วัน: 17 พฤศจิกายน 2025

ออสการ์ออกจาก รพ. หลังปัญหาหัวใจ

ออสการ์ อดีตกองกลางเชลซีและทีมชาติบราซิล ได้ออกจากโรงพยาบาลแล้ว หลังจากเข้ารับการรักษาเมื่อสัปดาห์ที่แล้วเนื่องจากปัญหาเกี่ยวกับหัวใจ

ดาวเตะวัย 34 ปี เกิดอาการผิดปกติขณะเข้ารับการตรวจร่างกายก่อนเปิดฤดูกาลใหม่ที่ศูนย์ฝึกซ้อมของเซาเปาโล เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา

เซาเปาโล แถลงการณ์ว่า ออสการ์ออกจากโรงพยาบาล Einstein Israelita ในวันอาทิตย์ และ “มีอาการคงที่และสบายดีตลอดการพักรักษาตัว”

“การตรวจสอบอย่างละเอียดที่ดำเนินการในโรงพยาบาล ยืนยันว่าผู้เล่นมีอาการหมดสติจากภาวะวาสોวาเกิล ซินโคป” แถลงการณ์กล่าว

ภาวะวาสોวาเกิล ซินโคป เป็นอาการหมดสติทั่วไปที่เกิดจากการลดลงอย่างกะทันหันของความดันโลหิตและอัตราการเต้นของหัวใจ

สโมสรกล่าวว่า ออสการ์ “จะปฏิบัติตามโปรแกรมพักฟื้นทางการแพทย์ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า”

ออสการ์เริ่มต้นอาชีพค้าแข้งกับเซาเปาโล และกลับมาร่วมทีมอีกครั้งเมื่อปีที่แล้วด้วยสัญญา 3 ปี จนถึงปี 2027 หลังจากใช้เวลา 8 ปีในการเล่นในประเทศจีน

ออสการ์ออกจาก รพ. หลังปัญหาหัวใจ

เรื่องราวของ ออสการ์ออกจาก รพ. หลังปัญหาหัวใจ ได้สร้างความตกใจให้กับแฟนบอลทั่วโลก หลายคนส่งกำลังใจให้อดีตดาวเตะเชลซีรายนี้หายป่วยโดยเร็ว

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นขณะที่ออสการ์กำลังเตรียมตัวสำหรับฤดูกาลใหม่กับเซาเปาโล สโมสรที่เขาเคยเริ่มต้นอาชีพค้าแข้ง การตรวจร่างกายเป็นขั้นตอนปกติที่นักกีฬาต้องเผชิญก่อนเริ่มฤดูกาล แต่โชคร้ายที่ออสการ์เกิดอาการผิดปกติขึ้น

ทางสโมสรเซาเปาโลได้ให้การดูแลออสการ์อย่างใกล้ชิด และส่งตัวเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลทันที ทีมแพทย์ได้ทำการตรวจสอบอย่างละเอียด และพบว่าออสการ์มีอาการหมดสติจากภาวะวาสોวาเกิล ซินโคป

ภาวะวาสોวาเกิล ซินโคปคืออะไร?

ภาวะวาสોวาเกิล ซินโคป เป็นภาวะที่พบได้บ่อย เกิดจากการที่ร่างกายตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้นบางอย่าง เช่น ความเครียด ความกลัว หรือการยืนเป็นเวลานาน ทำให้ความดันโลหิตและอัตราการเต้นของหัวใจลดลงอย่างกะทันหัน ส่งผลให้เลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ และหมดสติในที่สุด

อาการของภาวะวาสોวาเกิล ซินโคป ได้แก่ หน้ามืด เวียนศีรษะ คลื่นไส้ เหงื่อออก และหมดสติ โดยทั่วไปแล้ว อาการเหล่านี้จะเกิดขึ้นเพียงชั่วครู่ และผู้ป่วยจะฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว

แม้ว่าภาวะวาสોวาเกิล ซินโคป จะไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต แต่ก็อาจทำให้เกิดอุบัติเหตุได้หากผู้ป่วยหมดสติในสถานการณ์ที่ไม่ปลอดภัย ดังนั้น ผู้ที่มีอาการของภาวะนี้ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุและรับการรักษาที่เหมาะสม

สำหรับ ออสการ์ออกจาก รพ. หลังปัญหาหัวใจ ถือเป็นข่าวดีสำหรับแฟนบอลของเขา แม้ว่าเขาจะต้องพักฟื้นร่างกายอีกสักระยะ แต่การที่เขาออกจากโรงพยาบาลได้ แสดงว่าอาการของเขาดีขึ้นแล้ว

หวังว่าออสการ์จะกลับมาแข็งแรงและลงสนามได้ในเร็ววัน แฟนบอลยังคงรอคอยที่จะได้เห็นฝีเท้าของเขาอีกครั้ง

เรื่องนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้เราใส่ใจสุขภาพและให้ความสำคัญกับการตรวจร่างกายเป็นประจำ โดยเฉพาะนักกีฬาอาชีพที่ต้องใช้ร่างกายอย่างหนัก การตรวจร่างกายจะช่วยให้ตรวจพบความผิดปกติได้ตั้งแต่เนิ่นๆ และป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาสุขภาพที่ร้ายแรงได้

การดูแลสุขภาพหัวใจเป็นสิ่งสำคัญสำหรับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นนักกีฬาหรือไม่ก็ตาม การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และการพักผ่อนให้เพียงพอ ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้หัวใจแข็งแรง

ขอให้ออสการ์หายป่วยโดยเร็ว และกลับมาสร้างสรรค์ผลงานในสนามได้อีกครั้ง

ที่มา – Oscar discharged from hospital after heart issue

ฮุน เซน เตือน! อย่าสุดโต่งสินค้าไทย ผลิตในกัมพูชาคือของเรา

ฮุน เซน ประธานวุฒิสภาแห่งกัมพูชา ออกโรงเตือนประชาชนชาวกัมพูชาอีกครั้งให้ระมัดระวังและอย่าแสดงออกอย่าง “อย่าสุดโต่ง” ประเด็นสินค้าไทย โดยเน้นย้ำว่าตราบใดที่สินค้ามีการผลิตภายในประเทศกัมพูชา ไม่ว่าเจ้าของจะเป็นใคร สินค้านั้นก็ถือเป็นของกัมพูชา

คำกล่าวนี้เกิดขึ้นในระหว่างที่ฮุน เซน เป็นผู้แทนพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระบรมนาถ นโรดม สีหมุนี ในพิธีเปิดการประชุมสมัชชาสงฆ์แห่งชาติ ครั้งที่ 33 ณ สถาบันศึกษาแห่งชาติ ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญที่เขาได้สื่อสารกับประชาชนในวงกว้าง

ฮุน เซน เตือน! อย่าสุดโต่งสินค้าไทย ผลิตในกัมพูชาคือของเรา

ฮุน เซน ได้ยกตัวอย่างที่เข้าใจง่ายแก่ประชาชน เช่น สถานีบริการน้ำมันของไทย แม้ว่าบริษัทแม่จะมีต้นกำเนิดจากประเทศไทย แต่ปัจจุบัน สถานีบริการน้ำมันในกัมพูชาไม่ได้นำเข้าน้ำมันจากประเทศไทยโดยตรง แต่เป็นการนำเข้าจากสิงคโปร์แทน ดังนั้น ประชาชนจึงสามารถใช้บริการได้อย่างสบายใจ

“ผมขอย้ำอีกครั้งว่า อย่าสุดโต่ง ประเด็นสินค้าไทย จนถึงขั้นไม่ยอมซื้อสินค้าที่นักลงทุนไทยผลิตในกัมพูชา นี่เป็นหลักการที่ไม่ถูกต้อง เมื่อเขาผลิตในกัมพูชา ให้ถือว่าเป็นสินค้าของกัมพูชา” ฮุน เซน กล่าวย้ำ

