วัน: 16 พฤศจิกายน 2025

อิตาลีหนีหายนะบอลโลก? รู้จักเส้นทาง

อิตาลี แชมป์โลก 4 สมัย กำลังเผชิญหน้ากับความเสี่ยงที่จะพลาดการเข้าร่วมการแข่งขันฟุตบอลโลกเป็นครั้งที่ 3 ติดต่อกัน สถานการณ์นี้ทำให้แฟนบอลชาวอิตาลีต่างกังวลใจเป็นอย่างมากเกี่ยวกับอนาคตของทีมชาติ

หลังจากที่ไม่สามารถผ่านเข้ารอบสุดท้ายฟุตบอลโลก 2018 ที่รัสเซีย และ 2022 ที่กาตาร์ อิตาลีรั้งอันดับสองในกลุ่ม ตามหลังนอร์เวย์จ่าฝูงอยู่ 3 แต้ม โดยทั้งสองทีมมีกำหนดลงสนามตัดสินในวันอาทิตย์นี้ที่เมืองมิลาน

อย่างไรก็ตาม อิตาลีต้องเอาชนะด้วยผลต่างถึง 9 ประตูที่ซานซิโร เพื่อให้ได้สิทธิ์เข้ารอบโดยอัตโนมัติ เนื่องจากผลต่างประตูได้เสียของนอร์เวย์ดีกว่ามาก ดังนั้นอิตาลีมีแนวโน้มที่จะต้องเข้าไปเล่นในรอบเพลย์ออฟ ซึ่งเป็นแหล่งที่มาของความผิดหวังและความอับอายในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

พวกเขา แพ้สวีเดนด้วยสกอร์รวม 1-0 ทำให้พลาดโอกาสเข้าร่วมฟุตบอลโลก 2018 และสี่ปีต่อมา พวกเขาต้องเผชิญกับความพ่ายแพ้ที่น่าอับอายที่สุดครั้งหนึ่ง เมื่อถูกนอร์ทมาซิโดเนีย บุกมาเอาชนะถึงบ้าน 1-0 และยุติความหวังในการผ่านเข้ารอบสำหรับทัวร์นาเมนต์ปี 2022

เป็นครั้งแรกที่ฟุตบอลโลก 2026 ซึ่งจะจัดขึ้นที่แคนาดา เม็กซิโก และสหรัฐอเมริกาในเดือนมิถุนายนและกรกฎาคม จะมีทีมเข้าร่วมถึง 48 ชาติ

เจมส์ ฮอร์นคาสเซิล นักข่าวฟุตบอลชาวอิตาลี กล่าวในพอดแคสต์ Euro Leagues ว่า “แม้ว่าฟุตบอลโลกจะขยายใหญ่ขึ้นกว่าเดิม แต่อิตาลีพลาดโอกาสนี้ไป มันถูกเรียกว่าเป็นหายนะ ตั้งแต่ครั้งแรกที่พวกเขาพลาดไปในปี 2017 ผมไม่รู้ว่าตอนนี้เราอยู่ในขั้นตอนไหนของหายนะแล้ว”

ฝันร้ายเริ่มต้น กดดัน อิตาลีหนีหายนะบอลโลก?

อิตาลีคว้าแชมป์ยูโรเปี้ยน แชมเปี้ยนชิพ ในปี 2021 แต่ไม่ได้ลงเล่นในรอบสุดท้ายของฟุตบอลโลกตั้งแต่ปี 2014 ซึ่งพวกเขาเอาชนะอังกฤษ แต่แพ้คอสตาริกาและอุรุกวัย และไม่สามารถผ่านพ้นรอบแบ่งกลุ่มไปได้

เส้นทางสู่ฟุตบอลโลก 2026 ของพวกเขาเริ่มต้นได้ไม่ดีนัก

ความพ่ายแพ้อย่างราบคาบ 3-0 ในนัดเปิดสนามกับนอร์เวย์ โดยเออร์ลิง ฮาแลนด์ กองหน้าของแมนเชสเตอร์ ซิตี้ เป็นผู้ทำประตูหนึ่งในนั้น ทำให้ ลูเซียโน สปัลเล็ตติ ผู้จัดการทีม ประกาศลาออกต่อสาธารณชนในอีกสองวันต่อมา แม้ว่าเขาจะยังคงรับผิดชอบในการพาทีมคว้าชัยชนะ 2-0 เหนือมอลโดวาในบ้านก็ตาม

ตั้งแต่นั้นมา อิตาลีต้องเล่นไล่ตามหลัง โดยนอร์เวย์ที่ไร้ที่ติชนะ 7 นัดแรก ทำไป 33 ประตู รวมถึง 14 ประตูจากฮาแลนด์

อิตาลี หันไปหา เจนนาโร กัตตูโซ อดีตกองกลางจอมบู๊ ผู้ซึ่งช่วยให้เอซี มิลาน คว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก 2 สมัย และอิตาลี คว้าแชมป์ฟุตบอลโลกครั้งล่าสุดในปี 2006

แม้จะเคยคุมทีมเอซี มิลาน และคว้าแชมป์โคปปา อิตาเลีย กับนาโปลี แต่ช่วงเวลา 23 วันที่ฟิออเรนติน่า ทำให้เขาต้องออกจากทีมไปโดยไม่ได้คุมทีมลงสนามเลย ก่อนที่จะอยู่กับบาเลนเซียได้เพียง 7 เดือน และมาร์กเซย 5 เดือน

งานล่าสุดของเขาคือกับสโมสรไฮจ์ดุ๊ก สปลิต ของโครเอเชีย และหลายคนรู้สึกว่าการที่เขาเข้ามาเป็นผู้จัดการทีมอิตาลีเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาด

มินา รซูกี นักข่าวฟุตบอลชาวอิตาลี กล่าวในพอดแคสต์ Euro Leagues ว่า “เมื่อฉันได้ยินว่ากัตตูโซ อยู่ในสาย มันแสดงให้เห็นถึงความล้มเหลวครั้งใหญ่ของอิตาลี”

“มีคลิปมากมายที่แพร่หลายในโซเชียลมีเดีย เกี่ยวกับทีมอิตาลีชุดนั้น ก่อนที่พวกเขาจะคว้าแชมป์ฟุตบอลโลก และคุณกำลังพูดถึง เปาโล มัลดินี, [ฟาบิโอ] คันนาวาโร, [อเลสซานโดร] เนสตา, [ฟรานเชสโก] ต็อตติ, [อเลสซานโดร] เดล ปิเอโร และมันเป็นความอุดมสมบูรณ์อย่างน่าอับอาย”

“ตอนนี้เมื่อคุณมองไปที่อิตาลีในช่วงไม่กี่ฤดูกาลที่ผ่านมา แม้ว่าพวกเขาจะคว้าแชมป์ยูโรมาได้ แต่ก็มีความตกต่ำเกิดขึ้น สิ่งเดียวที่คุณวางใจได้ก็คือ อิตาลีสร้างโค้ชที่ยอดเยี่ยมเหล่านี้ขึ้นมา แต่ไม่มีโค้ชที่ยอดเยี่ยมเหล่านี้คนใดได้รับเรียกตัว หรือประสบความสำเร็จ สปัลเล็ตติ ไม่ประสบความสำเร็จ”

ฮอร์นคาสเซิล กล่าวเสริมว่า “ผู้เล่นต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์ที่หลังพิงกำแพง หลังจากแพ้นอร์เวย์ในเดือนมิถุนายน และตอนนี้แนวทางที่สื่ออิตาลี กำลังบังคับใช้กับอิตาลีคือ ‘คุณต้องชนะเกมที่เหลือทั้งหมด และต้องทำประตูให้ได้มากมาย'”

“อิตาลี มีโค้ชที่ยอดเยี่ยมอย่าง ลูเซียโน สปัลเล็ตติ แม้ว่าด้วยเหตุผลบางอย่าง มันจะไม่ได้ผล กัตตูโซ เป็นผู้จัดการทีมที่มีชื่อเสียงมากกว่า จากการแถลงข่าวของเขา มากกว่าฟุตบอลที่เขาแสดงในสนาม”

ทำประตูได้มากมาย แต่ต้องปรับปรุง อิตาลีหนีหายนะบอลโลก?

