วัน: 21 ธันวาคม 2025

กัมพูชายังใช้ทุ่นระเบิด! ทหารเรือเจ็บ

กองทัพเรือออกโรงชี้ กัมพูชายังมีเจตนาใช้ทุ่นระเบิด หลังนาวิกโยธินได้รับบาดเจ็บจากเหตุเหยียบทุ่นระเบิดที่บ้านหนองรี จังหวัดตราด ตอกย้ำการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ

เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2568 พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ แถลงถึงเหตุการณ์น่าเศร้าที่เกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 09.00 น. ที่ผ่านมา โดยจ่าเอก เทอดพงษ์ ผมนะรา สังกัดกองพันทหารช่าง กองพลนาวิกโยธิน ประสบเหตุเหยียบกับระเบิดขณะปฏิบัติภารกิจเคลียร์พื้นที่และเก็บกู้วัตถุระเบิดตกค้างในพื้นที่บ้านหนองรี (บ้านสามหลัง) ตำบลชำราก อำเภอเมือง จังหวัดตราด

เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้จ่าเอก เทอดพงษ์ ผมนะรา ได้รับบาดเจ็บบริเวณขาขวา กองทัพเรือได้เร่งให้การปฐมพยาบาลเบื้องต้น และดำเนินการส่งตัวเข้ารับการรักษาอย่างเร่งด่วน พร้อมทั้งติดตามอาการของกำลังพลอย่างใกล้ชิด

พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า กองทัพเรือได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตรวจสอบและรักษาความปลอดภัยในพื้นที่โดยรอบอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันมิให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันซ้ำอีก พร้อมทั้งเน้นย้ำถึงความสำคัญสูงสุดต่อความปลอดภัยของกำลังพลและประชาชนในพื้นที่

กัมพูชายังมีเจตนาใช้ทุ่นระเบิด

เหตุการณ์ครั้งนี้ เป็นเครื่องยืนยันอย่างชัดเจนว่า กัมพูชายังมีเจตนาใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลในพื้นที่ ซึ่งถือเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง โดยเฉพาะพันธกรณีภายใต้อนุสัญญาว่าด้วยการห้ามใช้ สะสม ผลิต และโอนทุ่นระเบิดสังหารบุคคล รวมถึงการกระทำอันขัดต่อหลักกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองชีวิตและความปลอดภัยของกำลังพลและประชาชนผู้บริสุทธิ์

กองทัพเรือเร่งช่วยเหลือนาวิกโยธินที่บาดเจ็บ

นอกเหนือจากการดูแลรักษาพยาบาลผู้บาดเจ็บ กองทัพเรือยังให้ความสำคัญกับการเยียวยาจิตใจ และให้กำลังใจแก่ครอบครัวของจ่าเอก เทอดพงษ์ ผมนะรา พร้อมทั้งให้คำมั่นว่าจะให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ในทุกด้าน

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นตอกย้ำให้เห็นถึงความจำเป็นในการเฝ้าระวังและป้องกันภัยจากทุ่นระเบิดอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดนที่มีความเสี่ยง กองทัพเรือจะยังคงมุ่งมั่นในการปฏิบัติภารกิจเพื่อรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนต่อไป

การกระทำของกัมพูชาที่ยังคงมีการใช้ทุ่นระเบิดนั้น เป็นสิ่งที่นานาชาติต้องร่วมกันประณามและกดดันให้ยุติการกระทำดังกล่าวโดยเร็วที่สุด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินของผู้บริสุทธิ์อีกต่อไป การใช้ทุ่นระเบิดไม่เพียงแต่เป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศเท่านั้น แต่ยังเป็นการกระทำที่ไร้มนุษยธรรมอย่างยิ่ง

เราขอเป็นกำลังใจให้จ่าเอก เทอดพงษ์ ผมนะรา หายจากอาการบาดเจ็บโดยเร็ว และขอขอบคุณกองทัพเรือที่ทุ่มเทปฏิบัติหน้าที่อย่างเสียสละเพื่อปกป้องอธิปไตยและความปลอดภัยของประเทศชาติและประชาชน

การที่กัมพูชายังมีเจตนาใช้ทุ่นระเบิดนั้นส่งผลกระทบโดยตรงต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และอาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงมากยิ่งขึ้น การแก้ไขปัญหาดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม

หากท่านพบเห็นวัตถุต้องสงสัยที่อาจเป็นทุ่นระเบิด หรือวัตถุระเบิดอื่นๆ โปรดแจ้งเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทันที เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้น เพราะว่ากัมพูชายังมีเจตนาใช้ทุ่นระเบิด

ที่มา – กองทัพเรือ ชี้กัมพูชายังมีเจตนาใช้ทุ่นระเบิด หลังนาวิกโยธินบาดเจ็บที่บ้านหนองรี

กราดยิงแอฟริกาใต้: มือปืนถล่มบาร์ ดับ 9

โศกนาฏกรรมซ้ำรอย! เกิดเหตุกราดยิงแอฟริกาใต้ครั้งใหญ่อีกครั้งในเดือนนี้ เมื่อมือปืนบุกถล่มบาร์ใกล้เมืองโจฮันเนสเบิร์ก ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตถึง 9 ราย และบาดเจ็บอีก 10 ราย ตำรวจเร่งล่าตัวคนร้ายเพื่อนำตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมาย

เหตุการณ์สุดสลดนี้เกิดขึ้นที่ผับแห่งหนึ่งในย่านที่พักอาศัยใกล้เหมืองทองคำในเมืองเบกเกอร์สดาล ห่างจากโจฮันเนสเบิร์กไปทางตะวันตกเฉียงใต้ราว 40 กิโลเมตร กลุ่มมือปืนไม่ทราบจำนวนกราดยิงใส่ผู้คนที่กำลังสังสรรค์กันในร้านและบริเวณใกล้เคียงอย่างไม่เลือกหน้า สร้างความตื่นตระหนกและเสียใจแก่ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์และครอบครัวของผู้เสียชีวิต

