วัน: 16 ตุลาคม 2025

อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์มีลุ้น! ดวลลิเวอร์พูล

ข่าวดีสำหรับแฟนบอลเรอัล มาดริด! เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ แบ็คขวาคนสำคัญของทีม มีโอกาสที่จะฟิตทันลงสนามพบกับทีมเก่าอย่างลิเวอร์พูล ในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เดือนพฤศจิกายนนี้

ดาวเตะทีมชาติอังกฤษวัย 27 ปี ได้รับบาดเจ็บที่เอ็นหลังหัวเข่า ในเกมที่พบกับโอลิมปิก มาร์กเซย เมื่อวันที่ 16 กันยายน ทำให้ต้องถูกเปลี่ยนตัวออกจากสนามไปตั้งแต่ต้นเกม และคาดการณ์กันว่าจะต้องพักรักษาตัวนานถึง 6 สัปดาห์

เรอัล มาดริด มีกำหนดการบุกไปเยือนลิเวอร์พูล ที่แอนฟิลด์ ในวันที่ 4 พฤศจิกายน ซึ่งเป็นเวลา 7 สัปดาห์พอดี นับตั้งแต่วันที่ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ ได้รับบาดเจ็บ

แหล่งข่าวจาก BBC Sport รายงานว่า อาการบาดเจ็บของนักเตะรายนี้ดีขึ้นตามลำดับ และมีความหวังว่า อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ จะสามารถกลับมาลงสนามได้ทันในเกมสำคัญที่จะกลับไปเยือนถิ่นเก่าเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่ย้ายมาร่วมทีม “ราชันชุดขาว” เมื่อช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา

อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์มีลุ้น! ดวลลิเวอร์พูล

อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ ซึ่งเป็นแฟนบอลลิเวอร์พูลมาตั้งแต่เด็ก กล่าวว่า การตัดสินใจย้ายออกจากทีมที่เขาเข้าร่วมตั้งแต่อายุ 6 ขวบ ถือเป็นการตัดสินใจที่ยากที่สุดในชีวิตของเขา

ตลอดระยะเวลาที่ค้าแข้งกับ “หงส์แดง” อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ ลงสนามไปทั้งสิ้น 354 นัด คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก 1 สมัย, ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 1 สมัย และเอฟเอ คัพ 1 สมัย

นับตั้งแต่ย้ายมาร่วมทีมเรอัล มาดริด, อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ ได้ลงสนามไปแล้ว 5 นัด ในทุกรายการ คิดเป็นเวลา 156 นาที

ความท้าทายในการกลับมาของ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์

การที่ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ มีโอกาสที่จะฟิตทันลงสนามในเกมพบกับลิเวอร์พูล ถือเป็นเรื่องที่น่าสนใจอย่างยิ่ง เพราะเขาจะต้องเผชิญหน้ากับทีมเก่าที่เขารักและผูกพันมาตั้งแต่เด็ก การกลับไปเยือนแอนฟิลด์ในฐานะคู่แข่ง ย่อมเป็นประสบการณ์ที่ท้าทายอย่างมากสำหรับเขา

นอกจากนี้ การกลับมาของ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ ยังจะช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับแนวรับของเรอัล มาดริด อีกด้วย เพราะเขาเป็นผู้เล่นที่มีความสามารถในการเล่นเกมรุกและเกมรับได้อย่างยอดเยี่ยม

อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุดคือ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ จะต้องรักษาสภาพร่างกายให้สมบูรณ์ที่สุด เพื่อที่จะสามารถกลับมาลงสนามได้อย่างเต็มที่ และช่วยให้เรอัล มาดริด ประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้

  • ความเป็นไปได้ในการลงสนาม: มีความเป็นไปได้สูงที่อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ จะฟิตทันเกม
  • ความสำคัญของเกม: เกมนี้มีความสำคัญต่อทั้งสองทีมในการลุ้นเข้ารอบต่อไป
  • ความคาดหวังจากแฟนบอล: แฟนบอลคาดหวังที่จะได้เห็นอเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ ลงสนาม

การที่ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ อาจจะได้เผชิญหน้ากับลิเวอร์พูล ถือเป็นเรื่องราวที่น่าติดตามอย่างยิ่ง แฟนบอลทั่วโลกต่างรอคอยที่จะได้เห็นเขาลงสนาม และสร้างผลงานที่ยอดเยี่ยมกับเรอัล มาดริด

ที่มา – Real’s Alexander-Arnold has chance of facing Liverpool

อนุทินโต้ฮุนมาเนต ปัญหาประเทศไทยไม่มี มีที่เดียว!

จากกรณีที่ ฯพณฯ ฮุน มาเนต ได้ฝากผ่านเกาหลีใต้ถึงประเทศไทยให้จัดการปัญหาภายในประเทศตนเองก่อนที่จะเข้ามาช่วยเหลือเรื่องแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาตินั้น ล่าสุดท่านนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ได้ออกมาตอบโต้ถึงประเด็นดังกล่าวแล้ว

เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นางสาวธนนนท์ นิรามิษ ภริยา และคณะผู้บริหารระดับสูง ได้แก่ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พลโทอดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม นายทรงศักดิ์ ทองศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางไปเยือน สปป. ลาว อย่างเป็นทางการ นับเป็นการเยือนต่างประเทศครั้งแรกภายหลังเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นโอกาสพิเศษเนื่องในวาระครบรอบ 75 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยและ สปป.ลาว โดยภายหลังจากการเยือน สปป.ลาว นายกรัฐมนตรีมีกำหนดการเข้าเยี่ยมคารวะ นายทองลุน สีสุลิด ประธานประเทศ สปป.ลาว อีกด้วย

ภายหลังเสร็จสิ้นภารกิจ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และคณะ ได้เดินทางกลับถึงประเทศไทย และเมื่อผู้สื่อข่าวได้สอบถามถึงกระแสข่าวที่ นายฮุน มาเนต ได้ฝากผ่านเกาหลีใต้มาถึงประเทศไทยในเรื่องของการจัดการปัญหาภายในประเทศก่อนที่จะเข้ามาช่วยเหลือผู้อื่นนั้น ท่านนายกฯ ได้ตอบสั้นๆ ว่า “ปัญหาประเทศไทยไม่มี มีอยู่ที่เดียว” พร้อมทั้งกล่าวเสริมว่า “เราอย่าไปเพิ่มความเห็นต่าง หรือความขัดแย้งอะไร ทุกอย่างกำลังเป็นไปได้ด้วยดี”

อนุทิน ชาญวีรกูล โต้ ฮุน มาเนต: ปัญหาประเทศไทยไม่มี มีอยู่ที่เดียว

การตอบโต้ดังกล่าวของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ได้กลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในสังคมออนไลน์ ทั้งในแง่ของการตอบโต้ทางการทูต และในแง่ของการสะท้อนปัญหาภายในประเทศที่ยังคงมีอยู่

ความหมายของ “ปัญหาประเทศไทยไม่มี มีอยู่ที่เดียว”

