ถือเป็นมาตรการเชิงรุกที่ดี ช่วยสกัดราคาไม่ให้พุ่ง แต่ประชาชนก็ควรติดตามสต็อกและใช้สินค้าอย่างประหยัดนะครับ ในมุมผม นโยบายนี้จะช่วยให้ค่าครองชีพนิ่งได้อีกพักใหญ่ โดยเฉพาะธงฟ้าที่เร่งจัดแบบนี้ สุดยอดเลย! คุณล่ะคิดยังไงกับมาตรการนี้ ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลยครับ ติดตามข่าวเศรษฐกิจอัปเดตต่อเนื่องที่นี่นะ

ที่มา – พาณิชย์ จ่อเพิ่มสินค้าควบคุม อีก 12 รายการ บะหมี่กึ่งฯ ยังไม่ขึ้นราคา พร้อมส่ง ธงฟ้า 4 เดือนรวด

พาณิชย์ ยันกำกับดูแลราคาสินค้า 59 รายการ

ในช่วงที่ราคาน้ำมันและค่าครองชีพปรับตัวสูงขึ้น กระทรวงพาณิชย์ได้ออกมาประกาศชัดเจน พาณิชย์ ยันกำกับดูแลราคาสินค้า 59 รายการ อย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันผู้ค้าฉวยโอกาสขึ้นราคา สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชน โดยเฉพาะสินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวัน นอกจากนี้ยังมีมาตรการช่วยเหลืออย่าง “ธงฟ้า-ธงเขียว” เพื่อลดภาระค่าครองชีพให้กับทุกคน

พาณิชย์ ยันกำกับดูแลราคาสินค้า 59 รายการ

ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 กระทรวงพาณิชย์กำกับดูแลสินค้าอุปโภคบริโภคทั้งหมด 59 รายการอย่างใกล้ชิด แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก คือ

  • กลุ่มสินค้าควบคุมราคาเข้มงวด: สินค้าจำเป็นต่อการดำรงชีพ เช่น อาหารสำเร็จรูป บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาหารกระป๋อง นมพร้อมดื่ม (นมจืด) นมผงสำหรับเด็ก ปุ๋ยเคมี และอาหารสัตว์ ผู้ผลิตหรือผู้ขายที่อยากปรับราคาต้องขออนุญาตจากกระทรวงพาณิชย์ก่อน โดยพิจารณาต้นทุนและโครงสร้างราคาอย่างละเอียด
  • กลุ่มสินค้าควบคุมใกล้ชิด: ข้าวของเครื่องใช้ประจำวัน เช่น ผงซักฟอก แชมพู น้ำยาล้างจาน กระดาษชำระ ยารักษาโรคและเวชภัณฑ์ สามารถปรับราคาได้แต่ต้องแจ้งกระทรวงพาณิชย์ล่วงหน้า

การกำกับดูแลนี้ช่วยให้ราคาสินค้าไม่พุ่งสูงเกินจริง โดยเฉพาะในสถานการณ์ราคาน้ำมันโลกผันผวน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์สั่งการให้กรมการค้าภายในทบทวนรายการสินค้าใหม่ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เสนอคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการเพื่ออนุมัติ

มาตรการป้องกันฉวยโอกาสขึ้นราคา พาณิชย์ ยันกำกับดูแลราคาสินค้า 59 รายการ

กระทรวงพาณิชย์บูรณาการทำงานกับผู้ว่าราชการจังหวัด พาณิชย์จังหวัด และคณะกรรมการจังหวัด ลงพื้นที่ตรวจสอบตลาดทั่วประเทศ ตรวจราคาที่แสดง ดูสต็อกสินค้า ป้องกันการปฏิเสธขาย และยืนยันว่าสินค้ามีเพียงพอ โดยเฉพาะวันที่ 23-25 มีนาคม 2569 จะมีทีมผู้บริหารลงตรวจตลาดกรุงเทพฯ และปริมณฑล เพื่อเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

ประชาชนสามารถช่วยกันเฝ้าระวังได้ หากพบราคาไม่เป็นธรรมหรือสินค้าขาดแคลน สามารถแจ้งสายด่วน 1569 ได้ทันที กระทรวงจะดำเนินการตรวจสอบและลงโทษผู้กระทำผิดทันที

มาตรการธงฟ้า-ธงเขียว ลดค่าครองชีพประชาชน

เพื่อช่วยเหลือโดยตรง กระทรวงพาณิชย์ขยายโครงการ “ธงฟ้าราคาประหยัด” จุดขายสินค้าจำเป็นราคาพิเศษทั่วประเทศ ครอบคลุมจังหวัด อำเภอ ชุมชน ทำให้ประชาชนเข้าถึงสินค้าราคาถูก เช่น ผงซักฟอก สบู่ อาหารพื้นฐาน

ควบคู่กับ “ปุ๋ยธงเขียว” ลดต้นทุนปุ๋ยเคมีราคาพิเศษสำหรับเกษตรกรในฤดูผลิต ช่วยให้ราคาผลผลิตเกษตรไม่แพงเกินไป ส่งผลดีต่อค่าครองชีพโดยรวม

นอกจากนี้ ยังร่วมมือกับผู้ผลิตรายใหญ่และร้านค้าปลีก จัดสินค้าราคาพิเศษผ่านเครือข่ายรัฐและชุมชน เน้นกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้มีรายได้น้อย เด็ก และผู้สูงอายุ