กราดยิงแอฟริกาใต้: รายละเอียดเหตุการณ์

สำนักงานตำรวจยืนยันยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุกราดยิงแอฟริกาใต้ครั้งนี้อยู่ที่ 9 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 10 ราย ซึ่งขณะนี้กำลังรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลใกล้เคียง เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังเร่งสอบสวนพยานและเก็บหลักฐานในที่เกิดเหตุเพื่อหาแรงจูงใจในการก่อเหตุครั้งนี้

นายเฟรด เคคานา รักษาการผู้บัญชาการตำรวจประจำรัฐเกาเตง กล่าวว่า ทีมสืบสวนระดับชาติและระดับรัฐ รวมถึงหน่วยข่าวกรองอาชญากรรม กำลังทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดเพื่อคลี่คลายคดีนี้ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่สามารถระบุแรงจูงใจที่แน่ชัดของการก่อเหตุได้

เบกเกอร์สดาล: พื้นที่เกิดเหตุกราดยิงแอฟริกาใต้

เบกเกอร์สดาลเป็นเมืองที่ตั้งอยู่ใกล้กับเหมืองทองคำหลายแห่ง ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความยากจนและอาจมีความขัดแย้งเกิดขึ้นได้ เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังตรวจสอบว่าปัจจัยเหล่านี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุกราดยิงแอฟริกาใต้หรือไม่

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่สัปดาห์หลังจากเกิดเหตุกราดยิงสังหารหมู่ในหอพักใกล้กรุงพริทอเรีย ซึ่งมีผู้เสียชีวิตถึง 12 ราย รวมถึงเด็กหญิงวัย 3 ขวบ ตอกย้ำถึงปัญหาอาชญากรรมที่รุนแรงในแอฟริกาใต้

แอฟริกาใต้กำลังเผชิญกับวิกฤตอาชญากรรมที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอัตราการฆาตกรรมที่สูงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังพยายามแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน แต่ก็ยังคงเป็นความท้าทายอย่างมาก

ปัจจัยที่ส่งผลให้อาชญากรรมในแอฟริกาใต้สูงขึ้นมีความซับซ้อนและหลากหลาย ทั้งปัญหาความยากจน ความเหลื่อมล้ำทางสังคม การว่างงาน และการเข้าถึงอาวุธปืนได้ง่าย การแก้ไขปัญหาเหล่านี้ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในสังคม

  • การเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน
  • การสร้างงานและโอกาสทางเศรษฐกิจ
  • การควบคุมอาวุธปืนอย่างเข้มงวด
  • การปรับปรุงระบบยุติธรรม

เป็นเพียงส่วนหนึ่งของมาตรการที่อาจช่วยลดปัญหาอาชญากรรมในแอฟริกาใต้ได้

สถานการณ์กราดยิงแอฟริกาใต้ สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายอย่างมากที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ การแก้ไขปัญหาอาชญากรรมและความรุนแรงต้องอาศัยความมุ่งมั่นและความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อสร้างสังคมที่ปลอดภัยและมั่นคงสำหรับทุกคน

ที่มา – กราดยิงแอฟริกาใต้ มือปืนบุกถล่มบาร์ใกล้โจฮันเนสเบิร์ก ดับ 9 เจ็บ 10 ราย

จ.อ.เทอดพงษ์ ผมนะรา ถึง รพ.พระปกเกล้าแล้ว

จ.อ.เทอดพงษ์ ผมนะรา” ทหารกล้าเหยียบทุ่นระเบิดขาขาดในพื้นที่บ้านสามหลัง ถูกส่งตัวถึงโรงพยาบาลพระปกเกล้า จ.จันทบุรีแล้ว แพทย์เร่งให้การช่วยเหลืออย่างเต็มที่

จากกรณี จ่าเอก จ.อ.เทอดพงษ์ ผมนะรา สังกัดหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินตราด ประสบอุบัติเหตุเหยียบทุ่นระเบิดขณะปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่บ้านสามหลัง บ้านหนองรี ตำบลชำราก อำเภอเมือง จังหวัดตราด เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ทำให้ได้รับบาดเจ็บสาหัสและสูญเสียขาขวา สร้างความโศกเศร้าเสียใจให้กับครอบครัว เพื่อนร่วมงาน รวมถึงประชาชนที่ทราบข่าวเป็นอย่างยิ่ง

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นขณะที่ จ.อ.เทอดพงษ์ กำลังปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนและตรวจสอบพื้นที่เพื่อความปลอดภัยของประชาชนในบริเวณชายแดน จู่ๆ ได้เกิดระเบิดขึ้น ทำให้เขาได้รับบาดเจ็บสาหัส แรงระเบิดทำให้ขาขวาของเขาขาดทันที หลังเกิดเหตุ เพื่อนทหารได้รีบให้การปฐมพยาบาลเบื้องต้นและประสานงานเพื่อส่งตัวเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลอย่างเร่งด่วน

สถานการณ์ล่าสุด รายงานข่าวแจ้งว่า จ.อ.เทอดพงษ์ ผมนะรา ได้รับการช่วยเหลืออย่างทันท่วงที โดยถูกนำตัวขึ้นเฮลิคอปเตอร์จากจังหวัดตราดมายังค่ายตากสิน จังหวัดจันทบุรี ก่อนที่จะถูกส่งต่อไปยังโรงพยาบาลพระปกเกล้าจันทบุรีด้วยรถพยาบาลของโรงพยาบาลพระปกเกล้า เพื่อให้ทีมแพทย์ทำการรักษาอย่างใกล้ชิด โดยขณะนี้ จ.อ.เทอดพงษ์ ได้อยู่ในความดูแลของแพทย์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

จ.อ.เทอดพงษ์ ผมนะรา ถึงมือแพทย์แล้ว

เมื่อเวลาประมาณ 10.50 น. จ.อ.เทอดพงษ์ ผมนะรา ได้เดินทางถึงโรงพยาบาลพระปกเกล้า และได้รับการต้อนรับและการดูแลจากทีมแพทย์และพยาบาลอย่างอบอุ่น แพทย์ได้ทำการตรวจร่างกายอย่างละเอียดและประเมินอาการเบื้องต้น พบว่า จ.อ.เทอดพงษ์ ยังคงมีสติสัมปชัญญะดี แต่ยังคงต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด เนื่องจากสูญเสียเลือดไปเป็นจำนวนมาก

