วัน: 4 พฤศจิกายน 2025

ฮุน เซนย้ำ! ไม่เคยขอให้ไทยเปิดด่าน อ้างไทยหาเสียง

สมเด็จฯ ฮุน เซน ย้ำอีกครั้งว่า กัมพูชาไม่เคยขอให้ไทยเปิดด่านชายแดน พร้อมอ้างว่าไทยใช้เรื่องนี้หาเสียงสำหรับการเลือกตั้ง

ประเด็นเรื่องด่านชายแดนระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา กลับมาเป็นที่สนใจอีกครั้ง เมื่อสมเด็จฯ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ย้ำว่ากัมพูชาไม่เคยร้องขอให้ประเทศไทยเปิดด่านพรมแดน พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า การที่ผู้นำระดับสูงของไทยหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูด อาจเป็นกลยุทธ์ทางการเมืองเพื่อใช้ในการหาเสียงสำหรับการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง

ฮุน เซน กล่าวว่า “นับตั้งแต่มีการลงนามในแถลงการณ์ร่วมระหว่างกัมพูชาและไทย โดยนายกรัฐมนตรีของทั้งสองประเทศ โดยมีนายกรัฐมนตรีมาเลเซียเป็นผู้ดำเนินการ และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา ในฐานะทูตสันติภาพ”

“เราได้สังเกตเห็นความคืบหน้าที่น่าสนใจหลายประการ ซึ่งรวมถึงการจัดการประชุมคณะกรรมการร่วม (JBC) และคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) รวมถึงการถอนอาวุธหนักออกจากพื้นที่พิพาทในเบื้องต้น ภายใต้การดูแลของทีมผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT) นี่เป็นก้าวสำคัญในการลดความตึงเครียดระหว่างสองประเทศ”

ฮุน เซน กล่าวต่อไปว่า แม้จะชื่นชมความคืบหน้า แต่ก็จำเป็นต้องแจ้งให้ประชาชนชาวกัมพูชาทราบ เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการเปิดจุดผ่านแดนระหว่างกัมพูชาและไทย

“การที่ผู้นำไทยบางคนหยิบยกประเด็นการเปิดจุดผ่านแดนขึ้นมาพูดซ้ำ ๆ อาจเป็นประเด็นในการหาเสียงสำหรับการเลือกตั้งในประเทศไทย”

ฮุน เซน ชี้ว่า การกล่าวถึงเรื่องการเปิดด่านชายแดนซ้ำ ๆ โดยผู้นำไทย รวมถึงนายกรัฐมนตรี สร้างความสับสนให้กับประชาชนชาวกัมพูชาและไทย ทำให้บางคนเชื่อว่ากัมพูชาได้ร้องขอให้ไทยเปิดจุดผ่านแดน

“ผมไม่ต้องการให้ประชาชนกัมพูชาเข้านอนด้วยข้อมูลที่ผิด ๆ นี้ สำหรับสาธารณชนชาวไทย นี่เป็นเรื่องภายในประเทศที่อาจถูกใช้เพื่อวัตถุประสงค์ในการเลือกตั้ง โดยการเปิดจุดผ่านแดนอาจถูกใช้เป็นประเด็นในการรณรงค์หาเสียง”

ฮุน เซน ย้ำว่า นับตั้งแต่ประเทศไทยปิดพรมแดนแต่เพียงฝ่ายเดียว กัมพูชาไม่เคยร้องขอให้ประเทศไทยเปิดพรมแดนเลย หากประเทศไทยต้องการปิดต่อไปอีก 100 ปี หรือ 500 ปี นั่นก็เป็นการตัดสินใจของพวกเขา

การปิดพรมแดนไม่ได้ทำให้กัมพูชาล่มสลาย แต่กลับสร้างโอกาสให้สินค้าภายในประเทศเติบโตขึ้นมาทดแทนสินค้าไทย กระตุ้นการผลิตในท้องถิ่น

ฮุน เซน กล่าวว่า ได้สื่อสารกับมิตรประเทศว่า การที่ประเทศไทยปิดพรมแดนกับกัมพูชา ไม่เพียงตัดความสัมพันธ์ทวิภาคี แต่ยังขัดขวางอาเซียนและเอเชียโดยรวม แล้วถนนอาเซียน, ทางรถไฟอาเซียน และทางหลวงเอเชียล่ะ?

ฮุน เซน หวังว่าสารนี้จะไปถึงผู้นำไทยและประชาชนชาวไทย และทำให้ชัดเจนว่ากัมพูชาไม่ได้ร้องขอให้มีการเปิดจุดผ่านแดน

ฮุน เซน ย้ำอีก ไม่เคยขอให้ไทยเปิดด่าน อ้างไทยใช้เรื่องด่านเพื่อหาเสียง

จากประเด็นดังกล่าว ทำให้เห็นถึงความซับซ้อนของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และการที่ประเด็นชายแดนอาจถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองได้

ทำไมฮุน เซน ถึงต้องออกมาเน้นย้ำเรื่อง "ฮุน เซน ย้ำอีก ไม่เคยขอให้ไทยเปิดด่าน อ้างไทยใช้เรื่องด่านเพื่อหาเสียง" ในเวลานี้?

การออกมาแถลงการณ์ของฮุน เซนในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลของกัมพูชาต่อการที่ประเด็นชายแดนอาจถูกนำไปใช้ในเกมการเมืองภายในของประเทศไทย การที่ผู้นำไทยหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูดในช่วงใกล้การเลือกตั้ง อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดในหมู่ประชาชนทั้งสองประเทศ และส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้

นอกจากนี้ ฮุน เซน ยังต้องการแสดงจุดยืนที่ชัดเจนว่า กัมพูชาไม่ได้เป็นฝ่ายที่ต้องการให้มีการเปิดด่านพรมแดนแต่เพียงฝ่ายเดียว การตัดสินใจอยู่ที่ประเทศไทย และกัมพูชาสามารถปรับตัวได้กับการปิดพรมแดน

สำหรับประเทศไทย การพิจารณาเรื่องการเปิดด่านพรมแดน ควรคำนึงถึงผลประโยชน์ของทั้งสองประเทศ และหลีกเลี่ยงการนำประเด็นนี้มาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง การสร้างความเข้าใจผิดและความขัดแย้ง จะไม่เป็นผลดีต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในระยะยาว

ประเด็นที่ฮุน เซน ย้ำอีก ไม่เคยขอให้ไทยเปิดด่าน อ้างไทยใช้เรื่องด่านเพื่อหาเสียง นี้สะท้อนให้เห็นว่า การเมืองภายในประเทศมักส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเสมอ การทำความเข้าใจบริบทและเหตุผลของแต่ละฝ่ายเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้สามารถแก้ไขปัญหาและสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันได้อย่างยั่งยืน