ประโยชน์ของมาตรการธงฟ้า-ธงเขียว

  • ลดค่าใช้จ่ายสินค้าจำเป็นได้ถึง 10-20%
  • กระจายจุดขายทั่วถึง ทุกชุมชน
  • ช่วยเกษตรกรลดต้นทุน ลดราคาพืชผล
  • ป้องกันการกักตุนและเก็งกำไร

มาตรการเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการดูแลประชาชนท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจ โดยเฉพาะผลกระทบจากสถานการณ์โลก การกำกับดูแลราคาสินค้าอย่างต่อเนื่องจะช่วยรักษาเสถียรภาพราคา ทำให้ค่าครองชีพไม่สูงเกินไป

ในมุมมองของเรา มาตรการ พาณิชย์ ยันกำกับดูแลราคาสินค้า 59 รายการ นี้เป็นก้าวสำคัญที่ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนได้จริง หากประชาชนร่วมมือแจ้งเบาะแส จะยิ่งมีประสิทธิภาพมากขึ้น สุดท้ายแล้ว การมีราคาสินค้าที่เป็นธรรมคือฐานรากของเศรษฐกิจที่ยั่งยืน

เรียกร้องให้คุณ: หากพบราคาสินค้าผิดปกติ อย่าลังเล โทรสายด่วน 1569 ทันที เพื่อช่วยกันรักษาความเป็นธรรม!

ที่มา – พาณิชย์ ยันกำกับดูแลราคาสินค้า 59 รายการ กันฉวยโอกาสขึ้นราคา ออกมาตรการ ธงฟ้า-ธงเขียว ลดค่าครองชีพ

ชาวบ้านโอด! ค่าครองชีพพุ่ง หมู-ไก่-ไข่ พาเหรดขึ้นราคา

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามาคุยกันแบบเป็นกันเองเรื่องที่หลายบ้านกำลังปวดหัวสุดๆ นั่นคือค่าครองชีพพุ่ง หมู-ไก่-ไข่พาเหรดขึ้นราคากันถี่ยิบ ชาวบ้านโอดครวญกันยกใหญ่เลยนะครับ ล่าสุดเนื้อหมูแดงทะลุ 165 บาทต่อกิโลกรัม ไก่สดขยับขึ้น 10 บาท ไข่ไก่ปลีกแตะ 4 บาทต่อฟอง สวนทางกับกระทรวงพาณิชย์ที่ยังยืนยันตรึงราคาไว้ งงกันใช่มั้ยล่ะ มาดูกันว่าสถานการณ์เป็นยังไงบ้าง

ค่าครองชีพพุ่ง หมู-ไก่-ไข่ สาเหตุหลักจากอะไร

เรียกได้ว่าประชาชนอ่วมหนักจริงๆ ครับกับค่าครองชีพที่พุ่งสูง โดยเฉพาะอาหารสดอย่างหมู ไก่ ไข่ ที่ปรับราคาขึ้นต่อเนื่อง สาเหตุหลักมาจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง สงครามทำให้น้ำมันแพง ต้นทุนพลังงานและ運輸พุ่ง ห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกสะดุด ยิ่งไปกว่านั้น ราคาอาหารสัตว์อย่างข้าวโพด ถั่วเหลือง ก็แพงตาม ทำให้เกษตรกรเลี้ยงสัตว์ต้นทุนสูง ต้องผลักภาระมาที่ผู้บริโภคอย่างเราๆ นี่แหละครับ เศรษฐกิจชะลอตัวอยู่แล้ว ยิ่งมาเจอแบบนี้เข้าไป ครัวเรือนรายได้น้อยยิ่งลำบาก

อัปเดตราค่าครองชีพพุ่ง หมู-ไก่-ไข่ล่าสุดเดือนมีนาคม 2567

มาดูตัวเลขจริงกันเลยครับ จากข้อมูลกรมการค้าภายในและสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร พบว่าราคาขึ้นชัดเจน ดังนี้

  • ไก่สด: เนื้อไก่ชำแหละและน่องไก่ จาก 80-85 บาท/กก. ขึ้นเป็น 90-95 บาท/กก. ส่วนสะโพกไก่จาก 85-100 บาท ขึ้นเป็น 95-100 บาท/กก. ขึ้นเฉลี่ย 10 บาทเลยทีเดียว
  • เนื้อหมูแดง: พุ่งแรงมาก จาก 145-150 บาท/กก. ต้นเดือนมี.ค. ล่าสุด 150-165 บาท/กก. ขึ้น 5-15 บาท ราคาหมูหน้าฟาร์มที่นครปฐมก็จาก 56 เป็น 62 บาท/กก. แล้ว
  • ไข่ไก่เบอร์ 3: จาก 3.5-3.6 บาท/ฟอง ขึ้นเป็น 3.7-3.8 บาท/ฟอง หรือขึ้น 20 สตางค์ แผง 30 ฟองขึ้น 6 บาท แต่ร้านปลีกบางแห่งทะลุ 4 บาท/ฟองไปแล้ว ซื้อกินประจำยิ่งเจ็บตัว

ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนชัดว่าต้นทุนจากฟาร์มส่งผลถึงปลายทางจริงๆ ครับ แม้จะมีมาตรการช่วยเหลือ แต่ราคายังวิ่งไม่หยุด

สวนทางนโยบายกระทรวงพาณิชย์ตรึงราคา

ที่น่าโมโหคือ กระทรวงพาณิชย์ยืนยันว่ายังไม่มีการอนุมัติขึ้นราคา ขอความร่วมมือผู้ประกอบการตรึงราคาต่อ แต่ตัวเลขจริงจากหน่วยงานรัฐชี้ว่าสินค้าขึ้นแล้วนะครับ สร้างภาระให้ประชาชนมาก โดยเฉพาะในภาวะเงินเฟ้อและเศรษฐกิจไม่แน่นอน รัฐบาลควรมีมาตรการจริงจังกว่านี้ เช่น ช่วยลดต้นทุนอาหารสัตว์ สนับสนุนเกษตรกร หรือนำเข้าสินค้าราคาถูกแบบโปร่งใส