ถึงแม้ว่านายกฯ อนุทิน จะไม่ได้อธิบายความหมายของประโยคดังกล่าวอย่างชัดเจน แต่เป็นที่เข้าใจกันว่า “ปัญหาประเทศไทยไม่มี มีอยู่ที่เดียว” นั้นอาจหมายถึงปัญหาเฉพาะจุดที่รัฐบาลกำลังให้ความสำคัญและเร่งแก้ไขอยู่ หรืออาจตีความได้ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นไม่ได้ร้ายแรงหรือมีอยู่ทั่วไปในประเทศ

อย่างไรก็ตาม คำกล่าวนี้ก็ทำให้เกิดคำถามตามมาว่า ปัญหาที่นายกฯ อนุทิน กล่าวถึงนั้นคืออะไร และรัฐบาลมีแนวทางในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างไร

  • ปัญหาเศรษฐกิจ: สภาพเศรษฐกิจที่ยังคงชะลอตัว, หนี้ครัวเรือนที่สูง, และการว่างงาน
  • ปัญหาสังคม: ความเหลื่อมล้ำทางรายได้, ปัญหายาเสพติด, และอาชญากรรม
  • ปัญหาการเมือง: ความขัดแย้งทางความคิดเห็น, การทุจริตคอร์รัปชัน, และความไม่มั่นคงทางการเมือง

สิ่งที่ต้องจับตามอง

การที่นายกรัฐมนตรีออกมากล่าวถึงประเด็น ปัญหาประเทศไทยไม่มี มีอยู่ที่เดียว นั้น ถือเป็นการส่งสัญญาณว่ารัฐบาลกำลังรับรู้ถึงปัญหาและความท้าทายต่างๆ ที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญกว่าคือการที่รัฐบาลจะต้องดำเนินการแก้ไขปัญหาเหล่านี้อย่างจริงจังและมีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองอย่างยั่งยืน

มาร่วมกันติดตามและเป็นกำลังใจให้รัฐบาลในการแก้ไข ปัญหาประเทศไทยไม่มี มีอยู่ที่เดียว เพื่ออนาคตที่ดีกว่าของพวกเราทุกคน

ที่มา – นายกฯ อนุทิน โต้กลับ “ฮุน มาเนต” บอกปัญหาประเทศไทยไม่มี มีอยู่ที่เดียว

“ไชยชนก” ยันรัฐบาลปราบ สแกมเมอร์ ไม่นิ่งเฉย!

“ไชยชนก ชิดชอบ” ยืนยันรัฐบาลไม่ได้นิ่งเฉยปราบ “สแกมเมอร์” พร้อมตั้งเป้าหมายปราบเรื่องนี้ใน 4 เดือน เตรียมบิน UN ลงนามความร่วมมือนานาชาติ

วันที่ 16 ต.ค. 2568 นายไชยชนก ชิดชอบ สส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวถึงการปราบปรามสแกมเมอร์หลังมีการตั้งคณะกรรมการอำนวยการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี แต่ถูกตั้งคำถามว่ารัฐบาลนิ่งเฉย โดยยืนยันว่ารัฐบาลไม่ได้นิ่งเฉย เพราะเป็นเรื่องสำคัญที่กระทรวงดีอีเดินหน้ามามากแล้ว

ส่วนการตั้งคณะกรรมการโดยนายกฯ เป็นประธานเอง เป็นสิ่งที่ดีที่ทุกองคาพยพทำงานร่วมกันที่ทรงพลัง หากดูจากรายชื่อของคณะกรรมการ มีหลายหน่วยงานรวมถึงหน่วยงานทหารด้วย โดยตั้งเป้าหมายปราบเรื่องนี้ใน 4 เดือน

สำหรับจะปราบให้หมดเลยหรือไม่นั้น นายไชยชนก กล่าวว่า มีหลายปัจจัยทั้งด้านการต่างประเทศที่เกี่ยวข้องในกัมพูชา ซึ่งมีข้อจำกัดระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นสแกมเมอร์ คอลเซ็นเตอร์ มิจฉาชีพ หากเกิดในประเทศไทย ตำรวจมีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบเต็มที่ แต่หากข้ามแดนไป ตำรวจและทหารของไทยจะไม่สามารถทำอะไรได้

แต่มีสิ่งหนึ่งที่ตนสั่งการให้ศึกษาแล้ว และเตรียมจะเสนอให้คณะกรรมการ คือการศึกษากฎหมายใหม่ ‘Active Cyber Defence 2025’ ที่ประเทศญี่ปุ่นเพิ่งออกมา ซึ่งมีหลายประเทศทำในลักษณะคล้ายกัน เป็นกฎหมายที่ตอบโต้ทางไซเบอร์ได้ ยกตัวอย่าง มีการคุกคามเราทางไซเบอร์ เราสามารถมีทีมงานเฉพาะ หรือคณะกรรมการอนุมัติเรื่องต่อเรื่องและแฮกกลับได้ โดยไม่ได้ผิดกฎหมายระหว่างประเทศ เวียดนามก็ทำ ญี่ปุ่นก็ทำ ซึ่งปลายเดือนนี้ตนจะลงนามความร่วมมือที่สหประชาชาติด้วย

เมื่อถามว่า กรณีฝ่ายค้านเปิดตัวละครอย่างนายเบน สมิธ มีความสัมพันธ์กับคนในรัฐบาล เช่น ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.เกษตรฯ นายไชยชนก กล่าวว่า ในเชิงลึกแบบนี้คงตอบไม่ได้ว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร สิ่งที่ทำได้คงต้องรับไปตรวจสอบ แต่เมื่อนายกฯ ได้ตั้งคณะกรรมการแล้ว ทุกคนต้องรวบรวมข้อเท็จจริงและส่งให้หน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงดำเนินการ อาจจะไม่ใช่แค่กระทรวงดีอี แต่รวมถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วย

ส่วนที่มีการตั้งข้อสังเกตว่า เมื่อมีนักการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้อง ทำให้การแก้ปัญหาสแกมเมอร์ล่าช้าสะดุดลง นายไชยชนก กล่าวว่า ตอบไม่ได้ แต่ที่ผ่านมาเราเดินเต็มที่มาโดยตลอดและจะเดินเต็มที่ต่อไป หากถามว่ามีอุปสรรคไหม ตั้งแต่ตนประกาศตัวมาเจออุปสรรครุมเร้ามาก ก็สงสัยเหมือนกัน คนคิดดีทำดี ทำงานเต็มที่ กลายเป็นว่าโดนหมดทุกทางมากกว่าเดิม เป็นเรื่องที่น่าคิด แต่ก็สรุปอะไรไม่ได้ เราไม่มีหลักฐาน แต่ถ้ามีหลักฐานก็ดำเนินการเต็มที่ และกลุ่มที่ตั้งข้อสังเกตและนำเสนอ หากมีหลักฐานก็ควรนำมาให้ชัดเจน ช่วยกันดำเนินการเร็วขึ้น

เมื่อถามว่า ตอนนี้สหรัฐฯ ยึดทรัพย์นักธุรกิจบิตคอยน์ ประเทศไทยจะดำเนินการด้วยหรือไม่ นายไชยชนก กล่าวว่า ก็เดินไปให้สุดทุกทาง การที่นายกฯ ตั้งคณะกรรมการฯ ก็คงจะเดินหน้าต่อไปเรื่อยๆ