ถึงแม้ว่าการปิดด่านพรมแดนอาจส่งผลกระทบต่อการค้าและการท่องเที่ยว แต่การรักษาความสัมพันธ์ที่ดีและความเข้าใจซึ่งกันและกันเป็นสิ่งสำคัญยิ่งกว่าในระยะยาว การพูดคุยและการเจรจาอย่างเปิดอก จะช่วยให้ทั้งสองประเทศสามารถหาทางออกที่เหมาะสมร่วมกันได้

ที่มา – ฮุน เซน ย้ำอีก ไม่เคยขอให้ไทยเปิดด่าน อ้างไทยใช้เรื่องด่านเพื่อหาเสียง

รอยสักภาษาไทยคำว่า “อูบุนตู”

มันคืออะไร? รอยสักภาษาไทยคำว่า “อูบุนตู” บนแขนแฟนหนุ่มของ “นายกรัฐมนตรีเนเธอร์แลนด์” (ภาพ)

กลายเป็นไวรัลที่ถูกพูดถึงไปทั่วโลก เมื่อสื่อหลายสำนักเผยภาพ นิโกลัส คีแนน (Nicolás Keenan) นักกีฬาฮอกกี้ทีมชาติอาร์เจนตินา และคู่หมั้นของ ร็อบ เยตเทน (Rob Jetten) นายกรัฐมนตรีคนใหม่ของเนเธอร์แลนด์ ที่มี รอยสักภาษาไทยคำว่า “อูบุนตู” บนแขน ซึ่งทำให้คนไทยจำนวนมากต่างสงสัยว่าคำนี้มีความหมายอย่างไร

จริงๆแล้วคำว่า “อูบุนตู (Ubuntu)” มีที่มาจากปรัชญาแอฟริกาใต้ ซึ่งหมายถึง “ความเป็นมนุษย์ร่วมกัน (Humanity to others)” หรือแปลอย่างสวยงามได้ว่า “ฉันเป็นฉันได้ เพราะเราทุกคนคือเรา (I am because we are)” เป็นแนวคิดที่ย้ำถึงการอยู่ร่วมกันอย่างมีเมตตา เห็นอกเห็นใจ และเคารพในความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น

รอยสักภาษาไทยคำว่า "อูบุนตู" playkhao

แนวคิด “อูบุนตู” ปรัชญาแห่งความเมตตาและการอยู่ร่วมกัน

คำว่า “อูบุนตู” ถูกนำมาใช้ในวัฒนธรรมแอฟริกาใต้เพื่อสะท้อนจิตวิญญาณของความเป็นชุมชน ทุกคนมีคุณค่าในสังคม และความสำเร็จของแต่ละคนไม่อาจเกิดขึ้นได้โดยปราศจากผู้อื่น เป็นคำที่ได้รับการเผยแพร่ไปทั่วโลกโดยบุคคลสำคัญอย่าง เนลสัน แมนเดลา และ เดสมอนด์ ตูตู ผู้นำทางจิตวิญญาณของชาวแอฟริกาใต้

ปรัชญานี้ไม่เพียงถูกนำไปใช้ในทางสังคมหรือศาสนาเท่านั้น แต่ยังเป็นแรงบันดาลใจให้กับวงการเทคโนโลยี เช่น ระบบปฏิบัติการ Ubuntu Linux ที่ตั้งชื่อตามแนวคิดนี้ เพื่อสื่อถึงการร่วมมือและแบ่งปันกันในโลกดิจิทัล

รอยสักภาษาไทยคำว่า "อูบุนตู" playkhao

รอยสักภาษาไทยที่กลายเป็นไวรัล

สำหรับรอยสักคำว่า “อูบุนตู” บนแขนของ คีแนน นั้น ถูกพูดถึงในโลกออนไลน์จำนวนมาก โดยเฉพาะในประเทศไทย เพราะเป็นภาษาไทยที่มีความหมายลึกซึ้งและสื่อถึงแนวคิดด้านบวก ซึ่งตรงกับภาพลักษณ์ของคู่รักคู่นี้ที่ทั้งเก่ง อ่อนโยน และสนับสนุนความเท่าเทียมในสังคม

คีแนน วัย 28 ปี เป็นนักกีฬาฮอกกี้ทีมชาติอาร์เจนตินา เคยเข้าร่วมการแข่งขันโอลิมปิกถึง 2 ครั้ง (โตเกียว 2020 และปารีส 2024) และคว้าเหรียญทองจาก Pan American Games มาแล้วถึง 2 สมัย ส่วน เยตเทน ว่าที่นายกรัฐมนตรีคนใหม่ของเนเธอร์แลนด์ วัยเพียง 38 ปี กำลังถูกจับตามองในฐานะผู้นำรุ่นใหม่ที่เปิดเผยว่าเป็นเกย์อย่างภาคภูมิ

รอยสักภาษาไทยคำว่าอูบุนตู playkhao

รอยสักที่สื่อถึงความรักและความเชื่อ

แม้จะเป็นเพียงคำสั้นๆ แต่ “อูบุนตู” กลับสะท้อนความเชื่อของทั้งคู่ได้อย่างลึกซึ้ง ทั้งในแง่ของการเคารพผู้อื่น การอยู่ร่วมกันในสังคม และการสนับสนุนความหลากหลายทางเพศ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทั้ง เยตเทน และ คีแนน ยึดถือมาตลอด

คำว่า “อูบุนตู” จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่รอยสักแฟชั่นเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องเตือนใจให้ทั้งคู่ใช้ชีวิตด้วยความเข้าใจ เห็นอกเห็นใจ และแบ่งปันความเป็นมนุษย์ให้กับคนรอบข้าง สมกับเป็นคู่รักที่กำลังกลายเป็นแรงบันดาลใจให้คนทั่วโลกในเวลานี้

ที่มา sanook.com

ติดตามข่าวเพิ่มเติมได้ที่ playkhao.com

ครม.ช่วยวัดค้างค่าน้ำไฟ มอบ พศ. สำรวจ

ครม. บรรเทาความเดือดร้อนวัดค้างชำระค่าสาธารณูปโภค เคาะมาตรการระยะสั้น ขอ กฟน.-กฟภ.-กปน.-กปภ. อย่าเพิ่งตัดน้ำตัดไฟ มอบสำนักพุทธฯ สำรวจ พร้อมวางระบบบริหารจัดการเงินวัดให้มีประสิทธิภาพ

เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า วันนี้ได้รับการร้องเรียนจากวัดจำนวนมาก ว่า ในปัจจุบันวัดได้รับความเดือดร้อนมาจากการที่คนไปทำบุญน้อย และวัดต้องมีภาระค่าน้ำ ค่าไฟ อยู่จำนวนมาก นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี ได้ยกประเด็นนี้ขึ้นมาพูดคุยใน ครม. ว่าจะขอให้การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) การประปานครหลวง (กปน.) และการประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) มีมาตรการในการดำเนินการเพื่อเป็นการผ่อนผันให้กับวัดเหล่านี้ อย่าเพิ่งตัดน้ำตัดไฟ