ทางโรงพยาบาลพระปกเกล้าได้เตรียมความพร้อมในการให้การรักษาอย่างเต็มที่ โดยได้จัดทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง ทั้งศัลยแพทย์ ออร์โธปิดิกส์ และทีมพยาบาลที่มีประสบการณ์ เพื่อดูแล จ.อ.เทอดพงษ์ อย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง นอกจากนี้ ทางโรงพยาบาลยังได้เตรียมอุปกรณ์และเครื่องมือทางการแพทย์ที่ทันสมัย เพื่อให้การรักษามีประสิทธิภาพและลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะแทรกซ้อน

กำลังใจจากทุกภาคส่วนหลั่งไหลสู่ จ.อ.เทอดพงษ์ ผมนะรา

หลังข่าวการบาดเจ็บของ จ.อ.เทอดพงษ์ ผมนะรา เผยแพร่ออกไป ได้มีประชาชนจำนวนมาก รวมถึงเพื่อนทหาร และผู้บังคับบัญชา ต่างร่วมส่งกำลังใจให้เขาหายจากอาการบาดเจ็บโดยเร็ว หลายคนได้โพสต์ข้อความให้กำลังใจผ่านทางสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อแสดงความขอบคุณในความเสียสละและความกล้าหาญของเขาที่ปฏิบัติหน้าที่ปกป้องประเทศชาติ

นอกจากนี้ หน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน ยังได้ยื่นมือเข้ามาให้ความช่วยเหลือ จ.อ.เทอดพงษ์ และครอบครัว เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและให้กำลังใจในการต่อสู้กับความยากลำบากที่เกิดขึ้น หลายหน่วยงานได้เสนอให้ความช่วยเหลือด้านการเงิน การรักษาพยาบาล และการฟื้นฟูสมรรถภาพ เพื่อให้ จ.อ.เทอดพงษ์ สามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุขมากที่สุด

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับ จ.อ.เทอดพงษ์ ผมนะรา เป็นเครื่องเตือนใจให้เห็นถึงความเสี่ยงและความเสียสละของทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ปกป้องประเทศชาติ เราขอเป็นกำลังใจให้ จ.อ.เทอดพงษ์ หายจากอาการบาดเจ็บโดยเร็ว และขอขอบคุณในความกล้าหาญและความเสียสละของเขา

ถึงแม้ว่าการสูญเสียขาจะเป็นความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ แต่ด้วยกำลังใจจากครอบครัว เพื่อนฝูง และประชาชน ผมเชื่อว่า จ.อ.เทอดพงษ์ ผมนะรา จะสามารถก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้ และกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขอีกครั้ง

ที่มา – “จ.อ.เทอดพงษ์ ผมนะรา” ทหารเหยียบทุ่นระเบิดขาขาด ถึง รพ.พระปกเกล้าแล้ว

ด่วน! ทหารช่างนาวิกโยธิน เหยียบทุ่นระเบิดบ้านหนองรี

ข่าวด่วน! ทหารช่างนาวิกโยธิน เหยียบทุ่นระเบิดบ้านหนองรี จังหวัดตราด ขณะปฏิบัติภารกิจเสริมความมั่นคงในพื้นที่ เจ้าหน้าที่เร่งนำตัวส่งโรงพยาบาลเพื่อทำการรักษาอย่างเร่งด่วน

เมื่อเวลา 09.14 น. ของวันที่ 21 ธันวาคม 2568 ได้รับรายงานว่า จ.อ.เทอดพงษ์ ผมนะรา ทหารช่างนาวิกโยธิน ประสบอุบัติเหตุเหยียบทุ่นระเบิดบ้านหนองรี ซึ่งเป็นทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิด PMN-2 ส่งผลให้ได้รับบาดเจ็บสาหัส ขาขวาขาด โดยเหตุการณ์เกิดขึ้นขณะปฏิบัติภารกิจปรับปรุงแนวตั้งรับให้กับทหารราบ บริเวณบ้าน 3 หลัง ในพื้นที่บ้านหนองรี ตำบลชำราก อำเภอเมือง จังหวัดตราด ขณะนี้ จ.อ.เทอดพงษ์ ได้ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลปกเกล้าจันทบุรี เพื่อเข้ารับการรักษาอย่างเร่งด่วนแล้ว

ด่วน! ทหารช่างนาวิกโยธิน เหยียบทุ่นระเบิดบ้านหนองรี

สถานการณ์ดังกล่าวเป็นเครื่องยืนยันถึงความอันตรายของทุ่นระเบิดที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในพื้นที่ และเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาและความปลอดภัยของประชาชนในบริเวณนั้น การเก็บกู้และทำลายทุ่นระเบิดจึงเป็นสิ่งจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับ จ.อ.เทอดพงษ์ ถือเป็นอุทาหรณ์เตือนใจถึงความเสี่ยงในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ที่ต้องเผชิญกับอันตรายจากทุ่นระเบิดอยู่เสมอ การสนับสนุนอุปกรณ์และเทคโนโลยีที่ทันสมัย รวมถึงการฝึกอบรมที่เข้มงวด จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยลดความเสี่ยงและปกป้องชีวิตของเจ้าหน้าที่

ผลกระทบจากเหตุการณ์ ทหารช่างนาวิกโยธิน เหยียบทุ่นระเบิดบ้านหนองรี

เหตุการณ์ด่วน! ทหารช่างนาวิกโยธิน เหยียบทุ่นระเบิดบ้านหนองรี นี้ส่งผลกระทบในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็น:

  • ด้านความปลอดภัย: เน้นย้ำถึงความสำคัญของการเก็บกู้ทุ่นระเบิดที่ยังคงเป็นภัยคุกคามต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน
  • ด้านจิตใจ: สร้างความกังวลและความหวาดกลัวให้กับประชาชนในพื้นที่เกี่ยวกับความปลอดภัยในชีวิตประจำวัน
  • ด้านการพัฒนา: เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาพื้นที่ เนื่องจากความเสี่ยงจากทุ่นระเบิดจำกัดการเข้าถึงและการใช้ประโยชน์จากทรัพยากร

