วัน: 2 มกราคม 2026

สภ.เมืองอุทัยธานี แจกซาลาเปา เมาไม่ขับ!

เตรียมพร้อมก่อนเดินทาง! ตำรวจ สภ.เมืองอุทัยธานี สร้างความประทับใจ ตั้งด่านแจกซาลาเปา กว่า 2,000 ลูก พร้อมรณรงค์ เมาไม่ขับ เพื่อความปลอดภัยบนท้องถนน

เมื่อวันที่ 2 มกราคม 2567 เวลา 08.00 น. บริเวณป้อมจราจร สภ.เมืองอุทัยธานี คึกคักเป็นพิเศษ พ.ต.อ.สมบูรณ์ ทองลอย รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดอุทัยธานี พร้อมด้วย พ.ต.อ.ภคิน วรรณศรี ผู้กำกับการ สภ.เมืองอุทัยธานี นำทีมตำรวจ ตั้งจุดตรวจบนถนนสายเอเชียมุ่งหน้าขาออก เพื่ออำนวยความสะดวกและรณรงค์ให้ประชาชนขับขี่อย่างปลอดภัยในช่วงเทศกาลปีใหม่ที่การจราจรหนาแน่นเป็นพิเศษ พร้อมทั้งย้ำเตือนเรื่อง เมาไม่ขับ อย่างเคร่งครัด

แต่ด่านตรวจนี้ไม่ได้มีแค่การตรวจความปลอดภัยเท่านั้น! สิ่งที่ทำให้ผู้เดินทางต้องยิ้มแก้มปริคือ ซาลาเปาทอดร้อนๆ ที่ตำรวจ สภ.เมืองอุทัยธานี ตั้งใจทำกันสดๆ ตรงนั้นเลย! มีทั้งเตา มีทั้งอุปกรณ์ทำขนม เหมือนยกครัวมาไว้ที่ป้อมตำรวจก็ไม่ปาน

เจ้าหน้าที่ตำรวจต่างช่วยกันปั้น ช่วยกันทอด เพื่อให้เพียงพอต่อปริมาณรถที่สัญจรผ่านไปมา คาดการณ์กันว่าจะแจกซาลาเปากว่า 2,000 ลูก พร้อมน้ำดื่มเย็นๆ ให้ผู้เดินทางได้อิ่มท้องกันก่อนออกเดินทางไกล สร้างความประทับใจและเสียงหัวเราะให้กับทุกคน

สภ.เมืองอุทัยธานี ตั้งด่านแจกซาลาเปา ผกก.การันตีความอร่อย ย้ำเตือน เมาไม่ขับ

พ.ต.อ.ภคิน วรรณศรี ผู้กำกับการ สภ.เมืองอุทัยธานี ถึงขั้นการันตีความอร่อยของซาลาเปาด้วยตัวเอง ท่ามกลางรอยยิ้มและเสียงหัวเราะของประชาชน ยืนยันว่าซาลาเปาที่แจกนั้น สด สะอาด ปลอดภัย กินได้อย่างสบายใจแน่นอน

ด่านตรวจในเช้าวันนั้น จึงไม่ใช่แค่ด่านตรวจจราจรธรรมดา แต่เป็นด่านแห่งน้ำใจ ที่ตำรวจและประชาชนได้แลกเปลี่ยนรอยยิ้ม ความห่วงใย และความปรารถนาดี ส่งท้ายวันหยุดยาว ให้ทุกการเดินทางกลับบ้าน เต็มไปด้วยความปลอดภัยตลอดเส้นทาง ผู้ขับขี่ต่างประทับใจในความมีน้ำใจของตำรวจอุทัยธานีเป็นอย่างมาก

ทำไมต้อง สภ.เมืองอุทัยธานี ตั้งด่านแจกซาลาเปา และย้ำเตือน เมาไม่ขับ?

การรณรงค์เรื่อง เมาไม่ขับ เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในช่วงเทศกาลที่มีการเดินทางจำนวนมาก การที่ สภ.เมืองอุทัยธานี เลือกใช้วิธีแจกซาลาเปา เป็นการสร้างความสนใจและเข้าถึงประชาชนได้ง่ายขึ้น ทำให้การสื่อสารเรื่องความปลอดภัยมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับตำรวจ สร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างตำรวจกับประชาชนอีกด้วย

การกระทำเล็กๆ น้อยๆ อย่างการแจกซาลาเปา สามารถสร้างความสุขและกำลังใจให้กับผู้เดินทางได้เป็นอย่างดี เป็นการแสดงให้เห็นว่าตำรวจไม่ได้มีหน้าที่แค่จับผู้ร้าย แต่ยังพร้อมที่จะดูแลและช่วยเหลือประชาชนในทุกๆ ด้าน

หวังว่าทุกท่านที่เดินทางในช่วงเทศกาล จะระลึกถึงความปรารถนาดีของตำรวจ สภ.เมืองอุทัยธานี และขับขี่ด้วยความระมัดระวัง เมาไม่ขับ เพื่อความปลอดภัยของตนเองและผู้อื่น

ที่มา – ตำรวจ สภ.เมืองอุทัยธานี ตั้งด่านแจกซาลาเปา ผกก.การันตีความอร่อย ย้ำเตือน เมาไม่ขับ

“หมอทศพร” ส่งหลานสาว “ไข่มุก พริกไทย” ชิงเก้าอี้ กทม.


“หมอทศพร” ส่งหลานสาว “ไข่มุก พริกไทย” ชิงเก้าอี้ กทม.

พรรคโอกาสใหม่ เปิดตัว “ไข่มุก” นักร้องนำวงพริกไทย หลานสาวหมอทศพร ชิงสนาม กทม. ท้าชนเขต 3 บางคอแหลม-ยานนาวา หลังเคยชิมลางงานการเมืองมาแล้ว ชูแก้ความยากจน สาธารณสุข

วันที่ 2 ม.ค. 2569 พรรคโอกาสใหม่ สร้างความฮือฮา เปิดตัว น.ส.ปัณณรัตน์ พนิตสิรินันท์ หรือ “ไข่มุก” นักร้องนำวงพริกไทย และนางสาวไทยจังหวัดแพร่ ปี 2568 (Road to Miss Thailand 2025) ซึ่งเป็นหลานสาวของนายแพทย์ทศพร เสรีรักษ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี อันดับ 2 และผู้สมัคร สส. แบบบัญชีรายชื่อ อันดับ 3 ของพรรคโอกาสใหม่ ลงสนามการเมืองอย่างเต็มตัว ในฐานะผู้สมัคร สส. กรุงเทพมหานคร เขต 3 บางคอแหลม-ยานนาวา หลังจากก่อนหน้านี้เคยชิมลางการเมืองมาแล้วในตำแหน่งที่ปรึกษาประธานคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข และ อนุกรรมาธิการกลั่นกรองเรื่องที่เข้าสู่การพิจารณา

นพ.ทศพร เสรีรักษ์ ระบุว่า พรรคโอกาสใหม่ พร้อมเป็นทางเลือกใหม่ให้ประชาชน ด้วยการหลอมรวมบุคลากรจากหลากหลายสาขาอาชีพ ทั้ง นายจตุพร บุรุษพัฒน์ หัวหน้าพรรค อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และอดีตปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายประภัสร์ จงสงวน อดีตผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย ผู้มีประสบการณ์บริหารรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ รวมถึงบุคลากรซึ่งเป็นผู้สมัครของพรรคอีกหลายคน อาทิ น.ส.ปัณณรัตน์ พนิตสิรินันท์ ที่สนใจจะผลักดันการแก้ไขปัญหาและยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับคนยากจน ผู้สูงอายุ กลุ่มเปราะบาง และงานสาธารณสุข ซึ่งมองว่ายังเป็นประเด็นที่พรรคการเมืองอื่นให้ความสำคัญไม่มากนัก ขณะที่พรรคโอกาสใหม่ได้เตรียมความพร้อมในการขับเคลื่อนเรื่องเหล่านี้อย่างจริงจัง