อย่างไรก็ตาม ภายใต้ความกดดัน อิตาลี สร้างความบันเทิงภายใต้การคุมทีมของ กัตตูโซ โดยทีมของเขาทำไป 18 ประตู ใน 5 นัดแรกที่เขาคุมทีม ชัยชนะ 5-0 เหนือเอสโตเนีย ตามด้วยความสำเร็จที่วุ่นวาย 5-4 เหนืออิสราเอล จากนั้นเป็นชัยชนะ 3-1 และ 3-0 เหนือเอสโตเนีย และอิสราเอล ตามลำดับ

ทีมของ กัตตูโซ ต้องดิ้นรนเพื่อทำลายแนวรับของมอลโดวา ในวันพฤหัสบดี ก่อนที่สองประตูในช่วงท้ายเกมจะทำให้ อิตาลี คว้าชัยชนะ 2-0 เพื่อรักษาความหวังอันริบหรี่ ในการผ่านเข้ารอบโดยอัตโนมัติ

รซูกี กล่าวเสริมว่า “จนถึงตอนนี้ ทุกอย่างเป็นไปด้วยดี สปัลเล็ตติ ถูกมองว่าเป็นนักยุทธศาสตร์ที่ยอดเยี่ยม แต่คุณมักจะมีเครื่องหมายคำถาม เกี่ยวกับความสามารถของเขา ในการกระตุ้นทีมของเขา”

“กัตตูโซ เข้ามาและตะโกนใส่พวกเขา และบอกพวกเขาว่าพวกเขาต้องต่อสู้เพื่อเสื้อตัวนี้มากแค่ไหน และพวกเขาทุกคนก็มีความมุ่งมั่นอยู่ภายใน ผู้เล่นกำลังเล่นเพื่อเขา และชื่นชมสิ่งที่เขาประสบความสำเร็จกับทีมชาติอิตาลี”

หาก อิตาลี จบอันดับที่สองในกลุ่ม พวกเขาจะต้องเผชิญหน้ากับการแข่งขันเพลย์ออฟ แบบนัดเดียวสองนัด เพื่อรักษาตำแหน่งของพวกเขาในฟุตบอลโลก ซึ่งพวกเขาเคยคว้าแชมป์ในปี 1934, 1938, 1982 และ 2006

แม้จะคว้าชัยชนะ 5 นัดรวด รซูกี รู้สึกว่าจำเป็นต้องมีการปรับปรุงเพิ่มเติม หากพวกเขาต้องการผ่านเข้ารอบ และสร้างผลกระทบในอเมริกาเหนือ

รซูกี กล่าวเสริมว่า “คุณจะเห็นได้ว่าพวกเขากระหายประตูตลอดเวลา แต่ทีมไม่มีความสมดุล”

“ถ้าคุณดูวิธีการเล่นของพวกเขาเมื่อเจอกับอิสราเอล พวกเขากำลังเล่นกับเอสโตเนียและอิสราเอล แต่คุณคิดว่าพวกเขากำลังเล่นกับฝรั่งเศสและสเปน คุณควรจะเอาชนะเอสโตเนียได้อย่างง่ายดาย ดังนั้นคุณไม่ควรกลัวขนาดนั้น กับอิสราเอล มันเป็นทีมที่ยากขึ้น แต่คุณก็ยังควรชนะการแข่งขันนี้ โดยที่ไม่ต้องวุ่นวาย”

“อิสราเอล มีโอกาสมากมาย มีการโต้กลับ และหมุนเวียนผู้เล่นได้ดีมาก และนั่นทำให้ อิตาลี ยากลำบาก ความแตกต่างที่ยิ่งใหญ่คือการมีกองหน้าสองคน และมีกองหน้าที่ทำประตูได้ การทำประตูสำหรับ อิตาลี เป็นเรื่องยากมาก แต่ภายใต้การคุมทีมของ กัตตูโซ มันดูง่ายมาก”

“ความสมดุลนั้นทำให้ฉันกังวล พวกเขาประมาท และดูเหมือนจะไร้เดียงสาทางยุทธวิธีในบางครั้ง บางทีพวกเขาอาจจะเป็นเหมือนบาร์เซโลน่า เมื่อพวกเขาทำคะแนนได้มากกว่าคู่ต่อสู้ แต่ปราศจากความสวยงาม”

สรุปแล้ว อิตาลีหนีหายนะบอลโลก ได้หรือไม่?

การที่อิตาลีทำผลงานได้ไม่คงเส้นคงวา และมีปัญหาในเรื่องของความสมดุลของทีม ทำให้หลายคนยังคงตั้งคำถามถึงโอกาสในการผ่านเข้ารอบสุดท้ายฟุตบอลโลก 2026 อย่างไรก็ตาม ด้วยความมุ่งมั่นและสปิริตของนักเตะภายใต้การคุมทีมของกัตตูโซ พวกเขายังคงมีโอกาสที่จะสร้างปาฏิหาริย์และกลับสู่เวทีโลกได้สำเร็จ

ที่มา – Italy fighting to avoid another ‘apocalyptic’ World Cup failure

รัฐบาลยันผู้นำเข้าใจ! ถกแผนแก้ชายแดน-ภาษีสหรัฐฯ 17 พ.ย.

“สิริพงศ์” โฆษกรัฐบาล ยัน ผู้นำสหรัฐฯ-มาเลเซียเข้าใจสถานการณ์ ย้ำชัดเจรจาภาษียังเดินหน้าต่อ จี้กัมพูชาขอโทษคนไทย เผย 17 พ.ย. ถก 6 แผนแก้ปัญหาชายแดนและรับมือกับภาษีสหรัฐฯ

เมื่อเวลา 13.20 น. วันที่ 16 พฤศจิกายน 2568 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา หลังมีกระแสข่าวผู้นำสหรัฐอเมริกาสั่งชะลอการเจรจาภาษีกับไทย ว่า สหรัฐฯ และมาเลเซีย ในฐานะผู้สังเกตการณ์และสักขีพยานในการลงนามปฏิญญานำไปสู่สันติภาพระหว่างไทยกับกัมพูชา ยังมีความไม่สบายใจ ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ จึงมีหนังสือถึงไทยเพื่อขอให้ระงับการเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ เอาไว้ก่อนจนกว่าสถานการณ์ระหว่างไทยกับกัมพูชาจะดีขึ้น

นายสิริพงศ์ ระบุต่อไปว่า นายกรัฐมนตรีได้หารือกับผู้นำสหรัฐฯ แล้ว โดยฝ่ายไทยให้เหตุผลว่าผู้ที่ทำผิดไม่ใช่ไทย แต่เป็นกัมพูชาที่มีพฤติกรรมละเมิดปฏิญญา, วางทุ่นระเบิดใหม่ ถือเป็นการกระทำที่ผิดเงื่อนไขในการสร้างสันติภาพ เรื่องนี้ฝ่ายไทยยอมไม่ได้ ยืนยันว่าจะขอเดินตามแนวทางสันติวิธี แต่จะเดินหน้าต่อไปได้ก็ต่อเมื่อฝ่ายกัมพูชาแสดงความจริงใจ เช่น หาคนออกมายอมรับผิด ขอโทษญาติผู้ได้รับบาดเจ็บและคนไทยอย่างจริงใจ รวมถึงมีมาตรการป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดสถานการณ์เช่นนี้อีก รวมทั้งยังต้องให้ความร่วมมือในการเก็บกู้ทุ่นระเบิด เมื่อผู้นำสหรัฐฯ ได้ฟังเหตุผลจากนายกรัฐมนตรีแล้วก็เข้าใจ ขณะเดียวกัน ผู้นำของมาเลเซียได้พูดคุยกับผู้นำสหรัฐฯแล้ว ก็ยืนยันถึงความเข้าใจนี้ด้วยเช่นกัน โดยยืนยันว่าในส่วนของภาษีจะมีการเดินหน้าเจรจากันต่อไป แยกออกจากเรื่องการจัดการปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา

โฆษกรัฐบาล เผยอีกว่า นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องทุกคนต้องการเดินหน้าเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและอธิปไตยของไทย รวมถึงผลประโยชน์ของประเทศไทยเป็นหลัก หากแต่เวลาที่เกิดสถานการณ์ขึ้น ต่างกรรมต่างวาระ ซึ่งนายกรัฐมนตรีพยายามแก้ไขปัญหาให้ดีที่สุด แต่บางเหตุการณ์เกิดขึ้นทันทีทันใด และจนถึงตอนนี้ ก็ได้เห็นภาพของผู้นำในการเดินหน้าแก้ปัญหาของฝั่งไทย

ส่วนกรณีที่นายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์ในลักษณะท้าทายสหรัฐฯ จะเกิดผลเสียหรือไม่ นายสิริพงศ์ ตอบว่า ความเห็นของผู้นำสหรัฐฯ และมาเลเซีย ก็ชัดเจนแล้วว่าเรื่องดังกล่าวไม่ใช่สาระสำคัญ ที่ผ่านมานายกรัฐมนตรีมักจะตอบคำถาม ตามคำถามของนักข่าว วันนั้นถูกถามว่าหากมีการใช้ภาษีสหรัฐฯ มากดดันจะทำอย่างไร ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ชี้แจงไปว่า ต้องแยกกันระหว่างเรื่องภาษีกับเรื่องชายแดน เมื่อถามอีกว่าหากสหรัฐฯ ไม่ซื้อของจากไทย นายกรัฐมนตรีได้ชี้แจงไปแล้วตามเหตุผลว่าก็ต้องหาตลาดใหม่ ซึ่งตรงกับที่กระทรวงพาณิชย์ออกมายืนยันว่าการค้าขายกับสหรัฐฯ มีความจำเป็น และในขณะเดียวกันก็ต้องมีการหาทางเลือกอื่นเพิ่มเติมด้วยเพื่อขยายตลาดส่งออก

