วัน: 31 สิงหาคม 2025

“ภูมินทร์” ใช้เอกสิทธิ์ ไม่โหวต “ชัยเกษม”

“ภูมินทร์” สส.ศรีสะเกษ พรรคเพื่อไทย ขอใช้เอกสิทธิ์ สส. ไม่โหวต “ชัยเกษม” เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 พร้อมยก 2 เหตุผล นโยบายล้มเหลว-ปมคลิปเสียง “อิ๊งค์” ต้องรับผิดชอบ เสียสละไม่เป็นแกนนำตั้งรัฐบาล

วันที่ 31 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าภายหลัง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) พรรคเพื่อไทย 5 คน ทยอยออกจากกลุ่มไลน์พรรค โดยคาดว่าจะไปสนับสนุน นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 นั้น เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา นพ.ภูมินทร์ ลีธีระประเสริฐ สส.ศรีสะเกษ เขต 4 พรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในนั้น ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า เลือกที่จะใช้เอกสิทธิ์ สส. ไม่โหวต “ชัยเกษม” เป็นนายกรัฐมนตรี พร้อมระบุเหตุผลการตัดสินใจที่เพิ่งเกิดขึ้นนี้ ว่า

1. พรรคเพื่อไทยบริหารประเทศมา 2 ปี นโยบายต่างๆ ที่รัฐบาลพรรคเพื่อไทยแถลงไว้แทบจะไม่สามารถปฏิบัติได้เป็นผล โดยเฉพาะราคาข้าว ราคามันสำปะหลัง ราคาวัว ตกต่ำเป็นอย่างมาก

2. จากเหตุการณ์คลิป Uncle หลุด และเหตุปะทะตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะที่อำเภอกันทรลักษ์ ประชาชนได้รับบาดเจ็บล้มตาย เดือดร้อนกันอย่างแสนสาหัส นั่นหมายถึงรัฐบาลบริหารความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้ไม่ดีพอ

“มาถึงฟางเส้นสุดท้ายคือคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ให้ท่านนายกฯ มีความผิด ส่งผลให้พ้นจากตำแหน่ง”

นพ.ภูมินทร์ เผยต่อไป สิ่งเหล่านี้ทำให้ต้องกลับมาคิดอย่างจริงจังว่า ตนเองและรัฐบาลพรรคเพื่อไทยนั้นควรต้องมีส่วนแสดงความรับผิดชอบต่อพี่น้องประชาชน และควรจะต้องเสียสละไม่เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ไม่เป็นนายกรัฐมนตรี ไม่ฉุดลากประเทศให้ตกต่ำ เดือดร้อนเสียหายไปมากกว่านี้ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง อันจะนำไปสู่การยุบสภาเพื่อให้ประชาชนได้มีส่วนกำหนดอนาคตของตัวเองอีกครั้งในเร็ววัน

“นี่คือเหตุผลที่ผมจะไม่สนับสนุนให้คุณชัยเกษม นิติสิริ เข้ามาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีครับ”

“ภูมินทร์” ใช้เอกสิทธิ์ สส.ไม่โหวต “ชัยเกษม” ยก 2 เหตุผล เพื่อไทยต้องรับผิดชอบ

จากกรณีที่ นพ.ภูมินทร์ ลีธีระประเสริฐ สส.ศรีสะเกษ พรรคเพื่อไทย ประกาศ“ภูมินทร์” ใช้เอกสิทธิ์ สส.ไม่โหวต “ชัยเกษม” เป็นนายกรัฐมนตรี ได้สร้างความฮือฮาในแวดวงการเมืองเป็นอย่างมาก การตัดสินใจครั้งนี้ เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสข่าวความขัดแย้งภายในพรรคเพื่อไทย และความพยายามในการจัดตั้งรัฐบาลผสม สิ่งที่ นพ.ภูมินทร์ ได้เน้นย้ำคือความรับผิดชอบต่อประชาชน และผลกระทบจากนโยบายที่ผ่านมาของพรรค

เหตุผลเบื้องหลังการไม่โหวต “ชัยเกษม”

เหตุผลหลักที่ นพ.ภูมินทร์ ยกขึ้นมานั้น มี 2 ประการที่สำคัญ คือ

  • ความล้มเหลวของนโยบาย: นพ.ภูมินทร์ ชี้ให้เห็นว่า นโยบายที่พรรคเพื่อไทยได้แถลงไว้ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ไม่สามารถปฏิบัติได้จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องราคาผลผลิตทางการเกษตร เช่น ข้าว มันสำปะหลัง และวัว ที่ตกต่ำอย่างมาก
  • ปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ: เหตุการณ์คลิป Uncle หลุด และความขัดแย้งตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในการบริหารประเทศของรัฐบาล

นอกจากนี้ คำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญที่ส่งผลให้นายกฯ พ้นจากตำแหน่ง ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ นพ.ภูมินทร์ ต้องกลับมาทบทวนบทบาทของตนเองและพรรคเพื่อไทย

ประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณาคือ การใช้เอกสิทธิ์ สส. ของ นพ.ภูมินทร์ ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาล และการจัดตั้งรัฐบาลผสมอย่างไร การที่ สส. ภายในพรรคเดียวกันออกมาแสดงจุดยืนที่แตกต่างกัน บ่งบอกถึงความแตกแยกภายในพรรคหรือไม่ นี่เป็นคำถามที่สังคมกำลังจับตามอง

การตัดสินใจของ นพ.ภูมินทร์ สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนทางการเมือง และความท้าทายในการบริหารประเทศในสถานการณ์ปัจจุบัน พรรคเพื่อไทยจะต้องพิจารณาถึงข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้น และปรับปรุงนโยบายให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง

สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับนักการเมืองทุกคนว่า ความรับผิดชอบต่อประชาชน และการเสียสละเพื่อประโยชน์ส่วนรวม เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการทำงานการเมือง การที่ นพ.ภูมินทร์ กล้าที่จะออกมาแสดงจุดยืนที่แตกต่าง แม้จะต้องเผชิญกับความขัดแย้งภายในพรรค นับเป็นสิ่งที่น่ายกย่อง

การเมืองไทยยังคงต้องจับตาดูกันต่อไป ว่าสถานการณ์นี้จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอย่างไร และพรรคเพื่อไทยจะสามารถก้าวข้ามความท้าทายนี้ไปได้อย่างไร ที่สำคัญที่สุดคือ ประชาชนจะต้องได้รับประโยชน์สูงสุดจากการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

ท้ายที่สุดแล้ว การตัดสินใจของ สส. แต่ละคนในการเลือกนายกรัฐมนตรี ถือเป็นสิทธิและหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ และควรอยู่บนพื้นฐานของผลประโยชน์ส่วนรวมเป็นสำคัญ ในสถานการณ์ที่ประเทศกำลังเผชิญกับความท้าทายหลากหลายด้าน การมีผู้นำที่สามารถนำพาประเทศไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน จึงเป็นสิ่งที่ประชาชนทุกคนต้องการ

ดังนั้นการที่ “ภูมินทร์” ใช้เอกสิทธิ์ สส.ไม่โหวต “ชัยเกษม” จึงเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณากันอย่างรอบคอบถึงเหตุผลและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