ทิปส์รับมือค่าครองชีพพุ่ง หมู-ไก่-ไข่แพง

ระหว่างรอรัฐช่วย เรามีทิปส์ช่วยตัวเองกันก่อนนะครับ

  • ซื้อตลาดสดตอนเช้า ได้ของสดราคาดี
  • เลือกซื้อชิ้นส่วนถูกอย่างเนื้อไก่น่องแทนสัน
  • เก็บไข่ในตู้เย็น ใช้ได้นาน ลดความถี่ซื้อ
  • หาโปรโมชั่นห้างสรรพสินค้า หรือซื้อจำนวนมากแบ่งกับเพื่อนบ้าน
  • หันมากินผักผลไม้ตามฤดูกาล ลดเนื้อสัตว์บ้างเพื่อสุขภาพและเงินในกระเป๋า

สถานการณ์แบบนี้ทำให้เราต้องปรับตัวกันเยอะเลยครับ แต่เชื่อว่าถ้ารัฐและเอกชนร่วมมือกัน จะผ่านไปได้ ผมคิดว่านโยบายตรึงราคาควรเข้มงวดกว่านี้ และช่วยเหลือเกษตรกรตั้งแต่ต้นน้ำ

แล้วคุณล่ะครับ เจอค่าครองชีพพุ่ง หมู-ไก่-ไข่แบบนี้ยังไง? มีสูตรอาหารอร่อยราคาถูกแนะนำมั้ย แชร์ในคอมเมนต์ด้านล่างเลยนะครับ จะได้ช่วยกันฝ่าวิกฤตนี้ไปด้วยกัน!

ที่มา – ชาวบ้านโอด! ค่าครองชีพพุ่ง หมู-ไก่-ไข่ พาเหรดขึ้นราคา สวนทางพาณิชย์ตรึงราคา

“อรรถพล” ยันพบความผิดบริษัทน้ำมันอ่างทอง ราคาสูงเกิน

ในช่วงที่สถานการณ์น้ำมันเชื้อเพลิงมีความผันผวน ผู้บริโภคหลายคนกังวลเรื่องการกักตุนและราคาที่สูงเกินจริง ล่าสุดมีข่าวสำคัญที่ “อรรถพล” ยันพบความผิดบริษัทน้ำมันที่จ.อ่างทอง ไม่รายงานใบกำกับขนส่ง จำหน่ายราคาสูงเกินกำหนด ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานได้สั่งการให้ตรวจสอบอย่างเข้มข้นทั่วประเทศ เพื่อปกป้องสิทธิผู้ใช้บริการ

“อรรถพล” ยันพบความผิดบริษัทน้ำมันที่จ.อ่างทอง ไม่รายงานใบกำกับขนส่ง จำหน่ายราคาสูงเกินกำหนด

วันที่ 22 มีนาคม 2569 นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้ออกมาประกาศสั่งการด่วน โดยมอบหมายให้พลังงานจังหวัด (พนจ.) ทั่วประเทศลงพื้นที่ตรวจสอบสถานีบริการน้ำมันและสถานที่เก็บรักษาน้ำมันทุกแห่งที่อยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวง เน้นย้ำให้รายงานผลการตรวจสอบเรื่องการกักตุนน้ำมันอย่างต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้เกิดช่องโหว่ในการเอารัดเอาเปรียบประชาชน

รายละเอียดความผิดเบื้องต้นที่พบในจังหวัดอ่างทอง

จากกรณีที่เกิดขึ้นในจังหวัดอ่างทอง เจ้าหน้าที่พบความผิดปกติของบริษัทน้ำมันแห่งหนึ่ง โดย “อรรถพล” ยันพบความผิดบริษัทน้ำมันที่จ.อ่างทอง ไม่รายงานใบกำกับขนส่ง จำหน่ายราคาสูงเกินกำหนด ขณะนี้อยู่ระหว่างตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติมว่ามีการกักตุนจริงหรือไม่ แต่สิ่งที่ชัดเจนคือการละเมิดกฎหมายใน 2 ประเด็นหลัก

  • ไม่รายงานใบกำกับการขนส่ง: ซึ่งเป็นเอกสารสำคัญที่ต้องแจ้งให้หน่วยงานทราบทุกครั้งที่มีการเคลื่อนย้ายน้ำมัน เพื่อติดตามปริมาณและป้องกันการผิดกฎหมาย
  • จำหน่ายน้ำมันในราคาสูงเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด: ทำให้ผู้บริโภคเสียเปรียบ โดยราคาต้องเป็นไปตามที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจปิโตรเลียม (กบง.) ประกาศ

หากผลตรวจสอบยืนยัน กระทรวงพลังงานจะร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด เพื่อเป็นเยี่ยงอย่างแก่ผู้ประกอบการรายอื่น

คำสั่งเร่งด่วนจากนายอรรถพล

นายอรรถพลได้กำชับพลังงานจังหวัดให้เกาะติดสถานการณ์อย่างใกล้ชิด รายงานผลทุกวัน จนกว่าจะเข้าสู่ภาวะปกติ โดยเน้นการตรวจสอบปั๊มน้ำมัน สถานีบริการ และโกดังเก็บน้ำมันทั่วประเทศ เพื่อป้องกันปัญหาการกักตุนที่อาจเกิดจากความต้องการที่เพิ่มสูงหรือปัจจัยภายนอก เช่น ความขัดแย้งระหว่างประเทศที่กระทบราคาน้ำมันโลก

