วัน: 13 ธันวาคม 2025

มธ.แจง! ร้องเรียนพฤติกรรมรุนแรงต่อแพทย์ประจำบ้าน

จากกรณีที่มีการเผยแพร่เรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับพฤติกรรมรุนแรงที่อาจารย์แพทย์กระทำต่อแพทย์ประจำบ้าน คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ได้ออกแถลงการณ์ชี้แจงถึงประเด็นดังกล่าว โดยยืนยันว่าจะดำเนินการสอบสวนข้อเท็จจริงอย่างโปร่งใสและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย พร้อมทั้งเน้นย้ำว่าทางคณะฯ ไม่สนับสนุนการใช้ความรุนแรงในทุกรูปแบบ

เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2568 เพจเฟซบุ๊ก med.tu ได้เผยแพร่แถลงการณ์จากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เรื่อง การแสดงพฤติกรรมรุนแรงต่อแพทย์ประจำบ้าน ซึ่งได้รับความสนใจและมีการแชร์ต่อในวงกว้าง

ใจความสำคัญของแถลงการณ์ระบุว่า คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตระหนักถึงความสำคัญของเรื่องร้องเรียนที่เกิดขึ้น และไม่ได้นิ่งนอนใจต่อกรณีดังกล่าว โดยได้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงเพื่อดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างละเอียด รอบคอบ และเป็นไปตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

คณะแพทยศาสตร์ มธ. ยืนยันสอบสวนกรณีร้องเรียนพฤติกรรมรุนแรงต่อแพทย์ประจำบ้าน

ทางคณะฯ เน้นย้ำว่า มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ให้ความสำคัญกับการสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานและการเรียนรู้ที่ดี ปลอดภัย และเคารพซึ่งกันและกัน สำหรับนักศึกษาและบุคลากรทางการแพทย์ ซึ่งเป็นอนาคตของระบบสาธารณสุขไทย

ความคืบหน้าล่าสุดเกี่ยวกับกรณีร้องเรียนพฤติกรรมรุนแรงต่อแพทย์ประจำบ้าน

คณะแพทยศาสตร์ มธ. จะรายงานความคืบหน้าเกี่ยวกับการสอบสวนข้อเท็จจริงให้ทราบต่อไป

ประเด็นเรื่องการร้องเรียนพฤติกรรมรุนแรงต่อแพทย์ประจำบ้านกลายเป็นกระแสที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในสังคมออนไลน์ ทำให้เกิดคำถามถึงความเหมาะสมของการใช้อำนาจและความรุนแรงในระบบการศึกษาและการฝึกอบรมทางการแพทย์

ในการสอบสวนข้อเท็จจริง คณะกรรมการฯ จะทำการตรวจสอบพยานหลักฐาน รวบรวมข้อมูลจากผู้ที่เกี่ยวข้อง และพิจารณาข้อกล่าวหาอย่างรอบด้าน เพื่อให้ได้ข้อสรุปที่ถูกต้องและเป็นธรรมมากที่สุด

การดำเนินการสอบสวนข้อเท็จจริงในกรณีนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น และสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักศึกษา แพทย์ประจำบ้าน และบุคลากรทางการแพทย์ ว่าทางคณะฯ จะให้ความสำคัญกับการคุ้มครองสิทธิและสวัสดิภาพของทุกคน

อย่างไรก็ตาม การป้องกันปัญหาในระยะยาวเป็นสิ่งสำคัญยิ่งกว่า คณะแพทยศาสตร์ มธ. ควรพิจารณามาตรการต่างๆ เพื่อส่งเสริมวัฒนธรรมองค์กรที่เคารพซึ่งกันและกัน ป้องกันการใช้ความรุนแรง และสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้และการทำงานอย่างมีความสุขของแพทย์ประจำบ้าน

นอกจากนี้ การให้ความรู้และฝึกอบรมเกี่ยวกับทักษะการสื่อสาร การจัดการความขัดแย้ง และการรับมือกับความเครียด ก็เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับอาจารย์แพทย์และแพทย์ประจำบ้านทุกคน เพื่อลดความเสี่ยงของการเกิดปัญหาการร้องเรียนพฤติกรรมรุนแรงต่อแพทย์ประจำบ้าน

สังคมไทยควรให้ความสำคัญกับประเด็นนี้ และร่วมกันสร้างวัฒนธรรมที่ต่อต้านการใช้ความรุนแรงในทุกรูปแบบ รวมถึงในระบบการศึกษาและการฝึกอบรมทางการแพทย์ เพื่อให้บุคลากรทางการแพทย์สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มศักยภาพ และสร้างประโยชน์ให้กับสังคมได้อย่างแท้จริง

การแก้ไขปัญหาเรื่องร้องเรียนพฤติกรรมรุนแรงต่อแพทย์ประจำบ้านไม่เพียงแต่เป็นหน้าที่ของคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เท่านั้น แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทุกภาคส่วนในสังคม

ที่มา – คณะแพทยศาสตร์ มธ. ชี้แจงกรณีการร้องเรียนพฤติกรรมรุนแรงต่อ “แพทย์ประจำบ้าน”

แรงงานต้องรู้! สิทธิจากกองทุนเงินทดแทนภัยที่ทำงาน

อย่ามองข้าม! สิทธิที่ลูกจ้างทุกคนพึงได้รับจาก กองทุนเงินทดแทนภัยที่ทำงาน สำคัญอย่างยิ่งในการดูแลและเยียวยาเมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝัน

นางสาวกาญจนา พูลแก้ว เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม (สปส.) เน้นย้ำว่า สถานประกอบการทุกแห่งมีความเสี่ยงที่คาดเดาไม่ได้เสมอ และเมื่ออุบัติเหตุเกิดขึ้น การได้รับความช่วยเหลืออย่างทันท่วงทีและการใช้สิทธิอย่างถูกต้องคือสิ่งสำคัญที่สุด

เตือนแรงงาน อย่าพลาดสิทธิคุ้มครอง จากกองทุนเงินทดแทนภัยที่ทำงาน

กองทุนเงินทดแทนภัยที่ทำงาน จัดตั้งขึ้นโดยสำนักงานประกันสังคม เพื่อดูแลลูกจ้างที่ประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยจากการทำงาน ให้ได้รับการรักษาพยาบาล ค่าทดแทนการขาดรายได้ และสวัสดิการอื่นๆ ตามกฎหมาย เมื่อเกิดเหตุ นายจ้างต้องแจ้งเรื่องการประสบอันตรายของลูกจ้างตามแบบ กท.16 ภายใน 15 วันนับจากวันที่ทราบเหตุ