ที่มา – “ภูมินทร์” ใช้เอกสิทธิ์ สส.ไม่โหวต “ชัยเกษม” ยก 2 เหตุผล เพื่อไทยต้องรับผิดชอบ

สลด! ควายคลั่งขวิดเจ้าของเสียชีวิต ญาติประกาศขาย

เกิดเหตุสลดใจที่บุรีรัมย์ เมื่อ ควายคลั่งขวิดเจ้าของเสียชีวิต ขณะที่กำลังจูงควายไปลงเล่นน้ำในสระ ญาติๆ ต่างตกใจและหวาดกลัว ตัดสินใจประกาศขายควายตัวดังกล่าวทันทีด้วยราคา 5 หมื่นบาท หวั่นจะเกิดเหตุซ้ำรอยทำร้ายคนในครอบครัวและชาวบ้าน

ควายคลั่งขวิดเจ้าของเสียชีวิต ญาติผวาประกาศขายด่วน

เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2568 ร.ต.อ.วีรวุฒิ รัตน์ประโคน รองสารวัตร (สอบสวน) สภ.หนองไทร อ.นางรอง จ.บุรีรัมย์ ได้รับแจ้งเหตุร้าย ควายคลั่งขวิดเจ้าของเสียชีวิต บริเวณริมสระน้ำสาธารณประโยชน์ (สระสามเหลี่ยม) บ้านโคกเปราะหอม หมู่ 13 ต.หนองไทร อ.นางรอง จ.บุรีรัมย์ หลังรับแจ้งจึงรีบรุดไปตรวจสอบที่เกิดเหตุพร้อมหน่วยกู้ภัยตำรวจทางหลวงบุรีรัมย์ และแพทย์เวรโรงพยาบาลนางรอง

ในที่เกิดเหตุ พบร่างของนายวสันต์ ก่อมกามิน อายุ 59 ปี นอนหงายเสียชีวิตอยู่ริมสระน้ำ สภาพศพสุดสลด ไส้ทะลักออกมาด้านนอก และบริเวณศีรษะมีแผลฉกรรจ์ขนาดใหญ่ สร้างความหดหู่ใจแก่ญาติๆ และชาวบ้านที่มามุงดู ต่างก็ไม่คาดคิดว่าควายที่เลี้ยงมาตั้งแต่เล็กจะกลับมาทำร้ายเจ้าของจนถึงแก่ชีวิต

ควายตัวที่ก่อเหตุ เป็นควายเพศผู้ อายุ 5 ปี ญาติๆ ได้ช่วยกันต้อนเข้าคอกไว้ก่อน เกรงว่าจะอาละวาดไปทำร้ายผู้อื่น

ควายคลั่ง

จากการสอบถามนายบาว และนายป้อ ชาวบ้านที่พบศพ เล่าว่า ขณะที่พากันไปสูบน้ำที่สระ ก็มาเห็นนายวสันต์นอนเสียชีวิตอยู่ริมสระในสภาพดังกล่าว พวกตนไม่เห็นเหตุการณ์ตอนที่ควายทำร้าย แต่ปกติก็เห็นผู้ตายนำควายมาเลี้ยงและเล่นน้ำที่สระนี้ทุกวัน ไม่เคยเห็นควายมีอาการผิดปกติหรือดุร้ายเลย

ด้านนางสมบูรณ์ กล่อมกามิฬ พี่สาวของผู้เสียชีวิต กล่าวว่า ตนเองเลี้ยงควาย 6 ตัว ส่วนน้องชายเลี้ยง 2 ตัว ควายที่ก่อเหตุเป็นควายที่น้องชายเลี้ยงมาตั้งแต่เล็ก ไม่ทราบว่าทำไมถึงได้ทำร้ายน้องชาย ทั้งที่ไม่เคยมีอาการดุร้ายมาก่อน

ญาติประกาศขายควายด่วน หวั่นเกิดเหตุซ้ำรอย

หลังจากเกิดเหตุการณ์ ควายคลั่งขวิดเจ้าของเสียชีวิต ทางครอบครัวตัดสินใจที่จะขายควายตัวดังกล่าว แม้ว่าจะมีคนให้ราคาเพียง 3 หมื่นกว่าบาท ซึ่งถือว่าต่ำกว่าราคาที่ตั้งไว้ เพราะเลี้ยงมานานหลายปี แต่ด้วยความกังวลว่าจะทำร้ายคนในครอบครัวหรือชาวบ้านอีก ญาติจึงตั้งราคาขายไว้ที่ 5 หมื่นบาท หากได้ราคานี้ก็จะขายทันที

ขายควาย

ด้านนางอุดมพร สิงห์วงศ์ น้องสาวผู้ตาย เล่าว่า พี่ชายจะนำควายมากินน้ำและลงเล่นน้ำที่สระนี้เป็นประจำ แต่ก็ไม่ทราบว่าทำไมควายถึงทำร้ายพี่ชาย ทั้งที่ไม่เคยเห็นมีอาการดุร้ายมาก่อน

ญาติๆ ไม่ติดใจสาเหตุการเสียชีวิต เนื่องจากเป็นควายของผู้เสียชีวิตเอง เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงมอบศพให้ญาตินำไปประกอบพิธีทางศาสนาต่อไป

เหตุการณ์ ควายคลั่งขวิดเจ้าของเสียชีวิต นับเป็นอุทาหรณ์เตือนใจให้ผู้เลี้ยงสัตว์ต้องระมัดระวังและสังเกตพฤติกรรมของสัตว์เลี้ยงอย่างใกล้ชิด แม้ว่าจะเลี้ยงมาตั้งแต่เล็ก ก็ไม่ควรประมาท เพราะอาจเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นได้

ที่มา – ควายคลั่ง ขวิดเจ้าของเสียชีวิต เลี้ยงมาตั้งแต่เล็ก ญาติประกาศขายทันที 5 หมื่น

เพื่อไทยคุยพรรคประชาชน ยินดีข้อเสนอ ยุบสภาใน 4 เดือน

เพื่อไทย ส่ง “สรวงศ์-จิราพร” คุยพรรคประชาชน บ่าย 2 วันนี้ ยินดีตอบรับข้อเสนอทุกประการ พร้อมยุบสภาใน 4 เดือน นับจากวันแถลงนโยบายรัฐบาล ลุยประชามติแก้รัฐธรรมนูญ – คดีฮั้ว สว. – ที่ดินเขากระโดง

วันที่ 31 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พรรคเพื่อไทย (พท.) มีการประสานงานและกำหนดนัดหมายกับพรรคประชาชน (ปชน.) เพื่อหารือเรื่องข้อเสนอในการจัดตั้งรัฐบาล ในวันอาทิตย์ที่ 31 สิงหาคม 2568 เวลา 14.00 น. ณ ที่ทำการพรรคประชาชน โดย นายสรวงศ์ เทียนทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย และนางสาวจิราพร สินธุไพร รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เป็นตัวแทนของพรรค

ทั้งนี้ พรรคเพื่อไทยยินดีตอบรับข้อเสนอจากพรรคประชาชนทุกประการ และมีข้อเสนอเพิ่มเติมเพื่อความชัดเจนถึงแนวทางปฏิบัติ และแก้ไขปัญหาของประเทศดังนี้

