วัน: 10 มกราคม 2026

คลองขลุง บราห์มัน โชว์เคส 2026: งานประกวดโคเนื้อ

เตรียมพบกับสุดยอดงานประกวดโคเนื้อแห่งปี! จังหวัดกำแพงเพชรพร้อมจัดงาน “คลองขลุง บราห์มัน โชว์เคส 2026” มหกรรมการประกวดโคบราห์มันระดับประเทศครั้งที่ 1 ชิงถ้วยพระราชทานอย่างยิ่งใหญ่

เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2568 ณ ฟาร์ม ดีจี แรนซ์ อำเภอคลองขลุง นายชาธิป รุจนเสรี ผู้ว่าราชการจังหวัดกำแพงเพชร ได้เป็นประธานในการแถลงข่าวการจัดงานประกวดโคเนื้อ “คลองขลุง บราห์มัน โชว์เคส 2026” งานนี้ถือเป็นมหกรรมการประกวดโคบราห์มันระดับประเทศรูปแบบใหม่ในอาเซียนครั้งแรก ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดยมีผู้บริหารจังหวัด หัวหน้าส่วนราชการ และสื่อมวลชนเข้าร่วมงาน

ภายในงานแถลงข่าวได้รับเกียรติจาก นายธวัชชัย แถวถาทำ ปศุสัตว์จังหวัดฯ, นายปริญญา ถวัลย์อรรณพ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดฯ และนายภาคภูมิ มุ่งงาม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดีจี แรนซ์ จำกัด ร่วมขึ้นเวทีให้ข้อมูลรายละเอียด

สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดกำแพงเพชร ร่วมกับ อำเภอคลองขลุง, องค์การบริหารส่วนตำบลคลองขลุง และบริษัท ดีจี แรนซ์ จำกัด จัดงานประกวดโคเนื้อ “คลองขลุง บราห์มัน โชว์เคส 2026” ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 23 – 25 มกราคม 2569 ณ ฟาร์ม ดีจี แรนซ์ ตำบลคลองขลุง อำเภอคลองขลุง จังหวัดกำแพงเพชร

วัตถุประสงค์หลักของการจัดงานคือ เพื่อเทิดพระเกียรติและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยในด้านการปศุสัตว์ นอกจากนี้ยังมุ่งสร้างความภาคภูมิใจให้กับคนในอุตสาหกรรมคนเลี้ยงโคไทย ยกระดับงานประกวดโคไทยให้เป็นมาตรฐานสากล และเป็นเวทีในการสาธิตเทคโนโลยีนวัตกรรมด้านปศุสัตว์และการจัดการฟาร์มสมัยใหม่ เพื่อให้เกษตรกรนำไปพัฒนาต่อยอดได้

นายชาธิป รุจนเสรี ผู้ว่าราชการจังหวัดกำแพงเพชร กล่าวว่า กิจกรรมนี้จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวภายในจังหวัด ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของจังหวัดที่จะผลักดันการท่องเที่ยวและบริการให้มากขึ้น โดยปศุสัตว์ถือเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้จังหวัดกำแพงเพชรเติบโตเป็นลำดับต้น ๆ ของภาคเหนือ

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานถ้วยรางวัล จำนวน 4 รางวัล ได้แก่

  • รางวัลโคเนื้อพันธุ์อเมริกันบราห์มันเทา เพศผู้
  • รางวัลโคเนื้อพันธุ์อเมริกันบราห์มันเทา เพศเมีย
  • รางวัลโคเนื้อพันธุ์อเมริกันบราห์มันแดง เพศผู้
  • รางวัลโคเนื้อพันธุ์อเมริกันบราห์มันแดง เพศเมีย

นายธวัชชัย แถวถาทำ ปศุสัตว์จังหวัดกำแพงเพชร เปิดเผยว่า จังหวัดกำแพงเพชรมีการเลี้ยงโคเนื้อกว่า 32,000 ตัว และมีเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อกว่า 2,300 ราย การจัดการประกวดโคเนื้อครั้งแรกในจังหวัดจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการพัฒนาและส่งเสริมการผลิตโคเนื้อคุณภาพสูง รวมถึงทำให้เศรษฐกิจในประเทศไทยมีความเข้มแข็ง มั่งคั่ง และยั่งยืน

นายปริญญา ถวัลย์อรรณพ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดกำแพงเพชร กล่าวว่า การประกวดโคเนื้อ คลองขลุง บราห์มัน โชว์เคส 2026 จะดึงดูดนักท่องเที่ยวและกระตุ้นเศรษฐกิจในด้านที่พัก อาหาร และการท่องเที่ยว ชื่อเสียงของโคเนื้อกำแพงเพชรจะกลายเป็นอัตลักษณ์ใหม่ของจังหวัด

นายภาคภูมิ มุ่งงาม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดีจี แรนซ์ จำกัด กล่าวว่า ภายในงานจะมีกิจกรรมหลากหลาย ได้แก่

  • การประกวดโคสายพันธุ์บราห์มันและบีฟมาสเตอร์
  • การประกวดโคเนื้อลูกผสม โดยมีคณะกรรมการจากสหรัฐอเมริกาตัดสิน
  • การแข่งขันผู้แสดงโค (Showmanship)
  • นิทรรศการเกษตรสมัยใหม่และปศุสัตว์
  • การแสดงเครื่องจักรกลการเกษตรขนาดใหญ่
  • เมนูจากเนื้อคุณภาพดี
  • คอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดัง เช่น ลำไย ไหทองคำ, หมอลำเสียงวิหค, หยาดพิรุณ และทราย นักร้องผมยาว

คลองขลุง บราห์มัน โชว์เคส 2026

ทำไมต้องไปงานประกวดโคเนื้อ “คลองขลุง บราห์มัน โชว์เคส 2026”?

งานนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การประกวดโค แต่เป็นมหกรรมที่รวมเอาเทคโนโลยี นวัตกรรม และความบันเทิงมาไว้ในที่เดียว เป็นโอกาสดีที่เกษตรกรและผู้สนใจจะได้เรียนรู้เทคนิคใหม่ ๆ ในการเลี้ยงโค รวมถึงสัมผัสประสบการณ์สุดพิเศษจากคอนเสิร์ตและกิจกรรมอื่น ๆ อีกมากมาย ห้ามพลาด!

การจัดงาน งานประกวดโคเนื้อ “คลองขลุง บราห์มัน โชว์เคส 2026” ครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของประเทศไทยในการพัฒนาอุตสาหกรรมปศุสัตว์ให้ก้าวหน้า และสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรอย่างยั่งยืน งานนี้จะเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับมาตรฐานการเลี้ยงโคของไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล

ที่มา – งานประกวดโคเนื้อ “คลองขลุง บราห์มัน โชว์เคส 2026” ครั้งที่ 1 ชิงถ้วยพระราชทาน

แฟนบอลแมคเคิลสฟิลด์บุกสนามหลังชนะพาเลซ

แฟนบอลแมคเคิลสฟิลด์บุกสนามหลังชนะพาเลซ

เนื้อหานี้ไม่พร้อมใช้งานในตำแหน่งที่ตั้งของคุณ

มีข้อผิดพลาดเกิดขึ้น

แฟนบอลแมคเคิลสฟิลด์บุกสนามหลังเอาชนะคริสตัล พาเลซ แชมป์เอฟเอ คัพ เมื่อฤดูกาลที่แล้ว ซึ่งเป็นการพลิกล็อกครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์เอฟเอ คัพ การบุกสนามของเหล่าแฟนบอลแมคเคิลสฟิลด์บุกสนามหลังชนะพาเลซครั้งนี้ สร้างความประทับใจให้กับผู้ที่ได้ชมเป็นอย่างมาก

MATCH REPORT: Macclesfield FC 2-1 Crystal Palace

สำหรับผู้ใช้ในสหราชอาณาจักรเท่านั้น

เหตุการณ์แฟนบอลแมคเคิลสฟิลด์บุกสนามหลังชนะพาเลซ เกิดขึ้นหลังจากจบเกมการแข่งขันที่น่าตื่นเต้น แมคเคิลสฟิลด์สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ด้วยการล้มยักษ์อย่างคริสตัล พาเลซ ด้วยสกอร์ 2-1 ส่งผลให้แฟนบอลจำนวนมากไม่สามารถควบคุมความดีใจได้และตัดสินใจบุกเข้าไปในสนามเพื่อแสดงความยินดีกับนักเตะอย่างใกล้ชิด ภาพบรรยากาศเต็มไปด้วยความสุข รอยยิ้ม และเสียงเชียร์

การบุกสนามหลังเกมจบไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ในวงการฟุตบอล แต่เหตุการณ์นี้มีความพิเศษตรงที่แมคเคิลสฟิลด์เป็นทีมเล็กที่สามารถสร้างเซอร์ไพรส์ได้อย่างยิ่งใหญ่ การเฉลิมฉลองชัยชนะของแฟนบอลจึงเป็นไปอย่างท่วมท้นและเป็นที่น่าจดจำ

อย่างไรก็ตาม การบุกสนามอาจนำมาซึ่งบทลงโทษต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นกับสโมสรและแฟนบอลเอง ดังนั้น ควรเฉลิมฉลองชัยชนะด้วยความระมัดระวังและอยู่ในขอบเขตที่เหมาะสม เพื่อไม่ให้เกิดผลเสียต่อส่วนรวม

  • Subsection
  • Published

สิ่งที่เกิดขึ้นกับแฟนบอลแมคเคิลสฟิลด์บุกสนามหลังชนะพาเลซ สะท้อนให้เห็นถึงความรักและความผูกพันที่แฟนบอลมีต่อทีมของตนเอง ไม่ว่าทีมจะอยู่ในสถานการณ์ใด แฟนบอลก็พร้อมที่จะสนับสนุนและให้กำลังใจเสมอ

สิ่งที่ต้องคำนึงถึงในการบุกสนาม

ดังนั้น หากคุณเป็นแฟนบอลและต้องการแสดงความยินดีกับทีมรัก ควรคำนึงถึงความเหมาะสมและความปลอดภัยเป็นสำคัญ เพื่อให้การเฉลิมฉลองเป็นไปอย่างราบรื่นและมีความสุข

ที่มา – ไม่พบหัวข้อ

รถตู้นักท่องเที่ยวชนต้นไม้ เจ็บ 7 บนเชียงใหม่-พร้าว

อุบัติเหตุสุดสลด! รถตู้นักท่องเที่ยว เสียหลักพุ่งชนต้นไม้ข้างทาง บนถนนเชียงใหม่–พร้าว ทำให้มีผู้บาดเจ็บถึง 7 ราย เจ้าหน้าที่เร่งให้การช่วยเหลือและนำส่งโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วน เหตุเกิดเมื่อวันที่ 10 มกราคม 2569 บริเวณกิโลเมตรที่ 46 ก่อนถึงน้ำตกวังบัวตอง อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่

รถตู้นักท่องเที่ยว ชนต้นไม้ เจ็บ 7 บนถนนเชียงใหม่-พร้าว

ศูนย์สั่งการ 1669 ได้รับแจ้งเหตุและประสานงานไปยังสมาคมกู้ภัยแม่โจ้ และทีมกู้ชีพใกล้เคียง เพื่อเข้าตรวจสอบและให้ความช่วยเหลือผู้บาดเจ็บที่ติดอยู่ภายในรถ จากการตรวจสอบพบรถตู้โดยสารยี่ห้อ Toyota Commuter สภาพด้านหน้าพังยับเยิน ชนเข้ากับต้นไม้อย่างรุนแรง ภายในรถพบผู้บาดเจ็บทั้งหมด 7 ราย โดยมีผู้บาดเจ็บหลายรายถูกอัดก๊อปปี้ติดอยู่ภายในซากรถ

เจ้าหน้าที่กู้ภัยต้องใช้อุปกรณ์ตัดถ่างเพื่อนำตัวผู้บาดเจ็บออกมาอย่างระมัดระวัง ผู้บาดเจ็บส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ รายละเอียดอาการของผู้บาดเจ็บมีดังนี้:

  • รายที่ 1 (ชาย): อาการวิกฤต หมดสติ ไม่มีชีพจร เจ้าหน้าที่เร่งทำ CPR และนำส่ง รพ.แม่แตง
  • รายที่ 2 (หญิง): ขาผิดรูปทั้ง 2 ข้าง นำส่ง รพ.แม่แตง
  • รายที่ 3 (ชาย): มีแผลเปิดขนาดใหญ่ที่หน้าแข้งขวา นำส่ง รพ.สันทราย
  • รายที่ 4 (หญิง): มีแผลฉกรรจ์ที่ต้นขาซ้ายและใบหน้า เลือดออกทางปากและจมูก นำส่ง รพ.นครพิงค์
  • รายที่ 5 (ชาย): มีแผลถลอกตามร่างกาย นำส่ง รพ.สันทราย
  • รายที่ 6 (ชาย): เป็นคนขับ มีอาการเจ็บแน่นหน้าอกและซี่โครง นำส่ง รพ.นครพิงค์
  • รายที่ 7 (ชาย): มีแผลแตกที่หน้าแข้ง นำส่ง รพ.สันทราย

สาเหตุเบื้องต้นของอุบัติเหตุ รถตู้นักท่องเที่ยว

จากการสอบถามเบื้องต้นทราบว่า รถตู้นักท่องเที่ยว คันดังกล่าว กำลังเดินทางมุ่งหน้าไปท่องเที่ยว โดยขับตามกันมาหลายคัน เมื่อมาถึงจุดเกิดเหตุ บริเวณกิโลเมตรที่ 46 คนขับพยายามแซงรถเก๋งคันหน้า แต่เกิดเสียหลักควบคุมรถไม่ได้ ทำให้รถพุ่งลงข้างทางและชนเข้ากับต้นไม้อย่างจัง

การช่วยเหลือครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจากหลายหน่วยงาน เช่น กู้ชีพแม่แฝก, กู้ชีพแม่หอพระ, รถพยาบาลจาก รพ.แม่แตง, รพ.สันทราย และ รพ.นครพิงค์ ที่ร่วมกันประเมินอาการและนำส่งโรงพยาบาลตามความเหมาะสม

อุบัติเหตุ รถตู้นักท่องเที่ยว ครั้งนี้เป็นอุทาหรณ์เตือนใจให้ผู้ขับขี่ เพิ่มความระมัดระวังในการขับรถ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเส้นทางที่ไม่คุ้นเคย และควรพักผ่อนให้เพียงพอก่อนเดินทาง เพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นได้

ที่มา – บาดเจ็บ 7 ราย “รถตู้นักท่องเที่ยว” เสียหลักพุ่งชนต้นไม้ บนถนนเชียงใหม่–พร้าว

ดร.สติธร แนะ พรรคประชาชน ชูเรื่องปากท้อง

“สติธร ธนานิธิโชติ” มองหาเสียงเลือกตั้งเริ่มดุเดือด แต่ละพรรครู้จุดขายตัวเอง ยกเว้นพรรคประชาชน ห่วงหากไม่ปรับเกมเสี่ยงคะแนนนิยมตก แนะ ชูนโยบาย เศรษฐกิจ ปากท้อง นำแก้รัฐธรรมนูญเพราะยังเป็นเรื่องไกลตัว

วันที่ 10 ม.ค. 2569 ดร.สติธร ธนานิธิโชติ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ เปิดเผยกับไทยรัฐ ถึงการวิเคราะห์ภาพรวมบรรยากาศการหาเสียง หลังจากที่เปิดรับสมัคร ส.ส. ได้หนึ่งสัปดาห์ว่า ทุกพรรคพยายามหาเทคนิคที่จะทำให้ตัวเองประสบความสำเร็จมากที่สุดตามเป้าหมายของแต่ละพรรค โดยเฉพาะพรรคการเมืองหลัก ส้มแดงน้ำเงิน ที่เป็นพรรคขนาดใหญ่ผลลัพธ์ที่ต้องการคือได้ สส. หลัก 100 ส่วนพรรค ระดับตัวแปรอย่างกล้าธรรม และประชาธิปัตย์ที่ขอแค่ 30-40 ที่นั่ง กับกลุ่มพรรคเล็กที่หวังแค่ สส. ปาร์ตี้ลิสต์หนึ่งที่ และยุทธศาสตร์ในการหาเสียงของแต่ละพรรคก็จะแตกต่างกันไป พรรคเล็กเน้นสร้างกระแสเบาๆ หรือใช้วิธีสุดโต่งไปเลยเพื่อดึงคะแนนเสียงของคนที่มีอารมณ์สุดขั้ว