เขายังเสริมอีกว่า “สถานีบริการน้ำมันทุกวันนี้ ไม่ได้นำน้ำมันจากไทยมาขายแล้ว แต่นำเข้าน้ำมันจากสิงคโปร์ จากมาเลเซียมาขาย แต่ก็ยังไม่ไปเติมน้ำมัน” สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลของเขาต่อทัศนคติที่อาจส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจของประเทศ

ฮุน เซน มองว่าการกระทำเช่นนี้เป็นพฤติกรรมที่เกินกว่าเหตุ หากประชาชนยังคง “อย่าสุดโต่ง” ประเด็นสินค้าไทย นั่นอาจนำไปสู่การทำลายเศรษฐกิจของประเทศตนเอง ดังนั้น เขาเสนอว่าประชาชนควรคว่ำบาตรเฉพาะสินค้าที่นำเข้าจากประเทศไทยเท่านั้น แต่หากเป็นสินค้าที่ผลิตในประเทศ ไม่ว่าผู้ผลิตจะเป็นชนชาติใด ก็ควรสนับสนุนเพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจของชาติโดยรวม

จากคำกล่าวของฮุน เซน นักลงทุนที่ทำการผลิตในกัมพูชา ไม่ว่าจะเป็นชนชาติใดก็ตาม สินค้าของพวกเขาก็ควรได้รับการยอมรับว่าเป็นผลิตภัณฑ์ของกัมพูชา เขายกตัวอย่างบริษัทของไทยที่เลี้ยงไก่และผลิตไข่ไก่ในกัมพูชา บริษัทผลิตปูนซีเมนต์ และสถานีบริการน้ำมัน เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจน

ทำไมฮุน เซน ถึงเตือนเรื่อง “อย่าสุดโต่ง” ประเด็นสินค้าไทย

ฮุน เซน ต้องการสร้างความสมดุลทางความคิดและยับยั้งพฤติกรรมสุดโต่ง เพื่อสนับสนุนสินค้าที่ผลิตภายในประเทศ อันจะนำมาซึ่งการเติบโตทางเศรษฐกิจและความมั่นคงของการลงทุนในกัมพูชาในระยะยาว เขาเชื่อว่าการสนับสนุนการผลิตภายในประเทศเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืน

สรุปได้ว่า ฮุน เซน กำลังพยายามสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับความสำคัญของการลงทุนและการผลิตภายในประเทศ โดยเน้นย้ำว่า “อย่าสุดโต่ง” ประเด็นสินค้าไทย และให้การสนับสนุนสินค้าที่ผลิตในกัมพูชาเพื่อผลประโยชน์ร่วมกันของชาติ

การที่ฮุน เซน ออกมาเน้นย้ำเรื่องนี้ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการสร้างบรรยากาศการลงทุนที่เป็นมิตร และการส่งเสริมให้ประชาชนสนับสนุนสินค้าที่ผลิตในประเทศ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของกัมพูชาให้เติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต

ที่มา – ฮุน เซน เตือนชาวกัมพูชา “อย่าสุดโต่ง” ประเด็นสินค้าไทย ชี้ผลิตในกัมพูชา ถือเป็นสินค้ากัมพูชา

ไทยลุยปิดดีลการค้าสหรัฐฯ สิ้นปี 68

“เอกนิติ” ถกทีมไทยแลนด์ เดินหน้าดีลการค้ากับสหรัฐฯ ต่อ ย้ำชัดแยกประเด็นการเมืองออกจากการเจรจาการค้า คงเป้าเดิมปิดการเจรจาให้ได้ภายในสิ้นปีนี้

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยความคืบหน้าการเจรจาการค้าระหว่างไทยและสหรัฐฯ ว่า เมื่อเช้า (17 พ.ย.68) ได้มีการประชุมนอกรอบทีมไทยแลนด์ ร่วมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ผ่านระบบออนไลน์ ซึ่งขณะนี้ปฏิบัติภารกิจอยู่ที่สหรัฐอเมริกา เกี่ยวกับยุทธศาสตร์การเจรจา ยืนยันจะยังคงเดินหน้าการเจรจาตามกรอบเดิม และยังมีเป้าหมายปิดการเจรจาให้ได้ภายในสิ้นปี 2568 ตามโรดแมปที่กำหนดไว้ นโยบายเดิมยังเดินหน้าต่อ ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งความต่อเนื่องของกระบวนการเจรจาและหลักการที่ชัดเจนเป็นสิ่งที่ทั้งสองฝ่ายรับรู้ร่วมกัน คาดว่าประเด็นภาษีจะมีความชัดเจนเพิ่มขึ้นในช่วงปลายปีนี้

สำหรับประเด็นสำคัญที่ไทยยืนยันกับสหรัฐฯ คือ “การแยกเรื่องการเมืองออกจากประเด็นการค้าอย่างเด็ดขาด” โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้หารือเรื่องนี้กับนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ซึ่งนายเอกนิติระบุว่า การพูดคุยของผู้นำทั้งสองประเทศถือเป็นสัญญาณเชิงบวกว่าฝ่ายสหรัฐฯ จะไม่เชื่อมโยงการเมืองกับการเจรจาการค้า

“ท่านนายกฯ ได้ย้ำกับประธานาธิบดีสหรัฐฯ ว่า เรื่องการเมืองและเรื่องการค้าเป็นคนละเรื่องกัน และสหรัฐฯ ก็รับหลักการนี้อย่างชัดเจน” นายเอกนิติกล่าว

ในส่วนของเอกสารจากสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ที่ส่งมาก่อนหน้านี้นั้น น่าจะจัดทำขึ้นก่อนที่ผู้นำทั้งสองฝ่ายจะมีการหารือ ดังนั้นฝ่ายไทยจึงรอให้ท่าทีจากประธานาธิบดีสหรัฐฯ ถูกส่งต่ออย่างเป็นทางการมายัง USTR ในฝั่งของไทย เราจะเดินตามกรอบเดิมทุกอย่าง ไม่หยุด ไม่ชะลอ ขณะที่สหรัฐฯ เองก็น่าจะต้องกลับไปหารือภายในก่อนส่งสัญญาณตอบกลับอย่างเป็นทางการอีกครั้ง

สำหรับการเตรียมแผนสำรอง นายเอกนิติ กล่าวว่า ไทยมุ่งเน้นสร้างความเข้มแข็งภายในประเทศเป็นอันดับแรก เช่น การกระตุ้นการบริโภคภายในผ่านมาตรการ “คนละครึ่ง พลัส” และ “เที่ยวดี มีคืน” รวมถึงการเร่งรัดการเบิกจ่าย ส่วนการขยายตลาดส่งออกใหม่ ไทยยังคงดำเนินการเจรจากับตลาดอาเซียน อินเดีย และจีน เพื่อสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

การเดินหน้า ไทยลุยปิดดีลการค้าสหรัฐฯ สิ้นปี 68 ถือเป็นความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการผลักดันเศรษฐกิจของประเทศ การเจรจาที่เป็นไปในทิศทางบวกกับสหรัฐฯ แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ และความตั้งใจที่จะขยายโอกาสทางการค้าร่วมกัน

ไทยลุยปิดดีลการค้าสหรัฐฯ สิ้นปี 68

การที่รัฐบาลไทยตั้งเป้า ไทยลุยปิดดีลการค้าสหรัฐฯ สิ้นปี 68 แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการกระตุ้นเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศ การเจรจาที่แยกประเด็นทางการเมืองออกจากการค้า ถือเป็นหลักการสำคัญที่ทำให้การเจรจาเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ความสำคัญของการปิดดีลการค้า ไทย-สหรัฐฯ

การปิดดีลการค้าระหว่างไทยและสหรัฐฯ ภายในสิ้นปี 2568 มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อเศรษฐกิจของประเทศไทย เนื่องจากจะช่วยเพิ่มโอกาสในการส่งออกสินค้าไทยไปยังตลาดสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตลาดขนาดใหญ่ การลดหรือยกเลิกภาษีศุลกากรจะทำให้สินค้าไทยสามารถแข่งขันได้มากขึ้น และส่งผลให้ผู้ประกอบการไทยมีรายได้เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ยังเป็นการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ซึ่งจะสร้างงานและกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะยาว

นอกจากผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจแล้ว การปิดดีลการค้ายังส่งผลดีต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การที่ผู้นำของทั้งสองประเทศให้ความสำคัญกับการเจรจาการค้า แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นและความร่วมมือระหว่างกัน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการแก้ไขปัญหาต่างๆ ร่วมกันในอนาคต

อย่างไรก็ตาม การเจรจาการค้าเป็นกระบวนการที่ซับซ้อนและต้องใช้เวลา การที่ ไทยลุยปิดดีลการค้าสหรัฐฯ สิ้นปี 68 จำเป็นต้องมีการเตรียมความพร้อมอย่างรอบคอบ และต้องมีการปรับตัวเพื่อให้สอดคล้องกับข้อตกลงทางการค้าใหม่ๆ ผู้ประกอบการไทยควรศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับกฎระเบียบและมาตรฐานต่างๆ ของสหรัฐฯ เพื่อให้สามารถส่งออกสินค้าได้อย่างราบรื่น

การสนับสนุนจากภาครัฐก็มีความสำคัญเช่นกัน รัฐบาลควรให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน พัฒนาเทคโนโลยี และอบรมบุคลากร เพื่อให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก

การที่รัฐบาลไทยผลักดันให้เกิดข้อตกลง ไทยลุยปิดดีลการค้าสหรัฐฯ สิ้นปี 68 นั้น ถือเป็นสัญญาณที่ดีต่อเศรษฐกิจไทย และแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาประเทศอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของการเจรจาต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน เพื่อให้ประเทศไทยสามารถได้รับประโยชน์สูงสุดจากการค้ากับสหรัฐอเมริกา

โดยรวมแล้ว การเดินหน้า ไทยลุยปิดดีลการค้าสหรัฐฯ สิ้นปี 68 เป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทย การวางแผนและเตรียมความพร้อมอย่างรอบคอบ จะช่วยให้เราสามารถใช้ประโยชน์จากโอกาสนี้ได้อย่างเต็มที่

ที่มา – ไทยลุยปิดดีลการค้าสหรัฐฯ สิ้นปี 68 “เอกนิติ” ชี้ผู้นำสหรัฐฯ รับหลักการ “ไม่โยงการเมือง”

“ภราดร” เตรียมชง ครม. เยียวยาน้ำท่วมเพิ่ม สูงสุด 4 เดือน

รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผย เตรียมเสนอคณะรัฐมนตรีเยียวยาน้ำท่วมเพิ่มเติม จ่ายแบบขั้นบันไดรายเดือน สูงสุด 4 เดือน

เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้กำกับดูแลสำนักงบประมาณ เปิดเผยถึงความคืบหน้าการออกมาตรการเยียวยาน้ำท่วมเพิ่มให้พี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมเป็นเวลานานว่า ให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) จัดทำแผนพิจารณาปรับหลักเกณฑ์เยียวยาน้ำท่วมเพิ่มเติม นอกเหนือจาก 9,000 บาท ที่ได้รับไปก่อนหน้านี้แล้ว

นายภราดร ระบุว่า สำหรับประชาชนที่ได้รับผลกระทบอยู่กับน้ำท่วมนาน มากกว่า 30 วัน มากกว่า 60 วัน มากกว่า 90 วัน และมากกว่า 120 วัน ซึ่งจะเป็นขั้นบันได 4 ขั้น ตามที่นายกรัฐมนตรีได้ประกาศไว้ ระหว่างลงพื้นที่ดูน้ำท่วม จ.พระนครศรีอยุธยา เป็นการตั้งเกณฑ์ไว้คร่าวๆ จะเป็นการชดเชยรายเดือน ส่วนจะชดเชยเท่าไร ปภ. กำลังทำข้อมูลอยู่

นายภราดร ยังบอกอีกว่า จะพยายามนำเรื่องนี้เข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี วันที่ 18 พฤศจิกายน โดยตนเองได้รับมอบหมายจากนายกฯ ให้ติดตามเรื่องนี้ และได้ติดตามทาง ปภ. ที่ขณะนี้ได้ทำหนังสือขอความเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 3-4 หน่วยงาน ก็จะนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีให้ทันวันพรุ่งนี้

ส่วนเงินเยียวยาน้ำท่วมเพิ่มจะได้เท่ากันทุกหลังคาเรือนหรือไม่ นายภราดร ระบุว่า ไม่เท่ากัน จะพิจารณาจ่ายเป็นขั้นบันได เป็นรายเดือน เนื่องจากเป็นการเยียวยาเพิ่มเติม สำหรับผู้ที่ถูกน้ำท่วมขังเป็นเวลานาน ซึ่งจะนับตั้งแต่วันที่ถูกน้ำท่วมขัง พร้อมยกตัวอย่างที่จ.พระนครศรีอยุธยา มีน้ำท่วมขังเป็นเวลา 4 เดือนแล้ว ซึ่งรัฐบาลเห็นใจ และเห็นว่าเป็นค่าเสียโอกาสของประชาชนจริงๆ จึงต้องเยียวยาให้สมน้ำสมเนื้อ มากกว่า 9,000 บาท ที่จ่ายไปแล้วทุกครัวเรือน โดยตอนนี้คุยกันไว้ที่ 4 เดือน ซึ่งจะเป็นการใช้งบประมาณกลาง

“ภราดร” เตรียมชง ครม. เยียวยาน้ำท่วมเพิ่ม สูงสุด 4 เดือน

จากสถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ของประเทศไทย ส่งผลกระทบต่อประชาชนเป็นจำนวนมาก รัฐบาลจึงได้เร่งออกมาตรการช่วยเหลือและเยียวยาน้ำท่วมเพิ่มเติม เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งการจ่ายเงินเยียวยาในรูปแบบขั้นบันได นับว่าเป็นแนวทางที่ยุติธรรมและสอดคล้องกับระยะเวลาที่ประชาชนต้องเผชิญกับสถานการณ์น้ำท่วม

รายละเอียดมาตรการเยียวยาน้ำท่วมเพิ่ม

มาตรการเยียวยาน้ำท่วมเพิ่มเติมนี้ จะพิจารณาจากระยะเวลาที่ประชาชนได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม โดยแบ่งเป็นขั้นบันไดดังนี้:

  • ผู้ที่ได้รับผลกระทบนานกว่า 30 วัน จะได้รับการเยียวยาในอัตราหนึ่ง
  • ผู้ที่ได้รับผลกระทบนานกว่า 60 วัน จะได้รับการเยียวยาในอัตราที่สูงขึ้น
  • ผู้ที่ได้รับผลกระทบนานกว่า 90 วัน จะได้รับการเยียวยาในอัตราที่สูงขึ้นไปอีก
  • ผู้ที่ได้รับผลกระทบนานกว่า 120 วัน จะได้รับการเยียวยาในอัตราสูงสุด

อัตราการเยียวยาน้ำท่วมเพิ่มในแต่ละขั้นบันไดนั้น ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) และจะนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอนุมัติในเร็วๆ นี้

การจ่ายเงินเยียวยาในรูปแบบขั้นบันไดนี้ จะช่วยให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมนาน ได้รับการช่วยเหลือที่เหมาะสมและเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ รัฐบาลยังมีมาตรการอื่นๆ เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมอีกมากมาย เช่น การจัดหาที่พักอาศัยชั่วคราว การสนับสนุนเครื่องอุปโภคบริโภค และการฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับความเสียหาย

การที่รัฐบาลเร่งดำเนินการเยียวยาน้ำท่วมเพิ่มในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความห่วงใยและความตั้งใจจริงที่จะช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากภัยพิบัติ ซึ่งการช่วยเหลืออย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ จะช่วยบรรเทาความทุกข์ยากและสร้างขวัญกำลังใจให้กับผู้ประสบภัยได้เป็นอย่างดี