1. รัฐบาลพรรคเพื่อไทยที่ตั้งขึ้นจากข้อตกลงนี้จะยุบสภาภายใน 4 เดือน นับจากวันแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภา และหากกระบวนการตามเงื่อนไขบรรลุผลก่อนกำหนดเวลา รัฐบาลจะยุบสภาทันที

2. การทำประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ จะตั้งคำถามเรื่องเห็นด้วยกับการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยใช้รัฐธรรมนูญฉบับประชาธิปไตย พ.ศ. 2540 เป็นร่างหลักหรือไม่ เพื่อกระชับเวลาในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

3. ในการทำประชามติครั้งเดียวกัน จะตั้งคำถามเรื่องการคงไว้หรือยกเลิก MOU 2543 และ MOU 2544 เพื่อหาข้อยุติและลดความขัดแย้งภายในประเทศ

4. รัฐบาลชุดนี้จะร่วมมือกับพรรคประชาชนและทุกฝ่าย เร่งดำเนินการคดีฮั้ว สว. และคดีที่ดินเขากระโดง ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญและอยู่ในความสนใจของประชาชน ตามกฎหมายและหลักนิติธรรมอย่างตรงไปตรงมา.

บ่าย 2 วันนี้ เพื่อไทยคุยพรรคประชาชน ยินดีตอบรับข้อเสนอ ยุบสภาใน 4 เดือน

ความเคลื่อนไหวทางการเมืองล่าสุด พรรคเพื่อไทยได้มีการพูดคุยกับพรรคประชาชนเพื่อหาข้อสรุปในการจัดตั้งรัฐบาล โดยประเด็นสำคัญอยู่ที่พรรคเพื่อไทยยินดีที่จะทำตามข้อเสนอต่างๆ ที่พรรคประชาชนได้ยื่นมา หนึ่งในนั้นคือการยุบสภาใน 4 เดือนหลังจากแถลงนโยบาย

รายละเอียดการพูดคุยเพื่อไทยคุยพรรคประชาชน ยินดีตอบรับข้อเสนอ ยุบสภาใน 4 เดือน

การเจรจาในครั้งนี้มีความคืบหน้าไปมาก โดยพรรคเพื่อไทยแสดงความพร้อมที่จะดำเนินการตามข้อเสนอหลักๆ ของพรรคประชาชน ซึ่งรวมถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญและการเร่งรัดคดีสำคัญต่างๆ ที่อยู่ในความสนใจของประชาชน การที่พรรคเพื่อไทยยอมรับข้อเสนอยุบสภาใน 4 เดือน แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะสร้างความเชื่อมั่นและความโปร่งใสในการบริหารประเทศ

นอกจากนี้ พรรคเพื่อไทยยังได้เสนอแนวทางเพิ่มเติมเพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ ของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการทำประชามติเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญและการจัดการคดีที่ดินเขากระโดงอย่างตรงไปตรงมา การดำเนินการเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าพรรคเพื่อไทยมีความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาเร่งด่วนและสร้างความปรองดองในสังคม

การที่พรรคเพื่อไทยยินดีตอบรับข้อเสนอต่างๆ รวมถึงเรื่องยุบสภาใน 4 เดือน ถือเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับการจัดตั้งรัฐบาลที่มีเสถียรภาพและได้รับความไว้วางใจจากประชาชน การทำงานร่วมกันระหว่างพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชนจะเป็นก้าวสำคัญในการนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองและความเป็นธรรม

การเจรจาในครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตทางการเมืองของประเทศไทย การที่พรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชนสามารถหาข้อตกลงร่วมกันได้ จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและนักลงทุน นอกจากนี้ การเร่งรัดแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่สะสมมาเป็นเวลานาน จะช่วยสร้างความปรองดองและความสามัคคีในสังคม

การที่พรรคเพื่อไทยแสดงความชัดเจนในเรื่องการยุบสภาใน 4 เดือน ยังเป็นการส่งสัญญาณไปยังพรรคการเมืองอื่นๆ ว่าพรรคเพื่อไทยพร้อมที่จะรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่างๆ เพื่อสร้างรัฐบาลที่เป็นของประชาชนอย่างแท้จริง การเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจอนาคตของประเทศ จะช่วยสร้างความเข้มแข็งให้กับระบอบประชาธิปไตย

โดยสรุปแล้ว การที่พรรคเพื่อไทยคุยกับพรรคประชาชนและยินดีตอบรับข้อเสนอต่างๆ รวมถึงการยุบสภาใน 4 เดือน ถือเป็นก้าวสำคัญในการจัดตั้งรัฐบาลที่โปร่งใสและเป็นธรรม การทำงานร่วมกันระหว่างพรรคการเมืองต่างๆ จะช่วยนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองและความมั่นคง

ที่มา – บ่าย 2 วันนี้ เพื่อไทยคุยพรรคประชาชน ยินดีตอบรับข้อเสนอ ยุบสภาใน 4 เดือน

เตือน! พายุ “หนองฟ้า” ฝนตกหนักหลายพื้นที่

สถานการณ์น่าเป็นห่วง! กรมอุตุนิยมวิทยาออกประกาศฉบับที่ 8 เตือนพายุ “หนองฟ้า” จะทำให้ประเทศไทยมีฝนตกต่อเนื่อง โดยเฉพาะวันที่ 31 สิงหาคม – 1 กันยายนนี้ หลายจังหวัดต้องเผชิญกับ “ฝนตกหนักถึงหนักมาก” เสี่ยงต่อการเกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก ขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยเตรียมพร้อมรับมือ

เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2568 เว็บไซต์กรมอุตุนิยมวิทยาได้ประกาศเรื่อง “พายุหนองฟ้า และฝนตกหนักถึงหนักมากบริเวณประเทศไทย” ฉบับที่ 8 ระบุว่า เมื่อเวลา 04.00 น. หย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงที่อ่อนกำลังลงจากพายุดีเปรสชัน “หนองฟ้า” ได้เคลื่อนตามแนวร่องมรสุมเข้าปกคลุมบริเวณจังหวัดเลย และคาดว่าจะเคลื่อนปกคลุมภาคเหนือในวันนี้ (31 ส.ค. 68)

จากอิทธิพลของพายุ “หนองฟ้า” จะทำให้ในช่วงวันที่ 31 สิงหาคม – 1 กันยายน 2568 ประเทศไทยมีฝนตกต่อเนื่อง และมีฝนตกหนักถึงหนักมากหลายพื้นที่ โดยเฉพาะในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ได้แก่ อุดรธานี หนองบัวลำภู เลย เพชรบูรณ์ พิจิตร พิษณุโลก อุตรดิตถ์ น่านตอนล่าง แพร่ ลำปาง สุโขทัย กำแพงเพชร ลำพูน เชียงใหม่ ตาก และแม่ฮ่องสอน

ประชาชนในบริเวณดังกล่าวควรระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมากและฝนที่ตกสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่านและพื้นที่ลุ่ม