นายจ้างสามารถแจ้งเรื่องได้ด้วยตนเองที่สำนักงานประกันสังคมในพื้นที่ หรือส่งเอกสารทางไปรษณีย์ เพื่อให้ลูกจ้างได้รับการรักษาพยาบาลอย่างรวดเร็ว โดยมี 2 กรณีหลักดังนี้:

การเข้ารับการรักษาพยาบาลภายใต้กองทุนเงินทดแทนภัยที่ทำงาน

กรณีที่ 1: สถานพยาบาลในความตกลง

หากส่งตัวลูกจ้างเข้ารับการรักษาในสถานพยาบาลที่อยู่ในความตกลงของกองทุนเงินทดแทน สามารถใช้แบบ กท.44 โดยนายจ้างและลูกจ้างไม่ต้องสำรองจ่ายค่ารักษาพยาบาล สถานพยาบาลจะเรียกเก็บค่ารักษาจากกองทุนโดยตรง

กรณีที่ 2: สถานพยาบาลนอกความตกลง

หากส่งตัวลูกจ้างเข้ารับการรักษาในสถานพยาบาลที่ไม่ได้อยู่ในความตกลงของกองทุนเงินทดแทน นายจ้างหรือลูกจ้างต้องสำรองจ่ายค่ารักษาพยาบาลก่อน จากนั้นนำใบเสร็จมายื่นเบิกเงินคืนจากกองทุน

เอกสารหลักฐานที่ต้องใช้ในการดำเนินการ

เมื่อลูกจ้างประสบอันตรายจากการทำงาน สิ่งที่ต้องเตรียมคือ:

  • ใบรับรองแพทย์ (กท.16/1) หรือใบรับรองแพทย์ของสถานพยาบาล
  • หลักฐานอื่นที่จำเป็น เช่น ใบลงเวลาทำงาน แผนที่เกิดเหตุ หรือภาพถ่ายหลักฐานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง
  • ใบเสร็จรับเงินค่ารักษาพยาบาล (กรณีสำรองจ่าย)

กรณีเสียชีวิตหรือสูญหาย:

  • สำเนาบันทึกประจำวันตำรวจ
  • ใบมรณบัตรพร้อมสำเนา
  • ใบชันสูตรศพหรือใบรับรองแพทย์
  • สำเนาทะเบียนบ้าน บิดา มารดา คู่สมรสและบุตร สูติบัตรของบุตรของผู้เสียชีวิต
  • สำเนาทะเบียนสมรสของบิดา มารดา และลูกจ้าง

เพื่อให้ลูกจ้างได้รับการคุ้มครองและสิทธิประโยชน์จาก กองทุนเงินทดแทนภัยที่ทำงาน อย่างถูกต้องและครบถ้วน การขึ้นทะเบียนลูกจ้างและการชำระเงินสมทบตามกำหนดเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง สิ่งเหล่านี้ช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตแรงงานไทย และสร้างหลักประกันที่มั่นคง

ในสถานประกอบการทุกแห่งมีความเสี่ยงที่คาดไม่ถึง การเตรียมพร้อมรับมืออุบัติเหตุและการทราบสิทธิของตนเองจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้ได้รับการช่วยเหลืออย่างทันท่วงที และใช้สิทธิประโยชน์จาก กองทุนเงินทดแทนภัยที่ทำงาน ได้อย่างเต็มที่ อย่าละเลยการเรียนรู้เกี่ยวกับสิทธิเหล่านี้ เพื่อความปลอดภัยและความมั่นคงในชีวิตการทำงาน

ที่มา – เตือนแรงงาน อย่าพลาดสิทธิคุ้มครอง จากกองทุนเงินทดแทนภัยที่ทำงาน

นายกฯ น้ำตาคลอ พิธีพระราชทานเพลิงศพ “จ.ส.อ.ศตวรรษ”


“นายกฯ อนุทิน” น้ำตาคลอ เป็นประธานในพิธีพระราชทานเพลิงศพ “จ.ส.อ.ศตวรรษ สุจริต” ทหารกล้าพลีชีพในสนามรบไทย-กัมพูชา พร้อมให้กำลังใจครอบครัว-สวมกอดลูกสาวทั้ง 2 คนของ “จ่าเพียว”

เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางมายังสนามบินร้อยเอ็ด และในเวลา 15.10 น. เป็นประธานในพิธีพระราชทานเพลิงศพ จ่าสิบเอกศตวรรษ สุจริต หรือ จ่าเพียว ทหารกล้าที่ได้สละชีพจากเหตุการณ์ปะทะกันระหว่าง ไทย-กัมพูชา ณ วัดพรหมพิทักษ์วนาราม หมู่ที่ 9 ตำบลรอบเมือง อำเภอหนองพอก จังหวัดร้อยเอ็ด โดยมี นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก เข้าร่วมในพิธี

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นพื้นที่ที่มีความอ่อนไหว และการสูญเสียของ จ.ส.อ.ศตวรรษ นับเป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของชาติไทย การจัด พิธีพระราชทานเพลิงศพ “จ.ส.อ.ศตวรรษ” อย่างสมเกียรติ แสดงให้เห็นถึงความห่วงใย และความใส่ใจของผู้บริหารประเทศที่มีต่อผู้ที่เสียสละเพื่อชาติ

นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวแสดงความเสียใจและให้กำลังใจครอบครัวของ จ.ส.อ.ศตวรรษ รวมทั้งได้พูดคุยกับบุตรสาวทั้งสองของ จ.ส.อ.ศตวรรษ พร้อมทั้งให้กำลังใจให้ตั้งใจเรียนหนังสือ นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีได้เป็นสักขีพยานในพิธีมอบธงชาติคลุมหีบศพของ จ.ส.อ.ศตวรรษ พร้อมทั้งมอบใบประกาศเกียรติคุณและเงินช่วยเหลือจากกองทัพบก โดยมีรายงานว่า นายกรัฐมนตรีมีน้ำตาคลอในช่วงที่พูดคุยกับครอบครัว พร้อมทั้งกล่าวว่าเงินช่วยเหลือที่ได้รับขอให้เก็บไว้ดูแลบุตรทั้งสองคน และได้สวมกอดลูกสาวทั้งสองของ จ.ส.อ.ศตวรรษ