“ไข่มุก พริกไทย” กับเส้นทางการเมือง

การลงสมัคร สส. ของ “ไข่มุก พริกไทย” นับเป็นอีกก้าวสำคัญในเส้นทางการเมืองของเธอ หลังจากที่ก่อนหน้านี้ได้สั่งสมประสบการณ์ในฐานะที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการต่างๆ ในสภา ซึ่งทำให้เธอได้เรียนรู้และเข้าใจถึงปัญหาต่างๆ ที่ประชาชนกำลังเผชิญอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำที่ยังคงเป็นปัญหาเรื้อรังของสังคมไทย

ด้วยความมุ่งมั่นและความตั้งใจที่จะแก้ไขปัญหาเหล่านี้ “ไข่มุก พริกไทย” จึงตัดสินใจลงสมัคร สส. ในนามพรรคโอกาสใหม่ โดยมีเป้าหมายที่จะเป็นกระบอกเสียงให้กับประชาชน และผลักดันนโยบายที่จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยให้ดีขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มคนยากจน ผู้สูงอายุ และกลุ่มเปราะบาง

นอกจากปัญหาความยากจนแล้ว “ไข่มุก พริกไทย” ยังให้ความสำคัญกับปัญหาสาธารณสุข โดยมองว่าการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ที่มีคุณภาพเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนทุกคน ดังนั้นเธอจึงมีนโยบายที่จะพัฒนาระบบสาธารณสุขให้มีประสิทธิภาพและครอบคลุมมากยิ่งขึ้น เพื่อให้ประชาชนทุกคนสามารถเข้าถึงบริการทางการแพทย์ได้อย่างเท่าเทียมกัน

การตัดสินใจของ นพ.ทศพร ที่จะส่งหลานสาวอย่าง “ไข่มุก พริกไทย” ลงชิงเก้าอี้ สส. ในนามพรรคโอกาสใหม่ ถือเป็นการเดิมพันที่น่าสนใจ เพราะเป็นการผสมผสานระหว่างประสบการณ์ทางการเมืองของ นพ.ทศพร กับความสดใหม่และความมุ่งมั่นของ “ไข่มุก พริกไทย” ซึ่งอาจจะสร้างความแตกต่างและเป็นทางเลือกใหม่ให้กับประชาชน

สำหรับเขต 3 บางคอแหลม-ยานนาวา ถือเป็นสนามเลือกตั้งที่น่าจับตามอง เพราะเป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางสังคมและเศรษฐกิจ และมีผู้สมัครจากหลายพรรคการเมืองลงชิงชัย ทำให้การแข่งขันเป็นไปอย่างเข้มข้น ดังนั้นการที่ “ไข่มุก พริกไทย” ตัดสินใจลงสมัครในเขตนี้ จึงเป็นการพิสูจน์ให้เห็นถึงความมั่นใจและความพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับความท้าทายต่างๆ

อย่างไรก็ตาม การที่ “ไข่มุก พริกไทย” เป็นหลานสาวของ นพ.ทศพร อาจจะเป็นทั้งข้อดีและข้อเสีย เพราะในขณะที่เธออาจจะได้รับความสนใจและได้รับการสนับสนุนจากฐานเสียงของ นพ.ทศพร แต่เธอก็อาจจะต้องเผชิญกับข้อครหาเรื่องการใช้อิทธิพลหรือเส้นสาย ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของเธอที่จะต้องพิสูจน์ให้ประชาชนเห็นว่าเธอมีความสามารถและความตั้งใจจริงที่จะทำงานเพื่อส่วนรวม

การเลือกตั้งครั้งนี้จึงเป็นบทพิสูจน์สำคัญของ “ไข่มุก พริกไทย” ว่าเธอจะสามารถก้าวข้ามอุปสรรคต่างๆ และได้รับการยอมรับจากประชาชนในฐานะนักการเมืองรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพได้หรือไม่

การที่พรรคโอกาสใหม่ส่ง “หมอทศพร” ส่งหลานสาว “ไข่มุก พริกไทย” ลงชิงเก้าอี้ กทม. นั้น แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของพรรคในการที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงและเป็นทางเลือกใหม่ให้กับประชาชน ในขณะที่ “ไข่มุก พริกไทย” เองก็แสดงให้เห็นถึงความกล้าหาญและความพร้อมที่จะเข้ามาทำงานการเมืองเพื่อพัฒนาประเทศ

ร่วมติดตามและให้กำลังใจ “ไข่มุก พริกไทย” ในเส้นทางการเมืองของเธอ และร่วมกันสร้างอนาคตที่ดีกว่าให้กับประเทศไทย

ที่มา – “หมอทศพร” ส่งหลานสาว “ไข่มุก พริกไทย” ชิงเก้าอี้ กทม. ให้พรรคโอกาสใหม่

ไม่พบหัวข้อ? มาดูข้อมูลสำคัญที่นี่!

กำลังมองหาข้อมูลเกี่ยวกับ “ไม่พบหัวข้อ” อยู่ใช่ไหม? บทความนี้จะช่วยสรุปข้อมูลสำคัญที่คุณอาจกำลังตามหา

ไม่พบหัวข้อที่คุณต้องการใช่ไหม?

หลายครั้งที่เราอาจเจอปัญหา “ไม่พบหัวข้อ” ขณะค้นหาข้อมูลออนไลน์ ซึ่งอาจเกิดจากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นการสะกดคำผิด อินเทอร์เน็ตขัดข้อง หรือเนื้อหาที่เราต้องการนั้นยังไม่มีอยู่ในเว็บไซต์ที่เรากำลังเข้าชม ในบทความนี้ เราจะมาดูกันว่าถ้าเราเจอปัญหา “ไม่พบหัวข้อ” เราควรทำอย่างไรต่อไป

จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อ ‘ไม่พบหัวข้อ’?

เมื่อคุณเจอกับหน้าเว็บที่แจ้งว่า “ไม่พบหัวข้อ” หรือ “404 Not Found” นั่นหมายความว่าเซิร์ฟเวอร์ของเว็บไซต์นั้นไม่สามารถหาหน้าที่คุณต้องการได้ แม้ว่า URL ที่คุณระบุจะถูกต้องตามหลักการก็ตาม สถานการณ์นี้มักเกิดขึ้นเมื่อ:

  • หน้าเว็บนั้นถูกย้ายไปที่ URL อื่น
  • หน้าเว็บนั้นถูกลบไปแล้ว
  • คุณพิมพ์ URL ผิด
  • เว็บไซต์มีปัญหาทางเทคนิค

ทำอย่างไรเมื่อ “ไม่พบหัวข้อ” เกิดขึ้น?

