ฟิจิประกาศภาวะฉุกเฉินระดับชาติ หลังพบจำนวนผู้ติดเชื้อเอชไอวีเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จนกลายเป็นวิกฤตด้านสาธารณสุขที่รัฐบาลจำเป็นต้องเร่งจัดการอย่างเป็นระบบ สถานการณ์ครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่าเชื้อเอชไอวียังคงเป็นปัญหาสำคัญ แม้หลายประเทศจะมีความก้าวหน้าในการตรวจและรักษาอย่างต่อเนื่องก็ตาม
ฟิจิเป็นประเทศหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งกำลังเผชิญการเพิ่มขึ้นของผู้ติดเชื้อเอชไอวีแบบก้าวกระโดด โดยในปี 2568 มีการตรวจพบผู้ติดเชื้อรายใหม่ประมาณ 2,016–2,060 ราย รัฐบาลประเมินว่าประชากรวัยผู้ใหญ่ราว 1 คนในทุก 60 คนติดเชื้อเอชไอวี เพิ่มขึ้นอย่างมากจากเมื่อ 5 ปีก่อน ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 1 คนในทุก 167 คน
ฟิจิประกาศภาวะฉุกเฉินระดับชาติจากยอดผู้ติดเชื้อที่เพิ่มขึ้น
การตัดสินใจ ฟิจิประกาศภาวะฉุกเฉินระดับชาติ เกิดขึ้นหลังคณะรัฐมนตรีมีมติให้ยกระดับการรับมือ โดยรัฐบาลมองว่าการดำเนินงานในระดับการระบาดทั่วไปไม่เพียงพออีกต่อไป การประกาศดังกล่าวจะช่วยเปิดทางให้หน่วยงานด้านสาธารณสุข องค์กรชุมชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำงานร่วมกันได้รวดเร็วขึ้น ทั้งด้านการตรวจหาเชื้อ การป้องกัน และการรักษา
ข้อมูลจากโครงการร่วมแห่งสหประชาชาติว่าด้วยเอชไอวีและเอดส์ หรือ UNAIDS ระบุว่า ฟิจิมีผู้ติดเชื้อเอชไอวีประมาณ 9,100 คนในปี 2568 แต่มีเพียงร้อยละ 39 ที่ทราบสถานะการติดเชื้อของตนเอง ขณะเดียวกัน มีผู้ติดเชื้อเพียงร้อยละ 22 ที่เข้าถึงยาต้านไวรัส เมื่อเปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่อยู่ที่ประมาณร้อยละ 78 จะเห็นได้ว่าฟิจิยังมีช่องว่างด้านบริการสุขภาพอีกมาก
สาเหตุสำคัญที่ทำให้วิกฤตเอชไอวีรุนแรงขึ้น
จำนวนผู้ติดเชื้อเอชไอวีรายใหม่ในฟิจิเพิ่มขึ้นถึง 12 เท่าในช่วงปี 2553–2568 ทำให้ประเทศกลายเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีอัตราการเพิ่มขึ้นของผู้ติดเชื้อรวดเร็วที่สุดในโลก ผู้เชี่ยวชาญระบุว่าปัจจัยสำคัญไม่ได้เกิดจากสาเหตุเดียว แต่เป็นผลจากหลายปัญหาที่ซ้อนทับกัน ได้แก่
- การใช้ยาเมทแอมเฟตามีนและยาเสพติดชนิดฉีดเพิ่มขึ้น
- การใช้เข็มและกระบอกฉีดยาร่วมกัน ซึ่งเพิ่มโอกาสรับเชื้อเข้าสู่กระแสเลือด
- การมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ปลอดภัยและการใช้ถุงยางอนามัยไม่สม่ำเสมอ
- การเข้าถึงบริการตรวจเอชไอวีและการรักษาที่ยังจำกัด
- การตีตราทางสังคม ทำให้หลายคนไม่กล้าเข้ารับการตรวจหรือเปิดเผยสถานะ
- ความรู้ด้านสุขภาพและความเข้าใจเกี่ยวกับการป้องกันโรคที่ยังไม่ทั่วถึง
