วัน: 30 ตุลาคม 2025

สอบตั๋วครู: คุรุสภาเคาะเกณฑ์ใหม่ เริ่ม ม.ค. 69

ข่าวดีสำหรับผู้ที่อยากเป็นครู! บอร์ดคุรุสภาอนุมัติเกณฑ์ใหม่ในการ สอบตั๋วครู โดยจะเริ่มใช้ในเดือนมกราคม 2569 เป็นต้นไป โดยการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้มุ่งเน้นไปที่การลดภาระของผู้สอบ และเชื่อมั่นในคุณภาพการศึกษาของมหาวิทยาลัยต่างๆ

เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานในการประชุมคณะกรรมการคุรุสภาครั้งที่ 11/2568 ณ ห้องประชุมราชวัลลภ โดยมีคณะกรรมการและผู้ช่วยศาสตราจารย์อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา เข้าร่วมการประชุม

สาระสำคัญของการประชุมคือ การเห็นชอบในหลักการของหลักเกณฑ์การทดสอบเพื่อขอรับใบประกอบวิชาชีพครูใหม่ ซึ่งมีการปรับเปลี่ยนจากการสอบทั้งวิชาครูและวิชาเอก มาเป็นการสอบเน้นเฉพาะวิชาครูเท่านั้น

สอบตั๋วครู เกณฑ์ใหม่ เริ่ม ม.ค. 69

ศ.ดร.นฤมลกล่าวว่า ที่ประชุมได้พิจารณาอย่างรอบด้านและเห็นพ้องกันว่าควรปรับการสอบให้เน้นที่วิชาครูเป็นหลัก และยกเลิกการสอบวิชาเอก เนื่องจากคุณภาพของวิชาเอกนั้นอยู่ในความดูแลของมหาวิทยาลัย ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมอยู่แล้ว

การเปลี่ยนแปลงนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อลดภาระของผู้ที่ต้องการ สอบตั๋วครู เนื่องจากในการสอบบรรจุเข้ารับราชการครูนั้น ผู้สอบจะต้องสอบตามสาขาวิชาที่หน่วยงานต้องการอยู่แล้ว ดังนั้น การสอบวิชาเอกในการสอบใบประกอบวิชาชีพครูจึงซ้ำซ้อน

รายละเอียดการเปลี่ยนแปลงเกณฑ์สอบตั๋วครู

ทางคุรุสภาจะดำเนินการจัดทำประกาศเพื่อเสนอให้รัฐมนตรีลงนาม เพื่อให้การยกเลิกการสอบกลุ่มวิชาในการ สอบตั๋วครู รอบต่อไปที่จะมีขึ้นในเดือนมกราคม 2569 มีผลบังคับใช้

นอกจากนี้ คุรุสภายังคงเปิดโอกาสให้ครูที่ไม่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ สามารถเข้าร่วมเรียนในหลักสูตร 7 โมดูล เพื่อให้ได้รับใบอนุญาตปฏิบัติหน้าที่ครู (P-License) หรือ พรีไลเซน ซึ่งเป็นใบอนุญาตชั่วคราวสำหรับผู้ที่สำเร็จการศึกษาในหลักสูตรที่คุรุสภารับรอง แต่ยังไม่ผ่านเกณฑ์การทดสอบสมรรถนะทางวิชาชีพ

ในการประชุมครั้งนี้ ยังได้มีการเห็นชอบรายชื่อบุคคลเพื่อแต่งตั้งเป็นคณะอนุกรรมการประเมินระดับคุณภาพของมาตรฐานในการประกอบวิชาชีพครู จำนวน 13 ราย และอนุมัติการรับรองคุณวุฒิทางการศึกษาให้กับมหาวิทยาลัย 17 แห่ง จำนวน 23 หลักสูตร ครอบคลุมทั้งปริญญาตรี ปริญญาโท และประกาศนียบัตรบัณฑิต

  • ปริญญาตรีทางการศึกษา 11 หลักสูตร
  • ประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครู 5 หลักสูตร
  • ประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพบริหารการศึกษา 1 หลักสูตร
  • ปริญญาโททางการศึกษา (วิชาชีพครู) 1 หลักสูตร
  • ปริญญาโททางการศึกษา (วิชาชีพบริหารการศึกษา) 5 หลักสูตร

นอกจากนี้ ยังมีการอนุมัติการปรับแผนการรับนักศึกษาปริญญาโททางการศึกษาของ 5 แห่ง รวม 5 หลักสูตร และรับทราบการอนุมัติหลักการให้ออกหนังสืออนุญาตประกอบวิชาชีพควบคุมเป็นการชั่วคราว (ประเภทครู) ให้แก่ผู้ที่ได้รับการคัดเลือกในตำแหน่งครูผู้ช่วย สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ที่มีคุณวุฒิในกลุ่มวิชาที่มีความจำเป็นต่อการจัดการเรียนการสอน หรือกลุ่มวิชาในประเภทวิชาและสาขาวิชาขาดแคลน เป็นเวลา 2 ปี

การเปลี่ยนแปลงเกณฑ์การ สอบตั๋วครู ครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการปรับปรุงระบบการคัดเลือกครูให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยมุ่งเน้นไปที่การวัดความรู้ความสามารถในด้านวิชาชีพครูโดยตรง และลดภาระที่ไม่จำเป็นของผู้สอบ หวังว่าการเปลี่ยนแปลงนี้จะช่วยให้ได้ครูที่มีคุณภาพและมีความพร้อมในการพัฒนาการศึกษาของชาติมากยิ่งขึ้น

ที่มา – บอร์ดคุรุสภา เคาะเกณฑ์ใหม่ “สอบตั๋วครู” ยกเลิกวิชาเอกเหลือเฉพาะวิชาครู มีผล ม.ค. 69

รัฐบาลเปิดตัว “Green List Plus” สู้ฝุ่น PM2.5

รัฐบาลเปิดตัว “Green List Plus” สู้ฝุ่น PM2.5 ผนึก 9 ค่ายรถ-ปั๊มน้ำมัน ชวนตรวจสภาพรถฟรี ลดสูงสุด 50%

วันที่ 29 ตุลาคม 2568 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกรัฐบาล เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้สั่งการให้นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เดินหน้าโครงการ “Green List Plus โปรสู้ฝุ่นลด PM2.5” เพื่อยกระดับคุณภาพอากาศของประเทศ