จังหวัดที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากพายุ “หนองฟ้า”

วันที่ 31 สิงหาคม 2568

ภาคเหนือ: แม่ฮ่องสอน, เชียงใหม่, เชียงราย, ลำพูน, ลำปาง, พะเยา, น่าน, แพร่, อุตรดิตถ์, สุโขทัย, ตาก, กำแพงเพชร, พิษณุโลก, พิจิตร และเพชรบูรณ์

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: หนองคาย, อุดรธานี, หนองบัวลำภู, เลย, ชัยภูมิ และขอนแก่น

ภาคกลาง: นครสวรรค์ และกาญจนบุรี

ภาคตะวันออก: นครนายก, ปราจีนบุรี, ระยอง, จันทบุรี และตราด

ภาคใต้: ชุมพร, สุราษฎร์ธานี, ระนอง, พังงา, ภูเก็ต และกระบี่

วันที่ 1 กันยายน 2568

ภาคเหนือ: แม่ฮ่องสอน, เชียงใหม่, ลำพูน, ลำปาง, อุตรดิตถ์, สุโขทัย, ตาก, กำแพงเพชร, พิจิตร, พิษณุโลก และเพชรบูรณ์

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: เลย, หนองคาย, บึงกาฬ, ชัยภูมิ, นครราชสีมา และอุบลราชธานี

ภาคกลาง: นครสวรรค์, อุทัยธานี, กาญจนบุรี และราชบุรี

ภาคตะวันออก: นครนายก, ปราจีนบุรี, สระแก้ว, ฉะเชิงเทรา, ชลบุรี, ระยอง, จันทบุรี และตราด

ภาคใต้: ประจวบคีรีขันธ์, ชุมพร, สุราษฎร์ธานี, ระนอง, พังงา, ภูเก็ต และกระบี่

นอกจากนี้ มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทยมีกำลังแรงขึ้น ทำให้ภาคตะวันออกและภาคใต้ฝั่งตะวันตกมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางพื้นที่ คลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันตอนบนและอ่าวไทยตอนบนมีกำลังค่อนข้างแรง โดยมีคลื่นสูง 2-3 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร ชาวเรือควรเดินเรือด้วยความระมัดระวังและหลีกเลี่ยงการเดินเรือบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง เรือเล็กบริเวณทะเลอันดามันตอนบนและอ่าวไทยตอนบนควรงดออกจากฝั่ง ประชาชนบริเวณชายฝั่งภาคตะวันออกและภาคใต้ฝั่งตะวันตกตอนบนควรระมัดระวังอันตรายจากคลื่นที่ซัดเข้าหาฝั่ง ในช่วงวันที่ 31 ส.ค. – 2 ก.ย. 68

ขอให้ประชาชนติดตามประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด และสามารถติดตามข้อมูลได้ที่เว็บไซต์กรมอุตุนิยมวิทยา หรือโทร 0-2399-4012-13 และ 1182 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์“พายุหนองฟ้า” ที่กำลังจะมาถึงนี้

การเตรียมพร้อมรับมือกับภัยธรรมชาติเป็นสิ่งสำคัญ ควรตรวจสอบเส้นทางน้ำ เตรียมสิ่งของจำเป็น และติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด เพื่อความปลอดภัยของตนเองและครอบครัว

ที่มา – เตือนพายุ “หนองฟ้า” ฉบับที่ 8 ไทยมีฝนตกต่อเนื่อง ตกหนักถึงหนักมากหลายพื้นที่

ผู้ว่าฯ สมุทรสาคร เร่งแก้ รถเครนพลิกคว่ำบนถนนพระราม 2


นายนริศ นิรามัยวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร ลงพื้นที่ติดตามเหตุรถเครนพลิกคว่ำบนถนนพระราม 2 พร้อมกำชับผู้ควบคุมงานก่อสร้าง ให้วางแผนปฏิบัติงานอย่างรอบคอบ ถี่ถ้วน และปลอดภัยตลอดเวลา เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำได้อีก โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบหาสาเหตุที่แท้จริง

เมื่อเวลาประมาณ 04.30 น. ของวันที่ 31 สิงหาคม 2568 นายนริศ นิรามัยวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร ได้ลงพื้นที่ติดตามเหตุการณ์ รถเครนพลิกคว่ำบนถนนพระราม 2 ซึ่งอยู่ระหว่างการปฏิบัติงานก่อสร้างทางยกระดับ บริเวณ กม.ที่ 27 หน้าปั๊มน้ำมันฝั่งขาเข้ากรุงเทพฯ ต.นาดี อ.เมือง จ.สมุทรสาคร ในขณะเกิดเหตุ แขนบูมและท่อนเหล็กได้กระแทกรถกระบะที่ขับผ่าน ทำให้มีผู้บาดเจ็บเป็นคนขับและผู้โดยสาร รวมถึงคนขับเครนที่ติดอยู่ภายใน เจ้าหน้าที่กู้ภัยได้ช่วยเหลือและนำส่งโรงพยาบาลเรียบร้อยแล้ว

รถเครนพลิกคว่ำที่สมุทรสาคร

ภายหลังจากการลงพื้นที่ นายนริศ นิรามัยวงศ์ ได้พบปะกับผู้รับผิดชอบทั้งหมด ทั้งผู้รับเหมาก่อสร้าง และผู้ควบคุมงาน รวมถึงผู้แทนของกรมทางหลวง สั่งกำชับให้เร่งเคลื่อนย้ายรถเครนพลิกคว่ำบนถนนพระราม 2 ออกจากพื้นที่โดยเร็วที่สุด เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อการจราจร เนื่องจากรถขาเข้ากรุงเทพฯ ไม่สามารถสัญจรได้สะดวก

นอกจากนี้ ผู้ว่าฯ ยังได้เน้นย้ำถึงมาตรการความปลอดภัยในการก่อสร้าง โดยสั่งการให้ควบคุมการทำงานอย่างเข้มงวด วางแผนปฏิบัติงานอย่างรอบคอบถี่ถ้วน เพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นได้อีก พร้อมทั้งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนผู้ใช้รถ ให้หลีกเลี่ยงการใช้ถนนพระราม 2 บริเวณจุดเกิดเหตุ เนื่องจากคาดการณ์ว่าการจราจรจะหนาแน่นในช่วงเช้าและสายของวันนี้

การจราจรติดขัดบนถนนพระราม 2

พร้อมกันนี้ ได้จัดเจ้าหน้าที่จราจรคอยอำนวยความสะดวกและให้ข้อมูลเส้นทางเลี่ยงแก่ประชาชน รวมถึงการประชาสัมพันธ์เรื่องการซ่อมแซมสายไฟฟ้าแรงสูงที่ถูกเกี่ยวขาด ที่สำคัญคือการดูแลผู้ได้รับบาดเจ็บ โดยให้เจ้าหน้าที่และผู้รับเหมาติดตามการรักษาอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งให้กำลังใจและดูแลด้านจิตใจ ส่วนสาเหตุของอุบัติเหตุจะมีการตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้งหนึ่ง

