วัน: 26 ธันวาคม 2025

วิทยุการบินฯ ลดค่าบริการ หนุนเที่ยวบินปีใหม่

เตรียมตัวเดินทางช่วงปีใหม่นี้ให้สบายใจยิ่งขึ้น! วิทยุการบินแห่งประเทศไทย (บวท.) ประกาศลดค่าบริการการเดินอากาศถึง 30% เพื่อสนับสนุนสายการบินเพิ่มเที่ยวบินในช่วงเทศกาลปีใหม่นี้ หวังกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของประเทศไทยให้คึกคักมากยิ่งขึ้น

วิทยุการบินฯ ลดค่าบริการ 30% หนุนสายการบินเพิ่มเที่ยวบินช่วงปีใหม่

มาตรการนี้เป็นส่วนหนึ่งของนโยบาย “เทศกาลความสุข ทุกที่ทั่วไทย เดินทางสะดวก ปลอดภัยบนโครงข่ายคมนาคม” ของกระทรวงคมนาคม โดยมีเป้าหมายเพื่ออำนวยความสะดวกและความปลอดภัยในการเดินทางของประชาชนในช่วงเทศกาลปีใหม่ที่จะมาถึง

นายสุรชัย หนูพรหม รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ รักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บวท. เปิดเผยว่า การลดค่าบริการ 30% นี้ จะมีผลกับเที่ยวบินพิเศษ (Extra Flight) และเที่ยวบินที่มีการให้ส่วนลดค่าโดยสาร (Discount of ceiling fare flight) ในช่วงวันที่ 26 ธันวาคม 2568 ถึง 4 มกราคม 2569

การลดค่าบริการครั้งนี้ คาดว่าจะช่วยลดภาระต้นทุนของสายการบิน ทำให้สามารถเพิ่มจำนวนเที่ยวบินและเสนอราคาที่น่าสนใจยิ่งขึ้น ส่งผลให้ประชาชนมีทางเลือกในการเดินทางที่หลากหลายและเข้าถึงได้ง่ายขึ้น

ทำไมวิทยุการบินฯ จึงลดค่าบริการ 30% หนุนสายการบินเพิ่มเที่ยวบินช่วงปีใหม่?

เหตุผลหลักของการลดค่าบริการในครั้งนี้ คือการสนับสนุนการท่องเที่ยวและกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศในช่วงเทศกาลปีใหม่ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่คนไทยจำนวนมากเดินทางกลับภูมิลำเนา หรือท่องเที่ยวพักผ่อน

บวท. คาดการณ์ว่าในช่วงปีใหม่ (26 ธันวาคม 2568 – 5 มกราคม 2569) จะมีเที่ยวบินรวมทั้งสิ้น 30,420 เที่ยวบิน หรือเฉลี่ยวันละ 2,760 เที่ยวบิน ซึ่งเพิ่มขึ้น 3% จากช่วงเดียวกันของปี 2567

เพื่อให้สามารถรองรับปริมาณเที่ยวบินที่เพิ่มขึ้น บวท. ได้เตรียมความพร้อมในด้านต่างๆ ดังนี้:

  • บริหารจัดการจราจรทางอากาศให้ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ
  • ลดความล่าช้าของเที่ยวบิน
  • บริหารอัตรากำลังเจ้าหน้าที่ควบคุมจราจรทางอากาศและวิศวกรให้พร้อมปฏิบัติงานตลอด 24 ชั่วโมง
  • อำนวยความสะดวกด้านข้อมูลข่าวสารด้านการบิน
  • เตรียมมาตรการรองรับกรณีฉุกเฉินอย่างเหมาะสม

มาตรการเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของวิทยุการบินฯ ในการสนับสนุนการเดินทางของประชาชนในช่วงเทศกาลปีใหม่ให้เป็นไปอย่างราบรื่นและปลอดภัย

การวิทยุการบินฯ ลดค่าบริการ 30% หนุนสายการบินเพิ่มเที่ยวบินช่วงปีใหม่ ไม่เพียงแต่ช่วยลดต้นทุนของสายการบินและเพิ่มทางเลือกในการเดินทางแก่ประชาชนเท่านั้น แต่ยังมีส่วนสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของประเทศอีกด้วย

สำหรับใครที่กำลังวางแผนเดินทางในช่วงปีใหม่นี้ อย่าลืมตรวจสอบโปรโมชั่นและข้อเสนอพิเศษจากสายการบินต่างๆ เพื่อให้การเดินทางของคุณคุ้มค่าและประทับใจมากยิ่งขึ้น และขอให้เดินทางโดยสวัสดิภาพนะครับ

การตัดสินใจของวิทยุการบินฯ ลดค่าบริการ 30% หนุนสายการบินเพิ่มเที่ยวบินช่วงปีใหม่ ถือเป็นข่าวดีสำหรับนักเดินทางและอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวโดยรวม หวังว่ามาตรการนี้จะช่วยส่งเสริมให้การเดินทางในช่วงปีใหม่เป็นไปอย่างคึกคักและราบรื่น

ที่มา – วิทยุการบินฯ ลดค่าบริการ 30% หนุนสายการบินเพิ่มเที่ยวบินช่วงปีใหม่ กระตุ้นเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยว

นายกฯ รอฟังผล GBC ก่อนประชุม สมช. อะไรเป็นของเรา?

สถานการณ์ชายแดนยังคงเป็นประเด็นที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด ล่าสุด นายกฯ ขอรอฟังผลเจรจา GBC ก่อนประชุม สมช. ลั่น อะไรเป็นของเราก็ต้องเป็นของเรา ท่าทีดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการปกป้องอธิปไตยของชาติ

จากกรณีที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้กล่าวถึงการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ว่า ขณะนี้ยังไม่ได้ติดตามความคืบหน้าของการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ซึ่งมี พล.อ.ณัฐพงษ์ เพราแก้ว รองเสนาธิการทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย ในฐานะประธานเลขานุการ GBC ฝ่ายไทย กำลังเจรจาอยู่ โดยจะนำเรื่องเข้าที่ประชุม สมช. หากทุกอย่างเรียบร้อย เพื่อให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสามารถไปร่วมลงนามได้

ประเด็นสำคัญอยู่ที่ข้อตกลงปฏิญญากัวลาลัมเปอร์ ซึ่งนายกฯ อนุทิน ยืนยันว่าไม่มีอะไรที่เสียหาย และไทยไม่ได้เป็นฝ่ายละเมิดข้อตกลงดังกล่าว แต่ถูกยิงเข้ามาตลอด ดังนั้นการถอนกำลังจะต้องมีการพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยขอสงวนสิทธิ์ในการดูว่า กัมพูชาถอนไปก่อน ไทยจึงจะถอนตาม

นายกฯ ขอรอฟังผลเจรจา GBC ก่อนประชุม สมช. ลั่น อะไรเป็นของเราก็ต้องเป็นของเรา

เมื่อถูกถามถึงกรณีที่ต้องถอนกำลังออกจากพื้นที่ที่ยึดได้หรือไม่ หากยึดตามข้อตกลงปฏิญญากัวลาลัมเปอร์ นายกฯ อนุทิน ตอบอย่างหนักแน่นว่าไม่มีการเขียนไว้เช่นนั้น พร้อมยืนยันว่าไทยไม่ได้ยึด แต่เป็นการสถาปนาความมั่นคงและอธิปไตย สถาปนาบูรณภาพแห่งแผ่นดินบนพื้นที่ของไทยเอง