“ผมได้สั่งการให้พลังงานจังหวัดทั่วประเทศติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและรายงานผลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง โดยจะมีการดำเนินการร่วมกับกระทรวงมหาดไทย พาณิชย์จังหวัด และเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อไม่ให้มีการกักตุน หรือการจำหน่ายในราคาที่สูงเกินควร ซึ่งกระทรวงพลังงานจะยังคงเกาะติดสถานการณ์เช่นนี้ไปจนกว่าจะกลับเข้าสู่สภาวะปกติ เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้บริโภค” นายอรรถพล กล่าว

การประสานงานระหว่างหน่วยงานรัฐ

เพื่อให้การตรวจสอบมีประสิทธิภาพ กระทรวงพลังงานจะร่วมมือกับหน่วยงานอื่นๆ ดังนี้

  • กระทรวงมหาดไทย: ผ่านองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นช่วยตรวจสอบพื้นที่
  • พาณิชย์จังหวัด: ดูแลเรื่องการกำหนดราคาสินค้าและปราบปรามการผูกขาด
  • เจ้าหน้าที่ตำรวจ: จัดการด้านกฎหมายและป้องกันการกระทำผิด

มาตรการนี้ไม่เพียงแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ยังช่วยเสริมระบบการกำกับดูแลระยะยาว โดยอ้างอิงพระราชบัญญัติควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543 และกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ซึ่งกำหนดโทษปรับสูงสุดหลายล้านบาทและจำคุกสำหรับผู้ฝ่าฝืน

จากประสบการณ์ในอดีต เช่น กรณีตรวจค้นปั๊มน้ำมันในปีก่อนๆ ที่พบการโกงมิเตอร์หรือปรับราคาเกิน พบว่าการลงพื้นที่อย่างต่อเนื่องช่วยลดปัญหาได้กว่า 70% ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ก็ให้ความร่วมมือเพราะกลัวบทลงโทษหนัก

สำหรับผู้บริโภค สถานการณ์นี้เป็นสัญญาณดีว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับราคาน้ำมันที่เป็นธรรม หากคุณพบปั๊มที่มีราคาสงสัยหรือมีพฤติกรรมน่าสงสัย สามารถแจ้งได้ที่สายด่วนพลังงาน 1364 หรือพลังงานจังหวัดใกล้บ้าน เพื่อช่วยกันรักษาความโปร่งใส

สุดท้าย การดำเนินการของนายอรรถพลครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการปกป้องประชาชนจากราคาน้ำมันที่ไม่สมเหตุสมผล ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นในระบบพลังงานของไทยได้อย่างยั่งยืน

ที่มา – “อรรถพล” ยันพบความผิดบริษัทน้ำมันที่จ.อ่างทอง ไม่รายงานใบกำกับขนส่ง จำหน่ายราคาสูงเกินกำหนด

“อรรถพล” สั่งพลังงานจังหวัดเกาะติดตรวจปั๊มและสถานที่เก็บน้ำมันทั่วประเทศ

สวัสดีเพื่อนๆ ทุกคน ในช่วงที่ราคาน้ำมันกำลังผันผวนแบบนี้ ข่าวดีมาบอกเลยว่า “อรรถพล” สั่งพลังงานจังหวัดเกาะติดตรวจปั๊มและสถานที่เก็บน้ำมันทั่วประเทศ แล้วนะ! นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ไม่รอช้า สั่งการด่วนให้พลังงานจังหวัด (พนจ.) ทั่วประเทศลงพื้นที่ตรวจสอบสถานีบริการน้ำมันและที่เก็บน้ำมันทุกแห่งอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันการกักตุนหรือขายแพงเกินจริง ซึ่งเป็นเรื่องที่ผู้บริโภคอย่างเรากังวลกันมากในช่วงนี้

“อรรถพล” สั่งพลังงานจังหวัดเกาะติดตรวจปั๊มและสถานที่เก็บน้ำมันทั่วประเทศ

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นวันที่ 20 มี.ค. 2569 โดยนายอรรถพลสั่งให้พนจ. รายงานผลการตรวจสอบการกักตุนน้ำมันอย่างต่อเนื่อง ไม่ปล่อยให้เรื่องบานปลาย ล่าสุดมีรายงานกรณีที่น่าสนใจในจังหวัดอ่างทอง ที่เจ้าหน้าที่พบความผิดเบื้องต้น เช่น ไม่รายงานใบกำกับการขนส่ง และขายน้ำมันในราคาสูงเกินกฎหมายกำหนด ขณะนี้อยู่ระหว่างตรวจสอบข้อเท็จจริง หากเข้าข่ายกักตุนจริง กระทรวงพลังงานจะร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ดำเนินคดีเต็มที่เลยทีเดียว เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่าง

ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญ? เพราะน้ำมันเป็นหัวใจของเศรษฐกิจไทยเลยนะ ไม่ว่าจะขนส่ง สินค้าอุปโภคบริโภค หรือชีวิตประจำวันของเรา ถ้ามีการกักตุนหรือขายแพง จะกระทบราคาสินค้าทุกอย่างขึ้นไปด้วย สถานการณ์แบบนี้มักเกิดช่วงราคาน้ำมันโลกปรับตัว ผู้ประกอบการบางรายอาจฉวยโอกาส แต่รัฐบาลไม่ยอม!