นางสาวลลิดาบอกว่า โครงการนี้อยู่ภายใต้แนวคิด “ตรวจสภาพรถกันสักนิด ลดมลพิษฝุ่นได้” เป็นการบูรณาการระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชน เพื่อลดการปล่อยฝุ่นจากภาคยานยนต์ โดยได้รับความร่วมมือจากผู้ผลิตรถยนต์ 9 แบรนด์ (อีซูซุ, มิตซูบิชิ, นิสสัน, โตโยต้า, ฮอนด้า, มาสด้า, ฮีโน่, ฟอร์ด, ซูซูกิ) และศูนย์บริการน้ำมัน 5 ราย (ปตท., บางจาก, เชลล์, พีที, โมบิล) นอกจากนี้ยังร่วมกับศูนย์บริการบีควิกรวมกว่า 1,745 แห่งทั่วประเทศ โดยจะให้บริการ ตรวจสภาพรถฟรีกว่า 55 รายการ พร้อมมอบส่วนลดค่าน้ำมันเครื่อง ค่าอะไหล่ และค่าแรง สูงสุดถึง 50%

รองโฆษกรัฐบาลระบุว่า ผู้ที่ลงทะเบียนบัญชีสีเขียว (Green List Plus) กับ กทม. ยังได้รับสิทธิ์จอดรถฟรีในศูนย์การค้าที่ร่วมรายการ และส่วนลดพิเศษอื่น ๆ ซึ่งโครงการนี้สะท้อนความตั้งใจของรัฐบาลที่ประกาศให้การแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 เป็น “วาระแห่งชาติ” เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับประชาชนอย่างยั่งยืน.

รัฐบาลเปิดตัว “Green List Plus” สู้ฝุ่น PM2.5

ฝุ่น PM2.5 กลับมาเป็นปัญหาใหญ่ในประเทศไทยอีกครั้ง รัฐบาลจึงเร่งหามาตรการแก้ไข หนึ่งในมาตรการสำคัญคือการเปิดตัวโครงการ “Green List Plus” สู้ฝุ่น PM2.5 ที่เป็นการร่วมมือกันระหว่างภาครัฐและเอกชน โดยมีเป้าหมายหลักในการลดการปล่อยฝุ่นจากรถยนต์ ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของปัญหานี้

“Green List Plus” สู้ฝุ่น PM2.5 คืออะไร?

โครงการ “Green List Plus” สู้ฝุ่น PM2.5 เป็นโครงการที่เปิดโอกาสให้ประชาชนนำรถยนต์ไปตรวจสภาพฟรี โดยได้รับการสนับสนุนจากค่ายรถยนต์ชั้นนำถึง 9 แบรนด์ และสถานีบริการน้ำมันอีก 5 ราย นอกจากนี้ ยังมีศูนย์บริการรถยนต์บีควิกเข้าร่วมโครงการอีกกว่า 1,745 แห่งทั่วประเทศ ทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการได้ง่ายและสะดวกยิ่งขึ้น

รายละเอียดโครงการ:

  • ตรวจสภาพรถฟรี 55 รายการ
  • ส่วนลดค่าน้ำมันเครื่อง ค่าอะไหล่ และค่าแรง สูงสุด 50%
  • สิทธิพิเศษสำหรับผู้ที่ลงทะเบียนบัญชีสีเขียว (Green List Plus) กับ กทม. เช่น จอดรถฟรีในศูนย์การค้าที่ร่วมรายการ

ค่ายรถยนต์ที่เข้าร่วมโครงการ:

  • อีซูซุ
  • มิตซูบิชิ
  • นิสสัน
  • โตโยต้า
  • ฮอนด้า
  • มาสด้า
  • ฮีโน่
  • ฟอร์ด
  • ซูซูกิ

สถานีบริการน้ำมันที่เข้าร่วมโครงการ:

  • ปตท.
  • บางจาก
  • เชลล์
  • พีที
  • โมบิล

การที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับโครงการ “Green List Plus” สู้ฝุ่น PM2.5 แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศอย่างจริงจัง การบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้โครงการนี้ประสบความสำเร็จ และนำไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของประชาชนทุกคน อย่าลืมเช็คสภาพรถของคุณ เพื่อช่วยกันลดฝุ่น PM2.5 นะคะ

ที่มา – รัฐบาลเปิดตัว “Green List Plus” สู้ฝุ่น PM2.5 ผนึก 9 ค่ายรถ-ปั๊มน้ำมัน ตรวจสภาพรถฟรี

สคบ. คุมฟู้ดเดลิเวอรี “คนละครึ่งพลัส” สกัดขึ้นราคา

สถานการณ์ราคาสินค้าและบริการที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ทำให้ผู้บริโภคต้องเผชิญกับความท้าทายในการใช้จ่ายอย่างคุ้มค่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการส่งเสริมการขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างๆ ล่าสุด สคบ. ได้ออกมาตรการควบคุมฟู้ดเดลิเวอรี “คนละครึ่งพลัส” เพื่อป้องกันร้านค้าฉวยโอกาสขึ้นราคา

รมต.สำนักนายกฯ ได้เรียก ช้อปปี้ แกร็บ ไลน์แมน มาหารือเพื่อควบคุมร้านค้าที่ขายอาหารไม่ให้ขึ้นราคากับลูกค้าที่สั่งฟู้ดเดลิเวอรี “คนละครึ่งพลัส” พร้อมทั้งขอความร่วมมือในการจัดโปรโมชั่นส่วนลดเพิ่มเติม เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับประโยชน์สูงสุด

นายสันติ ปิยะทัต รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เปิดเผยว่า สคบ. ได้ร่วมมือกับ 3 แพลตฟอร์ม ได้แก่ บริษัท ช้อปปี้ (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท แกร็บแท็กซี่ (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท ไลน์แมน (ประเทศไทย) จำกัด เพื่อกำหนดมาตรการคุ้มครองผู้บริโภคที่สั่งฟู้ดเดลิเวอรี “คนละครึ่งพลัส” ผ่านแพลตฟอร์มในโครงการคนละครึ่งพลัส ที่จะเริ่มในวันที่ 7 พ.ย. 2568 โดยกำชับให้ช่วยคุมราคาอาหารไม่ให้ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการขายเกินราคา ด้วยการปิดระบบแก้ไขเมนูของร้านค้า เพื่อป้องกันการฉวยโอกาสขึ้นราคา และขอให้จัดโปรโมชันส่วนลดให้กับผู้บริโภค ซึ่งจะทำให้ผู้บริโภคได้ส่วนลด 2 เด้ง คือได้ส่วนลด 50% จากการซื้ออาหาร สูงสุดไม่เกิน 200 บาทต่อวัน จากโครงการคนละครึ่งพลัส และส่วนลดเพิ่มเติมจากแพลตฟอร์มออนไลน์ รวมทั้งขอให้ลดค่า GP หรือ ค่าธรรมเนียมที่แพลตฟอร์มเก็บจากร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัส

นอกจากนี้ ยังมีแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซที่เข้าร่วมอีก 2 ราย ได้แก่ บริษัท ลาซาด้า จำกัด บริษัท ติ๊กต็อก ช็อป (ประเทศไทย) จำกัด โดยได้กำชับแพลตฟอร์มทั้ง 5 ราย เฝ้าระวังการจัดจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้า หรือสินค้าที่ผิดกฎหมายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ โดยใช้เทคโนโลยี AI มาช่วยตรวจจับ ซึ่งรัฐบาลให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก เพื่อป้องกันและปราบปรามในทุกแพลตฟอร์ม โดยภาครัฐหลายหน่วยงาน เช่น สคบ. และเจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้มีการเดินหน้าป้องกันและปราบปรามอย่างจริงจัง

นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) กล่าวว่า สคบ. ได้เปิดช่องทางร้องทุกข์เพิ่มเติมจากสายด่วน เพิ่มอีก 10 สาย เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้บริโภคที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากโครงการฟู้ดเดลิเวอรี “คนละครึ่งพลัส” พร้อมเร่งรัดเรื่องร้องเรียนเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยทันที เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

สคบ. คุมเข้ม ฟู้ดเดลิเวอรี “คนละครึ่งพลัส” ป้องกันการขึ้นราคา

มาตรการควบคุมราคาฟู้ดเดลิเวอรี “คนละครึ่งพลัส” ของ สคบ. ถือเป็นความพยายามที่จะรักษาสมดุลระหว่างการส่งเสริมการขายและการคุ้มครองผู้บริโภค เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงอาหารและสินค้าในราคาที่เป็นธรรม

มาตรการสำคัญในการควบคุมฟู้ดเดลิเวอรี “คนละครึ่งพลัส”

  • ปิดระบบแก้ไขเมนูของร้านค้า: เพื่อป้องกันร้านค้าฉวยโอกาสขึ้นราคา
  • จัดโปรโมชั่นส่วนลดเพิ่มเติม: เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับส่วนลด 2 เด้ง
  • ลดค่า GP: ลดภาระค่าใช้จ่ายของร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ
  • เฝ้าระวังการจำหน่ายสินค้าผิดกฎหมาย: ป้องกันการหลอกลวงผู้บริโภค
  • เพิ่มช่องทางร้องทุกข์: อำนวยความสะดวกในการร้องเรียนและแก้ไขปัญหา

การดำเนินการของ สคบ. ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภคและการสร้างความเป็นธรรมในการซื้อขายสินค้าและบริการออนไลน์ ผู้บริโภคควรติดตามข่าวสารและใช้สิทธิของตนเองอย่างเต็มที่ หากพบว่ามีการเอารัดเอาเปรียบหรือไม่ได้รับความเป็นธรรม

ด้วยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้บริโภค จะช่วยให้โครงการฟู้ดเดลิเวอรี “คนละครึ่งพลัส” เป็นไปอย่างราบรื่นและเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย

ที่มา – สคบ.คุม ฟู้ดเดลิเวอรี “คนละครึ่งพลัส” สั่งปิดแก้เมนู ป้องกันร้านค้าขึ้นราคา

สารภาพจากลอนดอน: “ไม่อยากได้ยินที่บ้าน”

นักเตะ London City Lionesses อย่าง Danielle van de Donk, Jana Fernandez และ Kosovare Asllani มาแชร์เรื่องสารภาพเกี่ยวกับเพื่อนร่วมทีมใน Confession Cam

การแข่งขัน Women’s Super League กลับมาในวันเสาร์ที่ 1 พฤศจิกายนทางช่องทาง BBC Sport

ดูเพิ่มเติม: ผู้ท้าชิงรางวัล BBC Women’s Footballer of the Year ปี 2025

“ไม่อยากได้ยินที่บ้าน”: สารภาพจากลอนดอน

ฟุตบอลหญิงกำลังได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ และเรื่องราวเบื้องหลังนักกีฬาเหล่านี้ก็เป็นที่น่าสนใจไม่แพ้กัน คลิปสารภาพจากนักเตะ London City Lionesses เป็นตัวอย่างที่ดีที่แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันดีและความสนุกสนานภายในทีม เรื่องราวที่พวกเธอแชร์ทำให้เราได้เห็นอีกมุมมองหนึ่งของนักกีฬาอาชีพ ไม่ใช่แค่ในฐานะนักฟุตบอล แต่ในฐานะเพื่อนร่วมทีมและคนคนหนึ่ง

เรื่องฮาๆ ในทีม “ไม่อยากได้ยินที่บ้าน”

ลองจินตนาการถึงการใช้ชีวิตร่วมกับเพื่อนร่วมทีมตลอดเวลา การเดินทาง การฝึกซ้อม การแข่งขัน มันคงมีเรื่องราวสนุกๆ และเรื่องน่าอายเกิดขึ้นมากมาย การได้ฟังนักเตะสารภาพเกี่ยวกับเพื่อนร่วมทีมทำให้เราหัวเราะและรู้สึกผูกพันกับพวกเขามากขึ้น

การสารภาพเหล่านี้อาจเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เช่น ใครขี้ลืมที่สุด ใครชอบกินจุ ใครชอบแกล้งคนอื่น แต่เรื่องเหล่านี้แหละที่ทำให้ทีมมีความเป็นทีมมากขึ้น เสียงหัวเราะและความเข้าใจกันเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้พวกเขาสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่นในสนาม

ความสำคัญของทีมเวิร์ค

ในกีฬาฟุตบอล ทีมเวิร์คเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง นักเตะแต่ละคนต้องเข้าใจบทบาทของตัวเองและทำงานร่วมกับเพื่อนร่วมทีมเพื่อให้บรรลุเป้าหมายเดียวกัน การที่นักเตะมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันนอกสนามจะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับทีมในสนามได้

  • การสื่อสารที่ดี: การสื่อสารที่เปิดเผยและตรงไปตรงมาช่วยลดความเข้าใจผิดและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานร่วมกัน
  • ความเข้าใจและความเคารพ: การเข้าใจและเคารพในความแตกต่างของแต่ละคนช่วยสร้างบรรยากาศที่เป็นบวกและเอื้อต่อการทำงานเป็นทีม
  • การสนับสนุนซึ่งกันและกัน: การให้กำลังใจและสนับสนุนเพื่อนร่วมทีมช่วยสร้างความมั่นใจและความเชื่อมั่นในตัวเอง

บทสรุป

เรื่องราวสารภาพจากนักเตะ London City Lionesses เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของทีมเวิร์คและความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างนักกีฬา การได้เห็นพวกเขาหัวเราะและสนุกสนานร่วมกันทำให้เราเข้าใจว่าฟุตบอลไม่ได้เป็นแค่กีฬา แต่เป็นเรื่องของความสัมพันธ์ มิตรภาพ และการทำงานร่วมกันเพื่อบรรลุเป้าหมาย

