วัน: 26 พฤศจิกายน 2025

“ทรัมป์” เลื่อนเส้นตายแผนสันติภาพยูเครน

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ได้กล่าวกับผู้สื่อข่าวบนเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวัน ขณะเดินทางไปยังฟลอริดาเพื่อพักผ่อนในวันขอบคุณพระเจ้า ว่าเขาได้ยกเลิกกำหนดเส้นตายในวันที่ 27 พ.ย. ซึ่งเป็นวันขอบคุณพระเจ้า ที่ยูเครนต้องยอมรับแผนสันติภาพที่สหรัฐฯ หนุนหลัง เพื่อยุติสงครามกับรัสเซีย

ทรัมป์ระบุว่า คณะเจรจาของสหรัฐฯ กำลังมีความคืบหน้าในการหารือกับรัสเซียและยูเครน และรัสเซียได้ตกลงยอมรับข้อผ่อนปรนบางประการ ซึ่งเขาไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติม ก่อนหน้านี้ ทรัมป์และคณะผู้ช่วยไม่ได้กำหนดเส้นตายที่ชัดเจน และกล่าวว่าพวกเขาต้องการให้ข้อตกลงเกิดขึ้นโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ผู้นำสหรัฐฯ กล่าวว่า “กำหนดเส้นตายสำหรับผมคือเมื่อมันจบลง”

โครงร่างข้อตกลงสันติภาพที่สหรัฐฯ สนับสนุน ซึ่งมีรายงานเป็นครั้งแรกเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ได้ก่อให้เกิดความกังวลว่า ฝ่ายบริหารของทรัมป์อาจผลักดันให้ยูเครนลงนามในข้อตกลงสันติภาพที่มีแนวโน้มเอียงเข้าข้างรัสเซียอย่างมาก

ทรัมป์กล่าวว่า นายสตีฟ วิตคอฟฟ์ ทูตพิเศษของสหรัฐฯ จะเดินทางไปยังกรุงมอสโกเพื่อเข้าพบประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ในสัปดาห์หน้า และเปิดเผยว่า นายจาเร็ด คุชเนอร์ ลูกเขยของเขา ซึ่งเคยช่วยเจรจาข้อตกลงฉนวนกาซาที่นำมาซึ่งการหยุดยิงระหว่างอิสราเอล-ฮามาส ก็มีส่วนร่วมในเรื่องนี้ด้วย

บลูมเบิร์ก นิวส์ รายงานว่า ในการสนทนาทางโทรศัพท์เมื่อวันที่ 14 ตุลาคมที่ผ่านมา นายวิตคอฟฟ์ได้พูดคุยกับ นายยูริ อูชาคอฟ ที่ปรึกษานโยบายต่างประเทศระดับสูงของปูติน โดยแนะนำว่าทั้งสองฝ่ายควรทำงานร่วมกันในแผนหยุดยิงสำหรับยูเครน และปูตินควรหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาหารือกับทรัมป์โดยตรง

รายงานระบุว่า คำแนะนำของวิตคอฟฟ์รวมถึงข้อเสนอแนะในการจัดให้มีการหารือระหว่างทรัมป์และปูติน ก่อนการเยือนทำเนียบขาวของประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ในสัปดาห์เดียวกัน และใช้ข้อตกลงฉนวนกาซาที่เพิ่งทำเสร็จสิ้นเป็นช่องทางในการเจรจา

เมื่อถูกถามเกี่ยวกับรายงานดังกล่าว ทรัมป์กล่าวว่าเขาไม่ได้ฟังบันทึกเสียงการสนทนาที่บลูมเบิร์กอ้างอิง แต่เขาก็ไม่แปลกใจ เพราะ “นั่นคือสิ่งที่คนทำข้อตกลงทำกัน”

ทรัมป์กล่าวว่า ดูเหมือนว่ารัสเซียจะอยู่ในตำแหน่งที่ได้เปรียบในสงคราม และการบรรลุข้อตกลงจะเป็นผลประโยชน์สูงสุดของยูเครน เขากล่าวว่า ดินแดนบางส่วนของยูเครน “อาจถูกรัสเซียยึดไปอยู่ดี” ในช่วงสองสามเดือนข้างหน้า นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังอยู่ระหว่างเจรจากับยุโรปเกี่ยวกับหลักประกันด้านความมั่นคงสำหรับยูเครนด้วย.

“ทรัมป์” เลื่อนเส้นตายแผนสันติภาพยูเครน

สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนยังคงเป็นประเด็นร้อนแรงที่ทั่วโลกจับตามอง การที่ “ทรัมป์” เลื่อนเส้นตายแผนสันติภาพยูเครน สร้างความเปลี่ยนแปลงและความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้นในกระบวนการเจรจา

ทำไม “ทรัมป์” ถึงเลื่อนเส้นตายแผนสันติภาพยูเครน?

เหตุผลที่ประธานาธิบดีทรัมป์ตัดสินใจเลื่อนเส้นตายยังไม่เป็นที่แน่ชัด แต่มีความเป็นไปได้ว่าเกิดจากความคืบหน้าในการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ รัสเซีย และยูเครน รวมถึงการยอมผ่อนปรนบางส่วนจากรัสเซีย การตัดสินใจนี้อาจเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงความซับซ้อนของสถานการณ์และต้องการเวลาในการหาทางออกที่เป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย

การที่ “ทรัมป์” เลื่อนเส้นตายแผนสันติภาพยูเครน อาจเป็นผลดีต่อการเจรจา เนื่องจากเป็นการเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายได้หารือกันอย่างละเอียดมากขึ้น โดยไม่มีแรงกดดันจากกำหนดเวลาที่จำกัด อย่างไรก็ตาม การเลื่อนเส้นตายก็อาจทำให้เกิดความล่าช้าและไม่แน่นอนในกระบวนการสันติภาพได้เช่นกัน

การตัดสินใจของ “ทรัมป์” ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของสหรัฐฯ ในฐานะคนกลางในการเจรจาสันติภาพระหว่างรัสเซียและยูเครน สหรัฐฯ ยังคงมีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้เกิดสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาคนี้

สถานการณ์นี้ยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด และผลลัพธ์ของการเจรจาจะมีผลกระทบอย่างมากต่ออนาคตของยูเครนและภูมิภาคโดยรวม การที่ “ทรัมป์” เลื่อนเส้นตายแผนสันติภาพยูเครน เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นอีกมากมายในอนาคตอันใกล้

การตัดสินใจนี้อาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และอาจนำไปสู่สถานการณ์ที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น การวางแผนรับมือกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และการเตรียมพร้อมสำหรับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