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์น้ำท่วมในอนาคต ทั้งในระดับบุคคลและระดับชุมชน เพื่อลดผลกระทบและความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งการเรียนรู้จากประสบการณ์ในอดีตและการวางแผนอย่างรอบคอบ จะช่วยให้เราสามารถเผชิญกับภัยพิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ที่มา – “ภราดร” จ่อชง ครม. เยียวยาน้ำท่วมเพิ่ม จ่ายสูงสุด 4 เดือน

2 ชายสิงคโปร์โดนจับ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ในกัมพูชา

ชายชาวสิงคโปร์สองคนถูกตั้งข้อหาในฐานะผู้โทรหลอกลวงของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแก๊งสแกมเมอร์ที่มีฐานปฏิบัติการอยู่ในประเทศกัมพูชา และมุ่งเป้าไปที่การหลอกลวงเหยื่อในสิงคโปร์

คงไม่มีใครอยากตกเป็นเหยื่อของแก๊งคอลเซ็นเตอร์เหล่านี้แน่นอน วันนี้เรามาอัปเดตข่าวสารเกี่ยวกับเรื่องนี้กันค่ะ

นายเวย์น โซ หยู เฉิน อายุ 27 ปี และนายไบรอัน ซี อิง ฟา อายุ 32 ปี ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้โทรหลอกลวงประจำศูนย์คอลเซ็นเตอร์ในกรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา เมื่อช่วงประมาณวันที่ 9 กันยายนปีนี้

ทั้งสองคนถูกตั้งข้อหาตามกฎหมายว่าด้วยอาชญากรรมองค์กร คนละ 1 กระทง ในข้อหาเข้าร่วมในการกระทำที่พวกเขาทราบว่าจะเอื้อต่อการกระทำความผิดฐานฉ้อโกง และต้องสงสัยว่ามีส่วนสนับสนุนวัตถุประสงค์ผิดกฎหมายของ “กลุ่มอาชญากรรมที่เชื่อมโยงกับสิงคโปร์”

ตามคำแถลงของตำรวจก่อนหน้านี้ นายโซ ถูกเนรเทศออกจากกัมพูชา ขณะที่ นายซี ถูกจับกุมระหว่างการเข้าตรวจค้นในจังหวัดขอนแก่น ประเทศไทย

ชายทั้งสองคนเป็นส่วนหนึ่งในบรรดาผู้ต้องสงสัย 34 ราย ที่สำนักงานตำรวจสิงคโปร์ต้องการตัวในฐานะสมาชิกของกลุ่มอาชญากรองค์กร

เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ตำรวจสิงคโปร์และหน่วยงานของกัมพูชาได้ร่วมกันทลายแก๊งอาชญากรรมดังกล่าว ซึ่งก่อเหตุหลอกลวงโดยการแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐในสิงคโปร์

ตำรวจระบุว่า แก๊งนี้ซึ่งปฏิบัติการอย่างลับ ๆ จากศูนย์คอลเซ็นเตอร์ในกรุงพนมเปญ เชื่อว่าเป็นผู้รับผิดชอบคดีอย่างน้อย 438 คดี คิดเป็นมูลค่าความเสียหายรวมกว่า 41 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (ประมาณ 1,021 ล้านบาท)

สำหรับผู้ที่อยู่ในการควบคุมตัวในสิงคโปร์แล้ว ได้แก่ นายอึ้ง เหว่ย คัง น้องชายของหัวหน้าแก๊งที่ถูกกล่าวหา และนางสาวคริสตี้ นีโอ เหว่ย เอิน  แฟนสาวของเขา ซึ่งทั้งสองยังคงถูกควบคุมตัวต่อไปหลังจากการยื่นประกันตัวไม่สำเร็จ ส่วนนายอึ้ง เหว่ย เหลียง หัวหน้าแก๊งชาวสิงคโปร์ที่ถูกกล่าวหา ยังคงหลบหนีอยู่ พร้อมกับผู้ต้องสงสัยอื่น ๆ อีก 31 คน

นายโซและนายซี ถูกเนรเทศไปยังสิงคโปร์และถูกจับกุมทันทีที่เดินทางถึงในวันที่ 16 พฤศจิกายน หลังจากถูกตั้งข้อหา พวกเขาจะถูกควบคุมตัวเพื่อสอบสวนและจะต้องกลับมารายงานตัวต่อศาลอีกครั้งในวันที่ 24 พฤศจิกายน

หากถูกตัดสินว่ามีความผิดในข้อหาเข้าร่วมในการกระทำที่พวกเขาทราบว่าจะเอื้อต่อการกระทำความผิดร้ายแรงใด ๆ เพื่อส่งเสริมจุดประสงค์ที่ผิดกฎหมายของแก๊งอาชญากร พวกเขาอาจต้องรับโทษจำคุกสูงสุด 5 ปี ปรับสูงสุด 100,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ หรือทั้งจำทั้งปรับ.

2 ชายชาวสิงคโปร์ ถูกตั้งข้อหาเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์ คดีสแกมเมอร์ในกัมพูชา

คดีนี้เป็นอุทาหรณ์สำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนและขอบข่ายการทำงานของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ ซึ่งมักมีฐานปฏิบัติการอยู่ในประเทศหนึ่งแต่กลับมุ่งเป้าไปที่การหลอกลวงเหยื่อในอีกประเทศหนึ่ง

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับคดี 2 ชายชาวสิงคโปร์ ถูกตั้งข้อหาเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์

  • ผู้ต้องหา 2 รายคือนายเวย์น โซ หยู เฉิน และนายไบรอัน ซี อิง ฟา
  • ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้โทรหลอกลวงประจำศูนย์คอลเซ็นเตอร์ในกรุงพนมเปญ
  • ถูกตั้งข้อหาตามกฎหมายว่าด้วยอาชญากรรมองค์กร
  • แก๊งนี้ก่อเหตุหลอกลวงโดยการแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐในสิงคโปร์
  • ความเสียหายรวมกว่า 41 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์

การจับกุม 2 ชายชาวสิงคโปร์ ถูกตั้งข้อหาเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ในครั้งนี้เป็นผลมาจากการทำงานร่วมกันระหว่างตำรวจสิงคโปร์และหน่วยงานของกัมพูชา ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการประสานงานระหว่างประเทศในการต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ

นอกจากนี้ คดีนี้ยังเน้นย้ำถึงความจำเป็นที่ประชาชนจะต้องเพิ่มความระมัดระวังและตระหนักถึงกลโกงต่าง ๆ ที่แก๊งคอลเซ็นเตอร์ใช้ในการหลอกลวงเหยื่อ 2 ชายชาวสิงคโปร์ ถูกตั้งข้อหาเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เป็นเพียงส่วนหนึ่งของปัญหาที่ใหญ่กว่า ดังนั้นการป้องกันตัวเองจึงเป็นสิ่งสำคัญ

ข้อควรระวังเพื่อป้องกันตนเองจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์:

  • อย่าให้ข้อมูลส่วนตัวหรือข้อมูลทางการเงินแก่บุคคลที่ไม่รู้จัก
  • ตรวจสอบข้อมูลให้แน่ใจก่อนทำธุรกรรมใด ๆ
  • อย่าหลงเชื่อคำขู่หรือข้อเสนอที่ดูดีเกินจริง
  • หากสงสัยว่าถูกหลอกลวง ให้แจ้งความกับตำรวจทันที

คดี 2 ชายชาวสิงคโปร์ ถูกตั้งข้อหาเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์ นี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าเราทุกคนต้องร่วมมือกันเพื่อต่อต้านอาชญากรรมทางไซเบอร์และปกป้องตนเองจากการตกเป็นเหยื่อของแก๊งคอลเซ็นเตอร์

ที่มา – 2 ชายชาวสิงคโปร์ ถูกตั้งข้อหาเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์ คดีสแกมเมอร์ในกัมพูชา

