วัน: 20 ธันวาคม 2025

13 วันไม่มีรายได้ ชาวบ้านแห่ออก ‘ศูนย์พักพิง’

หลังจากอพยพนาน 13 วันที่ปราศจากรายได้ ชาวบ้านจำนวนมากจึงตัดสินใจเดินทางออกจาก “ศูนย์พักพิง” แม้ว่าจะยังไม่มีประกาศอย่างเป็นทางการให้กลับเข้าพื้นที่ได้ก็ตาม พวกเขาแสดงความกังวลเกี่ยวกับภาระหนี้สินที่อาจเพิ่มพูน พร้อมทั้งส่งกำลังใจให้แก่ทหารไทยและชื่นชมในความสามารถของทุกนาย

เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บนทางหลวงหมายเลข 2171 เดชอุดม – น้ำยืน พบเห็นรถกระบะของชาวบ้านจากอำเภอน้ำยืนจำนวนมาก บรรทุกสัมภาระเดินทางออกจากศูนย์พักพิงเพื่อกลับไปยังภูมิลำเนาในช่วง 2 วันที่ผ่านมา สืบเนื่องจากข่าวการยึดคืนพื้นที่เนิน 677 และช่องอานม้าได้สำเร็จเมื่อวันที่ 17 ธันวาคมที่ผ่านมา ทำให้หลายครอบครัวตัดสินใจที่จะกลับไปเริ่มต้นชีวิตใหม่

นายเผด็จ ทองพิเศษ อายุ 49 ปี ชาวบ้านที่กำลังเติมน้ำมัน ได้เปิดเผยว่า ครอบครัวของเขาต้องออกจากบ้านตั้งแต่วันที่ 7 ธันวาคม ซึ่งเป็นวันแรกที่มีการปะทะกันรอบที่ 2 รวมเป็นเวลา 13 วันแล้ว เมื่อทราบข่าวว่าฝ่ายไทยสามารถยึดช่องอานม้าได้สำเร็จ และสถานการณ์ในพื้นที่เริ่มคลี่คลายไม่มีเสียงปืนใหญ่ เขาจึงตัดสินใจเก็บข้าวของเดินทางกลับบ้านเพื่อไปกรีดยางพาราหารายได้ เพราะตลอด 13 วันที่อยู่ใน “ศูนย์พักพิง” นั้น ครอบครัวไม่มีรายได้เลย หากไม่กลับไปกรีดยางก็จะไม่มีเงินจ่ายหนี้สินที่คั่งค้าง นอกจากนี้ เขายังฝากให้กำลังใจแก่ทหารทุกนายที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่แนวหน้า และชื่นชมในความสามารถและความเสียสละของทหารไทย

ชาวบ้านแห่ออกจากศูนย์พักพิง หลัง 13 วันไม่มีรายได้

นางกชพร ธรรมโม ผู้ใหญ่บ้านบ้านน้ำยืน พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ ชรบ. ยังคงปฏิบัติหน้าที่ตั้งจุดสกัดคัดกรองการเข้าออก และป้องกันไม่ให้ประชาชนกลับเข้าไปในพื้นที่โดยพลการ เนื่องจากสถานการณ์ยังคงอยู่ในภาวะสีแดง แม้ว่าจะไม่มีเสียงปืนในพื้นที่แล้วก็ตาม การกลับเข้าไปในพื้นที่ได้นั้นยังคงต้องรอคำสั่งจากฝ่ายความมั่นคงอย่างเป็นทางการ

ทำไมชาวบ้านถึงตัดสินใจออกจาก “ศูนย์พักพิง” ก่อนได้รับอนุญาต?

เหตุผลหลักที่ชาวบ้านตัดสินใจออกจาก “ศูนย์พักพิง” ก่อนได้รับอนุญาตอย่างเป็นทางการ คือปัญหาเรื่องปากท้องและการขาดรายได้เป็นเวลานานถึง 13 วัน หลายครอบครัวมีภาระหนี้สินที่ต้องชำระ และการอยู่ในศูนย์พักพิงไม่ได้ช่วยให้พวกเขามีรายได้เพียงพอที่จะเลี้ยงชีพและชำระหนี้ได้ การกลับไปยังภูมิลำเนาเพื่อประกอบอาชีพเดิม เช่น กรีดยางพารา จึงเป็นทางเลือกที่พวกเขาพิจารณาแล้วว่ามีความจำเป็นเร่งด่วนกว่า