รถเครนพลิกคว่ำบนถนนพระราม 2

ผลกระทบจากเหตุรถเครนพลิกคว่ำบนถนนพระราม 2

  • การจราจรติดขัดอย่างหนักบนถนนพระราม 2 ขาเข้ากรุงเทพฯ
  • ผู้ได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ ทั้งคนขับรถกระบะและคนขับเครน
  • ความเสียหายต่อทรัพย์สิน ทั้งรถยนต์และโครงสร้างการก่อสร้าง
  • ความล่าช้าในการก่อสร้างทางยกระดับ

มาตรการเร่งด่วนหลังเกิดเหตุ

  • เร่งเคลื่อนย้ายรถเครนออกจากพื้นที่
  • จัดการจราจรและอำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้รถ
  • ดูแลผู้ได้รับบาดเจ็บและให้ความช่วยเหลือ
  • ตรวจสอบหาสาเหตุของอุบัติเหตุ

เหตุการณ์รถเครนพลิกคว่ำบนถนนพระราม 2 ครั้งนี้ เป็นเครื่องเตือนใจให้ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ตระหนักถึงความสำคัญของความปลอดภัยในการก่อสร้าง และจำเป็นต้องมีมาตรการป้องกันที่เข้มงวด เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีกในอนาคต การวางแผนงานอย่างรอบคอบ การตรวจสอบอุปกรณ์อย่างสม่ำเสมอ และการฝึกอบรมบุคลากรให้มีความเชี่ยวชาญ เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม เพื่อความปลอดภัยของทั้งผู้ปฏิบัติงานและประชาชนทั่วไป

ที่มา – ผู้ว่าฯ สมุทรสาคร รุดตามเหตุ รถเครนพลิกคว่ำบนถนนพระราม 2 กำชับไม่ให้เกิดซ้ำอีก

เกิดอะไรขึ้นหากศาลคว่ำภาษีทรัมป์?

จะเกิดอะไรขึ้นหากศาลสูงสุดสหรัฐฯ คว่ำภาษีทรัมป์?

ศาลอุทธรณ์กลางของสหรัฐฯ ตัดสินให้การตั้งกำแพงภาษีต่างตอบแทนของโดนัลด์ ทรัมป์ ผิดกฎหมาย เนื่องจากใช้อำนาจเกินขอบเขต

  • นายทรัมป์ยืนยันว่าจะไปสู้กันต่อที่ศาลสูงสุด แต่หากเขาแพ้คดีจะเกิดอะไรขึ้นหากศาลสูงสุดสหรัฐฯ คว่ำภาษีทรัมป์? จะเกิดผลที่ตามมาหลายอย่าง รวมถึงหายนะทางการเงินสำหรับสหรัฐอเมริกา
  • นอกจากนั้น นายทรัมป์จะเสียข้อต่อรองในการเจรจาที่เรียกว่า “ภาษี” ซึ่งเขาใช้ในการบีบให้ประเทศต่างๆ ยอมจำนนต่อข้อเรียกร้องทางการค้าของเขามาตลอดหลายเดือนที่ผ่านมาด้วย

ศาลอุทธรณ์กลางแห่งสหรัฐอเมริกามีคำตัดสินเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาว่า มาตรการภาษีต่างตอบแทน (reciprocal tariff) ที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ บังคับใช้กับประเทศคู่ค้าของสหรัฐฯ เกือบทุกประเทศ กำลังถูกบังคับใช้อย่างผิดกฎหมาย

คำตัดสินดังกล่าวถือเป็นความปราชัยครั้งใหญ่ของโดนัลด์ ทรัมป์ โดยศาลระบุว่า ผู้นำรีพับลิกันรายนี้ใช้อำนาจเกินขอบเขตในตอนที่เขาประกาศว่า การขาดดุลการค้าและเรื่องชายแดนเป็น “ภาวะฉุกเฉินแห่งชาติ” เพื่อสร้างความชอบธรรมให้แก่การเก็บภาษีศุลกากรอย่างครอบคลุมของเขา

นายทรัมป์ซึ่งใช้มาตรการภาษีเป็นอาวุธสุดโปรดในการทำสงครามการค้าไปทั่วโลก ประกาศกร้าวว่าจะยื่นอุทธรณ์ต่อในชั้นศาลสูงสุด ทำให้เกิดคำถามว่า จะเกิดอะไรขึ้นหากศาลสูงสุดสหรัฐฯ คว่ำภาษีทรัมป์? อีกครั้ง?

“ตอนนี้” ภาษีทรัมป์ยังบังคับใช้อยู่

ศาลอุทธรณ์สหรัฐฯ ระบุว่า นายทรัมป์ทำเกินไปที่สร้างความชอบธรรมให้ตัวเองใช้ภาษีเป็นอาวุธ โดยเป็นการพิพากษายืนตามคำตัดสินของศาลการค้ากลางในนิวยอร์ก เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา แต่ยังให้เวลารัฐบาลของนายทรัมป์ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลสูงสุดได้

คำตัดสินของศาลมีสาเหตุมาจากมาตรการภาษีที่ทรัมป์บังคับใช้กับประเทศคู่ค้าเกือบทั้งหมดของสหรัฐฯ เมื่อเดือนเมษายน รวมทั้งภาษีที่บังคับใช้กับจีน เม็กซิโก และแคนาดา ก่อนหน้านั้น

อย่างไรก็ตาม ศาลยังอนุญาตให้มาตรการภาษีต่างตอบแทนของนายทรัมป์มีบังคับใช้ต่อไปได้ ในระหว่างการยื่นอุทธรณ์ต่อศาลสูงสุด ซึ่งหมายความว่า ธุรกิจต่างๆ, ผู้บริโภค และรัฐบาลต่างประเทศ ก็จะยังต้องใช้ชีวิตภายใต้กำแพงภาษีของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ต่อไป จนกว่าศาลสูงสุดจะมีคำตัดสิน

เสี่ยงต้องคืนเงิน 5 ล้านล้านบาท

รัฐบาลทรัมป์กำลังกังวลว่า หากในท้ายที่สุดแล้ว มาตรการภาษีถูกศาลสูงสุดตีตก กระทรวงการคลังจะต้องถูกบังคับให้คืนเงินภาษีส่วนเกินที่เก็บจากผู้นำเข้า โดยนับจนถึงแค่เดือนกรกฎาคม รายได้จากภาษีส่วนเกินก็พุ่งแตะ 1.59 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 5.1 ล้านล้านบาทแล้ว มากกว่าที่รัฐบาลคาดไว้

กระทรวงยุติธรรมเตือนว่า การแพ้คดีนี้จะหมายถึง “ความพินาศทางการเงิน” (financial ruin) สำหรับสหรัฐฯ เป็นการเตือนที่ตอกย้ำให้เห็นว่า ภาษีศุลกากรได้กลายเป็นแหล่งรายได้สำคัญของสหรัฐฯ มาแค่ไหน

“ในสถานการณ์เช่นนั้น ผู้คนจะถูกบังคับให้ต้องออกจากบ้าน, ตำแหน่งงานนับล้านจะหายไป ชาวอเมริกันผู้ทำงานหนักจะสูญเสียเงินเก็บ และแม้แต่ประกันสังคมกับประกันสุขภาพก็อาจตกอยู่ในความเสี่ยงด้วย” รองอัยการสูงสุด ดี. จอห์น ซอเออร์ กับผู้ช่วยอัยการสูงสุด เบรตต์ ชูเมต ระบุในจดหมายที่ยื่นต่อศาลอุทธรณ์