ปชป. เปิด “เปิดฟ้าใหม่ไล่เมฆเทา” โยงอดีตรัฐมนตรี

พรรคประชาธิปัตย์เปิดแคมเปญ “เปิดฟ้าใหม่ไล่เมฆเทา” เผยข้อมูลอาชญากรรมข้ามชาติฟอกเงินโยงอดีตรัฐมนตรี เดินหน้ารวบรวมข้อมูลส่งหัวหน้าพรรคฯ ยื่น ปปง.-กลต.-ดีเอสไอ สอบต่อ ยืนยันทำการเมืองสุจริต

วันที่ 17 พ.ย. 2568 ร้อยตำรวจเอกพงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงเดินหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในการเดินหน้าทำการเมืองสุจริต ขจัดทุนเทา ผู้มีอิทธิพล รวมถึงปัญหาสแกมเมอร์ผ่านแคมเปญ “เปิดฟ้าใหม่ไล่เมฆเทา” ของพรรคฯ หลังสหรัฐอเมริกา กำลังออกร่างกฎหมายการต่อต้านสแกมเมอร์ และมีแบล็คลิสต์ 43 รายชื่อ ซึ่งหาก 43 คนดังกล่าว เกี่ยวข้องกับประเทศไทย ก็จะต้องดำเนินการโดยเร็ว เพื่อไม่ให้ประเทศไทยถูกตรวจสอบจากนานาชาติ และตกเป็นเป้าสายตานานาชาติเป็นแหล่งฟอกเงิน โดยยืนยันว่า ไม่ได้มุ่งหวังโจมตีทางการเมือง แต่เพื่อประโยชน์สาธารณะ

เปิดฟ้าใหม่ไล่เมฆเทา

โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ยังเปิดเผยว่า จากการตรวจสอบของคณะทำงานพรรคประชาธิปัตย์ พบการกระทำต้องสงสัยของบุคคล เช่น นายยิม เลี๊ยก นักธุรกิจชาวกัมพูชา, นายเบญจามินทร์ เมาเออร์เบอร์เกอร์ นักธุรกิจและล็อบบี้ยิสต์ รวมถึงยังเชื่อมโยง บริษัท และสถาบันการเงิน ทั้งในไทยและต่างประเทศ เช่น B.I.C. BANK CAMBODIA และ B.I.C. BANK LAOS ที่มีพฤติกรรมต้องสงสัย เช่น บริษัทที่มีทุนจดทะเบียน 330 บาท แต่สามารถซื้อบริษัทที่มีทุนขนาดใหญ่ และกู้เงินได้มากกว่า 600 ล้านได้ หรือรวมถึงบริษัทที่หลีกเลี่ยงกฎหมาย พยายามนำต่างด้าวมาเป็นนอมินีถือหุ้นอย่างซับซ้อน เพื่อให้เกินร้อยละ 49 ตามที่กฎหมายไทยจำกัด หรือเชื่อมโยงบริษัทพลังงานใหญ่ของประเทศ ซึ่งเกี่ยวพันกับอดีตรัฐมนตรีช่วยคนหนึ่ง

พรรคประชาธิปัตย์เตรียมแถลงข้อเรียกร้อง

โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ยืนยันว่า พรรคฯ จะใช้หลักสากลมาตรวจสอบ โดยเฉพาะธุรกรรมการเงิน เพื่อให้หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ส่งต่อให้หน่วยงานเกี่ยวข้องของรัฐตรวจสอบ เช่น ปปง., กลต. และกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ เพื่ออายัดเส้นทางการเงินของบุคคลที่เกี่ยวข้อง ซึ่งอาจมีความเชื่อมโยงถึงการเมือง เพราะหลายเหตุการณ์มีการตั้งข้อสังเกต มีบุคคลพยายามเข้ามาถือหุ้นบริษัทพลังงานไทย และยังอาจโยงถึงความขัดแย้งไทย-กัมพูชา และความสูญเสียทรัพย์สินของประชาชนด้วย พร้อมเปิดเผยอีกว่า เมื่อพรรคประชาธิปัตย์ รวบรวมข้อมูลเสร็จสิ้น หัวหน้าพรรคฯ จะมีการแถลงข้อเรียกร้อง และข้อเสนอของพรรคฯ

ส่วนที่ก่อนหน้านี้ประชาธิปัตย์ไม่เคยมาแตะเรื่องเหล่านี้นั้น ร้อยตำรวจเอกพงศกร ชี้แจงว่า ที่ผ่านมาพรรคฯ มีการดำเนินการตลอด ตั้งแต่สมัยรัฐบาลพรรคไทยรักไทย แต่ในช่วงระยะเวลาเปลี่ยนผ่าน อาจไม่ได้ดำเนินการ แต่ก็ถือเป็นหน้าที่ของพรรคการเมืองในการช่วยกันตรวจสอบ โดยเฉพาะอุดมการณ์ของพรรคประชาธิัตย์ ที่ยึดถือการเมืองสุจริต จึงต้องการทำให้เป็นตัวอย่างการเมืองสุจริต เพราะหากการเมืองทุจริต ก็จะเป็นปัญหาอย่างที่เกิดขึ้น เช่น ดีลลับ เรื่องเทา หรือความขัดแย้งระหว่างประเทศ โดยยืนยันว่า พรรคฯ จะทำเพื่อประโยชน์ประเทศ หลังจากนี้ พรรคประชาธิปัตย์ ยังจะมีการเปิดเผยข้อมูลเหล่านี้อีกครั้ง เพื่อให้สังคมเห็นความเชื่อมโยง และให้หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการต่อไป

แคมเปญ “เปิดฟ้าใหม่ไล่เมฆเทา” ของพรรคประชาธิปัตย์ ถือเป็นความพยายามที่จะชี้ให้เห็นถึงปัญหาการฟอกเงินและอาชญากรรมข้ามชาติที่อาจส่งผลกระทบต่อประเทศไทย การตรวจสอบและเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้สังคมตระหนักถึงภัยคุกคามเหล่านี้ และเพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตรวจสอบและแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง

ที่มา – พรรคประชาธิปัตย์เปิดแคมเปญ “เปิดฟ้าใหม่ไล่เมฆเทา” เผยข้อมูลอาชญากรรมข้ามชาติฟอกเงินโยงอดีตรัฐมนตรี

“รทสช.” รุกคืบกาญจน์ เปิดสำนักงาน ชูคนทำงาน

พรรครวมไทยสร้างชาติ เปิดสำนักงานพรรค จ.กาญจนบุรี เดินหน้าสร้างดีเอ็นเอคนทำงาน ชู “เกษตรแปลงใหญ่” นโยบายเปลี่ยนชีวิตเกษตรกร พร้อมสานต่อ “โซลาร์เสรี” เพื่อประชาชน

วันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) พร้อมด้วยนายนราพัฒน์ แก้วทอง รองหัวหน้าพรรค และสมาชิกพรรค ร่วมเปิดสำนักงานตัวแทนพรรครวมไทยสร้างชาติ สาขาจังหวัดกาญจนบุรี อย่างเป็นทางการ โดยมี นายชาติชาย ศักดิ์อิสระพงศ์ ว่าที่ผู้สมัคร สส.พรรครวมไทยสร้างชาติ จ.กาญจนบุรี เขต 2 และคณะ ให้การต้อนรับท่ามกลางบรรยากาศอบอุ่นจากประชาชนในพื้นที่

นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า เป็นโอกาสดีที่พรรครวมไทยสร้างชาติได้เปิดสำนักงานตัวแทนพรรคในพื้นที่ จ.กาญจนบุรี ภายใต้การดูแลของ นายชาติชาย ลูกหลานของคนกาญจนบุรีซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ เปี่ยมประสบการณ์บนสนามการเมือง ที่ตั้งใจมาร่วมทำงานกับพรรครวมไทยสร้างชาติเพื่อแก้ปัญหาและสร้างประโยชน์ให้พี่น้องประชาชน ซึ่งตนมั่นใจว่านายชาติชาย เป็นคนที่มีความรู้ ความสามารถ ที่จะมาช่วยขับเคลื่อนให้พี่น้องชาวกาญจนบุรีมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดียิ่งขึ้นได้แน่นอน