ทางด้านคำถามว่ามีกรอบระยะเวลากัมพูชาขอโทษคนไทยหรือไม่ นายสิริพงศ์ ตอบว่า “ไม่มีกำหนดครับ ทุกเรื่องดำเนินการไปจนกว่ากัมพูชาจะปฏิบัติตามข้อเรียกร้องของไทย รวมถึงเงื่อนไขของไทยก็ไม่ได้มีกำหนดเวลาเช่นกัน”

อย่างไรก็ตาม ในวันพรุ่งนี้ (17 พฤศจิกายน) เวลา 14.00 น. กระทรวงกลาโหม กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ และอีกหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะนำเสนอแผนในการดำเนินการเรื่องชายแดนไทย-กัมพูชา ราว 6 แผนงาน ซึ่งจะมีรายละเอียดที่แตกต่างจากการดำเนินการไปแล้วในหลายเรื่อง รวมถึงการดำเนินการเกี่ยวกับภาษีสหรัฐฯ ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล

ผู้สื่อข่าวถามต่อ ไทยจะมีการตอบโต้ข่าวปลอมจากกัมพูชาอย่างไร นายสิริพงศ์ ย้ำว่า ไทยมีหน้าที่ในการนำเสนอข้อเท็จจริง หากกัมพูชานำเสนอข่าวที่เป็นเท็จ ไทยก็มีหน้าที่สร้างความกระจ่างให้เกิดขึ้น ไม่รู้ว่ากัมพูชาจะปล่อยข่าวปลอมอะไรออกมาอีกและไม่รู้ว่าจะป้องกันข่าวปลอมเหล่านี้ได้อย่างไร แต่สิ่งที่ทำได้คือต้องโต้ตอบให้เร็วที่สุด โดยกระทรวงการต่างประเทศกำลังเดินหน้าทำความเข้าใจกับนานาประเทศ ซึ่งประเทศสมาชิกอาเซียนก็รับทราบเรื่องราวเหล่านี้แล้ว แม้แต่คณะผู้สังเกตการณ์ก็ออกมายืนยันชัดเจนว่าเป็นทุ่นระเบิดใหม่ เช่นเดียวกับสำนักข่าวมาเลเซียที่ให้ข้อมูลผิดพลาดก็ออกมาขอโทษแล้ว ถือว่าไทยทำงานได้อย่างรวดเร็ว และหวังว่าจากนี้สื่ออื่นๆ ก็จะนำเสนอข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วน.

รัฐบาลยันผู้นำสหรัฐฯ-มาเลเซียเข้าใจสถานการณ์ 17 พ.ย. ถก 6 แผนแก้ชายแดน-ภาษีสหรัฐฯ

ทำไมต้องถก 6 แผนแก้ชายแดน-ภาษีสหรัฐฯ 17 พ.ย.?

จากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่เกิดขึ้น ทำให้รัฐบาลต้องเร่งหาทางออกและสร้างความเข้าใจกับนานาชาติ โดยเฉพาะสหรัฐฯ และมาเลเซีย การหารือในวันที่ 17 พฤศจิกายนจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการกำหนดทิศทางการแก้ไขปัญหาและรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติ

การที่ผู้นำสหรัฐฯ และมาเลเซียเข้าใจสถานการณ์ ถือเป็นสัญญาณที่ดีต่อการเจรจาต่างๆ และการเดินหน้าแก้ไขปัญหาชายแดน การที่รัฐบาลไทยแสดงความชัดเจนในจุดยืนและรักษาผลประโยชน์ของชาติ คือสิ่งที่ประชาชนคาดหวัง

การประชุมวันที่ 17 พ.ย. เพื่อถก 6 แผนแก้ชายแดน-ภาษีสหรัฐฯ จึงเป็นอีกก้าวสำคัญในการแก้ไขปัญหาและสร้างความมั่นคงให้กับประเทศชาติ รวมไปถึงการรักษาความสัมพันธ์อันดีกับนานาประเทศ การที่ทุกภาคส่วนร่วมมือกันแก้ไขปัญหา จะนำไปสู่ทางออกที่ดีที่สุดสำหรับประเทศไทย

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมต้องมีการหารือถึง 6 แผนงาน? เพราะสถานการณ์มีความซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับหลายภาคส่วน การมีแผนงานที่หลากหลายจะช่วยให้สามารถรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้อย่างเหมาะสมที่สุด

ติดตามข่าวสารและผลการประชุมรัฐบาลยันผู้นำสหรัฐฯ-มาเลเซียเข้าใจสถานการณ์ 17 พ.ย. ถก 6 แผนแก้ชายแดน-ภาษีสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด เพื่อทราบถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาและร่วมเป็นกำลังใจให้รัฐบาลในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อประเทศชาติ

การเจรจาเรื่องภาษีกับสหรัฐฯ ก็เป็นอีกประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด การรักษาผลประโยชน์ทางการค้าและการลงทุนของไทยเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เศรษฐกิจของประเทศเติบโตอย่างยั่งยืน

รัฐบาลไทยกำลังดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อให้สถานการณ์คลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้น การขอโทษจากกัมพูชาและการให้ความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาชายแดนจึงเป็นสิ่งที่รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างยิ่ง

มาร่วมติดตามและให้กำลังใจรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ไปด้วยกัน เพื่อสร้างประเทศไทยให้เข้มแข็งและมั่นคง

การที่รัฐบาลพยายามแก้ไขปัญหาอย่างเต็มที่ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการดูแลประชาชนและรักษาผลประโยชน์ของชาติ การสนับสนุนและให้กำลังใจรัฐบาลจึงเป็นสิ่งสำคัญในช่วงเวลาที่ท้าทายเช่นนี้

ที่มา – รัฐบาลยันผู้นำสหรัฐฯ-มาเลเซียเข้าใจสถานการณ์ 17 พ.ย. ถก 6 แผนแก้ชายแดน-ภาษีสหรัฐฯ

อนุดิษฐ์ยัน กล้าธรรมไม่เคยสัญญาเก้าอี้ รมต. ใคร

“น.อ.อนุดิษฐ์” แจง “ลิซ่า” ปมคลิป “ชนนพัฒฐ์” เป็นความเห็นส่วนบุคคล ชี้ พรรคกล้าธรรมไม่เคยให้สัญญาให้เก้าอี้รัฐมนตรีกับใคร เป็นอำนาจนายกฯ ลั่น หนุนตรวจสอบโปร่งใสตามกฎหมาย

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 16 พฤศจิกายน 2568 น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ประธานยุทธศาสตร์พรรคกล้าธรรม ชี้แจงต่อคำถามของ น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กรณีคลิปเสียงที่ นายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว สส.สงขลา พรรคกล้าธรรม ผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัว ว่า ต้องขอขอบคุณสำหรับคำถามและข้อกังวลที่สะท้อนความห่วงใยต่อมาตรฐานการเมืองไทย ขอเรียนชี้แจงอย่างตรงไปตรงมาบนหลักการเดียวกับที่ตนยืนอยู่มาตลอดว่า “พรรคกล้าธรรมไม่มีนโยบายและไม่เคยมีการให้สัญญาใดๆ เกี่ยวกับตำแหน่งรัฐมนตรีแก่ นายชนนพัฒฐ์ คำพูดที่ปรากฏในคลิปเป็นความเห็นส่วนบุคคลของเจ้าตัว ไม่ใช่นโยบาย ไม่ใช่ยุทธศาสตร์ และไม่ใช่ท่าทีของพรรคกล้าธรรม”

น.อ.อนุดิษฐ์ เผยต่อไปว่า พรรคกล้าธรรมไม่เคยมีการพูดคุยหรือให้คำมั่นสัญญาเรื่องตำแหน่งทางการเมืองกับผู้ใด เพราะตำแหน่งรัฐมนตรีเป็นดุลยพินิจของนายกรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่เรื่องที่พรรคหรือบุคคลใดจะไปกำหนดล่วงหน้าได้ กรณีของนายชนนพัฒฐ์ อยู่ในกระบวนการตรวจสอบตามกฎหมาย ซึ่งพรรคกล้าธรรมมีจุดยืนชัดเจนตั้งแต่วันแรกว่าไม่ปกป้อง ไม่แทรกแซง ไม่ขวางการตรวจสอบ แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องเคารพสิทธิในการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของผู้ถูกกล่าวหาตามหลักนิติรัฐเช่นกัน ทุกอย่างต้องถูกตัดสินด้วยข้อเท็จจริงในคดี ไม่ใช่ด้วยกระแสหรือแรงกดดันทางการเมือง ประเด็นที่สังคมควรมองร่วมกันคือมาตรฐานเดียวกันของทั้งสภาฯ

