สเตอร์ลิงยอมรับขับรถอันตรายหลังชนบนมอเตอร์เวย์
ราฮีม สเตอร์ลิง อดีตนักฟุตบอลทีมชาติอังกฤษ ยอมรับข้อกล่าวหาขับรถอย่างอันตรายบนถนนมอเตอร์เวย์ ก่อนเกิดอุบัติเหตุรถ Lamborghini Urus พุ่งชนประตูเหล็กในเมืองแฮมป์เชียร์ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อช่วงเช้าของวันที่ 28 พฤษภาคม และทำให้เขาต้องเข้ารับการพิจารณาคดีที่ศาล Basingstoke Magistrates’ Court
นอกจากข้อหาขับรถอันตรายแล้ว สเตอร์ลิงยังยอมรับว่าครอบครองไนตรัสออกไซด์เพื่อสูดดมอย่างไม่ถูกต้อง รวมถึงไม่ยินยอมให้ตัวอย่างเลือดเพื่อนำไปตรวจวิเคราะห์ โดยตำรวจพบกระป๋องไนตรัสออกไซด์จำนวน 6 กระป๋องภายในรถ เหตุการณ์ดังกล่าวได้รับความสนใจอย่างมาก เนื่องจากสเตอร์ลิงเป็นนักฟุตบอลชื่อดังที่เคยลงเล่นให้ทีมชาติอังกฤษถึง 82 นัด
สเตอร์ลิงยอมรับขับรถอันตรายหลังชนบนมอเตอร์เวย์
ในชั้นศาล สเตอร์ลิงให้การรับสารภาพว่าเขาขับรถ Lamborghini อย่างอันตรายบนเส้นทาง M25, M3, A327 และถนน Minley ก่อนจะเสียหลักออกจากถนนแล้วชนเข้ากับประตูเหล็กและโครงสร้างริมทางในจุดพักรถ รายงานจากศาลระบุว่า รถของเขาเคลื่อนเข้าไปใกล้เกาะกลางถนนบนเส้นทาง M3 ก่อนออกจากถนนที่ทางแยก 4A และเบี่ยงออกนอกเส้นทาง A327
ตำรวจได้รับแจ้งหลายครั้งเกี่ยวกับรถที่ขับอย่างน่ากังวลในช่วงเวลาประมาณ 07.45-08.52 น. ตามเวลาท้องถิ่น พยานรายหนึ่งเล่าว่าเห็นรถ Lamborghini เปลี่ยนเลนไปมาอย่างรวดเร็วและไม่ปลอดภัย ขณะที่พยานอีกคนสังเกตเห็นผู้ขับขี่กำลังสูดดมจากลูกโป่งสีขาว ตอนแรกเธอเข้าใจว่าเป็นถุงลมนิรภัยที่พองออก แต่ภายหลังจึงพบว่าเป็นลูกโป่ง
รายละเอียดคดีขับรถอันตรายของสเตอร์ลิง
เมื่อเจ้าหน้าที่เดินทางไปถึงจุดเกิดเหตุ สเตอร์ลิงอยู่ที่เบาะผู้โดยสารของรถ และมีกระป๋องไนตรัสออกไซด์สองกระป๋องวางอยู่บนตัก ตำรวจระบุว่าไม่มีรถคันอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องกับอุบัติเหตุครั้งนี้ และไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บ เหตุการณ์จึงเป็นอุบัติเหตุรถยนต์คันเดียว แต่ลักษณะการขับขี่ก่อนเกิดเหตุทำให้เจ้าหน้าที่ต้องดำเนินคดีอย่างจริงจัง
สเตอร์ลิงยอมทำการตรวจวัดแอลกอฮอล์เบื้องต้นข้างถนน และผลออกมาเป็นลบ นอกจากนี้ การตรวจสารเสพติดเบื้องต้นไม่พบกัญชาหรือโคเคน อย่างไรก็ตาม การประเมินที่ศูนย์สอบสวนของตำรวจ Basingstoke ระบุว่าเขาอยู่ในภาวะที่อาจส่งผลต่อความสามารถในการขับรถ เจ้าหน้าที่จึงขอตัวอย่างเลือดเพื่อการตรวจสอบเพิ่มเติม แต่การเก็บตัวอย่างเลือดจำเป็นต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าตัว และสเตอร์ลิงไม่ได้ให้ความยินยอมดังกล่าว