มาตรการเข้มงวดที่พลังงานจังหวัดจะดำเนินการ

นอกจาก “อรรถพล” สั่งพลังงานจังหวัดเกาะติดตรวจปั๊มและสถานที่เก็บน้ำมันทั่วประเทศ แล้ว ยังมีการประสานงานข้ามหน่วยงานด้วย เช่น ร่วมกับกระทรวงมหาดไทย พาณิชย์จังหวัด และตำรวจ เพื่อตรวจสอบแบบบูรณาการ นายอรรถพลย้ำชัดว่า “ผมได้สั่งการให้พลังงานจังหวัดทั่วประเทศติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและรายงานผลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง โดยจะมีการดำเนินการร่วมกับกระทรวงมหาดไทย พาณิชย์จังหวัด และเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อไม่ให้มีการกักตุน หรือการจำหน่ายในราคาที่สูงเกินควร ซึ่งกระทรวงพลังงานจะยังคงเกาะติดสถานการณ์เช่นนี้ไปจนกว่าจะกลับเข้าสู่สภาวะปกติ เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้บริโภค”

  • ลงพื้นที่ตรวจสถานีบริการน้ำมันและคลังเก็บน้ำมันทุกแห่ง
  • ตรวจสอบสต็อกน้ำมันและการเคลื่อนไหวสินค้า
  • สุ่มตรวจราคาจำหน่ายให้เป็นไปตามที่กำหนด
  • รายงานผลทุกวันเพื่อติดตามสถานการณ์แบบเรียลไทม์
  • ดำเนินคดีทันทีหากพบผิดกฎหมาย

มาตรการเหล่านี้จะช่วยให้ราคาน้ำมันคงที่ ผู้ใช้รถใช้ถนนอย่างเราจะได้ไม่ต้องจ่ายแพงเกินไป แถมยังป้องกันปัญหาขาดแคลนในพื้นที่ห่างไกลได้ดี ช่วงที่ผ่านมา เรเห็นตัวอย่างจากหลายประเทศที่การกักตุนนำไปสู่ความวุ่นวายใหญ่หลวง ถ้าไทยจัดการดีแบบนี้ ก็น่าจะเป็นตัวอย่างที่ดีเลย

นอกจากนี้ กระทรวงพลังงานยังเตรียมประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรู้สิทธิ์ในการร้องเรียน หากพบปั๊มน้ำมันราคาไม่เป็นธรรม สามารถแจ้งพนจ. หรือสายด่วน 1364 ได้ทันที ช่วยกันเฝ้าระวัง จะทำให้ระบบโปร่งใสยิ่งขึ้น

ในมุมมองของผม มาตรการนี้เป็นก้าวสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้ตลาดพลังงานไทย โดยเฉพาะในยุคที่พึ่งพาน้ำมันนำเข้าสูงขนาดนี้ ถ้าทุกฝ่ายร่วมมือกัน เราจะผ่านวิกฤตราคาน้ำมันไปได้แน่นอน คุณล่ะคิดยังไงกับการสั่งการของนายอรรถพล? ลองแชร์ประสบการณ์พบปั๊มขายแพงในคอมเมนต์ด้านล่าง แล้วติดตามบล็อกเราเพื่ออัปเดตข่าวพลังงานล่าสุดนะ!

ที่มา – “อรรถพล” สั่งพลังงานจังหวัดเกาะติดตรวจปั๊มและสถานที่เก็บน้ำมันทั่วประเทศ

พาณิชย์ เกาะติดราคาสินค้าทั่วไทย ย้ำสินค้ายังเพียงพอ

สวัสดีครับทุกท่าน ในช่วงที่สถานการณ์โลกมีความตึงเครียด โดยเฉพาะในตะวันออกกลางที่อาจส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันและสินค้าจำเป็น กระทรวงพาณิชย์ไม่ได้นิ่งนอนใจนะครับ พาณิชย์ เกาะติดราคาสินค้าทั่วไทย อย่างใกล้ชิด เพื่อให้แน่ใจว่าประชาชนเราจะไม่เดือดร้อนเรื่องค่าครองชีพ ล่าสุดมีการส่งเจ้าหน้าที่พาณิชย์จังหวัดทั่ว 76 จังหวัด ลงพื้นที่ตรวจสอบตั้งแต่วันที่ 5-18 มีนาคม 2569 แล้วครับ

พาณิชย์ เกาะติดราคาสินค้าทั่วไทย ตรวจกว่า 1,000 แห่ง

ผลการตรวจสอบเบื้องต้นน่าฟังมาก สินค้าอุปโภคบริโภคยังปกติ มีปริมาณเพียงพอ ไม่มีการกักตุนหรือปฏิเสธขายแต่อย่างใด ทีมพาณิชย์ได้ลงพื้นที่ตรวจสถานีบริการน้ำมัน 538 แห่ง ตลาดสด 97 แห่ง ห้างค้าส่งค้าปลีก 126 แห่ง และร้านปุ๋ย 244 แห่ง รวมทั้งหมด 1,005 แห่งทั่วประเทศ ราคาสินค้าก็สอดคล้องกับต้นทุน ไม่มีการปรับขึ้นแบบเอาเปรียบผู้บริโภค

พาณิชย์ เกาะติดราคาสินค้าทั่วไทย ตรวจสถานีน้ำมัน

พบผู้ฝ่าฝืนไม่ปิดป้ายราคา 5 ราย

ถึงแม้ภาพรวมจะดี แต่ก็ยังมีผู้ประกอบการบางรายที่ยังไม่เข้มงวด ในช่วง 5-18 มี.ค. พบการกระทำผิดไม่ปิดป้ายแสดงราคาสินค้าและบริการตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 รวม 5 ราย ใน 5 จังหวัด ได้แก่

