วัน: 8 กันยายน 2025

สันติ เผย ลุงป้อม ไม่เข้าประชุมพรรค ปัดข่าววางมือ

สันติ เผย ลุงป้อม ไม่เข้าประชุมพรรค ปัดข่าววางมือทางการเมือง

“สันติ” เผย “พล.อ.ประวิตร” ไม่เข้าประชุมพรรคพลังประชารัฐวันนี้ ปัดข่าววางมือทางการเมือง แจง ยังไม่ทราบรายละเอียดเก้าอี้

เมื่อเวลา 09.48 น. วันที่ 8 กันยายน 2568 นายสันติ พร้อมพัฒน์ เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ เดินทางเข้าร่วมประชุมพรรคพลังประชารัฐ พร้อมเปิดเผยต่อสื่อมวลชนว่าในวันนี้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ไม่ได้เดินทางมาประชุมกับพรรคแต่อย่างใด โดยตนไม่ทราบเหตุผล เนื่องจาก พล.อ.ประวิตรไม่ได้แจ้งล่วงหน้า

ผู้สื่อข่าวถามต่อถึงกระแสข่าวที่ระบุว่า พล.อ.ประวิตร ได้ประกาศเจตนารมณ์พร้อมจะสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง หมายความว่าเตรียมวางมือทางการเมืองหรือไม่ นายสันติ ยืนยันว่า “ไม่เป็นความจริง” และขณะนี้ตนยังไม่ทราบรายละเอียดเกี่ยวกับตำแหน่งหรือการจัดเก้าอี้ต่างๆ ภายในพรรค ต้องรอผลการประชุมและการพิจารณาของพรรคก่อน.

จากกรณีข่าวดังกล่าว ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์มากมายเกี่ยวกับอนาคตทางการเมืองของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ หนึ่งในบุคคลสำคัญทางการเมืองของประเทศไทย การที่นายสันติ พร้อมพัฒน์ เลขาธิการพรรค ออกมายืนยันว่าข่าวการวางมือทางการเมืองของ พล.อ.ประวิตร ไม่เป็นความจริง ทำให้หลายฝ่ายคลายความสงสัยไปได้บ้าง แต่ก็ยังคงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป

การไม่เข้าร่วมประชุมพรรคในวันนี้ของ พล.อ.ประวิตร สร้างความประหลาดใจให้กับหลายคน เนื่องจากโดยปกติแล้ว พล.อ.ประวิตร มักจะเข้าร่วมการประชุมพรรคอย่างสม่ำเสมอ การหายไปในวันนี้จึงเป็นที่น่าสังเกตและเกิดคำถามมากมาย

ทำไมลุงป้อมถึงไม่เข้าประชุมพรรค และเกี่ยวข้องกับการวางมือทางการเมืองหรือไม่?

ถึงแม้ว่านายสันติจะออกมาปฏิเสธข่าวการวางมือทางการเมือง แต่ก็ไม่ได้ให้เหตุผลที่ชัดเจนว่าทำไม พล.อ.ประวิตรถึงไม่เข้าร่วมประชุมพรรค การที่ไม่มีการแจ้งล่วงหน้ายิ่งทำให้สถานการณ์ดูคลุมเครือมากยิ่งขึ้น

หลายคนคาดการณ์ว่า การไม่เข้าร่วมประชุมพรรคในวันนี้ อาจเกี่ยวข้องกับการปรับโครงสร้างภายในพรรค หรือการเจรจาต่อรองตำแหน่งต่างๆ ที่กำลังดำเนินอยู่ก็เป็นได้ อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดนี้เป็นเพียงการคาดการณ์เท่านั้น ข้อเท็จจริงจะเป็นอย่างไรคงต้องรอการเปิดเผยจากทางพรรคพลังประชารัฐเอง

สถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การติดตามข่าวสารและข้อมูลอย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับบุคคลสำคัญทางการเมืองอย่าง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ที่มีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางทางการเมืองของประเทศไทย

การที่ สันติ เผย ลุงป้อม ไม่เข้าประชุมพรรค ในวันนี้ และปฏิเสธข่าวการวางมือทางการเมือง ทำให้เกิดคำถามมากมายที่รอคำตอบ การเมืองไทยยังคงเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน และการติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่องเป็นสิ่งจำเป็น

ดังนั้น การออกมาปฏิเสธข่าวของนายสันติก็ยังไม่ได้ทำให้ทุกฝ่ายสบายใจเสียทีเดียว ต้องรอการแถลงอย่างเป็นทางการจาก พล.อ.ประวิตรเอง หรือการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ชัดเจนกว่านี้ เพื่อยืนยันว่า ลุงป้อม ยังคงอยู่ในสนามการเมืองต่อไป และไม่ได้มีเจตนา วางมือทางการเมือง อย่างที่เป็นข่าว

ที่มา – “สันติ” เผย “ลุงป้อม” ไม่เข้าประชุมพรรควันนี้ ปัดข่าววางมือทางการเมือง

ลูกเกด สส. โดนคุก 2 ปี 8 เดือน คดี 112

ศาลอาญาพิพากษาจำคุก 2 ปี 8 เดือน “ลูกเกด” ชลธิชา แจ้งเร็ว สส.พรรคประชาชน คดี 112 โดยไม่รอลงอาญา ขณะนี้อยู่ระหว่างการยื่นประกันตัว

เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2568 ที่ห้องพิจารณา 901 ศาลอาญา เวลา 10.00 น. ศาลได้นัดฟังคำพิพากษาในคดีดูหมิ่นสถาบัน หมายเลขดำ อ.595/65 ซึ่งพนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 4 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง น.ส.ชลธิชา แจ้งเร็ว หรือลูกเกด สส.พรรคประชาชน (ปชน.) จังหวัดปทุมธานี ในฐานความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 4(3)

คดีนี้สืบเนื่องจากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2563 ที่จำเลยได้โพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊กส่วนตัวเกี่ยวกับ “ราษฎรสาส์น” ซึ่งเป็นจดหมายเปิดผนึกถึงสถาบัน โดยมีเนื้อหาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสถาบัน เช่น การไปพักอาศัยในต่างประเทศ การโอนอัตรากำลังพลและงบประมาณไปเป็นส่วนราชการในพระองค์ การใช้จ่ายงบประมาณของสถาบันที่ฟุ่มเฟือย และการเลื่อนยศตำแหน่งให้กับข้าราชการและพลเรือน จำเลยได้ให้การปฏิเสธและขอต่อสู้คดี พร้อมทั้งได้รับการประกันตัวในเวลาต่อมา

ในวันนี้ น.ส.ชลธิชาเดินทางมาศาล โดยมีกลุ่มเพื่อน สส. จากพรรคประชาชนมาให้กำลังใจ อาทิ นายปิยรัฐ จงเทพ, นายสหัสวัต คุ้มคง รวมถึงนายชัยธวัช ตุลาธน อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล นอกจากนี้ยังมีคณะทูตจากต่างประเทศเข้าร่วมสังเกตการณ์ด้วย