อะไรเป็นของเราก็ต้องเป็นของเรา: จุดยืนที่ชัดเจนของรัฐบาล

นายกฯ ยังกล่าวถึงกรณีที่กัมพูชายังมีการเข้ามาวางทุ่นระเบิดบริเวณปราสาทตาควาย ว่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นนานแล้ว และอยู่ในข้อตกลงปฏิญญากัวลาลัมเปอร์ ที่จะต้องมีการเก็บกู้ทุ่นระเบิดให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ พร้อมย้ำว่า เราไม่ต้องการเสียพื้นที่แม้แต่นิ้วเดียว แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการรักษาอธิปไตยของชาติ

ความชัดเจนในท่าทีของนายกรัฐมนตรีครั้งนี้ สร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนชาวไทยว่า รัฐบาลจะทำทุกวิถีทางเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติ และรักษาอธิปไตยเหนือดินแดนที่ควรเป็นของไทยอย่างเต็มที่ การ รอฟังผลเจรจา GBC ก่อนประชุม สมช. จึงเป็นการตัดสินใจที่รอบคอบและระมัดระวัง เพื่อให้ได้ข้อสรุปที่เป็นประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติ

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ต้องอาศัยการเจรจาและความเข้าใจซึ่งกันและกัน อย่างไรก็ตาม การแสดงจุดยืนที่แข็งกร้าวและชัดเจนของรัฐบาลไทย ก็เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อปกป้องอธิปไตยและรักษาผลประโยชน์ของชาติ นายกฯ ขอรอฟังผลเจรจา GBC ก่อนประชุม สมช. ลั่น อะไรเป็นของเราก็ต้องเป็นของเรา คือคำประกาศิตที่สะท้อนถึงความแน่วแน่ในการปกป้องแผ่นดินไทย

การเจรจา GBC จะนำไปสู่ทางออกที่เป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่ายหรือไม่? และผลการประชุม สมช. จะออกมาในทิศทางใด? คงต้องติดตามกันต่อไปอย่างใกล้ชิด

ที่มา – นายกฯ ขอรอฟังผลเจรจา GBC ก่อนประชุม สมช. ลั่น อะไรเป็นของเราก็ต้องเป็นของเรา

เลขเด็ดพญาบึ้ง: นักเสี่ยงโชคไม่พลาดงวดนี้!

นักเสี่ยงดวงแห่ขอพร เลขเด็ดพญาบึ้ง ตามความเชื่อส่วนบุคคล หวังได้โชคลาภต้อนรับปีใหม่ ใครที่กำลังมองหา เลขเด็ดพญาบึ้ง ห้ามพลาดข่าวนี้!

เลขเด็ดพญาบึ้ง

เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บริเวณสนามหญ้า บ้านหลังหนึ่งใน จ.อ่างทอง เหล่านักเสี่ยงโชคได้รวมตัวกันทำพิธีตามความเชื่อ โดยการเขียนตัวเลข 1-10 ลงบนกระดาษจำนวน 3 ชุด จากนั้นทำการบอกกล่าวกับพญาบึ้ง สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่พวกเขาเคารพนับถือ ก่อนจะนำกระดาษที่เขียนตัวเลขหย่อนลงไปในรูพญาบึ้ง

หลังจากนั้น นักเสี่ยงโชคต่างเฝ้ารอลุ้นอย่างใจจดใจจ่อ ให้พญาบึ้งนำกระดาษตัวเลขที่หย่อนลงไป ออกมาวางไว้ที่ปากรู ซึ่งเป็นไปตามวิถีความเชื่อของพวกเขา โดยหวังว่า เลขเด็ดพญาบึ้ง ที่ได้ จะนำพาโชคลาภมาให้ในช่วงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ที่จะมาถึงนี้

ไม่นานนัก พญาบึ้งก็นำกระดาษตัวเลขออกมาวางไว้ที่บริเวณปากรู จำนวน 2 ใบ สร้างความฮือฮาให้กับผู้ที่อยู่ในบริเวณนั้นเป็นอย่างมาก เมื่อเปิดดูกระดาษตัวเลข ปรากฏว่าเป็นเลข 18 และ 81 ทำให้นักเสี่ยงโชคต่างพากันจดเลขดังกล่าวไว้ เพื่อนำไปเสี่ยงโชคงวดวันที่ 2 มกราคม 2569 ที่จะถึงนี้

ทำไมต้องขอเลขเด็ดจากพญาบึ้ง?

ความเชื่อเรื่องพญาบึ้งนำโชคเป็นสิ่งที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนานในสังคมไทย หลายคนเชื่อว่าพญาบึ้งเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ที่มีญาณวิเศษ สามารถดลบันดาลโชคลาภให้กับผู้ที่ศรัทธาได้ การทำพิธีขอหวยจากพญาบึ้งจึงเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่นักเสี่ยงโชคนิยมทำกัน

แม้ว่าเรื่องราวของพญาบึ้งกับ เลขเด็ดพญาบึ้ง จะเป็นความเชื่อส่วนบุคคล แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าสิ่งเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมและความเชื่อของคนไทย หากมองในแง่ดี การเสี่ยงโชคก็เป็นเพียงกิจกรรมที่สร้างความสนุกสนานและความหวังให้กับชีวิต แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการไม่ประมาทและรู้จักควบคุมตนเองในการเสี่ยงโชค

สำหรับใครที่สนใจอยากลองเสี่ยงโชคจาก เลขเด็ดพญาบึ้ง ก็สามารถนำเลข 18 และ 81 ไปพิจารณาได้ แต่อย่าลืมว่าการพนันมีความเสี่ยง ควรเล่นอย่างมีสติและไม่ทำให้ตนเองเดือดร้อนนะครับ

ที่มา – ไม่พบหัวข้อ

“ดร.การดี” แคนดิเดต ปชป. แก้หนี้กู้เศรษฐกิจ

“ดร.การดี” เปิดใจนั่งแคนดิเดตนายกฯ ปชป. เพื่อแก้หนี้และกู้ชื่อชั้นเศรษฐกิจไทยให้กลับมา ยันทำงานเป็นทีมไม่ใช่โชว์เดี่ยว มั่นใจจะทำให้ประเทศกลับมาผงาดได้

วันที่ 26 ธันวาคม 2568 ดร.การดี เลียวไพโรจน์ เปิดใจครั้งแรกหลังพรรคประกาศชื่อเป็น 1 ใน 3 แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีร่วมกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และนายกรณ์ จาติกวณิช โดยระบุว่า การตัดสินใจครั้งนี้มาจากความแน่วแน่ที่ต้องการใช้ความรู้และประสบการณ์ด้านดิจิทัลและเศรษฐกิจอนาคตเข้ามากอบกู้ประเทศไทยที่กำลังอยู่ในภาวะ “อึดอัด” ทั้งเรื่องรายได้และความเชื่อมั่นระดับสากล พร้อมชูจุดแข็งของพรรคว่าเป็น “ส่วนผสมที่กลมกล่อม” ระหว่างผู้นำที่มีบารมีระดับสากลอย่างนายอภิสิทธิ์ และมือเศรษฐกิจระดับโลกอย่างนายกรณ์ โดยตนจะเข้ามาเสริมทัพในการนำพาประเทศไปสู่โอกาสใหม่แห่งอนาคต ภายใต้ “DNA เดียวกัน” คือความสุจริต