นอกจากนี้ ข่าวการยึดคืนพื้นที่และการที่สถานการณ์เริ่มคลี่คลายลง แม้จะยังไม่ปลอดภัย 100% ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ชาวบ้านตัดสินใจเสี่ยงที่จะกลับไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ แม้จะยังมีความกังวลเรื่องความปลอดภัยอยู่บ้าง แต่ความต้องการที่จะหารายได้เลี้ยงครอบครัวมีมากกว่า

  • ผลกระทบต่อเศรษฐกิจชุมชน: การอพยพของชาวบ้านส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจชุมชนในภาพรวม เนื่องจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจหลายอย่างหยุดชะงัก
  • ความช่วยเหลือจากภาครัฐ: หน่วยงานภาครัฐควรเร่งให้ความช่วยเหลือด้านการเงินและอาชีพแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและสนับสนุนให้พวกเขาสามารถกลับมาดำเนินชีวิตได้ตามปกติ
  • การฟื้นฟูพื้นที่: การฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อสร้างความมั่นใจและความปลอดภัยให้กับประชาชนในการกลับคืนสู่บ้านเกิด

การตัดสินใจของชาวบ้านที่ออกจาก “ศูนย์พักพิง” สะท้อนให้เห็นถึงความยากลำบากและความเดือดร้อนที่พวกเขาต้องเผชิญ การแก้ไขปัญหาจึงต้องคำนึงถึงความต้องการที่แท้จริงของพวกเขา และให้ความช่วยเหลืออย่างเหมาะสมเพื่อให้พวกเขาสามารถกลับมาดำเนินชีวิตได้อย่างปกติสุขโดยเร็ว

ที่มา – 13 วันไม่มีรายได้ ชาวบ้านแห่ออก “ศูนย์พักพิง” แม้ยังไม่มีประกาศให้เข้าพื้นที่

เมียนมาทิ้งระเบิดสะกาย ดับเพียบ ก่อนเลือกตั้ง

กองทัพเมียนมาจัดหนักก่อนเลือกตั้งทิ้งระเบิด–ยิงถล่มพื้นที่พลเรือนในเขตสะกายดับเพียบ

สถานการณ์ในเมียนมายังคงน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง ยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังจากกองทัพเมียนมาเพิ่มความรุนแรงในการโจมตีทางอากาศ โดยมุ่งเป้าไปที่พื้นที่พลเรือน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตสะกาย ความรุนแรงที่เพิ่มขึ้นนี้เกิดขึ้นในช่วงก่อนการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงในวันที่ 28 ธันวาคมนี้

กองทัพเมียนมาได้ยกระดับปฏิบัติการทางอากาศอย่างเห็นได้ชัด ทั้งการทิ้งระเบิด การยิงจรวด และการกราดยิงจากอากาศยาน โดยเป้าหมายหลักคือพื้นที่ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของฝ่ายต่อต้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตสะกาย ความพยายามนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อยึดคืนพื้นที่ก่อนการเลือกตั้งที่จะมีขึ้น สถานการณ์ที่เกิดขึ้นส่งผลให้จำนวนผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจ

รายงานล่าสุดระบุว่า ในช่วงเวลาเพียงหนึ่งสัปดาห์ มีพลเรือนเสียชีวิตหลายสิบรายจากการโจมตีทางอากาศของกองทัพเมียนมา การโจมตีเหล่านี้เกิดขึ้นหลังจากที่พลเอกอาวุโสมิน อ่อง หล่าย ผู้นำรัฐบาลทหาร ได้กล่าวยกย่องกองทัพอากาศในพิธีครบรอบ 78 ปี ที่กรุงเนปิดอว์ โดยชื่นชมความเสียสละและความทุ่มเทของกองทัพในการปกป้องประเทศจากภัยคุกคามทั้งภายนอกและภายใน

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา กองทัพอากาศเมียนมาได้ส่งเครื่องบินขับไล่ 4 ลำ และอากาศยานไจโรคอปเตอร์ 3 ลำ เข้าโจมตีเป้าหมายพลเรือนในเขตคินอู โดยหนึ่งในเป้าหมายคือคลังน้ำมันริมถนนและทางแยกใกล้เคียง การโจมตีดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความไม่เลือกหน้าในการโจมตีเป้าหมายพลเรือน

เจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารประชาชนในพื้นที่ให้ข้อมูลว่า ระเบิดตกลงบนจุดเก็บถังน้ำมันริมถนน ทำให้เกิดไฟลุกลามไปยังรถยนต์ที่ติดอยู่ในการจราจร บริเวณจุดตรวจมีรถสะสมอยู่จำนวนมาก ทำให้กลายเป็นเป้าหมายที่ง่ายต่อการโจมตี เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความโหดร้ายของการโจมตีที่ส่งผลกระทบต่อพลเรือนผู้บริสุทธิ์

เหตุการณ์โจมตีดังกล่าวทำให้มีพลเรือนเสียชีวิตอย่างน้อย 13 ราย โดยไม่มีรายงานการปะทะกับกลุ่มต่อต้านในพื้นที่แต่อย่างใด เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นยืนยันว่า กองทัพจงใจโจมตีพลเรือนด้วยระเบิด จรวด และปืนกลจากอากาศ การกระทำดังกล่าวถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง

ก่อนหน้านั้นในวันพุธ เครื่องบินรบของกองทัพเมียนมา 5 ลำ ได้โจมตีท่าเรือ 2 แห่ง ริมฝั่งตะวันตกของแม่น้ำอิระวดี ด้วยการทิ้งระเบิดอย่างน้อย 30 ครั้ง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 7 ราย และบาดเจ็บ 15 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพลเรือนที่อพยพข้ามแม่น้ำมาจากเมืองซิงกู เขตมัณฑะเลย์ เพื่อหนีการสู้รบ

ขณะเดียวกัน ชาวบ้านในเมืองซิงกูกำลังอพยพจำนวนมาก หลังทหารรัฐบาลเดินหน้าปฏิบัติการยึดคืนพื้นที่ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในฐานที่มั่นสุดท้ายของฝ่ายต่อต้านในเขตมัณฑะเลย์ สถานการณ์นี้ทำให้เกิดวิกฤตด้านมนุษยธรรมอย่างรุนแรง

ในวันเดียวกัน เครื่องบินรบจากฐานทัพอากาศเมืองเมกติลา ได้ทิ้งระเบิดใส่หมู่บ้านเซตอว์ ในเขตเวตเล็ต ทั้งที่ไม่มีการปะทะภาคพื้นดิน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 4 ราย รวมถึงคู่สามีภรรยาสูงอายุวัยกว่า 70 ปี บ้านเรือนและยานพาหนะหลายคันถูกทำลาย

คืนวันพุธ ยังมีรายงานว่า กองทัพอากาศโจมตีโรงพยาบาลชุมชนในเมืองเย-อู จนตัวอาคารได้รับความเสียหาย แม้ไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตหรือบาดเจ็บ การโจมตีโรงพยาบาลถือเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างชัดเจน

สถานการณ์ความรุนแรงก่อนการเลือกตั้ง

ข้อมูลจากรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ (NUG) ระบุว่า นับตั้งแต่การรัฐประหารในปี 2021 กองทัพเมียนมาได้ดำเนินการโจมตีทางอากาศอย่างน้อย 8,281 ครั้ง โดยจำนวนมากพุ่งเป้าไปยังบ้านเรือนและโครงสร้างพื้นฐานของพลเรือนในพื้นที่ฝ่ายต่อต้าน โดยยอดผู้เสียชีวิตจากปฏิบัติการโจมตีทางอากาศอยู่ที่อย่างน้อย 4,470 ราย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นประชาชนผู้บริสุทธิ์

สถานการณ์ในเมียนมาแสดงให้เห็นถึงความโหดร้ายของความขัดแย้งที่ส่งผลกระทบต่อพลเรือนผู้บริสุทธิ์ การโจมตีทางอากาศที่เพิ่มขึ้นโดยกองทัพเมียนมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงก่อนการเลือกตั้ง แสดงให้เห็นถึงความไม่ใส่ใจต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

ความรุนแรงที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในเมียนมา ทำให้เกิดคำถามสำคัญเกี่ยวกับอนาคตของประเทศ และความหวังในการคืนสู่ประชาธิปไตย การเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการกำหนดทิศทางของประเทศ แต่ความรุนแรงที่เกิดขึ้นอาจทำให้กระบวนการนี้เป็นไปได้ยากยิ่งขึ้น