เมื่อคุณเจอปัญหา “ไม่พบหัวข้อ” อย่าเพิ่งตกใจ ลองทำตามขั้นตอนเหล่านี้:

  1. ตรวจสอบ URL: ตรวจสอบให้แน่ใจว่าคุณพิมพ์ URL ถูกต้อง ไม่มีตัวอักษรเกินมา หรือสะกดผิด
  2. ลองค้นหาในเว็บไซต์: ใช้ช่องค้นหาของเว็บไซต์ (ถ้ามี) เพื่อค้นหาหัวข้อที่คุณต้องการอีกครั้ง
  3. กลับไปหน้าก่อนหน้า: หากคุณคลิกมาจากลิงก์ภายในเว็บไซต์ ลองกลับไปหน้าก่อนหน้า แล้วคลิกลิงก์อีกครั้ง
  4. ใช้ Google: ลองใช้ Google หรือ Search Engine อื่นๆ ค้นหาหัวข้อที่คุณต้องการ โดยระบุชื่อเว็บไซต์ไปด้วย
  5. ติดต่อเจ้าของเว็บไซต์: หากคุณยังไม่พบข้อมูลที่ต้องการ ลองติดต่อเจ้าของเว็บไซต์โดยตรง เขาอาจสามารถช่วยคุณได้

นอกจากนี้ หากคุณสนใจติดตามข่าวสารเกี่ยวกับการออกสลากกินแบ่งรัฐบาล สามารถติดตามรับชม “ถ่ายทอดสด การออกสลากกินแบ่งรัฐบาล” งวดประจำวันที่ 2 มกราคม 2569 ทางไทยรัฐทีวี ตั้งแต่ 14.00 น. เป็นต้นไป พร้อมตรวจผลทุกรางวัลได้ที่ “ไทยรัฐออนไลน์”

และเพื่อความสะดวก ผู้ที่ถูกรางวัลสามารถขึ้นเงินรางวัลได้ที่ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และธนาคารออมสิน ทุกสาขาทั่วประเทศ รวมถึงธนาคารกรุงไทยทุกสาขา โดยสามารถขึ้นเงินรางวัลงวดปัจจุบันได้ทุกรางวัล ยกเว้นรางวัลที่ 1 มีค่าธรรมเนียมขั้นต่ำ 1% สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Call Center โทร. 0-2528-9999.

หวังว่าบทความนี้จะมีประโยชน์และช่วยให้คุณแก้ไขปัญหา “ไม่พบหัวข้อ” ได้สำเร็จ! หากคุณมีคำถามหรือข้อสงสัยเพิ่มเติม สามารถทิ้งคอมเมนต์ไว้ได้เลย

ที่มา – ไม่พบหัวข้อ

7 วันอันตราย: อุบัติเหตุ 798 ครั้ง เสียชีวิต 145 ศพ

วันที่สามของช่วง 7 วันอันตราย ยอดเสียชีวิตเพิ่มเป็น 54 ศพ จากอุบัติเหตุรวม 798 ครั้ง และมีผู้บาดเจ็บถึง 769 คน ยอดรวมผู้เสียชีวิตในช่วง 7 วันอันตราย ขณะนี้อยู่ที่ 145 ศพ

เมื่อวันที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2569 เวลา 10.15 น. ณ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) นายจิระพงศ์ เทพพิทักษ์ รองปลัดกระทรวงคมนาคม ได้แถลงข่าวสรุปผลการดำเนินงานของศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลปีใหม่ พ.ศ. 2569 โดยเปิดเผยถึงสถิติอุบัติเหตุทางถนนประจำวันที่ 2 มกราคม 2569 ซึ่งเป็นวันที่ 3 ของการรณรงค์ “ขับขี่ปลอดภัย ลดความเร็ว ลดอุบัติเหตุ” พบว่าเกิดอุบัติเหตุ 326 ครั้ง มีผู้บาดเจ็บ 317 คน และเสียชีวิต 54 ศพ

สาเหตุหลักที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุสูงสุดคือ ขับรถเร็วเกินกำหนด (ร้อยละ 40.18) รองลงมาคือ ดื่มแล้วขับ (ร้อยละ 29.45) ยานพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุดยังคงเป็นรถจักรยานยนต์ (ร้อยละ 76.92) โดยส่วนใหญ่เกิดบนเส้นทางตรง (ร้อยละ 78.22) ถนนกรมทางหลวง (ร้อยละ 36.81) และถนนใน อบต./หมู่บ้าน (ร้อยละ 29.75) ช่วงเวลาที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุดคือ ช่วงเวลา 00.01 – 03.00 น. (ร้อยละ 25.15)

ผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตสูงสุดอยู่ในช่วงอายุ 20-29 ปี (ร้อยละ 22.91) จังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุดคือ ภูเก็ต (16 ครั้ง) จังหวัดที่มีผู้บาดเจ็บสูงสุดคือ ภูเก็ต (18 คน) และจังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตสูงสุดคือ กรุงเทพมหานคร (7 ราย)

สรุปสถิติอุบัติเหตุทางถนนสะสมในช่วง 3 วันแรกของช่วง 7 วันอันตราย (30 ธ.ค. 68 – 1 ม.ค. 69) พบว่าเกิดอุบัติเหตุรวม 798 ครั้ง มีผู้บาดเจ็บรวม 769 คน และเสียชีวิตรวม 145 ศพ จังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุสะสมสูงสุดคือ ภูเก็ต (34 ครั้ง) จังหวัดที่มีผู้บาดเจ็บสะสมสูงสุดคือ ภูเก็ต (38 คน) และจังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตสะสมสูงสุดคือ กรุงเทพมหานคร (12 ราย)

7 วันอันตราย วันที่ 3 เกิดอุบัติเหตุรวม 798 ครั้ง ยอดผู้เสียชีวิตรวม 145 ศพ

เนื่องจากวันที่ 2 มกราคม ยังคงเป็นวันหยุดยาวต่อเนื่อง และมีการเดินทางระหว่างอำเภอและจังหวัดค่อนข้างมาก ขอความร่วมมือประชาชนขับรถด้วยความไม่ประมาท เว้นระยะห่างจากรถคันหน้า ไม่เบรกกะทันหัน คาดเข็มขัดนิรภัยและสวมหมวกกันน็อคทุกครั้งที่ขับขี่ สำหรับผู้ที่วางแผนเดินทางกลับกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัดล่วงหน้าเพื่อหลีกเลี่ยงการจราจรที่หนาแน่น โดยเฉพาะผู้ที่เดินทางในสายอีสานและสายเหนือ ศปถ. ได้เน้นย้ำให้จังหวัด อำเภอ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เตรียมพร้อมรองรับการเดินทางกลับและอำนวยความสะดวกให้กับประชาชน

มาตรการที่เข้มงวด ได้แก่ การตั้งจุดตรวจ จุดบริการ การเตรียมเปิดช่องทางพิเศษ และการบังคับใช้กฎหมายตามมาตรการ 10 รสขม พร้อมประชาสัมพันธ์มาตรการความปลอดภัยต่างๆ และเพิ่มความระมัดระวังในการใช้อุปกรณ์นิรภัย

นายสหรัฐ วงศ์สกุลวิวัฒน์ รองอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กล่าวว่า คาดว่าปริมาณรถจะหนาแน่นที่สุดในวันที่ 4 มกราคม 2569 ศปถ. จึงประสานสั่งการให้เพิ่มความเข้มข้นในการตั้งจุดตรวจในพื้นที่ต่างๆ และให้ท้องถิ่นดูแลเรื่องด่านชุมชนอย่างเข้มงวด เพื่อสกัดพฤติกรรมเสี่ยง เมาแล้วขับ พร้อมตั้งจุดบริการเพื่อป้องกันอุบัติเหตุจากการหลับใน