น.ส.ชลธิชากล่าวว่า เธอไม่ได้รู้สึกกังวลใจแต่อย่างใด เนื่องจากในช่วงที่มีการสืบพยาน เธอได้ทำหน้าที่ในการต่อสู้คดีอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเตรียมข้อเท็จจริงต่างๆ หลักการและเหตุผล รวมถึงข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการปราศรัยของเธอ ดังนั้นจึงไม่ได้มีความกังวลใดๆ ที่สำคัญ ไม่ว่าคำพิพากษาจะออกมาในรูปแบบใด เธอได้เตรียมตัวเรื่องการประกันตัวไว้แล้ว โดยคาดหวังว่าศาลจะให้สิทธิในการประกันตัว ซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน และเนื่องจากเป็นเพียงศาลชั้นต้น ยังมีสิทธิในการยื่นอุทธรณ์และฎีกาต่อไป เธอหวังว่าสิทธิในการประกันตัวเพื่อต่อสู้คดีในชั้นอุทธรณ์จะเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่เธอควรได้รับ

น.ส.ชลธิชากล่าวต่อไปว่า ข้อเท็จจริงที่เธอได้ปราศรัยนั้นมีกฎหมายรองรับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการออกกฎหมายในช่วงรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งมองว่ามีปัญหาในเรื่องของการใช้พระราชอำนาจกับสถาบันพระมหากษัตริย์ หรือเรื่องการใช้จ่ายงบประมาณ ซึ่งมีคำปราศรัยของเพื่อน สส. อย่างคุณเบญจา แสงจันทร์ ที่ได้อธิบายไว้อย่างชัดเจน ทำให้สังคมเห็นภาพเกี่ยวกับการจัดสรรงบประมาณของสถาบันพระมหากษัตริย์ในช่วงเวลานั้น ถ้อยคำที่เธอได้ปราศรัยไปนั้นมาจากความสนิทใจและความบริสุทธิ์ใจ ด้วยความปรารถนาดีต่อสถาบันฯ ที่อยากจะเห็นสถาบันพระมหากษัตริย์ยืนยงและมั่นคงในประเทศไทย

เมื่อถามถึงกรณีที่ศาลอาจไม่ให้ประกันตัว ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อตำแหน่ง สส. หรือไม่ น.ส.ชลธิชากล่าวว่า ทั้งตัวเธอและพรรคประชาชนได้เตรียมความพร้อมในทุกกรณี ไม่ว่าเธอจะสามารถออกมาทำหน้าที่ในฐานะ สส. ได้หรือไม่ก็ตาม อย่างไรก็ตาม เธอขอยืนยันกับประชาชนในพื้นที่ว่า พรรคประชาชนจะมีผู้แทนในเขตนั้นที่พร้อมทำหน้าที่ดูแลพวกเขาอย่างเต็มที่แน่นอน

ล่าสุด ศาลอาญารัชดาได้มีคำพิพากษาจำคุก น.ส.ชลธิชา เป็นเวลา 2 ปี 8 เดือน โดยไม่รอลงอาญา ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่าจำเลยกระทำผิดตามฟ้อง พิพากษาจำคุกจำเลยเป็นเวลา 4 ปี แต่เนื่องจากคำให้การของจำเลยเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาอยู่บ้าง จึงเห็นสมควรลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุกเป็นเวลา 2 ปี 8 เดือน

ขณะนี้ทีมทนายความอยู่ระหว่างการยื่นขอประกันตัว และจะรายงานความคืบหน้าให้ทราบต่อไป

ศาลสั่งคุก 2 ปี 8 เดือน “ลูกเกด” สส.พรรคประชาชน คดี 112

รายละเอียดคดี “ลูกเกด” สส.พรรคประชาชน คดี 112

คดีของลูกเกด ชลธิชา ถือเป็นอีกหนึ่งกรณีที่สะท้อนให้เห็นถึงความเข้มข้นของการบังคับใช้กฎหมายมาตรา 112 ในปัจจุบัน การที่ศาลตัดสินจำคุกโดยไม่รอลงอาญา ย่อมส่งผลกระทบต่ออนาคตทางการเมืองของเธออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และเป็นประเด็นที่ต้องติดตามต่อไปว่าการยื่นประกันตัวในชั้นอุทธรณ์จะประสบผลสำเร็จหรือไม่

การตัดสินคดีลูกเกด สส.พรรคประชาชน คดี 112 นี้ ยังเป็นการตอกย้ำถึงความสำคัญของเสรีภาพในการแสดงออกและความคิดเห็นในสังคมไทย การวิพากษ์วิจารณ์หรือแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ยังคงเป็นประเด็นที่อ่อนไหวและต้องกระทำด้วยความระมัดระวัง

สำหรับผู้ที่ติดตามข่าวสารเกี่ยวกับการเมืองไทย คงต้องจับตาดูความเคลื่อนไหวในคดีลูกเกด สส.พรรคประชาชน คดี 112 นี้อย่างใกล้ชิดต่อไป ทั้งในแง่ของกระบวนการทางกฎหมายและการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่อาจเกิดขึ้นตามมา

คดีนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้ทุกคนตระหนักถึงขอบเขตของเสรีภาพในการแสดงออก และความสำคัญของการใช้สิทธิอย่างรับผิดชอบ เพื่อให้สังคมไทยเป็นสังคมที่เปิดกว้างและเคารพในความหลากหลายทางความคิดเห็น

สำหรับประชาชนทั่วไป การติดตามข่าวสารและทำความเข้าใจในข้อกฎหมายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเสรีภาพในการแสดงออกเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อที่จะสามารถใช้สิทธิของตนเองได้อย่างถูกต้องและปลอดภัย

การที่ศาลมีคำตัดสินลูกเกด สส.พรรคประชาชน คดี 112 จำคุก 2 ปี 8 เดือนโดยไม่รอลงอาญา ทำให้เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับความเหมาะสมและความเป็นธรรมของกฎหมายดังกล่าว และอาจนำไปสู่การเรียกร้องให้มีการแก้ไขหรือยกเลิกกฎหมายมาตรา 112 ในอนาคต

ที่มา – สั่งคุก 2 ปี 8 เดือน ไม่รอลงอาญา “ลูกเกด” สส.พรรคประชาชน คดี 112

น้ำท่วมถนนศรีนครินทร์-แพรกษา อ่วม! พบเสียชีวิต

สถานการณ์น้ำท่วม “ถนนศรีนครินทร์-แพรกษา” ยังคงน่าเป็นห่วง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลกระทบที่เกิดขึ้นกับผู้คนที่ต้องสัญจรไปมาในบริเวณนั้น หลายพื้นที่ยังคงจมอยู่ใต้น้ำ และการสัญจรเป็นไปด้วยความยากลำบาก ที่น่าเศร้าใจยิ่งกว่าคือ มีรายงานผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ไฟช็อตกลางน้ำ

เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากอิทธิพลของฝนที่ตกลงมาอย่างหนักและต่อเนื่อง ตั้งแต่ช่วงบ่ายของวันที่ 7 กันยายน 2568 ในพื้นที่กรุงเทพฯ และสมุทรปราการ ทำให้ถนนหลายสายสำคัญเกิดน้ำท่วมขังสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณน้ำท่วม “ถนนศรีนครินทร์-แพรกษา” รวมถึงถนนเทพารักษ์ แยกแบริ่ง-ลาซาล แยกศรีด่าน และถนนสุขุมวิท ช่วงแยกหอนาฬิกา อำเภอเมืองสมุทรปราการ ในบางจุดระดับน้ำสูงเกือบมิดล้อรถ ทำให้การจราจรติดขัดเป็นระยะทางยาวหลายกิโลเมตร