ส่วนความคืบหน้าตรวจสอบเงินสินบน 40 ล้าน แลกกับการไม่เดินหน้าปราบปรามสแกมเมอร์นั้น นายไชยชนก กล่าวว่า เพื่อความชัดเจน ตอนนี้สแกมเมอร์หรือไม่ ไม่แน่ใจ แต่เว็บที่ตรวจสอบพบถือว่าใช่ จะโยงสแกมเมอร์หรือไม่ต้องแยกกันก่อน โดยขอให้รอชมความคืบหน้าในการตรวจสอบ

เมื่อถามย้ำว่า นายประเสริฐ จันทรรวงทอง อดีตรองนายกรัฐมนตรี และอดีตรมว.ดีอี ทวงถามว่าตรวจสอบถึงไหนแล้ว นายไชยชนก กล่าวว่า รอชม ตอนแรกคิดว่า 30 วัน แต่ตอนนี้ทราบข้อมูลว่าเร็วกว่านั้น ขอให้รอชมเร็วๆ นี้.

“ไชยชนก” ยันรัฐบาลไม่นิ่งเฉยปราบ “สแกมเมอร์”

จากกรณีที่รัฐบาลถูกตั้งคำถามถึงความนิ่งเฉยในการปราบปราม “สแกมเมอร์” นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้ออกมาให้ความมั่นใจว่ารัฐบาลไม่ได้ละเลยปัญหานี้ และกำลังเร่งดำเนินการแก้ไขอย่างเต็มที่

เป้าหมายการปราบปราม สแกมเมอร์ ใน 4 เดือน

นายไชยชนกได้กล่าวถึงเป้าหมายในการปราบปราม “สแกมเมอร์” ภายใน 4 เดือน โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของความร่วมมือระหว่างประเทศ และการปรับปรุงกฎหมายให้ทันสมัย เพื่อรับมือกับภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่ซับซ้อนมากขึ้น

นอกจากนี้ รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับการตรวจสอบข้อกล่าวหาที่เกี่ยวข้องกับนักการเมือง และพร้อมที่จะดำเนินการอย่างโปร่งใส หากพบว่ามีหลักฐานที่ชัดเจนเกี่ยวกับการกระทำผิด

สถานการณ์การหลอกลวงออนไลน์ในปัจจุบันมีความซับซ้อนและหลากหลายมากขึ้น การปราบปราม “สแกมเมอร์” จึงเป็นเรื่องที่ท้าทาย และต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน

  • ตรวจสอบข้อมูลก่อนให้ข้อมูลส่วนตัว
  • ระมัดระวังการคลิกลิงก์หรือดาวน์โหลดไฟล์จากแหล่งที่ไม่น่าเชื่อถือ
  • หากสงสัยว่าตกเป็นเหยื่อของการหลอกลวง ให้แจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจทันที

การสร้างความตระหนักรู้และการให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับภัยคุกคามทางไซเบอร์เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อลดโอกาสในการตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ

รัฐบาลยืนยันว่าจะดำเนินการปราบปราม สแกมเมอร์ อย่างจริงจังและต่อเนื่อง เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน และสร้างความมั่นคงทางไซเบอร์ให้กับประเทศ

ที่มา – “ไชยชนก” ยันรัฐบาลไม่นิ่งเฉยปราบ “สแกมเมอร์” เตรียมบิน UN ลงนามความร่วมมือนานาชาติ

ตร.เสนอเลื่อนยศ พล.ต.อ. ให้ ด.ต.สมศักดิ์

จากกรณีการเสียชีวิตของ ด.ต.สมศักดิ์ นาคเสน หัวหน้าชุด EOD ขณะปฏิบัติหน้าที่ในจังหวัดปัตตานี สร้างความเสียใจอย่างยิ่งแก่ผู้บังคับบัญชาและเพื่อนร่วมงาน ล่าสุด สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้เสนอเลื่อนยศ พล.ต.อ. ให้แก่ ด.ต.สมศักดิ์ เพื่อเป็นการเชิดชูเกียรติและความกล้าหาญในการปฏิบัติหน้าที่

พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ได้แสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับ ด.ต.สมศักดิ์ นาคเสน ผู้บังคับหมู่ กองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 44 ซึ่งปฏิบัติหน้าที่หัวหน้าชุดเก็บกู้และทำลายวัตถุระเบิด หรือ EOD กองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 444 ที่เสียชีวิตจากการถูกคนร้ายยิงขณะปฏิบัติภารกิจปิดล้อมเป้าหมายผู้ก่อความไม่สงบในพื้นที่ อ.สายบุรี จ.ปัตตานี โดย ผบ.ตร. ได้สั่งการให้ดูแลสิทธิประโยชน์และสวัสดิการของครอบครัวผู้เสียชีวิตอย่างเต็มที่ และจัดพิธีศพอย่างสมเกียรติ

ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้มอบเงินช่วยเหลือเยียวยาครอบครัวในเบื้องต้นประมาณ 3,600,000 บาท พร้อมทั้งเสนอเลื่อนยศ พล.ต.อ. ให้แก่ ด.ต.สมศักดิ์ เป็นกรณีพิเศษ และให้สิทธิบรรจุทายาทเข้ารับราชการตำรวจ

เสนอเลื่อนยศ พล.ต.อ. ให้แก่ ด.ต.สมศักดิ์

พล.ต.ท.ชัยต์พจน สูวรรณรักษ์ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ด.ต.สมศักดิ์ เป็นตำรวจที่มีความตั้งใจปฏิบัติหน้าที่อย่างมืออาชีพ เป็นที่รักของเพื่อนร่วมงานและผู้บังคับบัญชา สำนักงานตำรวจแห่งชาติขอสดุดีในความกล้าหาญ มุ่งมั่น เสียสละของ ด.ต.สมศักดิ์ ที่ปฏิบัติหน้าที่ตำรวจ พิทักษ์สันติสุขในพื้นที่ชายแดนภาคใต้มาอย่างต่อเนื่อง

การเสนอเลื่อนยศ พล.ต.อ. ให้แก่ ด.ต.สมศักดิ์ ถือเป็นการเชิดชูเกียรติ

ด.ต.สมศักดิ์ เป็นตำรวจ EOD ที่มีความเชี่ยวชาญปฏิบัติภารกิจมากมายท่ามกลางความเสี่ยงเพื่อรักษาความสงบปลอดภัยในพื้นที่ และทำหน้าที่อย่างเต็มกำลังความสามารถ ไม่เกรงกลัวภัยอันตรายจนกระทั่งวาระสุดท้ายของชีวิต นับเป็นการสละชีพในหน้าที่ตำรวจที่น่ายกย่อง

ในวันนี้จะมีพิธีรดน้ำศพ ด.ต.สมศักดิ์ฯ ที่ฌาปนสถานเทศบาลนครยะลา จ.ยะลา โดยมีผู้บังคับบัญชาระดับสูงเป็นตัวแทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติร่วมพิธี