“ผมขอฝากคุณชาติชาย หรือ ตั้ม กับพ่อแม่พี่น้องชาวกาญจนบุรีทุกคน เลือกตั้งคราวหน้าต้อง ชาติชาย ศักดิ์อิสระพงศ์ พรรครวมไทยสร้างชาติ เพราะการจะเป็นคนทำงานการเมืองได้ มาทำงาน มาพัฒนาชีวิตให้ประชาชนได้ ใจต้องมาก่อน ซึ่งคุณชาติชายมีคุณสมบัตินี้อย่างเต็มเปี่ยม”

นายพีระพันธุ์ กล่าวอีกว่า ตลอดเวลาที่ตนทำงานการเมืองมา 30 กว่าปี ไม่เคยคิดอยากมีตำแหน่ง คิดแต่เพียงการดูแลชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน โดยในช่วงที่ตนเป็น สส.ทุกคนสามารถโทรหาได้ตลอดเวลา จนถึงวันนี้ตนก็ยังคงมุ่งมั่นทำงาน ไม่ได้มาเล่นการเมือง ซึ่งผลงานที่ผ่านมาก็ได้พิสูจน์แล้ว โดยเฉพาะการลดราคาค่าไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง และตรึงราคาค่าแก๊สหุงต้มมาตลอดในช่วงที่ตนได้กำกับดูแลกระทรวงพลังงาน

นายพีระพันธุ์ ยังเปิดเผยถึงพันธกิจของพรรครวมไทยสร้างชาติในการช่วยเหลือประชาชนพื้นที่ จ.กาญจนบุรี ว่า พื้นที่แห่งนี้ประชาชนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม และพรรครวมไทยสร้างชาติก็มีนโยบายสำคัญเพื่อสนับสนุนการยกระดับเกษตรกรไทย นั่นคือ “นโยบายเกษตรแปลงใหญ่” โดยรัฐจะร่วมลงทุนกับกลุ่มเกษตรกร พร้อมสนับสนุนด้านทุน เทคโนโลยี ปัจจัยการผลิต และช่องทางตลาดเสริมศักยภาพการผลิต ซึ่งจะสามารถลดต้นทุน และเพิ่มอำนาจต่อรองให้เกษตรกรเพื่อสร้างความมั่นคงและยั่งยืนให้ภาคเกษตรกรรมของไทย

“สิ่งที่พรรครวมไทยสร้างชาติจะทำให้พี่น้อง คือ จะทำให้ราคาปุ๋ยถูกลง ประเทศไทยมีแร่โพแทชระดับโลก แต่เรากลับไม่เคยมีนโยบายนำแร่เหล่านี้มาทำปุ๋ยอย่างจริงจัง ถ้าผมและพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้มีโอกาสเข้าไปบริหารประเทศ ผมจะเดินหน้าทำให้สำเร็จเช่นเดียวกับเรื่องไฟฟ้า และผมจะเดินหน้าโครงการโซลาร์เสรี ต่อไป รวมถึงการปรับปรุงโครงสร้างน้ำมัน โครงการผลิตน้ำมันชุมชน พร้อมทั้งเรื่องพลังงานทดแทนจากธรรมชาติ เช่น การผลิตไฟฟ้าจากใบอ้อย พี่น้องประชาชนไม่ต้องห่วงครับ ผมทำต่อแน่ และจะทำให้ดู”

ขณะที่นายนราพัฒน์ แก้วทอง รองหัวหน้าพรรค กล่าวถึงความตั้งใจในการทำงานด้านการเกษตรว่า ที่ผ่านมาเกษตรกรต้องประสบกับต้นทุนการทำการเกษตรในราคาสูง แต่การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ หรือ โซลาร์เซลล์ จะสามารถช่วยลดต้นทุนการผลิตให้กับเกษตรกรได้ ทั้งการผลิตไฟฟ้า การสูบน้ำ ซึ่งเมื่อนำมารวมกับการสนับสนุนด้านเครื่องมือการเพาะปลูก และการรวมตัวกันของเกษตรกร ตนก็มั่นใจว่าต้นทุนการผลิตจะลดลง กำไรของเกษตรกรจะมากขึ้น และเกษตรกรจะลืมตาอ้าปากได้อย่างยั่งยืนแน่นอน

“หากพี่น้องมีใจอยากได้คนทำงาน ไม่สนผลประโยชน์ ผมรับรองว่าถ้ามาเลือกพรรครวมไทยสร้างชาติ พี่น้องจะไม่ผิดหวัง เพราะเราจะได้นักการเมืองที่ทำเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง”

ด้านนายชาติชาย ศักดิ์อิสระพงศ์ เปิดเผยว่า การที่ตนตัดสินใจเข้ามาร่วมงานกับพรรครวมไทยสร้างชาติ เป็นเพราะอุดมการณ์ของพรรคสอดคล้องกับความตั้งใจของตนที่ต้องการอาสาเข้ามาทำงานเพื่อประชาชนอย่างจริงจัง ไม่เน้นการเล่นการเมือง โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาด้านการเกษตรให้กับพี่น้องชาวจังหวัดกาญจนบุรี เขต 2

“พื้นที่กาญจนบุรี เขต 2 มีมากกว่า 200 หมู่บ้าน ผมได้ลงพื้นที่รับฟังปัญหาและความเดือดร้อนมาอย่างต่อเนื่อง และหวังว่า พี่น้องประชาชนจะพิจารณาให้โอกาสผมเข้าไปทำหน้าที่เป็นตัวแทนเพื่อช่วยพัฒนาชุมชนให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น”

รทสช. รุกคืบกาญจนบุรี เปิดสำนักงานพรรค “พีระพันธุ์” ชู เดินหน้าสร้าง DNA คนทำงาน

พรรครวมไทยสร้างชาติ หรือ รทสช. เดินหน้าขยายฐานเสียงในจังหวัดกาญจนบุรี โดยเปิดสำนักงานพรรคอย่างเป็นทางการ พร้อมชูประเด็นการสร้าง DNA คนทำงาน เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนในพื้นที่

ทำไมต้อง “รทสช.” รุกคืบกาญจนบุรี เปิดสำนักงานพรรค “พีระพันธุ์” ชู เดินหน้าสร้าง DNA คนทำงาน?

การที่พรรครวมไทยสร้างชาติให้ความสำคัญกับจังหวัดกาญจนบุรี สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของพื้นที่และความต้องการของประชาชนที่ต้องการนักการเมืองที่เข้าใจปัญหาและพร้อมที่จะลงมือแก้ไขอย่างจริงจัง การเปิดสำนักงานพรรคและการชูประเด็น DNA คนทำงาน จึงเป็นกลยุทธ์ที่น่าสนใจในการเข้าถึงใจประชาชน

พรรครทสช. รุกคืบกาญจนบุรี เปิดสำนักงานพรรค “พีระพันธุ์” ชู เดินหน้าสร้าง DNA คนทำงาน เน้นย้ำถึงความตั้งใจที่จะนำเสนอนโยบายที่ตอบโจทย์และแก้ไขปัญหาของพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง โดยเฉพาะนโยบายด้านการเกษตรและพลังงาน ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญสำหรับประชาชนในพื้นที่

การเปิดสำนักงานพรรค รทสช. ที่กาญจนบุรีครั้งนี้ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการแสดงความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะรับใช้ประชาชนอย่างแท้จริง และการเน้นย้ำถึงการสร้าง DNA คนทำงาน ก็เป็นสิ่งที่น่าจับตามองว่า พรรคจะสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงและพัฒนาจังหวัดกาญจนบุรีให้ก้าวหน้าได้อย่างไร