นอกจากถนนสายหลักแล้ว บ้านเรือนของประชาชนในหลายหมู่บ้านก็ได้รับผลกระทบจากน้ำที่เอ่อล้นเข้าท่วม ทำให้ชาวบ้านต้องรีบยกสิ่งของขึ้นที่สูงเพื่อป้องกันความเสียหาย ผู้ใช้รถใช้ถนนจำนวนมากได้โพสต์ภาพและคลิปวิดีโอลงในสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อเตือนให้หลีกเลี่ยงเส้นทางดังกล่าว หลายคนต้องจอดรถรอข้างทางเพื่อรอน้ำลด และมีรถยนต์และรถจักรยานยนต์จำนวนมากที่เสียอยู่กลางน้ำ

เจ้าหน้าที่จากหน่วยงานต่างๆ ได้เร่งดำเนินการเปิดเครื่องสูบน้ำเพื่อระบายน้ำลงคลองอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ช่วงค่ำของวันที่ 7 กันยายน 2568 แต่จนถึงเวลา 08.00 น. ของวันที่ 8 กันยายน 2568 ระดับน้ำในหลายพื้นที่ยังคงไม่ลดลงสู่ภาวะปกติ ทำให้โรงเรียนหลายแห่งในบริเวณนั้นประกาศหยุดการเรียนการสอนเป็นเวลา 1 วัน และปรับรูปแบบการเรียนการสอนเป็นออนไลน์เป็นการชั่วคราว

ในช่วงกลางดึกของวันที่ 7 กันยายน ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองสมุทรปราการ ได้รับแจ้งเหตุพบผู้เสียชีวิตบนถนนแพรกษา บริเวณหน้าร้านก๋วยเตี๋ยวเรือ มุ่งหน้าไปยังคลองเก้า ที่เกิดเหตุพบศพของนายธนากร นาคสุทิน อายุ 17 ปี นอนเสียชีวิตอยู่ใกล้กับรถจักรยานยนต์ ท่ามกลางน้ำที่ยังคงท่วมขัง

จากการสอบสวนเบื้องต้น ทราบว่าผู้เสียชีวิตกำลังเข็นรถจักรยานยนต์ฝ่าน้ำท่วม ขณะนั้นมีรถกระบะขับผ่านไปด้วยความเร็ว ทำให้น้ำกระเซ็นใส่ร่างของนายธนากร จนเสียหลักล้มลง มือไปสัมผัสกับแบริเออร์กั้นทาง ซึ่งมีการติดตั้งสายไฟสำหรับหลอดไฟส่องสว่าง ทำให้เกิดกระแสไฟรั่วช็อตร่างจนเสียชีวิตทันที เหตุการณ์น้ำท่วม “ถนนศรีนครินทร์-แพรกษา” ครั้งนี้จึงนำมาซึ่งความสูญเสีย

น้ำท่วม “ถนนศรีนครินทร์-แพรกษา”

อย่างไรก็ตาม ในขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังเร่งดำเนินการตรวจสอบความปลอดภัยของระบบไฟฟ้าในพื้นที่ก่อสร้างถนน และเร่งระบายน้ำออกจากถนน เพื่อให้สถานการณ์กลับเข้าสู่สภาวะปกติโดยเร็วที่สุด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย

การป้องกันเหตุไฟฟ้าดูดจากสถานการณ์น้ำท่วม

สถานการณ์น้ำท่วม “ถนนศรีนครินทร์-แพรกษา” ทำให้เราเห็นถึงความสำคัญของการป้องกันอุบัติเหตุจากไฟฟ้าดูด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงฤดูฝนและช่วงเวลาที่เกิดน้ำท่วมขัง เราควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับวัตถุที่เป็นสื่อนำไฟฟ้า เช่น เสาไฟฟ้า ป้ายต่างๆ หรือสายไฟที่อาจจะตกลงมาในน้ำ หากจำเป็นต้องเดินลุยน้ำ ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าไม่มีกระแสไฟฟ้ารั่วไหลอยู่ในบริเวณนั้น และสวมใส่รองเท้าบูทเพื่อป้องกัน

นอกจากนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรตรวจสอบและแก้ไขระบบไฟฟ้าในพื้นที่สาธารณะให้มีความปลอดภัยอยู่เสมอ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์tragic เช่นที่เกิดขึ้นบนน้ำท่วม “ถนนศรีนครินทร์-แพรกษา” อีกต่อไป

ที่มา – น้ำท่วม “ถนนศรีนครินทร์-แพรกษา” อ่วมหนัก พบผู้เสียชีวิตถูกไฟช็อตกลางน้ำ

บิ๊กป้อมไม่รับตำแหน่งใน ครม.อนุทิน 1

พล.อ.ประวิตร ลั่นไม่ขอรับตำแหน่งใน “ครม.อนุทิน 1” ขอหนุนอยู่เบื้องหลัง พร้อมใช้ความรู้ความสามารถสนับสนุนรัฐบาลอย่างเต็มที่

เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2568 พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ได้ออกมาแสดงความชัดเจนเกี่ยวกับกระแสข่าวการต่อรองตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม โดยยืนยันว่า ตนเองมีความตั้งใจที่จะสนับสนุนรัฐบาลของนายกรัฐมนตรีอนุทินให้สามารถทำงานแก้ไขปัญหาของประเทศได้อย่างเต็มที่ในช่วงเวลา 4 เดือนที่เหลือก่อนการยุบสภา โดยปราศจากการต่อรองหรือเรียกร้องใดๆ ทั้งสิ้น พล.อ.ประวิตร ยังประกาศอย่างชัดเจนว่า จะไม่ขอรับตำแหน่งใดๆ ในรัฐบาลชุดนี้ รวมถึงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ตามที่มีข่าวปรากฏ

พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า การตัดสินใจครั้งนี้เป็นการเปิดโอกาสให้นายกรัฐมนตรีสามารถสรรหาบุคคลที่เหมาะสมเข้ามาทำหน้าที่แก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา และดูแลรักษาชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ได้อย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการต่อรองทางการเมืองใดๆ โดยยึดถือผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ

“ผมยินดีที่จะสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง และพร้อมใช้ความรู้ ประสบการณ์และเครือข่ายระหว่างประเทศด้านความมั่นคงของผมที่มีถ้าสามารถจะเป็นประโยชน์ได้ไม่ว่าในด้านใดก็ตาม และต้องการที่จะเห็นประเทศชาติของเราเดินหน้าสู่การแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังโดยเร็ว” พล.อ.ประวิตรกล่าว

บิ๊กป้อมไม่รับตำแหน่งใน ครม.อนุทิน 1

การประกาศดังกล่าวของพล.อ.ประวิตร ถือเป็นการแสดงความรับผิดชอบทางการเมือง และความมุ่งมั่นที่จะสนับสนุนการทำงานของรัฐบาลอย่างเต็มที่ โดยไม่หวังผลตอบแทนส่วนตัว แต่ต้องการเห็นประเทศชาติเดินหน้าไปข้างหน้า และแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่ประชาชนกำลังเผชิญอยู่

อะไรคือเหตุผลที่ บิ๊กป้อมไม่รับตำแหน่งใน ครม.อนุทิน 1?