นายกฯ ร่วมพิธีพระราชทานเพลิงศพ “จ.ส.อ.ศตวรรษ”

ผู้สื่อข่าวได้รายงานเพิ่มเติมว่า ก่อนที่จะเดินทางกลับขึ้นรถยนต์ ได้มีประชาชนจำนวนมากที่มาร่วมในพิธีได้เข้ามาขอถ่ายรูปกับนายกรัฐมนตรี ซึ่งนายกรัฐมนตรีก็ได้เดินทักทายประชาชน ในขณะที่ประชาชนได้กล่าวให้กำลังใจนายกรัฐมนตรีให้สู้ๆ กับปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ให้จบในรุ่นของเรา ในขณะนั้น นายกรัฐมนตรีได้ชูกำปั้นแสดงสัญลักษณ์ของการต่อสู้ ก่อนที่จะชี้ไปที่ พล.อ.ชัยพฤกษ์ พร้อมทั้งกล่าวว่าคนนี้เป็นแม่ทัพใหญ่

ความเสียสละของ จ.ส.อ.ศตวรรษ

การเสียสละของ จ.ส.อ.ศตวรรษ ไม่เพียงแต่เป็นการสูญเสียบุคคลากรที่สำคัญของกองทัพ แต่ยังเป็นการสูญเสียของครอบครัวและคนที่รัก การให้ความสำคัญกับพิธีศพและการให้กำลังใจครอบครัวจึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง เพื่อเป็นการแสดงให้เห็นถึงความขอบคุณและความห่วงใยจากสังคม

พิธีพระราชทานเพลิงศพ “จ.ส.อ.ศตวรรษ” ไม่ได้เป็นเพียงพิธีทางศาสนา แต่เป็นสัญลักษณ์ของการยกย่องเชิดชูเกียรติผู้กล้าที่เสียสละเพื่อประเทศชาติ และเป็นการสร้างขวัญกำลังใจให้กับผู้ที่ยังปฏิบัติหน้าที่อยู่ในแนวหน้า

การที่นายกรัฐมนตรีเดินทางมาเป็นประธานในพิธีด้วยตนเอง แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจของรัฐบาลในการดูแลและให้ความสำคัญกับทหารที่เสียสละเพื่อชาติอย่างแท้จริง นอกจากนี้ การที่นายกรัฐมนตรีได้พูดคุยและให้กำลังใจกับครอบครัวของ จ.ส.อ.ศตวรรษ ยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงความเห็นอกเห็นใจและความห่วงใยที่รัฐบาลมีต่อประชาชน

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักถึงความสำคัญของการรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงของประเทศชาติ และเป็นแรงบันดาลใจให้เราทุกคนร่วมมือกันพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้าต่อไป เพื่อให้การเสียสละของ จ.ส.อ.ศตวรรษ ไม่สูญเปล่า

ที่มา – นายกฯ น้ำตาคลอพิธีพระราชทานเพลิงศพ “จ.ส.อ.ศตวรรษ” ทหารกล้าพลีชีพ ให้กำลังใจครอบครัว

ทำลาย 2 ที่หมาย คลังอาวุธกัมพูชา ตรงข้ามหนองหญ้าแก้ว

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา กลับมาตึงเครียดอีกครั้ง เมื่อกองกำลังบูรพา ร่วมกับกองทัพอากาศ ได้ปฏิบัติการทางอากาศ โดยมีเป้าหมายเพื่อทำลาย 2 ที่หมาย คลังอาวุธ-ระบบสื่อสารป้องกันภัยฝ่ายกัมพูชา ตรงข้าม บ.หนองหญ้าแก้ว

เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2568 เพจเฟซบุ๊ก กองทัพภาคที่ 1 ได้รายงานถึงสถานการณ์ความเคลื่อนไหวบริเวณชายแดน โดยระบุว่า เมื่อเวลา 16.09 น. กกล.บูรพา ร่วมกับ ทอ. ได้ปฏิบัติการทางอากาศ จำนวน 2 ที่หมาย ซึ่งผลการปฏิบัติการสามารถทำลาย 2 ที่หมาย คลังอาวุธ-ระบบสื่อสารป้องกันภัยฝ่ายกัมพูชา ตรงข้าม บ.หนองหญ้าแก้ว และบ้านหนองจาน

ทำลาย 2 ที่หมาย คลังอาวุธ-ระบบสื่อสารป้องกันภัยฝ่ายกัมพูชา ตรงข้าม บ.หนองหญ้าแก้ว

ปฏิบัติการดังกล่าว มุ่งเน้นไปที่การทำลายศักยภาพทางทหารของฝ่ายกัมพูชาในพื้นที่ดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คลังอาวุธและกระสุน ซึ่งถือเป็นแหล่งสะสมยุทโธปกรณ์ที่สำคัญ และระบบการสื่อสารป้องกันภัยทางอากาศ ซึ่งเป็นระบบที่ใช้ในการตรวจจับและตอบโต้ภัยคุกคามทางอากาศ

การโจมตีทางอากาศครั้งนี้ เกิดขึ้นในพื้นที่ตรงข้ามบ้านหนองหญ้าแก้วและบ้านหนองจาน ซึ่งเป็นพื้นที่ชายแดนที่มักมีปัญหาความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชาอยู่บ่อยครั้ง การปฏิบัติการดังกล่าว จึงอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และสถานการณ์ความมั่นคงในภูมิภาค

ผลกระทบและปฏิกิริยาต่อการทำลาย 2 ที่หมาย

แม้ว่าทางกองทัพภาคที่ 1 จะยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับผลกระทบและความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการโจมตีทางอากาศครั้งนี้ แต่คาดการณ์ว่า การทำลายคลังอาวุธและระบบการสื่อสารของฝ่ายกัมพูชา จะส่งผลกระทบต่อศักยภาพทางทหารของกัมพูชาในพื้นที่ดังกล่าวอย่างมีนัยสำคัญ

นอกจากนี้ การปฏิบัติการทางอากาศครั้งนี้ อาจจะทำให้เกิดปฏิกิริยาตอบโต้จากฝ่ายกัมพูชา ซึ่งอาจนำไปสู่ความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นตามแนวชายแดน อย่างไรก็ตาม ทางการไทยยังไม่ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมเกี่ยวกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

