นายก อบต.หนองหมี รีดเงิน แลกต่อสัญญา
กรณี นายก อบต.หนองหมี รีดเงิน จากพนักงานจ้าง กลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจ หลังเจ้าหน้าที่จากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ร่วมกับกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ และสำนักงาน ป.ป.ท. เข้าจับกุมผู้บริหารองค์การบริหารส่วนตำบลหนองหมี อำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ ภายในห้องทำงานตามหมายจับของศาล
ข้อมูลเบื้องต้นระบุว่า นายยศพนธ์ ศรีใสย์ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลหนองหมี ถูกกล่าวหาว่าเรียกรับเงินจากพนักงานจ้างรายละ 30,000 บาท โดยอ้างว่าเป็นเงินที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณาต่อสัญญาจ้าง พนักงานที่อยู่ในข่ายดังกล่าวมีประมาณ 28 ราย หากเรียกเก็บครบทุกคนจะคิดเป็นเงินรวมกว่า 840,000 บาท เหตุการณ์นี้ทำให้เกิดคำถามถึงความโปร่งใสในการบริหารงานบุคคลของหน่วยงานท้องถิ่น และการใช้อำนาจต่อรองกับลูกจ้างที่มีรายได้ไม่สูง
นายก อบต.หนองหมี รีดเงิน พนักงานจ้างอย่างไร
จากแนวทางการสืบสวน เจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. ได้รับแจ้งเบาะแสว่ามีการเรียกรับเงินจากเจ้าหน้าที่ในสังกัด อบต.หนองหมี เพื่อแลกกับการพิจารณาต่อสัญญาจ้าง ต่อมาเจ้าหน้าที่ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐาน ก่อนพบข้อมูลว่าในช่วงเดือนสิงหาคม 2569 มีการเรียกประชุมพนักงานจ้างที่กำลังจะหมดสัญญาในวันที่ 30 กันยายน 2569
การประชุมดังกล่าวมีการชี้แจงเกี่ยวกับการประเมินผลการปฏิบัติงาน รวมถึงเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องกับการต่อสัญญา อย่างไรก็ตาม มีข้อมูลว่าพนักงานที่ต้องการทำงานต่อถูกเรียกเก็บเงินรายละ 30,000 บาท ทำให้หลายคนเกิดความกังวล เพราะมองว่าการจ่ายเงินอาจเป็นเงื่อนไขสำคัญที่จะช่วยให้ตนเองได้รับการต่อสัญญา แม้ข้อกล่าวหาทั้งหมดจะยังอยู่ในขั้นตอนการดำเนินคดีและต้องพิสูจน์ตามกระบวนการยุติธรรม
นอกจากการเรียกเก็บเงินแล้ว ยังมีการกล่าวอ้างว่าพนักงานบางรายถูกกดดันให้เร่งนำเงินมาจ่ายภายในเวลาที่กำหนด หากไม่ดำเนินการอาจไม่ได้รับการพิจารณาต่อสัญญา หรืออาจมีการสรรหาบุคคลอื่นเข้ามาทำงานแทน รวมถึงอาจยุบเลิกภารกิจของบางตำแหน่ง คำพูดลักษณะนี้ทำให้ลูกจ้างจำนวนหนึ่งรู้สึกไม่มั่นคงและเกรงว่าจะสูญเสียรายได้ จึงอาจตัดสินใจจ่ายเงินเพื่อรักษาตำแหน่งงานของตนเองไว้
ปฏิบัติการจับกุมและของกลางในห้องทำงาน
หลังจากรวบรวมพยานหลักฐานแล้ว ป.ป.ช. ได้ประสานความร่วมมือกับ บก.ปปป. และ ป.ป.ท. เพื่อดำเนินการตามกฎหมาย เจ้าหน้าที่ได้ขอศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 3 ออกหมายจับและหมายค้น ก่อนเข้าจับกุมนายยศพนธ์ตามหมายจับ และเข้าตรวจค้นห้องทำงานของนายกองค์การบริหารส่วนตำบลหนองหมี
ระหว่างการตรวจค้น เจ้าหน้าที่พบเงินสดของกลางจำนวนหนึ่ง จึงตรวจยึดไว้เพื่อใช้ประกอบการสอบสวนและดำเนินคดี การจับกุมครั้งนี้มีเจ้าหน้าที่หลายหน่วยงานเข้าร่วม เพื่อให้การตรวจสอบเป็นไปอย่างรอบคอบและมีหลักฐานเพียงพอ โดยผู้ต้องหาถูกนำตัวพร้อมของกลางส่งให้พนักงานสอบสวน บก.ปปป. ดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป
- มีการกล่าวหาว่าเรียกรับเงินจากพนักงานจ้างรายละ 30,000 บาท
- พนักงานที่เกี่ยวข้องมีจำนวนประมาณ 28 ราย รวมมูลค่าที่ถูกกล่าวหาว่าจะเรียกรับกว่า 840,000 บาท
- มีการอ้างเรื่องการต่อสัญญา การสรรหาคนใหม่ และการยุบตำแหน่งเพื่อกดดันพนักงาน
- เจ้าหน้าที่ตรวจค้นห้องทำงานและยึดเงินสดบางส่วนไว้เป็นหลักฐาน
ข้อกล่าวหาตามกฎหมายและขั้นตอนต่อไป
เบื้องต้น เจ้าหน้าที่แจ้งข้อกล่าวหาหลายมาตรา โดยรวมถึงประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 148 ซึ่งเกี่ยวข้องกับเจ้าพนักงานที่ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบ เพื่อข่มขืนใจหรือจูงใจให้บุคคลมอบทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด มาตรา 149 กรณีเจ้าพนักงานเรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินโดยมิชอบ เพื่อกระทำการหรือละเว้นการกระทำในตำแหน่ง และมาตรา 157 กรณีปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต
นอกจากนี้ ยังมีการแจ้งข้อกล่าวหาตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172 และมาตรา 173 ทั้งนี้ การแจ้งข้อกล่าวหาเป็นเพียงขั้นตอนหนึ่งของกระบวนการยุติธรรม ผู้ถูกกล่าวหายังมีสิทธิต่อสู้คดีและนำพยานหลักฐานมาชี้แจงต่อพนักงานสอบสวน อัยการ และศาลตามลำดับ
เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบคดีเปิดเผยว่า พฤติการณ์ที่ถูกร้องเรียนมีลักษณะเอาเปรียบลูกจ้างซึ่งส่วนใหญ่มีรายได้จำกัด และการนำเรื่องการต่อสัญญามาใช้เป็นเงื่อนไขเรียกรับเงินอาจสร้างความเดือดร้อนให้กับผู้ปฏิบัติงานอย่างมาก พร้อมขอให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบหรือมีข้อมูลเกี่ยวกับการเรียกรับผลประโยชน์เข้าพบเจ้าหน้าที่ เพื่อให้ข้อมูลและช่วยตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยยืนยันว่าผู้เสียหายไม่ควรกลัวการถูกกดดันจากผู้บังคับบัญชา เพราะยังมีกฎหมายและหน่วยงานรัฐคอยคุ้มครองตามขั้นตอน
บทเรียนเรื่องความโปร่งใสในหน่วยงานท้องถิ่น
เหตุการณ์ นายก อบต.หนองหมี รีดเงิน เป็นตัวอย่างที่สะท้อนว่าการบริหารงานบุคคลในหน่วยงานรัฐควรตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน ตั้งแต่การประเมินผล การต่อสัญญา ไปจนถึงการสื่อสารกับพนักงาน หากมีการเรียกเก็บเงินหรือเสนอผลประโยชน์เพื่อแลกกับสิทธิในการทำงาน ย่อมส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของบุคลากรและประชาชนในพื้นที่
ประชาชนและพนักงานของรัฐควรเก็บหลักฐานที่เกี่ยวข้อง เช่น ข้อความสนทนา เอกสารการเรียกประชุม หลักฐานการโอนเงิน หรือรายละเอียดพยานบุคคล และนำส่งให้หน่วยงานตรวจสอบที่มีอำนาจโดยเร็ว อย่างไรก็ตาม ควรหลีกเลี่ยงการเผยแพร่ข้อมูลที่ยังไม่ได้รับการตรวจสอบ เพราะอาจกระทบต่อสิทธิของผู้เกี่ยวข้องและการดำเนินคดี
ท้ายที่สุด คดีนี้ต้องติดตามผลการสอบสวนและคำวินิจฉัยของศาลต่อไป สิ่งสำคัญคือหน่วยงานรัฐควรสร้างระบบต่อสัญญาที่ชัดเจน เปิดเผย และใช้เกณฑ์เดียวกันกับทุกคน เพื่อไม่ให้ลูกจ้างต้องตกอยู่ในภาวะจำยอม การทำงานภาครัฐจะได้รับความไว้วางใจมากขึ้นเมื่อทุกขั้นตอนตรวจสอบได้ และผู้พบเห็นความไม่ชอบมาพากลกล้าที่จะส่งเสียงผ่านช่องทางที่ถูกต้อง
ที่มา – แฉพฤติการณ์ นายก อบต.หนองหมี รีดเงิน มีขู่จะไม่ต่อสัญญา-ยุบตำแหน่ง ยังอ้างขาดงบประมาณ