การแก้ไขปัญหาทุ่นระเบิดจึงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนในพื้นที่ เพื่อให้สามารถกำจัดภัยคุกคามนี้ได้อย่างยั่งยืน และสร้างความปลอดภัยและความมั่นคงให้กับชุมชน

ดังนั้นการสนับสนุนการทำงานของหน่วยเก็บกู้ทุ่นระเบิดและการให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับอันตรายของทุ่นระเบิด จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง นอกจากนี้ การให้ความช่วยเหลือและเยียวยาแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากทุ่นระเบิด ก็เป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญ เพื่อให้พวกเขาสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุข

ด่วน! ทหารช่างนาวิกโยธิน เหยียบทุ่นระเบิดบ้านหนองรี เป็นเรื่องที่น่าเศร้าและกระตุ้นเตือนให้เราตระหนักถึงภัยร้ายที่ยังคงมีอยู่รอบตัว เราต้องร่วมมือกันเพื่อสร้างสังคมที่ปลอดภัยจากทุ่นระเบิด เพื่ออนาคตที่ดีกว่าของทุกคน

ที่มา – ด่วน ทหารช่างนาวิกโยธิน เหยียบทุ่นระเบิดบ้านหนองรี เร่งนำตัวส่ง รพ.

ยศชนัน หาเสียงครั้งแรก! อนุชาหนุนเต็มที่


“ยศชนัน” นำทีมเพื่อไทยลงพื้นที่หาเสียงครั้งแรกที่อยุธยา มุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาน้ำและเกษตรกรรมอย่างครบวงจร ด้าน “อนุชา” การันตีความสามารถของยศชนัน พร้อมสนับสนุนให้คนไทยเลือกนายกฯ คนนี้ ขณะที่ “จุลพันธ์” เปิดนโยบายประกันกำไรสินค้าเกษตร 30%

เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2568 เวลา 09.00 น. ณ ต.ชายนา อ.เสนา จ.พระนครศรีอยุธยา นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย (พท.) นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรค พท. พร้อมด้วยคณะกรรมการบริหารพรรค และว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. อาทิ นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด นายจักรพงษ์ แสงมณี รองหัวหน้าพรรค นายอนุชา นาคาศัย ลงพื้นที่พบปะประชาชน เพื่อรับฟังปัญหาและนำเสนอแนวทางการบริหารจัดการน้ำ ซึ่งถือเป็นการลงพื้นที่หาเสียงครั้งแรกของนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ โดยช่วงหนึ่งมีประชาชนสะท้อนปัญหาเกี่ยวกับผลกระทบจากน้ำท่วม เนื่องจากพื้นที่บริเวณนี้เป็นพื้นที่รับน้ำ จึงต้องการให้มีการบริหารจัดการกระจายน้ำไปยังพื้นที่อื่น ๆ เพื่อลดผลกระทบจากน้ำท่วมขังเป็นเวลานาน พร้อมทั้งขอให้พิจารณาเรื่องการเยียวยาที่ผ่านมา ซึ่งมักจะได้รับเงินช่วยเหลือหลังจากน้ำลดลงแล้ว

นายยศชนัน กล่าวว่า สถานการณ์ปัจจุบันมีความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องแก้ไข การกำหนดนโยบายจากในห้องประชุมเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะเข้าใจถึงความเดือดร้อนของประชาชนอย่างแท้จริง ดังนั้น การลงพื้นที่รับฟังปัญหาจากประชาชนโดยตรงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ทราบถึงสิ่งที่ต้องดำเนินการก่อนหลัง เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน นอกจากนี้ เรื่องราคาสินค้าเกษตรเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องดูแลอย่างครบวงจร ทั้งในเรื่องราคาตกต่ำและการปลูกพืชนอกฤดูกาล รวมถึงการเจรจากับประเทศคู่ค้าต่าง ๆ เพื่อให้ความช่วยเหลืออย่างทั่วถึง สำหรับสถานการณ์น้ำท่วม การเยียวยาต้องมีความเหมาะสม และจำเป็นต้องมีระบบบริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้เกิดความชัดเจนในการแก้ไขปัญหา และการแก้ไขปัญหาน้ำไม่ใช่แค่ใน จ.พระนครศรีอยุธยา แต่ต้องพิจารณาถึงต้นน้ำด้วย ซึ่งที่ผ่านมามีโครงการขนาดใหญ่เกี่ยวกับน้ำ แต่ถูกระงับไป

ยศชนัน ลงพื้นที่หาเสียงครั้งแรก! อนุชาหนุนเต็มที่

นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ต้องการส่งสัญญาณไปยังรัฐบาลว่า แม้จะมีปัญหาที่ชายแดน แต่ไม่ควรละเลยประชาชนที่อยู่เบื้องหลัง ชาวเสนานั่งแช่น้ำมา 3 เดือน เช่นเดียวกับชาวหาดใหญ่ที่ไม่ควรถูกลืม รัฐบาลต้องเร่งแก้ไขและเยียวยาให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว สภาพน้ำในเสนาลดลงไม่เกินคืบจากครั้งก่อนที่เคยมา ส่วนการเยียวยาจากรัฐบาล 9,000 บาทได้รับการอนุมัติแล้ว แต่ 20,000 บาท ยังไม่ได้รับ จึงขอให้รัฐบาลเร่งดำเนินการ เพราะความเดือดร้อนของประชาชนรอไม่ได้ สำหรับราคาพืชผล สมัย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี มีโครงการจำนำข้าวที่ทำให้เงินถึงมือเกษตรกรอย่างแน่นอน แต่ในปัจจุบันไม่สามารถทำได้แล้ว จึงต้องเปลี่ยนกลไก วันนี้พรรคเพื่อไทยขอนำเสนอนโยบายด้านการเกษตร คือ การประกันกำไรสินค้าเกษตร 30% ซึ่งเป็นนโยบายที่จะขับเคลื่อน พรรคเพื่อไทยพร้อมที่จะแก้ไขทั้งราคาพืชผลเกษตรและปัญหาน้ำ หากได้รับโอกาสในการทำงาน