ผู้เชี่ยวชาญยังกล่าวถึงพฤติกรรมที่เรียกว่า “Bluetoothing” หรือ “hotspotting” ซึ่งเกี่ยวข้องกับการฉีดเลือดของผู้ที่อยู่ในอาการมึนเมาจากยาเสพติดเข้าสู่ร่างกาย โดยบางกรณีอาจใช้เข็มร่วมกัน พฤติกรรมดังกล่าวมีความเสี่ยงสูงต่อการแพร่เชื้อเอชไอวี รวมถึงโรคติดต่อทางเลือดอื่น ๆ
ปัญหาอีกด้านคือการขาดแคลนหรือเข้าถึงเข็มฉีดยาสะอาดได้ยาก เมื่อผู้ใช้ยาเสพติดไม่มีอุปกรณ์ที่ปลอดภัย ก็มีแนวโน้มใช้เข็มซ้ำหรือแบ่งปันกับผู้อื่น รัฐบาลฟิจิจึงเตรียมจัดตั้งโครงการแจกเข็มและกระบอกฉีดยา เพื่อช่วยลดการแพร่เชื้อ พร้อมเตรียมเสนอแก้ไขกฎหมายต่อรัฐสภาให้สามารถดำเนินโครงการได้อย่างถูกต้อง
มาตรการเร่งด่วนหลังฟิจิประกาศภาวะฉุกเฉินระดับชาติ
รัฐบาลเตรียมขยายบริการตรวจหาเชื้อเอชไอวีให้เข้าถึงประชาชนมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง พร้อมเพิ่มช่องทางให้ผู้ติดเชื้อเริ่มการรักษาได้เร็วที่สุด การใช้ยาต้านไวรัสอย่างต่อเนื่องไม่เพียงช่วยควบคุมปริมาณเชื้อในร่างกาย แต่ยังลดโอกาสแพร่เชื้อให้ผู้อื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ ยังมีการให้ความสำคัญกับหญิงตั้งครรภ์ เนื่องจากข้อมูลระบุว่าหญิงตั้งครรภ์ประมาณ 1 ใน 50 คนติดเชื้อเอชไอวี และมีทารกเสียชีวิตจากภาวะแทรกซ้อนที่เกี่ยวข้องกับเชื้อเพิ่มขึ้น การตรวจตั้งแต่เริ่มฝากครรภ์ การให้ยาตามแนวทางแพทย์ และการติดตามทารกอย่างใกล้ชิด จึงเป็นมาตรการที่ช่วยลดการถ่ายทอดเชื้อจากแม่สู่ลูกได้
ผู้เชี่ยวชาญคาดว่าอาจต้องใช้เวลามากกว่า 5 ปีในการควบคุมการแพร่ระบาด เนื่องจากระบบสาธารณสุขของฟิจิต้องรองรับทั้งผู้ป่วยในโรงพยาบาลและผู้ป่วยนอกที่เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกัน การแก้ปัญหาให้ยั่งยืนจำเป็นต้องทำงานร่วมกับชุมชน องค์กรพัฒนาเอกชน และกลุ่มผู้มีประสบการณ์ตรง เพื่อให้บริการต่าง ๆ เข้าถึงผู้คนโดยไม่สร้างความอับอายหรือการเลือกปฏิบัติ
การที่ ฟิจิประกาศภาวะฉุกเฉินระดับชาติ เป็นสัญญาณเตือนว่าปัญหาเอดส์ยังไม่สิ้นสุด และสถานการณ์สามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว ประเทศอื่น ๆ จึงควรลงทุนกับระบบตรวจคัดกรอง การรักษาที่เข้าถึงง่าย การให้ความรู้ และมาตรการลดอันตรายจากการใช้ยาเสพติดอย่างจริงจัง สำหรับประชาชน การป้องกันเริ่มต้นได้จากการใช้ถุงยางอนามัย ไม่ใช้เข็มร่วมกับผู้อื่น และเข้ารับการตรวจเมื่อมีความเสี่ยง
วิกฤตครั้งนี้ไม่ควรถูกมองด้วยความหวาดกลัวหรือตำหนิผู้ติดเชื้อ แต่ควรใช้เป็นโอกาสสร้างระบบสุขภาพที่เปิดกว้างและช่วยให้ทุกคนเข้าถึงการตรวจและรักษาได้อย่างเท่าเทียม หากฟิจิเดินหน้ามาตรการอย่างต่อเนื่อง พร้อมได้รับความร่วมมือจากชุมชนและนานาชาติ ก็ยังมีโอกาสชะลอการแพร่ระบาดและปกป้องคนรุ่นต่อไปได้
ที่มา – ฟิจิประกาศภาวะฉุกเฉินระดับชาติ วิกฤตเอชไอวีพุ่ง พบผู้ติดเชื้อก้าวกระโดด