ที่มา – “ทรัมป์” เลื่อนเส้นตายแผนสันติภาพยูเครน รัสเซียยอมผ่อนปรนบางเรื่อง

ยัน! อ่างเก็บน้ำแก้มลิงคลองเรียน ไม่แตก น้ำลดแล้ว

จากกระแสข่าวลือที่สร้างความตื่นตระหนกในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ว่า “อ่างเก็บน้ำแก้มลิงคลองเรียน” แตก ทำให้หลายคนกังวลว่าสถานการณ์น้ำท่วมจะรุนแรงขึ้นไปอีก กรมชลประทานได้ออกมายืนยันแล้วว่า ข่าวดังกล่าวไม่เป็นความจริง สถานการณ์จริงคือ น้ำได้ล้นทางระบายน้ำล้น หรือ สปิลเวย์ (Spillway) เนื่องจากมีปริมาณน้ำไหลเข้าสู่แก้มลิงจำนวนมากในช่วงกลางดึกที่ผ่านมา

ยัน! อ่างเก็บน้ำแก้มลิงคลองเรียน ไม่แตก

เหตุการณ์น้ำล้นสปิลเวย์เกิดขึ้นในช่วงประมาณเที่ยงคืนถึงตี 2 ที่ผ่านมา แต่ไม่ได้ส่งผลกระทบกับพื้นที่ที่กำลังเผชิญกับน้ำท่วมหนักในขณะนี้ เมื่อเวลา 07.00 น. ทีมข่าวได้ลงพื้นที่สำรวจสถานการณ์ พบว่าระดับน้ำลดลงแล้ว แต่ยังคงมีขยะจำนวนมากที่ถูกกระแสน้ำพัดพามาสะสมอยู่ รถเล็กสามารถสัญจรได้ตามปกติ หลังจากที่เมื่อช่วงเช้ามืดระดับน้ำสูงประมาณเอว

บริเวณคลองเรียนและด้านหน้าตลาดคลองเรียน พบว่าน้ำในคลองเรียนยังไหลแรง เนื่องจากรับน้ำมาจากอ่างเก็บน้ำแก้มลิง ม.อ. เมื่อคืนที่ผ่านมา มวลน้ำได้ไหลทะลักเข้าท่วมถนนหน้าตลาดคลองเรียน บ้านเรือน และร้านค้าที่อยู่ริมทางได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม

ชาวบ้านเผย น้ำลดแล้ว แต่ยังกังวลสถานการณ์

จากการสอบถามชาวบ้านในพื้นที่ เล่าว่าเมื่อคืนน้ำท่วมหนักมาก แต่เช้านี้น้ำลดลงแล้ว นางละมัย อนุตรพันธ์ ชาวบ้านในซอยทุ่งรี เล่าว่า น้ำจากอ่างเก็บน้ำแก้มลิงคลองเรียน ทะลักเข้าท่วมซอยอย่างรวดเร็วในช่วงเที่ยงคืน ตนเองต้องอพยพออกจากบ้านมาอยู่บริเวณหน้าปากซอยเพื่อหนีน้ำ กลางดึกที่ผ่านมา ระดับน้ำในซอยสูงถึงเอว แต่เช้านี้น้ำลดลงแล้ว แต่ยังคงกังวลว่าหากฝนตกหนักอีก น้ำในอ่างเก็บน้ำอาจจะล้นสปิลเวย์และเข้าท่วมพื้นที่อีกครั้ง

นางนราวัลย์ ม่วงประเสริฐ เจ้าของร้านเช่าชุดครุยหน้าปากซอยทุ่งรี เล่าว่าน้ำได้ไหลเข้าท่วมบ้านของเธอเมื่อกลางดึก ระดับน้ำสูงเกือบเอว น้ำมาเร็วและลงเร็ว ครั้งนี้นับเป็นครั้งที่สองที่บ้านของเธอถูกน้ำท่วม โดยครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อสัปดาห์ก่อนและสร้างความเสียหายมากกว่า

อย่างไรก็ตาม นางนราวัลย์บอกว่าครั้งนี้เธอเตรียมตัวรับมือไว้แล้ว หลังจากที่ได้ยินเสียงชาวบ้านขี่รถจักรยานยนต์เตือนภัย ทำให้เธอสามารถเก็บข้าวของขึ้นไปไว้บนชั้นสองได้ทัน ทำให้ความเสียหายไม่มากนัก หลังจากน้ำลด เธอและเพื่อนบ้านได้ช่วยกันทำความสะอาดบ้าน แต่ก็ยังคงกังวลว่าน้ำจะหลากท่วมอีก และกลัวว่าสถานการณ์จะรุนแรงเหมือนในเขตเทศบาลเมืองนครหาดใหญ่

นอกจากนี้ ในพื้นที่ทุ่งรี ชาวบ้านได้ร่วมแรงร่วมใจกันเก็บขยะที่อุดตันท่อระบายน้ำ เพื่อให้น้ำสามารถระบายได้สะดวก และเก็บขยะที่ถูกน้ำพัดพามาออกจากถนน ซึ่งพบว่าถนนบริเวณหน้าปากซอยทุ่งรีเต็มไปด้วยขยะเกลื่อน

สถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นนี้ สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างมาก การเฝ้าระวังและเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์น้ำจึงเป็นสิ่งสำคัญ ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเร่งให้ความช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนให้กับผู้ประสบภัย รวมถึงวางแผนป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในระยะยาว เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีก

อ่างเก็บน้ำแก้มลิงคลองเรียน ยังคงเป็นส่วนสำคัญในการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ การดูแลรักษาและตรวจสอบสภาพของอ่างเก็บน้ำอย่างสม่ำเสมอจะช่วยป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตได้

ที่มา – ยัน “อ่างเก็บน้ำแก้มลิงคลองเรียน” ไม่แตก สถานการณ์น้ำล้นสปิลเวย์ คลี่คลายแล้ว

ศาลอียูรับรอง สมรสเพศเดียวกัน ทั่วสมาชิก

ศาลยุติธรรมสหภาพยุโรป ตัดสินให้การสมรสเพศเดียวกันที่เกิดขึ้นในประเทศสมาชิกหนึ่ง ต้องได้รับการยอมรับในทุกประเทศสมาชิก พร้อมตำหนิโปแลนด์ที่ปฏิเสธรับรองทะเบียนสมรสของคู่รักชายชาวโปแลนด์ที่แต่งงานกันในเยอรมนี

วันที่ 25 พฤศจิกายน 2568 สำนักข่าว CNN รายงานว่า ศาลยุติธรรมสหภาพยุโรป มีคำวินิจฉัยว่าให้ทุกประเทศสมาชิกอียู ต้องยอมรับการสมรสเพศเดียวกันที่เกิดขึ้นในประเทศสมาชิกอื่น แม้ว่ากฎหมายภายในของประเทศนั้นจะไม่อนุญาตให้คู่รักเพศเดียวกันจดทะเบียนสมรสก็ตาม