สำหรับพื้นที่ท่องเที่ยวที่มีชาวต่างชาติ ให้เน้นการตรวจใบอนุญาตขับขี่ การกวดขันวินัยจราจร การขับรถเร็วเกินกำหนด ดื่มไม่ขับ การตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์ผู้ขับขี่ รวมถึงการตรวจสอบสัญญาณไฟและป้ายจราจร และสร้างความตระหนักรู้ด้านการจราจร

สรุปสถานการณ์ 7 วันอันตราย และข้อควรระวัง

โดยสรุปแล้ว สถานการณ์ 7 วันอันตราย ในวันที่ 3 ยังคงน่าเป็นห่วง ขอให้ทุกท่านเดินทางด้วยความระมัดระวัง ปฏิบัติตามกฎจราจร และเตรียมพร้อมสำหรับการเดินทางกลับเพื่อความปลอดภัยของตนเองและผู้อื่น

ท้ายนี้ หากพบเห็นอุบัติเหตุ สามารถแจ้งเหตุได้ทางสายด่วน 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง หรือ LINE “ปภ.รับแจ้งเหตุ1784”

ที่มา – 7 วันอันตราย วันที่ 3 เกิดอุบัติเหตุรวม 798 ครั้ง ยอดผู้เสียชีวิตรวม 145 ศพ

ไทยสร้างไทย ปล่อยป้าย “หวยบำเหน็จ” สุดครีเอทีฟ!


ไทยสร้างไทย ปล่อยป้าย “หวยบำเหน็จ” สุดครีเอทีฟ!

พรรคไทยสร้างไทย ฉีกทุกกฎป้ายหาเสียง ประเดิมปล่อยไอเดียป้าย “หวยบำเหน็จ” สุดครีเอทีฟ ให้ ผู้สมัคร สส.กทม. ขูดเลขที่ต้นไม้ เผยหลังปีใหม่มีเซอร์ไพรส์อีกชุดใหญ่

วันที่ 2 มกราคม 2568 พรรคไทยสร้างไทย ปล่อยป้ายหาเสียงสุดครีเอทีฟ ประเดิมด้วยนโยบายส่งเสริมการออมอย่าง “หวยบำเหน็จ” ที่นำเอาความชอบลุ้นโชคของคนไทยมาเปลี่ยนเป็นเครื่องมือการออม พร้อมชูคอนเซปต์เปลี่ยนเงินที่เคยเสียเปล่าจากการซื้อหวยให้กลายเป็นเงินฝากที่จะได้รับคืนพร้อมดอกเบี้ยเมื่อเกษียณ ถือเป็นการเริ่มต้นสื่อสารนโยบายที่เข้าใจง่าย ไม่น่าเบื่อ และฉีกกรอบการหาเสียงแบบเดิมๆ ที่มักเน้นแต่ตัวเลขทางเศรษฐกิจที่จับต้องยาก มาเป็นการใช้วิถีชีวิตที่ใกล้ตัวประชาชนมากที่สุด

โดยในภาพ คือ นายแทนรัก ศาตะมาน ผู้สมัคร สส.กทม. พรรคไทยสร้างไทย กำลังขูดเลขที่ต้นไม้ เป็นเลข 48 พร้อมระบุว่า “ขูดเข้าไป ยังไงก็มีเงินเก็บ” พร้อมระบุด้วยว่า หายเหนื่อย กับหวยบำเหน็จ คืนทั้งต้น คืนทั้งดอก เมื่ออายุครบ 60, 80 ปี

พรรคไทยสร้างไทย ยังระบุด้วยว่า นี่เป็นเพียงการอุ่นเครื่องเท่านั้น เพราะหลังปีใหม่ 2569 นี้ พรรคไทยสร้างไทยเตรียมสร้างปรากฏการณ์ใหม่ด้วย “ป้ายหาเสียงไอเดียสุดล้ำ” ชุดใหญ่ที่จะกระจายตัวไปทั่วพื้นที่ เพื่อตอกย้ำภาพลักษณ์พรรคที่คิดต่างและทำจริง ซึ่งป้ายชุดใหม่นี้จะยิ่งมีความครีเอทีฟและเข้าถึงปัญหาเชิงลึกของชาวบ้านในแบบที่คาดไม่ถึงแน่นอน

ไทยสร้างไทย กับนโยบาย “หวยบำเหน็จ” ที่น่าจับตา

แนวคิดเรื่อง “หวยบำเหน็จ” ของพรรคไทยสร้างไทย ถือเป็นนโยบายที่น่าสนใจ เพราะเป็นการผสมผสานความบันเทิงและความมั่นคงทางการเงินเข้าด้วยกันอย่างลงตัว คนไทยจำนวนมากชื่นชอบการเสี่ยงโชค และการซื้อหวยก็เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน การที่พรรคไทยสร้างไทยมองเห็นโอกาสตรงนี้ และนำมาพัฒนาเป็นนโยบายที่ช่วยส่งเสริมการออม จึงเป็นเรื่องที่น่าชื่นชม

ทำไมนโยบาย “หวยบำเหน็จ” ถึงโดนใจคนไทย?

  • เข้าใจง่าย: นโยบายนี้ไม่ได้ซับซ้อน เข้าใจง่าย และตรงไปตรงมา คนทั่วไปสามารถเข้าใจแนวคิดพื้นฐานได้ทันที
  • จับต้องได้: การเปลี่ยนเงินที่เคยจ่ายไปกับการซื้อหวยให้กลายเป็นการออมที่ได้ดอกผลตอบแทน เป็นสิ่งที่จับต้องได้และสร้างแรงจูงใจ
  • ตอบโจทย์: นโยบายนี้ตอบโจทย์ความต้องการของคนที่ต้องการออมเงิน แต่ยังอยากมีโอกาสลุ้นโชคไปพร้อมๆ กัน

นอกจากนี้ การที่พรรคไทยสร้างไทยเลือกใช้ป้ายหาเสียงที่ครีเอทีฟและแตกต่าง ก็แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะสื่อสารกับประชาชนด้วยวิธีการใหม่ๆ ที่น่าสนใจ การขูดเลขที่ต้นไม้เพื่อสื่อถึงนโยบาย “หวยบำเหน็จ” เป็นไอเดียที่สร้างสรรค์และดึงดูดความสนใจได้เป็นอย่างดี

อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุดคือการทำให้นโยบาย “หวยบำเหน็จ” เป็นจริงได้ และบริหารจัดการอย่างโปร่งใส เพื่อให้ประชาชนมั่นใจได้ว่าเงินออมของพวกเขาจะปลอดภัยและได้รับผลตอบแทนอย่างที่คาดหวังไว้ นอกจากนี้ การให้ความรู้และคำแนะนำเกี่ยวกับการวางแผนทางการเงินควบคู่ไปด้วย ก็จะช่วยให้ประชาชนสามารถตัดสินใจได้อย่างรอบคอบและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

การเลือกตั้งครั้งนี้ เป็นโอกาสที่ประชาชนจะได้พิจารณานโยบายของแต่ละพรรคอย่างละเอียด ถี่ถ้วน และเลือกพรรคที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของตนเองได้ดีที่สุด นโยบาย “หวยบำเหน็จ” ของพรรคไทยสร้างไทย เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจ ซึ่งอาจเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่ต้องการเริ่มต้นการออมและวางแผนอนาคตทางการเงินของตนเอง

ที่มา – ไทยสร้างไทย ปล่อยป้ายหาเสียงสุดครีเอทีฟให้ผู้สมัครขูดเลขที่ต้นไม้ ชูนโยบาย “หวยบำเหน็จ”

แห่ไหว้ท้าวเวสสุวรรณทรงราหู วัดดังศรีราชา ลุ้นโชค!