“ผมยืนยันเหมือนเดิมว่า เราไม่เลือกปฏิบัติไม่ว่าฝ่ายใด ถ้ามีข้อกล่าวหาทุกคนควรถูกตรวจสอบอย่างเท่าเทียม ในสภาฯ ปัจจุบันมี สส.หลายท่านที่อยู่ระหว่างการต่อสู้คดีของตนเอง แต่ยังปฏิบัติหน้าที่ได้ ดังนั้นถ้าเราจะขอให้ใครใช้มาตรฐานหนึ่ง เราก็ควรใช้มาตรฐานเดียวกันกับทุกฝ่ายครับ ซึ่งผมเข้าใจและรับฟังข้อกังวลของคุณลิซ่า (น.ส.ภคมน) อย่างจริงใจ แต่ในฐานะผู้ทำงานการเมืองมายาวนาน ผมขอเรียนด้วยความจริงใจว่า การตัดสินความน่าเชื่อถือของพรรคจากคำพูดของใครคนหนึ่งในคลิป อาจยังไม่เป็นธรรมกับพรรคและบุคคลอื่นในพรรคที่ทำงานด้วยความตั้งใจสุจริต”

ในช่วงท้าย น.อ.อนุดิษฐ์ ระบุด้วยว่า หน้าที่ของตนคือยืนบนหลักการ กฎหมาย และความโปร่งใส ไม่ตามแก้ตัวแทนใคร และไม่เอาตัวเองไปผูกกับการกระทำส่วนบุคคลของใคร พรรคกล้าธรรมพร้อมรับผิดชอบต่อสังคม ถ้าข้อเท็จจริงชี้ว่ามีใครกระทำผิดจริง แต่ในขณะเดียวกันเราต้องปฏิบัติตามข้อเท็จจริงและกระบวนการยุติธรรม ไม่ใช่ตามแรงกดดันหรือการตีความเจตนาของคำพูดในคลิป.

อนุดิษฐ์ยัน กล้าธรรมไม่เคยสัญญาให้เก้าอี้ รมต. ใคร

จากกรณีที่มีคลิปเสียงของนายชนนพัฒฐ์ สส.สงขลา พรรคกล้าธรรม ทำให้เกิดข้อสงสัยเกี่ยวกับสัญญาตำแหน่งรัฐมนตรี น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ประธานยุทธศาสตร์พรรคกล้าธรรม ได้ออกมาแถลงการณ์ยืนยันอย่างชัดเจนว่า พรรคกล้าธรรมไม่เคยสัญญาให้เก้าอี้ รมต. ใคร และคำพูดที่ปรากฏในคลิปนั้นเป็นเพียงความเห็นส่วนตัวของนายชนนพัฒฐ์เท่านั้น

พรรคกล้าธรรมยึดมั่นหลักการโปร่งใส

น.อ.อนุดิษฐ์ ยังเน้นย้ำว่า พรรคกล้าธรรมยึดมั่นในหลักการความโปร่งใสและพร้อมให้ความร่วมมือในการตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยไม่ปกป้อง ไม่แทรกแซง และไม่ขัดขวางกระบวนการยุติธรรม อย่างไรก็ตาม พรรคฯ ก็เคารพสิทธิของผู้ถูกกล่าวหาในการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเองตามหลักนิติรัฐ

ประเด็นสำคัญที่ น.อ.อนุดิษฐ์ ต้องการสื่อสารคือ การตัดสินความน่าเชื่อถือของพรรคฯ ไม่ควรมาจากคำพูดของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่ควรพิจารณาจากการกระทำและความตั้งใจของสมาชิกพรรคฯ ทุกคน นอกจากนี้ น.อ.อนุดิษฐ์ ยังเรียกร้องให้สังคมใช้มาตรฐานเดียวกันในการตรวจสอบ สส. ทุกคน ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใดก็ตาม

การออกมาแถลงการณ์ของ น.อ.อนุดิษฐ์ ในครั้งนี้ ถือเป็นการแสดงความรับผิดชอบของพรรคกล้าธรรมต่อสังคม และเป็นการยืนยันว่า พรรคฯ จะดำเนินงานโดยยึดมั่นในหลักการความโปร่งใสและความถูกต้องต่อไป

นอกจากนี้ น.อ.อนุดิษฐ์ ยังกล่าวถึงประเด็นที่ว่า อนุดิษฐ์ยัน กล้าธรรมไม่เคยสัญญาให้เก้าอี้ รมต. ใคร ว่าตำแหน่งรัฐมนตรีนั้นเป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรีในการพิจารณาแต่งตั้ง ซึ่งพรรคกล้าธรรมเคารพในการตัดสินใจดังกล่าว

การยืนยันดังกล่าวเป็นการตอบข้อสงสัยและสร้างความกระจ่างให้แก่ประชาชนเกี่ยวกับจุดยืนของพรรคกล้าธรรมในประเด็นนี้ และเป็นการแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของพรรคฯ ในการทำงานการเมืองอย่างโปร่งใสและซื่อสัตย์

ดังนั้น การตัดสินใจทางการเมืองควรพิจารณาจากข้อมูลที่ครบถ้วนและรอบด้าน ไม่ควรตัดสินใจจากข้อมูลเพียงบางส่วนหรือจากความเห็นส่วนตัวของบุคคลใดบุคคลหนึ่งเท่านั้น พรรคกล้าธรรมจึงขอให้สังคมพิจารณาการทำงานของพรรคฯ อย่างเป็นธรรมและให้โอกาสพรรคฯ ได้พิสูจน์ตัวเองต่อไป

การเมืองไทยยังคงต้องการความโปร่งใสและความรับผิดชอบจากนักการเมืองทุกคน การที่พรรคกล้าธรรมออกมาแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนในครั้งนี้ ถือเป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นว่า พรรคฯ ตระหนักถึงความสำคัญของประเด็นดังกล่าวและพร้อมที่จะทำงานเพื่อสร้างการเมืองที่โปร่งใสและน่าเชื่อถือต่อไป

ที่มา – “อนุดิษฐ์” ยัน กล้าธรรมไม่เคยสัญญาให้เก้าอี้ รมต.ใคร คลิป “ชนนพัฒฐ์” ความเห็นส่วนตัว

สิริพงศ์โพสต์ สุดารัตน์ ลูกชูวิทย์ ร่วมโต๊ะเนวิน

“สิริพงศ์” โพสต์รูป “กานต์ สุดารัตน์ พิทักษ์พรพัลลภ” ลูก “ชูวิทย์ กุ่ย” ร่วมโต๊ะ “เนวิน” บอกเป็นไปตามภาพ หลังเพิ่งออกจากกลุ่มไลน์ สส.พรรคเพื่อไทย ไม่นานมานี้ กลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในแวดวงการเมือง

วันที่ 16 พฤศจิกายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะรองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า “ผลไม้สีง้ามงาม บ่มีแต่ใบบักยม” พร้อมภาพ นายเนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ยูไนเต็ด นั่งร่วมโต๊ะกับ น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) อุบลราชธานี ในฐานะโฆษกพรรคภูมิใจไทย โดยมี น.ส.สุดารัตน์ พิทักษ์พรพัลลภ สส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย (พท.) ที่เพิ่งออกจากกลุ่มไลน์ สส.พรรคเพื่อไทย นั่งร่วมโต๊ะด้วย ทั้งนี้ คาดว่าที่พรรคภูมิใจไทยในวันเดียวกัน มีการประชุมพรรค และ สส.พรรคร่วมรัฐบาล

ประเด็นสำคัญที่ถูกจับตามองคือ การปรากฏตัวของ น.ส.สุดารัตน์ พิทักษ์พรพัลลภ หรือลูกสาวของชูวิทย์ กุ่ย ที่ร่วมโต๊ะกับนายเนวิน ชิดชอบ ซึ่งเป็นที่รู้กันดีว่าเป็นบุคคลสำคัญในพรรคภูมิใจไทย การที่สุดารัตน์ ลูกชูวิทย์ มาร่วมโต๊ะกับนายเนวิน จึงถูกมองว่าเป็นการส่งสัญญาณทางการเมืองบางอย่าง

ขณะที่ นายสิริพงศ์ เปิดเผยถึงกรณีภาพดังกล่าวเพียงสั้นๆ ว่า “เป็นไปตามภาพ” ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า น.ส.สุดารัตน์ เป็นลูกสาวของ นายชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ หรือ ชูวิทย์ กุ่ย ซึ่งหลังออกจากพรรคเพื่อไทย ปัจจุบันไปร่วมงานกับพรรคกล้าธรรม ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า)

สุดารัตน์ ลูกชูวิทย์ ร่วมโต๊ะเนวิน: นัยยะทางการเมือง?

การเคลื่อนไหวทางการเมืองของ สุดารัตน์ ลูกชูวิทย์ เป็นที่น่าสนใจอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลังจากที่เธอได้ลาออกจากพรรคเพื่อไทย และภาพล่าสุดที่เธอปรากฏตัวร่วมโต๊ะกับนายเนวิน ชิดชอบ ทำให้เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับอนาคตทางการเมืองของเธอ

สุดารัตน์ ลูกชูวิทย์ จะไปทางไหน?