โดยคำตัดสินนี้เกิดขึ้นหลังโปแลนด์ปฏิเสธที่จะรับรองการสมรสของชายชาวโปแลนด์ 2 คน ซึ่งแต่งงานกันที่กรุงเบอร์ลิน ของเยอรมนี ในปี 2561 เมื่อพวกเขาย้ายกลับไปยังโปแลนด์ทางการอ้างว่ากฎหมายโปแลนด์ไม่อนุญาตการสมรสเพศเดียวกัน

ศาลระบุว่า การปฏิเสธเช่นนี้เป็นการละเมิดเสรีภาพในการเคลื่อนย้ายและพำนักของพลเมืองอียู รวมถึงสิทธิพื้นฐานต่อชีวิตส่วนตัวและครอบครัว

นายพาเวล คนุท ทนายความกล่าวหลังคำตัดสินว่านี่คือคำวินิจฉัยประวัติศาสตร์ เป็นจุดเริ่มต้นใหม่ในการเรียกร้องความเสมอภาคและการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมสำหรับคู่รักเพศเดียวกัน ขณะที่นายคาโรล นาฟรอฟสกี ประธานาธิบดีโปแลนด์ จากสายชาตินิยมยังคงยืนยันว่าจะวีโตร่างกฎหมายใด ๆ ที่ บ่อนทำลายสถานะของการสมรสตามรัฐธรรมนูญ 

ทั้งนี้ คดีนี้ถูกส่งให้ศาลอียู ตีความ เมื่อทางการโปแลนด์ปฏิเสธที่จะรับรองทะเบียนสมรสเยอรมนี  ขณะที่โปแลนด์ ซึ่งเป็นประเทศคาทอลิกเป็นส่วนใหญ่ มีประวัติการถกเถียงเรื่องสิทธิ LGBTQ มายาวนาน โดยฝ่ายอนุรักษนิยมมองว่าเป็นอุดมการณ์ต่างชาติ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลชุดปัจจุบันกำลังผลักดันร่างกฎหมายคู่ชีวิตที่ครอบคลุมคู่รักเพศเดียวกันด้วย แต่เจอแรงต้านจากพรรคพันธมิตรสายอนุรักษนิยม.

ศาลอียู ตัดสินให้ทุกประเทศสมาชิกต้องยอมรับการสมรสเพศเดียวกันที่เกิดขึ้นในประเทศสมาชิกอื่น

คำตัดสินของศาลยุติธรรมสหภาพยุโรปในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการรับรองสิทธิของคู่รักเพศเดียวกันในระดับนานาชาติ โดยมีผลกระทบโดยตรงต่อการเคลื่อนย้ายและพำนักของพลเมืองอียู ที่ต้องการใช้ชีวิตคู่ร่วมกันอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ไม่ว่าพวกเขาจะเลือกไปใช้ชีวิตในประเทศใดก็ตามภายในสหภาพยุโรป

ผลกระทบต่อประเทศสมาชิกและอนาคตของกฎหมายสมรสเพศเดียวกันในยุโรป

แม้ว่าคำตัดสินนี้จะสร้างแรงกดดันให้กับประเทศสมาชิกที่ไม่ยอมรับการสมรสเพศเดียวกัน แต่ก็ยังต้องติดตามดูกันต่อไปว่าประเทศเหล่านั้นจะปรับตัวอย่างไร และจะมีการเปลี่ยนแปลงทางกฎหมายเกิดขึ้นหรือไม่ นอกจากนี้ ยังต้องจับตาดูว่าคำตัดสินนี้จะเป็นบรรทัดฐานให้กับประเทศอื่น ๆ นอกสหภาพยุโรปในการพิจารณาสิทธิของคู่รักเพศเดียวกันด้วยหรือไม่

ประเด็นที่น่าสนใจคือ คำตัดสินนี้เน้นย้ำถึงความสำคัญของสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน และเสรีภาพในการเลือกใช้ชีวิตของแต่ละบุคคล ซึ่งเป็นหลักการที่ควรได้รับการเคารพและคุ้มครองในทุกสังคม บทบาทของศาลยุติธรรมสหภาพยุโรปในการตีความกฎหมายและปกป้องสิทธิเหล่านี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง

ประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณา:

  • ผลกระทบระยะยาวต่อวัฒนธรรมและค่านิยมทางสังคมในแต่ละประเทศ
  • ความท้าทายในการบังคับใช้กฎหมายในประเทศที่ไม่เห็นด้วย
  • ความเป็นไปได้ในการขยายสิทธิ LGBTQ+ ในด้านอื่น ๆ

การเปลี่ยนแปลงทางกฎหมายและสังคมที่เกี่ยวข้องกับความหลากหลายทางเพศยังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามและถกเถียงกันต่อไป การสร้างความเข้าใจและความเคารพระหว่างผู้คนที่มีความเชื่อและค่านิยมที่แตกต่างกันเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างสังคมที่เท่าเทียมและเป็นธรรมสำหรับทุกคน

สรุป: ศาลอียูและการรับรองสิทธิสมรสเพศเดียวกัน

โดยสรุปแล้ว คำตัดสินของศาลอียูในครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการรับรองสิทธิของคู่รักเพศเดียวกันในการใช้ชีวิตร่วมกันอย่างถูกต้องตามกฎหมายข้ามประเทศเท่านั้น แต่ยังเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนถึงความมุ่งมั่นของสหภาพยุโรปในการปกป้องสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน และส่งเสริมความเท่าเทียมทางเพศในทุกมิติ

ที่มา – ศาลอียู ตัดสินให้ทุกประเทศสมาชิกต้องยอมรับการสมรสเพศเดียวกันที่เกิดขึ้นในประเทศสมาชิกอื่น

ประกันสังคม ช่วยนายจ้าง-ผู้ประกันตน เหตุอุทกภัย


สำนักงานประกันสังคม เดินหน้า 2 มาตรการสำคัญ ช่วยเหลือนายจ้างและผู้ประกันตน สร้างความมั่นคงด้านการจ้างงาน และคุ้มครองสิทธิประโยชน์กรณีว่างงาน ที่เกิดจากเหตุสุดวิสัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากเหตุอุทกภัยที่เกิดขึ้นใน 10 จังหวัดภาคใต้ มาตรการนี้มีเป้าหมายเพื่อช่วยเหลือทั้งนายจ้างและลูกจ้างที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าว

ประกันสังคม เดินหน้า 2 มาตรการช่วยนายจ้าง – ผู้ประกันตน เหตุอุทกภัย 10 จังหวัดภาคใต้

เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2568 นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้สั่งการให้สำนักงานประกันสังคมดูแลนายจ้างและผู้ประกันตนอย่างรอบด้าน ทั้งในด้านเศรษฐกิจและผลกระทบจากภัยธรรมชาติ โดยได้ดำเนินมาตรการสำคัญสองด้านควบคู่กัน ได้แก่ โครงการสินเชื่อเพื่อส่งเสริมการจ้างงานระยะที่ 3 (พ.ศ. 2568 – 2569) และการคุ้มครองสิทธิประโยชน์กรณีว่างงานเนื่องจากเหตุสุดวิสัย จากประกาศของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ว่ายังคงมีสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ 10 จังหวัด ได้แก่ สุราษฎร์ธานี กระบี่ นครศรีธรรมราช ตรัง พัทลุง สตูล สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส รวม 92 อำเภอ 581 ตำบล 4,146 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับความเดือดร้อน 719,858 ครัวเรือน ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อช่วยพยุงสถานประกอบการ สนับสนุนการจ้างงาน และบรรเทาความเดือดร้อนของแรงงานที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ที่ไม่อาจคาดการณ์ได้

มาตรการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย

นางสาวกาญจนา พูลแก้ว ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน รักษาราชการแทนเลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กล่าวถึงภารกิจของสำนักงานประกันสังคมในด้านการสนับสนุนภาคธุรกิจ สำนักงานประกันสังคมได้ขับเคลื่อนโครงการสินเชื่อเพื่อส่งเสริมการจ้างงาน ระยะที่ 3 (พ.ศ. 2568 – 2569) ซึ่งเป็นมาตรการช่วยเหลือสถานประกอบการที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจและต้องการรักษาการจ้างงานเดิม รวมถึงเปิดโอกาสให้เกิดการจ้างงานใหม่ในระบบประกันสังคม โดยในปัจจุบันธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) ได้เข้าร่วมโครงการเพิ่มอีกหนึ่งแห่ง ซึ่งพร้อมเปิดให้สถานประกอบการยื่นขอหนังสือรับรองความเป็นสถานประกอบการและยื่นกู้กับธนาคารได้ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป ทำให้จำนวนธนาคารที่เข้าร่วมโครงการรวมทั้งสิ้น 7 แห่ง ได้แก่ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร, ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน), ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย, ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน), ธนาคารยูโอบี จำกัด (มหาชน), ธนาคารไทยเครดิต จำกัด (มหาชน) และธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน)

ทั้งนี้ มาตรการสินเชื่อนี้ กำหนดให้สถานประกอบการที่จ่ายเงินสมทบไม่น้อยกว่า 12 เดือนติดต่อกัน สามารถเข้าร่วมโครงการได้ และรักษาการจ้างงานไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ใน 3 ปีแรกของสัญญา โดยกำหนดวงเงินสินเชื่อสูงสุดแตกต่างกันตามขนาดของธุรกิจ ตั้งแต่ 15 ล้านบาท สูงสุดถึง 50 ล้านบาท ซึ่งอัตราดอกเบี้ยใน 3 ปีแรกกรณีมีหลักทรัพย์ค้ำประกันสูงสุดไม่เกินร้อยละ 2.35 ต่อปี และกรณีไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันหรือใช้บุคคลค้ำประกันสูงสุดไม่เกินร้อยละ 4.75 ต่อปี สำหรับอัตราดอกเบี้ยในปีที่ 4 เป็นต้นไป เป็นไปตามที่แต่ละธนาคารกำหนด โดยการพิจารณาสินเชื่อเป็นไปตามเงื่อนไขของแต่ละธนาคาร

พร้อมกันนี้ สำนักงานประกันสังคมยังให้ความสำคัญกับการดูแลผู้ประกันตนที่ได้รับผลกระทบ จากสถานการณ์ภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ โดยเฉพาะเหตุอุทกภัยในพื้นที่ 10 จังหวัดทางภาคใต้ ซึ่งทำให้ผู้ประกันตนจำนวนมากไม่สามารถปฏิบัติงานได้ตามปกติ และทำให้สถานประกอบการบางแห่งไม่สามารถดำเนินกิจการได้ 

สำนักงานประกันสังคมจึงได้สำรวจข้อมูลสถานประกอบการและลูกจ้างที่ได้รับผลกระทบที่เกิดจากอุทกภัย เพื่อดำเนินการคุ้มครองสิทธิประโยชน์กรณีว่างงานเนื่องจากเหตุสุดวิสัย ให้ผู้ประกันตนได้รับเงินทดแทนในอัตราร้อยละ 50 ของค่าจ้างรายวัน ครอบคลุมระยะเวลาสูงสุดไม่เกิน 180 วัน โดยผู้ประกันตนจะต้องยื่นแบบคำขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงาน พร้อมหนังสือรับรองจากนายจ้างเพื่อประกอบการพิจารณา และนายจ้างสามารถดาวน์โหลดแบบฟอร์มดังกล่าวได้จากเว็บไซต์ของสำนักงานประกันสังคมก่อนส่งเอกสารไปยังสำนักงานประกันสังคมพื้นที

นางสาวกาญจนา พูลแก้ว ย้ำว่า ทั้งสองมาตรการนี้สะท้อนเจตนารมณ์ของสำนักงานประกันสังคมในการยืนเคียงข้างแรงงานและผู้ประกอบการในทุกสถานการณ์ ทั้งการสร้างความมั่นคงด้านการจ้างงาน และการบรรเทาปัญหาที่เกิดจากเหตุสุดวิสัย พร้อมให้คำแนะนำว่าผู้ประกันตนและนายจ้างควรตรวจสอบสิทธิและเตรียมเอกสารให้ครบถ้วนเพื่อให้การรับบริการเป็นไปอย่างรวดเร็ว หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมสามารถติดต่อสายด่วนประกันสังคม 1506 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

มาตรการช่วยเหลือของประกันสังคมครั้งนี้เป็นสิ่งที่น่ายินดี เพราะแสดงให้เห็นถึงความใส่ใจและห่วงใยจากภาครัฐที่มีต่อผู้ที่ได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติ หวังว่ามาตรการเหล่านี้จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนและทำให้ทุกคนสามารถกลับมายืนหยัดได้อีกครั้ง

ที่มา – ประกันสังคม เดินหน้า 2 มาตรการช่วยนายจ้าง – ผู้ประกันตน เหตุอุทกภัย 10 จังหวัดภาคใต้