ดร.การดี ย้ำว่าการทำงานของแคนดิเดตทั้ง 3 คนเป็นรูปแบบทีมเวิร์ก ไม่ใช่การโชว์เดี่ยว โดยนโยบายเร่งด่วนคือการแก้ปัญหาหนี้สินเชิงรุกที่ต้องตอบโจทย์ความต้องการที่แตกต่างกันของคนเมืองและเกษตรกร พร้อมประกาศตั้ง KPI ชี้วัดผลการบริหารประเทศ โดยเฉพาะการดึงอันดับความโปร่งใสและสถานการณ์คอร์รัปชันให้กลับไปสู่จุดรุ่งเรืองอีกครั้ง เพื่อคว้าโอกาสทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน ทั้งนี้พร้อมลงพื้นที่ช่วยว่าที่ผู้สมัคร สส. ทุกคนหาเสียงอย่างเต็มที่ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าทีมประชาธิปัตย์คือคำตอบที่จะทำให้ประเทศไทยกลับมาผงาดได้จริง

“ดร.การดี” แคนดิเดต ปชป. แก้หนี้กู้เศรษฐกิจ

การประกาศชื่อ ดร.การดี เลียวไพโรจน์ เป็นหนึ่งในแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) สร้างความฮือฮาในแวดวงการเมืองและเศรษฐกิจไม่น้อย ด้วยโปรไฟล์ที่โดดเด่นในด้านดิจิทัลและเศรษฐกิจอนาคต ทำให้หลายคนจับตามองว่าเธอจะเข้ามามีบทบาทอย่างไรในการขับเคลื่อนนโยบายของพรรค

วิสัยทัศน์ของ “ดร.การดี” ในการแก้หนี้และกู้เศรษฐกิจ

ดร.การดี มองว่าประเทศไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายหลายด้าน ทั้งเรื่องหนี้สินของประชาชน ความเชื่อมั่นของนักลงทุน และการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่รวดเร็ว เธอจึงมุ่งมั่นที่จะนำความรู้และประสบการณ์มาใช้ในการแก้ปัญหาเหล่านี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ในการเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจและสร้างรายได้ให้กับประชาชน

นโยบายที่ ดร.การดี ให้ความสำคัญเป็นพิเศษคือการแก้ปัญหาหนี้สินอย่างยั่งยืน โดยจะมีการออกแบบมาตรการที่เหมาะสมกับความต้องการของแต่ละกลุ่ม ทั้งคนเมืองและเกษตรกร นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการสร้างความโปร่งใสในการบริหารประเทศ เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศและสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน

ความคาดหวังต่อการทำงานเป็นทีม:

  • ผสานความเชี่ยวชาญของแต่ละคน: ดร.การดี เชื่อว่าการทำงานร่วมกับนายอภิสิทธิ์และนายกรณ์ จะเป็นการผสมผสานความเชี่ยวชาญที่หลากหลาย เพื่อให้สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้อย่างครอบคลุม
  • สร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน: ด้วยประสบการณ์และความสามารถของทั้ง 3 คน จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่าพรรคประชาธิปัตย์มีความพร้อมที่จะนำพาประเทศไปสู่อนาคตที่ดีกว่า
  • ขับเคลื่อนนโยบายอย่างมีประสิทธิภาพ: การทำงานเป็นทีมจะช่วยให้การขับเคลื่อนนโยบายเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

ดร.การดี ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการทำงานเป็นทีม โดยเชื่อว่าการผสานความเชี่ยวชาญของแต่ละคนจะช่วยให้พรรคประชาธิปัตย์สามารถนำเสนอนโยบายที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง การที่ “ดร.การดี” แคนดิเดต ปชป. แก้หนี้กู้เศรษฐกิจ ครั้งนี้จึงเป็นที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง

การที่ ดร.การดี เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของทีมเศรษฐกิจของพรรคประชาธิปัตย์ ถือเป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นว่าพรรคให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีและเศรษฐกิจอนาคตมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศไทยยังขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นๆ อีกหลายด้าน ทั้งเสถียรภาพทางการเมือง นโยบายของรัฐบาล และสถานการณ์เศรษฐกิจโลก

การมี “ดร.การดี” แคนดิเดต ปชป. แก้หนี้กู้เศรษฐกิจ ทำให้ประชาชนมีความหวังว่าจะมีนโยบายที่ทันสมัยและสอดคล้องกับสถานการณ์โลกมากขึ้น แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการที่ทุกภาคส่วนร่วมมือกันเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้เดินหน้าต่อไป

ที่มา – “ดร.การดี” เปิดใจนั่งแคนดิเดต ปชป. ผนึกกำลัง “อภิสิทธิ์-กรณ์” แก้หนี้กู้เศรษฐกิจ

ประธาน กกต. ลั่น! จัดการเลือกตั้ง สส. และประชามติ

ประธาน กกต. ลั่น จัดการเลือกตั้ง สส. พร้อมประชามติ

“ณรงค์” ลั่น จัดการเลือกตั้ง สส. พร้อมประชามติ เป็นความสำเร็จของคนไทยทั้งประเทศ ด้าน กกต. ออกประกาศแนวทางจัดเลือกตั้งใน 7 จังหวัดสู้รบ อำนวยความสะดวกคนในศูนย์อพยพขอใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขต

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 26 ธันวาคม 2568 คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประชุมคณะกรรมการอำนวยการประจำศูนย์อำนวยการและประสานงานการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) และการออกเสียงประชามติ โดยมี นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต. เป็นประธานการประชุม และมีผู้แทนจากหน่วยงานสนับสนุนต่างๆ เข้าร่วมประชุมที่โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการฯ

นายณรงค์ กล่าวว่า การเลือกตั้ง สส. และการออกเสียงประชามติครั้งนี้ เป็นภารกิจสำคัญของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการออกเสียงประชามติวันเดียวกับวันเลือกตั้ง สส. ซึ่งจะมีขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ถือเป็นครั้งแรกของประวัติศาสตร์ประเทศไทย กกต. และพนักงาน กกต. ไม่สามารถจัดทำประชามติและเลือกตั้งออกมาให้สมบูรณ์แบบได้ จะต้องอาศัยความร่วมมือทุกภาคส่วน ตนมั่นใจว่าด้วยความทุ่มเทการทำงานและการสนับสนุนอย่างเข้มแข็งของทุกคน จะทำให้การเลือกตั้ง สส. และการออกเสียงประชามติเป็นไปโดยสุจริต เที่ยงธรรม และชอบด้วยกฎหมาย ความเสียสละและความตั้งใจ ทุ่มเท ร่วมกันของทุกคน และถือเป็นความสำเร็จของประชาชนคนไทยทั้งประเทศ ขอให้พลังความร่วมมือครั้งนี้เป็นแรงขับเคลื่อนให้ประชาธิปไตยของประเทศไทยมั่นคงและเป็นที่เชื่อมั่นของประชาชนสืบไป