อนาคตทางการเมืองของ สุดารัตน์ ลูกชูวิทย์ ยังคงเป็นสิ่งที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด การตัดสินใจของเธอในอนาคต จะส่งผลต่อภูมิทัศน์ทางการเมืองของประเทศอย่างแน่นอน

  • การย้ายพรรค: มีความเป็นไปได้ที่ น.ส.สุดารัตน์ จะเข้าร่วมกับพรรคภูมิใจไทย หรือพรรคการเมืองอื่นๆ
  • บทบาทในรัฐบาล: หากพรรคกล้าธรรมมีบทบาทมากขึ้นในรัฐบาล น.ส.สุดารัตน์ อาจได้รับตำแหน่งที่สำคัญ
  • การสร้างพรรคใหม่: มีความเป็นไปได้น้อย แต่ก็ไม่สามารถตัดทิ้งได้ว่า น.ส.สุดารัตน์ อาจตัดสินใจสร้างพรรคการเมืองของตัวเอง

เหตุการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของการเมืองไทย และความสามารถในการปรับตัวของผู้เล่นทางการเมือง การที่ สุดารัตน์ ลูกชูวิทย์ สามารถสร้างความสัมพันธ์กับนักการเมืองจากหลากหลายพรรค แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการสร้างเครือข่าย และอาจเป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จในอนาคตทางการเมืองของเธอ

การปรากฏตัวของ น.ส.สุดารัตน์ ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงพลวัตทางการเมืองที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว นักการเมืองรุ่นใหม่กำลังก้าวขึ้นมามีบทบาทมากขึ้น และพร้อมที่จะปรับตัวเพื่อความอยู่รอดทางการเมือง

ที่มา – “สิริพงศ์” โพสต์ “สุดารัตน์” ลูก “ชูวิทย์ กุ่ย” ร่วมโต๊ะ “เนวิน” บอกเป็นไปตามภาพ

รู้จักนักเตะทีมชาติอังกฤษชุดล่าสุดไหม?

รู้จักนักเตะทีมชาติอังกฤษชุดล่าสุดไหม?

ทีมชาติอังกฤษยังคงเตรียมความพร้อมสำหรับการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 รอบคัดเลือก โดยการแข่งขันรอบคัดเลือกสุดท้ายกับแอลเบเนียในวันเสาร์นี้ (17:00 GMT)

คุณสามารถบอกชื่อผู้เล่น 10 คนที่อยู่ในทีมเริ่มต้นของผู้จัดการทีม Thomas Tuchel สำหรับการแข่งขันในเดือนนี้ได้หรือไม่? ขอให้โชคดี!

มาทดสอบความรู้ของคุณกันหน่อย! ไปที่หน้า แบบทดสอบฟุตบอล ของเรา แล้วลงทะเบียนเพื่อรับการแจ้งเตือนเพื่อรับแบบทดสอบล่าสุดส่งตรงไปยังอุปกรณ์ของคุณ

มาทายชื่อนักเตะในทีมชาติอังกฤษชุดล่าสุดกัน!

ฟุตบอลเป็นกีฬาที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลก และทีมชาติอังกฤษก็เป็นหนึ่งในทีมที่ได้รับการติดตามมากที่สุด การทราบรายชื่อผู้เล่นในทีมชาติอังกฤษชุดปัจจุบันไม่ใช่แค่การแสดงความรู้เกี่ยวกับฟุตบอลเท่านั้น แต่ยังเป็นการแสดงความสนใจและความผูกพันกับทีมชาติอีกด้วย

ทำไมการรู้ จักนักเตะทีมชาติอังกฤษชุดล่าสุดไหม? ถึงสำคัญ? เพราะมันแสดงให้เห็นว่าคุณติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวของทีมอย่างใกล้ชิด คุณสามารถร่วมสนทนาเกี่ยวกับทีมชาติอังกฤษกับเพื่อนๆ และแฟนบอลคนอื่นๆ ได้อย่างสนุกสนานและมีข้อมูล นอกจากนี้ การรู้จักผู้เล่นยังช่วยให้คุณเข้าใจแทคติกและสไตล์การเล่นของทีมได้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย

แต่การจำรายชื่อผู้เล่นทั้งหมดอาจเป็นเรื่องยาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงรายชื่อผู้เล่นอยู่เสมอ แต่ไม่ต้องกังวล! มีหลายวิธีที่จะช่วยให้คุณ รู้จักนักเตะทีมชาติอังกฤษชุดล่าสุดไหม? ได้ง่ายขึ้น เช่น การติดตามข่าวสารฟุตบอลจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ การดูการแข่งขันฟุตบอลอย่างสม่ำเสมอ หรือการเล่นเกมทายชื่อนักฟุตบอล

นอกจากนี้ การ รู้จักนักเตะทีมชาติอังกฤษชุดล่าสุดไหม? ยังสามารถสร้างความสนุกสนานและความตื่นเต้นให้กับการดูฟุตบอลได้อีกด้วย เมื่อคุณรู้จักผู้เล่นแต่ละคน คุณจะสามารถเชียร์และให้กำลังใจพวกเขาได้อย่างเต็มที่ และคุณจะรู้สึกผูกพันกับทีมมากยิ่งขึ้น

ดังนั้น อย่ารอช้า! เริ่มต้นทำความรู้จักกับนักเตะทีมชาติอังกฤษชุดล่าสุดได้เลย! ไม่ว่าคุณจะเป็นแฟนบอลตัวยงหรือเพิ่งเริ่มต้นสนใจฟุตบอล การรู้จักผู้เล่นจะช่วยเพิ่มความสนุกสนานและความตื่นเต้นให้กับการดูฟุตบอลของคุณอย่างแน่นอน

  • ติดตามข่าวสารฟุตบอล
  • ดูการแข่งขันฟุตบอล
  • เล่นเกมทายชื่อนักฟุตบอล

ไม่ว่าคุณจะเลือกวิธีใดก็ตาม ขอให้สนุกกับการเรียนรู้และทำความรู้จักกับนักเตะทีมชาติอังกฤษชุดล่าสุด!

ที่มา – Do you know the players in England’s latest squad?

ฮ.ทหารลงจอดฉุกเฉินกลางทุ่งนา ชาวบ้านแตกตื่น!

เกิดเหตุระทึกขวัญขึ้นที่แม่ฮ่องสอน เมื่อเฮลิคอปเตอร์ทหารเกิดเหตุเฮลิคอปเตอร์ทหาร ลงจอดฉุกเฉินกลางทุ่งนา ทำเอาชาวบ้านในพื้นที่แตกตื่นกันยกใหญ่ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2568 เวลาประมาณ 11.00 น. ณ หมู่บ้านห้วยต้นนุ่น ต.แม่เงา อ.ขุนยวม จ.แม่ฮ่องสอน

ตามรายงานข่าว เฮลิคอปเตอร์ลำดังกล่าวเป็นของหน่วยเฉพาะกิจสิงหนาท รุ่นเบลล์ 212 ซึ่งได้ลงจอดในทุ่งนาที่เพิ่งเก็บเกี่ยวข้าวไปหมาดๆ สร้างความตกใจให้กับชาวบ้านที่เห็นเหตุการณ์เป็นอย่างมาก หน่วยงานต้นสังกัดได้ออกมาชี้แจงถึงเหตุการณ์เฮลิคอปเตอร์ทหาร ลงจอดฉุกเฉินกลางทุ่งนา ว่ากำลังอยู่ในระหว่างการกลับจากการบินไปส่งสัมภาระให้กับหน่วยปฏิบัติงานตามแนวชายแดนในพื้นที่ อ.ขุนยวม และ อ.แม่สะเรียง และขณะนี้กำลังดำเนินการหาสาเหตุของการลงจอดฉุกเฉิน

เฮลิคอปเตอร์ทหาร ลงจอดฉุกเฉินกลางทุ่งนา

ทางหน่วยเฉพาะกิจสิงหนาทได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ในวันที่เกิดเหตุ ชปบ.ทบ.ฉก.สิงหนาท ได้ดำเนินการส่งสิ่งอุปกรณ์สนับสนุนให้กับ ฉก.ทพ.36 โดยใช้อากาศยาน ฮ.ท.212/033 ตามวงรอบประจำเดือนในพื้นที่ อ.ขุนยวม และ อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจในพื้นที่ อ.ขุนยวม และกำลังเดินทางไปยัง อ.แม่สะเรียง ได้เกิดเหตุฉุกเฉินขึ้น

ขณะที่เฮลิคอปเตอร์กำลังบิน MASTER CAUTION ไฟกระพริบเตือนขึ้น นักบินจึงตรวจสอบ CAUTION PANEL แต่ไม่พบไฟ caution light show ต่อมาอีกประมาณ 10 วินาที MASTER CAUTION LIGHT ก็สว่างขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับ XMSN OIL PRESS ILLUMINATE และเครื่องวัด XMSN OIL PRESSURE เข็มวัดตกลงต่ำกว่าปกติอย่างรวดเร็ว ด้วยเหตุนี้ นักบินจึงตัดสินใจนำเครื่องลงจอดฉุกเฉิน (LAND AS SOON AS POSSIBLE) ในบริเวณทุ่งนาของหมู่บ้านห้วยต้นนุ่นเพื่อความปลอดภัย