คดีนี้สะท้อนให้เห็นว่า การตรวจเบื้องต้นที่ไม่พบแอลกอฮอล์หรือสารบางชนิด ไม่ได้หมายความว่าการขับขี่นั้นปลอดภัยเสมอไป ผู้ขับรถต้องมีสมาธิ มีสติ และควบคุมรถได้ตลอดเวลา โดยเฉพาะเมื่อเดินทางบนมอเตอร์เวย์ที่มีความเร็วสูง การเปลี่ยนเลนกะทันหันหรือการใช้สารที่กระทบต่อสภาพร่างกายอาจสร้างอันตรายต่อทั้งผู้ขับขี่และผู้ใช้ถนนคนอื่น
สถานะของสเตอร์ลิงหลังขึ้นศาล
สเตอร์ลิง ซึ่งเคยเล่นให้เชลซี อาร์เซนอล และแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ปัจจุบันยังไม่มีสโมสรต้นสังกัด หลังจากช่วงล่าสุดเขาเล่นให้เฟเยนูร์ดในลีกเอเรดิวิซีของเนเธอร์แลนด์ แต่ลงสนามให้ทีมเพียง 8 นัด ก่อนหน้านั้นเขาใช้เวลาสี่ฤดูกาลกับเชลซี และลงเล่นในลีก 59 นัด ขณะที่ช่วงเวลาที่แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เขาคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก 4 สมัย
อดีตดาวเตะลิเวอร์พูลย้ายไปแมนเชสเตอร์ ซิตี้ในปี 2015 และสร้างชื่อเสียงจากความเร็ว การเคลื่อนที่ และการทำประตู นอกจากผลงานในสนาม เขายังได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ MBE ในปี 2021 จากผลงานด้านความเท่าเทียมทางเชื้อชาติในวงการกีฬา ดังนั้น ข่าวคดีความครั้งนี้จึงแตกต่างจากภาพลักษณ์ด้านฟุตบอลและงานสังคมที่หลายคนคุ้นเคย
ในระหว่างการพิจารณาคดี มีรายงานว่าสเตอร์ลิงนั่งฟังการดำเนินคดีอย่างตั้งใจ ศาลอนุญาตให้เขาได้รับการประกันตัวโดยไม่มีเงื่อนไข และมีนัดกลับมาศาลอีกครั้งในวันที่ 25 พฤศจิกายน ระหว่างนี้เขาถูกสั่งห้ามขับรถ การตัดสินลงโทษขั้นสุดท้ายจะขึ้นอยู่กับกระบวนการของศาลและรายละเอียดทั้งหมดที่นำเสนอในคดี
บทเรียนจากเหตุการณ์ของสเตอร์ลิง
เหตุการณ์ที่สเตอร์ลิงยอมรับขับรถอันตรายหลังชนบนมอเตอร์เวย์เป็นเครื่องเตือนใจว่า ชื่อเสียงหรือสถานะทางสังคมไม่ได้ทำให้ใครได้รับการยกเว้นจากกฎหมายจราจร ทุกคนที่อยู่หลังพวงมาลัยมีหน้าที่ต้องรักษาความปลอดภัยของตนเองและผู้อื่น การขับรถด้วยความเร็วเหมาะสม ไม่ใช้สารที่ทำให้ความสามารถลดลง และไม่ฝืนขับเมื่อร่างกายหรือจิตใจไม่พร้อม เป็นหลักปฏิบัติที่ช่วยลดความเสี่ยงได้อย่างมาก
สำหรับผู้ใช้รถทั่วไป สิ่งสำคัญคืออย่าประเมินสถานการณ์จากความมั่นใจของตนเองเพียงอย่างเดียว หากรู้สึกมึนงง ง่วง หรือมีอาการที่อาจรบกวนสมาธิ ควรหยุดพักและหาทางเดินทางรูปแบบอื่น การเห็นรถขับส่าย เปลี่ยนเลนกะทันหัน หรือมีพฤติกรรมผิดปกติบนมอเตอร์เวย์ ก็ควรรักษาระยะห่างและแจ้งเจ้าหน้าที่เมื่อสามารถทำได้อย่างปลอดภัย
คดีนี้ยังอยู่ในกระบวนการยุติธรรม และควรรอติดตามข้อมูลจากศาลอย่างเป็นทางการ อย่างไรก็ตาม เรื่องราวดังกล่าวเป็นข้อคิดชัดเจนว่า ความปลอดภัยบนท้องถนนต้องมาก่อนความรีบเร่งเสมอ หากบทความนี้มีประโยชน์ อย่าลืมแชร์ให้คนใกล้ตัว เพื่อช่วยกันสร้างวัฒนธรรมการขับขี่ที่รับผิดชอบมากขึ้น
ที่มา – ไม่พบหัวข้อ