ส่วนพรรคการเมืองขนาดใหญ่เน้นทุกพื้นที่แต่จะเหนื่อย พรรคภูมิใจไทยและเพื่อไทยมีความคล้ายกันคือจะอยู่นิ่งๆ แต่ต่างกันที่วิธีการ พรรคภูมิใจไทยมีความได้เปรียบเพราะเป็นรัฐบาลไม่ต้องหาเสียงมาก แต่ใช้วิธีการทำงานในฐานะรัฐบาลปัจจุบัน ตามสภาพปัญหาที่เกิด ทำงานที่ประชาชนคาดหวังให้สำเร็จในขอบเขตอำนาจหน้าที่ตัวเอง ยกตัวอย่างตอนวันขึ้นปีใหม่นายอนุทินเดินทางไปเยี่ยมทหารที่ชายแดนแต่ ไปในฐานะนายกรัฐมนตรีไม่ใช่หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย แบบนี้ได้ความนิยมไปเต็มๆ โดยไม่ต้องเปิดปราศรัยใหญ่

เรียกได้ว่าพรรคภูมิใจไทยใช้โอกาสของการเป็นรัฐบาล ทำกำไรจากคะแนนนิยมของประชาชน แม้จะเคยมีแผลมาบ้าง สิ่งไหนที่ทำผิดพลาดก็แก้ไขปรับปรุง แบบนี้คือความได้เปรียบไม่ต้องพูดอะไรเยอะ

ส่วนพรรคเพื่อไทยต้องยอมรับว่าปรับเปลี่ยนโฉมได้เร็วเอาคนที่สร้างบาดแผลในฐานะรัฐบาลทั้งสองชุดออกไป แล้วเปลี่ยนแคนดิเดตนายกที่เป็นคนหน้าใหม่ทางการเมืองเลย ทำให้ประชาชนไม่ได้รู้สึกว่าคนๆ นี้สร้างบาดแผลอะไรไว้ในทางการเมือง แต่เป็นคนใหม่พรรคเพื่อไทยขอโอกาสกลับมาแก้ตัว แต่ยังมีคราบของคนตระกูลชินวัตรเลยอาจทำให้คนยังคิดว่า นายกฯ คนนี้อาจจะเหมือนคนในอดีต ใช้โอกาสและภาพของนักวิชาการ คนรุ่นใหม่มาเป็นความหวัง ทำให้เห็นอนาคตได้มากกว่า บวกกับพรรคเพื่อไทยอยู่แบบเจียมเนื้อเจียมตัว เลยกลายเป็นว่าเพื่อไทยไม่ได้ก้าวร้าวและไม่ได้สร้างบาดแผลให้ตัวเองเจ็บปวด

ในขณะที่พรรคประชาชน หากยังปล่อยให้บรรยากาศการหาเสียงเป็นแบบนี้พรรคประชาชนจะเหนื่อยเพราะการแบกพรรคการเมืองที่เป็นอันดับหนึ่งของการเลือกตั้ง 2. แบกเพราะท้าทายตัวเองไว้ครั้งนี้เป็นครั้งที่สามของการเลือกตั้งเป้าหมายคือการอยากเข้าไปเป็นรัฐบาลถือเป็นการกดดันตัวเองมากเกินไป 3. บรรยากาศการเมืองไม่อำนวยให้กับพรรคประชาชนเพราะที่ผ่านมาประสบความสำเร็จตั้งแต่อนาคตใหม่และก้าวไกลบรรยากาศการเมืองตอนนั้นมันเอื้อ แต่ด้วยความเป็นพรรคการเมืองเสรีนิยมก้าวหน้าต้องการสร้างความหวังให้กับผู้คนอยากจะกุมหัวใจของคนที่อยากเปลี่ยนแปลงและปฏิรูปเปลี่ยนมาเลือกพรรคของเขาเพื่อเปลี่ยนการเมืองไปสู่การเมืองแบบใหม่ ปี 66 อาจจะสำเร็จแต่รอบนี้บรรยากาศการเมืองและความคาดหวังของผู้คนมีปัญหาชายแดนไทยกัมพูชาเข้ามา และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก การเมืองโลกคนเลยรู้สึกว่าสภาวะแบบนี้หรือจะเปลี่ยนแปลงอะไรที่ยกเครื่องมากเกินไปปฏิรูปมากเกินไปอาจจะทำให้เกิดความกังวลไม่กล้าฝากความหวัง ขอไปแบบนิ่งๆ แต่อยู่ได้มั่นคงดีกว่า ถ้าจะเปลี่ยนอะไรแบบพลิกหน้ามือเป็นหลังมือแล้วเกิดมีความเสี่ยงและประเทศไทยไปไม่รอดประชาชนจะคิดแล้วว่าแล้วจะอยู่ยังไง หรือทำให้เกิดความคิดว่าพรรคการเมืองที่เป็นแนวเปลี่ยนแปลงและปฏิรูปไม่ใช่จังหวะเวลาที่จะเลือก หรือทำให้ท่าทีของพรรคการเมืองที่อยู่แนวกลางๆ ได้รับการตอบรับอย่างเช่นประชาธิปัตย์ กลับมารอบนี้เลยกลายเป็นว่าอยู่รอดได้

อาจารย์สติธรยังวิเคราะห์ต่อว่า สาเหตุหนึ่งที่ทำให้คนไทยยังไม่พร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงหรือต้องการพรรคการเมืองที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลง เพราะอยากได้ความแน่นอน ภาพของทหารวันนี้เลยถูกมองว่าเป็นฮีโร่ ทำหน้าที่ปกป้องชาติและอธิปไตย แต่ในขณะที่พรรคการเมืองหนึ่งที่ถูกมองว่าจะไปลดทอนอำนาจทหาร เลยถูกมองว่าเป็นพรรคที่ไม่เอาทหาร ซึ่งแตกต่างจากในอดีตเมื่อครั้งที่ทหารลุกขึ้นมารัฐประหารแบบนั้นประชาชนจะรู้สึกมากกว่า กลายเป็นว่าตอนนี้ประชาชนจะโหยหาสิ่งที่จับต้องได้และใกล้ตัวมากกว่า

“พรรคประชาชนจะต้องปรับทำให้ประชาชนมองเห็นภาพตอบสนองความต้องการเรื่องชีวิตความเป็นอยู่มากกว่าการจะเข้ามารื้อระบบโครงสร้าง จึงต้องปรับนำเสนอชุดนโยบายมากขึ้น เพราะความจริงแล้วแพ็คเกจของพรรคประชาชนมีชุดนโยบายที่พร้อมและค่อนข้างสอดรับกับความรู้สึกความต้องการของกลุ่มต่างๆ พอสมควร เพียงแต่ว่าจะเอามานำเสนอยังไงเพื่อไปจูงใจคนที่ได้รับผลกระทบชุดนโยบายเหล่านั้น”

การพูดถึงเรื่องรัฐธรรมนูญมากกว่าเรื่องแก้ปัญหาปากท้องอาจจะทำให้ประชาชนรู้สึกว่าเป็นเรื่องไกลตัว หากพรรคประชาชนแก้เกมทันเชื่อว่าคะแนนความนิยมจะไม่เสียไปมากกว่านี้ แต่หากยังดึงดันเดินหน้านำเสนอแต่เรื่องนี้เชื่อว่าวันที่ 8 กุมภาพันธ์พรรคประชาชนอาจจะได้คะแนนเสียงลดลง

อาจารย์สติธร ยังวิเคราะห์ถึงภาพของรัฐบาลหากเลือกตั้งแล้ว รัฐบาลที่ได้มาครั้งนี้จะบริหารประเทศได้ครบเทอมหรือไม่ว่า ไม่ว่าใครจะได้เป็นรัฐบาลขอให้เป็นรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ ไม่ใช่รัฐบาลผสม แย่งชิงเก้าอี้หรือยุบสภาหนีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งหากยังเป็นแบบนี้ส่วนตัวคิดว่าไม่ตอบสนองความต้องการได้ นี่จึงเป็นที่มาของการตั้งคำถามทุกครั้งในเวทีดีเบตว่าพรรคการเมืองนั้นหากได้เป็นรัฐบาลแล้วจะจับมือกับใคร ซึ่งตนเองมองว่าไม่ใช่คำถามที่เชย หรือคำถามที่น่าเบื่อแต่เป็นการบ่งชี้ว่าหากตอบอะไรมาบางอย่างจะสะท้อนว่าจะเป็นรัฐบาลที่มีเสถียรภาพหรือไม่ ทำงานได้จริงหรือเปล่า

ดร.สติธร แนะ พรรคประชาชน ชูเรื่องปากท้อง

จากบทวิเคราะห์ของ ดร.สติธร ธนานิธิโชติ ชี้ให้เห็นว่าพรรคประชาชนควรปรับกลยุทธ์ในการหาเสียง โดยเน้นที่นโยบายที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจและปากท้องของประชาชนมากกว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่อาจมองว่าเป็นเรื่องไกลตัว นี่เป็นคำแนะนำที่น่าสนใจสำหรับพรรคประชาชนในการที่จะช่วงชิงคะแนนเสียงในช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง

ทำไมพรรคประชาชนควรชูเรื่องปากท้อง?