เหตุผลหลักที่ พล.อ.ประวิตร ไม่ขอรับตำแหน่งในคณะรัฐมนตรีชุดใหม่คือการต้องการเปิดทางให้มีการสรรหาบุคคลที่เหมาะสมและมีความสามารถเข้ามาบริหารประเทศอย่างเต็มที่ โดยปราศจากข้อกังวลทางการเมืองใดๆ ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นถึงความเสียสละและความมุ่งมั่นที่จะทำเพื่อประเทศชาติอย่างแท้จริง

  • ต้องการสนับสนุนรัฐบาลอย่างเต็มที่: พล.อ.ประวิตร ต้องการสนับสนุนรัฐบาลให้ทำงานได้อย่างเต็มที่ โดยไม่มีข้อผูกมัดหรือการต่อรองใดๆ
  • เปิดทางให้คนรุ่นใหม่: การไม่รับตำแหน่งเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ที่มีความสามารถได้เข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารประเทศ
  • ใช้ประสบการณ์สนับสนุนเบื้องหลัง: พล.อ.ประวิตร พร้อมใช้ประสบการณ์และเครือข่ายที่มีอยู่สนับสนุนรัฐบาลจากเบื้องหลัง

การตัดสินใจของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะสนับสนุนการทำงานของรัฐบาลชุดใหม่ และความต้องการที่จะเห็นประเทศไทยเดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคง ถึงแม้จะไม่ได้รับตำแหน่งใดๆ ในคณะรัฐมนตรี แต่ก็พร้อมที่จะสนับสนุนและให้ความช่วยเหลือในทุกๆ ด้านเท่าที่จะทำได้ นี่อาจเป็นก้าวสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองไทย ที่เน้นการทำงานร่วมกันเพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ การที่ บิ๊กป้อมไม่รับตำแหน่งใน ครม.อนุทิน 1 จึงเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนถึงความตั้งใจที่จะสนับสนุนการทำงานของรัฐบาลอย่างเต็มที่ และพร้อมที่จะใช้ประสบการณ์และความรู้ความสามารถที่มีอยู่เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ

แม้ว่า พล.อ.ประวิตร จะไม่ได้ดำรงตำแหน่งในรัฐบาล แต่การสนับสนุนและความช่วยเหลือจากประสบการณ์ของท่าน จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการพัฒนาประเทศในทุกๆ ด้าน

ที่มา – “บิ๊กป้อม” ปัดต่อรอง ลั่นไม่ขอรับตำแหน่งใน “ครม.อนุทิน 1” ขอหนุนอยู่เบื้องหลัง

คดีฟ้องร้องที่ไม่ใช่ SLAPP: ความต่างที่ต้องรู้

สังคมไทยคุ้นเคยกับคำว่า SLAPP หรือ Strategic Lawsuit Against Public Participation มาระยะหนึ่งแล้ว SLAPP หมายถึง “การฟ้องร้องเชิงยุทธศาสตร์เพื่อปิดปากการมีส่วนร่วมสาธารณะ” ซึ่งส่วนใหญ่มักใช้กฎหมายหมิ่นประมาท หรือ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ฟ้องนักกิจกรรม นักสิทธิมนุษยชน หรือประชาชนที่ออกมาแสดงความคิดเห็น

ลักษณะการฟ้องร้องที่เรียกว่า SLAPP มักมีเป้าหมายไม่ใช่การพิสูจน์ความถูกผิด แต่เป็นการสร้าง “ภาระ” ให้ผู้ถูกฟ้อง เช่น ค่าใช้จ่าย เวลา และแรงกดดันทางจิตใจ ส่งผลให้เกิดความหวาดกลัว ไม่กล้าแสดงความคิดเห็น ทำให้การตรวจสอบหรือวิพากษ์วิจารณ์ลดลง

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่คดีหมิ่นประมาททุกคดีจะถูกจัดเป็น SLAPP การวินิจฉัยต้องพิจารณาเจตนาของผู้ฟ้องร้อง และลักษณะของการแสดงออกเพื่อประโยชน์สาธารณะ นั่นคือ ความต่างของคดีฟ้องร้องที่ใช้สิทธิทางกฎหมาย ที่ไม่ควรถูกเหมารวมว่าเป็น SLAPP ทุกกรณี

ข้อเท็จจริงเป็นสิ่งสำคัญ หากการวิพากษ์วิจารณ์อยู่บนฐานข้อมูลที่ถูกต้อง แม้กระทบต่อบุคคลหรือองค์กร ก็ถือเป็นการใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นตามรัฐธรรมนูญเพื่อประโยชน์ส่วนรวม

แต่หากเผยแพร่ข้อมูลเท็จ ใช้ภาพหรือสื่อที่บิดเบือน ทำให้สาธารณะเข้าใจผิด และสร้างความเสียหายต่อชื่อเสียง ผู้ได้รับผลกระทบย่อมมีสิทธิทางกฎหมายในการปกป้องสิทธิและเรียกร้องความเป็นธรรม

ตัวอย่างเช่น ดาราสาวฟ้องร้องผู้ที่กล่าวหาว่าเป็น “ดาราอกตัญญู” บนโซเชียลมีเดีย การกล่าวหาดังกล่าวถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง ล้ำเส้นไปสู่การหมิ่นประมาท ทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง การที่ดาราสาวฟ้องร้องจึงเป็นการใช้สิทธิปกป้องชื่อเสียงจากการถูกโจมตีด้วยข้อความเท็จ

อีกกรณีคือ บริษัทเอกชนดำเนินคดีกับองค์กรภาคประชาสังคม จากการเผยแพร่ภาพและข้อความที่อ้างว่าเป็นฟาร์มและบ่อเลี้ยงปลาหมอคางดำ บริษัทอ้างว่าภาพและข้อความดังกล่าวบิดเบือนข้อเท็จจริง ทำให้เกิดความเข้าใจผิดและส่งผลกระทบต่อชื่อเสียง

การดำเนินคดีของบริษัทเอกชน จึงเป็นการใช้สิทธิทางกฎหมายขั้นพื้นฐานของผู้เสียหาย มิใช่การฟ้องเพื่อสกัดกั้นการแสดงความคิดเห็นสาธารณะ คดีอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของพนักงานอัยการ ซึ่งผลลัพธ์มีความสำคัญในฐานะบทเรียนทางสังคมเกี่ยวกับการรักษาสมดุลระหว่างสิทธิในการแสดงความคิดเห็น และสิทธิในการได้รับความคุ้มครองจากข้อมูลเท็จ

ความต่างของคดีฟ้องร้องที่ใช้สิทธิทางกฎหมาย ที่ไม่ควรถูกเหมารวมว่าเป็น SLAPP

ประเด็นสำคัญคือ สังคมไม่ควรใช้คำว่า “SLAPP” อย่างกว้างขวาง แต่ต้องพิจารณาสาระของการสื่อสาร เนื้อหาที่เผยแพร่ถูกต้องหรือไม่ ใช้ภาพและข้อมูลตรงกับความจริงหรือไม่ การฟ้องร้องเกิดจากเจตนาปิดปากหรือเพื่อปกป้องสิทธิจากการถูกบิดเบือนกันแน่

ทำความเข้าใจ: ความต่างของคดีฟ้องร้องที่ใช้สิทธิทางกฎหมาย ที่ไม่ควรถูกเหมารวมว่าเป็น SLAPP

การพิจารณาว่าคดีใดเป็น SLAPP และคดีใดเป็นการใช้สิทธิทางกฎหมายอย่าง正当นั้น ต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน โดยคำนึงถึงปัจจัยต่างๆ ดังนี้:

  • เจตนาในการฟ้องร้อง: ผู้ฟ้องร้องมีเจตนาที่จะปิดกั้นการแสดงความคิดเห็นของผู้อื่น หรือมีเจตนาที่จะปกป้องสิทธิของตนเอง
  • ลักษณะของการแสดงความคิดเห็น: การแสดงความคิดเห็นนั้นเป็นการวิพากษ์วิจารณ์โดยสุจริต หรือเป็นการใส่ร้ายป้ายสี
  • ข้อมูลที่ใช้ในการแสดงความคิดเห็น: ข้อมูลที่ใช้ในการแสดงความคิดเห็นนั้นถูกต้องหรือไม่ มีการบิดเบือนข้อเท็จจริงหรือไม่
  • ผลกระทบที่เกิดขึ้น: การแสดงความคิดเห็นนั้นก่อให้เกิดผลกระทบต่อผู้อื่นมากน้อยเพียงใด

ความต่างของคดีฟ้องร้องที่ใช้สิทธิทางกฎหมาย ที่ไม่ควรถูกเหมารวมว่าเป็น SLAPP ต้องได้รับการพิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วน เพื่อความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย

ดังนั้น การทำความเข้าใจในรายละเอียดของแต่ละคดีและการระมัดระวังในการใช้คำ จึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อไม่ให้เกิดการตัดสินที่ผิดพลาดและปกป้องสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของทุกคน

ที่มา – ความต่างของคดีฟ้องร้องที่ใช้สิทธิทางกฎหมาย ที่ไม่ควรถูกเหมารวมว่าเป็น SLAPP

ทั่วโลกชม! ปรากฏการณ์ พระจันทร์สีเลือด สุดอลังการ

ทั่วโลกแห่ชมปรากฏการณ์ “พระจันทร์สีเลือด” ประชาชนในหลายประเทศพร้อมใจกันเฝ้าท้องฟ้า เปิดกล้องส่องภาพจันทรุปราคาเต็มดวงเป็นสีแดงฉาน

เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2568 สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า ในค่ำคืนวันที่ 7 เข้าสู่ 8 กันยายน 2568 ทั่วโลกต่างได้เห็นปรากฏการณ์ “จันทรุปราคาเต็มดวง” หรือที่เรียกกันว่า “พระจันทร์สีเลือด” (Blood Moon) ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อโลกเคลื่อนผ่านระหว่างดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ ทำให้เงาโลกบดบังและทำให้พระจันทร์เปลี่ยนเป็นสีแดงฉาน

ในฟิลิปปินส์ ประชาชนในกรุงเกซอนซิตี ต่างใช้กล้องโทรทรรศน์เฝ้าสังเกตท้องฟ้าก่อนเที่ยงคืน บนลานมหาวิทยาลัยเพื่อรอชมปรากฏการณ์ดังกล่าว ขณะที่ในอินโดนีเซีย ผู้คนในเมืองตังเกอรังก็สามารถเห็นพระจันทร์เต็มดวงเปลี่ยนเป็นสีแดงได้ชัดเจน

ทางด้านอิหร่าน ชมรมดาราศาสตร์หลายแห่งได้นำกล้องโทรทรรศน์มาตั้งให้ประชาชนได้ชมใกล้ชิด โดยที่กรุงเตหะราน ประชาชนจำนวนมากแห่มารวมตัวกันที่สวนสาธารณะ Water and Fire Park บริเวณ Nature Bridge เพื่อดูพระจันทร์ค่อย ๆ กลายเป็นสีแดงเข้มตั้งแต่เวลา 19.57 น. ก่อนจะเข้าสู่ช่วงคราสเต็มดวงเวลา 21.10 น. ตามเวลาท้องถิ่น

ขณะที่ในอินเดีย ซึ่งนับเป็นการเกิดจันทรุปราคาเต็มดวงครั้งที่ยาวนานที่สุดตั้งแต่ปี 2565 ประชาชนทั่วประเทศสามารถชมได้ชัดเจน โดยพิพิธภัณฑ์ Birla Industrial Technological Museum ในเมืองกัลกาตา จัดกิจกรรมพิเศษให้นักท่องเที่ยวและเด็ก ๆ เรียนรู้ปรากฏการณ์พร้อมชมจริง ส่วนที่เมืองลัคเนาว์ ศูนย์วิทยาศาสตร์ภูมิภาคก็จัดตั้งเลนส์ความละเอียดสูงให้ประชาชนได้ดูใกล้ชิด

นักดาราศาสตร์อินเดียยืนยันว่า แม้ในความเชื่อท้องถิ่นบางแห่งจะผูกโยงจันทรุปราคากับความเชื่อเรื่องโชคร้าย แต่แท้จริงแล้วนี่คือ ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่ปลอดภัยต่อมนุษย์และสัตว์

สำหรับเวลาปรากฏการณ์ในอินเดีย จันทร์เต็มดวงเข้าสู่คราสเต็มดวงตั้งแต่เวลา 23.01 น. ถึง 00.23 น. วันที่ 8 ก.ย. ก่อนจะสิ้นสุดคราสบางส่วนเวลา 01.26 น. และสิ้นสุดทั้งหมดในเวลา 02.25 น.

ภาพพระจันทร์แดงฉานจากหลายประเทศจึงสะท้อนถึงความมหัศจรรย์ที่ทำให้ผู้คนทั่วโลกพร้อมใจกันเงยหน้าสู่ท้องฟ้าในค่ำคืนเดียวกัน.

ปรากฏการณ์ พระจันทร์สีเลือด ที่ทั่วโลกรอคอย

ปรากฏการณ์ พระจันทร์สีเลือด เป็นปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ที่น่าตื่นตาตื่นใจ และดึงดูดผู้คนจากทั่วทุกมุมโลกให้มาเฝ้าชมกันในค่ำคืนที่เกิดจันทรุปราคาเต็มดวง ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นจากการที่โลกของเราเคลื่อนที่ไปอยู่ระหว่างดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ ทำให้เงาของโลกบดบังดวงจันทร์ และแสงอาทิตย์ที่ส่องผ่านชั้นบรรยากาศของโลกกระเจิงออกไป ทำให้ดวงจันทร์ปรากฏเป็นสีแดงหรือสีส้ม เป็นที่มาของชื่อ พระจันทร์สีเลือด

ทำไมถึงต้องชม พระจันทร์สีเลือด?

นอกจากความสวยงามและน่าตื่นตาตื่นใจแล้ว การชม พระจันทร์สีเลือด ยังเป็นโอกาสที่ดีในการเรียนรู้เกี่ยวกับปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ และทำความเข้าใจเกี่ยวกับระบบสุริยะของเรา การได้เห็นปรากฏการณ์นี้ด้วยตาตัวเอง จะสร้างความประทับใจและความทรงจำที่ดีให้กับชีวิตของเรา

  • เป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่สวยงามและน่าตื่นตาตื่นใจ
  • เป็นโอกาสในการเรียนรู้เกี่ยวกับดาราศาสตร์
  • เป็นประสบการณ์ที่น่าจดจำ

สำหรับใครที่พลาดชมปรากฏการณ์ พระจันทร์สีเลือด ในครั้งนี้ ไม่ต้องเสียใจ เพราะปรากฏการณ์นี้จะเกิดขึ้นอีกในอนาคต เตรียมตัวให้พร้อมและรอชมปรากฏการณ์อันน่าทึ่งนี้ในครั้งต่อไป!