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ออกประกาศเรื่อง แนวทางดำเนินการการจัดการเลือกตั้ง สส. ในเขตเลือกตั้งที่มีสถานการณ์ความไม่สงบบริเวณพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยมีสาระสำคัญกำหนดให้ กกต.ประจำเขตเลือกตั้ง และผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งในจังหวัดจันทบุรี ตราด บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ สระแก้ว สุรินทร์ และอุบลราชธานี ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในบริเวณพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ดำเนินการจัดการเลือกตั้ง ดังนี้

  1. การปิดประกาศ หรือระเบียบตามที่กฎหมายกำหนดเมื่อได้ปิดประกาศ ณ ที่เลือกตั้ง หรือบริเวณใกล้เคียงกับที่เลือกตั้ง หรือสถานที่ที่ประชาชนสะดวกในการตรวจสอบแล้ว ให้ดำเนินการประกาศในระบบเทคโนโลยีสารสนเทศหรือระบบหรือวิธีการอื่นใดที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งสามารถเข้าถึงได้โดยสะดวก หากไม่สามารถปิดประกาศ ณ ที่เลือกตั้งหรือบริเวณใกล้เคียงกับที่เลือกตั้ง หรือสถานที่ที่ประชาชนสะดวกในการตรวจสอบได้ ให้ถือว่าการประกาศในระบบเทคโนโลยีสารสนเทศหรือระบบหรือวิธีการอื่นใด เป็นการดำเนินการโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว
  2. กรณีจัดส่งรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งในทะเบียนบ้านพร้อมเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง ไปยังเจ้าบ้านในเบื้องต้น ให้ดำเนินการตามที่กฎหมายกำหนด หากไม่สามารถจัดส่งได้ ให้รายงานให้ กกต. ทราบและให้เก็บรักษาเอกสารดังกล่าวไว้ในที่ปลอดภัยจนกว่าสถานการณ์จะสิ้นสุดลง แล้วจึงจัดส่งเอกสารดังกล่าวให้แล้วเสร็จโดยเร็ว
  3. จัดให้มีเจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวกให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่อยู่ในศูนย์อพยพลงทะเบียน ขอใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนก่อนวันเลือกตั้ง ณ ที่เลือกตั้งกลางนอกเขตเลือกตั้ง ภายในระยะเวลาตามประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง เรื่อง กำหนดวัน และเวลายื่นคำขอลงทะเบียนใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนก่อนวันเลือกตั้ง โดยขอความร่วมมือให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงทะเบียนขอใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนก่อนวันเลือกตั้ง ณ ที่เลือกตั้งกลางนอกเขตเลือกตั้งที่มีความปลอดภัยและอยู่ใกล้เคียงกับเขตเลือกตั้งที่เกิดสถานการณ์ความไม่สงบ และในวันออกเสียงลงคะแนนก่อนวันเลือกตั้งให้ประสานหน่วยงานของรัฐ จัดพาหนะรับส่งผู้มีสิทธิเลือกตั้งไปใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนก่อนวันเลือกตั้ง ณ ที่เลือกตั้งกลางนอกเขตเลือกตั้งดังกล่าวด้วย
  4. การจัดหน่วยเลือกตั้งและที่เลือกตั้งที่อยู่ในเขตเลือกตั้ง หากยังมีสถานการณ์ความไม่สงบ ให้ กกต.ประจำเขตเลือกตั้ง พิจารณาเปลี่ยนแปลงเขตของหน่วยเลือกตั้งและที่เลือกตั้ง ที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งและเจ้าพนักงานผู้ดำเนินการเลือกตั้งสามารถเดินทางได้สะดวกและปลอดภัย โดยหน่วยเลือกตั้งและที่เลือกตั้งดังกล่าวต้องอยู่ในเขตเลือกตั้ง ตามมาตรา 30 วรรคสาม พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 และที่แก้ไขเพิ่มเติม
  5. ภายใน 7 วันนับแต่วันเลือกตั้ง ให้ประสานนายทะเบียนอำเภอหรือนายทะเบียนท้องถิ่น จัดให้มีเจ้าหน้าที่คอยอำนวยความสะดวกและให้ความช่วยเหลือผู้มีสิทธิเลือกตั้งในศูนย์อพยพที่ไม่ได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งลงทะเบียนแจ้งเหตุที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งด้วย.

กกต. มุ่งมั่น การจัดการเลือกตั้ง สส. พร้อมประชามติ ให้โปร่งใส

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น กกต. ได้ให้ความสำคัญกับการอำนวยความสะดวกและความปลอดภัยของผู้มีสิทธิเลือกตั้งเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความไม่สงบ การดำเนินการต่างๆ จึงมุ่งเน้นให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งสามารถใช้สิทธิของตนเองได้อย่างเต็มที่และปลอดภัย

การเตรียมความพร้อมสำหรับการจัดการเลือกตั้ง สส. พร้อมประชามติ นั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาประชาธิปไตยของประเทศ การมีส่วนร่วมของประชาชนในการเลือกตั้งและการออกเสียงประชามติ จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการสร้างสังคมที่เข้มแข็งและก้าวหน้า

ดังนั้น การจัดการเลือกตั้ง สส. พร้อมประชามติ ที่กำลังจะเกิดขึ้น จึงเป็นโอกาสอันดีที่ประชาชนทุกคนจะได้ร่วมกันแสดงพลังและกำหนดอนาคตของประเทศไปด้วยกัน

การจัดการเลือกตั้ง สส. พร้อมประชามติ ครั้งนี้ ถือเป็นความท้าทายและความมุ่งมั่นตั้งใจของ กกต. ในการที่จะทำให้กระบวนการเลือกตั้งเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม เพื่อให้ผลการเลือกตั้งและการออกเสียงประชามติสะท้อนเจตนารมณ์ของประชาชนอย่างแท้จริง

ที่มา – ประธาน กกต. ลั่น จัดการเลือกตั้ง สส. พร้อมประชามติ เป็นความสำเร็จของคนไทยทั้งประเทศ

กกต.กทม.ซ้อมรับสมัคร สส. เตือนจัดมหรสพหลังจับเบอร์

การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ใกล้เข้ามาทุกที! ล่าสุด กกต.กรุงเทพฯ ซ้อมเสมือนจริงก่อนวันรับสมัครเลือกตั้ง สส.เขต เตือนห้ามจัดมหรสพหลังจับเบอร์ เพื่อเตรียมความพร้อมให้การรับสมัครเป็นไปอย่างราบรื่น พร้อมเน้นย้ำข้อห้ามสำคัญสำหรับผู้สมัคร

กกต.กรุงเทพฯ ซ้อมเสมือนจริงก่อนวันรับสมัครเลือกตั้ง สส.เขต เตือนห้ามจัดมหรสพหลังจับเบอร์

เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2568 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำกรุงเทพมหานคร ได้จัดการซักซ้อมการรับสมัครรับเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้งเสมือนจริง ณ อาคารกีฬาเวสน์ 2 ศูนย์เยาวชนกรุงเทพมหานครไทย-ญี่ปุ่น เขตดินแดง กรุงเทพฯ การซักซ้อมนี้มีจุดประสงค์เพื่อเตรียมความพร้อมด้านสถานที่และทำความเข้าใจกับเจ้าหน้าที่เกี่ยวกับการรับสมัคร ซึ่งจะเปิดรับสมัครตั้งแต่วันที่ 27-31 ธันวาคม 2568

การเตรียมความพร้อมครอบคลุมทุกด้าน ตั้งแต่การจัดพื้นที่รับสมัครทั้ง 33 เขต การจัดเตรียมที่นั่งพักคอยสำหรับผู้สมัครที่เดินทางมาก่อนเวลา 08.30 น. โดยผู้สมัครที่มาก่อนเวลาดังกล่าวจะถือว่ามาพร้อมกัน นอกจากนี้ยังมีการย้ำเตือนเจ้าหน้าที่ให้เข้มงวดในการตรวจสอบสิทธิของผู้สมัคร โดยเฉพาะคุณสมบัติการเป็นสมาชิกพรรคการเมืองที่ต้องครบ 30 วันก่อนวันเลือกตั้ง

สำหรับผู้ที่จะเข้ามาในพื้นที่รับสมัคร มีข้อกำหนดดังนี้ หัวหน้าพรรค กรรมการบริหารพรรค และแกนนำพรรค จะได้รับอนุญาตให้อยู่บนอัฒจันทร์ด้านบนเท่านั้น ส่วนผู้สมัครสามารถนำผู้ติดตามเข้ามาได้เท่าที่จำเป็น

ความพร้อมของ กกต.กทม.

ว่าที่ร้อยตรี สัมพันธ์ แสงคำเลิศ ผอ.กกต.กรุงเทพมหานคร เปิดเผยถึงความพร้อมในการรับสมัครว่า สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำกรุงเทพมหานคร มีความพร้อมทั้งในด้านอาคารสถานที่ วัสดุอุปกรณ์ และบุคลากร โดยมีการประชุมซักซ้อมขั้นตอนอย่างละเอียดเพื่อให้เจ้าหน้าที่เห็นอุปกรณ์จริงและซักซ้อมหน้างาน เพื่อให้การรับสมัครเป็นไปด้วยความเรียบร้อย โดยภาพรวมมีความพร้อม 80-90% และมีการนัดหมายเจ้าหน้าที่ตั้งแต่เวลา 05.00 น. เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเปิดรับสมัครในเวลา 08.30 น.

ในส่วนของพื้นที่สำหรับประชาชนทั่วไป จะมีการจัดให้อยู่บริเวณด้านนอกสถานที่รับสมัคร และจะมีการกำชับเรื่องการงดส่งเสียงดังหรือการรบกวนผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส่วนขั้นตอนการจับสลากหมายเลขผู้สมัคร จะไม่มีการถ่ายทอดสด แต่จะอนุญาตให้สื่อมวลชนบันทึกภาพได้ตามสมควร

ข้อควรระวังที่สำคัญสำหรับผู้สมัครคือ เมื่อได้หมายเลขประจำตัวแล้ว ห้ามจัดมหรสพหรือการรื่นเริงโดยเด็ดขาด อนุญาตให้ขึ้นขบวนแห่ได้ แต่ห้ามมีมหรสพดนตรีหรือกลองยาว ว่าที่ร้อยตรีสัมพันธ์ยังเน้นย้ำให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการทุกขั้นตอนอย่างค่อยเป็นค่อยไปและบันทึกข้อมูลตามแบบฟอร์มเพื่อป้องกันความสับสน

การซักซ้อมครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ กกต. ในการจัดการเลือกตั้งที่โปร่งใสและเป็นธรรม การเตรียมความพร้อมอย่างรอบคอบและการเน้นย้ำข้อปฏิบัติที่สำคัญ จะช่วยให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างราบรื่นและเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย

กกต.กรุงเทพฯ ซ้อมเสมือนจริงก่อนวันรับสมัครเลือกตั้ง สส.เขต เตือนห้ามจัดมหรสพหลังจับเบอร์ ถือเป็นมาตรการสำคัญในการเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งที่จะมาถึงนี้ เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม

ที่มา – กกต.กรุงเทพฯ ซ้อมเสมือนจริงก่อนวันรับสมัครเลือกตั้ง สส.เขต เตือนห้ามจัดมหรสพหลังจับเบอร์

ปชน. ส่งแกนนำให้กำลังใจ วันรับสมัคร สส.เขต

พรรคประชาชนเตรียมส่งแกนนำลงพื้นที่ให้กำลังใจในวันรับสมัคร สส.เขตพรุ่งนี้ โดยจะกระจายกำลังพลไปทั่วทุกภาคของประเทศ โดยมีนาย “เท้ง” นำทีมในกรุงเทพฯ ตั้งแต่ 7 โมงเช้าที่สนามกีฬาเวสน์ 2 นอกจากนี้ “ไหม” จะลงพื้นที่บุรีรัมย์ และ “วีระยุทธ” นำทีมผู้สมัคร สส.ภูเก็ต

วันที่ 26 ธันวาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานจากพรรคประชาชนว่า ในวันรับสมัคร สส.เขตแบบแบ่งเขตพรุ่งนี้ (27 ธ.ค.) พรรคประชาชนจะใช้ยุทธวิธีดาวกระจาย โดยส่งแกนนำพรรคลงพื้นที่เพื่อให้กำลังใจผู้สมัครในแต่ละภูมิภาค

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชนและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี จะนำผู้สมัคร สส.กทม. ไปสมัครที่อาคารกีฬาเวสน์ 2 กทม. ในเวลา 07.00 น. โดยคาดว่าจะเดินทางโดยรถเมล์เช่นเดียวกับปีที่ผ่านมา ส่วน น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ลำดับที่ 2 จะไปให้กำลังใจผู้สมัครที่จังหวัดบุรีรัมย์ และนายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ลำดับที่ 3 จะนำทีมที่จังหวัดภูเก็ต

ขณะที่นายรังสิมันต์ โรม รองหัวหน้าพรรค จะเดินทางไปที่จังหวัดสุรินทร์และศรีสะเกษ นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรค จะไปที่จังหวัดระยองและจันทบุรี น.ส.รักชนก ศรีนอก อดีต สส.กทม. จะไปที่จังหวัดชลบุรี และนายชัยธวัช ตุลาธน อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล ในฐานะผู้ช่วยหาเสียงพรรคประชาชน จะให้กำลังใจผู้สมัครที่จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นบ้านเกิดของนายชัยธวัชด้วย

ปชช. ส่งแกนนำให้กำลังใจ วันรับสมัคร สส.เขต

การกระจายกำลังพลของพรรคประชาชนในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความพร้อมของพรรคในการลงสนามเลือกตั้งที่จะมาถึงในเร็วๆ นี้ การที่แกนนำพรรคลงพื้นที่ไปให้กำลังใจผู้สมัคร สส. ในแต่ละเขตนั้น เป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับผู้สมัคร และยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงความใส่ใจของพรรคต่อผู้สมัครในทุกระดับ