  • ชุมพร
  • สระแก้ว
  • สกลนคร
  • อุบลราชธานี
  • เชียงราย

ทั้งหมดนี้นายทะเบียนได้ดำเนินคดีตามกฎหมายทันทีแล้วครับ พาณิชย์ย้ำชัด หากพบการเอาเปรียบผู้บริโภค จะจับกุมและลงโทษเด็ดขาด เพื่อความเป็นธรรมทางการค้า

เจ้าหน้าที่พาณิชย์ตรวจสอบราคาสินค้าในตลาด

นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังมีมาตรการเชิงรุกในการกำกับดูแลราคาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะสินค้าจำเป็นอย่างน้ำมัน ปุ๋ย อาหารและของใช้ประจำวัน ภายใต้สถานการณ์ไม่ปกติแบบนี้ การติดตามใกล้ชิดแบบพาณิชย์ เกาะติดราคาสินค้าทั่วไทย จะช่วยสร้างความมั่นใจให้ประชาชนได้อย่างแน่นอน

ช่องทางร้องเรียนหากพบการเอาเปรียบ

ถ้าพี่น้องประชาชนคนไหนพบเห็นผู้ค้าที่ไม่ปิดป้ายราคา ปรับราคาเกินจริง หรือกักตุนสินค้า สามารถแจ้งได้เลยนะครับ

  • สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569
  • สำนักงานพาณิชย์จังหวัดใกล้บ้าน

ทีมงานจะรีบลงพื้นที่ตรวจสอบทันที และหากผิดจริง จับดำเนินคดีแน่นอน ไม่รอช้า

การตรวจสอบห้างสรรพสินค้าและร้านปุ๋ย

ในมุมมองของผม การที่พาณิชย์ เกาะติดราคาสินค้าทั่วไทย แบบนี้ เป็นสัญญาณที่ดีว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับค่าครองชีพของประชาชนจริงๆ ช่วยลดความกังวลจากข่าวต่างประเทศได้เยอะ หากเราทุกคนช่วยกันแจ้งเบาะแส คงทำให้ตลาดไทยเป็นธรรมยิ่งขึ้น อย่าลืมแชร์ข่าวนี้ให้เพื่อนๆ รับรู้ด้วยนะครับ เพื่อให้ทุกคนเตรียมตัวได้ถูกต้อง

สุดท้ายนี้ เชื่อว่าด้วยมาตรการเข้มข้นแบบนี้ สินค้าจะยังคงเพียงพอและราคาไม่พุ่งกระฉูดแน่นอน ประชาชนเราอยู่กันแบบสบายใจได้เลย!

ที่มา – “พาณิชย์” เกาะติดราคาสินค้าทั่วไทย ย้ำสินค้ายังเพียงพอ เข้มพบเอาเปรียบจับทันที

เกษตรกรสวนมะพร้าวน้ำหอมยื่นหนังสือ ปชน. ขอแก้ราคาตกต่ำ

ในสถานการณ์ที่เกษตรกรสวนมะพร้าวน้ำหอมกำลังเผชิญปัญหาใหญ่หลวง ราคาผลผลิตตกต่ำอย่างน่าใจหาย ล่าสุดตัวแทนเกษตรกรได้เกษตรกรสวนมะพร้าวน้ำหอม ยื่นหนังสือ ปชน.เพื่อขอความช่วยเหลือจากพรรคประชาชนในการจี้รัฐบาลให้เร่งแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจัง โดยให้เวลาเพียง 30 วัน มิเช่นนั้นจะยกระดับการเคลื่อนไหวบุกทำเนียบรัฐบาล

เกษตรกรสวนมะพร้าวน้ำหอม ยื่นหนังสือ ปชน. เกิดอะไรขึ้น

วันที่ 19 มีนาคม 2567 ตัวแทนเกษตรกรจากสวนมะพร้าวน้ำหอมทั่วประเทศได้เดินทางมาที่อาคารรัฐสภา เพื่อยื่นหนังสือร้องเรียนต่อพรรคประชาชน (ปชน.) โดยมี ส.ส.อานุภาพ ลิขิตอำนวยชัย เขต 1 สมุทรสงคราม, ส.ส.บัญชีรายชื่อ สรศักดิ์ สมรไกรสรกิจ และนายเดชรัต สุขกำเนิด ผู้อำนวยการศูนย์นโยบายเพื่ออนาคต พรรคประชาชน เป็นผู้รับหนังสือ สถานการณ์ราคามะพร้าวน้ำหอมที่เคยเป็นสินค้าส่งออกหลักของไทย ตอนนี้ดิ่งลงเหลือเพียงลูกละ 3-4 บาท ซึ่งต่ำเกินกว่าจะทนไหว เกษตรกรต้องแบกรับภาระนี้มานาน 8 เดือนแล้ว

สาเหตุราคามะพร้าวน้ำหอมตกต่ำและการยื่นหนังสือ ปชน.