  • การดูแลสิทธิประโยชน์และสวัสดิการของครอบครัวผู้เสียชีวิตอย่างเต็มที่
  • การจัดพิธีศพอย่างสมเกียรติ
  • การเสนอเลื่อนยศ พล.ต.อ. ให้แก่ ด.ต.สมศักดิ์
  • การให้สิทธิบรรจุทายาทเข้ารับราชการตำรวจ

นอกจากนี้ ผบ.ตร. ยังได้แสดงความห่วงใยและให้กำลังใจแก่กำลังพลทุกนายที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเป็นหน้าที่ที่สำคัญในการรักษาความสงบสุขของบ้านเมือง และดูแลความปลอดภัยให้พี่น้องประชาชน ขอให้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความมุ่งมั่นต่อไป โดยชื่นชมตำรวจทุกนายที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็ง กล้าหาญ ตั้งใจ ขอให้รักษาความไม่ประมาทเสมอชีวิต และกำชับผู้บังคับบัญชาให้ดูแลเรื่องความปลอดภัยและขวัญกำลังใจของผู้ปฏิบัติงานด้วย

เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความเสียสละและความกล้าหาญของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่เสี่ยงภัย การเสนอเลื่อนยศ พล.ต.อ. ให้แก่ ด.ต.สมศักดิ์ ไม่เพียงแต่เป็นการเชิดชูเกียรติ แต่ยังเป็นขวัญและกำลังใจแก่เจ้าหน้าที่ตำรวจทุกนายที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเสียสละเพื่อความสงบสุขของประเทศชาติ

ที่มา – เสนอเลื่อนยศ “พล.ต.อ.” ให้แก่ “ด.ต.สมศักดิ์” หัวหน้าชุด EOD เสียชีวิตในหน้าที่

“ไผ่ ลิกค์” การันตี “ธรรมนัส” ไม่มีเอี่ยวแก๊งคอลเซ็นเตอร์

“ไผ่ ลิกค์” โพสต์การันตีรู้จัก “ธรรมนัส” มานาน 20 ปี ไม่มีเอี่ยวแก๊งคอลเซ็นเตอร์ แน่นอน ซัด พวกเล่นสกปรกจับโยง ท้าเดิมพัน ถ้าเกี่ยวจริงพร้อมหยุดเล่นการเมือง

วันที่ 16 ต.ค. 2568 นายไผ่ ลิกค์ สส.กำแพงเพชร และเลขาธิการพรรคกล้าธรรม โพสต์เฟซบุ๊คส่วนตัวระบุว่า ผมได้รู้จักกับร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม มาร่วม 20 ปี ตลอดเวลาได้ทำงานร่วมกันมาและรวมถึงนอกเวลาทำงานด้วย ผมมั่นใจว่าท่านรองนายกฯ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์แน่นอน

นายไผ่ ระบุอีกว่า ตอนนี้ได้มีกลุ่มการเมืองพยายามโยงพวกเราเข้าไปว่ามีส่วนในแก๊งคอลเซ็นเตอร์ทั้งทางตรงและทางอ้อม ผมว่าเป็นการเล่นการเมืองแบบสกปรก ท่องมาเป็นนกแก้วนกขุนทอง ผมเคยพูดคุยเรื่องนี้กับร.อ.ธรรมนัส ท่านบอกว่าเราทำงานเอาผลงานให้ประชาชนเห็นจะดีที่สุด ผมจึงมั่นใจและกล้าเดิมพันแต่ไม่รู้คนที่พยายามกล่าวหาจะกล้าหรือไม่ ถ้าท่านหรือพรรคกล้าธรรม ยุ่งเกี่ยวกับคอลเซ็นเตอร์ ผมยินดีจะหยุดเล่นการเมืองทันทีถ้ากล้าเดิมพันบอกมานะ

“ไผ่ ลิกค์” การันตี “ธรรมนัส” ไม่มีเอี่ยวแก๊งคอลเซ็นเตอร์

จากกรณีที่มีกระแสข่าวและการกล่าวหาเกี่ยวกับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ นายไผ่ ลิกค์ สส.กำแพงเพชร ได้ออกมาแสดงความมั่นใจและยืนยันความบริสุทธิ์ของ ร.อ.ธรรมนัส โดยระบุว่ารู้จักและทำงานร่วมกันมานานกว่า 20 ปี และเชื่อมั่นว่า ร.อ.ธรรมนัส ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าวอย่างแน่นอน

ไผ่ ลิกค์ ป้อง ธรรมนัส พรหมเผ่า

นายไผ่ ลิกค์ ยังกล่าวถึงกลุ่มการเมืองที่พยายามโยงเรื่องนี้ว่าเป็นการเล่นการเมืองแบบสกปรก และท้าเดิมพันว่าหาก ร.อ.ธรรมนัส หรือพรรคกล้าธรรมมีส่วนเกี่ยวข้องกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์จริง ตนเองพร้อมที่จะหยุดเล่นการเมืองทันที

การออกมาแสดงความเห็นของนายไผ่ ลิกค์ ในครั้งนี้ นับเป็นการออกมาปกป้องและยืนยันความบริสุทธิ์ของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า อย่างแข็งขัน ท่ามกลางกระแสข่าวและการกล่าวหาที่เกิดขึ้น

เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของการเมืองไทย ที่มักมีการกล่าวหากันไปมา และการพยายามโยงประเด็นต่างๆ เพื่อโจมตีฝ่ายตรงข้าม การที่นายไผ่ ลิกค์ ออกมาปกป้อง ร.อ.ธรรมนัส อย่างชัดเจน แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นระหว่างบุคคลทั้งสอง และความเชื่อมั่นที่นายไผ่มีต่อความบริสุทธิ์ของ ร.อ.ธรรมนัส

อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้ยังคงต้องติดตามกันต่อไปว่าจะมีข้อเท็จจริงเพิ่มเติม หรือมีหลักฐานใดๆ ที่จะสามารถพิสูจน์ความจริงในเรื่องนี้ได้

แก๊งคอลเซ็นเตอร์ยังคงเป็นปัญหาอาชญากรรมทางเศรษฐกิจที่สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนเป็นอย่างมาก การที่บุคคลที่มีชื่อเสียงทางการเมืองถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ จึงเป็นเรื่องที่สังคมให้ความสนใจเป็นพิเศษ และต้องการให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม

การออกมาปฏิเสธและการยืนยันความบริสุทธิ์ของ ร.อ.ธรรมนัส โดยนายไผ่ ลิกค์ จึงเป็นเพียงส่วนหนึ่งของกระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริงทั้งหมด ประชาชนยังคงต้องติดตามข่าวสารและรอผลการตรวจสอบอย่างเป็นทางการต่อไป

ดังนั้น สังคมต้องใช้วิจารณญาณในการรับฟังข้อมูลข่าวสาร และไม่ด่วนสรุปว่าใครผิดใครถูก จนกว่าจะมีการพิสูจน์ข้อเท็จจริงอย่างชัดเจน หากการตรวจสอบพบว่า ร.อ.ธรรมนัส ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์จริง ก็ควรให้ความเป็นธรรมกับท่าน แต่หากพบว่ามีส่วนเกี่ยวข้องจริง ก็ต้องดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

ท้ายที่สุดแล้ว ความจริงจะเป็นสิ่งที่จะเปิดเผยออกมา และจะนำไปสู่การตัดสินใจที่ถูกต้องของสังคม

การที่ “ไผ่ ลิกค์” การันตี “ธรรมนัส” ไม่มีเอี่ยวแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ถือเป็นจุดยืนที่ชัดเจน แต่บทสรุปของเรื่องนี้ยังคงต้องรอการพิสูจน์ต่อไป

ที่มา – “ไผ่ ลิกค์” การันตี “ธรรมนัส” ไม่มีเอี่ยวแก๊งคอลเซ็นเตอร์ แนะอย่าเล่นการเมืองสกปรก

รพ.ประจวบฯ แจง! ศพไร้ญาติหายกว่า 10 ราย จริงหรือ?