โดยที่ ครม. มีความเห็นหลากหลาย สุดท้ายมีมติให้สำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ดำเนินการสำรวจช่วยเหลือวัดเหล่านั้น ซึ่งจะมีการสำรวจและช่วยเหลือตามความเป็นจริง อาจมีการบริหารจัดการเงินบริจาคในรูปแบบอื่น ที่สามารถทำให้วัดใหญ่และวัดเล็กสามารถอยู่ได้ ซึ่งเป็นแนวทางในอนาคต

1. ขอความร่วมมือให้ กฟน., กฟภ., การประปานครหลวง (กปน.) และการประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) บรรเทาความเดือดร้อนให้แก่วัดที่มีหนี้ค้างชำระ โดยงดการระงับการให้บริการไว้ก่อน

2. ขอความร่วมมือให้ กฟน., กฟภ., กปน. และ กปภ. แจ้งรายละเอียดค่าบริการดังกล่าวของวัดที่ค้างชำระไปยัง พศ. เพื่อให้ พศ. รวบรวมและเสนอคณะกรรมการกองทุนวัดช่วยวัด หรือขอรับการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เพื่อช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนต่อไป

3. มอบหมายให้ พศ. ดำเนินการรณรงค์ให้วัดจัดทำมาตรการประหยัดพลังงาน เพื่อควบคุมการใช้พลังงานภายในวัดให้เหมาะสม รวมทั้งให้วัดจัดทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายของวัดให้ชัดเจนเป็นระบบ เพื่อให้วัดสามารถวางแผนการใช้จ่ายเงินและการบริหารจัดการได้โดยไม่เกิดภาระหนี้ในอนาคต

ทั้งนี้ เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่วัดที่ประสบปัญหามีหนี้ค่าสาธารณูปโภคค้างชำระ และการประกอบศาสนกิจหรือกิจของสงฆ์สามารถดำเนินต่อไปได้ สำหรับมาตรการบรรเทาความเดือดร้อนดังกล่าวเป็นการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าในระยะสั้น เพื่อไม่ให้วัดถูกระงับการใช้บริการสาธารณูปโภค และให้การประกอบศาสนกิจหรือกิจของสงฆ์ดำเนินต่อไปได้ ขณะที่ในระยะยาวควรพัฒนาแนวทางเชิงระบบโดยวางระบบบริหารจัดการเงินของวัดให้มีประสิทธิภาพ เพื่อให้วัดรู้สถานะการเงินของตนเองและสามารถบริหารจัดการรายรับ-รายจ่ายได้โดยไม่เกิดภาระหนี้สิน.

ครม. เคาะมาตรการระยะสั้น บรรเทาวัดค้างชำระค่าน้ำ-ไฟ มอบ พศ. เร่งสำรวจ

จากสถานการณ์ที่วัดหลายแห่งประสบปัญหาค้างชำระค่าน้ำค่าไฟ รัฐบาลได้เร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับวัดต่างๆ ทั่วประเทศ โดยคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติมาตรการเร่งด่วนเพื่อช่วยเหลือวัดที่กำลังเผชิญกับปัญหาดังกล่าว มาตรการนี้มีเป้าหมายที่จะป้องกันไม่ให้วัดถูกตัดน้ำตัดไฟ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการประกอบศาสนกิจและกิจกรรมต่างๆ ของวัด

รายละเอียดมาตรการช่วยเหลือวัดค้างค่าน้ำไฟ

มาตรการที่ ครม. อนุมัติมีรายละเอียดดังนี้:

  • ขอความร่วมมือจากการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.), การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.), การประปานครหลวง (กปน.) และการประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) ในการงดการระงับการให้บริการแก่วัดที่มีหนี้ค้างชำระ
  • ขอความร่วมมือให้หน่วยงานดังกล่าวแจ้งรายละเอียดค่าบริการที่ค้างชำระของวัดไปยังสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.)
  • พศ. จะรวบรวมข้อมูลและเสนอต่อคณะกรรมการกองทุนวัดช่วยวัด หรือขอรับการจัดสรรงบประมาณจากงบกลางเพื่อช่วยเหลือวัด
  • มอบหมายให้ พศ. รณรงค์ให้วัดจัดทำมาตรการประหยัดพลังงานและจัดทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายให้ชัดเจน เพื่อป้องกันปัญหาหนี้สินในอนาคต

มาตรการเหล่านี้เป็นเพียงการแก้ไขปัญหาในระยะสั้นเท่านั้น รัฐบาลตระหนักถึงความสำคัญของการแก้ไขปัญหาระยะยาว จึงได้มอบหมายให้ พศ. วางระบบบริหารจัดการเงินของวัดให้มีประสิทธิภาพ เพื่อให้วัดสามารถบริหารจัดการรายรับรายจ่ายได้อย่างเหมาะสมและยั่งยืน

การช่วยเหลือวัดที่ค้างชำระค่าน้ำไฟเป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะวัดเป็นศูนย์รวมจิตใจของประชาชนและเป็นสถานที่ที่ใช้ในการประกอบศาสนกิจ การที่วัดสามารถดำเนินกิจกรรมต่างๆ ได้อย่างราบรื่นจึงเป็นประโยชน์ต่อสังคมโดยรวม รัฐบาลจึงให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างเร่งด่วน

การดำเนินการดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความใส่ใจของรัฐบาลต่อปัญหาและความเดือดร้อนของวัดต่างๆ ทั่วประเทศ การที่ ครม. เคาะมาตรการระยะสั้น บรรเทาวัดค้างชำระค่าน้ำ-ไฟ มอบ พศ. เร่งสำรวจ เป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนวัดในการแก้ไขปัญหาต่างๆ

ครม. เคาะมาตรการระยะสั้น บรรเทาวัดค้างชำระค่าน้ำ-ไฟ มอบ พศ. เร่งสำรวจ เพื่อให้วัดสามารถดำเนินกิจของสงฆ์ต่อไปได้

การที่วัดสามารถบริหารจัดการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพจะเป็นประโยชน์ต่อวัดในระยะยาว และจะช่วยให้วัดสามารถพึ่งพาตนเองได้ในอนาคต ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลให้ความสำคัญ

ที่มา – ครม. เคาะมาตรการระยะสั้น บรรเทาวัดค้างชำระค่าน้ำ-ไฟ มอบ พศ. เร่งสำรวจ

ดิ๊ก เชนีย์ ถึงแก่อสัญกรรม: อดีตรองปธน.สิ้นแล้ว

ดิ๊ก เชนีย์ อดีตรองประธานาธิบดีสหรัฐในสมัยรัฐบาลของอดีตประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช ถึงแก่อสัญกรรม ด้วยวัย 84 ปี จากภาวะปอดอักเสบและโรคหัวใจ-หลอดเลือด เมื่อคืนวันจันทร์ที่ผ่านมา ตามคำแถลงของครอบครัว การจากไปของ ดิ๊ก เชนีย์ สร้างความเสียใจแก่คนจำนวนมาก

วันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 สำนักข่าว CNN รายงานว่า ครอบครัวของนายดิ๊ก เชนีย์ แถลงว่า เขาเสียชีวิตเมื่อคืนวันจันทร์ ที่ผ่านมา ที่บ้านพักในรัฐไวโอมิง ด้วยภาวะปอดอักเสบร่วมกับภาวะหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ ขณะทีอายุ 84 ปี

อดีตประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช กล่าวว่า นับเป็นการสูญเสียต่อชาติ และความโศกเศร้าต่อมิตรสหาย พร้อมชื่นชมว่าเชนีย์เป็นผู้รับใช้สาธารณะชั้นเยี่ยม เป็นผู้มีเกียรติ มีความตั้งใจ ทำงานทุกตำแหน่งด้วยอัจฉริยะและความจริงจัง

โดยนายเชนีย์ดำรงตำแหน่งรองประธานาธิบดีภายใต้รัฐบาลบุช ระหว่างวันที่ 20 มกราคม 2544 ถึง 20 มกราคม 2552 ในช่วงดำรงตำแหน่งรองประธานาธิบดี เชนีย์เป็นผู้ออกแบบและกำกับนโยบาย “สงครามต่อต้านผู้ก่อการร้าย” หลังเหตุการณ์ 11 กันยายน 2544 โดยมีบทบาทสำคัญในการตัดสินใจบุกอิรักในปี 2546 ที่ผ่านมาเขามีประวัติสุขภาพยาวนาน ทั้งโรคหัวใจ ผ่าตัดบายพาส และได้รับการปลูกถ่ายหัวใจในปี 2555

ดิ๊ก เชนีย์ ถึงแก่อสัญกรรม

แม้จะมีบทบาททางการเมืองที่ถูกวิจารณ์ทั้งเรื่องสิทธิมนุษยชน และนโยบายความมั่นคง แต่เขายังคงได้รับการจดจำว่าเป็นรองประธานาธิบดีผู้ทรงอิทธิพลที่สุด คนหนึ่งของประวัติศาสตร์สหรัฐฯ การจากไปของ ดิ๊ก เชนีย์ ถือเป็นการสิ้นสุดยุคสมัยของนักการเมืองผู้ทรงอิทธิพลคนหนึ่ง

ชีวิตและผลงานของ ดิ๊ก เชนีย์

ดิ๊ก เชนีย์ ไม่ได้เป็นเพียงแค่อดีตรองประธานาธิบดีสหรัฐฯ เท่านั้น แต่ยังเป็นบุคคลที่มีบทบาทสำคัญในประวัติศาสตร์การเมืองอเมริกัน การทำงานในรัฐบาลชุดต่างๆ รวมถึงบทบาทในการกำหนดนโยบายต่างประเทศ ทำให้เขาเป็นที่รู้จักและถูกกล่าวถึงอย่างกว้างขวาง

ดิ๊ก เชนีย์ เริ่มต้นเส้นทางอาชีพในวงการการเมืองตั้งแต่เนิ่นๆ โดยเคยดำรงตำแหน่งสำคัญต่างๆ เช่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ก่อนที่จะก้าวขึ้นมาเป็นรองประธานาธิบดีในสมัยรัฐบาลของจอร์จ ดับเบิลยู บุช ประสบการณ์และความเชี่ยวชาญของเขา ทำให้เขาเป็นที่ปรึกษาที่ได้รับความไว้วางใจ และมีส่วนในการตัดสินใจนโยบายสำคัญๆ หลายครั้ง

ในช่วงที่ดำรงตำแหน่งรองประธานาธิบดี เชนีย์มีบทบาทสำคัญในการกำหนดนโยบายต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังเหตุการณ์ 9/11 นโยบาย “สงครามต่อต้านผู้ก่อการร้าย” ที่เขาผลักดันนั้น ได้ส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อทั้งสหรัฐฯ และทั่วโลก การตัดสินใจบุกอิรักในปี 2546 ก็เป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์สำคัญที่ทำให้ชื่อของ ดิ๊ก เชนีย์ กลายเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกในฐานะผู้กำหนดนโยบายหลักคนหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม บทบาทของเชนีย์ก็ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของสิทธิมนุษยชนและนโยบายความมั่นคง นักวิจารณ์หลายคนมองว่านโยบายของเขานำไปสู่การละเมิดสิทธิมนุษยชน และสร้างความไม่มั่นคงในภูมิภาคตะวันออกกลาง แต่ถึงกระนั้น เขาก็ยังคงได้รับการยกย่องจากผู้สนับสนุนว่าเป็นผู้นำที่เข้มแข็งและเด็ดเดี่ยว

แม้ว่า ดิ๊ก เชนีย์ จะมีบทบาททางการเมืองที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเขาเป็นบุคคลที่ทรงอิทธิพลอย่างมากในประวัติศาสตร์การเมืองอเมริกัน การจากไปของเขาจึงเป็นการสูญเสียครั้งสำคัญ

สิ่งที่ดิ๊ก เชนีย์ ทิ้งไว้ให้เราได้เรียนรู้คือ การตัดสินใจทางการเมืองนั้นซับซ้อน และมีผลกระทบอย่างกว้างขวาง การพิจารณาอย่างรอบคอบ และการรับฟังความคิดเห็นที่หลากหลายจึงเป็นสิ่งสำคัญในการกำหนดนโยบาย

ที่มา – “ดิ๊ก เชนีย์” อดีตรองปธน.สหรัฐฯ สมัยรัฐบาลอดีตปธน.จอร์จ ดับเบิลยู บุช ถึงแก่อสัญกรรมด้วยวัย 84 ปี

เพื่อไทยจัดสวดพระอภิธรรม วิโรจน์ เปาอินทร์

พรรคเพื่อไทยเป็นเจ้าภาพสวดพระอภิธรรม คืนที่ 5 บำเพ็ญกุศลศพ “พล.ต.ท. วิโรจน์ เปาอินทร์” อดีตหัวหน้าพรรค

วันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 ที่ศาลาทักษิณาประดิษฐ์ วัดพระศรีมหาธาตุวรมหาวิหาร บางเขน พรรคเพื่อไทยเป็นเจ้าภาพในพิธีสวดพระอภิธรรมงานบำเพ็ญกุศลศพ พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ อดีตหัวหน้าพรรคเพื่อไทย และอดีตรองนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นคืนที่ 5 ของพิธี โดยมีนางสาวแพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้เป็นประธานจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย และแกนนำสมาชิกพรรคเพื่อไทย และบุคคลสำคัญทางการเมืองเข้าร่วมพิธีไว้อาลัยเป็นจำนวนมาก

ทั้งนี้คณะผู้ร่วมงานประกอบด้วยแกนนำและอดีตรัฐมนตรีชุดที่ผ่านมา อาทิ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย และอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายประเสริฐ จันทรรวงทอง อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) นายสมศักดิ์ เทพสุทิน อดีตรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นายจตุรนต์ ฉายแสง อดีตรองนายกรัฐมนตรี นายชูศักดิ์ ศิรินิล อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายสรวงศ์ เทียนทอง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม นางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม นายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง นางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวานิช อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย น.ส.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นางมนพร เจริญศรี อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม นายจักรพงษ์ แสงมณี อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 2