“พูดสั้นๆ คือ ผลที่ตามมาทางเศรษฐกิจจะเลวร้าย แทนที่จะเป็นความสำเร็จอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน”

ชาวอินเดียอ่านข่าวทรัมป์กำลังจะบังคับใช้กำแพงภาษี 50% กับสินค้าส่งออกของพวกเขา
ชาวอินเดียอ่านข่าวทรัมป์กำลังจะบังคับใช้กำแพงภาษี 50% กับสินค้าส่งออกของพวกเขา

อำนาจต่อรองของทรัมป์จะลดลง

คำตัดสินของศาลสูงสุดยังเสี่ยงทำให้ข้อต่อรองที่มีประสิทธิภาพสูงสุดของนายทรัมป์หมดความหมาย ที่ผ่านมาประธานาธิบดีสหรัฐฯ ใช้เรื่องภาษีขู่ประเทศที่แข็งข้อให้ยอมทำข้อตกลงการค้าตามที่เขาต้องการ อย่างที่เห็นกับสหราชอาณาจักร, ญี่ปุ่น และสหภาพยุโรป

หากไม่มีเครื่องมือนี้ ผู้เชี่ยวชาญมองว่า รัฐบาลต่างชาติอาจจะชะลอการทำตามสัญญา, ขัดขืนข้อเรียกร้องจากสหรัฐ หรือการพยายามกลับไปใช้ข้อตกลงฉบับเก่า และนายทรัมป์อาจต้องเป็นฝ่ายเจรจาจากตำแหน่งที่เสียเปรียบ ไม่ได้เหนือกว่าอีกต่อไป

ตัดสินกันที่ศาลสูงสุด

โดนัลด์ ทรัมป์ ให้คำมั่นว่าจะยื่นอุทธรณ์คดีนี้ต่อศาลสูงสุด โดยโจมตีคำตัดสินของศาลอุทธรณ์ว่า เลือกข้างทางการเมือง และเตือนว่า คำตัดสินนี้อาจทำลายสหรัฐอเมริกาอย่างแท้จริง

“หลายปีที่ผ่านมา นักการเมืองที่ไม่สนใจและไม่ฉลาดได้รับอนุญาตให้ใช้กำแพงภาษีพวกเรา และตอนนี้ ด้วยความช่วยเหลือจากศาลสูงสุด เราจะใช้ภาษีเพื่อประโยชน์ของประเทศเรา และทำให้อเมริการ่ำรวย, แข็งแกร่ง และทรงอำนาจอีกครั้ง!” นายทรัมป์ระบุว่าบน Truth Social

ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์มีคำตัดสินดังกล่าวด้วยมติ 7 ต่อ 4 ซึ่งความเห็นต่างที่เกิดขึ้นจะช่วยเปิดช่องทางทางกฎหมายให้นายทรัมป์มากขึ้น เช่นผู้พิพากษาบางคนโต้แย้งว่า อำนาจการตั้งกำแพงภาษีในภาวะฉุกเฉินไม่ละเมิดรัฐธรรมนูญ เป็นต้น

มาตรการภาษีของนายทรัมป์ ทำให้สินค้าที่นำเข้าสู่สหรัฐฯ แพงขึ้น
มาตรการภาษีของนายทรัมป์ ทำให้สินค้าที่นำเข้าสู่สหรัฐฯ แพงขึ้น

ทรัมป์ยังมีตัวเลือกอื่น

ถึงแม้ว่าศาลสูงสุดจะขัดขวางเขาไม่ให้ใช้ “กฎหมายอำนาจทางเศรษฐกิจในภาวะฉุกเฉินระหว่างประเทศ” (IEEPA) ในการบังคับใช้มาตรการภาษีของเขา นายทรัมป์ก็ยังมีตัวเลือกอื่น ถึงแม้ว่าจะไม่รุนแรงเท่าก็ตาม

เขายังมีกฎหมายการค้าปี 1974 (Trade Act) ที่อนุญาตให้ตั้งกำแพงภาษีไม่เกิน 15% เป็นเวลา 150 วัน กับประเทศที่สหรัฐฯ ขาดดุลการค้าด้วยมากๆ

นอกจากนั้นยังมีส่วนที่ 232 ของกฎหมายการขยายการค้าปี 1962 (Trade Expansion Act) ที่ให้อำนาจประธานาธิบดีบังคับใช้กำแพงภาษีด้วยเหตุผลด้านความมั่นคงแห่งชาติ ซึ่งเคยใช้มาก่อนกับสินค้าจำพวกเหล็กกล้า, อะลูมิเนียม และยานยนต์ แต่จำเป็นต้องมีการสืบสวนของกระทรวงพาณิชย์ก่อน ไม่สามารถบังคับใช้ได้ทันที

เครื่องมือเหล่านี้ไม่ครอบคลุม และรุนแรงเท่ากับที่นายทรัมป์กำลังทำอยู่ และอาจชะลอความสามารถของเขาในการบีบให้รัฐบาลต่างชาติยอมอ่อนข้อให้

หนทางข้างหน้า

ในระยะสั้น ภาษีของนายทรัมป์จะยังคงมีผลบังคับใช้ต่อไป ส่วนในระยะกลาง ศาลสูงสุดจะเป็นผู้ตัดสินว่า ประธานาธิบดีใช้อำนาจฉุกเฉินเกินขอบเขตเพื่อสร้างความปั่นป่วนให้ตลาดโลกหรือไม่

หากทรัมป์แพ้คดี อเมริกาอาจต้องเผชิญทั้งการคืนเงินภาษีก้อนโต และการปรับยุทธศาสตร์ใหม่ ว่าพวกเขาจะเจรจาทางการค้าอย่างไร

สำหรับตอนนี้ ธุรกิจสหรัฐฯ, ประเทศคู่ค้า และผู้บริโภคจะยังคงติดอยู่ในสถานการณ์ความไม่แน่นอน รอคอยวันที่ภาษี “วันประกาศอิสรภาพ” ของนายทรัมป์สร้างยุคสมัยใหม่แห่งอำนาจทางการค้าของประธานาธิบดี หรือวันที่ภาษีถูกตีตกโดยศาลสูงสุด จะเกิดอะไรขึ้นหากศาลสูงสุดสหรัฐฯ คว่ำภาษีทรัมป์? คำถามนี้ยังคงเป็นสิ่งที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

ที่มา – จะเกิดอะไรขึ้นหากศาลสูงสุดสหรัฐฯ คว่ำภาษีทรัมป์?