ดร.สติธรชี้ว่าสถานการณ์ปัจจุบันประชาชนให้ความสำคัญกับเรื่องเศรษฐกิจและความมั่นคงในชีวิตมากกว่าการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่อาจจะมีความเสี่ยง การที่พรรคนำเสนอนโยบายที่ตอบโจทย์ปัญหาปากท้องจึงเป็นสิ่งที่เข้าถึงประชาชนได้ง่ายกว่าและมีโอกาสที่จะได้รับการตอบรับที่ดีกว่า

พรรคประชาชนจะต้องปรับตัวอย่างไร? การปรับตัวของพรรคประชาชนควรเริ่มจากการนำเสนอนโยบายที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรมในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน การสื่อสารนโยบายเหล่านี้จะต้องเน้นให้เห็นถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประชาชนโดยตรง เพื่อให้พวกเขามั่นใจว่าพรรคประชาชนสามารถที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหาและสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นได้

นอกจากนี้ การที่พรรคประชาชนแสดงให้เห็นถึงความเข้าใจในปัญหาและความต้องการของประชาชนก็เป็นสิ่งสำคัญ การลงพื้นที่เพื่อรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากประชาชนจะช่วยให้พรรคสามารถที่จะปรับปรุงนโยบายให้ตรงกับความต้องการของประชาชนมากยิ่งขึ้น

โดยสรุป ดร.สติธร แนะ พรรคประชาชน ชูเรื่องปากท้อง เป็นกลยุทธ์ที่สำคัญในการที่จะช่วยให้พรรคสามารถที่จะดึงคะแนนเสียงและประสบความสำเร็จในการเลือกตั้งครั้งนี้ การปรับตัวและนำเสนอนโยบายที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนจึงเป็นสิ่งที่พรรคประชาชนควรให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง

การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นโอกาสสำคัญที่ประชาชนจะได้เลือกผู้แทนที่สามารถที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหาและพัฒนาประเทศ การติดตามข่าวสารและข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับการเลือกตั้งจึงเป็นสิ่งที่สำคัญเพื่อให้ประชาชนสามารถที่จะตัดสินใจเลือกผู้แทนที่เหมาะสมที่สุด

ที่มา – “ดร.สติธร” แนะ พรรคประชาชนปรับเกมหาเสียง ชูเรื่องปากท้องแทนแก้รัฐธรรมนูญ

ไวรัล สามีโกนหัวเป็นเพื่อนภรรยา ป่วยมะเร็ง ซึ้งใจ!

เรื่องราวความรักที่ทำให้หัวใจอบอุ่นกำลังเป็นไวรัล! สามีโกนหัวเป็นเพื่อนภรรยา ที่กำลังเผชิญหน้ากับโรคมะเร็ง แสดงให้เห็นถึงความรักและการอยู่เคียงข้างกันในวันที่ยากลำบากที่สุด

จากคลิปวิดีโอที่ถูกแชร์อย่างกว้างขวางบนเฟซบุ๊กชื่อ “นิรันดร์ ลามิล” แสดงให้เห็นภาพของสามีกำลังโกนผมให้ภรรยาที่ป่วยด้วยโรคมะเร็ง ทั้งคู่พูดคุยให้กำลังใจกันอย่างน่ารัก ก่อนที่ฝ่ายสามีจะตัดสินใจโกนผมของตัวเองตามภรรยา พร้อมกับพูดติดตลกว่า “เราจะกลายเป็นคนหัวโล้น 2 คน แห่งบ้านโคกปีบ” สร้างความประทับใจและน้ำตาให้กับผู้ชมจำนวนมาก นี่คือเรื่องราวของ สามีโกนหัวเป็นเพื่อนภรรยา ที่ใครๆ ก็ต้องซึ้งใจ

เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2568 ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปยังโดมเทศบาลตำบลโคกปีบ อำเภอศรีมโหสถ จังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งมีการจัดงานวันเด็กแห่งชาติ และได้พบกับคู่สามีภรรยาในคลิปดังกล่าว ชื่อ นางสาวน้ำทิพย์ รัตนธำรงพรรณ อายุ 39 ปี และ นายนิรันดร์ ลามิล อายุ 37 ปี ทั้งคู่เดินทางมาด้วยรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง หลังจากมีผู้ใจบุญเหมาน้ำจากร้านของทั้งคู่นำมาแจกให้กับเด็กๆ และผู้ปกครองที่มาร่วมงานฟรี สร้างบรรยากาศที่อบอุ่นและเต็มไปด้วยกำลังใจ

นางสาวน้ำทิพย์เล่าว่า เธอเคยทำงานในโรงงานอุตสาหกรรมแห่งหนึ่ง ก่อนที่จะเริ่มมีอาการป่วยเรื้อรัง และตรวจพบว่าเป็นโรค SLE หรือ โรคพุ่มพวง และต่อมาก็ตรวจพบว่าเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวและมะเร็งต่อมน้ำเหลือง เธอต้องเข้ารับการรักษาด้วยเคมีบำบัด การให้เลือด การเปลี่ยนถ่ายพลาสมา และการใช้ยากดภูมิ ซึ่งส่งผลให้ผมร่วงหลายครั้งตลอดการรักษา

นายนิรันดร์ สามีของนางสาวน้ำทิพย์ กล่าวสั้นๆ ว่า “เห็นเขาโกนคนเดียว ผมสงสาร เลยโกนเป็นเพื่อน จะได้เป็นโล้นซ่า 2 โล้นแห่งโคกปีบ” นี่แหละคือความรักที่แท้จริง การ สามีโกนหัวเป็นเพื่อนภรรยา เป็นสิ่งที่แสดงออกถึงความใส่ใจได้อย่างดี

นางสาวน้ำทิพย์ยังเล่าด้วยน้ำตาคลอเบ้าถึงความผูกพันของเธอกับสามีว่า นายนิรันดร์ต้องตื่นตั้งแต่ตี 3 เพื่อพาเธอไปโรงพยาบาล กลับมาทำงาน และตอนเย็นก็ไปรับเธอกลับบ้าน บางวันต้องรอกันจนดึกดื่นโดยไม่เคยปริปากบ่น และนายนิรันดร์ยังเป็นที่พักใจให้เธอเสมอ “เขาไม่เคยทำให้รู้สึกโดดเดี่ยว เขาคือกำลังใจสำคัญของชีวิต”

ทั้งคู่หอมแก้มกันต่อหน้าสื่อด้วยความรักและหัวเราะออกมาพร้อมกัน สำหรับผู้ใจบุญที่ต้องการสนับสนุนร้านน้ำของทั้งคู่ เพื่อนำไปแจกในงานต่างๆ หรือทำโรงทาน สามารถติดต่อได้ที่เบอร์โทรศัพท์ 084-347-3125 นี่คืออีกหนึ่งเรื่องราวของ สามีโกนหัวเป็นเพื่อนภรรยา ที่สร้างความประทับใจ

สามีโกนหัวเป็นเพื่อนภรรยา คือรักแท้ที่จับต้องได้

เรื่องราวซึ้งใจ: สามีโกนหัวเป็นเพื่อนภรรยาป่วยมะเร็ง

เรื่องราวของนิรันดร์และน้ำทิพย์เป็นบทพิสูจน์ว่ารักแท้ยังมีอยู่จริง การ สามีโกนหัวเป็นเพื่อนภรรยา ไม่ใช่แค่การกระทำที่แสดงออกถึงความรัก แต่เป็นการแสดงออกถึงความเข้าใจ การอยู่เคียงข้าง และการเป็นกำลังใจให้กันในวันที่ชีวิตต้องเผชิญกับความยากลำบาก

เรื่องราวความรักของทั้งคู่เป็นแรงบันดาลใจให้ใครหลายๆ คนได้เห็นว่า ความรักที่แท้จริงนั้นไม่ได้อยู่ที่คำพูดสวยหรู แต่อยู่ที่การกระทำที่แสดงออกถึงความห่วงใยและความใส่ใจในทุกๆ รายละเอียดของชีวิต

การที่สามียอมโกนผมเพื่อเป็นเพื่อนภรรยาที่กำลังป่วย สะท้อนให้เห็นถึงความรักที่ยิ่งใหญ่และความเสียสละที่ไม่สามารถหาได้ง่ายๆ ในสังคมปัจจุบัน

เรื่องราวของนิรันดร์และน้ำทิพย์เป็นเรื่องราวที่น่าประทับใจและควรค่าแก่การยกย่อง เป็นแบบอย่างที่ดีให้กับคู่รักอื่นๆ ได้เห็นว่า การอยู่เคียงข้างกันในวันที่ยากลำบากคือสิ่งสำคัญที่สุด

