ประเด็น “ชวน” กรีด กกต. จัดเลือกตั้งเสร็จแต่ล้มเหลว กลายเป็นเรื่องที่ได้รับความสนใจในแวดวงการเมืองไทย หลังนายชวน หลีกภัย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายถึงการทำงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. โดยชี้ว่า การจัดการเลือกตั้งให้เสร็จตามขั้นตอนอาจยังไม่เพียงพอ หากกระบวนการดังกล่าวไม่สามารถป้องกันการซื้อเสียง การทุจริต และการกระทำผิดที่เกี่ยวข้องได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นายชวนมองว่า หน้าที่ของ กกต. ไม่ได้มีเพียงการจัดคูหา เปิดหน่วยเลือกตั้ง นับคะแนน และประกาศผลเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการดูแลให้การแข่งขันทางการเมืองเป็นไปอย่างสุจริตและเที่ยงธรรมด้วย หากมีการซื้อเสียงหรือการทุจริตเกิดขึ้น แล้วผู้กระทำผิดยังคงลอยนวล ย่อมทำให้ประชาชนตั้งคำถามต่อความน่าเชื่อถือขององค์กรอิสระและระบบเลือกตั้งโดยรวม
“ชวน” กรีด กกต. จัดเลือกตั้งเสร็จแต่ล้มเหลว
สาระสำคัญของคำอภิปรายครั้งนี้อยู่ที่การแยกคำว่า “จัดเลือกตั้งสำเร็จ” ออกจากคำว่า “เลือกตั้งมีคุณภาพ” เพราะการเลือกตั้งที่เสร็จตามกำหนดเวลาอาจไม่ใช่การเลือกตั้งที่สะท้อนเจตจำนงของประชาชนอย่างแท้จริง ในมุมมองของนายชวน หากยังมีอิทธิพลทางการเมือง การใช้อำนาจรัฐ หรือระบบอุปถัมภ์เข้ามาแทรกแซง กระบวนการทั้งหมดก็อาจถูกมองว่าไม่เป็นธรรม แม้จะดำเนินการครบทุกขั้นตอนก็ตาม
“ชวน” กรีด กกต. จัดเลือกตั้งเสร็จแต่ล้มเหลว สะท้อนปัญหาอะไร
นายชวนกล่าวถึงประสบการณ์ที่ผ่านการเลือกตั้งมาหลายยุค ตั้งแต่ช่วงที่กระทรวงมหาดไทยมีบทบาทสำคัญในการจัดการเลือกตั้ง จนถึงการทำงานของ กกต. ชุดปัจจุบัน โดยเห็นว่าการเมืองไทยกำลังเผชิญปัญหาความสัมพันธ์แบบอุปถัมภ์และการแทรกแซงองค์กรอิสระ เมื่อผู้มีอำนาจทางการเมืองสามารถกดดันหรือโน้มน้าวเจ้าหน้าที่ได้ ความเป็นกลางของระบบก็อาจถูกตั้งข้อสงสัย
นอกจากนี้ นายชวนยังระบุว่า ก่อนหน้านี้ตนเองและแกนนำพรรคเคยทำหนังสือถึงเลขาธิการ กกต. ปลัดกระทรวงมหาดไทย และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เพื่อขอให้ข้าราชการวางตัวเป็นกลางทางการเมือง แต่กลับไม่ได้รับผลตามที่คาดหวัง โดยมีข้อกล่าวอ้างว่าข้าราชการบางส่วนเกรงใจฝ่ายการเมืองที่มีอำนาจ และมีผู้บริหารระดับสูงบางรายโทรศัพท์สั่งการให้ช่วยเหลือพรรคการเมืองขนาดใหญ่
อย่างไรก็ตาม ประเด็นเหล่านี้ยังเป็นข้อกล่าวหาและความคิดเห็นทางการเมือง ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายควรได้รับโอกาสชี้แจงตามกระบวนการที่เหมาะสม ขณะเดียวกัน หน่วยงานตรวจสอบก็ต้องทำงานบนพื้นฐานของพยานหลักฐาน ไม่ใช่ความรู้สึกหรือแรงกดดันจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เพื่อให้ประชาชนเห็นว่าการดำเนินคดีมีมาตรฐานเดียวกัน
ประเด็นฮั้วเลือก สว. และความรับผิดชอบทางการเมือง
อีกประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือคดีฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา หรือ สว. นายชวนเห็นว่า หากพิจารณาตามลำดับเวลาอย่างเป็นธรรม ไม่ควรกล่าวโทษนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีโดยตรงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนเข้ารับตำแหน่ง อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สังคมต้องการคำตอบคือ ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับขบวนการวางแผนทุจริต และความเชื่อมโยงของบุคคลที่ถูกกล่าวถึงในคดี
นายชวนยังเตือนผู้ที่เกี่ยวข้องว่า การปฏิเสธข้อเท็จจริงโดยไม่มีข้อมูลรองรับอาจทำให้สถานการณ์ซับซ้อนยิ่งขึ้น เพราะหากมีการกระทำผิดจริงแล้วให้การเท็จเพิ่มเติม ก็อาจนำไปสู่ข้อกล่าวหาหลายประการ การพิจารณาคดีจึงควรปล่อยให้ศาลและกระบวนการยุติธรรมตรวจสอบจากหลักฐานอย่างรอบด้าน โดยทุกฝ่ายควรเคารพคำวินิจฉัยและสิทธิของผู้ถูกกล่าวหา
ทางออกเพื่อกอบกู้ความเชื่อมั่นต่อ กกต.
นายชวนฝากกำลังใจไปยังบุคลากร กกต. กว่า 3,000 คนทั่วประเทศ ซึ่งมีหน้าที่สำคัญในการดูแลกระบวนการเลือกตั้ง พร้อมกล่าวถึงการจัดสรรงบประมาณปีนี้ประมาณ 2,700 ล้านบาท เงินจำนวนดังกล่าวควรถูกใช้เพื่อพัฒนาระบบตรวจสอบ เพิ่มความโปร่งใส และยกระดับการทำงานให้ประชาชนตรวจสอบได้ง่ายขึ้น
- เปิดเผยข้อมูลการจัดการเลือกตั้งและผลการตรวจสอบอย่างเป็นระบบ
- เร่งตรวจสอบข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการซื้อเสียงและการทุจริต
- คุ้มครองข้าราชการและเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นกลาง
- สื่อสารกับประชาชนด้วยข้อมูลที่ชัดเจนและตรวจสอบได้
- ดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดอย่างเท่าเทียม ไม่ว่าจะอยู่ฝ่ายใด
โดยสรุป ประเด็น “ชวน” กรีด กกต. จัดเลือกตั้งเสร็จแต่ล้มเหลว ไม่ได้สะท้อนเพียงความขัดแย้งระหว่างนักการเมืองกับองค์กรอิสระเท่านั้น แต่ยังชี้ให้เห็นความคาดหวังของประชาชนที่ต้องการเห็นการเลือกตั้งสุจริต โปร่งใส และตรวจสอบได้ การจัดเลือกตั้งให้เสร็จเป็นเพียงจุดเริ่มต้น สิ่งสำคัญกว่าคือการทำให้ทุกคะแนนเสียงมีความหมายและทำให้ผู้กระทำผิดไม่สามารถหลบเลี่ยงความรับผิดชอบได้ ในมุมมองของผู้เขียน กกต. ควรใช้เสียงวิจารณ์ครั้งนี้เป็นโอกาสปรับปรุงการทำงาน เพื่อกอบกู้ความเชื่อมั่นกลับคืนมาอย่างเป็นรูปธรรม