แห่ไหว้ท้าวเวสสุวรรณทรงราหู วัดดังศรีราชา ลุ้นโชค!

สาธุชนแห่ไหว้ “ท้าวเวสสุวรรณทรงราหู” วัดเขาช่องลม คึกคักรับปีใหม่ 2569 หวังขอพร โชคลาภ ไม่ผิดหวังได้ “เลขเด็ด” ไปลุ้นโชคงวดนี้

วันที่ 2 ม.ค. 69 มีรายงานว่า บรรยากาศที่วัดเขาช่องลม ตำบลเขาคันทรง อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี เมื่อวานนี้ (1 ม.ค.) เป็นไปอย่างคึกคัก มีประชาชนและนักท่องเที่ยวจำนวนมากจากทั้งในจังหวัดชลบุรีและต่างจังหวัดทั่วประเทศ เดินทางพร้อมครอบครัวมากราบไหว้ “ท้าวเวสสุวรรณทรงราหู (ท่านทองล้น)” หนึ่งเดียวในประเทศไทย ซึ่งตั้งตระหง่านบริเวณลานหน้าเขาช่องลม เพื่อขอพรและขอโชคลาภต้อนรับปีใหม่ 2569

ผู้ศรัทธาต่างนำเครื่องเซ่นไหว้มาบูชา พร้อมจุดธูปเสี่ยงทายหวังได้ “เลขเด็ด” ไปเป็นแนวทางซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลงวดวันที่ 2 มกราคม 2569 โดยเชื่อกันว่า “ท่านทองล้น” ให้โชคอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะผู้ที่เคยบนบานสำเร็จ มักกลับมาแก้บนด้วยการรำถวาย นำนางรำมารำ หรือจุดประทัดจำนวนมากเป็นประจำ

ท้าวเวสสุวรรณทรงราหู วัดเขาช่องลม

สำหรับ “ท้าวเวสสุวรรณทรงราหู” องค์ใหญ่แห่งนี้ พระครูภาวนาวชิลังการ วิ. (สัมพันธ์ เลขนาวิน) เจ้าอาวาสวัดเขาช่องลม เป็นผู้ดำริสร้างขึ้นให้แตกต่างจากที่อื่น ผ่านพิธีบวงสรวงเบิกเนตรเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2565 โดยพระเกจิดังทั่วประเทศ ซึ่งที่ผ่านมา มีผู้ศรัทธาขอพรสำเร็จและถูกรางวัลที่ 1 ไปแล้วถึง 18 ราย โดยรายล่าสุดเป็นผู้โชคดีจากจังหวัดปทุมธานี ทำให้ยิ่งเพิ่มแรงศรัทธาให้ประชาชนเดินทางมากราบไหว้อย่างเนืองแน่น

ขณะเดียวกัน ทางวัดยังจัดพื้นที่ทำบุญหลายจุด ทั้งทำบุญโลงศพ ถวายสังฆทาน และบูชาวัตถุมงคล ซึ่งประชาชนต่างร่วมทำบุญเพื่อความเป็นสิริมงคลรับปีใหม่

บรรยากาศวัดเขาช่องลม

โดยในงวดนี้พบว่าเลขจากธูปเสี่ยงทายที่ประชาชนจำนวนมากให้ความสนใจคือเลข 745 ซึ่งนางสาววราพร แซ่เล้า พนักงานโรงงานย่านนิคมอุตสาหกรรม WHA ระบุว่าได้ตัวเลขดังกล่าวและเตรียมนำไปเสี่ยงโชคในงวดนี้ (2 ม.ค. 69)

ทั้งนี้ บรรยากาศการกราบไหว้ต้อนรับปีใหม่ยังคงคึกคักอย่างต่อเนื่อง โดยเป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการติดตาม และถือเป็นอีกหนึ่งสีสันของบรรยากาศปีใหม่ในพื้นที่ศรีราชา.

ทำไมต้องไปไหว้ท้าวเวสสุวรรณทรงราหู ที่วัดเขาช่องลม?

  • เป็นท้าวเวสสุวรรณทรงราหูองค์เดียวในประเทศไทย
  • มีความเชื่อว่าให้โชคลาภแก่ผู้ที่ศรัทธา
  • มีผู้ถูกรางวัลที่ 1 มาแล้วหลายราย
  • เป็นสถานที่ทำบุญเพื่อความเป็นสิริมงคล

สำหรับใครที่กำลังมองหาสถานที่ท่องเที่ยวและทำบุญในช่วงปีใหม่ วัดเขาช่องลมเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ไม่ควรพลาด นอกจากจะได้กราบไหว้ขอพรเสริมสิริมงคลแล้ว ยังอาจได้รับโชคลาภกลับบ้านอีกด้วย อย่าลืมแวะไปชมความงามของท้าวเวสสุวรรณทรงราหู และร่วมทำบุญเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิตและครอบครัว

การเดินทางไปวัดเขาช่องลมก็สะดวกสบาย สามารถเดินทางได้ทั้งรถยนต์ส่วนตัวและรถโดยสารประจำทาง ที่วัดมีที่จอดรถกว้างขวาง และมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน

อย่าลืม! หากคุณไปวัดเขาช่องลม อย่าลืมสังเกตเลขเด็ดจากธูปเสี่ยงทาย เผื่อว่าคุณจะเป็นผู้โชคดีได้รับโชคลาภจากท้าวเวสสุวรรณทรงราหู

ที่มา – ไม่พบหัวข้อ

ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แห่หาเสียงโคราช ขอคะแนน!

“ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” แห่หาเสียงโคราช อ้อนขอคะแนนเสียงจากชาวโคราชแต่เช้าตรู่ เพื่อป้องกันเขตเดิมและรุกเพิ่มในเขตใหม่ในการเลือกตั้งที่จะมาถึงนี้

เมื่อวันที่ 2 มกราคม 2568 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ได้ลงพื้นที่ช่วย นายฉัตร สุภัทรวณิชย์ ผู้สมัคร สส.นครราชสีมา พรรคประชาชน พร้อมทั้งกล่าวขอบคุณชาวจังหวัดนครราชสีมาที่เคยให้คะแนนเสียงสนับสนุนพรรคก้าวไกลเดิมกว่า 5 แสนคะแนน จนทำให้ผู้สมัครได้รับเลือกเป็น สส.แบบแบ่งเขตถึง 3 ที่นั่ง จากทั้งหมด 16 ที่นั่ง ในการเลือกตั้งปี 2566 ที่ผ่านมา

การเริ่มต้นการหาเสียงในเช้าวันนี้ เริ่มต้นด้วยการเดินพบปะประชาชนตามตลาดสำคัญต่างๆ ในตัวเมืองนครราชสีมา ไม่ว่าจะเป็นตลาดหลักเมือง ตลาดประปา ตลาดหัวรถไฟ และตลาดใหม่แม่กิมเฮง ก่อนที่จะเดินทางต่อไปยังเขตพื้นที่ของ นายปิยชาติ รุจิพรวศิน ผู้สมัคร สส. เขต 2 และ นายศุทธสิทธิ์ พจน์ฐศักดิ์ ผู้สมัคร สส. เขต 3 จากนั้นในช่วงบ่ายโมง นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ พร้อมด้วยบรรดาผู้สมัคร สส. นครราชสีมา มีกำหนดการเดินทางไปสักการะอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี หรือย่าโม สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองของชาวโคราช

สำหรับในการเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคประชาชนได้ส่งผู้สมัคร สส. ครบทั้ง 16 เขตในจังหวัดนครราชสีมา ประกอบด้วย นายฉัตร สุภัทรวณิชย์ เขต 1 (เบอร์ 7), นายปิยชาติ รุจิพรวศิน เขต 2 (เบอร์ 7), นายศุทธสิทธิ์ พจน์ฐศักดิ์ เขต 3 (เบอร์ 5), นายภาคภูมิ ประชญาภูมิวงศ์ เขต 4 (เบอร์ 3), นายกฤศวัฒน์ เลิศวิริยาภรณ์ เขต 5 (เบอร์ 4), นางสาวธัญญาภรณ์ กุลนอก เขต 6 (เบอร์ 8), นายอธิรัฐ รัตนเศรษฐ เขต 7 (เบอร์ 6), นายศาสตรา นากระโทก เขต 8 (เบอร์ 5), นายเศวตโชติ ตันติกุล เขต 9 (เบอร์ 5), นางสาวดวงทิพย์ ปานรักษา เขต 10 (เบอร์ 4), นายณฐพงศ์ สอบกิ่ง เขต 11 (เบอร์ 5), นายชรินทร์ ทำดี เขต 12 (เบอร์ 2), นางสาวนาลันทา บุญชิต เขต 13 (เบอร์ 6), นายหนึ่ง ขัติยะนนท์ เขต 14 (เบอร์ 1), นายบรรดูลย์ พูนรัตนบัณฑิตย์ เขต 15 (เบอร์ 4) และ นายแพทย์อุสมาน ปาทาน เขต 16 (เบอร์ 5)

นายณัฐพงษ์ได้กล่าวขอโอกาสจากพี่น้องประชาชนชาวนครราชสีมา ให้ลงคะแนนเสียงให้พรรคประชาชนเบอร์ 46 และลงคะแนนให้ สส. เขตจากพรรคประชาชน เพื่อให้ได้รับความไว้วางใจในการจัดตั้งรัฐบาลประชาชน และสร้างความเปลี่ยนแปลงให้ประเทศไปในทิศทางที่ดีขึ้น รวมถึงพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดียิ่งขึ้น

ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แห่หาเสียงโคราช

ทำไม ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ถึงต้องแห่หาเสียงโคราช?

เหตุผลสำคัญที่ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แห่หาเสียงโคราช อย่างหนัก เนื่องจากจังหวัดนครราชสีมาถือเป็นฐานเสียงสำคัญ และการรักษาฐานเสียงเดิม พร้อมขยายฐานเพิ่มเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งในการเลือกตั้งครั้งนี้ การลงพื้นที่พบปะประชาชนอย่างใกล้ชิด ทำให้สามารถรับฟังปัญหาและความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่ตรงจุดและตอบสนองความต้องการของประชาชนได้มากที่สุด

สิ่งที่น่าสนใจคือการที่พรรคประชาชน เน้นการลงพื้นที่พบปะประชาชน และรับฟังความคิดเห็นโดยตรง สะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจจริงที่จะทำหน้าที่เป็นปากเสียงให้กับประชาชน และผลักดันนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมอย่างแท้จริง การเลือกตั้งครั้งนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญที่ประชาชนจะได้เลือกผู้แทนที่เข้าใจปัญหา และพร้อมที่จะทำงานเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง

การเลือกตั้ง สส. ที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้ มีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของประเทศ การตัดสินใจของประชาชนแต่ละคน จะเป็นส่วนหนึ่งในการกำหนดทิศทางของประเทศ ดังนั้นการศึกษาข้อมูลของผู้สมัคร และพรรคการเมืองต่างๆ อย่างรอบคอบ จึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม เพื่อให้การตัดสินใจเป็นไปอย่างถูกต้อง และเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมอย่างแท้จริง มาร่วมกันสร้างอนาคตที่ดีกว่าให้กับประเทศไทยของเรา

การแห่หาเสียงของ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะสานต่อนโยบายต่างๆ ที่เคยได้ให้สัญญาไว้กับประชาชน และยังเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่า พรรคประชาชนจะทำหน้าที่ผู้แทนอย่างซื่อสัตย์และโปร่งใส

ที่มา – “เท้ง ณัฐพงษ์” ขึ้นรถแห่หาเสียงโคราชแต่เช้า อ้อนขอคะแนนป้องกันเขตเดิมรุกเพิ่มเขตใหม่

บุรีรัมย์อากาศเย็นจัด! ตา 75 เสียชีวิตคาบ้าน

ข่าวเศร้าจากบุรีรัมย์! คุณตาวัย 75 ปี เสียชีวิตคาบ้านพักใน อ.บ้านด่าน หลังสภาพอากาศหนาวเย็น อุณหภูมิลดลงฮวบเหลือเพียง 18 องศาเซลเซียส ภรรยาเผยผู้เสียชีวิตไม่มีโรคประจำตัวและไม่ดื่มสุรา

เมื่อวันที่ 2 มกราคมที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บ้านด่าน ได้รับแจ้งเหตุจากผู้ใหญ่บ้าน บ้านโพธิ์ทอง หมู่ 15 ว่ามีชาวบ้านเสียชีวิตภายในบ้านพัก จึงเร่งรุดไปตรวจสอบพร้อมกับหน่วยกู้ชีพเทศบาลตำบลบ้านด่าน

ที่เกิดเหตุเป็นบ้านปูนชั้นเดียว พบศพนายวา ชำรัมย์ อายุ 75 ปี นอนเสียชีวิตอยู่บนที่นอนกลางบ้าน จากการตรวจสอบเบื้องต้นไม่พบร่องรอยการถูกทำร้าย คาดว่าเสียชีวิตมาแล้วไม่ต่ำกว่า 3 ชั่วโมง สภาพศพเริ่มแข็ง

สภาพอากาศหนาวเย็นในบุรีรัมย์

นางจำปี เฉิงรัมย์ อายุ 69 ปี ภรรยาของผู้เสียชีวิต เล่าว่า อาศัยอยู่ในบ้านหลังนี้ด้วยกัน 3 คน คือ ตนเอง สามี และหลานชายวัย 9 ขวบ ปกติแล้วสามีไม่มีโรคประจำตัว และไม่ดื่มสุรา แต่ช่วงนี้อากาศหนาวเย็นมาก ปกติในเวลาประมาณ 05.00 น. สามีจะลุกขึ้นมาก่อกองไฟผิงเพื่อคลายหนาวเป็นประจำ แต่วันนี้ตนเองเห็นว่าผิดสังเกต จึงเดินไปปลุกและพบว่าสามีนอนเสียชีวิตอยู่บนที่นอนกลางบ้านในสภาพศพแข็งทื่อ คาดว่าสาเหตุการเสียชีวิตน่าจะมาจากสภาพอากาศที่หนาวเย็น ประกอบกับสามีนอนในที่โล่ง ทำให้ร่างกายปรับตัวไม่ทันจนเกิดอาการช็อก