เฮลิคอปเตอร์ทหาร ลงจอดฉุกเฉินกลางทุ่งนา

ความคืบหน้าเหตุการณ์ เฮลิคอปเตอร์ทหาร ลงจอดฉุกเฉินกลางทุ่งนา

ล่าสุด ทางหน่วยงานต้นสังกัดได้ยืนยันว่า อากาศยาน (เฮลิคอปเตอร์) ได้ลงจอดอย่างปลอดภัย และกำลังอยู่ในกระบวนการหาสาเหตุที่แน่ชัดของการเฮลิคอปเตอร์ทหาร ลงจอดฉุกเฉินกลางทุ่งนา โดยหน่วยเฉพาะกิจสิงหนาทได้ออกมาชี้แจงกับประชาชนทั่วไปและผู้ที่อยู่ในพื้นที่ว่าไม่ต้องกังวล เนื่องจากเจ้าหน้าที่ทุกคนปลอดภัยดี

ขณะนี้ ทีมช่างกำลังเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น และคาดว่าจะสามารถแก้ไขให้แล้วเสร็จได้ภายในวันนี้ อย่างไรก็ตาม ทางหน่วยงานยังไม่ได้ระบุถึงสาเหตุที่แน่ชัดว่าอะไรเป็นปัจจัยที่ทำให้เฮลิคอปเตอร์ต้องลงจอดฉุกเฉินกลางทุ่งนาในครั้งนี้

เหตุการณ์เช่นนี้ถือเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยาก แต่ก็แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการฝึกฝนและเตรียมพร้อมของนักบิน รวมถึงการบำรุงรักษาเครื่องบินอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้สามารถรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และที่สำคัญคือการคำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชนเป็นอันดับแรก

ที่มา – เฮลิคอปเตอร์ทหาร ลงจอดฉุกเฉินกลางทุ่งนา ชาวบ้านแตกตื่น อยู่ระหว่างดำเนินการหาสาเหตุ

เพื่อไทยพร้อมยื่นซักฟอก มั่นใจคะแนนนิยมกลับมา

เพื่อไทยพร้อมยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล เล็งจับนายกฯ ขึ้นบัญชีซักฟอก รอพิสูจน์คำพูดพรรคประชาชนจะตรงกับการกระทำหรือไม่ มั่นใจคะแนนนิยมพรรคกลับมา หลังยกเครื่องและเปิดหน้าแคนดิเดตนายกฯ

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 16 พฤศจิกายน 2568 นายศึกษิษฏ์ ศรีจอมขวัญ โฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงถึงความพร้อมพรรคเพื่อไทยในการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ว่า อยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูลต่างๆ เพื่อเตรียมความพร้อมรอเปิดสมัยประชุมรัฐสภา โดยพรรคเพื่อไทยมีความพร้อมแน่นอน ขณะนี้กำลังรวบรวมรายชื่อในพรรค และจะพูดคุยกับพรรคร่วมฝ่ายค้านอื่นๆ ส่วนจะยื่นอภิปรายใครบ้างนั้น อย่างน้อยๆ นายกรัฐมนตรีในฐานะผู้นำสูงสุดต้องมีความรับผิดชอบสูงสุดอยู่แล้ว ส่วนรัฐมนตรีคนอื่นรอดูตามความเหมาะสม

ในคำถามเสียงของฝ่ายค้านเพียงพอที่จะล้มรัฐบาลได้หรือไม่นั้น โฆษกพรรคเพื่อไทย ระบุว่า ถ้านับดูตัวเลขแล้วเพียงพอ แต่ต้องรอดูสัญญาณหลายด้าน ข้อมูลเชิงประจักษ์ที่พรรคเพื่อไทยและพรรคร่วมฝ่ายค้านสื่อสารไป เห็นค่อนข้างชัดว่ารัฐบาลนี้บริหารผิดพลาดจริงๆ แต่ในจุดนั้นรอดูความชัดเจนและความจริงใจของพรรคร่วมฝ่ายค้านว่าจะร่วมมือหรือไม่ ไม่ใช่แค่พรรคเพื่อไทยที่พูดว่ารัฐบาลบริหารงานผิดพลาด หลายพรรคร่วมฝ่ายค้านก็สื่อสารในหลายเรื่อง เช่น ปัญหาคอลเซ็นเตอร์ เรื่องเงินสีเทา เมื่อถึงเวลาโหวตก็รอดูว่าพรรคนั้นเวลาพูดอย่าง เวลาทำในสภาฯ จะเป็นอย่างไร

เมื่อถามว่าได้พูดคุยกับพรรคประชาชนเรื่องการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจแล้วหรือยัง นายศึกษิษฏ์ ตอบว่า เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2568 นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย คุยนอกรอบไปแล้ว แนวทางน่าจะเห็นตรงกัน ทุกพรรคร่วมฝ่ายค้านสื่อสารตรงกันหมดว่ารัฐบาลบริหารจัดการผิดพลาดอย่างไร ทุกพรรคมีข้อมูลแน่นอยู่แล้ว แต่จะประสานงานอย่างไรให้การดำเนินงานในสภาฯ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

ทางด้านคำถามว่า มองอย่างไรที่พรรคประชาชนแบ่งรับแบ่งสู้กับรัฐบาลพรรคภูมิใจไทย นายศึกษิษฏ์ ตอบว่า เป็นการแสดงความจริงใจของพรรคประชาชน สส.พรรคประชาชน สื่อสารชัดเจนรัฐบาลทำงานผิดพลาด บุคลากรและรัฐมนตรีหลายคนเกี่ยวโยงกับทุนสีเทาอย่างไร ต้องรอดูเมื่อพูดออกมาแล้ว การกระทำจะทำตามสิ่งที่พูดหรือไม่

ในตอนท้าย นายศึกษิษฏ์ ยังกล่าวถึงโพลสำรวจความนิยมของความนิยมที่พรรคเพื่อไทย มีคะแนนตามพรรคประชาชนในภาคอีสาน ภาคกลาง ว่า ที่ผ่านมาพรรคเพื่อไทยแถลงทั้งการยกเครื่องพรรค การสื่อสารของพรรค การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างภายในพรรค และที่สำคัญตัวนโยบายและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค ยืนยันว่าหากมีการเปิดตัวทั้งสองเรื่องดังกล่าวนี้ เชื่อมั่นของประชาชนต่อพรรคกลับคืนมาอีกครั้งแน่นอน.

เพื่อไทยพร้อมยื่นซักฟอก มั่นใจคะแนนนิยมกลับมา

สถานการณ์ทางการเมืองไทยกำลังเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ พรรคเพื่อไทยแสดงความพร้อมอย่างเต็มที่ในการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล โดยเล็งเป้าไปที่นายกรัฐมนตรีในฐานะผู้นำสูงสุด พวกเขาพร้อมจะพิสูจน์ว่าสิ่งที่พรรคประชาชนพูดนั้นจะสอดคล้องกับการกระทำจริงหรือไม่ การยื่นซักฟอกครั้งนี้ถือเป็นความพยายามครั้งสำคัญของพรรคเพื่อไทยในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล

นอกจากนี้ พรรคเพื่อไทยยังมั่นใจว่าคะแนนนิยมของพรรคจะกลับมาอีกครั้ง หลังจากที่มีการปรับปรุงโครงสร้างภายในพรรค และเปิดตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ การปรับปรุงพรรคและการนำเสนอนโยบายใหม่ๆ จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนได้อีกครั้ง

ปัจจัยที่ทำให้เพื่อไทยมั่นใจว่าคะแนนนิยมจะกลับมา

  • การยกเครื่องพรรค: การปรับปรุงโครงสร้างและกระบวนการภายในพรรค
  • การสื่อสารที่ชัดเจน: การสื่อสารนโยบายและจุดยืนของพรรคไปยังประชาชน
  • การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างภายใน: การปรับบทบาทและหน้าที่ของสมาชิกพรรค
  • นโยบายที่โดนใจ: การนำเสนอนโยบายที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชน
  • แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี: การเปิดตัวผู้ที่เหมาะสมที่จะเป็นผู้นำประเทศ

ความพร้อมในการยื่นซักฟอกครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของพรรคเพื่อไทยในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล และสร้างความโปร่งใสในการบริหารประเทศ การอภิปรายไม่ไว้วางใจถือเป็นกลไกสำคัญในระบบรัฐสภา ที่เปิดโอกาสให้ฝ่ายค้านได้แสดงความเห็นและตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างละเอียด

พรรคเพื่อไทยหวังว่าการยื่นซักฟอกครั้งนี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นในประเทศ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่าพรรคเพื่อไทยพร้อมที่จะเป็นทางเลือกในการนำพาประเทศไปสู่อนาคตที่ดีกว่า การดำเนินการครั้งนี้จะช่วยให้ เพื่อไทยพร้อมยื่นซักฟอก มั่นใจคะแนนนิยมกลับมา อย่างแน่นอน นอกจากนี้พรรคเพื่อไทยยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการทำงานร่วมกันกับพรรคร่วมฝ่ายค้านอื่นๆ เพื่อให้การอภิปรายเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

