วัน: 16 สิงหาคม 2025

ฮัลล์ยื่นโอกาส วิลเลียมส์ คืนสนามหลังพัก 20 เดือน

ฮัลล์ ซิตี้ เซ็นสัญญากับแบรนดอน วิลเลียมส์ อดีตกองหลังแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ด้วยสัญญาระยะเวลา 1 ปี พร้อมออปชั่นขยายสัญญาเพิ่มอีก 12 เดือน

ดาวเตะวัย 24 ปีรายนี้ซึ่งประเดิมสนามกับแมนฯ ยูไนเต็ด เมื่อปี 2019 ห่างหายจากวงการฟุตบอลไป 20 เดือนหลังจากหมดสัญญายืมตัวกับอิปสวิช ทาวน์ ในฤดูกาล 2023-24

ในช่วงเวลานั้น วิลเลียมส์ถูกตัดสินจำคุก 14 เดือน โดยรอลงอาญา 2 ปี หลังจากถูกตัดสินว่าขับรถโดยประมาท

หลังจากใช้เวลาฝึกซ้อมช่วงปรีซีซั่นกับทีมเสือและสร้างความประทับใจในการอุ่นเครื่องในบ้านกับซันเดอร์แลนด์และเกตาเฟ่ วิลเลียมส์ได้รับการมอบโอกาสกลับคืนสู่สนามโดยเซอร์เกจ ยาคิโรวิช หัวหน้าโค้ช

ฟูลแบ็กรายนี้กล่าวว่ามันเป็นเส้นทางที่ยากลำบากในการกลับคืนสู่ทีมระดับอาชีพหลังจากที่ห่างหายจากกีฬาระดับสูง

“รู้สึกดีที่ได้กลับมาอยู่ในสภาพแวดล้อมของทีมและกลับมาลงสนาม” เขากล่าวกับเว็บไซต์สโมสรฮัลล์ ซิตี้ “ทุกคนให้การต้อนรับเป็นอย่างดี มันเป็นช่วงเวลาที่ดี แต่ผมมีความสุขที่ได้อยู่ที่นี่และสามารถมุ่งเน้นไปที่ฟุตบอลได้”

“ผมได้คุยกับผู้จัดการทีมอย่างตรงไปตรงมา เราทราบดีว่ามันจะต้องเป็นกระบวนการเพื่อให้กลับมาฟิตสมบูรณ์หลังจากที่หายไปนาน เป็นเวลา 20 เดือนแล้วที่ผมไม่ได้เล่นหรือมีส่วนร่วมกับทีม”

“ผมซาบซึ้งในความซื่อสัตย์ของผู้จัดการทีม ตอนนี้ขึ้นอยู่กับผมแล้วที่จะต้องทำงานหนักและลงเล่นให้ได้มากที่สุด”

วิลเลียมส์กล่าวว่าเขากลับมาเล่นฟุตบอลในที่ที่แตกต่างจากที่ที่เขาจากมา

“มันยากมาก [การพักจากการเล่นฟุตบอล] ทั้งทางจิตใจและร่างกาย มันเป็นเส้นทางที่ยาวนาน แต่บางทีอาจเป็นสิ่งที่ผมต้องการ ตอนนี้ผมกลับมาที่นี่ในฐานะคนที่แตกต่างออกไป” เขากล่าว

“ผมเติบโตขึ้นมากและพร้อมที่จะมุ่งเน้นไปที่ฟุตบอล ผมคิดถึงมัน ผมกระหาย ผมดุดัน ผมรู้ว่าผมสามารถนำคุณภาพอะไรมาสู่ทีมได้ ทันทีที่ผมกลับไปสู่จุดนั้น ผมมั่นใจว่าผมจะเป็นทรัพย์สินของทีม”

