กรณี ครูขับรถชนเด็กในโรงเรียน กลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจ หลังเกิดเหตุรถยนต์ชนเด็กนักเรียนชายบนถนนภายในโรงเรียนแห่งหนึ่ง จนได้รับบาดเจ็บและยังมีอาการเดินกะเผลก แม้เด็กจะกลับไปเรียนตามปกติแล้ว แต่ครอบครัวยังคงกังวลถึงผลกระทบระยะยาว โดยเฉพาะอาการบาดเจ็บที่ขา ค่าใช้จ่ายในการรักษา และความเป็นไปได้ที่อาจต้องเข้ารับการผ่าตัดในอนาคต
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นช่วงเย็นวันที่ 11 มิถุนายน 2569 โดยมีคลิปจากกล้องวงจรปิดเผยให้เห็นจังหวะที่เด็กนักเรียนเดินออกมาจากบริเวณพุ่มไม้ ขณะเดียวกันรถยนต์ที่มีครูเป็นผู้ขับกำลังเคลื่อนผ่านถนนภายในโรงเรียน จึงเกิดการชนขึ้นอย่างกะทันหัน ภาพดังกล่าวทำให้สังคมตั้งคำถามถึงความปลอดภัยในพื้นที่โรงเรียน และการใช้รถยนต์บนเส้นทางที่มีนักเรียนเดินอยู่เป็นจำนวนมาก
ครูขับรถชนเด็กในโรงเรียน เกิดอะไรขึ้น
จากข้อมูลที่ลงพื้นที่ตรวจสอบ ถนนบริเวณเกิดเหตุเป็นถนนลาดยางกว้างประมาณ 5 เมตร มีลักษณะเป็นเนินเล็กน้อย ตั้งแต่ประตูทางเข้าโรงเรียนไปจนถึงอาคารเรียน ขณะเกิดเหตุมีต้นไม้และพุ่มไม้สูงประมาณ 160 เซนติเมตร ใบและกิ่งก้านแผ่ออกมาบดบังทัศนวิสัยบางส่วน ต่อมาทางโรงเรียนได้ตัดต้นไม้ดังกล่าวออกแล้ว เพื่อช่วยลดจุดอับสายตาและเพิ่มความปลอดภัยให้กับนักเรียน ครู และผู้ปกครอง
หลังเกิดเหตุ โรงเรียนได้แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง พร้อมทำหน้าที่เป็นคนกลางให้ทั้งสองฝ่ายพูดคุยกัน อย่างไรก็ตาม การเจรจายังไม่สามารถหาข้อยุติได้ เนื่องจากมีความเห็นแตกต่างกันเกี่ยวกับจำนวนเงินเยียวยาและเงื่อนไขการดูแลเด็กในระยะยาว ขณะเดียวกัน โรงเรียนได้รายงานเรื่องตามลำดับไปยังหน่วยงานต้นสังกัด และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาลำปาง-ลำพูนเตรียมเรียกคู่กรณีทั้งสองฝ่ายมาเจรจาอีกครั้ง
มุมของครูผู้ขับรถในเหตุการณ์
ครูผู้ขับรถไม่ได้ให้สัมภาษณ์โดยตรง เนื่องจากอยู่ระหว่างรอการเจรจาและคำแนะนำจากผู้บังคับบัญชา แต่มีการชี้แจงว่าไม่ได้เพิกเฉยหรือปฏิเสธความรับผิดชอบ หลังเกิดเหตุได้ลงไปดูอาการของเด็กตั้งแต่ช่วงแรก ติดตามเด็กไปโรงพยาบาล ไปเยี่ยมที่บ้าน และสอบถามอาการผ่านครูที่ปรึกษาอย่างต่อเนื่อง
ฝ่ายครูมองว่าเหตุการณ์อาจเกิดจากความสุดวิสัย และเชื่อว่าภาพจากกล้องวงจรปิดจะช่วยให้เห็นลำดับเหตุการณ์อย่างชัดเจน ในการพูดคุยครั้งก่อน ผู้ปกครองเรียกค่าเยียวยาประมาณ 500,000 บาท ขณะที่ครูเสนอเงินช่วยเหลือเบื้องต้น 100,000 บาท ต่อมามีการเจรจาผ่านคนกลางและครูแจ้งว่าสามารถช่วยได้ประมาณ 50,000 บาท แต่ทั้งสองฝ่ายยังไม่สามารถตกลงกันได้
มุมของพ่อและความกังวลเรื่องอนาคต