การที่พรรครวมไทยสร้างชาติเปิดสำนักงานในจังหวัดกาญจนบุรี ถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนถึงความมุ่งมั่นที่จะเข้ามาทำงานเพื่อพัฒนาพื้นที่และแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนอย่างแท้จริง การเน้นย้ำถึงคุณสมบัติของ “คนทำงาน” ที่มีความรู้ความสามารถและความตั้งใจจริง จึงเป็นสิ่งที่น่าจะได้รับความสนใจจากประชาชนในพื้นที่

ที่มา – “รทสช.” รุกคืบกาญจนบุรี เปิดสำนักงานพรรค “พีระพันธุ์” ชู เดินหน้าสร้าง DNA คนทำงาน

“พริษฐ์” มั่นใจ! แก้รัฐธรรมนูญเสร็จก่อนสิ้นปี

“พริษฐ์” ยืนยันพรรคประชาชน สู้เต็มที่แม้หลายข้อเสนอแพ้การลงมติในชั้น กมธ. มั่นใจผลักดันแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เสร็จจากรัฐสภาก่อนสิ้นปี เชื่อ “สูตร 20 หยิบ 1” ป้องกันผูกขาดได้

วันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 ที่อาคารอนาคตใหม่ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคประชาชน กล่าวถึง ความคืบหน้าในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ว่าตั้งแต่คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 10 กันยายน 2568 ห้ามไม่ให้ “ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญโดยตรง” ส่งผลให้ไม่มีพรรคการเมืองใดสามารถเสนอ สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงได้อีกต่อไป ทำให้ทั้ง 3 ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของ 3 พรรคการเมืองหลักที่ถูกพิจารณาในวาระที่ 1 เมื่อวันที่ 14-15 ตุลาคม 2568 ก็ไม่มีร่างไหนที่เสนอให้มี สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรง

เเจง กมธ. ปชน. สู้เต็มที่

โดยสัปดาห์ที่ผ่านมา คณะกรรมาธิการได้ลงมติ 3 ข้อเสนอหลักในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคประชาชนที่พยายามมุ่งสู่เป้าหมายให้มี

  1. สภาที่ปรึกษาที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน แต่น่าเสียดายที่คณะกรรมาธิการมีมติ ให้ตัดสภาที่ปรึกษาออก โดยมีแค่กรรมาธิการ 8 คนจากพรรคประชาชนที่ลงมติให้คงสภาที่ปรึกษาไว้ ส่วนอีก 23 คนเห็นควรให้ตัดออก และ 3 คนงดออกเสียง
  2. เปิดให้ประชาชนเข้าคูหาเลือกตั้งเพื่อคัดกรองผู้ร่างมาเบื้องต้นให้เหลือ 70 คน ก่อนจะส่งต่อให้รัฐสภาคัดเลือกให้เหลือผู้ร่างรัฐธรรมนูญ 35 คน แต่น่าเสียดายที่คณะกรรมาธิการมีมติให้ตัดกลไกดังกล่าวออก
  3. การให้รัฐสภาคัดเลือกผู้ร่างโดยใช้สูตร “20 หยิบ 1” แทนการใช้เกณฑ์เสียงข้างมาก : สำหรับสูตร 20 หยิบ 1 นั้นคือการกำหนดว่าในเมื่อสมาชิกรัฐสภามี 700 คน และผู้ร่างมี 35 คน จึงควรให้สมาชิกรัฐสภาที่รวมตัวกันได้ 20 คน สามารถมีสิทธิคัดเลือกผู้ร่างได้หนึ่งคน ซึ่งจะเป็นหลักประกันว่าคณะผู้ร่างรัฐธรรมนูญจะไม่ถูกผูกขาดโดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือสีใดสีหนึ่ง และทำให้คณะผู้ร่างมีตัวแทนที่หลากหลายจากทุกกลุ่มความคิด

ฉันทามติสูตร 20 หยิบ 1

โฆษกพรรคประชาชน กล่าวด้วยว่า ในทางกลับกัน หากรัฐสภาใช้เกณฑ์เสียงข้างมาก ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือสีใดสีหนึ่งมีเสียงเกินกึ่งหนึ่งของสมาชิกรัฐสภา เช่น สส. และ สว. รวมกันเกิน 350 คน ก็อาจใช้เสียงข้างมากผูกขาดการคัดเลือกผู้ร่างได้ทั้ง 35 คน หรือ 100% แบบเบ็ดเสร็จ ซึ่งสำหรับข้อเสนอนี้ น่ายินดีที่คณะกรรมาธิการส่วนใหญ่เห็นด้วย แทบเรียกว่าเป็นฉันทามติ ให้ใช้สูตร 20 หยิบ 1 แทนใช้เกณฑ์เสียงข้างมาก

ผิดหวังและยินดี

ในมุมมองของพรรคประชาชน ผลการลงมติของคณะกรรมาธิการจึงเป็นเรื่องที่ทั้งน่าผิดหวังและน่ายินดีผสมกันไป เพราะแม้พรรคไม่สามารถโน้มน้าวให้กรรมาธิการจากพรรคอื่นๆ และ สว. เห็นด้วยกับเราใน 2 จาก 3 ข้อเสนอ แต่สามารถผลักดัน 1 จาก 3 ข้อเสนอ (สูตร 20 หยิบ 1) ได้สำเร็จ จึงรับประกันได้ว่าการคัดเลือกผู้ร่างโดยรัฐสภาจะไม่ถูกผูกขาดโดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง และประชาชนยังมีส่วนร่วมได้บ้างในการกำหนดผู้ร่างผ่านคูหาเลือกตั้ง สส. เพราะหากประชาชนเลือก สส. จากพรรคใดเยอะ พรรคดังกล่าวก็ย่อมมีสิทธิในการคัดเลือกผู้ร่างที่มีจุดยืนเรื่องรัฐธรรมนูญใกล้เคียงกันได้เยอะขึ้น

ฉะกังวลแต่ไม่เสนอทางออก

อย่างไรก็ตาม มีกรรมาธิการบางท่านมีความกังวลว่า สูตร 20 หยิบ 1 อาจไม่ใช่ยาวิเศษเสียแล้ว เพราะประชาชนไม่ได้มีส่วนร่วมคัดกรองผู้ร่างมาเบื้องต้น แต่ข้อเท็จจริงเรื่องนี้คือ คณะกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ รวมถึงกรรมาธิการดังกล่าว ไม่ได้ลงมติเห็นชอบกับข้อเสนอของพรรคประชาชน แต่ก็ไม่ได้เสนอวิธีการอื่นที่จะป้องกันการผูกขาด มิหนำซ้ำร่างที่พรรคต้นสังกัดของกรรมาธิการดังกล่าวเสนอ ก็กำหนดว่าในขั้นตอนสุดท้ายที่รัฐสภาคัดเลือก สสร. ให้รัฐสภาใช้เกณฑ์เสียงข้างมาก ซึ่งเสี่ยงต่อการผูกขาดกว่าสูตร 20 หยิบ 1

ย้ำ กมธ.ไม่ได้ลงมติที่มา สสร.

นอกจากนี้มีความพยายามในการสร้างความเข้าใจจากบางภาคส่วนว่าการไม่เติม สสร. ตามข้อเสนอของกรรมาธิการพรรคเพื่อไทย เป็นการทำให้ผู้ร่างยึดโยงกับประชาชนน้อยลง นั้น โฆษกพรรคประชาชนยืนยันว่า สสร. ที่กรรมาธิการเพื่อไทยเสนอให้เติมเข้ามา ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน ในการลงมติว่าจะเติม สสร. หรือไม่ ก็ไม่ได้เป็นการลงมติว่า สสร. จะมีที่มาอย่างไร เพียงแต่เป็นการลงมติว่ากลไกผู้ร่างจะมี 1 ระดับ (กรรมาธิการร่าง) หรือ 2 ระดับ (สสร. และ กรรมาธิการยกร่าง)

พร้อมผลักดันให้เสร็จก่อนสิ้นธ.ค.