ประชาชนในพื้นที่ชายแดน ควรติดตามข่าวสารและสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต การมีสติและไม่ตื่นตระหนก จะช่วยให้ทุกคนสามารถผ่านพ้นสถานการณ์ที่ยากลำบากไปได้

สถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ยังคงเป็นสิ่งที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด การเจรจาและแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี ยังคงเป็นทางออกที่ดีที่สุด เพื่อป้องกันไม่ให้สถานการณ์บานปลายและส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

การทำลาย 2 ที่หมาย คลังอาวุธ-ระบบสื่อสารป้องกันภัยฝ่ายกัมพูชา ตรงข้าม บ.หนองหญ้าแก้ว ถือเป็นปฏิบัติการที่สำคัญ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ความมั่นคงในภูมิภาค อย่างไรก็ตาม การรักษาสันติภาพและการเจรจา ยังคงเป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายควรให้ความสำคัญ

ที่มา – ทำลาย 2 ที่หมาย คลังอาวุธ-ระบบสื่อสารป้องกันภัยฝ่ายกัมพูชา ตรงข้าม บ.หนองหญ้าแก้ว

แฟนบอลอินเดียปาเก้าอี้ใส่ทัวร์เมสซี่!

การเดินทางมาเยือนอินเดียของลิโอเนล เมสซี่เริ่มต้นด้วยความวุ่นวาย เมื่อแฟนบอลฉีกเก้าอี้ในสนามกีฬาและขว้างปาสิ่งของ หลังจากการปรากฏตัวของเขาที่สนาม Salt Lake Stadium ในเมืองโกลกาตาถูกตัดให้สั้นลง

ผู้สนับสนุนหลายพันคนที่ชื่นชอบเมสซี่ จ่ายเงินสูงถึง 12,000 รูปี (100 ปอนด์; 133 ดอลลาร์) เพื่อชมซูเปอร์สตาร์ลูกหนัง แต่ก็ต้องผิดหวังเมื่อเขาออกมาเดินไปรอบ ๆ สนาม และถูกเจ้าหน้าที่และคนดังกลุ่มใหญ่บดบัง

เมื่อกองหน้าอาร์เจนตินาและอินเตอร์ ไมอามี ถูกเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยพาตัวออกไปก่อนกำหนดหลังจากผ่านไปประมาณ 20 นาที กลุ่มผู้ชมบางส่วนก็เริ่มแสดงความไม่พอใจ

ม Mamata Banerjee มุขมนตรีแห่งรัฐเบงกอลตะวันตก กล่าวว่าเธอ “รู้สึกตกใจและเสียใจอย่างยิ่ง” กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

เมสซี่อยู่ในอินเดียสำหรับ ‘GOAT tour’ ซึ่งเป็นการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายในโกลกาตา ไฮเดอราบัด มุมไบ และนิวเดลี

ทัวร์ของเขาเริ่มต้นด้วยการเปิดตัวรูปปั้นขนาด 70 ฟุตของเขาเองในโกลกาตา ซึ่งถูกประกอบขึ้นในช่วง 27 วันโดยทีมงาน 45 คน

รูปปั้นถูกเปิดตัวเสมือนจริงเนื่องจากเหตุผลด้านความปลอดภัย ซึ่งหมายความว่าแฟน ๆ หลายพันคนจึงเดินทางไปยังสนามกีฬาของเมืองเพื่อโอกาสในการพบเห็นนักฟุตบอล

พวกเขาตะโกน ร้องเพลง ซื้อเสื้อ และสวมแถบคาดศีรษะ “I love Messi”

เหตุการณ์ แฟนบอลอินเดียปาเก้าอี้ใส่ทัวร์เมสซี่

เมสซี่เดินไปรอบ ๆ สนามโบกมือให้แฟน ๆ ในตอนแรก แต่หลังจากที่การปรากฏตัวของเขาสิ้นสุดลงอย่างกะทันหันเมื่อวันเสาร์ แฟน ๆ ที่ผิดหวังก็บุกเข้าไปในสนามและทำลายป้ายแบนเนอร์และเต็นท์ ในขณะที่คนอื่น ๆ ขว้างเก้าอี้พลาสติกและขวดน้ำ

ผู้ชนะการแข่งขันฟุตบอลโลกปี 2022 ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในผู้เล่นที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล คาดว่าจะได้ลงเล่นเกมนิทรรศการสั้น ๆ ที่สนามกีฬา ตามรายงานของสำนักข่าว AFP

แฟนบอลคนหนึ่งในสนามกีฬาบอกกับสำนักข่าว ANI ของอินเดียว่า “มีเพียงผู้นำและนักแสดงเท่านั้นที่อยู่รอบตัวเมสซี่ … ทำไมพวกเขาถึงเรียกเรามาที่นี่ … เราได้ตั๋วราคา 12,000 รูปี แต่เราไม่สามารถเห็นหน้าเขาได้เลย”

แฟนบอลที่โกรธเคืองคนหนึ่งบอกกับสำนักข่าว Press Trust of India ว่าผู้คนจ่ายเงินเทียบเท่าเงินเดือนหนึ่งเดือนเพื่อชมผู้ชนะ Ballon d’Or แปดสมัย

“ฉันจ่ายเงิน 5,000 รูปีสำหรับตั๋วและมากับลูกชายเพื่อดูเมสซี่ ไม่ใช่นักการเมือง

“ตำรวจและเจ้าหน้าที่ทหารกำลังถ่ายเซลฟี่ และฝ่ายบริหารต้องถูกตำหนิ”

โกลกาตาเป็นเมืองหลวงของรัฐเบงกอลตะวันตกของอินเดีย และมีฐานแฟนฟุตบอลจำนวนมากในประเทศที่คลั่งไคล้คริกเก็ตเป็นส่วนใหญ่

ในเมืองนี้ เป็นเรื่องปกติที่จะเห็นแฟน ๆ หลายแสนคนมารวมตัวกันที่สนามกีฬาในการแข่งขันดาร์บี้แมตช์ของสโมสรท้องถิ่น

Banerjee ประกาศการสอบสวน โดยกล่าวขอโทษเมสซี่และ “ผู้รักกีฬา” สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสนามกีฬา

เธอกล่าวในโพสต์บน X ว่า “คณะกรรมการ [สอบสวน] จะดำเนินการสอบสวนโดยละเอียดเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น กำหนดความรับผิดชอบ และแนะนำมาตรการเพื่อป้องกันเหตุการณ์ดังกล่าวในอนาคต”

