“อภิสิทธิ์” ฟาด “เอกนัฏ” ไหนบอกจะปรับโครงสร้างพลังงาน กลับทำตรงข้ามให้แบกรับหนี้
กลายเป็นประเด็นร้อนในรัฐสภา เมื่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ออกมาตั้งคำถามถึงกระทรวงพลังงาน โดยเฉพาะการทำงานของนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน ที่ก่อนหน้านี้ประกาศกร้าวว่าจะปฏิรูปโครงสร้างพลังงาน ทั้งราคาไฟฟ้าและราคาน้ำมัน แต่เมื่อเวลาผ่านไปกลับพบว่าสิ่งที่ทำนั้น “อภิสิทธิ์” ฟาด “เอกนัฏ” ไหนบอกจะปรับโครงสร้างพลังงาน กลับทำตรงข้ามให้แบกรับหนี้ อย่างชัดเจน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อค่าครองชีพของประชาชน
ถอยกลางซอยหรือสะดุดขาตัวเอง?
นายอภิสิทธิ์ได้ตั้งข้อสังเกตว่า เดิมทีกระทรวงพลังงานเคยสัญญาว่าจะยกเลิกการอ้างอิงราคาน้ำมันจากสิงคโปร์ เพื่อลดราคาหน้าโรงกลั่น แต่ในที่สุดกลับไม่มีการดำเนินการใดๆ ทั้งสิ้น แถมยังเลือกใช้วิธีนำเงินจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมาแบกรับภาระแทน ซึ่งสุดท้ายแล้วประชาชนก็ต้องเป็นผู้รับผิดชอบหนี้ก้อนนี้ในระยะยาว คำถามสำคัญคือเหตุใดถึงเลือกทำในสิ่งที่ตรงข้ามกับที่เคยพูดไว้ในสภาฯ การที่ “อภิสิทธิ์” ฟาด “เอกนัฏ” ไหนบอกจะปรับโครงสร้างพลังงาน กลับทำตรงข้ามให้แบกรับหนี้ จึงเป็นเรื่องที่สังคมกำลังจับตามองว่ามีความโปร่งใสจริงหรือไม่
- การตรวจสอบส่วนต่างของค่าการกลั่นที่ไม่มีความชัดเจน
- นโยบายค่าไฟฟ้าที่มองว่าคนใช้ไฟเกิน 400 หน่วยคือคนรวย ซึ่งในความเป็นจริงอาจเป็นเพียงครอบครัวขยายหรือร้านค้าเล็กๆ
- การปล่อยให้กองทุนน้ำมันติดลบสะสมและเป็นภาระหนี้สาธารณะของประชาชน
นอกจากนี้ ในส่วนของค่าไฟฟ้า รัฐบาลกลับผลักภาระไปให้ผู้ที่ใช้ไฟเกิน 400 หน่วย ด้วยตรรกะที่มองว่าเป็นคนมีฐานะ ซึ่งในความเป็นจริงนโยบายนี้สร้างความเดือดร้อนให้คนชั้นกลางและร้านค้าขนาดเล็กอย่างมาก โดยสรุปได้ว่าภาพความขึงขังที่แสดงออกต่อสภานั้น สวนทางกับผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงอย่างสิ้นเชิง
ท้ายที่สุด การบริหารงานด้านพลังงานไม่ใช่แค่เรื่องของการทำนโยบายเพื่อภาพลักษณ์ แต่คือความรับผิดชอบต่อปากท้องของคนทั้งประเทศ การที่ “อภิสิทธิ์” ฟาด “เอกนัฏ” ไหนบอกจะปรับโครงสร้างพลังงาน กลับทำตรงข้ามให้แบกรับหนี้ จึงเป็นการสะท้อนความล้มเหลวในการจัดทำนโยบายที่ยั่งยืน และเป็นการผลักภาระให้ประชาชนต้องแบกรับหนี้ที่ไม่ได้ก่อขึ้นเองโดยไม่จำเป็น
ที่มา – “อภิสิทธิ์” ฟาด “เอกนัฏ” ไหนบอกจะปรับโครงสร้างพลังงาน กลับทำตรงข้ามให้แบกรับหนี้