ที่มา – หลายประเทศทั่วโลกร่วมชมปรากฎการณ์ “พระจันทร์สีเลือด”

ด่วน! สนามบินอิสราเอลโดนโจมตีด้วยโดรน ปิดน่านฟ้า

สถานการณ์ตึงเครียดยังคงดำเนินต่อไป เมื่อสนามบินอิสราเอลโดนโจมตีด้วยโดรน ส่งผลให้ต้องมีการประกาศปิดน่านฟ้าและยกเลิกเที่ยวบินอย่างเร่งด่วน กองทัพอิสราเอลได้เปิดเผยภาพความเสียหายที่เกิดขึ้นภายในสนามบินทางตอนใต้ของประเทศ ซึ่งเป็นผลมาจากการโจมตีด้วยโดรนของกลุ่มกบฏฮูตีในเยเมน

หน่วยงานท่าอากาศยานอิสราเอลรายงานว่า กลุ่มฮูตีได้ส่งโดรนหลายลำเข้าโจมตี โดยบางส่วนถูกสกัดกั้นได้ก่อนที่จะเข้าสู่น่านฟ้าอิสราเอล แต่ก็มีอย่างน้อยหนึ่งลำที่สามารถหลุดรอดการป้องกันและพุ่งชนอาคารผู้โดยสารของสนามบินนานาชาติราโมน ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับเมืองท่องเที่ยวอีแลตทางตอนใต้ของประเทศ

นัสรูดดีน อาเมอร์ รองหัวหน้าสำนักงานสื่อสารของกลุ่มฮูตี ได้ออกมาแสดงความยินดีกับปฏิบัติการครั้งนี้ผ่านทางโซเชียลมีเดีย โดยกล่าวว่าเป็นปฏิบัติการทางทหารที่มีคุณภาพอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน พร้อมทั้งข่มขู่ว่าสนามบินของศัตรูนั้นไม่ปลอดภัย และเรียกร้องให้ชาวต่างชาติออกจากพื้นที่เพื่อความปลอดภัยของตนเอง นอกจากนี้ เขายังกล่าวเพิ่มเติมว่าเป้าหมายสำคัญอื่น ๆ ก็กำลังถูกโจมตีเช่นกัน

เหตุการณ์สนามบินอิสราเอลโดนโจมตีด้วยโดรนครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงสองสัปดาห์หลังจากที่อิสราเอลได้ทำการโจมตีกรุงซานา ซึ่งเป็นเหตุให้ นายกรัฐมนตรี อาเหม็ด อัล-ราฮาวี ของรัฐบาลฮูตี เสียชีวิตพร้อมกับรัฐมนตรีอีกหลายราย ถือเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงสุดของกลุ่มฮูตีที่ถูกสังหารในปฏิบัติการทางทหารของอิสราเอลและสหรัฐฯ

หลังจากการเสียชีวิตของผู้นำคนดังกล่าว กลุ่มฮูตีได้ประกาศว่าจะเพิ่มระดับการโจมตีต่ออิสราเอล รวมถึงเรือสินค้าที่แล่นผ่านเส้นทางเดินเรือที่สำคัญในทะเลแดงใกล้กับเยเมน

ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา กลุ่มฮูตีได้ยิงขีปนาวุธและโดรนโจมตีอิสราเอลเกือบทุกวัน บางวันอาจมีหลายครั้ง และล่าสุดยังหันมาใช้อาวุธยุทโธปกรณ์แบบลูกระเบิดคลัสเตอร์ ซึ่งกระจายหัวระเบิดย่อยจำนวนมาก ทำให้ระบบป้องกันทางอากาศของอิสราเอลสกัดกั้นได้ยากยิ่งขึ้น

สนามบินนานาชาติราโมน ซึ่งเป็นสนามบินอิสราเอลโดนโจมตีด้วยโดรนในครั้งนี้ เปิดให้บริการเมื่อปี 2019 ตั้งอยู่ห่างจากเมืองอีแลตเพียง 19 กิโลเมตร ให้บริการทั้งเที่ยวบินภายในประเทศและระหว่างประเทศ แม้ว่าจะมีขนาดเล็กกว่าสนามบินหลักอย่าง เบน กูเรียน ที่อยู่ใกล้กับกรุงเทลอาวีฟก็ตาม

เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ขีปนาวุธของกลุ่มฮูตีเคยตกลงใกล้กับสนามบินนานาชาติหลักของอิสราเอล จนทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย 4 ราย และส่งผลให้สายการบินจำนวนมากยกเลิกเที่ยวบินมายังอิสราเอลเป็นเวลาหลายเดือน

สนามบินอิสราเอลโดนโจมตีด้วยโดรน

ผลกระทบต่อการเดินทางจากเหตุการณ์สนามบินอิสราเอลโดนโจมตีด้วยโดรน

การโจมตีนี้ส่งผลกระทบอย่างมากต่อการเดินทางทั้งภายในและภายนอกประเทศอิสราเอล ผู้โดยสารจำนวนมากได้รับผลกระทบจากการยกเลิกเที่ยวบินและการปิดน่านฟ้า ความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นยังส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวและนักลงทุน

  • เที่ยวบินถูกยกเลิกและเลื่อน
  • นักท่องเที่ยวและนักธุรกิจได้รับความเดือดร้อน
  • ความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยเพิ่มสูงขึ้น

สถานการณ์สนามบินอิสราเอลโดนโจมตีด้วยโดรนนี้ยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากความไม่แน่นอนทางการเมืองและความขัดแย้งในภูมิภาคยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยและการเดินทาง

ที่มา – สนามบินอิสราเอลโดนโจมตีด้วยโดรน ปิดน่านฟ้า-ยกเลิกเที่ยวบิน

ลายดอกยาง: เลือกยางให้เกาะถนนและรีดน้ำดี

ยางที่ใช้สำหรับฤดูฝนหรือใช้งานในเขตพื้นที่ที่มีฝนตกชุก ต้องมีลักษณะของลายดอกยางแบบทิศทางเดียว (Directional) หรือ ลายดอกยางแบบไม่สมมาตร (Asymmetric) ที่มีร่องรีดน้ำลึกและกว้าง เพื่อรีดน้ำออกได้อย่างรวดเร็ว ลายดอกยางแบบทิศทางเดียว ช่วยลดอาการเหินน้ำ เพิ่มการยึดเกาะบนถนนเปียกชื้น ควรเลือก เนื้อยางที่ออกแบบมาเป็นพิเศษสำหรับใช้งานบนถนนเปียก ความลึกของดอกยางต้องไม่ต่ำกว่า 3 มม.. ลักษณะดอกยางที่รีดน้ำดีลายดอกยางทิศทางเดียว (Directional Tread Pattern) ลักษณะก็คือ มีลูกศรชี้ทิศทางการหมุนของยางบนแก้มยาง ส่วนประสิทธิภาพหรือคุณสมบัติของยางฝนที่ดี เป้าประสงค์ก็คือการออกแบบมาเพื่อรีดน้ำได้อย่างรวดเร็ว และช่วยในการทรงตัวของรถเมื่อขับในขณะที่มีฝนตกและผิวถนนเปียกลื่น ลายดอกยางแบบไม่สมมาตร (Asymmetric Tread Pattern) ลักษณะ: มีลายดอกยางที่แตกต่างกันระหว่างฝั่งซ้ายและขวาของหน้ายาง ฝั่งหนึ่งมักออกแบบมาเพื่อการยึดเกาะถนนเปียกที่ดี และอีกฝั่งหนึ่งสำหรับการเข้าโค้ง