การสร้างทีมที่แข็งแกร่งไม่ได้ขึ้นอยู่กับแค่ทักษะของผู้เล่นแต่ละคน แต่ยังขึ้นอยู่กับความสามารถในการทำงานร่วมกันเป็นทีม การสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ส่งเสริมการสื่อสาร ความเข้าใจ และการสนับสนุนซึ่งกันและกันเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างทีมที่ประสบความสำเร็จ

การได้เห็นนักกีฬาเหล่านี้เปิดเผยและแชร์เรื่องราวส่วนตัวทำให้เราเห็นว่าพวกเขาก็เป็นคนธรรมดาเหมือนเรา มีทั้งด้านที่แข็งแกร่งและด้านที่อ่อนโยน การสนับสนุนพวกเขาไม่ได้หมายถึงแค่การเชียร์พวกเขาในสนาม แต่ยังหมายถึงการเข้าใจและยอมรับในความเป็นมนุษย์ของพวกเขาด้วย

นักฟุตบอลหญิงเหล่านี้เป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้หญิงทุกคนที่อยากจะประสบความสำเร็จในสิ่งที่ตัวเองรัก พวกเขาแสดงให้เห็นว่าด้วยความมุ่งมั่น ความพยายาม และการสนับสนุนจากเพื่อนร่วมทีม ทุกสิ่งเป็นไปได้

ที่มา – ‘I don’t want to be hearing that at home’ – London City confessions

คืนความมั่นใจ! โอ’นีล กอบกู้เซลติก

73 ไม่ใช่แค่อายุของมาร์ติน โอนีล แต่ยังเป็นจำนวนครั้งที่เขาบอกในการแถลงข่าวเปิดตัวว่า เขาเป็นเพียงแค่การแก้ไขปัญหาระยะสั้นสำหรับเซลติก

จากชัยชนะอย่างถล่มทลาย 4-0 เหนือฟัลเคิร์ก ซึ่งเป็นเกมแรกของเขาในฐานะผู้จัดการทีมปาร์คเฮดในรอบ 7459 วัน เขาย้ำจุดยืนอีกครั้ง เผื่อว่ายังมีข้อสงสัยอยู่บ้าง

แต่ฟุตบอลก็สามารถทำเรื่องแปลกๆ ให้คุณได้ใช่ไหม?

ภาพลักษณ์ของเขาที่ยืนกางแขนอยู่ข้างสนามเป็นการหวนรำลึกถึงช่วงเวลาที่แตกต่างออกไป แต่ก็มีประกายไฟในชัยชนะที่น่าเชื่อถือว่ามนต์ขลังของโอนีลเริ่มส่งผลแล้ว

“ผมกังวลก่อนเกม แต่นั่นเป็นเพียงลักษณะเฉพาะของผม” ชาวไอร์แลนด์เหนือกล่าวกับ BBC Sport Scotland

“นั่นเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับปัญหาความไม่มั่นคงที่น่ากลัวของผม”

‘เราเล่นได้อย่างยอดเยี่ยม’

เมื่อเหตุการณ์คลี่คลาย ไม่มีเหตุผลที่จะต้องกังวลในคืนที่ความกังวลและความทุกข์ทรมานสำหรับผู้ที่อยู่ในสีเขียวและสีขาวจำกัดอยู่แค่ช่วงก่อนเกม

การจากไปของเบรนแดน ร็อดเจอส์เมื่อวันจันทร์เป็นเหมือนระเบิด แต่เทียบไม่ได้กับ การทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ โดยผู้ถือหุ้นรายใหญ่ เดอร์ม็อต เดสมอนด์ ในอีก 15 นาทีต่อมา

ผลที่ตามมาไม่ได้ทำให้กลุ่มแฟนบอลจำนวนหนึ่งล้มเลิกการประท้วงต่อต้านบอร์ดบริหารภายนอกเซลติก พาร์ค ซึ่งเป็นเรื่องปกติในการแข่งขันช่วงหลังๆ

เดสมอนด์ยังอยู่ในงานนี้ด้วย นั่นแสดงให้เห็นถึงความสำคัญ

ตำแหน่งของโอนีลค่อนข้างน่าสงสัย เซลติกมีทีมที่น่าจะสามารถเอาชนะได้เกือบทุกคนในลีก แต่พวกเขาก็เข้าสู่เกมนี้ด้วยคะแนนตามหลังจ่าฝูงอยู่ 8 แต้ม และขาดความมั่นใจ

แม้จะเพิ่งเข้ามาทำงานได้เพียง 24 ชั่วโมงและไม่ได้ฝึกซ้อมเลย เขาก็สร้างผลงานในวันพุธ

เจมส์ ฟอร์เรสต์ ปีกจอมเก๋าถูกส่งลงมาแทนที่ เรโอ ฮาตาเตะ ที่ฟอร์มตก ออสตัน ทรัสตี กลับคืนสู่แนวรับ ขณะที่มาร์เซโล ซาราชชี เข้ามาแทนที่ คีแรน เทียร์นีย์ ที่หายไป

เมื่อถึงครึ่งเวลา เซลติกก็รอดพ้นจากสถานการณ์หวาดเสียวในเกมรับไปได้สองครั้ง และขึ้นนำ 2-0 ต้องขอบคุณ จอห์นนี เคนนี

การคุกคามของฟัลเคิร์กลดลงเมื่อเซลติกบีบเกมให้แน่นขึ้น โดยที่ เบนจามิน ไนเกรน และ เซบาสเตียน ตูเนคติ ช่วยให้ผลงานออกมาอย่างน่าประทับใจ

“ผมดีใจมากที่ชนะเกมในแบบที่เราทำ และเราเล่นได้อย่างยอดเยี่ยม น่าจะทำประตูได้มากกว่านี้อีกสองสามลูกด้วยซ้ำ” โอนีลกล่าว

“ผมหวังว่าผู้เล่นบางคนที่เล่นในวันนี้จะมีอายุมากพอที่จะรู้ว่าผมเป็นใคร ส่วนเด็กๆ รุ่นใหม่ ผมไม่แน่ใจ พวกเขาเห็นชายคนนี้ก้าวเข้ามาในห้องแต่งตัวและคิดว่า ‘เกิดอะไรขึ้นที่นี่?'”