ฝนถล่มสุมาตรา น้ำท่วมฉับพลัน ดับ 10 ศพ

ฝนตกหนักต่อเนื่องส่งผลให้เกิดฝนถล่มสุมาตรา น้ำท่วมฉับพลันและดินถล่มหลายจุดบนเกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย คร่าชีวิตประชาชนอย่างน้อย 10 ราย สูญหายอย่างน้อย 6 คน สถานการณ์น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง และต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน

ทีมกู้ภัยกำลังเร่งเข้าพื้นที่ประสบภัยใน 6 อำเภอของจังหวัดสุมาตราเหนือ แต่การเข้าถึงทำได้ลำบาก เนื่องจากฝนมรสุมที่ตกหนักตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้แม่น้ำหลายสายเอ่อล้น ทะลักท่วมชุมชนอย่างรวดเร็ว ชาวบ้านจำนวนมากได้รับความเดือดร้อน ขาดแคลนอาหาร น้ำดื่ม และสิ่งของจำเป็น

จนถึงวันพุธ เจ้าหน้าที่สามารถกู้ร่างผู้เสียชีวิตได้อย่างน้อย 5 ราย และช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ 3 ราย ในเขตเมืองซิโบลกา ซึ่งเป็นพื้นที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุด ขณะเดียวกันยังคงค้นหาชาวบ้าน 4 คน ที่ยังสูญหาย ความหวังในการพบผู้รอดชีวิตเริ่มริบหรี่ลงทุกที

หัวหน้าตำรวจเมืองซิโบลกาเปิดเผยว่า ได้มีการตั้งศูนย์พักพิงฉุกเฉินแล้ว พร้อมเตือนประชาชนที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงให้รีบอพยพทันที เพราะฝนที่ยังตกต่อเนื่องอาจทำให้เกิดดินถล่มซ้ำ หลังจากก่อนหน้านี้เกิดดินถล่มแล้วมากถึง 6 ครั้ง ทำลายบ้านเรือน 17 หลัง และร้านกาแฟ 1 แห่งจนราบเป็นหน้ากลอง ความเสียหายเป็นวงกว้างและส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่อย่างมาก

อินโดนีเซียประสบปัญหาน้ำท่วมและดินถล่มเป็นประจำในฤดูฝน ตั้งแต่เดือนตุลาคมถึงมีนาคม เนื่องจากสภาพภูมิประเทศที่เป็นหมู่เกาะกว่า 17,000 เกาะ และมีประชากรจำนวนมากอาศัยอยู่ในเขตภูเขาและพื้นที่ลุ่มน้ำ ทำให้มีความเสี่ยงสูงต่อภัยพิบัติทางธรรมชาติ การเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติจึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง

ฝนถล่มสุมาตรา น้ำท่วมฉับพลัน

สถานการณ์ฝนถล่มสุมาตรา น้ำท่วมฉับพลันครั้งนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักถึงความสำคัญของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และผลกระทบที่เกิดขึ้นกับชีวิตและทรัพย์สินของผู้คน เราต้องร่วมมือกันเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และสร้างโลกที่ยั่งยืนสำหรับอนาคต

ผลกระทบจากฝนถล่มสุมาตรา

  • มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 10 ราย
  • มีผู้สูญหายอย่างน้อย 6 ราย
  • บ้านเรือนถูกทำลาย 17 หลัง
  • ร้านกาแฟถูกทำลาย 1 แห่ง
  • ประชาชนจำนวนมากได้รับความเดือดร้อน

การช่วยเหลือผู้ประสบภัยเป็นสิ่งที่เราทุกคนสามารถทำได้ ไม่ว่าจะเป็นการบริจาคเงิน สิ่งของ หรือการให้กำลังใจแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติในครั้งนี้

สถานการณ์ฝนถล่มสุมาตรา น้ำท่วมฉับพลันยังคงน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง การให้ความช่วยเหลือและการฟื้นฟูพื้นที่ประสบภัยเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในขณะนี้ เราขอส่งกำลังใจให้ผู้ประสบภัยทุกท่าน และหวังว่าสถานการณ์จะคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้นในเร็ววัน

ฝนที่ตกลงมาอย่างหนักทำให้ดินอุ้มน้ำไว้ไม่อยู่ และเกิดเป็นเหตุการณ์เลวร้ายอย่างที่เราได้เห็นกัน การจัดการพื้นที่และการวางผังเมืองที่ดีจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติทางธรรมชาติได้ในอนาคต

ที่มา – ฝนถล่มสุมาตรา น้ำท่วมฉับพลัน-ดินถล่มหนัก ดับอย่างน้อย 10 ราย สูญหาย 6 คน

บอร์ดอีวี ปรับปรุง EV3 และ EV3.5 ยืดหยุ่นผลิตชดเชย

บอร์ดอีวี เห็นชอบปรับปรุงมาตรการ EV3 และ EV3.5 ยืดหยุ่นการผลิตรถชดเชย พร้อมป้องกันปัญหารถยนต์ไฟฟ้าล้นตลาด

เมื่อวันที่ 25 พ.ย. 68 นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI ในฐานะกรรมการและเลขานุการ คณะกรรมการยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ หรือ บอร์ด EV กล่าวว่า ที่ประชุมบอร์ดอีวีชุดใหม่ ได้เห็นชอบการปรับปรุงมาตรการ EV3 และ EV3.5 ยืดหยุ่นการผลิตรถชดเชย เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ตลาดของโลกและของประเทศไทย โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ

1. ปรับปรุงมาตรการเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า และ 2. ปรับปรุงมาตรการเพื่อลดหรือป้องกันปัญหาการผลิตล้นตลาดในประเทศ (Oversupply)

สำหรับการปรับปรุงมาตรการเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการส่งเสริมอุตสาหกรรม EV ประกอบด้วย

1. ขยายเวลาการจดทะเบียนยานยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตในประเทศ ภายใต้มาตรการ EV3 และ EV3.5 จากเดิมที่จะต้องจดทะเบียนให้แล้วเสร็จภายในเดือนธันวาคม 2568 และ 2570 ตามลำดับ ขยายเวลาเป็นภายในเดือนมกราคมของปีถัดไป เพื่อช่วยให้ยานยนต์ไฟฟ้าที่จำหน่ายในช่วงปลายปี สามารถจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบกให้ทันภายในกำหนด

2. กำหนดเงื่อนไขในการจ่ายเงินอุดหนุนเพิ่มเติม โดยหากผู้ประกอบการผลิตได้ล่าช้ากว่าแผนกรมสรรพสามิตจะชะลอการจ่ายเงินอุดหนุนจนกว่าจะดำเนินการได้ตามแผน เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการที่ผู้ประกอบการไม่สามารถผลิตชดเชยได้ตามเงื่อนไขที่กำหนด