ฮัลล์ยื่นโอกาส วิลเลียมส์ คืนสนามหลังพัก 20 เดือน

การกลับมาของแบรนดอน วิลเลียมส์ สร้างความตื่นเต้นให้กับแฟนบอลฮัลล์ ซิตี้ เป็นอย่างมาก หลังจากที่เขาหายหน้าหายตาไปนานถึง 20 เดือน การเซ็นสัญญาครั้งนี้ถือเป็นความเสี่ยงที่น่าสนใจของสโมสร เนื่องจากวิลเลียมส์ยังมีศักยภาพที่จะพัฒนาได้อีกมาก หากเขาสามารถเรียกความฟิตกลับมาได้ และปรับตัวเข้ากับระบบของทีมได้

ฮัลล์ยื่นโอกาสให้วิลเลียมส์: ความท้าทายใหม่

อย่างไรก็ตาม การกลับมาของวิลเลียมส์ ก็มาพร้อมกับความท้าทายหลายประการ ประการแรกคือเรื่องของสภาพร่างกาย เขาต้องใช้เวลาในการเรียกความฟิตกลับมาให้ทัดเทียมกับเพื่อนร่วมทีม ประการที่สองคือเรื่องของสภาพจิตใจ เขาต้องปรับตัวให้เข้ากับการใช้ชีวิตแบบนักฟุตบอลอาชีพอีกครั้ง หลังจากที่ห่างหายไปนาน

  • การปรับตัวเข้ากับเพื่อนร่วม
  • เรียกความฟิต
  • พิสูจน์ตัวเอง

แม้ว่าจะมีอุปสรรคมากมาย แต่หากวิลเลียมส์สามารถเอาชนะความท้าทายเหล่านี้ได้ เขาจะเป็นผู้เล่นคนสำคัญของฮัลล์ ซิตี้ อย่างแน่นอน ด้วยทักษะและความสามารถที่มี เขาจะช่วยยกระดับเกมรับของทีมให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น และช่วยให้ทีมประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่ตั้งไว้

แฟนบอลฮัลล์ ซิตี้ ต่างคาดหวังว่า วิลเลียมส์จะสามารถกลับมาโชว์ฟอร์มเก่งได้อีกครั้ง และช่วยให้ทีมประสบความสำเร็จในฤดูกาลนี้ การเซ็นสัญญาครั้งนี้ถือเป็นเรื่องราวที่น่าติดตาม และเป็นแรงบันดาลใจให้กับนักฟุตบอลคนอื่นๆ ที่กำลังเผชิญกับความยากลำบาก

สุดท้ายนี้ การที่ฮัลล์ ซิตี้ ยื่นโอกาสให้ วิลเลียมส์ ถือเป็นการแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในศักยภาพของนักเตะ และความมุ่งมั่นที่จะสร้างทีมที่แข็งแกร่งเพื่อต่อสู้ในลีกแชมเปี้ยนชิพ

ที่มา – Hull offer Williams route back after 20 months out

ทวิวงศ์ อัดงบฯ ต้านโกง ทุ่มสัมมนา เสี่ยงกินหัวคิว

“ทวิวงศ์ โตทวิวงศ์” สส.อยุธยา ชำแหรกร่างงบประมาณ 2569 ชี้ งบประมาณ“ทวิวงศ์” อัดงบฯ ต้านโกง กลับมีงบประมาณกว่า 500 ล้านบาท ทุ่มไปกับโครงการอบรมสัมมนา ที่เสี่ยงกลายเป็น งบสำหรับ “กินหัวคิว”

วันที่ 15 สิงหาคม 2568 ที่อาคารรัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ 2569 วาระที่ 2 และ 3 นายทวิวงศ์ โตทวิวงศ์ สส.อยุธยา พรรคประชาชน ได้กล่าวอภิปรายในมาตรา 37 งบประมาณรายจ่ายสำหรับแผนงานบูรณาการ ว่าหลายคนอาจสงสัยหรืออาจจะไม่ทราบว่าจริงๆ ประเทศไทย มีการตั้งงบประมาณเพื่อ “การต่อต้านทุจริต” ในชื่อว่า แผนบูรณาการการต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ ซึ่งมีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. เป็นเจ้าภาพในการจัดสรรงบประมาณและยังมีหน่วยงานต่างๆ ของรัฐ เข้ามาเสนอของบประมาณกับแผนบูรณาการนี้