“ผมดีใจ พอใจในแง่ที่ผมคิดว่าเราเล่นได้ดีมาก ความวิตกกังวลของผมลดลงไปบ้าง และมันดีมากที่ได้ชนะ เมื่อคุณทำประตูนำได้สักสองสามลูก คุณอาจจะสนุกกับ 10 หรือ 15 นาทีสุดท้ายได้ และมันก็ทำให้ผมกลับมา”

“ผมไม่ได้ดูเซลติกบ่อยนัก ไม่ได้ดูสดๆ เพื่อวิพากษ์วิจารณ์ทีมนี้ การคืนความมั่นใจเป็นเรื่องที่ยอดเยี่ยม”

Next up… Rangers

ผลเสมอของฮาร์ทส์ในเพสลีย์ ประกอบกับการที่เซลติกคว้าชัยชนะ ทำให้ช่องว่างบนสุดของตารางแคบลงเหลือ 6 แต้ม

มันเป็นไปตามหน้าที่ แต่หลังจากสัปดาห์ที่แชมป์เก่าต้องเผชิญ นั่นคือสิ่งที่พวกเขาต้องการ

ต่อไปคือความท้าทายที่แตกต่างออกไป โดยมีเรนเจอร์สและการแข่งขันลีก คัพ รอบรองชนะเลิศรออยู่ที่แฮมป์เดนในวันอาทิตย์

เซลติกเข้าสู่เกมด้วยความมุ่งมั่น มีประกายไฟให้เห็น แต่ไม่ใกล้เคียงกับความเข้มข้นแบบเดียวกับที่เคยเห็นก่อนหน้านี้

มีการยิงเข้าใส่ประตูของสกอตต์ เบน 26 ครั้งในวันพุธ 11 ครั้งเข้าเป้า 2 ครั้งชนเสา พวกเขายังส่งบอลสำเร็จในพื้นที่สุดท้าย 119 ครั้งด้วย

ในตัวของเคนนี พวกเขามีกองหน้าที่กำลังคว้าโอกาสที่ได้รับมา

สองประตูของเขาเป็นไปตามสัญชาตญาณ ขณะที่ประตูที่สามน่าจะทำได้ในครึ่งหลัง

“นั่นเป็นสิ่งที่อยู่ในเซลติกมาค่อนข้างนานแล้ว คือการส่งบอลไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว” โอนีลกล่าวกับ Celtic TV

“บางครั้งเราก็เล่นมันเร็วเกินไป มันก็ไม่เป็นไร ตราบใดที่มีผลลัพธ์สุดท้าย เราจะได้เห็นว่าเราจะออกจากเกมได้อย่างไร”

“ปรากฎว่าแม้แต่ในวัยของผม ผมก็ยังเรียนรู้เกี่ยวกับผู้เล่น ผมกำลังเรียนรู้ว่าผู้เล่นของเราเก่งจริงๆ”

ผู้จัดการทีมขัดตาทัพพูดติดตลกในวันพุธว่า หากฟัลเคิร์กไม่เป็นไปตามแผน เขาจะไม่อยู่ในวันอาทิตย์

ดังนั้น ภารกิจจึงสำเร็จ หากเขาทำภารกิจต่อไปสำเร็จ โอนีลก็คาดว่าจะถูกถามถึงแผนการในอนาคตของเขามากขึ้น

โดยรวมแล้ว การคืนความมั่นใจให้กับทีมเซลติกเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด และการที่ มาร์ติน โอนีล เข้ามาคุมทีมชั่วคราว อาจเป็นสิ่งที่ทีมต้องการในตอนนี้ การคืนความมั่นใจนี้ จะส่งผลต่อการแข่งขันในลีกและบอลถ้วยอย่างแน่นอน การคืนความมั่นใจไม่ใช่แค่เรื่องของผลการแข่งขัน แต่ยังเป็นการสร้างบรรยากาศที่ดีภายในทีมด้วย

ที่มา – Banishing anxiety & restoring confidence – O’Neill’s Celtic return

รัฐบาลจัดพิธีบำเพ็ญกุศลสัตตมวาร ถวายเป็นพระราชกุศล

รัฐบาลจัดพิธีบำเพ็ญกุศลสัตตมวาร 7 วัน ถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

เมื่อเวลา 07.30 น. วันที่ 30 ต.ค. 2568 ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล รัฐบาลจัดพิธีบำเพ็ญกุศลสัตตมวาร (7 วัน) เพื่ออุทิศถวายพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยมีสมเด็จพระพุฒาจารย์ กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก และเจ้าอาวาสวัดไตรมิตรวิทยาราม เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ โดยนายกรัฐมนตรีมอบหมายนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คมนาคม เป็นประธานฝ่ายฆราวาส

โดยมีคณะรัฐมนตรี (ครม.) หัวหน้าส่วนราชการในสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่หน่วยงานในทำเนียบรัฐบาล เข้าร่วมพิธีฯ จากนั้น ได้มีพิธีทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ จำนวน 10 รูป ที่หน้าตึกไทยคู่ฟ้า

จากนั้น นายพิพัฒน์ เป็นผู้แทนกล่าวแสดงความอาลัยเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ฯ ผู้เข้าร่วมพิธียืนสงบนิ่งแสดงความอาลัย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เป็นเวลา 1 นาที เป็นอันเสร็จพิธีฯ

รัฐบาลจัดพิธีบำเพ็ญกุศลสัตตมวาร ถวายเป็นพระราชกุศล สมเด็จพระพันปีหลวง

การจัดพิธีบำเพ็ญกุศลสัตตมวารในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความจงรักภักดีเเละสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงมีต่อประเทศชาติเเละประชาชนชาวไทย

ความสำคัญของพิธีบำเพ็ญกุศลสัตตมวาร

พิธีบำเพ็ญกุศลสัตตมวารถือเป็นพิธีทางศาสนาที่สำคัญในพระพุทธศาสนา เป็นการทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว โดยมีความเชื่อว่าจะเป็นการช่วยให้ผู้ที่เสียชีวิตไปแล้วไปสู่สุคติภพ

  • เป็นการแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อผู้มีพระคุณ
  • เป็นการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา
  • เป็นการสร้างความเป็นสิริมงคลแก่ตนเองและครอบครัว

การที่รัฐบาลจัดพิธีบำเพ็ญกุศลดังกล่าว จึงเป็นการแสดงออกถึงความเคารพและความศรัทธาในสถาบันพระมหากษัตริย์ รวมถึงเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่ประชาชนชาวไทย

พิธีบำเพ็ญกุศลสัตตมวาร เป็นสิ่งที่พสกนิกรชาวไทยสามารถร่วมแสดงความจงรักภักดีได้โดยการตั้งจิตอธิษฐานและน้อมรำลึกถึงพระองค์ท่าน