3. ปรับปรุงเงื่อนไขการขยายเวลาผลิตชดเชยภายใต้มาตรการ EV3 ให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงของภาคธุรกิจ โดยอนุญาตให้ผู้เข้าร่วมมาตรการ EV3 สามารถเพิ่มรายชื่อโรงงานอุตสาหกรรมที่เป็นคู่สัญญาในมาตรการ EV3.5 เข้ามาในสัญญา EV3 ได้ ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการสามารถดำเนินการผลิตชดเชยตามกรอบเวลาที่กำหนด

4. ขยายเวลาการผ่อนผันการนับมูลค่าวัตถุดิบที่ได้ถิ่นกำเนิดในประเทศไทยสำหรับเซลล์แบตเตอรี่จากต่างประเทศ จากเดิมสิ้นสุดปี 2568 ออกไปอีก 6 เดือน จนถึงสิ้นเดือนมิถุนายน 2569 โดยในช่วงที่ขยายเวลา ให้ปรับลดสัดส่วนมูลค่าของเซลล์แบตเตอรี่จากต่างประเทศเป็นวัตถุดิบที่ผลิตในประเทศได้ไม่เกินร้อยละ 10 จากเดิมที่ให้นับได้ไม่เกินร้อยละ 15 ของราคายานยนต์ไฟฟ้าหน้าโรงงาน

เพื่อให้เป็นไปตามเกณฑ์ของเขตปลอดอากร (Free Zone) หรือเขตประกอบการเสรี โดยผู้ขอรับการผ่อนผันต้องเสนอแผนการจัดหาชิ้นส่วนในประเทศที่ชัดเจน และจะถูกระงับการจ่ายเงินอุดหนุนตามมาตรการ EV3 และ EV3.5 ในระหว่างที่ได้รับการผ่อนผัน

5.กำหนดวิธีปฏิบัติและแนวทางดำเนินการสำหรับมาตรการสนับสนุนการผลิตรถยนต์ HEV 3 ด้านได้แก่

1. ด้านการปล่อย CO₂ ผู้ผลิตต้องผ่านการทดสอบและรับรองค่าการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ตามเกณฑ์ที่กำหนด พร้อมแสดงข้อมูลผ่านระบบ ECO Sticker

2. ด้านการใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตหรือประกอบในประเทศ ต้องมีการใช้ชิ้นส่วน HEV ที่มีมูลค่าสูงหรือปานกลางที่ผลิตในประเทศ ตามเงื่อนไขที่กำหนด และมีการใช้แบตเตอรี่ที่มีการผลิตอย่างน้อยในระดับ Pack Assembly ในประเทศ มีโรงงานที่มีสาระสำคัญของการผลิตและรักษากำลังผลิตของเครื่องจักร มีโรงงานประกอบเครื่องยนต์ที่ผลิตหรือใช้ชิ้นส่วนสำคัญในประเทศ 4 ใน 5 ชิ้น หรือมีสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศร้อยละ 40 ตามวิธีคำนวณและเงื่อนไขของกระทรวงอุตสาหกรรม มีการตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนา หรือมีการจ้างแรงงานไทยไม่น้อยกว่าร้อยละ 75 ของคนทำงานในสำนักงาน

3. ด้านความปลอดภัยและระบบ ADASผู้ผลิตต้องนำรถเข้าทดสอบการทำงานของระบบช่วยขับขี่อัจฉริยะ (ADAS) ที่ศูนย์ทดสอบยานยนต์และยางล้อแห่งชาติ (ATTRIC) ครอบคลุมการทดสอบทั้ง 4 กลุ่ม ได้แก่ Car-to-Car Rear Stationary, Lane Keeping, ระบบเตือนการออกนอกช่องจราจร (LDW) และระบบตรวจจับจุดบอด (BSD)

บอร์ดอีวี เห็นชอบปรับปรุงมาตรการ EV3 และ EV3.5 ยืดหยุ่นการผลิตรถชดเชย

ทำไมการปรับปรุงมาตรการ EV3 และ EV3.5 ยืดหยุ่นการผลิตรถชดเชยจึงสำคัญ?

การปรับปรุงมาตรการ EV3 และ EV3.5 ยืดหยุ่นการผลิตรถชดเชย นี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย การปรับแก้ให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้นจะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ตลาดที่เปลี่ยนแปลงไปได้อย่างรวดเร็ว และยังเป็นการส่งเสริมให้มีการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าภายในประเทศเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย นอกจากนี้ การป้องกันปัญหาการผลิตล้นตลาดก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยรักษาเสถียรภาพของตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในระยะยาว

โดยรวมแล้ว การปรับแก้มาตรการนี้ น่าจะส่งผลดีต่อทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค ทำให้รถยนต์ไฟฟ้าเข้าถึงได้ง่ายขึ้น และเป็นการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านไปสู่ยุคของยานยนต์ไฟฟ้าอย่างยั่งยืน

ที่มา – บอร์ดอีวี เห็นชอบปรับปรุงมาตรการ EV3 และ EV3.5 ยืดหยุ่นการผลิตรถชดเชย

น้ำท่วมใต้กระทบนักท่องเที่ยวมาเลเซีย เปิดศูนย์รับมือ

สถานการณ์น้ำท่วมใต้กระทบนักท่องเที่ยวมาเลเซียอย่างหนัก! น.ส.ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยถึงผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำท่วมภาคใต้ระหว่างวันที่ 21–24 พ.ย. 2568 โดยเฉพาะใน อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อตลาดนักท่องเที่ยวมาเลเซียที่เป็นตลาดหลักอันดับหนึ่งของไทยใน อ.หาดใหญ่

ททท. ประเมินว่าจำนวนนักท่องเที่ยวมาเลเซียในเดือน พ.ย.–ธ.ค. 2568 จะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ หากสถานการณ์คลี่คลายภายใน 1 สัปดาห์ ตัวเลขเดือน พ.ย. จะลดลง 7% เหลือประมาณ 331,000 คน และเดือน ธ.ค. ลดลง 7% เหลือ 420,000 คน ทำให้ทั้งปีคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวมาเลเซียราว 4.60 ล้านคน ลดลง 7% เมื่อเทียบกับปีก่อน แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อมากกว่า 1 สัปดาห์ เดือน พ.ย. อาจลดลง 8% เหลือ 327,000 คน และเดือน ธ.ค. อาจลดลงมากถึง 18% เหลือเพียง 373,000 คน ส่งผลให้ภาพรวมทั้งปีลดลงเหลือประมาณ 4.55 ล้านคน หรือหดตัว 8%