จากกรณีดราม่า “ศพไร้ญาติหายกว่า 10 ราย” ที่โรงพยาบาลประจวบคีรีขันธ์ (รพ.ประจวบฯ) จนกลายเป็นประเด็นร้อนแรงในโลกออนไลน์ ล่าสุดทางโรงพยาบาลฯ ได้ออกมาชี้แจงถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้แล้ว เพื่อคลายความสงสัยและสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับประชาชน โดยยืนยันว่า ศพไร้ญาติหายกว่า 10 ราย ที่ถูกกล่าวถึงนั้น ไม่เป็นความจริง

รพ.ประจวบคีรีขันธ์ ยัน! ศพไร้ญาติหายกว่า 10 ราย ไม่จริง

นายแพทย์อภิวัฒน์ บัณฑิตย์ชาติ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลประจวบคีรีขันธ์ ได้กล่าวถึงประเด็น ศพไร้ญาติหายกว่า 10 ราย ว่า เกิดจากการสื่อสารที่คลาดเคลื่อนระหว่างหน่วยงานต่างๆ โดยทุกศพที่ทางโรงพยาบาลฯ ได้ทำการชันสูตรนั้น มีหลักฐานและเอกสารครบถ้วน สามารถระบุตัวตนได้อย่างชัดเจน และเมื่อมีผู้เสียชีวิตเป็นศพไร้ญาติ ทางโรงพยาบาลฯ จะนำไปเก็บไว้ในห้องสุคติ

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากโรงพยาบาลฯ มีข้อจำกัดในเรื่องของพื้นที่เก็บศพ โดยมีห้องเย็นสำหรับเก็บร่างผู้เสียชีวิตเพียง 6 ตู้ และใช้งานได้ดีเพียง 4 ตู้เท่านั้น ประกอบกับโรงพยาบาลประจวบคีรีขันธ์เป็นโรงพยาบาลประจำจังหวัด ที่มีจำนวนเตียงถึง 278 เตียง และมีผู้เสียชีวิตจากการเจ็บป่วยหรืออุบัติเหตุในทุกๆ วัน ทำให้ต้องมีการระบายร่างผู้เสียชีวิตออกจากห้องเย็นอยู่เสมอ

รพ. เร่งระบายศพ ลดความแออัด

ในส่วนของศพจากบ้านประจวบโชค ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา จากการตรวจสอบพบว่ามีทั้งหมด 12 ศพ แบ่งเป็นศพไร้ญาติ 9 ศพ และศพที่มีญาติ 3 ศพ ที่ผ่านมาอาจมีปัญหาในเรื่องของการสื่อสารระหว่างเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลฯ กับทางมูลนิธิสว่างประจวบธรรมสถาน ซึ่งเป็นผู้กำหนดเวลาในการรับศพเอง ทำให้บางครั้งทางโรงพยาบาลฯ จำเป็นต้องเร่งระบายร่างผู้เสียชีวิตออกจากห้องเย็น เพื่อสำรองพื้นที่สำหรับผู้เสียชีวิตรายใหม่ จึงได้ประสานไปยังมูลนิธิสว่างเมธีธรรมสถาน ให้เข้ามารับศพแทน

ทางโรงพยาบาลฯ ยืนยันว่า ศพทุกร่างยังอยู่ครบ และมีใบรับศพตรงตามรายชื่อผู้เสียชีวิต ที่ผ่านมายังไม่มีญาติของผู้เสียชีวิตจากบ้านประจวบโชคมาติดต่อแต่อย่างใด ในส่วนของการทำข้อตกลงระหว่างบ้านประจวบโชคกับมูลนิธิสว่างประจวบธรรมสถานนั้น ทางโรงพยาบาลฯ ไม่เคยรับทราบมาก่อน และทางบ้านประจวบโชคก็ไม่ได้ให้ข้อมูลอะไรเพิ่มเติม

นายนิพนธ์ สุวรรณนาวา ประธานมูลนิธิสว่างประจวบธรรมสถาน กล่าวว่า ไม่มีความจำเป็นต้องทำข้อตกลงหรือ MOU ระหว่างมูลนิธิสว่างประจวบธรรมสถานกับสว่างเมธีธรรมสถานแต่อย่างใด เนื่องจากโดยมารยาท กู้ภัยแต่ละแห่งก็ควรรับผิดชอบในพื้นที่ของตนเอง ไม่ควรข้ามเขตกัน ที่มาของการเข้าใจผิดเกิดขึ้นจากการที่กู้ภัยไปรับศพจากบ้านประจวบโชคมาส่งโรงพยาบาลฯ เพื่อทำการชันสูตร แต่เมื่อจะรับศพกลับเพื่อนำมาฝากไว้ที่สุสานมูลนิธิฯ กลับไม่ได้รับการติดต่อ จึงเกิดข้อสงสัยว่า ศพไร้ญาติหายกว่า 10 ราย ไปไหน

ทั้งนี้ ตนเตรียมที่จะไปแจ้งความกรณีศพหาย หากมีญาติมาติดต่อรับศพที่สว่างประจวบธรรมสถานแล้วไม่ได้รับศพ เนื่องจากเข้าใจว่าเป็นผู้ที่ไปรับศพจากบ้านประจวบโชค

ทางด้าน นายเล็ก แซ่เฮง หรือ เมธี 1 หัวหน้าหน่วยกู้ภัยสว่างเมธี กล่าวว่า ได้รับการประสานจากทางโรงพยาบาลประจวบคีรีขันธ์ ว่ากล่องใส่ศพของโรงพยาบาลฯ เต็ม จึงขอให้ทางสว่างเมธีธรรมสถานช่วยมารับศพไร้ญาติ ซึ่งทางสว่างเมธีฯ ก็ยินดีให้ความช่วยเหลือ โดยมีเอกสารยืนยันว่าผู้เสียชีวิตมาจากบ้านประจวบโชค และมีหลักฐานครบถ้วน ขอยืนยันว่าศพทั้ง 12 ร่าง ยังอยู่ที่สว่างเมธีธรรมสถาน และเก็บรักษาไว้อย่างดี หากมีญาติของศพไร้ญาติมาติดต่อ ก็ยินดีที่จะมอบให้