นางจำปี ภรรยาผู้เสียชีวิต

นายทองสุข ตันเสียดี อายุ 67 ปี เพื่อนบ้าน กล่าวว่า ช่วงเย็นวานนี้ นายวาได้อุ้มไก่มาหาตนที่บ้าน ซึ่งตนเองคาดว่าสาเหตุการเสียชีวิตของนายวาน่าจะมาจากสภาพอากาศที่หนาวเย็น เนื่องจากอุณหภูมิในพื้นที่ลดต่ำลงถึง 18 องศาเซลเซียส ทำให้ร่างกายปรับตัวไม่ทันและเกิดอาการช็อกจนเสียชีวิต

เบื้องต้น ญาติของผู้เสียชีวิตไม่ได้ติดใจในสาเหตุการเสียชีวิต เจ้าหน้าที่จึงมอบศพให้ญาตินำไปบำเพ็ญกุศลตามประเพณีต่อไป

บุรีรัมย์อากาศเย็นจัด คร่าชีวิตผู้สูงอายุ

เหตุการณ์ บุรีรัมย์อากาศเย็นจัด ทำให้คุณตาวัย 75 ปี เสียชีวิตคาบ้านพัก ถือเป็นเรื่องที่น่าเศร้าใจ และเป็นอุทาหรณ์ให้เราต้องดูแลสุขภาพของตนเองและคนในครอบครัว โดยเฉพาะผู้สูงอายุในช่วงที่อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย

ข้อควรระวังเมื่อ บุรีรัมย์อากาศเย็นจัด

  • สวมเสื้อผ้าหนาๆ เพื่อป้องกันความหนาวเย็น
  • ดื่มน้ำอุ่นให้เพียงพอ
  • หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่โล่งแจ้งเป็นเวลานาน
  • ดูแลสุขภาพให้แข็งแรง พักผ่อนให้เพียงพอ
  • สังเกตอาการผิดปกติ หากมีอาการป่วยควรรีบไปพบแพทย์

สภาพอากาศที่หนาวเย็นอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ง่าย โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุ เด็กเล็ก และผู้ที่มีโรคประจำตัว ดังนั้นการดูแลสุขภาพในช่วงที่อากาศเปลี่ยนแปลงจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อป้องกันการเจ็บป่วยและรักษาสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอ การเตรียมพร้อมรับมือกับสภาพอากาศที่แปรปรวนจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม

บุรีรัมย์อากาศเย็นจัด ในช่วงนี้ ส่งผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ การเตรียมความพร้อมรับมือกับสภาพอากาศที่หนาวเย็นเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อป้องกันการเจ็บป่วยและรักษาสุขภาพให้แข็งแรง

ที่มา – บุรีรัมย์อากาศเย็นจัด คุณตา 75 เสียชีวิตคาบ้าน หลังอุณหภูมิลดเหลือ 18 องศาฯ

เพื่อไทยไม่ปิดตายจับมือพรรคใด ขอยังไม่รับที่ 3

เพื่อไทยไม่ปิดตายจับมือพรรคการเมืองใด ขอยังไม่รับถูกมองเป็นพรรคอันดับ 3 ชี้หลังลงพื้นที่ประชาชนตอบรับดี “ยศชนัน-จุลพันธ์” พร้อมเดินหน้าผลักดันกฎหมาย พ.ร.บ.อากาศสะอาดต่อ หากกลับมาเป็นรัฐบาล

เมื่อเวลา 07.20 น. วันที่ 2 มกราคม 2569 ที่สวนลุมพินี นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย (พท.) ให้สัมภาษณ์หลังนำทีมพรรคเพื่อไทย มาวิ่งออกกำลังกายที่สวนลุมพินี ถึงกรณีที่หลายพรรคการเมืองเริ่มส่งสัญญาณจะจับมือทางการเมือง พรรคเพื่อไทยจะจับขั้วกับพรรคใดบ้างว่า ตนคิดว่าประเด็นนี้ประชาชนเริ่มมองเห็นแล้วว่าการจับขั้วในตอนนี้อาจจะเร็วเกินไป แต่สิ่งที่สำคัญมากคือเรามองประชาชนเป็นที่ตั้ง เราพยายามที่จะเดินทางไปพูดคุยกับผู้คนว่ามีปัญหาเดือดร้อนแค่ไหน เพื่อนำมาเป็นแนวนโยบายที่จะส่งไปถึงประชาชน ซึ่งพรรคการเมืองแต่ละพรรคมีแนวนโยบายที่แตกต่างกัน ซึ่งหากพรรคการเมืองใดไม่ได้มีประเด็นนโยบายที่ไม่ไปทางเดียวกัน ก็สามารถจับได้ทุกขั้ว

ส่วนถามว่า พรรคเพื่อไทยไม่ได้ปิดตาย หากพรรคไหนนำนโยบายพรรคไปปฏิบัติก็สามารถจับมือกันได้ใช่หรือไม่ นายยศชนัน กล่าวว่า ใช่ และมีอีกหนึ่งเรื่องที่หลายคนพยายามบอกว่าพรรคเพื่อไทยเป็นอันดับสาม เรายังไม่ค่อยจะเต็มใจตอบ เพราะเมื่อเราลงพื้นที่ก็ได้รับเสียงตอบรับจากประชาชนหลายคน จึงมองว่านโยบายเราจะเป็นตัวตั้ง การเมือง และต้องมาดูว่าพรรคการเมืองไหน สามารถที่จะจัดทำนโยบายพรรคเพื่อไทยทำได้ และเปิดกว้างหากพรรคการเมืองอื่นมีนโยบายที่ดีและสอดรับ เราก็พร้อมที่จะทำ

ส่วนเงื่อนไขการจับมือของพรรคเพื่อไทยต่อประเด็นมาตรา 112 ยังเหมือนเดิมใช่หรือไม่ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทยและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี กล่าวเสริมว่า เงื่อนไขการจับมือคือต้องดูนโยบาย ทุกอย่างอยู่ในนโยบายหมด รวมถึงเรื่องที่ถามก็เป็นนโยบาย

นายยศชนัน ยังได้พูดถึงนโยบายด้านสวนสาธารณะ และสุขภาพว่า ต้องพูดถึงเรื่องของการลดรายจ่ายก่อน เพราะร่วม 10% ของ GDP เป็นเรื่องของสุขภาพที่ไม่ดี โดยการดูแลเรื่องค่ารักษา คือเรื่องของปลายทาง ซึ่งเราพยายามแก้ปัญหาที่ต้นทาง ทั้งนี้เราพบว่า ประมาณ 64% เราสามารถป้องกันที่จะเกิดโรคได้ จึงอยากเชิญชวนทุกคนออกกำลังกาย เพื่อการดูแลร่างกาย

ส่วนเรื่องสวนสาธารณะ และสภาพอากาศ พรรคเพื่อไทยได้ผลักดันร่างพระราชบัญญัติอากาศสะอาด (พ.ร.บ.อากาศสะอาด) ซึ่งขณะนี้อยู่ในชั้นของสมาชิกวุฒิสภา แต่ยังไม่สุดทาง ซึ่งเราจะผลักดันเรื่องนี้ และกฎหมายลูกต่อไป เพราะอากาศเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้คนไทยมีสุขภาพที่ดี และเกี่ยวกับเรื่องของเศรษฐกิจอีกด้วย การที่อากาศมีปัญหาทำให้ชีวิตข้างนอก ทุกคนไม่สามารถกลับมาใช้ชีวิตเหมือนเดิมได้ ดังนั้นอากาศสะอาดจะทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น และทุกอย่างเป็นเรื่องเดียวกัน โดยการแก้ปัญหาหลายภาคส่วน จะทำอย่างไรให้ประชาชนสามารถขึ้นรถไฟฟ้าและขึ้นรถเมล์ได้ ซึ่งต้องมีการลดค่าใช้จ่าย รถเมล์ 10 บาท รถไฟฟ้า 20 บาท จะช่วยลดค่าใช้จ่าย และเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม

เมื่อถามว่า ระหว่างที่วิ่งประชาชนมีการสะท้อนอย่างไรบ้างนั้น นายยศชนัน กล่าวว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือเรื่องของปากท้อง ซึ่งเป็นเรื่องหลักที่เข้ากับนโยบายของพรรคเพื่อไทย อย่างที่สวนสาธารณะ เรื่องปากท้องเป็นเรื่องที่นำมาพูดคุยกันที่นี่ บางส่วนมีการพูดคุยเรื่องการใช้ชีวิต อย่างผู้สูงอายุเมื่อเจอกับคนต่างรุ่นก็มีการพูดคุยแนะนำกัน ซึ่งในส่วนของสวนสาธารณะ เป็นเรื่องที่พูดคุยกันมาตั้งแต่สมัยปฏิวัติอุตสาหกรรมในประเทศอังกฤษ ซึ่งตอนนั้นเป็นการปราศรัยในสวนสาธารณะ ดังนั้นสวนสาธารณะจะเป็นจุดศูนย์รวมที่เวลามีคนมีความเครียดก็จะมารวมกันอยู่ที่นี่ ดังนั้นการที่เราทำให้สวนสาธารณะในจังหวัดต่างๆดี ซึ่งตรงนี้จะเป็นศูนย์รวม และทำให้เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้ การที่เราทำการผลักดันให้สตรีทฟู้ดโดยการหาที่ขายให้ ก็เป็นหนึ่งในนโยบายของพรรคเพื่อไทย และไม่ใช่เพียงแค่ใน กทม. แต่หาก กทม. ทำได้จังหวัดอื่นก็ต้องทำได้เช่นกัน

ด้านนายจุลพันธ์ ได้กล่าวถึงนโยบายการแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 ว่า ก่อนหน้านี้มีโอกาสได้เข้ามาเป็นรัฐบาล ก็ผลักดัน พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว แต่ยอมรับว่า กระบวนการของกรรมาธิการ ใช้เวลาค่อนข้างนานถึง 2 ปี มีการปรับแก้ และสุดท้ายเข้ามาในสภา แม้เราเป็นรัฐบาลเสียงข้างมากก็ใช้เวลาเป็นเดือน จนกระทั่งผลักดันจนผ่านกระบวนการเข้าไปสู่ชั้น สว. แล้ว แต่เมื่อมีการยุบสภา ทำให้ตัวกฎหมายนั้นติดขัด ซึ่งสุดท้ายก็ขึ้นอยู่กับรัฐบาลชุดใหม่ว่าจะผลักดันตัวกฎหมายหรือไม่ แต่พรรคเพื่อไทยยืนยันว่า หากได้กลับมาเป็นรัฐบาล ยืนยันที่จะผลักดันกฎหมาย พ.ร.บ.อากาศสะอาด ให้แล้วเสร็จในสมัยถัดไปให้ได้ เพราะจะเป็นเครื่องยืนยันสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนในการได้รับอากาศบริสุทธิ์

นายจุลพันธ์ กล่าวอีกว่า วันนี้ค่าฝุ่นละออง PM 2.5 ค่อนข้างสูง ซึ่งกลไกในการดำเนินการของพรรคเพื่อไทยชัดเจนมาโดยตลอด แต่ต้องยอมรับว่า ไม่เพียงพอที่จะมาหยุดยั้งการเผาภายในประเทศ ซึ่งก็ต้องพูดคุยกับประเทศเพื่อนบ้าน เพราะการเผาในปัจจุบันเริ่มจากประเทศใกล้เคียง และเข้ามายังประเทศไทย นอกจากนี้ยังมีการเผาในภาคการเกษตร และอุตสาหกรรม โดยในกฎหมายจะมีการกำกับว่า ผู้เผาจะต้องเป็นผู้จ่ายเพื่อนำมาชดเชย และแก้ไขปัญหาให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบ ยืนยันว่า พรรคเพื่อไทยจะเดินหน้าในการผลักดันต่อไป

เพื่อไทยไม่ปิดตายจับมือพรรคการเมืองใด ขอยังไม่รับถูกมองเป็นพรรคอันดับ 3

จากประเด็นที่พรรคเพื่อไทยออกมาให้สัมภาษณ์เรื่องการจับมือกับพรรคการเมืองต่างๆ ทำให้เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับทิศทางและจุดยืนของพรรคในการจัดตั้งรัฐบาลครั้งต่อไป การที่พรรคเพื่อไทยไม่ปิดตายจับมือพรรคการเมืองใด ขอยังไม่รับถูกมองเป็นพรรคอันดับ 3 นั้น แสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นและความพร้อมในการทำงานร่วมกับทุกฝ่าย เพื่อผลักดันนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน

พรรคเพื่อไทยไม่ปิดตายจับมือพรรคใด

การที่พรรคเพื่อไทยไม่ปิดตายจับมือพรรคการเมืองใด ขอยังไม่รับถูกมองเป็นพรรคอันดับ 3 ทำให้เกิดความหวังว่าการเมืองไทยจะมีความร่วมมือและปรองดองมากยิ่งขึ้น พรรคเพื่อไทยเน้นย้ำถึงความสำคัญของนโยบายเป็นหลักในการพิจารณาจับมือกับพรรคอื่น ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีในการสร้างเสถียรภาพทางการเมือง

พรรคเพื่อไทยให้ความสำคัญกับนโยบายที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชน และพร้อมที่จะทำงานร่วมกับทุกพรรคการเมืองที่มีนโยบายสอดคล้องกัน การที่พรรคเพื่อไทยไม่ปิดตายจับมือพรรคการเมืองใด ขอยังไม่รับถูกมองเป็นพรรคอันดับ 3 แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาของประเทศอย่างแท้จริง

  • พรรคเพื่อไทยเปิดกว้างสำหรับการทำงานร่วมกับทุกพรรค
  • ให้ความสำคัญกับนโยบายที่ตอบโจทย์ประชาชน
  • พร้อมผลักดันกฎหมายที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศ

การที่พรรคเพื่อไทยเน้นย้ำถึงนโยบายและการทำงานร่วมกัน ทำให้ประชาชนมีความหวังว่าการเมืองไทยจะก้าวไปข้างหน้าอย่างสร้างสรรค์ การผลักดันกฎหมายต่างๆ เช่น พ.ร.บ.อากาศสะอาด เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนถึงความตั้งใจในการแก้ไขปัญหาของประเทศ

การเมืองไทยในอนาคตอาจมีการเปลี่ยนแปลงมากมาย แต่สิ่งสำคัญคือการที่ทุกพรรคการเมืองหันมาร่วมมือกันเพื่อผลประโยชน์ของประเทศ การที่พรรคเพื่อไทยไม่ปิดตายจับมือพรรคการเมืองใด ขอยังไม่รับถูกมองเป็นพรรคอันดับ 3 เป็นสัญญาณที่ดีในการสร้างอนาคตที่สดใสสำหรับประเทศไทย

ที่มา – พรรคเพื่อไทย ไม่ปิดตายจับมือพรรคการเมืองใด ขอยังไม่รับถูกมองเป็นพรรคอันดับ 3