เอฟเวอร์ตันน่าตื่นเต้นด้วยเกมรุก’สร้างสรรค์และกล้าหาญ’

เอฟเวอร์ตันน่าตื่นเต้นด้วยเกมรุก’สร้างสรรค์และกล้าหาญ’

การเปลี่ยนแปลงของเอฟเวอร์ตันภายใต้การคุมทีมของผู้จัดการทีมคนใหม่ กำลังสร้างความตื่นเต้นให้กับแฟนบอล ด้วยรูปแบบการเล่นที่เน้นเกมรุกที่’สร้างสรรค์และกล้าหาญ’ ทำให้ทีมมีชีวิตชีวาและน่าติดตามมากยิ่งขึ้น

เอฟเวอร์ตันน่าตื่นเต้นด้วยเกมรุก’สร้างสรรค์และกล้าหาญ’

แดนนี เมอร์ฟีย์ และ สเตฟ ฮัฟตัน นักวิเคราะห์จาก Match of the Day ได้วิเคราะห์ถึงอิทธิพลของผู้เล่นในแนวรุกของเอฟเวอร์ตัน ในเกมที่พวกเขาเอาชนะวูล์ฟแฮมป์ตัน ที่สนามโมลินิวซ์ โดยชี้ให้เห็นถึงความกล้าในการวางแผน และความสามารถเฉพาะตัวของผู้เล่นที่ผสมผสานกันได้อย่างลงตัว

ปัจจัยที่ทำให้เกมรุกเอฟเวอร์ตัน’สร้างสรรค์และกล้าหาญ’

  • การเคลื่อนที่ที่ชาญฉลาดของผู้เล่น
  • การจ่ายบอลที่แม่นยำและรวดเร็ว
  • ความสามารถในการจบสกอร์ที่หลากหลาย
  • การประสานงานกันอย่างลงตัวในแดนหน้า

การมาถึงของผู้เล่นใหม่ในช่วงซัมเมอร์ ทำให้ทีมมีตัวเลือกในแนวรุกมากขึ้น และสามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบการเล่นได้ตามสถานการณ์ นอกจากนี้ การที่ผู้เล่นดาวรุ่งหลายคนได้รับโอกาสในการลงสนาม ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ช่วยเพิ่มความสดใหม่และความกระตือรือร้นให้กับทีม

โดมินิก คัลเวิร์ต-เลวิน กองหน้าตัวเป้า กลับมาอยู่ในฟอร์มที่ยอดเยี่ยมอีกครั้ง หลังจากหายจากอาการบาดเจ็บ โดยเขาสามารถทำประตูได้อย่างต่อเนื่อง และเป็นตัวอันตรายสำหรับกองหลังของทุกทีม นอกจากนี้ ดไวท์ แม็คนีล และ อเล็กซ์ อิโวบี ก็เป็นผู้เล่นสำคัญในแนวรุก ที่สามารถสร้างสรรค์โอกาสในการทำประตูได้มากมาย

การที่เอฟเวอร์ตันมีเกมรุกที่’สร้างสรรค์และกล้าหาญ’ ทำให้ทีมมีความมั่นใจมากยิ่งขึ้น และสามารถต่อสู้กับทีมใหญ่ได้อย่างสูสี อย่างไรก็ตาม ทีมยังคงต้องปรับปรุงในเรื่องของเกมรับ เพื่อให้มีความสมดุล และสามารถรักษาผลการแข่งขันที่ดีไว้ได้อย่างสม่ำเสมอ

การที่เอฟเวอร์ตันน่าตื่นเต้นด้วยเกมรุก’สร้างสรรค์และกล้าหาญ’ ไม่ได้หมายความว่าทีมจะประสบความสำเร็จในทันที แต่เป็นสัญญาณที่ดีว่าทีมกำลังเดินมาในทิศทางที่ถูกต้อง ด้วยการสนับสนุนจากแฟนบอล และการทำงานหนักของผู้เล่นและทีมงาน เอฟเวอร์ตันมีโอกาสที่จะกลับมาเป็นทีมชั้นนำในพรีเมียร์ลีกได้อีกครั้ง

การที่เอฟเวอร์ตันน่าตื่นเต้นด้วยเกมรุก’สร้างสรรค์และกล้าหาญ’ เป็นผลมาจากการทำงานหนักของนักเตะและทีมงานโค้ช พวกเขามุ่งมั่นที่จะพัฒนาทีมให้ดีขึ้นในทุกๆ ด้าน

ที่มา – How a ‘creative and brave’ attack is making Everton exciting

เมอร์ฟี VAR แย่สุด! ตัดสินค้านประตูคิง

วงการฟุตบอลอังกฤษกำลังร้อนระอุกับประเด็น ‘เมอร์ฟี VAR แย่สุด! ตัดสินค้านประตูคิง’ จากเกมที่ฟูแล่มพบกับเชลซี แดนนี เมอร์ฟี อดีตนักเตะชื่อดัง ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การตัดสินของ VAR อย่างรุนแรง หลังจากการทำประตูของ จอช คิง ถูกริบคืนอย่างน่ากังขา

เมอร์ฟี VAR แย่สุด! ตัดสินค้านประตูคิง

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงครึ่งหลัง ขณะที่สกอร์เสมอกันอยู่ 0-0 จอช คิง สามารถส่งบอลเข้าไปกองก้นตาข่ายได้สำเร็จ แต่ VAR ได้เข้ามาตรวจสอบและตัดสินใจริบคืนประตู โดยให้เหตุผลว่ามีผู้เล่นของฟูแล่มอยู่ในตำแหน่งล้ำหน้า แม้ว่าภาพรีเพลย์จะแสดงให้เห็นว่าเป็นการตัดสินที่ค่อนข้างคลุมเครือและเป็นที่ถกเถียงอย่างมาก

แดนนี เมอร์ฟี ซึ่งทำหน้าที่เป็นนักวิเคราะห์เกมในรายการ Match of the Day ทางช่อง BBC Sport ถึงกับกล่าวว่า “ผมจำไม่ได้ว่าเคยเห็นการตัดสินของ VAR ที่แย่ไปกว่านี้มาก่อน” เขายังเสริมอีกว่าการตัดสินดังกล่าวเป็นการทำลายสปิริตของเกมฟุตบอล และเรียกร้องให้มีการทบทวนการใช้ VAR อย่างจริงจัง

ความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับ ‘เมอร์ฟี VAR แย่สุด! ตัดสินค้านประตูคิง’

นอกจากแดนนี เมอร์ฟี แล้ว สเตฟ ฮิวตัน อดีตกัปตันทีมชาติอังกฤษหญิง ก็ออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้เช่นกัน โดยเธอกล่าวว่า “ในฐานะนักฟุตบอล ฉันรู้สึกผิดหวังกับการตัดสินแบบนี้ มันส่งผลกระทบต่อเกมอย่างมาก และมันไม่ยุติธรรมต่อผู้เล่นและแฟนบอล”

การตัดสินดังกล่าวได้สร้างความไม่พอใจให้กับแฟนบอลฟูแล่มเป็นอย่างมาก หลายคนมองว่าทีมของตนถูกโกงอย่างชัดเจน และเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงกฎ VAR เพื่อให้การตัดสินมีความโปร่งใสและเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น

ประเด็น ‘เมอร์ฟี VAR แย่สุด! ตัดสินค้านประตูคิง’ ไม่ได้เป็นเพียงแค่ข้อผิดพลาดในการตัดสินเกมฟุตบอลเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญญาณเตือนถึงปัญหาที่ฝังรากลึกอยู่ในการใช้เทคโนโลยี VAR ในปัจจุบัน การตีความกฎที่เข้มงวดเกินไป และการขาดความโปร่งใสในการตัดสินใจ กำลังบ่อนทำลายความน่าเชื่อถือของ VAR และทำให้แฟนบอลจำนวนมากเริ่มตั้งคำถามถึงความจำเป็นของการมีเทคโนโลยีนี้