การที่พรรคการเมืองต่างๆ ร่วมมือกันตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความโปร่งใสและความรับผิดชอบ หากทุกฝ่ายร่วมมือกันอย่างจริงจัง จะทำให้การบริหารประเทศเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง หาก เพื่อไทยพร้อมยื่นซักฟอก มั่นใจคะแนนนิยมกลับมา จะสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับประเทศได้

การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในพรรคเพื่อไทย ไม่ว่าจะเป็นการปรับปรุงโครงสร้าง การสื่อสาร หรือการนำเสนอนโยบายใหม่ๆ ล้วนมีเป้าหมายเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน และแสดงให้เห็นว่าพรรคพร้อมที่จะเป็นผู้นำในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ของประเทศ ดังนั้น หากประชาชนให้โอกาส พรรคเพื่อไทยก็พร้อมที่จะพิสูจน์ตัวเอง

ท้ายที่สุดแล้ว การตัดสินใจว่าจะให้ความไว้วางใจใครเป็นเรื่องของประชาชน พรรคเพื่อไทยเพียงแต่ต้องแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความสามารถในการบริหารประเทศ เพื่อให้ประชาชนมั่นใจว่าพรรคเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด เพื่อไทยพร้อมยื่นซักฟอก มั่นใจคะแนนนิยมกลับมา และพร้อมที่จะทำงานเพื่อประชาชนอย่างเต็มที่

การเมืองไทยในอนาคตจะเป็นอย่างไรนั้นขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของประชาชน แต่พรรคเพื่อไทยก็พร้อมที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างอนาคตที่ดีกว่าสำหรับทุกคน

ที่มา – เพื่อไทยพร้อมยื่นซักฟอก มั่นใจคะแนนนิยมกลับมาหลังยกเครื่อง-เปิดหน้าแคนดิเดตนายกฯ

ตม. ดูแล “นักศึกษาไทยโคม่า” กลับบ้านเต็มกำลัง

“สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง” ทุ่มเต็มกำลังดูแล “นักศึกษาไทยโคม่า” กลับบ้าน หลังได้รับน้ำใจจากมหาวิทยาลัยชอนนัม และ “อียองแอ” นักแสดงชื่อดังเกาหลี

เมื่อวันที่ 15 พ.ย. 2568 พลตำรวจโท ภานุมาศ บุญญลักษม์ ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ได้สั่งการให้ พลตำรวจตรี คธาธร คำเที่ยง ผู้บังคับการตรวจคนเข้าเมือง 2 จัดกำลังเจ้าหน้าที่ ด่าน ตม.ทอ.สุวรรณภูมิ อำนวยความสะดวกด้านพิธีการเข้าเมืองอย่างเร่งด่วนเป็นกรณีพิเศษแก่ น.ส.ศริญญา นักศึกษาไทยในโครงการแลกเปลี่ยนมหาวิทยาลัยชอนนัม ซึ่งล้มหมดสติในหอพักจากอาการเลือดคั่งใต้เยื่อหุ้มสมอง

พันตำรวจเอก พงศ์ธร พงศ์รัชตนันทน์ รองผู้บังคับการตรวจคนเข้าเมือง 2 ในฐานะโฆษกกองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 2 เผยว่า ด่าน ตม.ทอ.สุวรรณภูมิ ได้ประสานงานร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ และบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) อย่างใกล้ชิดตั้งแต่ก่อนเครื่องบินเดินทางถึงประเทศไทย เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับผู้ป่วยซึ่งต้องได้รับการดูแลทางการแพทย์อย่างต่อเนื่อง

ต่อมา ในเวลา 23.20 น. เที่ยวบิน KE653 ของสายการบินโคเรียนแอร์ เดินทางถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองได้ขึ้นตรวจอนุญาตเข้าเมืองถึงบริเวณเครื่องบิน พร้อมจัดเจ้าหน้าที่สนับสนุนการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยร่วมกับทีมแพทย์อย่างรวดเร็วและราบรื่น เพื่อไม่ให้เกิดความล่าช้าที่อาจกระทบต่ออาการของผู้ป่วยแม้แต่นาทีเดียว

สำหรับการเดินทางกลับของ น.ส.ศริญญา ครั้งนี้ เป็นผลจากการร่วมแรงร่วมใจของหลายภาคส่วนในประเทศเกาหลีใต้ โดยชมรมอาสา Rhythm of Hope ของมหาวิทยาลัยชอนนัม และ “อียองแอ” นักแสดงชื่อดังจากบท “แดจังกึม” ต่างร่วมบริจาคสมทบค่ารักษาพยาบาลและค่าใช้จ่ายในการเคลื่อนย้าย ส่งผลให้เธอสามารถเดินทางกลับประเทศไทยได้อย่างปลอดภัย

อย่างไรก็ตาม สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ระบุว่า การดำเนินงานครั้งนี้เป็นภารกิจสำคัญที่สะท้อนเจตนารมณ์ของตำรวจตรวจคนเข้าเมืองไทย ในการดูแลชีวิตและความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนอย่างเต็มความสามารถ โดยยืนยันว่าจะเดินหน้าปฏิบัติหน้าที่ด้วยหัวใจและความห่วงใยต่อประชาชนทุกคน.

ตม.ทุ่มเต็มกำลัง ดูแล “นักศึกษาไทยโคม่า” กลับบ้าน หลังได้รับน้ำใจจากคนเกาหลี

เรื่องราวความช่วยเหลือที่เกิดขึ้นกับนักศึกษาไทยในเกาหลีใต้ สะท้อนให้เห็นถึงน้ำใจและความเอื้ออาทรที่เกิดขึ้นข้ามพรมแดน ไม่ว่าจะเป็นจากมหาวิทยาลัยชอนนัม อียองแอ นักแสดงชื่อดัง หรือแม้แต่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองของไทยเอง ที่ต่างก็ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลืออย่างเต็มที่ เพื่อให้นักศึกษาไทยที่ประสบเหตุร้ายได้กลับบ้านอย่างปลอดภัย

การที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) เข้ามามีบทบาทในการอำนวยความสะดวกและดูแล “นักศึกษาไทยโคม่า” ครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจและความพร้อมในการให้ความช่วยเหลือแก่คนไทยในต่างแดน ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นเช่นไร

บทบาทของ ตม. ในการดูแล “นักศึกษาไทยโคม่า” และคนไทยในต่างแดน

ตม. ไม่ได้มีหน้าที่เพียงแค่ตรวจคนเข้าเมืองเท่านั้น แต่ยังมีบทบาทสำคัญในการดูแลและให้ความช่วยเหลือคนไทยที่เดินทางไปต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีฉุกเฉินหรือเกิดเหตุร้าย การประสานงานกับสถานทูต สถานกงสุล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในต่างประเทศ ถือเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้ความช่วยเหลือเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

การอำนวยความสะดวกด้านพิธีการเข้าเมืองอย่างเร่งด่วน การจัดเจ้าหน้าที่สนับสนุนการเคลื่อนย้ายผู้ป่วย และการประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ ล้วนเป็นสิ่งที่ ตม. สามารถทำได้เพื่อช่วยเหลือคนไทยในต่างแดนให้กลับบ้านอย่างปลอดภัย

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับ “นักศึกษาไทยโคม่า” ในครั้งนี้ เป็นเครื่องเตือนใจให้เราเห็นถึงความสำคัญของการเตรียมพร้อมรับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ การมีประกันสุขภาพ การแจ้งข้อมูลการเดินทางให้ญาติหรือเพื่อนสนิททราบ และการติดต่อสถานทูตหรือสถานกงสุลในกรณีฉุกเฉิน ล้วนเป็นสิ่งที่ควรทำเพื่อความปลอดภัยของตัวเราเอง

นอกจากนี้ การมีน้ำใจและเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อผู้อื่น ก็เป็นสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน ดังเช่นน้ำใจที่คนเกาหลีได้มอบให้กับนักศึกษาไทยในครั้งนี้ แสดงให้เห็นว่าความช่วยเหลือเล็กๆ น้อยๆ ก็สามารถสร้างความแตกต่างที่ยิ่งใหญ่ได้

เรื่องราวของ “นักศึกษาไทยโคม่า” ที่ได้รับการช่วยเหลือจากคนเกาหลีและการดูแลอย่างเต็มที่จาก ตม. เป็นเรื่องราวที่สร้างความประทับใจและเป็นกำลังใจให้กับทุกคน เราขอเป็นกำลังใจให้นักศึกษาไทยคนดังกล่าวหายป่วยและกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุขในเร็ววัน

ที่มา – ตม.ทุ่มเต็มกำลัง ดูแล “นักศึกษาไทยโคม่า” กลับบ้าน หลังได้รับน้ำใจจากคนเกาหลี