อนุชา การันตี ยศชนัน เป็นคนเก่ง

ขณะที่นายอนุชา กล่าวว่า เข้าใจถึงชีวิตของชาวไร่ชาวนา ซึ่งเป็นกำลังซื้อหลักของประเทศ และเป็นผู้สร้างรายได้แรกของแผ่นดิน เหตุผลที่ทำให้คิดถึงนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หรือ น.ส.ยิ่งลักษณ์ เพราะทั้งสองท่านทำให้ประชาชนกินดีอยู่ดี มีความหวังในอนาคต วันนี้นายยศชนัน คือว่าที่นายกฯ ของเรา จากการพูดคุยพบว่าเป็นบุคคลที่มีความสามารถ ตนยอมรับในสติปัญญาและวิสัยทัศน์ของท่าน ยืนยันได้ว่าเป็นคนเก่งของประเทศ เพราะคิดแบบวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ ไม่ต้องคาดเดาหรือพยากรณ์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ตนชื่นชม และรับรองได้ว่าประเทศไทยจะได้คนดีมีความสามารถมาบริหารประเทศอย่างแน่นอน จึงขอให้ประชาชนบอกต่อคนไทยทั้งประเทศ ให้สนับสนุนนายกฯ คนนี้มาดูแลประเทศของเรา และนำพรรคเพื่อไทยกลับมาเป็นพรรครัฐบาลพรรคเดียว เพื่อให้พี่น้องชาวนาอยู่ดีกินดีอย่างแน่นอน

การลงพื้นที่ครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของพรรคเพื่อไทยในการแก้ไขปัญหาปากท้องของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การประกันกำไรสินค้าเกษตร 30% ถือเป็นนโยบายที่น่าสนใจและอาจเป็นทางออกสำหรับเกษตรกรไทยได้

ที่มา – “ยศชนัน” ลงพื้นที่หาเสียงครั้งแรก “อนุชา” การันตีคนเก่ง ขอให้คนไทยเอานายกฯคนนี้

โดรนจับภาพ! เรือหางยาวหวิดชนพะยูนแม่ลูก

โดรนจับภาพเรือหางยาวหวิดชน “พะยูน” แม่-ลูก

อุทยานฯ หาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี ใช้โดรนสำรวจ พบเรือหางยาวนำเที่ยว วิ่งในเขตอนุรักษ์ หวิดชน “พะยูน” แม่ลูก สร้างความกังวลเรื่องความปลอดภัย

เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2568 มีรายงานข่าวว่า เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี จังหวัดกระบี่ ได้เผยแพร่คลิปวิดีโอที่บันทึกได้จากโดรนสำรวจ ขณะปฏิบัติภารกิจสำรวจความเป็นอยู่ของฝูงพะยูนที่อาศัยหากินอยู่ในเขตอุทยานฯ ในช่วงเช้าของวันที่ 20 ธันวาคมที่ผ่านมา ภาพจากโดรนแสดงให้เห็นบริเวณอ่าวทึง ตำบลอ่าวนาง อำเภอเมืองกระบี่ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่พบเรือหางยาวนำเที่ยวลำหนึ่งกำลังแล่นอยู่ในแนวทุ่นอนุรักษ์

สิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ ใต้ท้องเรือลำดังกล่าว มีพะยูนแม่ลูกคู่หนึ่งว่ายน้ำอยู่ใกล้เคียง เป็นสถานการณ์ที่หวุดหวิดจะเกิดเหตุเศร้าสลด เนื่องจากก่อนหน้านี้เคยมีเหตุการณ์พะยูนเสียชีวิตจากการถูกใบพัดเรือมาแล้วหลายครั้ง นับเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญและหาทางป้องกันอย่างเร่งด่วน

นายศิริวัฒน์ แสงฉวี หัวหน้าอุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี เปิดเผยว่า พะยูนทั้งสองตัวเป็นแม่ลูกกัน ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้สำรวจพบเมื่อประมาณ 2 สัปดาห์ก่อน ทั้งคู่อาศัยหากินอยู่ในแหล่งหญ้าทะเลบริเวณอ่าวทึงและอ่าวน้ำเมา และมีสุขภาพร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรง โดยแม่พะยูนมีสภาพร่างกายสมบูรณ์ระดับ 3/5 ส่วนลูกพะยูนก็มีสภาพร่างกายที่สมบูรณ์เช่นกัน

ภาพที่บันทึกได้จากโดรนสำรวจเป็นภาพที่น่าตกใจอย่างยิ่ง โดยจุดที่บันทึกภาพได้นั้นอยู่ในแนวเขตทุ่นที่ทางอุทยานฯ ได้ทำการติดตั้งไว้ เพื่อเป็นแนวป้องกันและแจ้งเตือนแก่ผู้ขับเรือ ทั้งนี้ ทางอุทยานฯ จะขอความร่วมมือจากเรือทุกประเภทให้ใช้ความเร็วไม่เกิน 3 นอต ในช่วงที่แล่นผ่านเขตทุ่น และขอให้ใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษเพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นกับสัตว์ทะเลหายาก

เบื้องต้น ทางอุทยานฯ ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ประสานไปยังชมรมเรือในพื้นที่ เพื่อติดตามเรือลำดังกล่าวให้มาพบและสอบถามข้อเท็จจริงว่ามีการใช้ความเร็วเกินกว่าที่กำหนดหรือไม่ และผู้ขับเรือได้สังเกตเห็นพะยูนที่กำลังว่ายน้ำอยู่ในบริเวณนั้นหรือไม่ หลังจากนี้ ทางอุทยานฯ จะทำการพูดคุยกับผู้ประกอบการเรือทุกประเภท เพื่อขอความร่วมมือในการเพิ่มความระมัดระวัง และอาจพิจารณาให้ผู้ประกอบการติดตั้งอุปกรณ์ครอบใบจักรเรือ เพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุจากการชนกับสัตว์ทะเลหายาก เนื่องจากในปัจจุบัน ทางอุทยานฯ ได้สำรวจพบพะยูนอาศัยอยู่ในเขตรับผิดชอบทั้งหมด 5 ตัว รวมทั้งพะยูนแม่ลูกคู่นี้ด้วย