เกษตรกรสวนมะพร้าวน้ำหอมยื่นหนังสือ ปชน.เพราะรัฐบาลก่อนหน้านี้เคยรับปากว่าจะช่วยเหลือ เช่น ตั้งล้งกลางและนำมะพร้าวไปขายที่ปั๊มน้ำมัน แต่จนถึงตอนนี้ยังไม่เห็นผลเป็นรูปธรรม สิ่งที่เกษตรกรเผชิญคือต้นทุนการผลิตที่พุ่งสูงขึ้นจากราคาปุ๋ย ค่ายา และค่าแรงที่แพงขึ้นตามสถานการณ์โลก โดยเฉพาะสงครามในตะวันออกกลางที่ทำให้ราคาน้ำมันและปุ๋ยเคมีปรับตัวสูง ขณะที่ราคาขายผลผลิตกลับต่ำสุดขีด ทำให้หลายครอบครัวเกือบล้มละลาย

มะพร้าวน้ำหอมเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของไทย โดยเฉพาะจังหวัดสมุทรสงครามและพื้นที่ใกล้เคียงที่เป็นแหล่งปลูกหลัก สินค้านี้ส่งออกไปยังตลาดเอเชียและยุโรปจำนวนมาก แต่ปัจจุบันปัญหาน้ำมะพร้าวปลอมปนทั้งในและต่างประเทศ ทำให้ชื่อเสียงและราคาถูกกระทบหนัก เกษตรกรเรียกร้องให้รัฐมีมาตรการชัดเจนเพื่อปกป้องแบรนด์ไทย

ข้อเสนอแนะ 3 ข้อจากพรรคประชาชนหลังรับหนังสือ

นายเดชรัต สุขกำเนิด ในฐานะตัวแทนพรรคประชาชน ยืนยันว่าพรรคตระหนักถึงปัญหานี้มานาน และจะผลักดันเต็มที่ โดยเสนอข้อเรียกร้องต่อรัฐบาล 3 ข้อหลัก ดังนี้

  • รับซื้อเพื่อแปรรูปด่วน: หากการกระจายผ่านปั๊มน้ำมันไม่เวิร์ค รัฐควรรับซื้อผลผลิตทั้งหมด รวมถึงลูกเล็กๆ ที่ยังคุณภาพดี เพื่อนำไปแปรรูป ช่วยยกระดับราคาได้ทันที
  • ล้งกลางต้องชัดเจน: โครงการล้งกลางที่กระทรวงพาณิชย์พูดถึง ต้องกำหนดรูปแบบ ผู้รับผิดชอบ และ timeline ชัดเจน หากล่าช้าให้เกษตรกรมีส่วนร่วมออกแบบ เพื่อความเป็นธรรม
  • ยกระดับมาตรฐาน: รัฐบาลต้องร่วมมือกระทรวงเกษตรฯ และพาณิชย์ กวาดล้างน้ำมะพร้าวเทียม ยืนยันคุณภาพมะพร้าวน้ำหอมไทยอันดับหนึ่งของโลก

นอกจากนี้ พรรคประชาชนจะใช้วิถีทางในสภา เช่น อภิปราย ถามกระทรวง ส่งกรรมาธิการเกษตรและเศรษฐกิจ และตั้งกรรมาธิการวิสามัญเพื่อแก้ปัญหาราคาพืชผลทั้งระบบ โดยมะพร้าวน้ำหอมเป็น priority สูง

เกษตรกรขู่บุกทำเนียบหากราคาไม่ดีขึ้น

ตัวแทนเกษตรกรปิดท้ายด้วยการให้เวลารัฐบาล 30 วัน หากราคายังไม่ฟื้น จะขนมะพร้าวน้ำหอมจำนวนมหาศาลบุกทำเนียบรัฐบาล เพื่อต้อนรับนายกฯ และรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง การเคลื่อนไหวครั้งนี้สะท้อนความสิ้นหวังของเกษตรกรไทยที่รอคอยความช่วยเหลือมานาน

ปัญหาเกษตรกรสวนมะพร้าวน้ำหอมไม่ใช่แค่เรื่องราคา แต่เป็นสัญญาณเตือนว่าระบบเกษตรไทยต้องการการปฏิรูปใหญ่ เพื่อความยั่งยืน เกษตรกรคือฐานรากเศรษฐกิจ ต้องได้รับการปกป้องจากนโยบายที่ชัดเจนและทันท่วงที

ในมุมมองของเรา การแก้ปัญหานี้ต้องเริ่มจากสร้างตลาดที่มั่นคง ลดการพึ่งพาต่างประเทศ และส่งเสริมแปรรูปในประเทศ หากรัฐบาลละเลย อาจนำไปสู่วิกฤตเกษตรกรล้มละลายครั้งใหญ่ สนับสนุนเกษตรกรไทยด้วยการบริโภคสินค้าท้องถิ่น และติดตามข่าวสารเพื่อกดดันรัฐให้行动เร็วขึ้น คุณล่ะ คิดว่าปัญหานี้แก้ไขอย่างไร? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างเลย!

ที่มา – เกษตรกรสวนมะพร้าวน้ำหอม ยื่นหนังสือ ปชน. ขอช่วยจี้รัฐเร่งแก้ราคาตกต่ำ ขู่บุกทำเนียบฯ

กระทรวงมหาดไทยสั่งด่วนสำรวจพลังงานย้อนหลัง 7 วัน

สถานการณ์พลังงานเชื้อเพลิงในประเทศไทยกำลังเป็นที่จับตามองอย่างใกล้ชิด โดย กระทรวงมหาดไทยสั่งด่วนสำรวจพลังงานย้อนหลัง 7 วัน เพื่อให้มีข้อมูลครบถ้วนในการบริหารจัดการ ล่าสุด กระทรวงมหาดไทยได้ออกคำสั่งด่วนที่สุดไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 76 จังหวัดและนายอำเภอ 878 แห่งทั่วประเทศ ให้เร่งรัดสำรวจสถานีบริการน้ำมันในพื้นที่ โดยย้อนดูข้อมูลย้อนหลัง 7 วันจนถึงปัจจุบัน เพื่อพิจารณาแนวทางการกระจายน้ำมันให้ทั่วถึง