ในช่วงเช้าตรู่ของวันเสาร์ ผู้คนหลายพันคนเรียงรายอยู่ตามถนนและรวมตัวกันนอกโรงแรมที่เมสซี่พักอยู่ เพื่อพยายามมองเห็นเขา

Hitesh ทนายความบริษัทวัย 24 ปี บินมาเกือบ 1,900 กิโลเมตรจากเมืองเบงกาลูรูทางตอนใต้ของอินเดีย

“สำหรับผม มันเป็นเรื่องส่วนตัว คุณจะเห็นว่าผมค่อนข้างเตี้ย และผมชอบเล่นฟุตบอลกับเพื่อน ๆ” Hitesh บอกกับ BBC โดยยืนอยู่หน้าอนุสาวรีย์

“เมสซี่เป็นผู้เล่นที่ผมรู้สึกผูกพันด้วยมากที่สุด ไม่มีใครเทียบได้กับพรสวรรค์ของเขา เขาให้ความหวังกับผมว่าด้วยพรสวรรค์ คุณสามารถทำอะไรก็ได้”

นี่เป็นเพียงส่วนเล็ก ๆ ของการแสดงความเคารพของอินเดียต่ออดีตกองหน้าของบาร์เซโลนาและปารีส แซงต์-แชร์กแมง

แฟน ๆ สามารถเยี่ยมชมโซนแฟน ‘Hola Messi’ ซึ่งมีหุ่นจำลองเมสซี่ขนาดเท่าตัวจริงนั่งอยู่บนบัลลังก์ ห้องโถงที่ประดับประดาด้วยถ้วยรางวัลของเขา และการจำลองบ้านของเขาในไมอามีที่สมบูรณ์พร้อมหุ่นจำลองผู้เล่นและครอบครัวของเขานั่งอยู่บนระเบียง

แฟนบอลอินเดียปาเก้าอี้ใส่ทัวร์เมสซี่

โดยรวมแล้ว เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นถึงความคลั่งไคล้ในตัวเมสซี่ของแฟนบอลชาวอินเดีย แต่การจัดการที่ไม่ดีทำให้เกิดความไม่พอใจและนำไปสู่ความวุ่นวายในที่สุด การสอบสวนที่เกิดขึ้นคงจะช่วยให้มีการปรับปรุงการจัดการกิจกรรมในอนาคตและป้องกันเหตุการณ์ทำนองนี้ไม่ให้เกิดขึ้นอีก

หวังว่าการเดินทางครั้งต่อ ๆ ไปในอินเดียของเมสซี่ จะได้รับการจัดการที่ดีกว่านี้ และแฟน ๆ จะได้มีโอกาสชื่นชมเขาอย่างเต็มที่ โดยไม่มีเหตุการณ์ความวุ่นวายเกิดขึ้นอีก แฟนบอลอินเดียปาเก้าอี้ใส่ทัวร์เมสซี่ เป็นเรื่องที่ไม่ควรเกิดขึ้น

การปรากฏตัวของเมสซี่ในอินเดียครั้งนี้ ถึงแม้จะมีเหตุการณ์ไม่สงบเกิดขึ้น แต่ก็แสดงให้เห็นว่าความนิยมของเขานั้นยิ่งใหญ่เพียงใด และฟุตบอลก็ยังคงเป็นกีฬาที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในประเทศนี้

ที่มา – Anger at Messi tour in India as fans throw chairs and bottles at event

เปิดภาพ! ความเสียหายชายแดนสระแก้ว หลังกัมพูชายิง BM-21

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณจังหวัดสระแก้วทวีความตึงเครียดขึ้น เมื่อฝ่ายกัมพูชายิง BM-21 และเครื่องยิงลูกระเบิดเข้ามาในพื้นที่ประเทศไทย ส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อบ้านเรือนราษฎร พื้นที่เกษตรกรรม และโครงสร้างพื้นฐาน วันนี้เราจะมาเปิดภาพความเสียหาย ชายแดน จ.สระแก้ว หลังกัมพูชายิง BM-21 ใส่พื้นที่ประชาชนไทย

กองทัพภาคที่ 1 ได้รายงานสรุปความเสียหายที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์ดังกล่าว ซึ่งเกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 8 ธันวาคม 2568 เป็นต้นมา การโจมตีจากฝ่ายกัมพูชาไม่ได้คำนึงถึงเป้าหมาย ทำให้ความเสียหายกระจายเป็นวงกว้าง สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนในพื้นที่

เปิดภาพความเสียหาย ชายแดน จ.สระแก้ว หลังกัมพูชายิง BM-21

รายงานจากกองทัพภาคที่ 1 ระบุถึงความเสียหายใน 2 อำเภอหลัก ได้แก่ อำเภอตาพระยา และอำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการยิง BM-21 และเครื่องยิงลูกระเบิดของกัมพูชา

ความเสียหายในอำเภอตาพระยา

ในพื้นที่อำเภอตาพระยา ความเสียหายส่วนใหญ่อยู่ที่บ้านเรือนของประชาชน และพื้นที่ไร่นาทางการเกษตร หลายครอบครัวต้องเผชิญกับความยากลำบากในการดำรงชีวิต เนื่องจากบ้านเรือนได้รับความเสียหาย ไม่สามารถพักอาศัยได้ตามปกติ และพื้นที่ทางการเกษตรซึ่งเป็นแหล่งรายได้หลักก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน เกษตรกรหลายรายสูญเสียพืชผลทางการเกษตร ทำให้ขาดรายได้ในการเลี้ยงชีพ

ความเสียหายในอำเภอโคกสูง

สำหรับอำเภอโคกสูง ความเสียหายค่อนข้างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นถนนคอนกรีต ถนนลาดยาง เสาไฟฟ้า รวมถึงบ้านเรือน และไร่นาของประชาชน ถนนหลายสายได้รับความเสียหาย ทำให้การเดินทางสัญจรเป็นไปด้วยความยากลำบาก เสาไฟฟ้าที่ถูกยิงได้รับความเสียหาย ทำให้ไฟฟ้าดับในหลายพื้นที่ ประชาชนไม่สามารถใช้ไฟฟ้าในการดำรงชีวิตประจำวันได้ตามปกติ นอกจากนี้ บ้านเรือนและไร่นาของประชาชนก็ได้รับความเสียหายเช่นเดียวกับในอำเภอตาพระยา