จากเหตุการณ์นี้ เราได้เห็นถึงความสำคัญของการสื่อสารที่ชัดเจนและถูกต้องระหว่างหน่วยงานต่างๆ เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดที่อาจเกิดขึ้นได้ นอกจากนี้ ยังแสดงให้เห็นถึงความเสียสละและความทุ่มเทของบุคลากรทางการแพทย์และเจ้าหน้าที่กู้ภัย ที่ให้ความช่วยเหลือผู้เสียชีวิตอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะมีญาติหรือไม่ก็ตาม หากคุณมีญาติที่อาจจะอยู่ในกลุ่มผู้เสียชีวิตไร้ญาติ สามารถติดต่อสอบถามไปยังโรงพยาบาลประจวบคีรีขันธ์ หรือมูลนิธิสว่างเมธีธรรมสถานเพื่อตรวจสอบข้อมูลได้เลยครับ

ที่มา – รพ.ประจวบคีรีขันธ์ แจงดราม่า “ศพไร้ญาติ” หายกว่า 10 ราย ยืนยันอยู่ครบทุกร่าง

อัปเดตบ้านใหม่พลทหารโก้ สร้างใกล้เสร็จแล้ว!

ความคืบหน้าล่าสุดของบ้านหลังใหม่ของ พลทหารโก้ ผู้กล้าที่เสียสละจากเหตุการณ์เหยียบทุ่นระเบิด! กองทัพภาคที่ 2 ได้ออกมาอัปเดตความคืบหน้าโครงการสร้างบ้านให้ พลทหารโก้ ที่ได้รับบาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ปราสาทตาควาย จังหวัดสุรินทร์ ซึ่งขณะนี้บ้านใกล้จะแล้วเสร็จสมบูรณ์แล้ว

อัปเดตบ้านใหม่ “พลทหารโก้” เหยียบทุ่นระเบิดขาขาด ล่าสุดสร้างใกล้เสร็จแล้ว

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2568 กองทัพภาคที่ 2 ได้โพสต์ภาพความคืบหน้าผ่านทางเฟซบุ๊กเพจ กองทัพภาคที่ 2 พร้อมข้อความที่สร้างความประทับใจว่า “บ้านหลังใหม่ใกล้เสร็จแล้ว ตอบแทนกำลังพลเหยียบทุ่นระเบิด พื้นที่ปราสาทตาควาย จ.สุรินทร์” โดยกองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 23 ได้จัดกำลังพลชุดช่าง ร่วมกับผู้นำชุมชน และประชาชนจิตอาสา ร่วมแรงร่วมใจกันสร้างบ้านหลังใหม่ให้กับครอบครัวของ พลทหาร อดิศร ป้อมกลาง ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจากการเหยียบทุ่นระเบิด

การก่อสร้างในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความสามัคคีและความร่วมมืออันดีระหว่างทหาร ส่วนราชการ ผู้นำชุมชน และผู้ประกอบการจากทุกภาคส่วน ที่ต่างร่วมกันเป็นพลังจิตอาสา ทำให้การก่อสร้างดำเนินไปอย่างราบรื่นและรวดเร็ว โดยมีเป้าหมายที่จะสร้างบ้านให้เสร็จทัน เพื่อให้พลทหารและครอบครัวได้เข้าพักอาศัยและฟื้นฟูร่างกายและจิตใจต่อไป ซึ่งเป็นการตอบแทนความเสียสละในการปฏิบัติหน้าที่ปกป้องประเทศชาติจนได้รับบาดเจ็บ

ความคืบหน้าล่าสุดของบ้านใหม่พลทหารโก้

จากภาพที่เผยแพร่ออกมา เราจะเห็นได้ว่าตัวบ้านนั้นเป็นรูปเป็นร่างเกือบสมบูรณ์แล้ว โครงสร้างหลักเสร็จเรียบร้อย หลังคามุงเสร็จแล้ว และกำลังอยู่ในขั้นตอนของการตกแต่งภายในและภายนอก คาดว่าจะใช้เวลาอีกไม่นานบ้านหลังนี้ก็จะพร้อมให้ พลทหารโก้ และครอบครัวได้เข้าอยู่

เรื่องราวของ พลทหารโก้ เป็นเครื่องเตือนใจถึงความเสียสละของทหารหาญที่ปกป้องประเทศชาติ และแสดงให้เห็นถึงน้ำใจของคนไทยที่ไม่ทอดทิ้งกันในยามยากลำบาก การสร้างบ้านหลังใหม่นี้จึงเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับพลทหารและครอบครัว ให้พวกเขามีกำลังใจที่จะต่อสู้และดำเนินชีวิตต่อไป

การอัปเดตบ้านใหม่ของ พลทหารโก้ ในครั้งนี้ สร้างความปลาบปลื้มใจให้กับคนไทยทั้งประเทศ และเป็นกำลังใจให้กับทหารทุกนายที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเสียสละเพื่อประเทศชาติของเรา

หวังว่า พลทหารโก้ และครอบครัว จะมีความสุขกับบ้านหลังใหม่ที่สร้างขึ้นด้วยความรักและความปรารถนาดีจากทุกภาคส่วน และขอเป็นกำลังใจให้พลทหารหายจากอาการบาดเจ็บโดยเร็ววันครับ

ที่มา – อัปเดตบ้านใหม่ “พลทหารโก้” เหยียบทุ่นระเบิดขาขาด ล่าสุดสร้างใกล้เสร็จแล้ว

ลมแรงจัด! เด็กเรือลากร่ม ร่วงตกทะเลภูเก็ต

เสียงกรีดร้องดังสนั่นหาด! เกิดเหตุการณ์ระทึกขวัญ ลมแรงจัด เด็กเรือลากร่มพาราเซลลิ่งร่วงลงกลางทะเลภูเก็ต ขณะเกิดลมกระโชกแรง เจ้าหน้าที่พบว่าเป็นการตัดสินใจปลดเซฟตี้เพื่อลดน้ำหนัก ช่วยให้นักท่องเที่ยวค่อยๆ ร่อนลงสู่พื้นอย่างปลอดภัย เจ้าหน้าที่เร่งนำตัวทั้งคู่ส่งโรงพยาบาลเพื่อตรวจเช็คร่างกายอย่างละเอียด

เมื่อช่วงเย็นของวันที่ 16 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา โลกโซเชียลมีเดียได้มีการแชร์คลิปวิดีโอเหตุการณ์สุดหวาดเสียว คนพลัดตกลงมาจากเครื่องเล่นพาราเซลลิ่ง หรือที่รู้จักกันในชื่อเรือลากร่ม กลางอ่าวกะตะ ตำบลกะรน อำเภอเมืองภูเก็ต ในช่วงเวลาที่มีลมกระโชกแรงพัดอย่างหนัก โดยในระหว่างที่เกิดเหตุการณ์ดังกล่าว มีผู้ที่สามารถบันทึกภาพวิดีโอไว้ได้ ท่ามกลางเสียงกรีดร้องด้วยความตกใจของผู้ที่พบเห็นเหตุการณ์