จุลพันธ์ ซัด! คำพูดนายกฯ ฉุดไทยถูกกดดัน

“จุลพันธ์” ซัดคำพูดนายกฯ ขาดความรอบคอบ ฉุดประเทศไทยตกที่นั่งถูกกดดันรอบด้าน เสี่ยงเสียเปรียบทั้งความมั่นคงและเศรษฐกิจ โฆษกเพื่อไทยตั้งคำถามประชาชน-ฝ่ายค้าน ควรให้รัฐบาลทำงานต่อหรือไม่

เมื่อเวลา 10.33 น. วันที่ 16 พฤศจิกายน 2568 นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า การบริหารประเทศต้องตั้งอยู่บนหลักคิดและการประเมินสถานการณ์รอบด้าน ไม่ใช่ตอบสนองด้วยอารมณ์หรือคำพูดที่ขาดการชั่งน้ำหนัก ถ้อยคำของผู้นำไม่ได้สะท้อนแค่ความคิดเห็นส่วนตัว แต่สะท้อนท่าทีประเทศไทยต่อประชาคมโลก

นายจุลพันธ์ ระบุต่อไปว่า เหตุการณ์ล่าสุดทำให้เห็นการสื่อสารที่ขาดความรอบคอบ การใช้ถ้อยคำที่อาจตีความได้หลากหลาย ส่งผลกระทบในระดับการทูตและเศรษฐกิจได้ทันที ทั้งที่ประเทศไทยควรอยู่ในจุดที่มีหลักฐานรองรับ สามารถยืนยันต่อเวทีนานาชาติว่าเหตุการณ์ละเมิดเริ่มต้นจากฝ่ายกัมพูชา แต่การส่งสัญญาณที่คลาดเคลื่อนทำให้ประเทศต้องเผชิญความกดดันจากหลายทิศทาง เรามีพื้นฐานที่น่าจะใช้สร้างความได้เปรียบได้ดีกว่านี้ ประเทศไทยมีมูลค่าการค้ากับสหรัฐฯ 3 ล้านล้านบาทต่อปี ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนถึงรายได้ ความเป็นอยู่ของประชาชนหลายสิบล้านคน การสื่อสารทางการเมืองที่เชื่อมโยงประเด็นเศรษฐกิจ ความมั่นคง โดยไม่ประเมินผลกระทบให้รอบด้าน อาจทำให้ความร่วมมือสำคัญหลายด้านชะงัก รวมถึงมาตรการปราบเครือข่ายคอลเซ็นเตอร์

ทั้งนี้ ในอดีตประเทศไทยเคยใช้ความร่วมมือทวิภาคี พหุภาคี การทูตเชิงรุก สร้างความเข้าใจกับนานาประเทศ บนพื้นฐานข้อมูลหลักฐาน ทำให้รักษาความได้เปรียบทางยุทธศาสตร์อย่างต่อเนื่อง แต่สถานการณ์ครั้งนี้กลับไม่ใช้กลไกเหล่านั้นอย่างเต็มประสิทธิภาพ ข้อมูลไทยถูกสื่อสารไม่ทันกับการตีความของนานาชาติ ทำให้ตกอยู่ในสถานะประนีประนอมได้ยากกว่าเดิม วันนี้ไทยอยู่ในจุดถูกกดดันทั้งสองด้าน จากประเทศคู่กรณี และประเทศที่เป็นคู่ความร่วมมือสำคัญ เราสามารถบริหารจัดการให้ดีกว่านี้ได้ หากการประสานงาน การสื่อสาร และการดำเนินกลยุทธ์ทางการทูตถูกวางอย่างเป็นระบบ แม่นยำมากกว่านี้ อยากชวนสังคมไทยร่วมพิจารณาอย่างใจเย็นว่า เมื่อผลลัพธ์การบริหารครั้งนี้นำพาให้สูญเสียความได้เปรียบ ต้องเผชิญสถานการณ์ยากลำบาก ประเทศไทยควรเดินอย่างไรต่อไป เพื่อรักษาผลประโยชน์ชาติและประชาชนให้มากที่สุด

ทางด้าน นายศึกษิษฏ์ ศรีจอมขวัญ โฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงถึงความล้มเหลวในการบริหารจัดการแก้ไขข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชาจนส่งผลกระทบต่อเวทีโลก ว่า รัฐบาลมีหน้าที่ปกป้องอธิปไตยและมีสิทธิตอบโต้อย่างมีสัดส่วนเมื่อประเทศถูกรุกล้ำ แต่การบริหารจัดการของรัฐบาลพรรคภูมิใจไทยไม่มีวุฒิภาวะของนายกรัฐมนตรี บางคำอาจเป็นเหตุสุ่มเสี่ยงให้เสียดินแดน ผลักพันธมิตรออกห่าง ไม่สนใจหาแนวร่วมทางการทูต จนประเทศเสียเปรียบในกรอบทวิภาคีและพหุภาคี ปล่อยให้กัมพูชาติดต่อมาเลเซียกับสหรัฐฯ ได้ก่อน ผลการบริหารที่ไร้ประสิทธิภาพทำให้ไทยกลืนไม่เข้าคายไม่ออก นอกจากเผชิญหน้ากับกัมพูชาแล้ว ยังเจอแรงกดดันจากอเมริกา ทั้งที่สามารถรับมือกับสถานการณ์ได้ดีกว่านี้ โดยไม่เปิดช่องให้ไทยเสียเปรียบ “ขอตั้งคำถามไปยังประชาชน และพรรคการเมืองฝ่ายค้านว่า สิ่งที่รัฐบาลกระทำเป็นความผิดพลาดเพียงพอที่จะไว้วางใจให้บริหารประเทศต่อไปได้หรือไม่”

“จุลพันธ์” ซัดคำพูดนายกฯ ขาดความรอบคอบ ฉุดไทยตกที่นั่งถูกกดดันรอบด้าน

จากกรณีที่นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การบริหารจัดการสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาของรัฐบาล โดยมองว่าคำพูดของนายกรัฐมนตรีขาดความรอบคอบ และนำพาประเทศไทยไปสู่สถานการณ์ที่ถูกกดดันจากนานาชาติ ทั้งในด้านความมั่นคงเเละเศรษฐกิจ ประเด็นดังกล่าวกลายเป็นที่ถกเถียงในวงกว้างเกี่ยวกับความเหมาะสมในการแสดงท่าทีของผู้นำประเทศในสถานการณ์ละเอียดอ่อนเช่นนี้

สิ่งที่นายจุลพันธ์เน้นย้ำคือ การที่ผู้นำต้องมีความระมัดระวังในการใช้ถ้อยคำ เนื่องจากส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์เเละความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้โดยตรง คำพูดที่ไม่ผ่านการไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วน อาจนำไปสู่ความเข้าใจผิด การตีความที่คลาดเคลื่อน และท้ายที่สุดก็ส่งผลเสียต่อผลประโยชน์ของชาติได้

ความสำคัญของการทูตเชิงรุก

นายจุลพันธ์ยังชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการทูตเชิงรุก และการใช้กลไกความร่วมมือระหว่างประเทศอย่างเต็มประสิทธิภาพ เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง และรักษาผลประโยชน์ของชาติในเวทีโลก การขาดการวางแผนเเละการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ อาจทำให้ประเทศไทยตกอยู่ในสถานะที่เสียเปรียบ และยากต่อการเจรจาต่อรอง

  • การสื่อสารที่ชัดเจนเเละแม่นยำ
  • การใช้ข้อมูลเเละหลักฐานที่น่าเชื่อถือ
  • การสร้างความเข้าใจอันดีกับนานาชาติ

เหล่านี้เป็นองค์ประกอบสำคัญของการทูตที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งจะช่วยให้ประเทศไทยสามารถรักษาบทบาทที่สร้างสรรค์ เเละได้รับความไว้วางใจในเวทีโลก

สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นว่า การบริหารประเทศในยุคปัจจุบัน ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การบริหารจัดการภายในประเทศเท่านั้น แต่ยังต้องคำนึงถึงบริบทระหว่างประเทศ และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการตัดสินใจของผู้นำด้วย การดำเนินนโยบายต่างประเทศอย่างรอบคอบ และการให้ความสำคัญกับการทูตเชิงรุก จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับประเทศไทย

ดังนั้น การที่ “จุลพันธ์” ซัดคำพูดนายกฯ ขาดความรอบคอบ ฉุดไทยตกที่นั่งถูกกดดันรอบด้าน จึงเป็นประเด็นที่ควรค่าแก่การพิจารณาอย่างรอบด้าน เพื่อให้ประเทศไทยสามารถดำเนินนโยบายต่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ และรักษาผลประโยชน์ของชาติได้อย่างยั่งยืน สถานการณ์นี้เป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้เราต้องกลับมาทบทวนถึงความสำคัญของการสื่อสารทางการเมือง และการดำเนินนโยบายต่างประเทศอย่างรอบคอบ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีกในอนาคต

ที่มา – “จุลพันธ์” ซัดคำพูดนายกฯ ขาดความรอบคอบ ฉุดไทยตกที่นั่งถูกกดดันรอบด้าน