รายละเอียดความเสียหายเพิ่มเติม:

  • ถนนคอนกรีตและถนนลาดยางหลายสายได้รับความเสียหาย
  • เสาไฟฟ้าในหมู่บ้านหักโค่น ทำให้ไฟฟ้าดับในหลายพื้นที่
  • บ้านเรือนราษฎรได้รับความเสียหาย ทั้งหลังคา ผนัง และโครงสร้าง
  • พื้นที่ไร่นาทางการเกษตรถูกทำลาย พืชผลเสียหาย

สถานการณ์เปิดภาพความเสียหาย ชายแดน จ.สระแก้ว หลังกัมพูชายิง BM-21 ครั้งนี้ ส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างมาก หลายครอบครัวต้องสูญเสียบ้านเรือน ไร่นา และทรัพย์สินอื่นๆ ที่มีค่า การช่วยเหลือและเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง

หน่วยงานภาครัฐและองค์กรต่างๆ ควรเร่งให้ความช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่อย่างเร่งด่วน ไม่ว่าจะเป็นการซ่อมแซมบ้านเรือน การฟื้นฟูพื้นที่ทางการเกษตร การจัดหาที่พักอาศัยชั่วคราว และการให้ความช่วยเหลือด้านอื่นๆ ที่จำเป็น เพื่อให้ประชาชนสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุขโดยเร็วที่สุด

การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา เป็นสิ่งที่ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ความรุนแรงซ้ำรอย และเพื่อสร้างสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

ถึงเวลาแล้วที่ทุกภาคส่วนจะต้องร่วมมือกันเพื่อช่วยเหลือและฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากความรุนแรง และสร้างอนาคตที่ดีกว่าให้กับประชาชนในพื้นที่ชายแดน

สถานการณ์ชายแดนไทยกัมพูชาที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการมีสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่ายในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธี และการให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากความรุนแรง

เปิดภาพความเสียหาย ชายแดน จ.สระแก้ว หลังกัมพูชายิง BM-21 สะท้อนให้เห็นถึงความสูญเสียและความเดือดร้อนของประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชายแดน เราหวังว่าสถานการณ์จะคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น และทุกฝ่ายจะหันมาเจรจาเพื่อแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความสูญเสียเช่นนี้อีกในอนาคต

ที่มา – เปิดภาพความเสียหาย ชายแดน จ.สระแก้ว หลังกัมพูชายิง BM-21 ใส่พื้นที่ประชาชนไทย

รถถังยิงต่อเนื่อง ปากกระบอกปืนแตก!

ภาพประกอบจากแฟ้ม

กองทัพบกเร่งตรวจสอบสาเหตุ รถถังยิงต่อเนื่อง VT4 ปากกระบอกปืนแตก หลังทำการรถถังยิงต่อเนื่องในการปะทะกับกัมพูชา บริเวณแนวชายแดน ประเด็นนี้ได้รับความสนใจอย่างมากในแวดวงความมั่นคงและประชาชนทั่วไป

วันที่ 13 ธันวาคม 2568 จากสถานการณ์การปะทะตามแนวชายแดนไทยกัมพูชา ล่าสุด เฟซบุ๊กเพจ “Wassana Nanuam” ของ วาสนา นาน่วม ผู้สื่อข่าวสายทหาร ได้โพสต์ข้อความระบุว่า “ทบ.เผย รถถังสายพันธุ์มังกร VT4 สละชีพ ยิงต่อเนื่องในสมรภูมิรบ จนปากกระบอกปืนแตก โฆษก ทบ. เผยเร่งส่งซ่อม รอสรรพาวุธ ทบ. สรุปสาเหตุ

พันเอก ริชฌา สุชสุวานนท์ รองโฆษก ทบ. กล่าวถึงกรณีรถถัง VT4 ของไทยเกิดอุบัติเหตุ ยิงจนปากกระบอกปืนแตก นั้นว่า เกิดขึ้นจริง รถถังมีความเสียหาย ส่วนสาเหตุยังระบุไม่ได้ อยู่ในขั้นการตรวจสอบสายเทคนิค 

แต่จากข้อสันนิษฐานเป็นไปได้หลายประการ เนื่องจากรถถัง VT4 เข้าร่วมปฏิบัติการมาอย่างต่อเนื่อง ทำการยิงอย่างหนักหน่วง ในห้วงตั้งแต่มีการปฏิบัติการมา อาจจะเป็นสาเหตุนี้หรือไม่ อย่างไรก็ตาม อยากให้รอการพิสูจน์ทางเทคนิค โดยกรมสรรพาวุธอย่างละเอียดอีกครั้ง”

รถถังยิงต่อเนื่อง ในการปะทะกัมพูชา จนปากกระบอกปืนแตก

เหตุการณ์รถถังยิงต่อเนื่อง จนปากกระบอกปืนแตกนั้น ถือเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ยาก แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ สาเหตุอาจมาจากหลายปัจจัยประกอบกัน ไม่ว่าจะเป็นความล้าของโลหะที่ใช้ทำปากกระบอกปืนเอง การใช้งานที่เกินขีดจำกัด หรือแม้แต่ปัจจัยภายนอก เช่น กระสุนที่ไม่ได้มาตรฐาน

ปัจจัยที่อาจส่งผลให้รถถังยิงต่อเนื่องแล้วปากกระบอกปืนแตก

  • ความล้าของโลหะ: การใช้งานอย่างหนักหน่วงและต่อเนื่องเป็นเวลานาน อาจทำให้โลหะที่ใช้ทำปากกระบอกปืนเกิดความล้า และนำไปสู่การแตกร้าวได้
  • การใช้งานเกินขีดจำกัด: รถถังแต่ละรุ่นมีขีดจำกัดในการใช้งานที่แตกต่างกัน การใช้งานเกินขีดจำกัด อาจทำให้เกิดความเสียหายต่อส่วนประกอบต่างๆ ของรถถังได้
  • กระสุนไม่ได้มาตรฐาน: การใช้กระสุนที่ไม่ได้มาตรฐาน อาจทำให้เกิดแรงดันภายในปากกระบอกปืนสูงเกินไป และนำไปสู่การแตกร้าวได้
  • การบำรุงรักษาที่ไม่เหมาะสม: การบำรุงรักษาที่ไม่เหมาะสม อาจทำให้ส่วนประกอบต่างๆ ของรถถังเสื่อมสภาพเร็วกว่าปกติ และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดความเสียหายได้