ขณะเดียวกัน ตลาดในประเทศก็ได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะ จ.สงขลา ซึ่งเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในพื้นที่ตอนล่างของภาคใต้ หาดใหญ่ถูกจัดเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดในรอบกว่า 10 ปี ส่งผลให้ ททท. ต้องปรับลดคาดการณ์การเดินทางของคนไทยในพื้นที่ ทั้งในเดือน พ.ย. และ ธ.ค. โดยเดือน พ.ย. คาดว่าจะมีผู้เยี่ยมเยือนชาวไทยเพียง 243,150 คน-ครั้ง ลดลง 6.93% รายได้ท่องเที่ยวลดลง 8.50% เหลือ 1,920 ล้านบาท ส่วนเดือน ธ.ค. คาดว่าจะมีผู้เยี่ยมเยือน 306,400 คน-ครั้ง ลดลง 2.04% รายได้ลดลง 4.06% เหลือ 2,410 ล้านบาท แม้ภาพรวมภาคใต้ยังโตเล็กน้อย แต่รายได้ยังหดตัวต่อเนื่อง โดย ททท. ชี้ว่าการปิดโรงแรมในหาดใหญ่ ถนนถูกตัดขาด การหยุดเดินรถไฟและรถโดยสาร ทำให้พฤติกรรมท่องเที่ยวของคนไทยในพื้นที่ชะลอตัวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และอาจต้องใช้เวลาอีกระยะกว่าสถานการณ์จะกลับสู่ภาวะปกติ

น้ำท่วมใต้กระทบนักท่องเที่ยวมาเลเซีย

ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า ททท. ประเมินว่าเหตุการณ์น้ำท่วมใต้กระทบนักท่องเที่ยวมาเลเซียในปีนี้มีแนวโน้มกระทบ 1–2 สัปดาห์ ก่อนทยอยกลับสู่ภาวะปกติในเดือน ธ.ค. หากไม่มีสถานการณ์รุนแรงเพิ่มเติม และเพื่อให้การดูแลนักท่องเที่ยวเป็นไปอย่างทันท่วงที ททท. ได้เปิดศูนย์วิกฤตเพื่อสื่อสารและประสานความช่วยเหลือ ที่ศูนย์ TATIC ชั้น 17 อาคารการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานใหญ่ ตั้งแต่วันที่ 25 พ.ย. 2568 เป็นต้นไป โดยมีนายชูวิทย์ ศิริเวชกุล รองผู้ว่าการด้านแผนและนโยบายทำหน้าที่ผู้อำนวยการศูนย์ เพื่อประสานข้อมูลจากทุกตลาดและให้การช่วยเหลือนักท่องเที่ยวอย่างเต็มที่

ททท. เปิดศูนย์วิกฤตรับมือ ผลกระทบจากน้ำท่วมใต้กระทบนักท่องเที่ยวมาเลเซีย

จากสถานการณ์น้ำท่วมใต้กระทบนักท่องเที่ยวมาเลเซียนี้ ททท. ได้เร่งดำเนินการช่วยเหลือและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบอย่างเต็มที่ นอกจากนี้ ยังได้วางแผนฟื้นฟูการท่องเที่ยวในพื้นที่ภาคใต้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและดึงดูดนักท่องเที่ยวให้กลับมาอีกครั้ง

ผลกระทบจากน้ำท่วมครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความเปราะบางของการท่องเที่ยวไทยต่อภัยธรรมชาติ เราต้องเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินอยู่เสมอ และวางแผนการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน เพื่อลดผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคม

ที่มา – น้ำท่วมใต้กระทบหนัก นักท่องเที่ยวมาเลเซียหาย 7-18% เปิดศูนย์วิกฤตรับมือท่องเที่ยวสะดุด

น้ำท่วมหาดใหญ่: ระดับน้ำหน้า รพ.ค่ายเสนาณรงค์ลด

สถานการณ์ น้ำท่วมหาดใหญ่ วันนี้ (26 พ.ย. 68) เวลา 09.00 น. มีรายงานว่าระดับน้ำบริเวณหน้าโรงพยาบาลค่ายเสนาณรงค์ ได้ลดลงประมาณ 30-50 เซนติเมตร ทำให้การสัญจรในตัวเมืองเทศบาลนครหาดใหญ่สะดวกสบายยิ่งขึ้น หลังเผชิญกับฝนตกหนักต่อเนื่องตลอดทั้งคืน

อัปเดตสถานการณ์ น้ำท่วมหาดใหญ่

จากสถานการณ์ น้ำท่วมหาดใหญ่ ที่เกิดขึ้น ผู้สื่อข่าวได้รายงานความคืบหน้าล่าสุดว่า ระดับน้ำบริเวณหน้าโรงพยาบาลค่ายเสนาณรงค์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ได้ลดลงอย่างเห็นได้ชัดเจน โดยลดลงประมาณ 30 ถึง 50 เซนติเมตร สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้การเดินทางสัญจรของประชาชนและเจ้าหน้าที่ในพื้นที่เทศบาลนครหาดใหญ่คล่องตัวมากขึ้น

บรรยากาศที่ค่ายเสนาณรงค์ มณฑลทหารบกที่ 42 ยังคงมีประชาชนทยอยเดินทางมารับน้ำดื่มและอาหาร เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนจากสถานการณ์ น้ำท่วมหาดใหญ่ และในเวลา 09.30 น. นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล มีกำหนดการลงพื้นที่มณฑลทหารบกที่ 42 เพื่อติดตามสถานการณ์และวางแผนการบริหารจัดการน้ำท่วมในพื้นที่อย่างใกล้ชิด

การให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมหาดใหญ่

หน่วยงานภาครัฐและเอกชนต่างระดมความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับผู้ประสบภัยน้ำท่วมหาดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นการแจกจ่ายอาหาร น้ำดื่ม ยาสามัญประจำบ้าน รวมถึงการจัดตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราวสำหรับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม

  • การสนับสนุนอาหารและน้ำดื่ม: มีการจัดตั้งจุดแจกจ่ายอาหารและน้ำดื่มในหลายพื้นที่ เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสิ่งของจำเป็นในการดำรงชีวิต
  • การจัดตั้งศูนย์พักพิง: สำหรับผู้ที่บ้านเรือนได้รับความเสียหาย หรือไม่สามารถอาศัยอยู่ได้ มีการจัดตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราวเพื่อรองรับผู้ประสบภัย
  • การช่วยเหลือด้านการแพทย์: ทีมแพทย์และพยาบาลพร้อมให้การดูแลรักษาพยาบาลแก่ผู้ที่เจ็บป่วยจากสถานการณ์น้ำท่วม

สถานการณ์น้ำท่วมครั้งนี้เป็นอุทาหรณ์สำคัญที่ทำให้เราต้องหันมาใส่ใจกับการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีกในอนาคต การวางแผนผังเมืองที่ดี การสร้างระบบระบายน้ำที่มีประสิทธิภาพ การปลูกป่าเพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียว ล้วนเป็นสิ่งจำเป็นที่จะช่วยลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติน้ำท่วมได้

ที่มา – อัปเดต “น้ำท่วมหาดใหญ่” หน้า รพ.ค่ายเสนาณรงค์ ระดับน้ำเริ่มลดแล้ว 30-50 ซม.