ที่มา – ไวรัลซึ้งใจ สามีโกนหัวเป็นเพื่อนภรรยา อยู่เคียงข้างในวันที่ป่วยเป็นมะเร็ง

“ณัฐพงษ์” หาเสียง มวลชนขอให้เป็นนายกฯ คนต่อไป

“ณัฐพงษ์” ลั่น 8 ก.พ. เจอกันที่ทำเนียบรัฐบาล อ้อนชาวจตุจักร-หลักสี่ เลือกพรรคประชาชนไปจัดตั้งรัฐบาล ขออย่าเพิ่งหมดหวังมวลชนตะโกนลั่นขอให้ “เท้ง” เป็นนายกฯ ก่อนไปสวนเบญจสิริ ล้อมวงคุยนโยบายวันเด็ก ประกาศ 3 เป้าหมายสร้างการศึกษา

วันที่ 10 ม.ค. 2569 ที่บริเวณบีทีเอสพหลโยธิน นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ลงพื้นที่ช่วยนายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ ผู้สมัคร สส.กทม. พรรคประชาชน เขต 9 และ นายชยพล สะท้อนดี ผู้สมัคร สส. กทม.เขต 8 พรรคประชาชน หาเสียง โดยมีนายบอส มีนชัยนันท์ น้องชายของนายศุภณัฐ มาช่วยหาเสียงด้วย โดยบรรยากาศการหาเสียงห้อมล้อมด้วยแฟนคลับฐานเสียงมวลชนของพรรคประชาชนที่มารอต้อนรับและมอบดอกไม้พวงมาลัยสีส้มให้แก่นายณัฐพงษ์และผู้สมัคร สส. พร้อมกล่าวอวยพรให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป พร้อมเสียงเฮและปรบมือให้กำลังใจ

นายณัฐพงษ์ ปราศรัยเชิญชวนประชาชนไปร่วมกิจกรรมของพรรคที่สามย่านมิดทาวน์ในวันที่ 11 มกราคมนี้ ชี้ว่าการเลือกตั้งครั้งนี้มีโจทย์ที่สำคัญของประเทศ ไม่ได้ต้องการเพียงชนะเลือกตั้ง ต้องการตั้งรัฐบาลประชาชน ซึ่งในวันพรุ่งนี้พรรคประชาชนมีการเปิดตัวทีมบริหารมืออาชีพ คนที่พร้อมที่จะเข้าไปทำงานวันแรกทันทีหากพรรคประชาชนได้เป็นรัฐบาล

“เรามีนโยบายอีกหลายเรื่อง ช่วยผลักดันสังคมไทยให้ก้าวไปข้างหน้า แต่เราจะทำไม่ได้เลย หากไม่เอาเรื่องสีเทาออกจากการเมือง ถ้าไม่เอากู๊ดดี้ชยพล สส. ไม่เอาแบงค์-ศุภณัฐ มีนชัยนันท์ ทำงานการเมืองตรงไปตรงมา ไม่รับเงินทุนเทา ไม่รับเงินทุนใหญ่ มีแต่ประชาชนคนเดียวเป็นเจ้านายของพวกเรา ถ้าเราไม่เอา สส. แบบนี้เข้าสภาเราสร้างการเปลี่ยนแปลงไม่ได้จริงๆ” นายณัฐพงษ์กล่าว

จากนั้นหัวหน้าพรรคประชาชน ตะโกนถามต่อว่าไหน 8 กุมภาพันธ์ ใครจะเอา พรรคประชาชนบ้าง เลือกทั้ง 2 ใบ และถามว่าไหนใครอยากได้เท้ง เป็นนายกรัฐมนตรีบ้าง โดยประชาชนส่งเสียงกรี๊ดรับ และโบกมือตอบรับ ก่อนที่นายณัฐพงษ์จะกล่าวขอบคุณ และระบุว่าอย่าเพิ่งหมดหวังและเป็นแรงเชียร์การเลือกตั้งครั้งนี้

“การเลือกตั้งครั้งนี้มีสงครามข้อมูลข่าวสารเยอะ หลายคนอาจรู้สึกถอดใจ คราวที่แล้วเลือกพรรคก้าวไกลมา ทำไมพี่ทิมไม่ได้เป็นนายกฯ นี่คือสิ่งที่คนมีอำนาจต้องการ คนหยิบมือเดียวในประเทศนี้ สว. ไม่มีความหมาย ไม่เคยฟังเสียงของประชาชน การเลือกตั้งครั้งนี้เสียงของทุกคนมีความหมายจริงๆ เพราะไม่มี สว. มาโหวตนายกรัฐมนตรีแล้วขอช่วยบอกต่อคนรู้จัก มีเพื่อนบอกเพื่อน มีญาติบอกญาติ มีน้องบอกน้องบอกทั้งจังหวัดบอกกันทั้งประเทศ ช่วยกันตั้งรัฐบาลประชาชนได้แน่นอน”

จากนั้นทิ้งท้ายว่า 8 กุมภาพันธ์เจอกันที่ทำเนียบรัฐบาล

จากนั้นนายณัฐพงษ์ได้เดินทางโดยรถไฟฟ้าบีทีเอสเพื่อไปยังสวนเบญจสิริที่จัดกิจกรรมวันเด็ก โดยระหว่างเดินทางมีประชาชนและเด็กนักเรียน ขอถ่ายรูปเซลฟี่และกล่าวให้กำลังใจนายณัฐพงษ์

“ณัฐพงษ์” หาเสียงห้าแยกลาดพร้าว มวลชนตะโกนขอให้เป็นนายกฯ คนต่อไป

นโยบายวันเด็กของ “ณัฐพงษ์” มุ่งสร้างการศึกษาที่ดีกว่าเดิม

ต่อมาเวลา 16.30 น. ที่สวนเบญจสิริ พรรคประชาชนจัดกิจกรรมล้อมวงคุยนโยบายเด็กและเยาวชนหัวข้อ “เด็กจะดีเพราะสวัสดิการดี กฎหมายดี หลักสูตรดี ครูดี” โดยเป็นการเปิดเวทีพูดคุยแลกเปลี่ยนเกี่ยวกับนโยบายด้านเด็กและเยาวชน ในโอกาสวันเด็กปี 2569 มีแกนนำพรรคและทีมด้านการศึกษาของพรรคเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง นำโดย นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน, นายเดชรัต สุขกำเนิด แคนดิเดตรองนายกรัฐมนตรี ด้านคุณภาพชีวิต, นายพริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรค, นางณัฐยา บุญภักดี ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ทีมบริหารรัฐบาลประชาชน ด้านเด็ก เยาวชน ครอบครัว และการเรียนรู้, นายธีรศักดิ์ จิระตราชู ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ, ปารมี ไวจงเจริญ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ และ นางสาวตามหทัย ชนะบูรณาศักดิ์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ

นายณัฐพงษ์กล่าวว่า วันเด็กไม่ควรเป็นวันที่ผู้ใหญ่ตั้งคำขวัญแสดงความคาดหวังต่อเด็กเพียงฝ่ายเดียว แต่วันเด็กควรเป็นวันที่ผู้ใหญ่รับฟังความต้องการของเด็กว่าอยากให้ปรับระบบการศึกษาเป็นอย่างไร เขามองเห็นอนาคตของตัวเองอย่างไร เป้าหมายนโยบายการศึกษาของพรรคประชาชนจึงมุ่งสู่ 3 เรื่องคือทำให้ “การศึกษามีความหมาย” “การศึกษามีความสุข” และ “การเรียนรู้ไม่มีที่สิ้นสุด”

เป้าหมายแรก ทำให้ “การศึกษามีความหมาย” เด็กและเยาวชนได้เรียนในสิ่งที่นำไปต่อยอดเป็นทักษะในการใช้ชีวิตและในการทำงานได้

(1) เดินหน้าจัดทำหลักสูตรฉบับใหม่ให้สำเร็จภายใต้รัฐบาลพรรคประชาชน เปลี่ยนจากหลักสูตรที่เน้นการอัดฉีดเนื้อหาในเชิงปริมาณ เป็นการบ่มเพาะทักษะสมรรถนะที่จำเป็นในการต่อยอดเป็นอาชีพหรือการใช้ชีวิตในอนาคต ทำให้เด็กทุกคน “คิดเป็น ทำได้ สื่อสารดี” มีการบูรณาการวิชา และวางกรอบอย่างยืดหยุ่น เพื่อให้สถานศึกษาสามารถปรับการเรียนการสอนให้เหมาะกับสถานศึกษาได้