การตรวจสอบอย่างละเอียดโดยกรมสรรพาวุธจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงของอุบัติเหตุในครั้งนี้ และนำไปสู่การปรับปรุงแก้ไข เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีกในอนาคต นอกจากนี้ การฝึกอบรมพลประจำรถถังให้มีความรู้ความเข้าใจในการใช้งานและการบำรุงรักษารถถังอย่างถูกต้อง ก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจถึงความสำคัญของการบำรุงรักษาและตรวจสอบยุทโธปกรณ์อย่างสม่ำเสมอ การลงทุนในเทคโนโลยีและอุปกรณ์ที่ทันสมัย รวมถึงการฝึกอบรมบุคลากรให้มีความเชี่ยวชาญ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและความปลอดภัยในการปฏิบัติงาน

ที่มา – รถถังยิงต่อเนื่อง ในการปะทะกัมพูชา จนปากกระบอกปืนแตก

อันวาร์สั่ง ไทย-กัมพูชาหยุดยิง 4 ทุ่ม!

อันวาร์กำหนดเส้นตายไทย-กัมพูชาหยุดยิง 4 ทุ่ม! นายกรัฐมนตรีมาเลเซียสั่งการ หวังยุติความขัดแย้ง พร้อมส่งทีมอาเซียนและใช้ดาวเทียมสหรัฐฯ ตรวจสอบสถานการณ์

นายกรัฐมนตรี อันวาร์ อิบราฮิม ของมาเลเซีย ในฐานะประธานอาเซียน ได้ออกมาเรียกร้องให้ประเทศไทยและกัมพูชายุติการสู้รบตามแนวชายแดนโดยทันที โดยกำหนดเส้นตายภายในเวลา 22.00 น. พร้อมกันนี้เตรียมส่งทีมสังเกตการณ์อาเซียนลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบสถานการณ์จริง และใช้ข้อมูลจากดาวเทียมของรัฐบาลสหรัฐฯ เพื่อเฝ้าระวังการปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิง

อันวาร์ระบุในแถลงการณ์ว่า ได้หารือทางโทรศัพท์กับนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ของไทย และฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา เพื่อแสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อสถานการณ์ความตึงเครียดที่ทวีความรุนแรงขึ้นตามแนวชายแดน

“ผมได้เรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายใช้ความยับยั้งชั่งใจสูงสุด ยุติการสู้รบทุกประเภท และหลีกเลี่ยงการดำเนินการทางทหารเพิ่มเติม รวมถึงการใช้กำลังหรือการเคลื่อนกำลังพล โดยให้มีผลตั้งแต่เวลา 22.00 น. วันนี้” นายอันวาร์กล่าว

อันวาร์กำหนดเส้นตายไทย-กัมพูชาหยุดยิง 4 ทุ่ม

เพื่อสนับสนุนการลดความตึงเครียดและสร้างความโปร่งใสในการตรวจสอบสถานการณ์บริเวณชายแดน ไทย-กัมพูชา นายอันวาร์เปิดเผยว่า จะมีการส่งทีมสังเกตการณ์อาเซียน นำโดย พลเอก นีซัม จาฟฟาร์ ผู้บัญชาการกองทัพมาเลเซีย ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์จริง โดยจะทำงานควบคู่กับระบบติดตามจากดาวเทียมของสหรัฐฯ ซึ่งจะเริ่มปฏิบัติการพร้อมกันในช่วงเวลาเดียวกัน เพื่อให้การตรวจสอบเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด

ข้อมูลจากการสังเกตการณ์ภาคสนามและการติดตามผ่านดาวเทียม จะถูกรวบรวมเพื่อนำเสนอในการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน ที่จะมีขึ้นในวันที่ 16 ธันวาคมนี้ เพื่อให้ประเทศสมาชิกได้รับข้อมูลที่เป็นกลางและเป็นข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานการณ์ความขัดแย้ง

รายงานระบุว่า นับตั้งแต่การปะทะตามแนวชายแดนปะทุขึ้นอีกครั้งในสัปดาห์นี้ มีประชาชนมากกว่า 500,000 คน ในทั้งสองประเทศต้องอพยพออกจากพื้นที่ ซึ่งเพิ่มขึ้นจากการอพยพจากเหตุปะทะลักษณะเดียวกันเมื่อต้นปีที่ผ่านมาอย่างมาก

สถานการณ์ล่าสุดเกี่ยวกับ อันวาร์กำหนดเส้นตายไทย-กัมพูชาหยุดยิง 4 ทุ่ม

การปะทะครั้งนี้ถือว่ารุนแรงที่สุด นับตั้งแต่เหตุสู้รบเป็นเวลา 5 วันในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งมีผู้เสียชีวิตหลายสิบคน และทำให้ประชาชนราว 300,000 คน ต้องพลัดถิ่น ก่อนที่อันวาร์จะเป็นตัวกลางร่วมกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ในการเจรจาหยุดยิง

นายอันวาร์ย้ำว่า มาเลเซียยังคงยึดมั่นในการทำงานร่วมกับประเทศสมาชิกอาเซียนและประชาคมระหว่างประเทศ โดยเน้นย้ำว่า การเจรจา การทูต และความยับยั้งชั่งใจ คือหนทางที่ดีที่สุดในการรักษาสันติภาพและเสถียรภาพของภูมิภาค

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด การดำเนินการของอาเซียนภายใต้การนำของมาเลเซียครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง หวังว่าการเจรจาและกลไกต่างๆ จะนำไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืนในที่สุด

ที่มา – อันวาร์กำหนดเส้นตายไทย-กัมพูชาหยุดยิง 4 ทุ่ม ส่งทีมอาเซียน–ดาวเทียมสหรัฐฯ ตรวจสอบสถานการณ์

“สุทิน” ชี้ไทยถอยไม่ได้ ต้องทำให้ข้าศึกเข็ดหลาบ!