จากการตรวจสอบข้อมูลไปยังสถานีตำรวจภูธรกะรน ได้รับทราบข้อมูลเบื้องต้นว่า พนักงานสอบสวนเจ้าของคดีเพิ่งได้รับแจ้งเหตุและได้เดินทางไปยังสถานที่เกิดเหตุ รวมถึงโรงพยาบาล เพื่อตรวจสอบรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ยังไม่ทราบรายละเอียดที่แน่ชัดในขณะนั้น

ต่อมามีรายงานเพิ่มเติมว่า ผู้ที่ตกลงไปในทะเลนั้นคือเด็กบังคับร่ม หรือผู้ควบคุมพาราเซลลิ่ง ซึ่งได้ตัดสินใจปลดเซฟตี้เบลล์ออก แล้วปล่อยให้ร่างของตนเองตกลงไปในทะเล เพื่อหวังที่จะลดน้ำหนักของพาราเซลลิ่งให้เหลือน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และปล่อยให้นักท่องเที่ยวที่ยังคงติดอยู่กับพาราเซลลิ่งนั้นค่อยๆ ตกลงมาตามแรงโน้มถ่วงของโลก เพื่อลดแรงกระแทกที่อาจเกิดขึ้นเมื่อตกลงสู่พื้น

หลังจากนั้น นักท่องเที่ยวที่ยังคงติดอยู่กับร่มพาราเซลลิ่งได้ตกลงใกล้กับบริเวณชายหาด โดยเจ้าหน้าที่ได้นำเรือออกไปให้ความช่วยเหลือทั้งสองคน กลับขึ้นฝั่งได้อย่างปลอดภัย จากการตรวจสอบอาการเบื้องต้นพบว่า นักท่องเที่ยวมีอาการแน่นหน้าอกเล็กน้อย ส่วนเด็กบังคับร่มมีแผลแตกที่บริเวณใบหน้าเล็กน้อยเช่นกัน ทางเจ้าหน้าที่จึงได้นำตัวทั้งสองคนส่งไปยังโรงพยาบาลฉลอง เพื่อทำการตรวจร่างกายซ้ำอีกครั้ง และขณะนี้ทั้งสองคนอยู่ในความดูแลของทีมแพทย์อย่างใกล้ชิด

ลมแรงจัด เด็กเรือลากร่ม กลางอ่าวกะตะ

เหตุการณ์ ลมแรงจัด เด็กเรือลากร่ม พลัดตกจากพาราเซลลิ่ง กลางอ่าวกะตะในภูเก็ต กลายเป็นอุทาหรณ์สำคัญที่เน้นย้ำถึงความสำคัญของมาตรการความปลอดภัยในการเล่นกิจกรรมทางน้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงฤดูที่มีสภาพอากาศแปรปรวนและลมกระโชกแรง การตัดสินใจที่รวดเร็วของเด็กบังคับร่ม แม้จะมีความเสี่ยง ก็สะท้อนถึงความพยายามในการปกป้องนักท่องเที่ยว

ความสำคัญของความปลอดภัยในกิจกรรมทางน้ำ

เหตุการณ์นี้เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการตรวจสอบและบำรุงรักษาอุปกรณ์อย่างสม่ำเสมอ รวมถึงการฝึกอบรมผู้ปฏิบัติงานให้มีความพร้อมในการรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินต่างๆ นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวเองก็ควรให้ความร่วมมือในการปฏิบัติตามคำแนะนำด้านความปลอดภัย และตรวจสอบสภาพอากาศก่อนเข้าร่วมกิจกรรมทางน้ำทุกครั้ง

  • ตรวจสอบสภาพอากาศก่อนเล่นกิจกรรมทางน้ำ
  • สวมใส่อุปกรณ์ความปลอดภัยอย่างถูกต้อง
  • ฟังคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ
  • ระมัดระวังสถานการณ์ที่ไม่คาดฝัน

การท่องเที่ยวทางทะเลเป็นกิจกรรมที่ได้รับความนิยมอย่างมากในประเทศไทย และ ภูเก็ตเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกใฝ่ฝันถึง แต่เหตุการณ์ ลมแรงจัด เด็กเรือลากร่ม ในครั้งนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่า ความสนุกสนานและความปลอดภัยต้องมาควบคู่กันเสมอ การละเลยมาตรการความปลอดภัยอาจนำมาซึ่งความสูญเสียที่ไม่สามารถประเมินค่าได้

ความรับผิดชอบต่อความปลอดภัยจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้ประกอบการและนักท่องเที่ยวทุกคนต้องตระหนัก เพื่อให้การท่องเที่ยวทางทะเลเป็นประสบการณ์ที่น่าประทับใจและปลอดภัยสำหรับทุกคน การเรียนรู้จากอุบัติเหตุ และการปรับปรุงมาตรการความปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับการท่องเที่ยวไทย และส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศในสายตาของนักท่องเที่ยวทั่วโลก

ที่มา – ลมแรงจัด เด็กเรือลากร่ม ร่วงตกกลางทะเลภูเก็ต

วิธีลงทะเบียน คนละครึ่งพลัส ผ่านแอปฯ เป๋าตัง

มาดูขั้นตอนการลงทะเบียน “คนละครึ่งพลัส” แบบละเอียดผ่านแอปฯ เป๋าตัง สำหรับผู้ที่เคยได้รับสิทธิ “คนละครึ่ง” ครั้งแรก รวมถึงผู้ที่ไม่เคยใช้ “คนละครึ่ง” มาก่อนเลย

เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2568 คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบโครงการคนละครึ่ง พลัส ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลในการสร้างรายได้และลดรายจ่ายให้ประชาชน เพื่อให้มีกำลังในการจับจ่ายใช้สอย โดยจะเปิดให้ลงทะเบียนรับสิทธิ “คนละครึ่งพลัส” ตั้งแต่วันที่ 20 ตุลาคม ถึง 26 ตุลาคม 2568 (เวลา 06.00 – 22.00 น.)

ผู้ได้รับสิทธิสามารถใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม ถึง 31 ธันวาคม 2568 (เวลา 06.00 – 23.00 น.) ซื้ออาหาร เครื่องดื่ม สินค้า และบริการที่กำหนดจากร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการฯ นอกจากนี้ ยังสามารถใช้สิทธิซื้ออาหารหรือเครื่องดื่มผ่านผู้ให้บริการระบบขนส่งอาหาร (Food Delivery Platform) ที่ได้รับอนุมัติให้เข้าร่วมโครงการฯ ผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ได้ตั้งแต่วันที่ 7 พฤศจิกายน ถึง 31 ธันวาคม 2568 (เวลา 06.00 – 21.00 น.)