มาตรการป้องกันพะยูนจากอุบัติเหตุทางเรือ

  • กำหนดความเร็วเรือในเขตอนุรักษ์
  • ติดตั้งทุ่นและป้ายเตือน
  • รณรงค์ให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการเรือ
  • พิจารณาการติดตั้งอุปกรณ์ครอบใบจักรเรือ

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจให้เราเห็นถึงความสำคัญของการอนุรักษ์สัตว์ทะเลหายาก และการตระหนักถึงผลกระทบจากการกระทำของมนุษย์ การร่วมมือกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ผู้ประกอบการ และประชาชนทั่วไป คือกุญแจสำคัญในการปกป้องพะยูนและระบบนิเวศทางทะเลให้คงอยู่สืบไป

ที่มา – โดรนบินสำรวจจับภาพ เรือหางยาวนำเที่ยว วิ่งเขตอนุรักษ์ หวิดชน “พะยูน” แม่-ลูก

สหรัฐฯ ยึดเรืออีกลำ นอกชายฝั่งเวเนซุเอลา

สถานการณ์ตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกาและเวเนซุเอลายังคงดำเนินต่อไป เมื่อหน่วยยามฝั่งสหรัฐฯ ได้ทำการสกัดกั้นและยึดเรืออีกลำในน่านน้ำสากล บริเวณนอกชายฝั่งเวเนซุเอลา ในทะเลแคริบเบียน การยึดเรืออีกลำครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงสองสัปดาห์หลังจากเหตุการณ์ลักษณะเดียวกัน

เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2568 น.ส.คริสตี โนเอม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ ได้ออกมาเปิดเผยถึงปฏิบัติการยึดเรืออีกลำดังกล่าวผ่านทางโซเชียลมีเดีย โดยเธอระบุว่าปฏิบัติการนี้ดำเนินการโดยหน่วยยามฝั่ง โดยได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงกลาโหม นอกจากนี้ เธอยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าเรือบรรทุกน้ำมันลำนี้ได้เข้ามาเทียบท่าที่ประเทศเวเนซุเอลาเมื่อไม่นานมานี้

“สหรัฐฯ จะยังคงเดินหน้าติดตามการลักลอบขนส่งน้ำมันที่ถูกคว่ำบาตร ซึ่งถูกนำไปใช้เป็นทุนสนับสนุนขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติในภูมิภาคนี้” ข้อความของโนเอมระบุไว้อย่างชัดเจน “เราจะตามหาคุณให้เจอ และเราจะหยุดยั้งคุณ”

เหตุการณ์นี้ถือเป็นการยึดเรืออีกลำที่ถูกคว่ำบาตรเป็นครั้งที่สอง โดยก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม ทีมปฏิบัติการทางยุทธวิธีของหน่วยยามฝั่งสหรัฐฯ พร้อมด้วยการสนับสนุนจากเฮลิคอปเตอร์ของกองทัพเรือสหรัฐฯ ได้บุกขึ้นไปบนเรือบรรทุกน้ำมันชื่อ “The Skipper” และทำการยึดเรือดังกล่าว โดยอ้างว่าเรือนี้ถูกคว่ำบาตรเนื่องจากมีส่วนเกี่ยวข้องกับการค้าน้ำมันผิดกฎหมายในเวเนซุเอลา

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในขณะนั้น ได้ขู่ว่าจะดำเนินมาตรการปิดล้อมเรือบรรทุกน้ำมันทุกลำที่ถูกคว่ำบาตรที่เดินทางเข้าและออกจากเวเนซุเอลา ซึ่งเป็นการเพิ่มแรงกดดันจากทางสหรัฐฯ ต่อรัฐบาลของประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร แห่งเวเนซุเอลา

ทางด้านมาดูโรได้ออกมาตอบโต้ โดยยืนยันว่าเวเนซุเอลาจะยังคงเดินหน้าทำการค้าขายน้ำมันต่อไป และกล่าวว่า “เจตนา” ของทรัมป์คือการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง “สิ่งนี้จะไม่มีวันเกิดขึ้น ไม่มีวัน ไม่มีวัน ไม่มีวัน — เวเนซุเอลาจะไม่มีวันตกเป็นอาณานิคมของอะไรหรือของใครทั้งนั้น ไม่มีวัน” เขากล่าว

สหรัฐฯ ยึดเรืออีกลำ ในน่านน้ำสากล นอกชายฝั่งเวเนซุเอลา

ความเคลื่อนไหวนี้เป็นการตอกย้ำถึงความขัดแย้งที่ยังคงคุกรุ่นระหว่างสองประเทศ และส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของเวเนซุเอลาที่ต้องพึ่งพาน้ำมันเป็นหลัก การถูกยึดเรืออีกลำย่อมส่งผลกระทบต่อการส่งออกน้ำมันของประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการยึดเรืออีกลำ

  • การขาดแคลนน้ำมันภายในประเทศเวเนซุเอลาที่อาจรุนแรงขึ้น
  • ราคาน้ำมันในตลาดโลกอาจมีการผันผวน
  • ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และเวเนซุเอลาที่อาจเลวร้ายลงกว่าเดิม

สถานการณ์ระหว่างสหรัฐฯ และเวเนซุเอลายังคงเป็นสิ่งที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด เนื่องจากมีผลกระทบต่อหลายภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ พลังงาน และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การที่สหรัฐฯ ตัดสินใจยึดเรืออีกลำในครั้งนี้ จะนำไปสู่ผลลัพธ์เช่นไร คงต้องติดตามกันต่อไป