งานสวดพระอภิธรรมบำเพ็ญกุศลศพ พลตำรวจโทวิโรจน์ เปาอินทร์ จะมีไปจนถึงวันที่ 7 พฤศจิกายน 2568

พรรคเพื่อไทยเป็นเจ้าภาพสวดพระอภิธรรม “วิโรจน์ เปาอินทร์” อดีตหัวหน้าพรรค

เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 พรรคเพื่อไทยได้เป็นเจ้าภาพในการสวดพระอภิธรรม พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ อดีตหัวหน้าพรรคและอดีตรองนายกรัฐมนตรี ณ วัดพระศรีมหาธาตุวรมหาวิหาร บางเขน การจัดงานนี้แสดงให้เห็นถึงความเคารพและความผูกพันที่พรรคเพื่อไทยมีต่ออดีตผู้นำของพวกเขา ซึ่งเป็นผู้ที่ได้ทำคุณประโยชน์มากมายแก่พรรคและประเทศชาติ

รายละเอียดพิธีสวดพระอภิธรรม วิโรจน์ เปาอินทร์

ในพิธีครั้งนี้ มีบุคคลสำคัญทางการเมืองเข้าร่วมอย่างคับคั่ง รวมถึงอดีตรัฐมนตรีและแกนนำพรรคหลายท่าน การรวมตัวกันของผู้มีบทบาทสำคัญเหล่านี้ สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญและความเคารพที่บุคคลในวงการการเมืองมีต่อ พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์

การจัดงานสวดพระอภิธรรมนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการไว้อาลัย แต่ยังเป็นการแสดงออกถึงความสามัคคีและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของสมาชิกพรรคเพื่อไทยที่มีต่อกันและกัน รวมถึงเป็นการระลึกถึงคุณงามความดีของ พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ ที่ได้สร้างไว้

การสูญเสียบุคคลสำคัญอย่าง พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ เป็นการสูญเสียครั้งใหญ่ของพรรคเพื่อไทยและวงการการเมืองไทย ความรู้ความสามารถและประสบการณ์ของท่านเป็นสิ่งที่ประเมินค่ามิได้ และจะยังคงเป็นแรงบันดาลใจให้กับนักการเมืองรุ่นหลังต่อไป

พิธีสวดพระอภิธรรมนี้เป็นช่วงเวลาที่สมาชิกพรรคเพื่อไทยและบุคคลใกล้ชิดได้ร่วมกันไว้อาลัยและระลึกถึงคุณงามความดีของ พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ และเป็นการให้กำลังใจแก่ครอบครัวและคนใกล้ชิดของท่าน

การจัดงานสวดพระอภิธรรมแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการรำลึกถึงผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว และเป็นการแสดงความเคารพและความกตัญญูต่อผู้ที่ได้สร้างคุณประโยชน์ให้กับสังคม การจัดงานเช่นนี้เป็นการส่งเสริมวัฒนธรรมและประเพณีอันดีงามของไทย

ที่มา – พรรคเพื่อไทยเป็นเจ้าภาพสวดพระอภิธรรม “วิโรจน์ เปาอินทร์” อดีตหัวหน้าพรรค

ปภ. เตือน! 52 จังหวัด เฝ้าระวังน้ำท่วมฉับพลัน

กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ออกประกาศเตือน 52 จังหวัดทั่วประเทศ ให้เตรียมพร้อมเฝ้าระวังน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และดินถล่ม ในช่วงวันที่ 7-10 พฤศจิกายน 2568 นี้

เนื่องจากสถานการณ์ฝนตกหนักที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ ทำให้มีความเสี่ยงที่จะเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติ โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคใต้

ปภ. เตือน! 52 จังหวัด เฝ้าระวังน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก ดินถล่ม

จากประกาศของสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) พบว่าหลายพื้นที่มีความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบจากฝนตกหนัก ซึ่งอาจนำไปสู่สถานการณ์น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และดินโคลนถล่ม ทาง ปภ. จึงได้แจ้งเตือนจังหวัดต่างๆ ให้เตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์

จังหวัดที่ต้องเฝ้าระวังน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และดินโคลนถล่ม ได้แก่:

  • ภาคเหนือ: เชียงใหม่, ลำปาง, ตาก, สุโขทัย, กำแพงเพชร, พิษณุโลก, พิจิตร, เพชรบูรณ์
  • ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: เลย, บึงกาฬ, หนองบัวลำภู, สกลนคร, นครพนม, ชัยภูมิ, ขอนแก่น, บุรีรัมย์
  • ภาคกลาง: กาญจนบุรี, ราชบุรี, ปราจีนบุรี, ตราด, เพชรบุรี, ประจวบคีรีขันธ์
  • ภาคใต้: ชุมพร, ระนอง, นราธิวาส

นอกจากนี้ ยังมีพื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวังอ่างเก็บน้ำขนาดกลางและเล็กที่มีปริมาณน้ำเกิน 80% ของความจุ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อพื้นที่ท้ายน้ำหากเกิดน้ำล้น

ประชาชนต้องเฝ้าระวังน้ำท่วมฉับพลัน ในพื้นที่ไหนบ้าง

จังหวัดที่ต้องเฝ้าระวังอ่างเก็บน้ำ ได้แก่:

เชียงใหม่, ลำปาง, น่าน, แพร่, พะเยา, อุตรดิตถ์, สุโขทัย, กำแพงเพชร, พิษณุโลก, ตาก, นครสวรรค์, เพชรบูรณ์, อุทัยธานี, เลย, หนองคาย, บึงกาฬ, นครพนม, สกลนคร, อุดรธานี, หนองบัวลำภู, ชัยภูมิ, กาฬสินธุ์, ขอนแก่น, มหาสารคาม, มุกดาหาร, ร้อยเอ็ด, นครราชสีมา, ยโสธร, อำนาจเจริญ, บุรีรัมย์, ศรีสะเกษ, สุรินทร์, อุบลราชธานี, นครนายก, ฉะเชิงเทรา, ปราจีนบุรี, สระแก้ว, ชลบุรี, ระยอง, จันทบุรี, ตราด, กาญจนบุรี, ราชบุรี, ระนอง, สุราษฎร์ธานี, กระบี่, ภูเก็ต และอ่างเก็บน้ำที่มีปริมาณน้ำไหลเข้ามากกว่าความจุ

ทาง ปภ. ได้ประสานงานกับจังหวัดต่างๆ และศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต เพื่อเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ โดยให้จัดเจ้าหน้าที่ติดตามสภาพอากาศและสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด รวมถึงจัดทีมปฏิบัติการพร้อมเครื่องจักรกลสาธารณภัยเข้าประจำพื้นที่เสี่ยง

ขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยติดตามข้อมูลสภาวะอากาศและข่าวสารจากทางราชการอย่างใกล้ชิด และเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น หากพบเห็นสถานการณ์ผิดปกติ สามารถแจ้งเหตุและขอความช่วยเหลือได้ทางสายด่วนนิรภัย 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง หรือทางแอปพลิเคชัน “THAI DISASTER ALERT”

การเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ภัยพิบัติเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อลดความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้น ทั้งต่อชีวิตและทรัพย์สิน การติดตามข่าวสารและปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด จะช่วยให้เราทุกคนปลอดภัยจากอันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้

ที่มา – ปภ. เตือน 52 จังหวัด เฝ้าระวังน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก ดินถล่ม 7 – 10 พ.ย. 68

ชำราก: เก็บกู้ระเบิด สร้างถนนสู่บ้าน 3 หลัง

ปฏิบัติการเปิดเส้นทางสร้างถนนความมั่นคงสู่บ้าน 3 หลัง ต.ชำราก ยังคงดำเนินต่อไป ท่ามกลางความท้าทายจากการค้นพบทุ่นระเบิดตลอดเส้นทาง เจ้าหน้าที่ต้องใช้เครื่องสแกนอย่างระมัดระวังในการทำงาน คาดว่าจะแล้วเสร็จในอีกประมาณ 20 วันนี้ ขณะที่เจ้าหน้าที่ทหารเตรียมพร้อมเข้ายึดพื้นที่ตามคำสั่ง แต่ยังคงมีความกังวลเกี่ยวกับทุ่นระเบิดที่อาจถูกวางไว้โดยรอบ ฉก.นย.ตราด เตรียมเปิดถนนเพิ่มอีก 1 เส้นทางเพื่อเสริมความมั่นคง

เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าการเปิดเส้นทางถนนความมั่นคงสู่บ้าน 3 หลัง บริเวณบ้านหนองรี ต.ชำราก อ.เมือง จ.ตราด ของหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินตราด ที่เริ่มต้นเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา เพื่อทวงคืนอธิปไตยไทยที่ถูกรุกล้ำมานานกว่า 40 ปี

เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2568 พระศักดา สุนทโร พระนักเทศน์ชื่อดัง และนายกิตติธัช ไชยอรรถ ตัวแทนภาคประชาชน ผู้นำชุมชนตำบลชำราก ตำบลแหลมกลัด และประชาชน ได้ร่วมมือกันช่วยเหลือทหารช่างโดยการนำรถแบคโฮเข้าช่วยสนับสนุนเปิดเส้นทางถนนอีกแรงหนึ่ง ท่ามกลางความเสี่ยงที่ต้องเผชิญกับทุ่นระเบิดสมัยสงครามเขมรแดงเมื่อ 40 ปีที่แล้ว เป็นระยะตลอดเส้นทาง

บรรยากาศการทำงานวันนี้ ยังคงใช้รถแบคโฮทหาร 1 คัน เข้าปรับปรุงถนน นำหินขนาดใหญ่ออกจากพื้นที่ และรถแบคโฮของภาคประชาชนอีก 3 คัน มาช่วยทหารอีกแรงในการปรับเส้นทางถนน นอกจากนี้ยังมีทหารอีกชุดใช้เครื่องสแกนหาวัตถุระเบิดตลอดเวลาในหน้างานของการทำถนน ซึ่งล่าสุดยังเจอวัตถุระเบิดจำนวนมาก ทั้งลูกกระสุนปืน ค. ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล และหัวจรวด RPG เป็นต้น

ระเบิดที่พบทั้งหมด ถูกเจ้าหน้าที่ขุดหลุมเก็บไว้พร้อมล้อมด้วยเชือกสีแดง-ขาว โดยแบ่งพื้นที่ไว้ 4 จุด ตลอดเส้นทาง 4 กิโลเมตร เมื่อทำถนนเสร็จสมบูรณ์แล้วจะนำไปทำลายพร้อมกัน

นายกิตติธัช ไชยอรรถ กล่าวว่า การทำงานล่าสุดวันนี้ทหารช่างและประชาชนยังคงดำเนินการเปิดเส้นทางถนนและปรับปรุงถนนอย่างต่อเนื่อง คาดว่าจะใช้เวลาอีกประมาณ 20 วัน เส้นทางทั้ง 4 กิโลเมตร จะเสร็จสมบูรณ์ ซึ่งหลังจากปรับพื้นถนนให้เรียบแล้วจะนำกากยางมะตอย ที่ทางหลวงชนบทตราด ให้การสนับสนุน มาเทบนผิวทางเพื่อใช้งานได้อย่างเต็มที่ ซึ่งตลอดระยะเวลาการทำงานนั้น ยังคงพบความเสี่ยงในการทำงาน นั่นคือ ทุ่นระเบิดที่ยังคงเจออยู่ ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องใช้ความระมัดระวังเป็นอย่างมากตลอดเวลา

ขณะที่จิตอาสาจากจังหวัดจันทบุรี ได้ทำอาหารไปมอบให้กับทหารพรานฐานหนองรีและทหารนาวิกโยธิน ที่ห่างจากกองอำนวยการประมาณ 2 กิโลเมตร ซึ่งทหารพรานฐานหนองรี ให้ข้อมูลว่า เมื่อเช้านี้ ระหว่างที่เฮลิคอปเตอร์ นำเสบียงอาหารส่งให้กับฐานหนองรีเมื่อช่วงเช้านั้น ยังพบทุ่นระเบิดสังหารบุคคลจำนวน 2 ทุ่น โผล่จากพื้นที่ดิน ซึ่งเป็นดินที่นำมาปรับเป็นลานจอดเฮลิคอปเตอร์ ซึ่ง 1 ใน 2 ทุ่นระเบิดที่พบนั้น ถูกเหยียบแล้วแต่โชคดีทุ่นระเบิดไม่ทำงาน

ส่วนความเคลื่อนไหวบริเวณแนวหน้าที่ห่างจากบ้าน 3 หลัง ประมาณ 200 เมตร ทหารนาวิกโยธินตราด ได้เข้าตรึงกำลังตั้งแต่กลางเดือนตุลาคมแล้ว พร้อมกับวางกำลังไว้ทุกจุด พร้อมที่จะเข้ายึดพื้นที่ตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาระดับสูง แต่ทหารยังมีความกังวลว่า หากได้รับคำสั่งให้เข้ายึดพื้นที่บ้าน 3 หลัง อาจจะได้รับอันตรายจากทุ่นระเบิดสังหาร ที่คาดว่าฝ่ายกัมพูชาจะวางไว้โดยรอบ เพื่อปกป้องไม่ให้ทหารไทยเข้ายึดได้โดยง่าย

นอกจากนี้ทหารนาวิกโยธินตราด เตรียมเปิดเส้นทางถนนอีก 1 เส้นทาง จากยุทธการบ้านชำราก ไปยังบ้าน 3 หลัง ระยะทางประมาณ 8-10 กิโลเมตร เพื่อสร้างความมั่นคงให้กับพื้นที่ชายแดนตราดในอนาคต