พรรคประชาชนให้ความสำคัญกับการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นอย่างมาก การส่งแกนนำไปให้กำลังใจผู้สมัครในวันรับสมัคร สส.เขต เป็นเพียงหนึ่งในยุทธศาสตร์ที่พรรคเตรียมไว้สำหรับการเลือกตั้งที่จะมาถึง พรรคยังคงเดินหน้าทำงานอย่างหนักเพื่อนำเสนอนโยบายและแนวทางในการพัฒนาประเทศให้กับประชาชน เพื่อให้ประชาชนได้มีข้อมูลที่เพียงพอในการตัดสินใจเลือกผู้แทนที่เหมาะสมที่สุด

การเตรียมความพร้อมในวันรับสมัคร สส.เขต

การเตรียมความพร้อมสำหรับการลงสมัครรับเลือกตั้ง สส. นั้นมีความสำคัญอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นเอกสารที่ใช้ในการสมัคร การเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน หรือการเตรียมทีมงานสนับสนุน การเตรียมตัวที่ดีจะช่วยให้การลงสมัครเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ

  • ตรวจสอบเอกสารให้ครบถ้วน: ตรวจสอบให้แน่ใจว่าเอกสารทุกอย่างที่ต้องใช้ในการสมัครนั้นถูกต้องและครบถ้วน
  • เตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการสัมภาษณ์: เตรียมคำตอบสำหรับคำถามที่คาดว่าจะถูกถามโดยสื่อมวลชน
  • เตรียมทีมงานสนับสนุน: มีทีมงานที่พร้อมช่วยในทุกด้าน ตั้งแต่การประชาสัมพันธ์ไปจนถึงการประสานงาน

พรรคประชาชนให้ความสำคัญกับทุกขั้นตอนของการเลือกตั้ง และพร้อมที่จะสนับสนุนผู้สมัคร สส. ทุกคนอย่างเต็มที่ เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม

พรรคประชาชนมีความมุ่งมั่นที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับประเทศไทย และเชื่อมั่นว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นโอกาสสำคัญในการนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง

การตัดสินใจของประชาชนในการเลือกผู้แทนที่เหมาะสม จะเป็นตัวกำหนดอนาคตของประเทศ ดังนั้นจึงขอเชิญชวนให้ประชาชนทุกคนออกมาใช้สิทธิ์ใช้เสียงของท่านในการเลือกตั้งที่จะมาถึง

การที่พรรคแกนนำกระจายกันไปให้กำลังใจตามภาคต่างๆนั้น นอกจากจะเป็นการสร้างขวัญกำลังใจให้ผู้สมัครแล้ว ยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงความพร้อมของพรรคที่จะรับฟังปัญหาของพี่น้องประชาชนในทุกพื้นที่อย่างทั่วถึง

วันรับสมัคร สส.เขต คือจุดเริ่มต้นที่สำคัญของการเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคประชาชนพร้อมที่จะเดินหน้าต่อไปอย่างเต็มกำลัง

ที่มา – ปชน. ส่งแกนนำกระจายทุกภาค ให้กำลังใจวันรับสมัคร สส.เขต พรุ่งนี้ ส่วน “เท้ง” นำทีม กทม.

เช็กด่วน! 21 เส้นทางเลี่ยงรถติดปีใหม่ 2569

ใกล้เข้ามาแล้วสำหรับเทศกาลปีใหม่ 2569! หลายคนคงกำลังวางแผนเดินทางกลับบ้านหรือท่องเที่ยวต่างจังหวัด เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาจราจรติดขัด กรมทางหลวงจึงได้แนะนำ 21 เส้นทางเลี่ยงรถติดปีใหม่ 2569 ที่จะช่วยให้การเดินทางของท่านสะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น มาดูกันว่ามีเส้นทางไหนบ้างที่น่าสนใจ!

21 เส้นทางเลี่ยงรถติดปีใหม่ 2569 ที่คุณต้องรู้!

นายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล อธิบดีกรมทางหลวง (ทล.) เปิดเผยว่า ในช่วงเทศกาลปีใหม่ระหว่างวันที่ 26 ธันวาคม 2568 – 5 มกราคม 2569 จะมีคนเดินทางออกต่างจังหวัดจำนวนมาก ดังนั้นทางกรมทางหลวง โดยสำนักอำนวยความปลอดภัย ได้แนะนำเส้นทางเลือกให้กับประชาชน เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกแก่ผู้เดินทางและหลีกเลี่ยงปัญหาการจราจรติดขัด รวมถึงช่วยให้ประชาชนวางแผนการเดินทางล่วงหน้าได้เป็นอย่างดีบนทางหลวงสายหลักและสายรอง ดังนี้

เส้นทางเลี่ยงรถติดปีใหม่ 2569 สำหรับเดินทางสู่ภาคเหนือ

สำหรับประชาชนที่จะเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปยังภาคเหนือ สามารถเดินทางออกได้ 5 เส้นทาง ประกอบด้วย:

  1. จากกรุงเทพฯ ไป รังสิต (ให้ใช้ทางหลวงหมายเลข 1 ถ.พหลโยธิน) – จ.พระนครศรีอยุธยา – จ.อ่างทอง – จ.สิงห์บุรี (ให้ใช้ทางหลวงหมายเลข 32 ถ.สายเอเชีย) – อ.มโนรมย์ (ให้ใช้ทางหลวงหมายเลข 1 ถ.พหลโยธิน) จากนั้นมุ่งหน้าสู่ จ.นครสวรรค์
  2. จากกรุงเทพฯ ไป จ.นนทบุรี (ให้ใช้ทางหลวงหมายเลข 340 บางบัวทอง – สุพรรณบุรี – ชัยนาท) – จ.ชัยนาท (ให้ใช้ทางหลวงหมายเลข 1 ถ.พหลโยธิน) จากนั้นมุ่งหน้าสู่ จ.นครสวรรค์
  3. จากกรุงเทพฯ ไป รังสิต – มุ่งหน้าทางต่างระดับบ้านกลาง (ทางหลวงหมายเลข 346) เข้าสู่ทางหลวงหมายเลข 347 (ถ.ปทุมธานี – บางปะหัน) – ให้ใช้ทางหลวงหมายเลข 32 ถ.สายเอเชีย จากนั้นมุ่งหน้าสู่ภาคเหนือ
  4. จากกรุงเทพฯ ไป รังสิต – อ.วังน้อย – จ.สระบุรี – จ.ลพบุรี (ให้ใช้ทางหลวงหมายเลข 1 ถ.พหลโยธิน) – อ.ตากฟ้า (ทางหลวงหมายเลข 11) จากนั้นมุ่งหน้าสู่ จ.พิษณุโลก
  5. จากกรุงเทพฯ ไป ทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 9 (บางปะอิน – บางพลี) – อ.วังน้อย (ให้ใช้ทางหลวงหมายเลข 1 ถ.พหลโยธิน) จากนั้นมุ่งหน้าสู่ทางหลวงหมายเลข 32 จากนั้นมุ่งหน้าเข้าสู่ภาคเหนือ