ที่มา – สหรัฐฯ ยึดเรืออีกลำ ในน่านน้ำสากล นอกชายฝั่งเวเนซุเอลา

สลด! รถไฟอินเดีย วิ่งชนโขลงช้างป่า ดับ 7

เมื่อช่วงเช้ามืดที่ผ่านมา เกิดเหตุการณ์สุดสลดในประเทศอินเดีย เมื่อรถไฟอินเดีย วิ่งชนโขลงช้างป่า ส่งผลให้ช้างป่าเสียชีวิตถึง 7 ตัว และบาดเจ็บอีก 1 ตัว เหตุการณ์นี้สร้างความสะเทือนใจให้กับผู้ที่ทราบข่าวเป็นอย่างมาก

ตามรายงานจากสำนักข่าวต่างประเทศ รถไฟอินเดีย วิ่งชนโขลงช้างป่า ขณะที่รถไฟขบวนดังกล่าว กำลังเดินทางไปยังกรุงนิวเดลี โดยเหตุการณ์เกิดขึ้นในพื้นที่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของช้างป่า

บริษัทการรถไฟ “นอร์ทอีสต์ ฟรอนเทียร์” (Northeast Frontier Railway) ได้ออกแถลงการณ์เกี่ยวกับเหตุการณ์นี้ โดยระบุว่าเหตุการณ์ รถไฟอินเดีย วิ่งชนโขลงช้างป่า เกิดขึ้นในเขตโฮไจ (Hojai) ของรัฐอัสสัม เมื่อเวลา 02:17 น. ตามเวลาท้องถิ่น และเกิดขึ้นในจุดที่ไม่ได้ถูกกำหนดให้เป็นเส้นทางสัญจรของช้างป่า

ทางบริษัทฯ เสริมว่า พนักงานขับรถไฟได้พยายามเบรกฉุกเฉินทันทีที่เห็นโขลงช้าง แต่เนื่องจากระยะกระชั้นชิด จึงไม่สามารถหยุดรถได้ทัน ทำให้เกิดอุบัติเหตุที่น่าเศร้าดังกล่าว

นอกจากนี้ เหตุการณ์ รถไฟอินเดีย วิ่งชนโขลงช้างป่า ยังส่งผลให้หัวรถจักรและตู้โดยสารอีก 5 ตู้ตกราง แต่เคราะห์ดีที่ไม่มีผู้โดยสารหรือเจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์นี้

รถไฟอินเดีย วิ่งชนโขลงช้างป่า ดับสลด 7 ตัว

การรถไฟฯ กำลังดำเนินการกู้คืนและซ่อมแซมเส้นทางอย่างเร่งด่วน และได้มีการเปลี่ยนเส้นทางเดินรถของรถไฟขบวนอื่นเป็นการชั่วคราว เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบเพิ่มเติมที่อาจเกิดขึ้น

มาตรการป้องกันเหตุ รถไฟอินเดีย วิ่งชนโขลงช้างป่า ในอนาคต

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ได้จุดประกายให้เกิดการถกเถียงถึงมาตรการป้องกันอุบัติเหตุในลักษณะเดียวกันในอนาคต ควรมีการสำรวจเส้นทางที่รถไฟวิ่งผ่านอย่างละเอียดถี่ถ้วน เพื่อระบุพื้นที่ที่มีช้างป่าอาศัยอยู่ และกำหนดมาตรการที่เหมาะสม เช่น การติดตั้งสัญญาณเตือน หรือการลดความเร็วของรถไฟในบริเวณดังกล่าว

นอกจากนี้ การให้ความรู้แก่พนักงานขับรถไฟเกี่ยวกับวิธีการปฏิบัติตัวเมื่อพบเจอช้างป่าบนเส้นทาง ก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุได้

การอนุรักษ์พื้นที่ป่าที่อยู่อาศัยของช้างป่า ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่จะช่วยลดปัญหาช้างป่าออกมาหากินนอกพื้นที่ และลดโอกาสที่จะเกิดการเผชิญหน้าระหว่างช้างป่ากับมนุษย์

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักถึงความสำคัญของการอยู่ร่วมกันระหว่างมนุษย์และสัตว์ป่าอย่างยั่งยืน การหาแนวทางที่เหมาะสมที่จะทำให้ทั้งสองฝ่ายสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างปลอดภัยและมีความสุข เป็นสิ่งที่ทุกภาคส่วนควรให้ความสำคัญ

การสูญเสียช้างป่าถึง 7 ตัวในครั้งนี้ เป็นความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของระบบนิเวศ และเป็นบทเรียนราคาแพงที่เราต้องเรียนรู้และนำไปปรับปรุงแก้ไข เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ที่น่าเศร้าเช่นนี้อีกในอนาคต

แน่นอนว่าอุบัติเหตุลักษณะนี้ไม่ใช่เรื่องที่ใครอยากให้เกิดขึ้น แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดคือการเรียนรู้จากความผิดพลาด และร่วมกันหาทางป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย

ความคิดเห็นส่วนตัว: เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการปรับปรุงระบบการขนส่งทางรางให้มีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อสัตว์ป่าและสิ่งแวดล้อม การลงทุนในเทคโนโลยีที่ทันสมัย เช่น ระบบตรวจจับสัตว์ป่าและการแจ้งเตือนล่วงหน้า อาจเป็นทางออกหนึ่งที่จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุลักษณะนี้ได้

ที่มา – รถไฟอินเดีย วิ่งชนโขลงช้างป่า ดับสลด 7 ตัว

รัสเซียยิงมิสไซล์ ถล่มท่าเรือยูเครน ดับ 8 ศพ

สถานการณ์ตึงเครียดยังคงคุกรุ่น! รัสเซียยิงมิสไซล์ ถล่มท่าเรือยูเครน ดับ 8 ศพ บาดเจ็บอีกหลายสิบราย ท่ามกลางความขัดแย้งที่ยังหาทางออกไม่ได้ ขณะที่ยูเครนเองก็ตอบโต้ด้วยการโจมตีแท่นขุดเจาะน้ำมันของรัสเซียในทะเลแคสเปียน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า การโจมตีของรัสเซียพุ่งเป้าไปที่โครงสร้างพื้นฐานบริเวณท่าเรือโอเดสซา ทางตอนใต้ของยูเครน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 8 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 27 ราย การโจมตีครั้งนี้เกิดขึ้นในขณะที่รัสเซียเพิ่มความเข้มข้นในการโจมตีภูมิภาคทะเลดำ ซึ่งเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญ และเกิดขึ้นท่ามกลางการเจรจาเพื่อสันติภาพที่ยังคงอยู่ในภาวะวิกฤต