ดอกยางแบบทิศทางเดียว Directional Tread Pattern ลายดอกยางจะเหมือนกัน ไปในทางเดียวกันทั้งซ้าย-ขวา และจะมีสัญลักษณ์อยู่ข้างยางเพื่อบอกทิศทางการหมุนของยาง โดยยางประเภทนี้จะรีดน้ำได้ดี แถมยังรวดเร็วกว่ายางประเภทอื่น ช่วยควบคุมการทรงตัวของรถได้อย่างดี ออกแบบมาสำหรับรถที่ใช้ความเร็วสูง

ดอกยางแบบ 2 ทิศทาง Two-way tread pattern ลายดอกยางจะแบ่งครึ่งเป็น 2 ด้าน ลายแบบเดียวกันทั้งซ้ายขวา แต่สวนทางกัน โดยจะออกแบบมาสำหรับรถที่ไม่ใช้ความเร็วสูง

ดอกยางแบบไม่สมมาตรกัน Asymmetric ลายดอกยางจะแตกต่างกันบนหน้ายาง มีความหนาไม่เท่ากันทั้งสองฝั่ง ซึ่งลายดอกยางด้านในออกแบบมาเพื่อเน้นการขับขี่เร็วมาก และลายดอกยางด้านนอกออกแบบมาเพื่อขับขี่ในทางเข้าโค้งหรือคดเคี้ยวมาก ด้วยความเร็วสูง

ดอกยางรถยนต์มีหน้าที่สร้างแรงยึดเกาะและรีดน้ำเมื่อขับบนถนนที่เปียกชื้น ควรเลือกใช้ดอกยางให้เหมาะสมกับลักษณะการใช้งาน พื้นที่ที่มีฝนตกชุก นิสัยส่วนตัวในการขับรถ

ยางสำหรับถนนเปียก

ดอกยาง
ดอกยางสำหรับถนนเปียกที่ดี จะต้องมีร่องรีดน้ำลึก กว้าง และมีลายดอกยางทิศทางที่ถูกต้อง เช่น แบบสมมาตรมีร่องรีดน้ำตรงกลาง หรือแบบทิศทางเดียว V-Shape ออกแบบมาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการควบคุมทรงตัวของรถ ยึดเกาะทั้งถนนเปียกและแห้ง ที่สำคัญคือช่วยรีดน้ำออกจากหน้ายางได้เร็ว เพิ่มแรงต้านต่อการเหินน้ำเมื่อรถใช้ความเร็วสูง ลดโอกาสเกิดเหตุลื่นไถลขณะขับขี่ อันเป็นเหตุให้รถยนต์เสียการควบคุมนั่นเอง

ความลึกของร่องดอกยาง
ตามกฎหมายได้ระบุว่าความลึกดอกยางขั้นต่ำไว้ที่ 1.6 มิลลิเมตร แต่สำหรับหน้าฝน แนะนำไม่ควรต่ำกว่า 3 มิลลิเมตร เมื่อดอกยางยิ่งลึก จะยิ่งเพิ่มความสามารถในการรีดน้ำได้ดีมากขึ้น โดยสามารถเช็กขนาดของผิวหน้าดอกยาง โดยการวัดจากสะพานยาง หรือแถบเล็กๆ ในร่องดอกยาง หากเริ่มสึกจนจะเสมอกันแล้ว นี่เป็นสัญญาณว่าถึงเวลาเปลี่ยนยางใหม่

ค่า Wet Grip ยางรถยนต์
เลือกยางรถยนต์ที่มีค่า Wet Grip สูง หรือเป็นค่าที่แสดงถึงประสิทธิภาพการยึดเกาะถนนที่เปียก โดยตามหาค่านี้ได้จากสติกเกอร์ที่แปะอยู่บนยาง หรือสังเกตแถบที่เขียนว่า “Wet Grip” พร้อมตัวอักษร A-G ซึ่งระดับ A คือมีประสิทธิภาพการยึดเกาะสูงสุด และ G คือต่ำสุด

อายุของยาง
แม้จะใช้ยางมามากกว่า 5-6 ปี แต่ดอกยางยังลึกอยู่ก็ไม่ควรนิ่งนอนใจ เพราะเนื้อยางอาจตาย หมายบถึงการเสื่อมสภาพไปตามเวลา เนื้อยางอาจจะแข็งกระด้าง ลดประสิทธิภาพการยึดเกาะถนน หากต้องขับในสภาพถนนเปียกแล้ว กลายเป็นความเสี่ยง ควบคุมรถยากขึ้น ให้ตรวจเช็กรหัส DOT ตัวเลข 4 หลักสุดท้าย ซึ่งจะระบุสัปดาห์และปีที่ผลิต เช่น 2525 หมายความว่าผลิตในสัปดาห์ที่ 25 ปี 2025

ส่วนผสมของเนื้อยาง
ยางสำหรับถนนเปียกที่ดีจะต้องทำหน้าที่ยึดเกาะถนนเต็มประสิทธิภาพ ดังนั้นยางที่มีส่วนผสมของซิลิกา (Silica) จึงเหมาะสม ด้วยประสิทธิภาพที่มีความยืดหยุ่น ทำให้เกาะถนนได้ดีแม้พื้นผิวเปียก

ขนาดและความกว้างของยาง
ไม่ควรเปลี่ยนขนาดยางรถยนต์เพื่อความเท่ เพราะจะเป็นการลดประสิทธิภาพการยึดเกาะและการขับขี่ ให้เลือกใช้ขนาดยางตามคู่มือของรถยนต์ โดยเฉพาะความกว้างของหน้ายาง เพราะส่วนนี้จะมีผลต่อการระบายน้ำและการยึดเกาะบนถนน หากลดหน้ายางให้ต่ำกว่ามาตรฐาน จะทำให้รีดน้ำไม่ได้ดี ส่งผลให้ยากต่อการควบคุมขณะขับขี่

การต้านทานการสึกหรอ
ควรเลือกยางสำหรับถนนเปียกที่มีคุณภาพสูง มีความทนทานต่อการสึกหรอ สามารถใช้งานได้ยาวนานเต็มประสิทธิภาพ

เรื่องของลายดอกยาง…เลือกยางอย่างไรให้เกาะถนนและรีดน้ำได้ดี ?

ยางดีแล้วก็ควรลดความเร็วลงมาเมื่อเกิดฝนตก ความเร็วที่มากกว่า 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมงจะเริ่มอันตรายหากผิวถนนมีน้ำขังอยู่แล้วขับด้วยความเร็วสูง ความเร็วทำให้ยางไม่สามารถรีดน้ำได้ทัน ทำให้รถเกิดอาการเสียหลักตามมาด้วยอุบัติเหตุที่อาจรุนแรงจนถึงแก่ชีวิตได้ นอกจากยางจะสดใหม่แล้ว ความเร็วก็เป็นอีกหนึ่งตัวแปรที่มีความสำคัญในการรีดน้ำของดอกยาง

เลือกยางอย่างไรให้เกาะถนนและรีดน้ำได้ดี: ดูที่ลายดอกยาง

การเลือกยางอย่างไรให้เกาะถนนและรีดน้ำได้ดีนั้น นอกจากจะต้องพิจารณาถึงส่วนผสมของเนื้อยางเเล้ว สิ่งที่สำคัญไม่เเพ้กัน คือเรื่องของลายดอกยาง เพราะลายดอกยางที่เหมาะสม จะช่วยให้รถของคุณยึดเกาะถนนได้ดีขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงหน้าฝนที่ถนนเปียกลื่น

ลายดอกยาง…เลือกยางอย่างไรให้เกาะถนนและรีดน้ำได้ดี ? เป็นคำถามที่ผู้ใช้รถหลายคนสงสัย โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝน การเลือกยางที่มีลายดอกยางที่เหมาะสม จะช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่ได้มากยิ่งขึ้น

ดังนั้น ก่อนตัดสินใจซื้อยางใหม่ อย่าลืมพิจารณาถึงลักษณะการใช้งานและ สภาพถนนที่คุณต้องเจอเป็นประจำ เพื่อให้คุณสามารถเลือกยางอย่างไรให้เกาะถนนและรีดน้ำได้ดี และเหมาะสมกับการใช้งานของคุณมากที่สุด

ที่มา – เรื่องของลายดอกยาง…เลือกยางอย่างไรให้เกาะถนนและรีดน้ำได้ดี ?