ประชาคมโลกจำเป็นต้องให้ความสนใจกับสถานการณ์ในเมียนมาอย่างใกล้ชิด และใช้มาตรการที่เหมาะสมเพื่อยุติความรุนแรง และส่งเสริมการเจรจาเพื่อหาทางออกทางการเมืองที่ยั่งยืน

กองทัพเมียนมาจัดหนักก่อนเลือกตั้งทิ้งระเบิด–ยิงถล่มพื้นที่พลเรือนในเขตสะกายดับเพียบ นี่คือโศกนาฏกรรมที่ประชาคมโลกไม่อาจมองข้ามได้

ที่มา – กองทัพเมียนมาจัดหนักก่อนเลือกตั้งทิ้งระเบิด–ยิงถล่มพื้นที่พลเรือนในเขตสะกายดับเพียบ

กองทัพบก ประณามกัมพูชา โจมตีพลเรือน

“กองทัพบก” ประณาม “กัมพูชา” ที่โจมตีชุมชนพลเรือน ใช้กำลังไม่เลือกเป้าหมาย ชี้สร้างผลกระทบรุนแรงต่อประชาชนคนไทยในพื้นที่ชายแดน

วันที่ 20 ธ.ค. 2568 พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก เผยว่า กองทัพบกขอประณามการกระทำของฝ่ายกัมพูชา ที่ใช้กำลังทางทหารและอาวุธโจมตีเข้ามาในพื้นที่ชุมชนและบ้านเรือนประชาชนใกล้แนวชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งเป็นพื้นที่พลเรือนและมิใช่พื้นที่ทางทหาร การกระทำดังกล่าวถือเป็นการละเมิดหลักการคุ้มครองพลเรือนตามกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศและบรรทัดฐานตามหลักสากลอย่างร้ายแรง ส่งผลกระทบโดยตรงต่อประชาชนคนไทยผู้บริสุทธิ์จำนวนมาก

การใช้กำลังในลักษณะดังกล่าว ได้สร้างความสูญเสียและความเดือดร้อนแก่ประชาชนในพื้นที่ชายแดนอย่างกว้างขวาง ทั้งต่อชีวิต ทรัพย์สิน และความเป็นอยู่ของประชาชน ทำให้ต้องดำรงชีวิตท่ามกลางความหวาดกลัวและความไม่มั่นคง อันเป็นผลจากการใช้กำลังที่ไม่คำนึงถึงผลกระทบด้านมนุษยธรรมและความปลอดภัยของพลเรือน

ส่วนสถานการณ์ความไม่สงบและการใช้กำลังทางทหารบริเวณแนวชายแดน ซึ่งยังคงมีความตึงเครียดอย่างต่อเนื่อง ได้ส่งผลกระทบต่อประชาชนไทยเป็นวงกว้าง มีประชาชนได้รับผลกระทบรวมประมาณ 400,000 ราย จากสถานการณ์ดังกล่าว พบว่ามีประชาชนเสียชีวิตรวม 23 ราย แบ่งเป็นผู้เสียชีวิตจากกรณีอาวุธจรวดหลายลำกล้อง BM-21 ตกในพื้นที่บ้านเรือนของประชาชนโดยตรง จำนวน 1 ราย และผู้เสียชีวิตจากผลกระทบทางอ้อมของเหตุการณ์ จำนวน 22 ราย

นอกจากนี้ ยังมีประชาชนได้รับบาดเจ็บจากการโจมตีดังกล่าวอีก 6 ราย ซึ่งผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บทั้งหมดล้วนเป็นประชาชนผู้บริสุทธิ์ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการสู้รบแต่อย่างใด นอกจากความสูญเสียต่อชีวิตของประชาชนแล้ว การกระทำดังกล่าวยังสร้างความเสียหายอย่างรุนแรงต่อทรัพย์สินและโครงสร้างพื้นฐานของพลเรือน โดยมีบ้านเรือนประชาชนได้รับความเสียหายไม่น้อยกว่า 30 หลัง พื้นที่ทำการเกษตรซึ่งเป็นแหล่งรายได้หลักของประชาชนได้รับความเสียหายในหลายพื้นที่ส่งผลให้ประชาชนจำนวนมากไม่สามารถประกอบอาชีพหรือดำรงชีวิตได้ตามปกติ