ที่มา – รัฐบาลจัดพิธีบำเพ็ญกุศลสัตตมวาร ถวายเป็นพระราชกุศล สมเด็จพระพันปีหลวง

กกต.ขอเวลา 75 วันแจงเลือกตั้งพร้อมทำประชามติ

กกต. แจงเตรียมความพร้อมเลือกตั้ง สส. พร้อมทำประชามติ “แสวง” ขอเวลาให้ข้อมูลประชาชนอย่างครบถ้วนอย่างน้อย 75 วัน ย้ำรัฐธรรมนูญห้ามทำประชามติล่วงหน้า แต่ลงนอกเขตได้ เชื่อนับคะแนนจัดการดีๆ ไม่เกิน 5 ทุ่ม

วันที่ 30 ต.ค. 2568 นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยืนยันความพร้อมไม่ว่าจะมีการเลือกตั้งพร้อมทำประชามติวันไหน โดยเฉพาะกรณีเลือกตั้งไม่มีปัญหา เพราะกฎหมายกำหนดให้ไม่ต่ำกว่า 45 ไม่เกิน 60 วัน แต่การทำประชามติกฎหมายกำหนดต้องน้อยกว่า 60 แต่ไม่เกิน 150 วัน ดังนั้นหากวางแผนไม่ดีจะเหลื่อมล้ำกันทันที จนถึงวันนี้ยังตอบไม่ได้ว่าประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญจะทำเสร็จได้ตรงเวลาหรือไม่เพราะมีรัฐสภาเข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่เหมือนประชามติ MOU ที่ครม. สามารถเสนอได้ทันที

นายแสวง กล่าวว่าหากมีการเลือกตั้งพร้อมทำประชามติ กกต. จะขอเวลาในการเผยแพร่ข้อมูลให้ประชาชนรับรู้และเข้าใจ รวมถึงเปิดเวทีให้ผู้เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยได้แสดงความเห็นอย่างน้อย 75 วัน โดยยืนยันว่าสามารถลดบัตรลงคะแนนประชามติทั้งสองเรื่องขมวดมาเป็นใบเดียวได้ ก็จะสามารถลดค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการบัตรได้ถึง 55 ล้านฉบับ

นายแสวง ระบุด้วยว่าภายใน 75 วันจะต้องส่งข้อมูลรายละเอียดหัวข้อประชามติแต่ละฉบับให้ประชาชนทุกครัวเรือน ซึ่งยังไม่แน่ใจว่ารัฐบาลและรัฐสภาจะส่งเนื้อหาประชามติที่ไม่ชี้นำประชาชนมาให้จำนวนมากน้อยแค่ไหน

นายแสวง กล่าวด้วยว่ารอบนี้ถือเป็นเรื่องใหม่ของ กกต. ที่จะต้องรับมือเวทีหาเสียงและเวทีประชามติ เพราะเวทีประชามติควรเป็นเรื่องของผู้เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย แต่ไม่ใช่เป็นเวทีในการหาเสียงของพรรคการเมือง ส่วนงบประมาณเฉลี่ยหน่วยละประมาณ 120,000 บาท จำนวน 120,000 หน่วย บอกได้เลยว่างบประมาณที่ใช้ 90% ใช้จ่ายในหน่วย เพราะ กปน. และจำนวนบัตรต้องเพิ่มมากขึ้น ครั้งนี้จะเพิ่มค่าแรงให้ กปน. เพราะต้องทำงานยาวนานถึง 17 ชม. ตั้งแต่ 6.00-23.00 น.

ส่วนกระทรวงต่างประเทศต้องนับคะแนนประชามติที่ประเทศนั้น เกาหลีมีคนไทย 5-6 หมื่น ไต้หวันมีคนไทยเป็นแสนคน แต่ กต. มีเจ้าหน้าที่แต่ละประเทศเพียงแค่ 5-6 คน ตนยังนึกไม่ออกว่าจะนับคะแนนกันอย่างไร เพราะถือเป็นภาระหนักของกระทรวงการต่างประเทศ ทั้งนี้ ประชามติจะไม่มีการลงคะแนนล่วงหน้าตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ แต่สามารถลงประชามตินอกเขตพื้นที่ในวันออกเสียงประชามติได้เท่านั้น ยอมรับว่ารอบนี้ถือเป็นเรื่องยากว่าจะสามารถสื่อสารข้อมูลให้ประชาชนเข้าใจในประเด็นที่ทำประชามติได้มากน้อยแค่ไหน

ส่วนการนับคะแนนขอให้ความมั่นใจในระบบการนับคะแนนของ กกต. หากบริหารแต่ละหน่วยเลือกตั้งดีๆ ภายใน 23.00 น. ของวันเลือกตั้งทุกอย่างจะเสร็จสิ้น

กกต.ขอเวลา 75 วันแจงเลือกตั้งพร้อมทำประชามติ

การเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งและการทำประชามติเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยเวลาและความรอบคอบอย่างมาก และการที่ กกต. ขอเวลา 75 วันในการให้ข้อมูลแก่ประชาชนนั้น ถือเป็นสิ่งที่สมเหตุสมผลเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลอย่างครบถ้วนและสามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง

การเลือกตั้งและการทำประชามติเป็นกระบวนการที่สำคัญต่อระบอบประชาธิปไตย การให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วนจึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้ประชาชนสามารถ行使สิทธิของตนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทำไม กกต. จึงต้องขอเวลา 75 วันแจงเลือกตั้งพร้อมทำประชามติ

เหตุผลหลักที่ กกต. ขอเวลา 75 วัน คือเพื่อให้มีเวลาเพียงพอในการเผยแพร่ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งและประชามติให้ประชาชนได้รับทราบอย่างทั่วถึง ข้อมูลเหล่านี้รวมถึงรายละเอียดเกี่ยวกับผู้สมัคร พรรคการเมือง นโยบาย และประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการทำประชามติ

นอกจากนี้ การมีเวลา 75 วันยังช่วยให้ กกต. สามารถจัดเวทีให้ผู้ที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยได้แสดงความคิดเห็น ซึ่งจะช่วยให้ประชาชนได้รับฟังข้อมูลจากหลายมุมมองและสามารถตัดสินใจได้อย่างรอบด้าน

การมีข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วนเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการตัดสินใจเกี่ยวกับการเลือกตั้งและการทำประชามติ การที่ กกต. ให้ความสำคัญกับการเผยแพร่ข้อมูลจึงเป็นสิ่งที่ควรได้รับการสนับสนุน

กกต. คาดการณ์ว่าการนับคะแนนจะแล้วเสร็จภายใน 5 ทุ่ม หากการบริหารจัดการเป็นไปอย่างราบรื่น ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความพร้อมในการจัดการเลือกตั้งและประชามติ

การจัดการเลือกตั้งและประชามติพร้อมกันอาจเป็นเรื่องที่ท้าทาย แต่ด้วยการวางแผนและการบริหารจัดการที่ดี กกต. มั่นใจว่าจะสามารถดำเนินการได้อย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ

การที่ กกต. ขอเวลา 75 วันแจงเลือกตั้งพร้อมทำประชามติ ถือเป็นสัญญาณที่ดีว่า กกต. ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของประชาชนและการให้ข้อมูลอย่างถูกต้องและครบถ้วน ซึ่งจะนำไปสู่การเลือกตั้งและการทำประชามติที่เป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม

ดังนั้น การเตรียมตัวและติดตามข่าวสารเกี่ยวกับการเลือกตั้งและประชามติจึงเป็นสิ่งที่สำคัญเพื่อให้เราทุกคนสามารถ行使สิทธิของตนได้อย่างเต็มที่และมีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตของประเทศ

กกต.ขอเวลา 75 วันแจงเลือกตั้งพร้อมทำประชามติ ถือเป็นเรื่องที่น่าสนใจและควรติดตามอย่างใกล้ชิด เพื่อให้เราเข้าใจถึงกระบวนการและมีส่วนร่วมในการตัดสินใจที่สำคัญของประเทศ

ที่มา – กกต. ขอเวลา 75 วันแจงเลือกตั้งพร้อมทำประชามติ เชื่อนับคะแนนไม่เกิน 5 ทุ่ม

ทรัมป์สั่งทดสอบนิวเคลียร์ครั้งแรกรอบ 30 ปี

โดนัลด์ ทรัมป์ สั่งเพนทากอนกลับมาทดสอบอาวุธนิวเคลียร์ เป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปี สร้างความตื่นตะลึงไปทั่วโลก การตัดสินใจนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดที่เพิ่มสูงขึ้นระหว่างประเทศมหาอำนาจ และจุดประกายความกังวลเกี่ยวกับการแข่งขันอาวุธครั้งใหม่

คำสั่งดังกล่าวเกิดขึ้นขณะที่ทรัมป์กำลังจะเข้าร่วมการประชุมด้านการค้ากับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน โดยทรัมป์อ้างว่าการดำเนินการนี้เป็นการตอบโต้การขยายคลังแสงนิวเคลียร์ของประเทศอื่น ๆ

ทรัมป์ประกาศเรื่องนี้ผ่านทรูธ โซเชียล ขณะเดินทางไปยังการเจรจาการค้า โดยระบุว่าได้สั่งให้กระทรวงกลาโหมเริ่มการทดสอบนิวเคลียร์ทันที เพื่อให้สหรัฐฯ “ดำเนินการในระดับที่เท่าเทียมกับประเทศมหาอำนาจนิวเคลียร์อื่น”

“เนื่องจากประเทศอื่นยังคงมีโครงการทดสอบอาวุธนิวเคลียร์ ผมจึงได้สั่งให้กระทรวงสงครามเริ่มการทดสอบในระดับเท่ากัน กระบวนการนี้จะเริ่มต้นในทันที” ทรัมป์กล่าว

ทรัมป์สั่งเพนทากอนกลับมาทดสอบอาวุธนิวเคลียร์

ยังไม่ชัดเจนว่าคำสั่งของทรัมป์หมายถึงการทดสอบแบบนิวเคลียร์ระเบิดจริง หรือเพียงการทดสอบขีปนาวุธที่สามารถติดหัวรบนิวเคลียร์ได้ การทดสอบนิวเคลียร์ระเบิดจริงนั้น อยู่ในความรับผิดชอบของสำนักงานความมั่นคงนิวเคลียร์แห่งชาติ (NNSA).

การตัดสินใจของทรัมป์เกิดขึ้นหลังจากที่จีนเพิ่มจำนวนหัวรบนิวเคลียร์อย่างมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา CSIS คาดว่าจีนจะมีอาวุธนิวเคลียร์เกิน 1,000 ลูกภายในปี 2030 ในขณะที่รัสเซียก็เพิ่งประกาศการทดสอบขีปนาวุธร่อนติดนิวเคลียร์รุ่นใหม่

ทรัมป์เคยเรียกร้องให้ประธานาธิบดีปูตินของรัสเซียยุติการทดสอบขีปนาวุธและหันไปยุติสงครามในยูเครนแทน ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ปูตินได้แสดงแสนยานุภาพด้านนิวเคลียร์ต่อสาธารณะหลายครั้ง

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์เคยเสนอให้จัดการเจรจาควบคุมอาวุธนิวเคลียร์ร่วมกับรัสเซียและจีน อย่างไรก็ตาม จีนตอบกลับว่าการเข้าร่วมข้อตกลงดังกล่าวเป็น “เรื่องไม่สมเหตุสมผลและไม่เป็นจริง” เพราะคลังนิวเคลียร์ของจีนยังมีขนาดเล็กกว่ามากเมื่อเทียบกับสหรัฐฯ และรัสเซีย

ผลกระทบของการ ทรัมป์สั่งเพนตากอนกลับมาทดสอบอาวุธนิวเคลียร์

การประกาศครั้งนี้ถือเป็นการพลิกนโยบายด้านนิวเคลียร์ของสหรัฐฯ ครั้งใหญ่ที่สุดในรอบสามทศวรรษ และอาจจุดชนวนการแข่งขันอาวุธครั้งใหม่ระหว่างสามชาติมหาอำนาจนิวเคลียร์ของโลก ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นมีดังนี้:

  • ความตึงเครียดระหว่างประเทศที่เพิ่มสูงขึ้น: การทดสอบอาวุธนิวเคลียร์จะถูกมองว่าเป็นการยั่วยุและอาจนำไปสู่การเผชิญหน้าที่รุนแรงยิ่งขึ้น
  • การแข่งขันอาวุธที่ทวีความรุนแรง: ประเทศอื่น ๆ อาจรู้สึกว่าจำเป็นต้องเพิ่มคลังแสงนิวเคลียร์ของตนเองเพื่อตอบโต้การกระทำของสหรัฐฯ
  • ความเสี่ยงของการเกิดสงครามนิวเคลียร์: การเพิ่มจำนวนอาวุธนิวเคลียร์และความตึงเครียดที่สูงขึ้น เพิ่มโอกาสที่จะเกิดการใช้อาวุธนิวเคลียร์โดยไม่ได้ตั้งใจหรือโดยเจตนา

สถานการณ์นี้มีความน่ากังวลอย่างยิ่ง และเรียกร้องให้มีการเจรจาและการทูตอย่างเร่งด่วน เพื่อลดความตึงเครียดและป้องกันไม่ให้เกิดการแข่งขันอาวุธแบบควบคุมไม่ได้