(2) ครูมีเวลา ทักษะ แรงจูงใจ สวัสดิการ ในการพัฒนาการเรียนรู้ของเด็ก

คืนเวลาให้คุณครู คืนครูให้ห้องเรียน: ครูอยากสอนต้องได้สอน ภายใน 100 วันแรก เราจะลดและเลิกงานที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเรียนการสอน โครงการไหนที่เห็นว่ามีประโยชน์ ให้ครูและโรงเรียนมีสิทธิ์เลือกว่าจะทำหรือไม่ทำ ส่วนงานที่เป็นธุรการ เช่น บัญชี การจัดซื้อจัดจ้าง สามารถนำเทคโนโลยีมาช่วยแบ่งเบาภาระได้ หรือจ้างบุคลากรมารับผิดชอบเรื่องธุรการแทนครู รวมถึงการทำให้กระบวนการหลายอย่างรวดเร็วขึ้น เช่น แก้ไขกฎหมายเพื่อรองรับการใช้ลายเซ็นดิจิทัลในระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ

ทักษะ: ครูมีทักษะที่เท่าทันกระบวนการการเรียนรู้รูปแบบใหม่ๆ ปรับบทบาทจาก “ครูหน้าห้อง” ที่ถ่ายทอดความรู้ข้อมูลให้นักเรียน เปลี่ยนเป็น “ครูหลังห้อง” ที่คอยสังเกตว่าเด็กแต่ละคนขาดทักษะสมรรถนะด้านใดและเข้าไปช่วยแก้ไขในแต่ละจุด เปลี่ยนจากการอบรมพัฒนาครูที่ให้ส่วนกลางเป็นคนคิดและจัดขึ้นที่ส่วนกลาง ซึ่งยิ่งดึงครูออกจากห้องเรียน เปลี่ยนเป็นงบประมาณพัฒนาครูส่งตรงไปยังโรงเรียน ให้คุณครูและโรงเรียนตัดสินใจได้เองว่าจะอบรมด้านไหน เป็นงบอุดหนุนคนละไม่ต่ำกว่า 5,000 บาท

แรงจูงใจ: ครูก้าวหน้าพร้อมกับผู้เรียน ถ้าครูคนไหนสอนได้ดี ช่วยให้เด็กพัฒนาการดี ต้องเติบโตก้าวหน้าทางอาชีพได้ด้วยเช่นกัน ปรับการประเมินและการเลื่อนวิทยฐานะให้อิงกับผลสัมฤทธิ์และพัฒนาการของผู้เรียนมากขึ้น รวมถึงเปิดให้นักเรียนสามารถประเมินครูแต่ละคนได้ 360 องศา.

สวัสดิการ: ปรับขึ้นเงินเดือนเริ่มต้นของครูบรรจุใหม่เป็น 22,000 บาท จัดเงินเพิ่มพิเศษสำหรับครูในพื้นที่เสี่ยงภัย ห่างไกล หรือเข้าถึงยาก รวมถึงปรับปรุงสวัสดิการของบุคลากรฝ่ายสนับสนุน จากรูปแบบสัญญาจ้างเหมาบริการเป็นลูกจ้างชั่วคราวอย่างน้อย ที่มีค่าแรงและสวัสดิการที่เป็นธรรม

(3) ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี นำเทคโนโลยีมาช่วยส่งเสริมคุณภาพการเรียนการสอน โดยขั้นพื้นฐานเด็กทุกคนจะเข้าถึงคลังเนื้อหาผ่านแพลตฟอร์มการเรียนรู้แห่งชาติ โดยสามารถเอาข้อมูลและ AI มาวิเคราะห์เพื่อออกแบบเส้นทางการเรียนรู้ให้เหมาะกับจุดอ่อนจุดแข็งของเด็กแต่ละคนมากขึ้น

เป้าหมายที่สอง ทำให้ “การศึกษามีความสุข” ผู้ปกครองไม่ต้องทุกข์จากการควักเงินตัวเองมาจ่ายค่าใช้จ่ายแอบแฝงทางการศึกษา นักเรียนได้รับการดูแลทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิต

(1) เรียนฟรีจริง 100% ครอบคลุมทุกพื้นที่ และมีคุณภาพ ปรับสูตรเรื่องการจัดสรรทรัพยากร ทั้งอัตราครู งบประมาณสำหรับโรงเรียนขนาดเล็ก เพื่อทำให้โรงเรียนขนาดเล็กมีงบประมาณเพียงพอ และแก้ไขประกาศเพื่อกำหนดห้ามโรงเรียนเก็บค่าบำรุงรักษาเพิ่มเติมสำหรับรายการค่าใช้จ่ายที่ควรจะอยู่ในสิทธิเรียนฟรี เช่น ค่าสอนคอมพิวเตอร์

(2) นักเรียนทุกคนมีสุขภาพกายที่ดี เพิ่มงบประมาณอาหารโรงเรียนอย่างน้อย 50%

(3) นักเรียนมีสุขภาพจิตที่ดี ให้ครูมีทักษะการคัดกรองปัญหาเบื้องต้น และทำให้เรามีนักจิตวิทยาประจำโรงเรียนมากขึ้น

(4) เปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมกำหนดกฎระเบียบที่เคารพสิทธิมนุษยชนและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ โรงเรียนเป็นพื้นที่ปลอดภัยไร้อำนาจนิยม

(5) กระจายอำนาจให้สถานศึกษาตัดสินใจได้ด้วยตนเองมากขึ้น เรื่องหลักสูตร การใช้งบประมาณ และมีส่วนร่วมในการคัดเลือกบุคลากร

เป้าหมายที่สาม การเรียนรู้ไม่มีที่สิ้นสุด การเรียนรู้ต้องไม่จำกัดในสถานศึกษาเพียงอย่างเดียว แต่ต้องส่งเสริมการเรียนรู้นอกห้องเรียน

(1) คูปองเปิดโลกให้เยาวชน 2,000 บาทต่อคนต่อปี เพื่อใช้ในการเข้าถึงการเรียนรู้นอกห้องเรียน

(2) “คูปองฝึกทักษะ” ให้คนวัยทำงานเลือกเองได้ว่าต้องการพัฒนาด้านไหน โดยรัฐสนับสนุนงบประมาณ และจับคู่หางาน

การที่มวลชนตะโกนขอให้ “ณัฐพงษ์” หาเสียงห้าแยกลาดพร้าว เป็นนายกฯ คนต่อไป แสดงให้เห็นถึงความหวังและความคาดหวังของประชาชนที่มีต่อพรรคประชาชนและตัวนายณัฐพงษ์เอง การเลือกตั้งครั้งที่จะถึงนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญที่ประชาชนจะร่วมกันกำหนดอนาคตของประเทศ

ที่มา – “ณัฐพงษ์” หาเสียงห้าแยกลาดพร้าว มวลชนตะโกนขอให้เป็นนายกฯ คนต่อไป

“ธรรมนัส” หาเสียงนครนายก ไม่กังวลเลือกตั้ง

“ธรรมนัส” หาเสียงนครนายก ไม่กังวลเลือกตั้ง

“ร.อ.ธรรมนัส” เปิดศึกเลือกตั้งวันแรกที่ จ.นครนายก เดินตลาดพบชาวบ้าน ชูนโยบาย ลดต้นทุนเกษตร-ดันท่องเที่ยวเมืองรอง ไม่กังวลเลือกตั้ง บอกสบายๆ ต่อจากนี้จะเดินสายไม่มีวันหยุด

วันที่ 10 มกราคม 2569 พรรคกล้าธรรม นำโดย ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม ในฐานะแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยผู้สมัคร สส.นครนายก ของพรรค ได้แก่ นายปิยวัฒน์ กิตติธเนศวร ผู้สมัคร สส.เขตเลือกตั้งที่ 1 หมายเลข 2 และนายวุฒิชัย กิตติธเนศวร ผู้สมัคร สส.เขตเลือกตั้งที่ 2 หมายเลข 4 ลงพื้นที่พบปะพี่น้องประชาชนจังหวัดนครนายก ในหลายจุดสำคัญของจังหวัด อาทิ ตลาดเก่าองครักษ์ ตลาดบ้านนา ตลาดอำเภอเมือง และตลาดนัดวัดวังปลาจีด ท่ามกลางบรรยากาศเป็นกันเอง มีประชาชน พ่อค้า แม่ค้า ให้การต้อนรับและร่วมพูดคุยสะท้อนปัญหาเศรษฐกิจ