รวมทั้งพบว่า มีโรงพยาบาลได้รับผลกระทบ 20 แห่ง และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ได้รับผลกระทบ 201 แห่ง โดยเฉพาะโรงพยาบาลพนมดงรักที่ได้รับผลกระทบจากอาวุธจรวดหลายลำกล้อง BM-21 โดยตรง ขณะเดียวกัน ความไม่ปลอดภัยที่เกิดขึ้นยังส่งผลให้สถานศึกษาหลายแห่งในพื้นที่ชายแดนต้องหยุดการเรียนการสอน เด็กและเยาวชนไม่สามารถเข้าถึงการศึกษาได้ตามปกติ ขาดโอกาสทางการศึกษา และต้องใช้ชีวิตท่ามกลางความหวาดกลัว ซึ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรงและต่อเนื่องต่อคุณภาพชีวิตและความมั่นคงในการดำรงชีพของประชาชนในระยะยาว

โฆษกกองทัพบกระบุว่า การมุ่งเป้าโจมตีของฝ่ายกัมพูชาเป็นการใช้กำลังในลักษณะไม่เลือกเป้าหมาย ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายและผลกระทบต่อชีวิตประชาชนเพิ่มมากขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้. ประชาชนคนไทยไม่ควรต้องตกเป็นเป้าหมายหรือได้รับผลกระทบจากการกระทำทางทหารในลักษณะดังกล่าว. กองทัพบกขอเรียกร้องให้ฝ่ายกัมพูชายุติการกระทำที่ก่อให้เกิดความรุนแรงต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์ในทันที พร้อมทั้งปฏิบัติตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศและกฎหมายมนุษยธรรมอย่างเคร่งครัด.

จากเหตุการณ์ “กองทัพบก” ประณาม “กัมพูชา” โจมตีชุมชนพลเรือนในครั้งนี้ ทำให้เห็นถึงความสำคัญของการรักษาสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเร่งดำเนินการเจรจาและหาทางออกร่วมกัน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีกในอนาคต ความปลอดภัยและชีวิตของประชาชนต้องมาเป็นอันดับแรก

กองทัพบก ประณามกัมพูชา โจมตีพลเรือน

ผลกระทบจากเหตุการณ์ กองทัพบก ประณามกัมพูชา โจมตีพลเรือน

  • ความสูญเสียในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน
  • ผลกระทบต่อการศึกษาและการดำรงชีวิต
  • ความหวาดกลัวและความไม่มั่นคงในพื้นที่ชายแดน

การกระทำของกัมพูชาที่ “กองทัพบก” ประณาม “กัมพูชา” โจมตีชุมชนพลเรือนในครั้งนี้ เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ และต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ชายแดนสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุข

ที่มา – “กองทัพบก” ประณาม “กัมพูชา” โจมตีชุมชนพลเรือน ใช้กำลังไม่เลือกเป้าหมาย

กทม. อ่วม! เช้านี้ค่าฝุ่น PM 2.5 เกินมาตรฐาน

คนกรุงต้องระวัง! เช้านี้สถานการณ์ ค่าฝุ่น PM 2.5 ในกรุงเทพมหานคร (กทม.) พุ่งสูงเกินมาตรฐานในหลายพื้นที่ ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน โดยมีแนวโน้มว่า ค่าฝุ่น PM 2.5 จะเพิ่มสูงขึ้นอีกด้วย

ทางเฟซบุ๊ก กรุงเทพมหานคร ได้โพสต์รายงานสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM 2.5) ในกรุงเทพมหานคร ประจำวันที่ 20 ธันวาคม 2568 เวลา 07:00 น. พบว่าค่าเฉลี่ยของกรุงเทพมหานครอยู่ที่ 36.7 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (มคก./ลบ.ม.) ซึ่งเกือบจะเกินค่ามาตรฐานที่ 37.5 มคก./ลบ.ม.

พื้นที่ที่มี ค่าฝุ่น PM 2.5 สูงสุด 12 อันดับแรกในกรุงเทพมหานคร ได้แก่:

  1. เขตบางนา 48.1 มคก./ลบ.ม.
  2. เขตประเวศ 47.4 มคก./ลบ.ม.
  3. เขตจตุจักร 44.6 มคก./ลบ.ม.
  4. เขตมีนบุรี 43.6 มคก./ลบ.ม.
  5. เขตบางรัก 42.9 มคก./ลบ.ม.
  6. เขตหนองแขม 42.7 มคก./ลบ.ม.
  7. เขตสาทร 42.6 มคก./ลบ.ม.
  8. เขตปทุมวัน 42.2 มคก./ลบ.ม.
  9. เขตคลองสามวา 41.4 มคก./ลบ.ม.
  10. เขตลาดกระบัง 41 มคก./ลบ.ม.
  11. เขตบางซื่อ 40.1 มคก./ลบ.ม.
  12. เขตหนองจอก 40.1 มคก./ลบ.ม.