“สุทิน” ห่วงสถานการณ์ชายแดน ชี้ ไทยถอยไม่ได้ ต้องทำให้ข้าศึกเข็ดหลาบ จี้ “นายกฯ อนุทิน” เร่งเจรจาช่วยเหลือคนไทยในกัมพูชา หวั่นกลายเป็นตัวประกัน

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 13 ธันวาคม 2568 นายสุทิน คลังแสง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และอดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย เป็นประธานเปิดสำนักงานกฎหมายคลังแสง ซึ่งตั้งอยู่เลขที่ 67/26 หมู่ 8 ตลาดอู้ฟู่ ถ.มิตรภาพ อ.เมือง จ.ขอนแก่น ซึ่งนายกำพลศักดิ์ คลังแสง ประธานบริษัทสำนักงานกฎหมายคลังแสง ได้จัดตั้งขึ้น โดยมีคณะทำงานด้านกฎหมาย รวมทั้งนักการเมืองทั้งในระดับประเทศและท้องถิ่นร่วมแสดงความยินดี

จากนั้น นายสุทิน ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ว่า ในฐานะที่อดีตเคยเป็น รมว.กลาโหม ได้ทำงานร่วมกับผู้บัญชาการเหล่าทัพ และกำลังทหารทุกหน่วยในช่วงที่ผ่านมา มีความเป็นห่วงในเหตุการณ์เช่นนี้ที่ไม่น่าเกิดขึ้น และไม่ควรเกิดขึ้นในทุกประเทศ เพราะการแก้ปัญหาเรื่องความขัดแย้งของมนุษย์นั้นมีหลายวิธีที่ควรทำ ดีกว่ามาใช้กำลัง เสียดายที่ผ่านมาเราทำไม่สมบูรณ์ในบางขั้นตอน จนทำให้เกิดการเลยเถิดมาจนถึงทุกวันนี้

“เมื่อมาถึงขั้นนี้แล้วประเทศไทยเราก็ถอยไม่ได้ ไทยก็ต้องเดินหน้าเต็มที่เพื่อปกป้องอธิปไตย และต้องทำให้ศัตรูหรือข้าศึกนั้นต้องเข็ดหลาบ แต่การสู้รบสมัยใหม่นั้นสู้ด้วยกำลัง สู้ด้วยทางการทูต สู้ด้วยจิตวิทยาสังคมที่ต้องช่วงชิงกัน กองทัพและรัฐบาลจะต้องคำนึงประเด็นดังกล่าวให้ดี เราอาจจะต้องชนะทุกคนและทุกเรื่องไปพร้อมกัน โดยส่วนตัวก็ต้องให้กำลังใจทหาร ให้กำลังใจรัฐบาล การจบด้วยสันติวิธีโดยที่ไทยเรานั้นจะต้องไม่เสียเปรียบ”

นายสุทิน ยังเผยอีกว่า ไทยเราเจรจาไม่รอบคอบในหลายประเด็น เราเปิดช่องโหว่ให้มีการเล็ดลอด มีการละเมิดข้อตกลง ดังนั้นเมื่อมีการเล็ดลอดเกิดขึ้นก็เกิดข้อพิพาททันที ทำให้การเจรจาต่างๆ ไม่สำเร็จ การเจรจาระหว่างรัฐบาล 2 ประเทศ จะต้องคุยกันให้ลึกและปิดรอยรั่ว เพราะหากไม่ทำจริงจังก็จะเกิดปัญหาเช่นนี้กลับคืนมาอีก

“รัฐบาลรักษาการของคุณอนุทิน (ชาญวีรกูล) ทำได้เกือบทุกเรื่องตามกรอบกฎหมายที่กำหนด แต่เรื่องข้อพิพาทระหว่างประเทศและสงครามที่กำลังเกิดขึ้น รัฐบาลรักษาการก็ต้องยึดถึงความมั่นคงเป็นหลัก อย่าคิดให้เป็นประเด็นหรือประโยชน์ทางการเมือง ซึ่งจังหวะแบบนี้ถ้าคนคิดไม่ดีก็จะเอาเป็นประโยชน์ทางการเมืองได้ จึงต้องช่วยกันเตือนสติรัฐบาลในเรื่องนี้ด้วย”

ในช่วงท้าย นายสุทิน ยังกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ถ้ารัฐบาลมีการประเมินแล้วว่าจะมีสถานการณ์สู้รบเกิดขึ้น จะต้องรีบจัดการในเรื่องเหล่านี้ก่อน รัฐบาลและทหารจะรู้กันก่อนว่าหากเกิดการสู้รบก็ต้องอพยพประชาชนของตนเองออกมาก่อน แต่มาวันนี้กัมพูชาไม่ให้คนไทยเกือบ 7,000 คนออกมาจากประเทศ แบบนี้ไทยเสียหายและเสียเปรียบในดุลทางทหารด้วย เพราะหากกลายเป็นการจับพลเรือนไทยเป็นตัวประกัน เราเสียเปรียบชัดเจน.

“สุทิน” ชี้ ไทยถอยไม่ได้ ต้องทำให้ข้าศึกเข็ดหลาบ

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นประเด็นที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด ล่าสุดนายสุทิน คลังแสง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ออกมาแสดงความห่วงใยต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น โดยย้ำว่า ไทยถอยไม่ได้ ต้องทำให้ข้าศึกเข็ดหลาบ เพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติ

ทำไม “สุทิน” ถึงมองว่าไทยถอยไม่ได้ ต้องทำให้ข้าศึกเข็ดหลาบ?

นายสุทินมองว่าการเจรจาที่ผ่านมายังไม่รอบคอบ ทำให้เกิดช่องโหว่และการละเมิดข้อตกลง ดังนั้นการตอบโต้ที่แข็งกร้าวเพื่อปกป้องอธิปไตยจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ นอกจากนี้ การที่กัมพูชาไม่อนุญาตให้คนไทยเดินทางออกนอกประเทศยังเป็นการเสียเปรียบในดุลทางทหาร โดยหากคนไทยถูกจับเป็นตัวประกัน สถานการณ์จะยิ่งยากลำบากมากขึ้นไปอีก

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการเจรจาที่โปร่งใสและรอบคอบ รวมถึงการเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดฝัน เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติและประชาชน การที่“สุทิน” ชี้ ไทยถอยไม่ได้ ต้องทำให้ข้าศึกเข็ดหลาบ เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าประเทศไทยพร้อมที่จะปกป้องอธิปไตยของตนเอง

อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีและการเจรจาอย่างสร้างสรรค์ยังคงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งที่อาจนำไปสู่ความสูญเสีย

ที่มา – “สุทิน” ชี้ ไทยถอยไม่ได้ ต้องทำให้ข้าศึกเข็ดหลาบ จี้นายกฯ เร่งช่วยคนไทยในกัมพูชา