การโจมตีครั้งล่าสุดนี้เกิดขึ้นเมื่อกลางดึกวันศุกร์ สร้างความเสียหายอย่างหนักต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่ง มีรายงานว่าผู้บาดเจ็บบางส่วนติดอยู่ภายในรถบัสบริเวณจุดศูนย์กลางของการโจมตี ขณะที่เกิดไฟไหม้รถบรรทุกหลายคันในบริเวณลานจอดรถ

เจ้าหน้าที่ยูเครนกล่าวว่า การโจมตีครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนการที่ต่อเนื่องของรัสเซียในการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลเรือนในเมืองโอเดสซา ซึ่งทำให้ประชาชนกว่า 2 ล้านคนต้องเผชิญกับการขาดแคลนไฟฟ้า น้ำประปา และระบบทำความร้อน ท่ามกลางสภาพอากาศที่หนาวเย็นจัดในช่วงฤดูหนาวปีที่ 4 ของสงคราม

มอสโกยังคงทำการโจมตีท่าเรือโอเดสซาซ้ำอีกครั้งในวันเสาร์ โดยพุ่งเป้าไปที่อ่างเก็บน้ำ ซึ่งนายโอเล็กซี คูเลบา รองนายกรัฐมนตรียูเครน กล่าวว่าเป็นการจงใจโจมตีเส้นทางโลจิสติกส์ของพลเรือนโดยตรง

การเพิ่มระดับความรุนแรงในครั้งนี้เกิดขึ้นในขณะที่ทั้งสองฝ่ายกำลังตอบโต้กันในหลายแนวรบ แม้ว่าการเจรจาซึ่งนำโดยสหรัฐอเมริกา และการประชุมระดับสูงหลายครั้งในยุโรปเพื่อหาทางยุติสงครามยังคงดำเนินไปอย่างล่าช้า และไม่มีความคืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญ

เมื่อวันเสาร์ รัสเซียอ้างว่าได้ยึดหมู่บ้านสวิตเลในแคว้นโดเนตสค์ทางตะวันออกของยูเครน และหมู่บ้านวีโซเกในแคว้นซูมีทางตะวันออกเฉียงเหนือได้สำเร็จ อย่างไรก็ตาม รายงานดังกล่าวยังไม่ได้รับการยืนยันจากแหล่งข่าวอิสระ

ยูเครนตอบโต้ด้วยการขยายขอบเขตการปฏิบัติการโจมตีทรัพย์สินทางทหารและแหล่งพลังงานของรัสเซียมากขึ้น โดยเมื่อคืนวันศุกร์ โดรนของยูเครนได้โจมตีแท่นขุดเจาะน้ำมันฟิลานอฟสกีในทะเลแคสเปียน ซึ่งเป็นของบริษัท “ลุคออยล์” บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านพลังงานของรัสเซีย พร้อมทั้งโจมตีเรือตรวจการณ์ทางทหารที่ลาดตระเวนอยู่ใกล้กับแท่นขุดเจาะ

การโจมตีครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่ยูเครนยอมรับอย่างเป็นทางการว่าได้โจมตีโครงสร้างพื้นฐานการขุดเจาะในทะเลแคสเปียน แม้ว่าแท่นขุดเจาะดังกล่าวจะเคยถูกโจมตีมาแล้วอย่างน้อย 2 ครั้งในช่วงเดือนธันวาคม

นอกจากนี้ หน่วยข่าวกรองกลาโหมของสหราชอาณาจักรประเมินว่า ในช่วงระหว่างวันที่ 14 ถึง 15 ธันวาคม กองกำลังยูเครนได้ใช้โดรนทางทะเลโจมตีเรือดำน้ำชั้นกิโลของรัสเซีย ที่ฐานทัพเรือโนโวรอสซีสค์ในทะเลดำ

รัสเซียยิงมิสไซล์ ถล่มท่าเรือยูเครน ดับ 8 ศพ: สถานการณ์ล่าสุด

สถานการณ์โดยรวมยังคงน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง การ​รัสเซียยิงมิสไซล์ ถล่มท่าเรือยูเครน ดับ 8 ศพ แสดงให้เห็นถึงความรุนแรงที่เพิ่มขึ้น และความยากลำบากในการหาทางออกทางการทูต

ผลกระทบจากการ รัสเซียยิงมิสไซล์ ถล่มท่าเรือยูเครน

ผลกระทบจากการ รัสเซียยิงมิสไซล์ ถล่มท่าเรือยูเครน ดับ 8 ศพ ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ความสูญเสียในชีวิตและทรัพย์สินเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก และความมั่นคงทางพลังงานอีกด้วย การที่ท่าเรือโอเดสซา ซึ่งเป็นศูนย์กลางการขนส่งสินค้าที่สำคัญ ถูกโจมตี ย่อมส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน และอาจนำไปสู่ราคาอาหารที่สูงขึ้นทั่วโลก

  • ความสูญเสียในชีวิตและทรัพย์สิน
  • ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก
  • ความไม่มั่นคงทางพลังงาน

สถานการณ์นี้ตอกย้ำถึงความจำเป็นในการหาทางออกอย่างสันติ เพื่อยุติความขัดแย้ง และบรรเทาผลกระทบต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์

การโจมตีล่าสุดนี้เน้นย้ำถึงความเปราะบางของโครงสร้างพื้นฐานในยูเครน และความจำเป็นในการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมอย่างต่อเนื่องแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสงคราม ความขัดแย้งนี้ไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อยูเครนและรัสเซียเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อทั่วโลกในด้านเศรษฐกิจ การเมือง และความมั่นคง

ที่มา – รัสเซียยิงมิสไซล์ ถล่มท่าเรือยูเครน ดับ 8 ศพ เจ็บหลายสิบราย