มาเลเซียเตือน! ฝนตกต่อเนื่องกระทบ 2 รัฐ

มาเลเซียเตือนฝนถล่มซ้ำถึง 28 พ.ย. เสี่ยงน้ำท่วมหลายรัฐ เตือนประชาชนเตรียมพร้อมรับมือ เพราะอาจเกิดน้ำท่วมเฉพาะจุดในหลายพื้นที่ แม้คาดมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือระลอกแรกปีนี้ไม่รุนแรงเท่าปี 2564

วันที่ 25 พฤศจิกายน 2568 กรมอุตุนิยมวิทยามาเลเซีย ประกาศว่า จากการประเมินคลื่นน้ำท่วมระลอกแรกของมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือปี 2568 ในจากข้อมูลแบบจำลองสภาพอากาศล่าสุด พบว่าน่าจะมีความรุนแรงน้อยกว่าภัยพิบัติครั้งใหญ่เมื่อปี 2564 แต่ยืนยันว่ายังมีความเสี่ยงเกิดฝนตกต่อเนื่องกระทบ 2 รัฐในหลายพื้นที่ซึ่งอาจทำให้สถานการณ์น้ำท่วมรุนแรงขึ้นไปอีกได้

ดร.โมห์ด ฮิชาม โมห์ด อานิป อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยาของมาเลเซีย ระบุว่า จะมีคลื่นลมน้ำมรสุมจากจีนแผ่นดินใหญ่เคลื่อนเข้าสู่มาเลเซียตั้งแต่วันอังคารที่ 25 พฤศจิกายน นำมาซึ่งฝนหนักยาวหลายวัน แม้สถานการณ์ยังไม่ถึงขั้นวิกฤตเพราะกระแสลมจากจีนไม่ได้มาพร้อมกับลมตะวันออกจากมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งโดยปกติเมื่อเกิดพร้อมกันจะทำให้ฝนตกหนักรุนแรงยิ่งขึ้น

นายฮิชามกล่าวว่า หากทั้งสองกระบวนการเข้ามาพร้อมกัน จะเกิดฝนหนักกว่านี้และสถานการณ์อาจเลวร้ายกว่าเดิม แต่คาดว่าในอีกไม่กี่วันข้างหน้าจะมีอีกหนึ่งระลอกนำพาฝนหนักตั้งแต่วันอังคารไปจนถึง 28 พฤศจิกายนนี้ ซึ่งจะมีผลกระทบต่อรัฐฝั่งตะวันออก เช่น ตรังกานู กลันตัน และรัฐทางเหนือ

พร้อมกันนี้ได้เตือนประชาชนให้ระมัดระวัง แม้ภาพรวมของปีนี้อาจไม่หนักเท่าปี 2564 แต่บางพื้นที่อาจประสบเหตุรุนแรงกว่าสถานการณ์ปัจจุบันได้ บางพื้นที่อาจเลวร้ายกว่าเดิมเพราะมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือปีนี้น่าจะมีฝนตกหนักประมาณ 5–7 ระลอก

โดยสถานการณ์น้ำท่วมมาเลเซียที่เริ่มกระทบหลายรัฐตั้งแต่วันเสาร์ที่แล้ว ได้ทวีความรุนแรงขึ้น โดยรัฐกลันตันมีผู้ประสบภัยมากที่สุด โดย 8 รัฐได้รับผลกระทบ และอาจแย่ลงกว่าเดิม เนื่องจากกรมอุตุฯ ออกคำเตือนฝนตกต่อเนื่องกระทบ 2 รัฐจนถึงวันอังคารนี้.

ทั้งนี้ สำหรับมหาอุทกภัยปี 2564 ถือเป็นหนึ่งในภัยพิบัติร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ของมาเลเซีย เกิดจากฝนตกหนักต่อเนื่องกว่า 2 วันตั้งแต่วันที่ 18 ธันวาคม 2564 ส่งผลให้หลายพื้นที่ในหุบเขากลางและรัฐฝั่งตะวันออกได้รับความเสียหายอย่างหนัก.

อุตุฯ มาเลเซียเตือน! ฝนตกต่อเนื่องกระทบ 2 รัฐ

สถานการณ์ฝนตกต่อเนื่องกระทบ 2 รัฐในมาเลเซียยังคงเป็นสิ่งที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด กรมอุตุนิยมวิทยามาเลเซียได้ออกมาเตือนถึงสถานการณ์ฝนที่อาจตกหนักต่อเนื่องไปจนถึงวันที่ 28 พฤศจิกายน ซึ่งส่งผลกระทบต่อรัฐทางฝั่งตะวันออกและทางเหนือของประเทศ โดยเฉพาะรัฐตรังกานูและกลันตัน

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากฝนตกต่อเนื่อง

  • น้ำท่วมฉับพลัน: ฝนที่ตกหนักต่อเนื่องอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำและใกล้แหล่งน้ำ
  • ดินโคลนถล่ม: ฝนที่ตกหนักอาจทำให้ดินอ่อนตัวและเกิดดินโคลนถล่มได้ โดยเฉพาะในพื้นที่ลาดชัน
  • การสัญจรติดขัด: น้ำท่วมและดินโคลนถล่มอาจทำให้การสัญจรเป็นไปได้ยากลำบาก หรืออาจต้องปิดเส้นทางบางสาย

ประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยงควรเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น โดยติดตามข่าวสารจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด เตรียมสิ่งของจำเป็น และวางแผนอพยพหากจำเป็น

แม้ว่าสถานการณ์ในปีนี้อาจไม่รุนแรงเท่าปี 2564 แต่การเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฝนตกต่อเนื่องกระทบ 2 รัฐยังคงเป็นสิ่งที่สำคัญ เพื่อลดความเสี่ยงและความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น

สถานการณ์ฝนตกหนักและน้ำท่วมในประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียเป็นสิ่งที่น่ากังวล และเป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักถึงความสำคัญของการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติทางธรรมชาติ การติดตามข่าวสารและปฏิบัติตามคำแนะนำของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะช่วยลดความเสี่ยงและความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้

ที่มา – อุตุฯ มาเลเซียออกคำเตือนฝนตกต่อเนื่อง กระทบ 2 รัฐ