เก็บกู้ระเบิดตลอดทาง สร้างถนนความมั่นคงสู่บ้าน 3 หลัง “ชำราก”

การดำเนินการเก็บกู้ระเบิดตลอดทาง สร้างถนนความมั่นคงสู่บ้าน 3 หลัง “ชำราก” นั้นเต็มไปด้วยความยากลำบาก แต่ด้วยความมุ่งมั่นของทุกฝ่าย ทำให้โครงการนี้มีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง การพัฒนาเส้นทางนี้ไม่เพียงแต่จะอำนวยความสะดวกในการเดินทางเท่านั้น แต่ยังเป็นการเสริมสร้างความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนอีกด้วย

ความท้าทายในการเก็บกู้ระเบิดตลอดทาง สร้างถนนความมั่นคงสู่บ้าน 3 หลัง “ชำราก”

การเก็บกู้ระเบิดตลอดทาง สร้างถนนความมั่นคงสู่บ้าน 3 หลัง “ชำราก” สะท้อนให้เห็นถึงความเสียสละและความร่วมมือของทั้งทหารและประชาชนในการพัฒนาพื้นที่ชายแดน แม้จะมีความเสี่ยง แต่ทุกฝ่ายก็พร้อมที่จะเผชิญหน้า เพื่อสร้างอนาคตที่ดีกว่าให้กับชุมชน

การสร้างถนนในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงเช่นนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ชายแดน แม้จะต้องเผชิญกับอุปสรรคมากมาย แต่การเก็บกู้ระเบิดตลอดทาง สร้างถนนความมั่นคงสู่บ้าน 3 หลัง “ชำราก” ก็ยังคงเดินหน้าต่อไปด้วยความหวัง

ที่มา – เก็บกู้ระเบิดตลอดทาง สร้างถนนความมั่นคงสู่บ้าน 3 หลัง “ชำราก” คาดอีก 20 วันแล้วเสร็จ

“ธนนนท์” ถก ครม. จัดกิจกรรมเทิดพระเกียรติสมเด็จพระพันปีหลวง

“จ๋า ธนนนท์” ภริยา “นายกฯ อนุทิน” ประชุม คกก.คณะคู่สมรสคณะรัฐมนตรีนัดแรก หนุนภารกิจ ครม. จัดกิจกรรมบริจาคโลหิตน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ “สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง” สภานายิกาสภากาชาดไทย

วันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 นางสาวธนนนท์ นิรามิษ ภริยานายกรัฐมนตรี (นายอนุทิน ชาญวีรกูล) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการคู่สมรสคณะรัฐมนตรี ครั้งที่ 1/2568 ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล ก่อนเริ่มการประชุม นางสาวธนนนท์ ได้กล่าวเชิญชวนคณะกรรมการร่วมแสดงความอาลัยและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยร่วมกันยืนสงบนิ่งถวายความอาลัยเป็นเวลา 1 นาที

จากนั้นนางสาวธนนนท์ กล่าวว่า คณะกรรมการคู่สมรสคณะรัฐมนตรี มีบทบาทสำคัญในฐานะพลังสนับสนุน การทำงานของคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อให้ภารกิจสำคัญของชาติบรรลุผลด้วยความร่วมมือและกำลังใจจากทุกภาคส่วน โดยที่ประชุมได้หารือแนวทางจัดกิจกรรมเทิดพระเกียรติและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

ทั้งนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการคู่สมรสคณะรัฐมนตรี มีมติจัดกิจกรรมแรกเพื่อเทิดพระเกียรติและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในฐานะ “สภานายิกาสภากาชาดไทย” โดยสนับสนุนการบริจาคโลหิตของประชาชน ณ สภากาชาดไทย พร้อมมอบหมายให้ฝ่ายเลขานุการดำเนินการประสานงานและประชาสัมพันธ์กิจกรรมให้กว้างขวางต่อไป

สำหรับการประชุมครั้งนี้ มีผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วยคู่สมรส ครม. ได้แก่ นางสาวธนนนท์ นิรามิษ, นางนาที รัชกิจประการ, นางร้อยแก้ว นิติทัณฑ์ประภาศ, นางสาวธนพร ศรีวิราช, นางวีณา ศรีสรรพางค์, นางวนิดา นาคพาณิชย์, นางวราภรณ์ พวงเกตุแก้ว, นางสาวภศิชา ศิริลัทธยากร, นางอิสสริยา พันธ์เจริญวรกุล, นางวรทิพย์ ฤกษ์พิบูลย์, นายจุมพล ภิญโญสินวัฒน์, นางสาวอัจฉรา รัตนธนาสาร, นางสาวจิรวดี อักษรสมาน, นางชลฤดี ธำรงค์ทิพยคุณ, นางปิยะดา วงษ์ประยูร และนางสุรีรัตน์ เหลี่ยมเลิศ

“ธนนนท์” ถก คกก.คู่สมรส ครม.นัดแรก มีมติจัดกิจกรรมเทิดพระเกียรติ “สมเด็จพระพันปีหลวง”

การประชุมคณะกรรมการคู่สมรสคณะรัฐมนตรีครั้งแรกภายใต้การนำของ นางสาวธนนนท์ นิรามิษ, ภริยานายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล, ได้สร้างความคึกคักและความหวังใหม่ในการสนับสนุนการทำงานของรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งการริเริ่ม“ธนนนท์” ถก คกก.คู่สมรส ครม.นัดแรก มีมติจัดกิจกรรมเทิดพระเกียรติ “สมเด็จพระพันปีหลวง” การจัดกิจกรรมต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นภายใต้แนวคิดนี้นั้น มุ่งเน้นไปที่การเทิดพระเกียรติและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

การจัดกิจกรรมเทิดพระเกียรติฯ นี้ถือเป็นวาระสำคัญและเป็นกิจกรรมแรกที่คณะกรรมการคู่สมรสคณะรัฐมนตรีให้ความสำคัญเป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นการแสดงออกถึงความจงรักภักดีและการสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่มีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ รวมถึงเป็นการส่งเสริมให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการทำความดีเพื่อสังคม

กิจกรรมเทิดพระเกียรติ “สมเด็จพระพันปีหลวง”

หนึ่งในกิจกรรมที่ได้รับความสนใจและถูกกล่าวถึงอย่างกว้างขวางคือ การสนับสนุนการบริจาคโลหิต ซึ่งเป็นการดำเนินการภายใต้ความร่วมมือกับสภากาชาดไทย โดยเน้นไปที่การรณรงค์ให้ประชาชนร่วมบริจาคโลหิตเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยและผู้ที่ต้องการโลหิตในการรักษาพยาบาล การบริจาคโลหิตนี้ไม่เพียงแต่เป็นการช่วยเหลือชีวิตผู้อื่น แต่ยังเป็นการแสดงออกถึงความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และความเสียสละเพื่อส่วนรวม