ทั้งนี้ยืนยันว่าพรรคประชาชนจะทำเต็มที่ในการจูงมือทุกภาคส่วนในกรรมาธิการเพื่อเดินหน้าพิจารณามาตราที่เหลืออยู่ของร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เสร็จโดยเร็วที่สุด โดยอย่างน้อยที่สุดควรจะพิจารณาในชั้นคณะกรรมาธิการเสร็จสิ้นภายในสิ้นเดือนพฤศจิกายน เพื่อให้มีการเปิดประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญเพื่อพิจารณาวาระ 2 ในต้นเดือนธันวาคม และให้รัฐสภาพิจารณาวาระ 3 เสร็จก่อนสิ้นเดือนธันวาคม

“พริษฐ์” มั่นใจผลักดันแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เสร็จจากรัฐสภาก่อนสิ้นปี

สถานการณ์การผลักดันแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เสร็จจากรัฐสภาก่อนสิ้นปี ยังคงเป็นประเด็นที่น่าจับตามอง แม้จะมีความท้าทายและอุปสรรคมากมาย แต่ความมุ่งมั่นของพรรคการเมืองต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพรรคประชาชน ก็ยังคงเป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญ

ทำไม “พริษฐ์” ถึงมั่นใจผลักดันแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เสร็จจากรัฐสภาก่อนสิ้นปี?

ความมั่นใจของนายพริษฐ์ฯ มาจากความคืบหน้าในการพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญในชั้นกรรมาธิการ แม้ว่าบางข้อเสนอจะไม่ได้รับการเห็นชอบ แต่ก็ยังมีประเด็นที่ได้รับการสนับสนุน เช่น สูตร 20 หยิบ 1 ซึ่งจะเป็นหลักประกันว่าการคัดเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญจะไม่ถูกผูกขาด

การผลักดันแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เสร็จจากรัฐสภาก่อนสิ้นปี ถือเป็นเป้าหมายที่สำคัญ เพราะรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ การแก้ไขรัฐธรรมนูญให้มีความเป็นประชาธิปไตยและเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น จะเป็นรากฐานสำคัญสำหรับการพัฒนาประเทศในระยะยาว และยังเป็นการตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง

อย่างไรก็ตาม การผลักดันแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เสร็จจากรัฐสภาก่อนสิ้นปี ยังคงต้องเผชิญกับความท้าทายอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งทางความคิดเห็นระหว่างพรรคการเมืองต่างๆ หรืออุปสรรคทางกฎหมาย การที่จะบรรลุเป้าหมายนี้ได้ จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน และความตั้งใจจริงที่จะแก้ไขปัญหาของประเทศ

ดังนั้น สิ่งที่เราในฐานะประชาชนทำได้ คือการติดตามข่าวสารและความคืบหน้าในการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างใกล้ชิด และแสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันให้ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยและเป็นธรรมอย่างแท้จริง

ที่มา – “พริษฐ์” มั่นใจผลักดันแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เสร็จจากรัฐสภาก่อนสิ้นปี

คืนนี้ชม! “ฝนดาวตกลีโอนิดส์” 15 ดวง/ชม

คืนนี้เตรียมตัวให้พร้อม! สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (NARIT) เผยปรากฏการณ์ “ฝนดาวตกลีโอนิดส์” จะเกิดขึ้นในคืนวันที่ 17 พฤศจิกายน ต่อเนื่องถึงรุ่งเช้าวันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 โดยคาดการณ์ว่าจะมีอัตราการตกสูงสุดเฉลี่ย 15 ดวงต่อชั่วโมง

ฝนดาวตกลีโอนิดส์ หรือที่รู้จักกันในชื่อ “ฝนดาวตกกลุ่มดาวสิงโต” เป็นปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ที่น่าตื่นตาตื่นใจ ซึ่งเกิดจากโลกของเราโคจรผ่านสายธารเศษฝุ่นของดาวหาง 55พี เทมเพล-ทัตเทิล ดาวหางดวงนี้มีคาบการโคจรรอบดวงอาทิตย์ยาวนานถึง 33 ปี และในระหว่างการโคจรนั้นก็ได้ทิ้งเศษหินและฝุ่นละอองจำนวนมหาศาลไว้ในวงโคจรของมัน เมื่อโลกของเราเคลื่อนที่ผ่านบริเวณนี้ แรงโน้มถ่วงของโลกก็จะดึงดูดเศษหินและฝุ่นเหล่านั้นเข้ามาในชั้นบรรยากาศ ทำให้เกิดการเสียดสีและเผาไหม้ กลายเป็นแสงสว่างวาบที่เราเห็นเป็น ฝนดาวตกลีโอนิดส์ นั่นเอง

เตรียมชม “ฝนดาวตกลีโอนิดส์” คืนนี้ถึงรุ่งเช้า!

สำหรับผู้ที่สนใจชม “ฝนดาวตกลีโอนิดส์” ในปีนี้ NARIT แนะนำว่าควรเริ่มสังเกตการณ์ตั้งแต่หลังเที่ยงคืนของวันที่ 17 พฤศจิกายน เนื่องจากกลุ่มดาวสิงโต ซึ่งเป็นศูนย์กลางการกระจายตัวของฝนดาวตก จะเริ่มปรากฏขึ้นจากขอบฟ้าในช่วงเวลาประมาณ 01:00 น. ของวันที่ 18 พฤศจิกายน และจะสามารถสังเกตการณ์ได้ต่อเนื่องไปจนถึงรุ่งเช้า

แม้ว่าอัตราการตกของ “ฝนดาวตกลีโอนิดส์” ในปีนี้จะไม่สูงมากนัก (เฉลี่ย 15 ดวงต่อชั่วโมง) แต่ข้อดีคือคืนดังกล่าวจะไม่มีแสงจันทร์รบกวน ทำให้เราสามารถมองเห็นดาวตกได้ชัดเจนยิ่งขึ้น หากเลือกสถานที่ชมที่ปราศจากแสงรบกวนจากเมือง ก็จะยิ่งเพิ่มโอกาสในการได้ชมความสวยงามของปรากฏการณ์นี้

เคล็ดลับชม “ฝนดาวตกลีโอนิดส์” ให้ฟิน

  • หาที่มืด: ออกห่างจากแสงไฟในเมือง เลือกสถานที่ที่มืดสนิท มองเห็นดาวได้ชัดเจน
  • นอนชม: เตรียมเสื่อหรือเก้าอี้เอนหลัง นอนชมดาวบนท้องฟ้า จะได้ไม่เมื่อยคอ
  • อดทนรอ: ดาวตกอาจไม่ได้มาบ่อยๆ ต้องใช้ความอดทนในการรอคอย
  • มองกว้างๆ: ไม่จำเป็นต้องจ้องมองไปที่กลุ่มดาวสิงโตเพียงอย่างเดียว มองภาพรวมบนท้องฟ้า
  • ชวนเพื่อน: ไปชมกับเพื่อนหรือครอบครัว จะได้สนุกและช่วยกันสังเกต

นอกจากนี้ การเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการชมดาวตกก็เป็นสิ่งสำคัญ ควรแต่งกายให้อบอุ่น เตรียมเครื่องดื่มและของว่างไปด้วย เพื่อให้การชมดาวตกเป็นไปอย่างราบรื่นและสนุกสนานยิ่งขึ้น อย่าลืมพกกล้องถ่ายรูปไปด้วย เผื่อว่าจะได้ภาพสวยๆ ของ “ฝนดาวตกลีโอนิดส์” กลับบ้าน

ปรากฏการณ์ “ฝนดาวตกลีโอนิดส์” เป็นโอกาสดีที่จะได้สัมผัสความสวยงามของธรรมชาติ และเรียนรู้เกี่ยวกับปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ อย่าพลาดโอกาสที่จะออกไปชม “ฝนดาวตกลีโอนิดส์” ในคืนนี้!

ที่มา – คืนนี้รอชม “ฝนดาวตกลีโอนิดส์” ตกเฉลี่ย 15 ดวงต่อชั่วโมง ถึงรุ่งเช้า 18 พ.ย.