กระทรวงมหาดไทยสั่งด่วนสำรวจพลังงานย้อนหลัง 7 วัน

เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2569 เวลา 18.00 น. นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่าการสั่งการครั้งนี้มาจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่มอบหมายให้กระทรวงมหาดไทยบูรณาการร่วมกับกระทรวงพลังงานและกระทรวงพาณิชย์ เพื่อติดตามสถานการณ์พลังงานและป้องกันผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของประชาชน ก่อนหน้านี้ได้สั่งการให้อนุญาตรถบรรทุกน้ำมันผ่านได้ 24 ชั่วโมงแล้ว และคราวนี้เน้นการสำรวจข้อมูลละเอียด โดยต้องรายงานกลับภายใน 21.00 น. วันเดียวกัน

คำสั่งนี้ครอบคลุมการสำรวจสถานีบริการน้ำมันทุกแห่งในอำเภอ โดยรวบรวมข้อมูล 4 ประเด็นหลัก เพื่อให้เกิดความชัดเจนในการบริหารจัดการพลังงานเชื้อเพลิงทั่วประเทศ การดำเนินการนี้จะช่วยให้รัฐบาลมีภาพรวมที่แม่นยำ ในการตัดสินใจกระจายทรัพยากรน้ำมันไปยังพื้นที่ที่ขาดแคลน

4 ประเด็นหลักที่ต้องรายงานด่วน

  • 1. ปริมาณน้ำมันที่ได้รับ เปรียบเทียบกับภาวะปกติ ว่ามีเพิ่มขึ้นหรือลดลงเท่าใด พร้อมระบุเหตุผล เพื่อวิเคราะห์แนวโน้มการส่งมอบ
  • 2. ระบุชื่อสถานีบริการน้ำมันและสถานที่ตั้งอย่างชัดเจน เพื่อติดตามจุดที่อาจมีปัญหาเฉพาะพื้นที่
  • 3. ปริมาณการจำหน่ายน้ำมัน ที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงเท่าใด เพื่อประเมินความต้องการของผู้บริโภค
  • 4. พบปัญหาหรืออุปสรรคในการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงหรือไม่ และมาตรการแก้ไขที่ดำเนินการไปแล้ว เพื่อแก้ไขช่องโหว่ทันที

ผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอต้องกำกับดูแลอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ข้อมูลถูกต้องและครบถ้วน ซึ่งจะนำไปสู่การกระจายน้ำมันที่มีประสิทธิภาพ ป้องกันไม่ให้เกิดคอขวดในห่วงโซ่อุปทาน สถานการณ์พลังงานเชื้อเพลิงในขณะนี้ได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอก เช่น ความผันผวนของราคาน้ำมันโลก สงครามภูมิภาค และปัญหาการขนส่ง ทำให้รัฐบาลต้องเร่งมือในการรับมือ

ความสำคัญของการสำรวจพลังงานเชื้อเพลิง

กระทรวงมหาดไทยสั่งด่วนสำรวจพลังงานย้อนหลัง 7 วัน ไม่ใช่แค่การเก็บข้อมูล แต่เป็นกลไกสำคัญในการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจและสังคม หากขาดน้ำมัน รถยนต์หยุดนิ่ง การขนส่งสินค้าล่าช้า ส่งผลให้ราคาสินค้าพุ่งสูงขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกลที่พึ่งพาการขนส่งทางบก ประชาชนที่ใช้รถส่วนตัวหรือประกอบอาชีพขับรถ จะได้รับผลกระทบโดยตรง ขณะที่ธุรกิจค้าปลีก ห้างร้าน และโรงงานอุตสาหกรรมก็เสี่ยงขาดแคลนพลังงานในการดำเนินงาน

นอกจากนี้ กระทรวงมหาดไทยยังประสานกับตำรวจภูธรจังหวัด เพื่ออำนวยความสะดวกให้รถขนส่งน้ำมันเคลื่อนไหวได้ตลอด 24 ชั่วโมง แสดงให้เห็นถึงการบูรณาการข้ามหน่วยงานที่รวดเร็ว การติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดนี้ จะช่วยลดความเสี่ยงจากข่าวลือหรือการกักตุนน้ำมันที่อาจเกิดขึ้น

สำหรับประชาชนที่ได้รับผลกระทบ สามารถแจ้งผ่านสายด่วนศูนย์ดำรงธรรม 1567 ได้ฟรีตลอด 24 ชั่วโมง ช่องทางนี้จะช่วยให้ข้อมูลจากพื้นฐานล่างไหลขึ้นสู่ผู้บริหารระดับสูงอย่างรวดเร็ว

ในมุมมองของผู้เขียน การสั่งการครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการปกป้องประชาชนจากวิกฤตพลังงาน เป็นตัวอย่างที่ดีของการบริหารจัดการแบบ proactive ที่ไม่รอให้ปัญหารุนแรงกว่าจะแก้ไข หากทุกภาคส่วนร่วมมือกัน สถานการณ์น่าจะคลี่คลายได้เร็ว

หากคุณพบปัญหาการขาดแคลนน้ำมันในพื้นที่ แนะนำให้โทรแจ้ง 1567 ทันที เพื่อให้เจ้าหน้าที่ช่วยเหลือและปรับแผนกระจายน้ำมันได้อย่างเหมาะสม

ที่มา – กระทรวงมหาดไทยสั่งการด่วนที่สุดให้ทุกจังหวัด เร่งสำรวจสถานการณ์พลังงานเชื้อเพลิงย้อนหลัง 7 วัน

Scroll to top