นอกจากนี้ กิจกรรมอื่นๆ ที่คาดว่าจะมีการพิจารณาและดำเนินการต่อไป อาจรวมถึงการจัดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพ การสนับสนุนโครงการด้านการศึกษา และการช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส ซึ่งทั้งหมดนี้สอดคล้องกับพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในทุกด้าน

การประชุมครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความตั้งใจจริงของคณะกรรมการคู่สมรสคณะรัฐมนตรี ในการเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้า โดยการสนับสนุนการทำงานของรัฐบาลและการส่งเสริมกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม การมีส่วนร่วมของคู่สมรสคณะรัฐมนตรีในการทำงานเพื่อสังคมเช่นนี้ นับเป็นภาพลักษณ์ที่ดีและเป็นแรงบันดาลใจให้แก่ประชาชนทั่วไป

“ธนนนท์” ถก คกก.คู่สมรส ครม.นัดแรก มีมติจัดกิจกรรมเทิดพระเกียรติ “สมเด็จพระพันปีหลวง” จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญของการทำงานเพื่อสังคมและการเทิดพระเกียรติสถาบันพระมหากษัตริย์ การดำเนินการอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพของคณะกรรมการชุดนี้จะนำมาซึ่งประโยชน์สุขแก่ประชาชนและประเทศชาติอย่างยั่งยืนอย่างแน่นอน

“ธนนนท์” ถก คกก.คู่สมรส ครม.นัดแรก มีมติจัดกิจกรรมเทิดพระเกียรติ “สมเด็จพระพันปีหลวง” ถือเป็นก้าวแรกที่สดใสในการทำงานร่วมกันเพื่อสังคม การสนับสนุนกิจกรรมเพื่อส่วนรวมและความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นสิ่งที่ควรค่าแก่การยกย่องและส่งเสริม

ที่มา – “ธนนนท์” ถก คกก.คู่สมรส ครม.นัดแรก มีมติจัดกิจกรรมเทิดพระเกียรติ “สมเด็จพระพันปีหลวง”

พยากรณ์อากาศวันลอยกระทง: ไทยยังมีฝน

กรมอุตุนิยมวิทยา พยากรณ์อากาศ “วันลอยกระทง” 5 พฤศจิกายน 2568 ประเทศไทยยังคงมีฝนฟ้าคะนองในบางพื้นที่ และมีอากาศเย็นในตอนเช้า หลายคนคงกำลังวางแผนไปลอยกระทงกันอยู่ใช่ไหมคะ? มาเช็คสภาพอากาศกันก่อน จะได้เตรียมตัวพร้อม!

วันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 กรมอุตุนิยมวิทยาได้ออกประกาศพยากรณ์อากาศสำหรับวันลอยกระทง ซึ่งตรงกับวันที่ 5 พฤศจิกายน 2568 โดยคาดการณ์ว่าบริเวณประเทศไทยตอนบนยังคงมีฝนฟ้าคะนองในบางพื้นที่ และจะมีอากาศเย็นในตอนเช้าบริเวณภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทั้งนี้เนื่องจากบริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นจากประเทศจีนแผ่ปกคลุมภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในขณะที่ร่องมรสุมพาดผ่านบริเวณภาคกลางและภาคตะวันออก เข้าสู่หย่อมความกดอากาศต่ำบริเวณชายฝั่งประเทศเวียดนามตอนกลาง

สำหรับใครที่วางแผนจะไปลอยกระทงในภาคใต้ ต้องระวังกันเป็นพิเศษนะคะ เพราะยังคงมีฝนฟ้าคะนองและมีฝนตกหนักบางแห่ง นอกจากนี้ คลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันเริ่มมีกำลังแรงขึ้น โดยมีคลื่นสูง 2-3 เมตร และบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร ส่วนบริเวณอ่าวไทยคลื่นสูง 1-2 เมตร และบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร ดังนั้น ควรตรวจสอบสภาพอากาศและคลื่นลมก่อนเดินทางเพื่อความปลอดภัย

พยากรณ์อากาศวันลอยกระทง

สรุปง่ายๆ คือ วันลอยกระทงปีนี้ ภาคเหนือและอีสานอากาศเย็นสบาย มีฝนเล็กน้อย ส่วนภาคกลางและตะวันออกมีฝนฟ้าคะนอง ภาคใต้ฝนตกหนักคลื่นลมแรง

คำแนะนำสำหรับวันลอยกระทง

  • ตรวจสอบพยากรณ์อากาศก่อนออกจากบ้าน
  • เตรียมเสื้อกันฝนหรือร่มไปด้วย หากอยู่ในพื้นที่เสี่ยงฝน
  • หลีกเลี่ยงการเดินทางในช่วงที่มีฝนตกหนัก
  • ระมัดระวังอันตรายจากลมแรงและคลื่นสูง หากไปลอยกระทงใกล้ทะเล
  • เลือกกระทงที่ทำจากวัสดุธรรมชาติ ย่อยสลายง่าย เพื่อรักษาสิ่งแวดล้อม
  • ลอยกระทงในบริเวณที่ปลอดภัย และมีเจ้าหน้าที่ดูแล

นอกจากเรื่องสภาพอากาศแล้ว อย่าลืมดูแลตัวเองและคนรอบข้างให้ดีในช่วงเทศกาลนะคะ ขอให้ทุกคนมีความสุขกับวันลอยกระทงค่ะ

สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการวางแผนล่วงหน้าและเตรียมพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ การตรวจสอบสภาพอากาศก่อนออกเดินทาง การเตรียมอุปกรณ์ที่จำเป็น เช่น เสื้อกันฝน ร่ม และไฟฉาย รวมถึงการเลือกสถานที่ลอยกระทงที่ปลอดภัยและมีเจ้าหน้าที่ดูแล จะช่วยให้คุณและครอบครัวสามารถสนุกกับเทศกาลลอยกระทงได้อย่างเต็มที่และปลอดภัยค่ะ

นอกจากนี้ การเลือกกระทงที่ทำจากวัสดุธรรมชาติและย่อยสลายง่าย เช่น ใบตอง ต้นกล้วย หรือขนมปัง จะช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมอีกด้วย อย่าลืมลอยกระทงด้วยความระมัดระวัง ไม่จุดพลุหรือประทัดในที่สาธารณะ และทิ้งขยะให้เป็นที่ เพื่อรักษาความสะอาดของสถานที่จัดงาน

สุดท้ายนี้ ขอให้ทุกท่านมีความสุขกับเทศกาลลอยกระทง ขอให้สิ่งไม่ดีทั้งหลายลอยไปกับกระทง และขอให้มีแต่สิ่งดีๆ เข้ามาในชีวิตนะคะ เดินทางปลอดภัยและสนุกกับเทศกาลค่ะ

ที่มา – กรมอุตุนิยมวิทยา พยากรณ์อากาศ “วันลอยกระทง” ไทยยังมีฝนบางพื้นที่