แต่ทำไมเรายังคงเห็นข่าวทุจริตอยู่ทุกวัน จากทั้งสื่อออนไลน์และโทรทัศน์ คำตอบนั้นคือ เพราะแผนการใช้งบประมาณที่ เป้าไม่ถึง เป้าไม่ตรง และเป้าดีมีไม่พอ

นายทวิวงศ์ กล่าวต่อว่า เป้าไม่ถึง คือ เป้าหมายหรือตัวชี้วัดที่ แผนบูรณาการต้านทุจริตนี้ได้ตั้งเอาไว้ โดยตั้ง corruption perception index หรือดัชนีการรับรู้การทุจริต เรียกง่ายๆ ว่า CPI ซึ่งเป็นดัชนีหรือตัวชี้วัดที่ทั่วโลกยอมรับกัน

แต่ ป.ป.ช. ตั้งเป้าหมายไว้สูงตลอดแต่ไม่เคยทำให้ดัชนีการรับรู้ทุจริตของไทยนั้นถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้เลย อย่างปีล่าสุดที่มีการประเมิน ปี 2567 ตั้งเป้าหมาย ไว้ว่าต้องได้อันดับหนึ่งใน 51 แต่สุดท้ายกลับรั้งอันดับ 107 และหวังจะได้คะแนน 53 คะแนน แต่ทำได้จริงแค่ 34 คะแนน และหลายปีที่ผ่านมา ไทยกลับได้คะแนนเพียงครึ่งเดียวของเป้าหมายที่ตั้งไว้โดยตลอด

ข้อสังเกตที่สำคัญอีกอย่างคือ ป.ป.ช. ยังใช้ตัวชี้วัดของไทยเราเองอย่าง การประเมิน ITA หรือการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสของหน่วยงานรัฐ แต่ที่น่าสนใจคือ มีค่าเฉลี่ยดีขึ้นทุกปี สวนทางกันกับการประเมินที่ต่างประเทศยอมรับ และนั่นเป็นเพราะเป้าไม่ตรง ที่เป้าหมายของเราไม่ตรงกับการแก้ปัญหาทุจริตที่ควรจะเป็น เพราะในรายละเอียด งบในแผนบูรณาการต่อต้านการทุจริตฯ นั้น มีทั้งหมดกว่า 961 ล้านบาท แต่งบประมาณส่วนใหญ่หมดไปกับการอบรมสัมมนา กว่า 52% หรือกว่า 500 ล้านบาท และยังเป็นงบที่เพิ่มขึ้นทุกปี

ตัวอย่างน่าสนใจ คือ กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งเป็นหน่วยงานที่คอยสนับสนุน อบจ. เทศบาล อบต. ต่างๆ แต่งบประมาณที่ขอมาในแผนบูรณาการการต้านทุจริตฯ กลับมีแต่ “งบอบรมสัมมนาล้วนๆ” กว่า 26 ล้านบาท แค่ค่าอาหารในโครงการอบรมสัมมนา ก็มีมากกว่า 9 ล้านบาท ค่าที่พักอีก 7.5 ล้านบาท

คำถามคือ การอบรมแบบนี้จะช่วยให้ กรณีอย่าง “เสาไฟกินรี” หายไปจากการจัดซื้อจัดจ้างของท้องถิ่นหรือไม่