โดยภาพรวมในแต่ละพื้นที่เป็นดังนี้:

  • กรุงเทพเหนือ: 32.7 – 44.6 มคก./ลบ.ม. (ปานกลาง)
  • กรุงเทพตะวันออก: 25.3 – 47.4 มคก./ลบ.ม. (เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ)
  • กรุงเทพกลาง: 27.4 – 37.7 มคก./ลบ.ม. (ปานกลาง)
  • กรุงเทพใต้: 28.9 – 48.1 มคก./ลบ.ม. (เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ)
  • กรุงธนเหนือ: 33.3 – 37.5 มคก./ลบ.ม. (ปานกลาง)
  • กรุงธนใต้: 32.9 – 42.7 มคก./ลบ.ม. (ปานกลาง)

เนื่องจากฝุ่นละอองมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น และคุณภาพอากาศโดยรวมอยู่ในเกณฑ์ปานกลางถึงเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ จึงมีข้อแนะนำด้านสุขภาพดังนี้:

เช้านี้ กทม. อ่วม ค่าฝุ่น PM 2.5 เกินมาตรฐานหลายพื้นที่ เริ่มกระทบต่อสุขภาพ

คุณภาพอากาศระดับสีส้ม: เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ

  • ประชาชนทั่วไป: ใช้อุปกรณ์ป้องกันตนเอง เช่น หน้ากากป้องกัน PM 2.5 ทุกครั้งที่ออกนอกอาคาร จำกัดระยะเวลาในการทำกิจกรรมหรือการออกกำลังกายกลางแจ้งที่ใช้แรงมาก ควรสังเกตอาการผิดปกติ เช่น ไอ หายใจลำบาก ระคายเคืองตา
  • ประชาชนกลุ่มเสี่ยง: ใช้อุปกรณ์ป้องกันตนเอง เช่น หน้ากากป้องกัน PM 2.5 ทุกครั้งที่ออกนอกอาคาร หลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมหรือการออกกำลังกายกลางแจ้งที่ใช้แรงมาก ให้ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ หากมีอาการผิดปกติให้รีบไปพบแพทย์

วิธีป้องกันตัวเองจาก ค่าฝุ่น PM 2.5 เบื้องต้น

  • สวมหน้ากาก N95 หากจำเป็นต้องออกนอกบ้าน
  • หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายกลางแจ้ง
  • ตรวจสอบคุณภาพอากาศก่อนออกจากบ้าน
  • ติดตั้งเครื่องฟอกอากาศในบ้าน

สถานการณ์ ค่าฝุ่น PM 2.5 ในกรุงเทพฯ ยังคงเป็นสิ่งที่ต้องเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง การป้องกันตนเองและติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อรักษาสุขภาพของเราให้ปลอดภัยจากมลพิษทางอากาศ

ที่มา – เช้านี้ กทม. อ่วม ค่าฝุ่น PM 2.5 พุ่งเกินมาตรฐานหลายพื้นที่ เริ่มกระทบต่อสุขภาพ

สหรัฐฯ เปิดแฟ้ม “เอปสตีน” ลดแรงกดดันการเมือง

สหรัฐฯ เดินหน้าเปิดเอกสารคดี “เจฟฟรีย์ เอปสตีน” นักค้ากามชื่อฉาว หลังรัฐสภาผ่านกฎหมายบังคับเผยข้อมูลทั้งหมด รวมถึงปมการเสียชีวิตในเรือนจำ ท่ามกลางแรงกดดันทางการเมือง

วันที่ 19 ธันวาคม 2568 กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ เริ่มทยอยเปิดเผยเอกสารที่เกี่ยวข้องกับนายเจฟฟรีย์ เอปสตีน นักค้ากามผู้มีชื่อพัวพันกับบุคคลทรงอิทธิพลจำนวนมาก รวมถึง ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ หลังจากเอกสารเหล่านี้ถูกปิดเป็นความลับมานานหลายปี การเปิดแฟ้ม “เอปสตีน” ลดแรงกดดันการเมืองครั้งนี้จึงเป็นที่จับตามองอย่างมาก

ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นหลังประธานาธิบดีทรัมป์ ลงนามในกฎหมายเมื่อวันพุธที่ 19 พฤศจิกายน ภายใต้แรงกดดันจากสมาชิกพรรครีพับลิกันด้วยกันเอง บังคับให้กระทรวงยุติธรรมต้องเปิดเผยเอกสารและการสื่อสารทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับเอปสตีน ภายใน 30 วัน รวมถึงข้อมูลการสอบสวนการเสียชีวิตของเขาในเรือนจำกลาง

โดยทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาสหรัฐฯ มีมติผ่านกฎหมายนี้อย่างเด็ดขาดในเดือนพฤศจิกายน นับเป็นปรากฏการณ์ทางการเมือง หลังความพยายามเปิดแฟ้มคดีนี้เคยติดขัดมาหลายเดือน จากการคัดค้านของทรัมป์และแกนนำพรรครีพับลิกัน

การเปิดแฟ้ม “เอปสตีน” ลดแรงกดดันการเมืองครั้งนี้ ถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดจากสาธารณชนและสื่อทั่วโลก เนื่องจากอาจเปิดเผยเครือข่ายอำนาจ และความเชื่อมโยงเชิงลึกของหนึ่งในคดีอื้อฉาวที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองสหรัฐฯ การเปิดเผยข้อมูลลับนี้อาจทำให้ผู้ที่เกี่ยวข้องต้องออกมาตอบคำถามต่อสังคม

สหรัฐฯ เปิดแฟ้ม “เอปสตีน” ลดแรงกดดันการเมือง

คดีของเจฟฟรีย์ เอปสตีน เป็นคดีที่ซับซ้อนและมีผู้เกี่ยวข้องจำนวนมาก การตายของเขาในเรือนจำยิ่งทำให้เกิดข้อสงสัยและทฤษฎีสมคบคิดต่างๆ นานา การเปิดเผยเอกสารที่เกี่ยวข้องทั้งหมดจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อคลี่คลายความจริงและตอบคำถามที่ค้างคาใจสังคม

ผลกระทบทางการเมืองจากการเปิดแฟ้ม “เอปสตีน” ลดแรงกดดันการเมือง

การเปิดเผยเอกสารคดีเอปสตีนอาจส่งผลกระทบต่อการเมืองสหรัฐฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อผู้ที่มีชื่อพัวพันกับคดีนี้ ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง นักธุรกิจ หรือบุคคลที่มีชื่อเสียงอื่นๆ อาจต้องเผชิญกับการตรวจสอบและแรงกดดันจากสังคม นอกจากนี้ การเปิดเผยข้อมูลอาจนำไปสู่การดำเนินคดีเพิ่มเติมต่อผู้ที่เกี่ยวข้อง

สิ่งที่น่าสนใจคือ รัฐบาลสหรัฐฯ ตัดสินใจเปิดเผยข้อมูลชุดนี้ในช่วงเวลาที่ละเอียดอ่อนทางการเมือง ซึ่งอาจมีเป้าหมายเพื่อลดแรงกดดันทางการเมืองที่รัฐบาลกำลังเผชิญอยู่ หรืออาจมีเป้าหมายอื่นที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังก็เป็นได้

การเปิดเผยข้อมูลนี้ถือเป็นความท้าทายครั้งใหญ่สำหรับกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ที่ต้องจัดการกับข้อมูลจำนวนมหาศาล และต้องคำนึงถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อผู้ที่เกี่ยวข้อง

  • ความโปร่งใสในการดำเนินงานของรัฐบาล
  • การบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม
  • การคุ้มครองสิทธิของผู้เสียหาย

ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่สังคมคาดหวังจากการเปิดเผยข้อมูลคดีเอปสตีนครั้งนี้

ถึงแม้ว่าการเปิดแฟ้ม “เอปสตีน” ลดแรงกดดันการเมือง จะเป็นก้าวสำคัญในการเปิดเผยความจริง แต่ก็ยังมีคำถามอีกมากมายที่รอคำตอบ เราคงต้องติดตามดูกันต่อไปว่าการเปิดเผยข้อมูลนี้จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง และจะสามารถนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษได้หรือไม่

ที่มา – กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ เริ่มเปิดแฟ้ม “เอปสตีน”ลดแรงกดดันการเมือง