ถึงแม้ว่า VAR จะถูกนำมาใช้เพื่อลดข้อผิดพลาดในการตัดสิน แต่จากเหตุการณ์ล่าสุด แสดงให้เห็นว่า VAR เองก็สามารถสร้างความผิดพลาดที่ร้ายแรงได้เช่นกัน การปรับปรุงกระบวนการตัดสิน และการให้ความสำคัญกับความเห็นของผู้เล่นและแฟนบอล จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการทำให้ VAR เป็นเครื่องมือที่ช่วยพัฒนาเกมฟุตบอลได้อย่างแท้จริง หรือว่าเราควรกลับไปสู่ยุคที่การตัดสินผิดพลาดเป็นส่วนหนึ่งของเสน่ห์ของเกมกันแน่?

‘เมอร์ฟี VAR แย่สุด! ตัดสินค้านประตูคิง’ เป็นเหตุการณ์ที่ทำให้เราต้องกลับมาทบทวนถึงบทบาทของ VAR ในวงการฟุตบอล และพิจารณาว่าจะทำอย่างไรให้เทคโนโลยีนี้สามารถนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยไม่ทำลายสปิริตของเกมที่เรารัก

ที่มา – ‘I can’t remember a worse VAR decision’ – Murphy on King’s disallowed goal

เศร้า! รถไฟอียิปต์ตกราง ดับ 3 ศพ

(ภาพจาก Egyptian Ministry of Health and Population)

เกิดเหตุรถไฟอียิปต์ตกรางขณะกำลังเดินทางไปยังกรุงไคโร ประเทศอียิปต์ เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 3 ศพ บาดเจ็บอีกนับร้อยคน ขณะที่ทางการประกาศจะหาตัวคนผิดมาลงโทษให้ได้

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กระทรวงสาธารณสุขของอียิปต์เปิดเผยว่า มีผู้เสียชีวิต 3 ศพ และบาดเจ็บอีก 103 รายจากเหตุรถไฟอียิปต์ตกรางระหว่างเดินทางจากเมืองมาร์ซา มาทรูห์ ไปยังเมืองหลวงกรุงไคโร เมื่อเวลาประมาณ 15.30 น. วันเสาร์ที่ 30 ส.ค. 2568 ตามเวลาท้องถิ่น

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นบนทางรถไฟระหว่างสถานีฟูกา (Fouka) กับจาลาล (Jalal) มีตู้โดยสารตกรางถึง 7 ตู้ และ 2 ตู้ในจำนวนนี้พลิกคว่ำ

กระทรวงสาธารณสุขอียิปต์ระบุว่า ผู้บาดเจ็บทุกคนถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลท้องถิ่น 2 แห่งแล้ว ขณะที่ร่างของผู้เสียชีวิตทั้ง 3 ศพ อยู่ในความดูแลของอัยการรัฐ

ด้านกระทรวงคมนาคมกับการทางรถไฟแห่งชาติอียิปต์ (ENRA) ระบุว่า เจ้าหน้าที่กำลังสืบสวนหาสาเหตุที่ทำให้รถไฟขบวนนี้ตกราง ซึ่งตอนนี้ยังไม่แน่ชัด และใครก็ตามที่ต้องรับผิดชอบต่อเหตุการณ์นี้จะต้องถูกลงโทษ

ENRA บอกอีกว่า พวกเขาได้ส่งทีมช่างเทคนิคกับอุปกรณ์ต่างๆ ไปยังที่เกิดเหตุ เพื่อเก็บกวาดตู้รถไฟ และจะฟื้นฟูบริการรถไฟให้กลับมาเป็นปกติโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

ทั้งนี้ อียิปต์เผชิญอุบัติเหตุรถไฟบ่อยครั้ง โดยสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากการซ่อมบำรุงที่ไม่ดี และการขาดการลงทุน โดยหนึ่งในหายนะทางรถไฟครั้งเลวร้ายที่สุดเกิดขึ้นในปี 2545 เมื่อเกิดเพลิงไหม้รถไฟโดยสารที่กำลังมุ่งลงใต้จากกรุงไคโร จนทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 370 ศพ

รถไฟอียิปต์ตกราง: ความสูญเสียที่เลี่ยงได้?

เหตุการณ์รถไฟอียิปต์ตกรางครั้งล่าสุดนี้ สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาเรื้อรังของการคมนาคมทางรางในประเทศอียิปต์ อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง บ่งชี้ถึงการขาดการบำรุงรักษาที่เหมาะสม และการลงทุนที่ไม่เพียงพอในโครงสร้างพื้นฐาน การสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินจากเหตุการณ์เหล่านี้ เป็นสิ่งที่น่าเศร้าใจ และบ่งบอกถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการแก้ไขปัญหา

ปัจจัยเสี่ยงที่นำไปสู่โศกนาฏกรรมรถไฟ

  • การบำรุงรักษาที่ไม่ดี: สภาพของรางรถไฟ และตัวรถไฟเอง อาจไม่ได้มาตรฐาน หรือได้รับการดูแลอย่างสม่ำเสมอ
  • การขาดการลงทุน: งบประมาณที่จัดสรรให้กับระบบราง อาจไม่เพียงพอต่อการปรับปรุง และพัฒนาระบบให้ทันสมัย
  • การบังคับใช้กฎหมายที่หละหลวม: กฎระเบียบด้านความปลอดภัย อาจไม่ได้รับการปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด
  • ความผิดพลาดของมนุษย์: ความประมาท หรือความผิดพลาดของเจ้าหน้าที่ ก็อาจเป็นสาเหตุของอุบัติเหตุได้

การแก้ไขปัญหาเหล่านี้ จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน การปรับปรุงกฎระเบียบด้านความปลอดภัย และการฝึกอบรมบุคลากร จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ และสร้างความมั่นใจให้กับผู้ใช้บริการ

อุบัติเหตุรถไฟอียิปต์ตกรางครั้งนี้ เป็นเครื่องเตือนใจว่า ความปลอดภัยในการเดินทาง เป็นสิ่งที่ไม่อาจละเลยได้ การให้ความสำคัญกับการบำรุงรักษา การลงทุน และการบังคับใช้กฎหมาย จะช่วยป้องกันโศกนาฏกรรมเช่นนี้ ไม่ให้เกิดขึ้นอีกในอนาคต

การสูญเสียที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์ครั้งนี้ เป็นสิ่งที่น่าเสียใจอย่างยิ่ง หวังว่าทางการอียิปต์จะดำเนินการสอบสวนอย่างโปร่งใส และนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมาย นอกจากนี้ การเยียวยาผู้ประสบภัย และการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย ก็เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง

ที่มา – รถไฟอียิปต์ตกราง ดับสลด 3 ศพ บาดเจ็บนับร้อย รบ.ลั่นล่าตัวคนผิด