เส้นทางเลี่ยงรถติดปีใหม่ 2569 สำหรับเดินทางสู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

สำหรับประชาชนที่จะเดินทางจาก กรุงเทพฯ – ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สามารถเดินทางออกไปได้ 7 เส้นทาง:

  1. จากกรุงเทพฯ ไป อ.วังน้อย (ให้ใช้ทางหลวงหมายเลข 1 ถ.พหลโยธิน) – ทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 6 บางปะอิน – นครราชสีมา (ให้ใช้ด่านบางปะอิน ทล.1 กม.55+000) จากนั้นมุ่งหน้าสู่ จ.นครราชสีมา
  2. จากกรุงเทพฯ ไป อ.วังน้อย (ทางหลวงหมายเลข 1 ถ.พหลโยธิน) – ทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 6 บางปะอิน – นครราชสีมา (ด่านสระบุรี ทล.1 กม.99+600) จากนั้นมุ่งหน้าสู่ จ.นครราชสีมา
  3. จากกรุงเทพฯ ไป อ.วังน้อย (ทางหลวงหมายเลข 1 ถ.พหลโยธิน) – ทางหลวงหมายเลข 33 – ทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 6 บางปะอิน – นครราชสีมา (ให้ใช้ด่านหินกอง ทล.33 กม.82) จากนั้นมุ่งหน้าสู่ จ.นครราชสีมา
  4. จากกรุงเทพฯ ไป อ.วังน้อย (ทางหลวงหมายเลข 1 ถนนพหลโยธิน) – จ.สระบุรี – อ.ปากช่อง – อ.สีคิ้ว (ทางหลวงหมายเลข 2 ถ.มิตรภาพ) จากนั้นมุ่งหน้าสู่ จ.นครราชสีมา
  5. จากกรุงเทพฯ ไป จ.นครนายก (ทางหลวงหมายเลข 305) – อ.บ้านนา (ทางหลวงหมายเลข 3051) – อ.แก่งคอย (ทางหลวงหมายเลข 3222) – อ.ปากช่อง (ทางหลวงหมายเลข 2 ถ.มิตรภาพ) จากนั้นมุ่งหน้าสู่จังหวัดนครราชสีมา หรือ จาก อ.บ้านนา ใช้ทางหลวงหมายเลข 33 – อ.กบินทร์บุรี มุ่งหน้าสู่ อ.อรัญประเทศ
  6. จากกรุงเทพฯ ไป จ.ฉะเชิงเทรา (ทางหลวงหมายเลข 304) – อ.พนมสารคาม – อ.กบินทร์บุรี – อ.วังน้ำเขียว – อ.ปักธงชัย (ทางหลวงหมายเลข 304) จากนั้นมุ่งหน้าสู่ จ.นครราชสีมา
  7. จากกรุงเทพฯ ไป ถ.กาญจนาภิเษก (ทางหลวงหมายเลข 9) – ทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 6 บางปะอิน – นครราชสีมา (ทางขึ้นบริเวณ ทล.9 กม.80) จากนั้นมุ่งหน้าสู่ จ.นครราชสีมา

เส้นทางเลี่ยงรถติดปีใหม่ 2569 สำหรับเดินทางสู่ภาคตะวันออก

หากจะเดินทางออกไปยังภาคตะวันออก สามารถเดินทางจาก กรุงเทพฯ – ภาคตะวันออก ได้ 3 เส้นทาง:

  1. จากกรุงเทพฯ ไป จ.ชลบุรี (ให้ใช้ทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 7 สายกรุงเทพฯ – ชลบุรี – พัทยา)
  2. จากกรุงเทพฯ ไป จ.ฉะเชิงเทรา (ทางหลวงหมายเลข 304) โดยสามารถมุ่งหน้าสู่ ต.หนองปรือ เมืองพัทยา อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี (ให้ใช้ทางหลวงหมายเลข 331 สัตหีบ – เขาหินซ้อน)
  3. จากกรุงเทพฯ ไป อ.บางปะกง (ให้ใช้ทางหลวงหมายเลข 34 ถ.เทพรัตน) โดยใช้ทางหลวงหมายเลข 3 (ถ.สุขุมวิท) หรือ ทางพิเศษบูรพาวิถี (บางนา – ชลบุรี) จากนั้นมุ่งหน้าสู่ จ.ชลบุรี

เส้นทางเลี่ยงรถติดปีใหม่ 2569 สำหรับเดินทางสู่ภาคใต้

สำหรับประชาชนที่จะเดินทางลงภาคใต้ จากกรุงเทพฯ – ภาคใต้ สามารถเดินทางออกได้ 4 เส้นทาง:

  1. จากกรุงเทพฯ ไป ถนนบรมราชชนนี (ให้ใช้ทางหลวงหมายเลข 338 อรุณอมรินทร์ – นครชัยศรี) – อ.นครชัยศรี – จ.นครปฐม – จ.ราชบุรี – แยกวังมะนาว – จ.เพชรบุรี (ให้ใช้ทางหลวงหมายเลข 4 ถ.เพชรเกษม) จากนั้นมุ่งหน้าสู่ภาคใต้
  2. จากกรุงเทพฯ ไป บางใหญ่ (ให้ใช้ทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 81 ด่านบางใหญ่) – ออกที่ด่านนครปฐมตะวันตก – ถ.มาลัยแมน (ทางหลวงหมายเลข 321) – ทางหลวงหมายเลข 4 ถ.เพชรเกษม – จ.ราชบุรี จากนั้นมุ่งหน้าสู่ภาคใต้
  3. จากกรุงเทพฯ ไป จ.สมุทรสาคร – จ.สมุทรสงคราม (ให้ใช้ทางหลวงหมายเลข 35 ถ.พระราม 2) – แยกวังมะนาว – จ.เพชรบุรี (ให้ใช้ทางหลวงหมายเลข 4 ถ.เพชรเกษม) จากนั้นมุ่งหน้าสู่ภาคใต้
  4. จากกรุงเทพฯ ไป ทางหลวงหมายเลข 9 วงแหวนกาญจนาภิเษกด้านใต้ (กทพ.) – ทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 82 (ให้ใช้ต่างระดับบางขุนเทียน – เอกชัย) – ทางหลวงหมายเลข 35 ถ.พระราม 2 – แยกวังมะนาว – จ.เพชรบุรี (ให้ใช้ทางหลวงหมายเลข 4 ถ.เพชรเกษม) จากนั้นมุ่งหน้าสู่ภาคใต้

เส้นทางเลี่ยงรถติดปีใหม่ 2569 สำหรับเดินทางสู่ภาคตะวันตก

หากจะเดินทางไปยังภาคตะวันตก สามารถเดินทางจาก กรุงเทพฯ – ภาคตะวันตก สามารถเดินทางออกได้ 4 เส้นทาง:

  1. จากกรุงเทพฯ ไป จ.กาญจนบุรี (ให้ใช้ทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 81 สายบางใหญ่ – กาญจนบุรี) เพื่อมุ่งหน้าสู่ จ.กาญจนบุรี
  2. จากกรุงเทพฯ ไปถนนตลิ่งชัน – อ.ลาดหลุมแก้ว (ให้ใช้ทางหลวงหมายเลข 9 ถนนกาญจนาภิเษก) – ทางหลวงหมายเลข 346 ต่างระดับรังสิต – พนมทวน จากนั้นมุ่งหน้าสู่ จ.กาญจนบุรี
  3. จากกรุงเทพฯ ไป จ.นครปฐม (ให้ใช้ทางหลวงหมายเลข 4 ถ.เพชรเกษม) – ทางหลวงหมายเลข 323 (ถ.แสงชูโต) เพื่อมุ่งหน้าสู่ จ.กาญจนบุรี
  4. จากกรุงเทพฯ ไป จ.นครปฐม (ให้ใช้ทางหลวงหมายเลข 4 ถ.เพชรเกษม) – มุ่งหน้าทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 81 สายบางใหญ่ – กาญจนบุรี (ด่านศีรษะทอง) เพื่อเข้าสู่ทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 81 บางใหญ่ – กาญจนบุรี จากนั้นมุ่งหน้าสู่ จ.กาญจนบุรี

กรมทางหลวงขอความร่วมมือผู้ใช้ทางขับขี่ด้วยความระมัดระวัง ปฏิบัติตามป้ายเตือน ป้ายแนะนำ และคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด หากประชาชนต้องการสอบถามข้อมูลการเดินทางเพิ่มเติม หรือแจ้งเหตุด่วนเหตุร้ายระหว่างเดินทาง สามารถติดต่อได้ที่สายด่วนกรมทางหลวง 1586 (โทรฟรีทุกเครือข่ายตลอด 24 ชั่วโมง) สายด่วนมอเตอร์เวย์ 1586 กด 7 และตำรวจทางหลวง 1193

วางแผนการเดินทางล่วงหน้า ตรวจสอบเส้นทางและสภาพจราจร เลือกใช้เส้นทางเลี่ยงที่เหมาะสม และขับขี่ด้วยความไม่ประมาท เพื่อให้การเดินทางในช่วงปีใหม่นี้เป็นไปอย่างราบรื่นและปลอดภัย

ที่มา – เช็กด่วน 21 เส้นทางเลี่ยงรถติดปีใหม่ 2569 กรมทางหลวงแนะทางลัดออกกรุงเทพฯ ทั่วไทย

เมียนมาเดือด! กวาดล้างธุรกิจมอญ 15 ราย

สถานการณ์ในเมียนมายังคงตึงเครียด เมื่อรัฐบาลทหารเดินหน้ากวาดล้างผู้ประกอบการในรัฐมอญอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด มีรายงานการจับกุมเจ้าของธุรกิจอย่างน้อย 15 ราย โดยมีข้อกล่าวหาเรื่องการเลี่ยงภาษีและการพัวพันสนับสนุนกลุ่มต่อต้านรัฐบาล การกระทำดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนถึงวันเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง และส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในท้องถิ่นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เมียนมาเดือด! กวาดล้างธุรกิจมอญ 15 ราย

เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2568 ทางการทหารเมียนมาได้ทำการจับกุมผู้ประกอบการในรัฐมอญ อย่างน้อย 15 ราย ตามคำสั่งของกระทรวงวางแผนและการคลังของรัฐบาลทหาร ภายใต้มาตรการที่เข้มงวดด้านการจัดเก็บภาษีและการตรวจสอบแหล่งเงินทุน แหล่งข่าวในแวดวงธุรกิจเปิดเผยว่า การบุกตรวจค้นครั้งนี้มุ่งเป้าไปที่ผู้นำเข้าเชื้อเพลิง อาหาร และร้านค้าทองคำ ซึ่งถือเป็นธุรกิจสำคัญในพื้นที่ ขณะที่กรมสรรพากรได้เริ่มทำการสอบสวนผู้ที่ถูกควบคุมตัวตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา

เหตุใดจึงต้องกวาดล้างธุรกิจมอญ 15 ราย?

รายงานระบุว่า การจับกุมเกิดขึ้นหลังจากมีการบุกตรวจค้นโดยหน่วยข่าวกรองทหารระดับอำเภอและกรมสอบสวนคดีพิเศษ ในช่วงเดือนมิถุนายนถึงกรกฎาคมที่ผ่านมา การตรวจสอบไม่ได้จำกัดอยู่แค่รายรับรายจ่ายเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการบริจาคและเส้นทางการเงิน ซึ่งถูกมองว่าเป็นความพยายามในการไล่ล่าผู้สนับสนุนทางการเงินของกลุ่มต่อต้านรัฐบาลทหาร

ก่อนหน้านี้ในช่วงปลายปี พ.ศ. 2566 พลเอกอาวุโสมิน อ่อง หล่าย ผู้นำรัฐประหาร ได้สั่งการให้ทุกกระทรวงเร่งจัดเก็บภาษีอย่างเต็มรูปแบบ โดยอ้างว่ามีการเลี่ยงภาษีอย่างแพร่หลาย และรัฐบาลทหารเชื่อว่ากลุ่มต่อต้านได้รับผลประโยชน์จากการค้าข้ามแดนที่ผิดกฎหมาย ทำให้การกวาดล้างด้านภาษีทวีความเข้มข้นขึ้นในปีนี้ โดยกรมสรรพากรได้เตือนว่า ผู้ที่หลีกเลี่ยง ชำระภาษีไม่ครบ หรือปลอมแปลงข้อมูลภาษีอาจถูกดำเนินคดีทั้งตามกฎหมายภาษีและกฎหมายฟอกเงิน

  • การจับกุมผู้ประกอบการในรัฐมอญส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างไร?
  • มาตรการเข้มงวดด้านภาษีของรัฐบาลทหารเมียนมามีเป้าหมายอะไร?
  • การกวาดล้างธุรกิจมอญ 15 ราย จะส่งผลต่อสถานการณ์ทางการเมืองในเมียนมาอย่างไร?

การกวาดล้างธุรกิจมอญ 15 รายนี้ ไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการที่ถูกจับกุมเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมในรัฐมอญและอาจนำไปสู่ความไม่มั่นคงทางสังคมมากยิ่งขึ้น การกระทำดังกล่าวถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางจากนานาชาติและถูกมองว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน

การกวาดล้างธุรกิจมอญ 15 รายครั้งนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของความพยายามของรัฐบาลทหารในการควบคุมและปราบปรามกลุ่มต่อต้าน อย่างไรก็ตาม การกระทำดังกล่าวอาจส่งผลเสียต่อความเชื่อมั่นของประชาชนและอาจนำไปสู่การต่อต้านที่รุนแรงยิ่งขึ้น

สถานการณ์ในเมียนมายังคงน่ากังวล และการกวาดล้างธุรกิจมอญ 15 รายนี้เป็นสัญญาณบ่งบอกถึงความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นในประเทศ การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองและการฟื้นฟูเศรษฐกิจเป็นสิ่งที่ท้าทายอย่างยิ่งสำหรับเมียนมาในขณะนี้

ที่มา – เมียนมาเดือด กวาดล้างธุรกิจมอญ 15 ราย ตัดท่อน้ำเลี้ยงฝ่ายต่อต้านรัฐ โค้งสุดท้ายก่อนถึงวันเลือกตั้ง