นายทวีศักดิ์ อายุ 52 ปี ซึ่งเป็นบิดาของเด็ก เปิดเผยว่า ปัจจุบันลูกชายกลับไปเรียนตามปกติแล้ว แต่ยังเดินกะเผลก ความกังวลสำคัญคือไม่ทราบว่าอาการจะหายเป็นปกติหรือไม่ และในอนาคตจะต้องรักษาหรือผ่าตัดเพิ่มเติมหรือเปล่า นอกจากนี้ ครอบครัวยังห่วงว่าการบาดเจ็บครั้งนี้อาจส่งผลต่อการใช้ชีวิตและความฝันของเด็ก หากต้องการสอบเข้ารับราชการตำรวจหรือทหาร ซึ่งจำเป็นต้องผ่านการทดสอบสมรรถภาพร่างกาย
ผู้เป็นพ่อระบุว่า โรงเรียนควรเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับเด็กทุกคน การขับรถเข้าไปภายในโรงเรียนจึงควรใช้ความระมัดระวังสูงสุด เพราะเด็กอาจเดินหรือวิ่งออกมาโดยไม่ทันคาดคิด การนำเรื่องราวไปเผยแพร่ในสื่อสังคมออนไลน์มีเป้าหมายเพื่อให้สังคมรับรู้ และต้องการให้กรณีนี้เป็นบทเรียนสำหรับโรงเรียนอื่นในการปรับปรุงเส้นทางจราจร จุดอับสายตา และมาตรการควบคุมรถภายในสถานศึกษา
ประเด็นที่ยังต้องหาทางออกร่วมกัน
หัวใจสำคัญของเรื่องนี้ไม่ใช่เพียงจำนวนเงิน 500,000 บาท แต่รวมถึงค่าใช้จ่ายในการรักษาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต การติดตามอาการ การฟื้นฟูร่างกาย และผลกระทบต่อการเรียนหรือการใช้ชีวิตของเด็ก ทั้งสองฝ่ายจึงควรนำเอกสารทางการแพทย์ ใบเสร็จค่ารักษา และความเห็นจากแพทย์มาใช้ประกอบการเจรจา เพื่อให้การเยียวยามีความเหมาะสมและตรวจสอบได้
- ควรประเมินอาการบาดเจ็บและแนวทางรักษาโดยแพทย์อย่างต่อเนื่อง
- ควรรวบรวมหลักฐาน เช่น คลิปกล้องวงจรปิด ภาพสถานที่ และเอกสารค่ารักษา
- โรงเรียนควรตรวจสอบจุดอับสายตาและกำหนดความเร็วรถภายในพื้นที่
- ควรมีผู้ไกล่เกลี่ยหรือผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายช่วยให้ข้อมูลแก่ทั้งสองฝ่าย
- ควรสื่อสารกันด้วยความระมัดระวัง โดยให้ความสำคัญกับสิทธิและความปลอดภัยของเด็ก
สำหรับเหตุ ครูขับรถชนเด็กในโรงเรียน การหาข้อยุติควรตั้งอยู่บนข้อเท็จจริง ความปลอดภัย และประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นหลัก การเจรจาที่เปิดเผยและมีหลักฐานรองรับจะช่วยลดความขัดแย้ง พร้อมทำให้ทุกฝ่ายเห็นแนวทางรับผิดชอบที่เหมาะสมมากขึ้น ขณะเดียวกัน โรงเรียนทั่วประเทศควรใช้เหตุการณ์นี้เป็นบทเรียนในการจัดระบบจราจร แยกเส้นทางรถกับทางเดิน และกำหนดมาตรการป้องกันอุบัติเหตุอย่างจริงจัง
สุดท้ายแล้ว ขอให้คู่กรณีสามารถพูดคุยกันได้ด้วยความเข้าใจ และร่วมกันหาทางออกที่คุ้มครองอนาคตของเด็กมากที่สุด เพราะความปลอดภัยในโรงเรียนเป็นหน้าที่ของทุกคน ไม่ใช่ความรับผิดชอบของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงลำพัง
ที่มา – ฟัง 2 มุม ปมครูขับรถชนเด็กในโรงเรียน พ่อเรียก 5 แสน ยังตกลงกันไม่ได้