การตัดสินใจของ ทรัมป์สั่งเพนตากอนกลับมาทดสอบอาวุธนิวเคลียร์ สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายที่ซับซ้อนในการรักษาสันติภาพและความมั่นคงในโลกยุคปัจจุบัน การควบคุมอาวุธนิวเคลียร์ยังคงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

ที่มา – ทรัมป์สั่งเพนตากอนกลับมาทดสอบอาวุธนิวเคลียร์ เป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปี

Toyota ชมไทยมีวิศวกรเก่งผลิตรถส่งออก


Toyota ชื่นชมประเทศไทยที่มีวิศวกรเก่งและซัพพลายเชนที่แข็งแกร่ง ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการผลิตรถยนต์เพื่อการส่งออกไปทั่วโลก และยืนยันว่าจะยังคงใช้ไทยเป็นฐานการผลิตรถยนต์ต่อไป

มร.มาซาฮิโกะ มาเอดะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารประจำภูมิภาคเอเชียของโตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า มร.อากิโอะ โตโยดะ ผู้บริหารและประธานโตโยต้า มีความผูกพันและรักประเทศไทยอย่างลึกซึ้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากการทำงานในโครงการ IMV (Hilux) มาตั้งแต่ปี 2000

ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตที่สำคัญของโตโยต้า และมีวิศวกรที่มีความสามารถร่วมกันพัฒนาผลิตภัณฑ์ นอกจากนี้ การที่ไทยมีเครือข่ายซัพพลายเชนที่แข็งแกร่ง ไม่ว่าจะเป็น Tier 2, 3, 4 ซึ่งพัฒนามานานกว่า 20 ปี ทำให้ไทยเป็นกำลังสำคัญในการส่งออกรถยนต์

“Toyota ต้องการรักษาตลาดไทยและตอบแทนบุญคุณของประเทศไทย โดยมีเป้าหมายที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทย ยกระดับ GDP และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในระดับโลก”

มร.มาซาฮิโกะ กล่าวอีกว่า สำหรับกลยุทธ์ผลิตภัณฑ์และพลังงานทางเลือก (Multiple Pathways) ของโตโยต้านั้น มีผลิตภัณฑ์ที่จะเปิดตัวไปแล้ว และจะเปิดตัวเร็วๆ นี้ ได้แก่:

  • Toyota Land Cruiser FJ จะเปิดตัวในประเทศไทยเพื่อให้ลูกค้าเข้าถึงได้ง่ายขึ้น เป็นการตอบสนองความต้องการในตลาดเอเชียที่มีถนนขรุขระ โดยประเทศไทยมีความสามารถในการผลิตรุ่นนี้ ส่วนความเป็นไปได้ที่จะพัฒนาในอนาคต จะดูปฏิกิริยาของตลาดก่อน เนื่องจากมาตรฐานการปล่อยไอเสียที่เข้มงวดและการพัฒนาที่มีต้นทุนสูง
  • IMV 0 HILUX CHAMP และ Hilux มีการใช้ชิ้นส่วนร่วมกัน (Common Part) ประมาณ 50% โดยเฉพาะในส่วนของระบบส่งกำลัง (Powertrain, Driveline) เพื่อให้สามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้น
  • รถกระบะไฟฟ้า (EV Pickup) ที่กำลังจะเปิดตัวเร็วๆ นี้

สำหรับภาพรวมตลาดยานยนต์ไทย มร.มาซาฮิโกะ ให้ความเห็นว่า ตลาดรถยนต์ไทยหดตัวอย่างไม่คาดคิด โดยเฉพาะจากรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) ซึ่งราคาถูกที่ได้รับการสนับสนุนจากมาตรการภาครัฐ

อย่างไรก็ตาม มองว่านี่คือความท้าทายของ BEV แม้ว่าค่าไฟจะถูก แต่ยังมีข้อเสียคือเบี้ยประกันแพงและราคาขายต่อที่ต่ำ ซึ่งนี่เป็นข้อกังวลของลูกค้า

ในส่วนของโตโยต้าเอง จะเน้นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้า พัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ให้มีความสดใหม่ ไม่ว่าจะเป็น IMV 0, Land Cruiser FJ, Hybrid เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่ชอบของใหม่

Toyota มุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์ตอบโจทย์ลูกค้า

มร.มาซาฮิโกะ กล่าวอีกว่า Toyota ตระหนักว่านโยบายภาครัฐมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ สิ่งสำคัญที่สุดคือการทำในสิ่งที่เชื่อว่าเป็นความต้องการที่แท้จริงของลูกค้าไม่ใช่การวิ่งตามนโยบายเพียงอย่างเดียว ลูกค้ามักเลือกสิ่งที่คุ้มค่าและตอบโจทย์การใช้งาน เช่น BEV เหมาะกับการขับขี่ในเมืองมากกว่านั่นเอง

Toyota ชมไทยมีวิศวกรเก่ง ซัพพลายเชนแกร่ง เป็นกำลังสำคัญในการผลิตรถเพื่อส่งออก

จากรายงานล่าสุด Toyota ได้ออกมากล่าวชมประเทศไทยถึงศักยภาพในการเป็นฐานการผลิตรถยนต์ที่สำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความสามารถของวิศวกรไทยและซัพพลายเชนที่แข็งแกร่ง ทำให้ Toyota ชมไทยมีวิศวกรเก่ง ซัพพลายเชนแกร่ง เป็นกำลังสำคัญในการผลิตรถเพื่อส่งออก

การที่ Toyota ชมไทยมีวิศวกรเก่ง ซัพพลายเชนแกร่ง เป็นกำลังสำคัญในการผลิตรถเพื่อส่งออก นั้นเป็นการยืนยันถึงคุณภาพและมาตรฐานของอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศไทย ซึ่งมีส่วนช่วยในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศอย่างมาก การลงทุนและการขยายฐานการผลิตของ Toyota ในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในศักยภาพของประเทศไทย

นอกจากนี้ การที่ Toyota ชมไทยมีวิศวกรเก่ง ซัพพลายเชนแกร่ง เป็นกำลังสำคัญในการผลิตรถเพื่อส่งออก ยังเป็นแรงผลักดันให้ผู้ผลิตรถยนต์รายอื่นๆ หันมาให้ความสนใจและลงทุนในประเทศไทยมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อการสร้างงานและเพิ่มรายได้ให้กับประชาชน

ดังนั้น การที่ Toyota ยืนยันที่จะใช้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตรถยนต์ต่อไปนั้น ถือเป็นข่าวดีสำหรับประเทศไทย และเป็นโอกาสอันดีในการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยให้เติบโตยิ่งขึ้นไปอีก

ที่มา – Toyota ชมไทยมีวิศวกรเก่ง ซัพพลายเชนแกร่ง เป็นกำลังสำคัญในการผลิตรถเพื่อส่งออก