โดย ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า วันนี้เป็นวันแรกของการหาเสียงในการเลือกตั้งครั้งนี้ และจังหวัดนครนายกถือเป็นที่ ๆ ตนผูกพัน เนื่องจากเป็นจังหวัดที่ตนเคยใช้ชีวิตและศึกษาจบจากโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า และเป็นพื้นที่ที่เราส่งผู้สมัครทั้ง 2 เขต ซึ่งล้วนเป็นคนที่พี่น้องประชาชนรู้จัก มีประสบการณ์ เป็นอดีต สส.หลายสมัย การเริ่มต้นที่นี่จึงถือเป็นการเอาฤกษ์เอาชัยหาเสียงจังหวัดแรกที่นี่

“ผมขอฝากถึงพี่น้องชาวจังหวัดนครนายก ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีโครงสร้างเศรษฐกิจด้านการเกษตรเป็นหลัก โดยเฉพาะอำเภอองครักษ์ที่มีการปลูกข้าวเป็นจำนวนมากว่าพรรคกล้าธรรมให้ความสำคัญกับปัญหาราคาข้าวและต้นทุนการผลิตเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งถือเป็นโจทย์สำคัญในนโยบายของพรรค และวันนี้ต้องขอขอบคุณพี่น้องประชาชนในพื้นที่ ๆ ให้การต้อนรับพวกเราและตอบรับผู้สมัครของพรรคเป็นอย่างดี” ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวต่อด้วยว่า จังหวัดนครนายกเป็นหนึ่งในจังหวัดที่มีศักยภาพสูง ทั้งด้านทรัพยากรธรรมชาติและความใกล้กรุงเทพมหานคร ซึ่งเอื้อต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในระยะยาว ทั้งแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ เช่น น้ำตกหลายแห่ง ที่สามารถผลักดันให้จังหวัดนครนายกก้าวจากเมืองรองขึ้นสู่การเป็นเมืองหลักได้ไม่ยาก หากมีการวางแผนและบริหารจัดการอย่างจริงจัง

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวต่อว่า ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ตนจะไม่มีวันหยุด โดยหลังจากนครนายก จะเดินทางต่อไปยังจังหวัดปทุมธานี จังหวัดร้อยเอ็ด และจังหวัดขอนแก่น ตามลำดับ เพื่อพบปะประชาชนและสื่อสารนโยบายของพรรคให้ครอบคลุมทุกภูมิภาค ส่วนกรณีที่หลายพรรคการเมืองเริ่มเปิดตัวทีมบริหารหรือว่าที่รัฐมนตรีจากคนนอก ตนมองว่า ยังไม่ถึงเวลา และควรให้เกียรติการตัดสินใจของประชาชนก่อน โดยขอให้รอผลการเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 จากนั้นจึงค่อยว่ากันเรื่องการจัดตั้งทีมบริหารประเทศ

ทั้งนี้ เมื่อถามว่ามีความกังวลต่อการเลือกตั้งครั้งนี้หรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส ตอบว่า ไม่มี สบายๆ พร้อมย้ำว่า พรรคกล้าธรรมจะเดินหน้าสื่อสารนโยบายที่มุ่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจฐานราก พ่อค้าแม่ค้า และเกษตรกร ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของประเทศ โดยเฉพาะนโยบายธนาคารเพื่อประชาชนจะต้องทำให้ได้เพื่อคนฐานราก และสุดท้ายก็ให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจเลือกพรรคและผู้แทนที่เห็นว่า สามารถดูแลชีวิตความเป็นอยู่ของท่านได้ดีที่สุด

“ธรรมนัส” ไม่กังวลเลือกตั้งนครนายก

การที่ ร.อ.ธรรมนัส ลงพื้นที่นครนายกเพื่อหาเสียงนั้น แสดงให้เห็นถึงความสำคัญที่พรรคกล้าธรรมให้แก่จังหวัดนี้ และความมั่นใจในการสนับสนุนจากประชาชนในพื้นที่ นโยบายที่เน้นการแก้ปัญหาเศรษฐกิจฐานรากและส่งเสริมการท่องเที่ยว น่าจะเป็นจุดที่ได้รับความสนใจจากชาวนครนายก

การเลือกตั้งครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของประเทศ การตัดสินใจของประชาชนแต่ละคนจึงมีความหมาย ขอให้ทุกท่านพิจารณาข้อมูลและนโยบายของแต่ละพรรคอย่างรอบคอบ ก่อนที่จะตัดสินใจเลือกผู้แทนที่ท่านคิดว่าจะสามารถนำพาประเทศไปในทิศทางที่ถูกต้องได้

“ธรรมนัส” ให้ความสำคัญกับจังหวัดนครนายกและพร้อมที่จะนำเสนอนโยบายที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชน หากท่านเห็นว่านโยบายของพรรคกล้าธรรมสามารถแก้ไขปัญหาและพัฒนาจังหวัดนครนายกได้ ก็ขอให้พิจารณาให้โอกาสพรรคในการเลือกตั้งครั้งนี้

ที่มา – “ธรรมนัส” หาเสียงนครนายก ไม่กังวลเลือกตั้ง บอกสบายๆ ต่อจากนี้จะเดินสายไม่มีวันหยุด

วิลล่าคว้าตัว ไนห์สวองเกอร์ จากอาร์เซนอล ร่วมทีม

แอสตัน วิลล่า เซ็นสัญญายืมตัว เจนนา ไนห์สวองเกอร์ กองหลังจากอาร์เซนอล มาร่วมทีมจนจบฤดูกาล

วิลล่ามีออปชั่นซื้อขาดแข้งวัย 25 ปีรายนี้ ซึ่งได้ลงเล่นเพียง 16 นาทีในศึก วีเมนส์ ซูเปอร์ลีก (WSL) ในฤดูกาลนี้

มาริสา เอเวอร์ส ผู้อำนวยการฟุตบอลหญิงของวิลล่า กล่าวว่า “เราติดตามเธอมาสักระยะหนึ่งแล้ว และรู้สึกยินดีที่เธอได้เข้ามาร่วมโครงการที่น่าตื่นเต้นของเรา”

“การเซ็นสัญญาครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของความทะเยอทะยานที่เพิ่มขึ้นของเรา ในขณะที่เรายังคงสร้างทีมที่น่าตื่นเต้นและมีการแข่งขัน และเราเชื่อว่า เจนนา จะเพิ่มคุณภาพให้กับทีมอย่างแท้จริง”

ไนห์สวองเกอร์ เป็นส่วนหนึ่งของทีมชาติสหรัฐอเมริกาที่คว้าเหรียญทองโอลิมปิกที่ปารีส 2024

วิลล่ารั้งอันดับ 8 ในศึก WSL หลังลงเล่นไป 11 นัด

วิลล่าคว้าตัว ไนห์สวองเกอร์ จากอาร์เซนอล ร่วมทีม

การเสริมทัพครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของแอสตัน วิลล่าในการพัฒนาทีมฟุตบอลหญิงให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น การได้ตัวเจนนา ไนห์สวองเกอร์ ซึ่งมีประสบการณ์ในระดับนานาชาติ จะช่วยยกระดับเกมรับของทีมได้อย่างแน่นอน นอกจากนี้ การที่วิลล่ามีออปชั่นซื้อขาด ทำให้เห็นว่าพวกเขามองเห็นศักยภาพระยะยาวของนักเตะรายนี้

แฟนบอลวิลล่าต่างตื่นเต้นกับการมาของไนห์สวองเกอร์ และคาดหวังว่าเธอจะเข้ามาสร้างความแตกต่างให้กับทีมได้ทันที ด้วยความสามารถในการเล่นเกมรับที่แข็งแกร่ง และทักษะในการเติมเกมรุกที่ยอดเยี่ยม ทำให้เธอเป็นผู้เล่นที่ครบเครื่อง และจะเป็นกำลังสำคัญของวิลล่าในการสู้ศึก WSL ในช่วงครึ่งฤดูกาลหลัง

การย้ายทีมครั้งนี้ยังเป็นโอกาสอันดีสำหรับไนห์สวองเกอร์ ที่จะได้ลงสนามอย่างสม่ำเสมอ และพิสูจน์ตัวเองในลีกที่มีการแข่งขันสูงอย่าง WSL การได้ร่วมงานกับทีมที่มีความทะเยอทะยานอย่างวิลล่า จะช่วยให้เธอพัฒนาฝีเท้า และก้าวขึ้นไปเป็นหนึ่งในกองหลังชั้นนำของลีกได้อย่างแน่นอน

ทำไมวิลล่าถึงต้องการตัว ไนห์สวองเกอร์?