นายทวิวงศ์ จึงกล่าวว่า ตนเองขอเสนอ ให้ควรจัดทำเป็น “งบอุดหนุน” ให้ท้องถิ่นทั่วประเทศ ได้ทำ “ระบบถ่ายทอดสดการประชุมสภาท้องถิ่น” เพื่อเปิดเผยข้อมูลในสภาท้องถิ่นว่า นำภาษีของประชาชนไปใช้อะไรบ้าง และยังส่งผลให้ท้องถิ่นไม่ต้องกังวลว่า งบประมาณการเปิดถ่ายทอดสด จะเบียดบังงบประมาณของท้องถิ่นเอง

ส่วนประเด็นต้องสงสัยมากที่สุด คือ “งบอบรมสัมมนา” ที่เสี่ยงมาก ที่จะเป็น “งบกินหัวคิว” แต่กลับมี งบอบรมกว่า 500 ล้านบาท อยู่ใน งบแผนบูรณาการฯ ต่อต้านการทุจริต ซึ่งมันกลับหัวกลับหาง ไม่ใช่ว่างบอบรมปลูกฝังจิตสำนึกไม่ควรมี แต่ถ้ามันมากเกินจน อาจส่งผลให้เป้าที่ดีมีไม่พอ

เพราะเป้าหมายที่ดี ที่ควรจะมี คือ ระบบเปิดเผยข้อมูล และงบทำระบบตรวจสอบ จึงเป็นเหตุผลที่ตนเองต้องขอเสนอ ปรับลดงบประมาณกว่า 500 ล้านบาท ในส่วนที่เป็นงบฯ อบรมสัมมนา ออกจาก งบประมาณแผนบูรณาการต้านทุจริต

ทวิวงศ์ อัดงบฯ ต้านโกง

ทำไมงบประมาณต้านโกงถึงกลายเป็นประเด็น “ทวิวงศ์” อัดงบฯ ต้านโกง

การที่ สส.ทวิวงศ์ ออกมาวิพากษ์วิจารณ์งบประมาณต้านโกงนี้ แสดงให้เห็นถึงความกังวลเกี่ยวกับการใช้จ่ายงบประมาณที่ไม่ตรงจุด และอาจนำไปสู่การทุจริตคอร์รัปชันเสียเอง การจัดสรรงบประมาณจำนวนมากให้กับการอบรมสัมมนา ในขณะที่ระบบตรวจสอบและเปิดเผยข้อมูลยังไม่แข็งแกร่ง อาจเป็นช่องทางให้เกิดการใช้งบประมาณที่ไม่โปร่งใสได้

การใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพและโปร่งใสเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการต่อต้านการทุจริต การพิจารณาและปรับปรุงงบประมาณให้สอดคล้องกับเป้าหมายที่แท้จริงของการต่อต้านการทุจริต จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน และทำให้การแก้ไขปัญหาทุจริตเป็นไปอย่างยั่งยืน

เราควรสนับสนุนให้มีการตรวจสอบการใช้งบประมาณอย่างเข้มงวด และส่งเสริมให้มีการเปิดเผยข้อมูลเพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบได้ เพื่อให้ “ทวิวงศ์” อัดงบฯ ต้านโกง เป็นไปอย่างถูกต้องโปร่งใส นอกจากนี้ การลงทุนในระบบตรวจสอบและเปิดเผยข้อมูล จะช่วยลดโอกาสในการทุจริตและสร้างสังคมที่โปร่งใสมากยิ่งขึ้น

ดังนั้น การที่“ทวิวงศ์” อัดงบฯ ต้านโกง ควรได้รับการพิจารณาอย่างจริงจัง เพื่อให้งบประมาณที่ใช้ไป เกิดประโยชน์สูงสุดในการต่อต้านการทุจริตอย่างแท้จริง และสร้างสังคมที่โปร่งใสและเป็นธรรม

ที่มา – “ทวิวงศ์” อัดงบฯ ต้านโกง ทุ่ม 500 ล้าน ไปกับโครงการสัมมนา ที่เสี่ยงเป็นงบกินหัวคิว