โซนร้อน “ตาปะฮ์” ฝนหนัก! ไทยไม่กระทบ?

พายุ “ตาปะฮ์” ทวีความแรงเป็นพายุโซนร้อน แต่ถึงแม้ โซนร้อน “ตาปะฮ์” ไม่กระทบไทยโดยตรง แต่ทำให้มรสุมตะวันตกเฉียงใต้มีกำลังแรงขึ้น ส่งผลให้เกิดฝนตก และตกหนักในหลายพื้นที่ รวมถึงกรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งมีฝนตกร้อยละ 80 ของพื้นที่

เมื่อเวลา 05.00 น. วันที่ 8 ก.ย. 68 กรมอุตุนิยมวิทยา ออกประกาศฉบับที่ 9 เรื่อง พายุ “ตาปะฮ์” ระบุว่า เมื่อเวลา 01.00 น. วันนี้ พายุโซนร้อน “ตาปะฮ์” (TAPAH) บริเวณทะเลจีนใต้ตอนบนได้ทวีกำลังแรงขึ้นเป็นพายุโซนร้อนกำลังแรงแล้ว โดยเมื่อเวลา 04.00 น. มีศูนย์กลางอยู่ห่างประมาณ 150 กิโลเมตร ทางตะวันออกเฉียงใต้ของมณฑลกวางตุ้ง ประเทศจีน หรือที่ละติจูด 20.6 องศาเหนือ ลองจิจูด 113.1 องศาตะวันออก มีความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางประมาณ 90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

พายุนี้กำลังเคลื่อนตัวทางทิศเหนือค่อนตะวันตกเล็กน้อย ด้วยความเร็วประมาณ 20 กิโลเมตรต่อชั่วโมง คาดว่าจะเคลื่อนขึ้นฝั่งบริเวณประเทศจีนตอนใต้ในวันนี้ (8 ก.ย. 68) พายุนี้ไม่เคลื่อนเข้าประเทศไทย จึงไม่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อลักษณะอากาศของประเทศไทย แต่จะทำให้มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่ปกคลุมประเทศไทยมีกำลังแรงขึ้น ขอให้ผู้ที่จะเดินทางไปบริเวณดังกล่าวตรวจสอบสภาพอากาศก่อนออกเดินทางในช่วงวันดังกล่าวด้วย

ขณะที่พยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้า ประเทศไทยมีฝนตกหนักบางแห่ง และมีฝนตกหนักมากบางพื้นที่ในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล และภาคตะวันออก บริเวณจังหวัดนครนายก ปราจีนบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด ขอให้ประชาชนในบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมากและฝนที่ตกสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมขัง น้ำรอการระบายโดยเฉพาะบริเวณชุมชนเมือง เช่น กรุงเทพมหานครและปริมณฑล รวมทั้งระวังน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่านและพื้นที่ลุ่ม เนื่องจากร่องมรสุมพาดผ่านภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลางตอนบน และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังปานกลางยังคงพัดปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้ และอ่าวไทย

สำหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันตอนบนมีกำลังปานกลาง โดยมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร ส่วนทะเลอันดามันตอนล่าง และอ่าวไทยตอนบนมีคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร ขอให้ชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวังและหลีกเลี่ยงการเดินเรือในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง 

โซนร้อน “ตาปะฮ์” ไม่กระทบไทยโดยตรง แต่ทำให้หลายพื้นที่ฝนตกหนัก

พยากรณ์อากาศสำหรับประเทศไทย 06.00 น. วันนี้ ถึง 06.00 น. วันพรุ่งนี้

ภาคเหนือ มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่งบริเวณจังหวัดตาก กำแพงเพชร พิษณุโลก พิจิตร และเพชรบูรณ์ อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-33 องศาเซลเซียส ลมแปรปรวน ความเร็ว 5-15 กม./ชม.

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดสกลนคร นครพนม ชัยภูมิ ขอนแก่น ร้อยเอ็ด มหาสารคาม ยโสธร กาฬสินธุ์ มุกดาหาร อำนาจเจริญ นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี อุณหภูมิต่ำสุด 22-24 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-34 องศาเซลเซียส ลมแปรปรวน ความเร็ว 10-15 กม./ชม.

ภาคกลาง มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 80 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่งบริเวณจังหวัดนครสวรรค์ อุทัยธานี ชัยนาท สุพรรณบุรี สิงห์บุรี อ่างทอง ลพบุรี สระบุรี พระนครศรีอยุธยา กาญจนบุรี ราชบุรี นครปฐม และสมุทรสาคร อุณหภูมิต่ำสุด 24-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-34 องศาเซลเซียส ลมแปรปรวน ความเร็ว 10-15 กม./ชม.

ภาคตะวันออก มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 80 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง บริเวณจังหวัดนครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด อุณหภูมิต่ำสุด 23-24 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 28-33 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก) มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และสุราษฎร์ธานี อุณหภูมิต่ำสุด 23-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-34 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร ห่างฝั่งคลื่นสูง 1-2 เมตร และบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก) มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดระนอง พังงา ภูเก็ต และกระบี่ อุณหภูมิต่ำสุด 23-27 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30-32 องศาเซลเซียส 

ตั้งแต่จังหวัดพังงาขึ้นมา : ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 20-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร 

ตั้งแต่จังหวัดภูเก็ตลงไป : ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร

กรุงเทพและปริมณฑล มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 80 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่งอุณหภูมิต่ำสุด 24-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-33 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-15 กม./ชม.

แล้วเราควรเตรียมตัวอย่างไรกับสถานการณ์ โซนร้อน “ตาปะฮ์” ไม่กระทบไทยโดยตรง นี้?

ถึงแม้ว่า โซนร้อน “ตาปะฮ์” ไม่กระทบไทยโดยตรง แต่สถานการณ์ฝนที่อาจจะตกหนักถึงหนักมากในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะกรุงเทพฯ และปริมณฑล จำเป็นต้องเตรียมตัวรับมือและติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ควรหลีกเลี่ยงการเดินทางในพื้นที่เสี่ยงหากไม่จำเป็น และตรวจสอบสภาพรถก่อนเดินทางเพื่อความปลอดภัย

สรุปแล้ว แม้ว่าพายุโซนร้อน “ตาปะฮ์” จะไม่ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อประเทศไทย แต่ก็ยังคงต้องระมัดระวังสถานการณ์ฝนตกหนักที่อาจเกิดขึ้นจากอิทธิพลของพายุดังกล่าว

ที่มา – โซนร้อน “ตาปะฮ์” ไม่กระทบไทยโดยตรง แต่ทำให้หลายพื้นที่ฝนตกหนัก