ไทม์ไลน์การใช้สิทธิ “คนละครึ่งพลัส” สำหรับประชาชนทั่วไป

  • วันนี้ ติดตั้งแอปฯ เป๋าตัง และเปิดบริการ G-Wallet
  • 20 ต.ค. 68 เปิดลงทะเบียนประชาชนเข้าร่วมโครงการวันแรกผ่านแอปฯ เป๋าตัง ระหว่างเวลา 06.00-22.00 น. ของทุกวัน
  • 26 ต.ค. 68 สิ้นสุดการลงทะเบียนของประชาชน เข้าร่วมโครงการผ่านแอปฯ เป๋าตังฯ ระหว่างเวลา 06.00-22.00 น. ของทุกวัน
  • 29 ต.ค. 68 เริ่มใช้สิทธิโครงการคนละครึ่งพลัสวันแรก ตั้งแต่เวลา 06.00-23.00 น. ของทุกวัน
  • 7 พ.ย. 68 ประชาชนเริ่มใช้สิทธิโครงการคนละครึ่งพลัส ฟู้ดเดลิเวอรี่วันแรก ตั้งแต่เวลา 06.00-21.00 น. ของทุกวัน
  • 11 พ.ย. 68 กรุณาใช้สิทธิครั้งแรกภายในเวลา 23.00 น. เพื่อไม่ให้ถูกตัดสิทธิตามเงื่อนไขของโครงการ
  • 31 ธ.ค. 68 สิ้นสุดโครงการ เวลา 23.00 น.

สำหรับการลงทะเบียน “คนละครึ่งพลัส” จะเปิดให้ลงทะเบียน 20 ล้านสิทธิ หรือจนกว่าจะครบวงเงินสิทธิในวงเงินไม่เกิน 44,000 ล้านบาท หรือถึงปิดลงทะเบียนวันสุดท้ายในวันที่ 26 ตุลาคม 2568 แล้วแต่เกณฑ์ใดจะถึงก่อน

ขั้นตอนลงทะเบียน “คนละครึ่งพลัส” ผ่านแอปฯ เป๋าตัง สำหรับผู้ไม่เคยใช้ “คนละครึ่ง”

ขั้นตอนการติดตั้งแอปฯ เป๋าตัง และลงทะเบียน คนละครึ่งพลัส

เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการลงทะเบียน “คนละครึ่งพลัส” เรามาดูขั้นตอนการติดตั้งแอปฯ เป๋าตังกันก่อน:

1. เปิดแอปฯ App Store หรือ Google Play หรือ Play Store

2. พิมพ์ค้นหา “เป๋าตัง” ในช่องค้นหา 

3. เลือก “GET” หรือ เลือก “ติดตั้ง”

4. เมื่อติดตั้งเสร็จ เปิดแอปฯ เป๋าตัง

5. ให้ความยินยอมจัดการข้อมูลยืนยันตัวตน 

6. เตรียมบัตรประชาชน

7. ถ่ายรูปหน้าบัตรประชาชน เพื่อยืนยันตัวตน

8. ตรวจสอบเลขบัตรประชาชน และกรอกเบอร์โทรศัพท์เพื่อรับรหัส OTP

9. ใส่รหัส OTP 6 หลักที่ได้รับจากโทรศัพท์มือถือ

10. กรอกข้อมูลบัตรประชาชน

11. เลือกวิธียืนยันตัวตน ด้วยบัญชี Krungthai NEXT หรือ ยืนยันตัวตนด้วย การสแกนใบหน้า

วิธียืนยันตัวตนด้วยบัญชี Krungthai NEXT

1. เข้าสู่ Krungthai NEXT

2. ระบุรหัส PIN Krungthai NEXT

3. กดปุ่มดำเนินการบนแอปฯ เป๋าตัง

4. กรอกรหัส OTP (OTP จะถูกส่งไปที่เบอร์โทรศัพท์ที่ผูกกับ Krungthai NEXT)

5. ตั้งค่ารหัส PIN

6. ยืนยันรหัส PIN

ลูกค้าต้องใช้บัญชี Krungthai NEXT ที่มีหมายเลขบัตรประชาชนเดียวกับแอปฯเป๋าตัง

กรณียืนยันตัวตนด้วยการสแกนใบหน้า

1. เตรียมสแกนใบหน้า

2. สแกนใบหน้า สามารถข้ามได้ หากโทรศัพท์ไม่มีกล้อง/ชำรุด

3. ตั้งค่ารหัส PIN

4. ยืนยันรหัส PIN

5. เปิดการใช้งานระบบสแกนใบหน้า หรือ สแกนลายนิ้วมือ

6. ยอมรับ เงื่อนไขการใช้งานแอปฯ เป๋าตัง (ผู้ขอใช้บริการต้องยอมรับเท่านั้น)

7. แสดงหน้าจอเฉพาะความยินยอมที่ผู้ใช้งานไม่เคยตอบ (การตอบคือการให้ความยินยอมหรือไม่ให้ความยินยอมก็ได้)

8. ขณะระบบตรวจสอบข้อมูลผู้ใช้งาน จะพบข้อความบนการ์ดว่า “กำลังตรวจสอบข้อมูล”

9. หากลงทะเบียนสำเร็จ จะแสดงการ์ด Wallet ดังภาพ เพื่อให้สมัครใช้บริการ

ขั้นตอนการลงทะเบียนโครงการคนละครึ่งพลัส ผ่านแอปฯ เป๋าตัง

สำหรับขั้นตอนการลงทะเบียนรับสิทธิโครงการคนละครึ่งพลัส ของผู้ที่ไม่เคยเข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง เฟส5 มาก่อน มีขั้นตอนดังนี้

1. เข้าแอปฯ เป๋าตัง เลือกแบนเนอร์โครงการคนละครึ่งพลัส (แบนเนอร์จะอยู่ที่หน้าแรก และหน้า G-Wallet)

2. อ่านรายละเอียดเงื่อนไขโครงการ จากนั้นกด “ลงทะเบียน”

3. ตรวจสอบคุณสมบัติ สามารถดูผลได้ที่ SMS และการแจ้งเตือนบนแอปฯ เป๋าตัง ภายใน 3 วัน

4.  กรณีได้รับสิทธิ จะได้รับข้อความเตือนผ่านแอปฯ เป๋าตัง 

5. แอปฯ เป๋าตัง จะแสดงข้อความการได้รับสิทธิ และวันที่เริ่มใช้สิทธิตามโครงการ รวมถึงจำนวนเงินที่ได้รับ โดยผู้ที่ไม่ได้ยื่นแบบภาษี จะได้รับ 2,000 บาท ส่วนผู้ที่ยื่นแบบภาษี จะได้รับ 2,400 บาท จากนั้นกดปุ่ม “ตกลง”

6. เริ่มใช้สิทธิโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ได้ตั้งแต่วันที่ 29 ต.ค. – 31 ธ.ค. เวลา 06.00 น. – 23.00 น.

กรณีลงทะเบียน “คนละครึ่งพลัส” ไม่สำเร็จ จะมี SMS แจ้งเตือนว่า “ลงทะเบียนคนละครึ่งพลัสไม่สำเร็จ เนื่องจากคุณสมบัติของคุณไม่ตรงตามเงื่อนไขโครงการ”

หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์ในการเตรียมตัวลงทะเบียน “คนละครึ่งพลัส” นะคะ อย่าลืมตรวจสอบสิทธิ์และเตรียมเอกสารให้พร้อม เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสดี ๆ ที่รัฐบาลมอบให้ค่ะ

ที่มา – ขั้นตอนลงทะเบียน “คนละครึ่งพลัส” ผ่านแอปฯ เป๋าตัง สำหรับผู้ไม่เคยใช้ “คนละครึ่ง”