  • เสริมความแข็งแกร่งในแนวรับ: วิลล่าต้องการผู้เล่นที่มีประสบการณ์และความสามารถในการเล่นเกมรับที่แข็งแกร่ง เพื่อลดจำนวนประตูที่เสีย
  • เพิ่มความหลากหลายในเกมรุก: ไนห์สวองเกอร์ มีทักษะในการเติมเกมรุกที่ยอดเยี่ยม ซึ่งจะช่วยเพิ่มมิติในการโจมตีของวิลล่า
  • สร้างทีมระยะยาว: การมีออปชั่นซื้อขาด แสดงให้เห็นว่าวิลล่ามองเห็นศักยภาพระยะยาวของไนห์สวองเกอร์ และต้องการสร้างทีมที่มีความมั่นคงในระยะยาว

โดยสรุปแล้ว การคว้าตัว วิลล่าคว้าตัว ไนห์สวองเกอร์ จากอาร์เซนอล ร่วมทีม เป็นการเสริมทัพที่ชาญฉลาด และจะช่วยยกระดับทีมฟุตบอลหญิงของวิลล่าให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น แฟนบอลวิลล่าต่างตั้งตารอชมฟอร์มของไนห์สวองเกอร์ และเชื่อว่าเธอจะเข้ามาสร้างความแตกต่างให้กับทีมได้อย่างแน่นอน

วิลล่าคว้าตัว ไนห์สวองเกอร์ จากอาร์เซนอล ร่วมทีม ไม่ใช่แค่การเสริมทัพ แต่เป็นการแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาฟุตบอลหญิงอย่างแท้จริง

ที่มา – Villa sign Arsenal defender Nighswonger on loan

อนุทินกินข้าวกับลูกหลานวีรชน แวะศรีย่านกินก๋วยเตี๋ยว

“นายกฯ หนู” เปิดทำเนียบฯ ต้อนรับเด็ก ๆ นั่งเก้าอี้นายกฯ สุดอบอุ่นนั่งร่วมทานข้าวกับลูก ๆ หลาน ๆ วีรชนทหารกล้า จบภารกิจวันเด็ก แวะศรีย่าน กินก๋วยเตี๋ยวเจ้าประจำ แม่ค้าบอกสู้ ๆ ขอให้สานต่อคนละครึ่งพลัส

วันที่ 10 ม.ค. 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ร่วมเป็นประธานเปิดงานฉลองวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2569 พร้อม น.ส.ธนนนท์ นิรามิษ ภริยา ร่วมกิจกรรม โดยบรรยากาศมีเด็ก ๆ เข้ารุมขอถ่ายภาพ และมีเด็กชายวิ่งเข้ามากอดนายกฯ พร้อมเรียก “ลุงหนู” ซึ่งนายกฯ หัวเราะดีใจ ก่อนอุ้มถ่ายภาพด้วย รวมถึงมีเด็กชายกล่าวกับนายกฯ ว่า “ผมเชียร์ท่านนายกฯ เพราะท่านเด็ดขาด อยากให้เป็นนายกฯ อีกสมัย”

ต่อมาเวลา 12.00 น. ที่ชั้น 1 อาคาร 44 สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี (สลน.) นายกฯ พร้อมภริยา ร่วมรับประทานอาหารเที่ยงกับลูกและครอบครัววีรชนที่เสียสละชีวิตจากเหตุไทย-กัมพูชา จาก 21 ครอบครัว รวม 43 คน โดยมีเมนูอาหาร อาทิ ข้าวผัดทะเล ข้าวผัดปลาสลิดไข่ต้ม ข้าวคลุกกะเพรา สปาเกตตีขี้เมา ไก่บอนชอน เค้ก ซาลาเปา ไอศกรีม โดยนายกฯ นั่งรับประทานอาหารข้างน้องมีสุข บุตรสาวของ จ.ส.อ.ศตวรรษ พร้อมพูดคุยกับน้องมีสุข รวมถึงเรียกลูกชายของ จ.ส.อ.ธีระยุทธ สีจุ้ยจ้าย “บอกมาหาลุง”

ขณะเดียวกัน นายกฯ ได้เยี่ยมชมบูธกิจกรรมต่าง ๆ ทักทายเด็ก ๆ และผู้ปกครอง พร้อมนั่งถ่ายภาพกับเด็ก ๆ ที่บันไดด้านข้างตึกไทยคู่ฟ้า ทั้งนี้ น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รมว.วัฒนธรรม มาร่วมกิจกรรมด้วย

จบภารกิจวันเด็ก แวะศรีย่าน กินก๋วยเตี๋ยวเจ้าประจำ แม่ค้าขอให้สานต่อคนละครึ่งพลัส

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังนายกฯ เสร็จสิ้นภารกิจงานวันเด็กประจำปี 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ได้เดินทางมารับประทานอาหาร เป็นก๋วยเตี๋ยวเนื้อร้านประจำ บริเวณศรีย่าน โดยมีลูกค้า พ่อค้าแม่ค้า ในบริเวณดังกล่าว เข้ามาขอถ่ายรูปนายกฯ และส่วนใหญ่ขอให้นายกฯ สู้ ๆ

โดยบางช่วงมีแม่ค้าบอกกับนายกฯ ว่า 2,400 บาท ยังไม่ได้เลย อยากให้สานต่อโครงการคนละครึ่งพลัส

อนุทิน ร่วมวงทานข้าวกับลูก ๆ หลาน ๆ วีรชนทหารกล้า ก่อนแวะศรีย่าน กินก๋วยเตี๋ยวเจ้าประจำ

เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล เกิดภาพที่น่าประทับใจ เมื่อนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ได้ร่วมงานวันเด็กแห่งชาติ พร้อมทั้งเปิดทำเนียบต้อนรับเด็ก ๆ อย่างอบอุ่น ไฮไลท์สำคัญคือการที่นายกฯ อนุทินได้ร่วมวงทานข้าวกับลูก ๆ หลาน ๆ วีรชนทหารกล้า เพื่อเป็นการให้เกียรติและระลึกถึงความเสียสละของบรรพบุรุษ

หลังเสร็จสิ้นภารกิจวันเด็ก นายกฯ อนุทิน ได้เดินทางไปยังศรีย่าน เพื่อรับประทานก๋วยเตี๋ยวเนื้อร้านโปรด ซึ่งเป็นภาพที่คุ้นตาของชาวศรีย่าน และแสดงให้เห็นถึงความติดดินเป็นกันเองของท่านนายกฯ

ทำไมนายกฯ อนุทิน ถึงแวะศรีย่าน กินก๋วยเตี๋ยวเจ้าประจำ?

การที่นายกฯ อนุทิน แวะไปรับประทานก๋วยเตี๋ยวที่ศรีย่าน ไม่ได้เป็นเพียงการทานอาหารธรรมดา แต่เป็นการแสดงให้เห็นถึงความผูกพันกับประชาชนในพื้นที่ และการสนับสนุนร้านค้าท้องถิ่น ซึ่งเป็นสิ่งที่นายกฯ อนุทิน ให้ความสำคัญมาโดยตลอด นอกจากนี้ ยังเป็นการพักผ่อนอิริยาบถจากการทำงานหนักอีกด้วย

สำหรับบรรยากาศที่ร้านก๋วยเตี๋ยวในวันนั้น เต็มไปด้วยความอบอุ่นและเป็นกันเอง พ่อค้าแม่ค้าและประชาชนต่างเข้ามาทักทายและให้กำลังใจนายกฯ อนุทิน พร้อมทั้งฝากความหวังถึงโครงการคนละครึ่งพลัส ที่ต้องการให้สานต่อเพื่อช่วยเหลือและกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับฐานราก

การลงพื้นที่ของนายกฯ อนุทิน ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจและความเข้าใจในปัญหาของประชาชนอย่างแท้จริง และเป็นสัญญาณที่ดีว่ารัฐบาลพร้อมที่จะรับฟังและแก้ไขปัญหาให้ตรงจุด

อนาคตของโครงการคนละครึ่งพลัสยังคงต้องติดตามกันต่อไป แต่สิ่งที่ชัดเจนคือ รัฐบาลตระหนักถึงความสำคัญของโครงการนี้ในการช่วยเหลือประชาชน และพร้อมที่จะพิจารณาแนวทางที่เหมาะสมที่สุดเพื่อให้โครงการนี้สามารถดำเนินต่อไปได้อย่างยั่งยืน อนุทิน ร่วมวงทานข้าวกับลูก ๆ หลาน ๆ วีรชนทหารกล้า ก่อนแวะศรีย่าน กินก๋วยเตี๋ยวเจ้าประจำ สะท้อนภาพลักษณ์ที่เข้าถึงประชาชน

การที่นายกฯ อนุทิน ได้ร่วมวงทานข้าวกับลูก ๆ หลาน ๆ วีรชนทหารกล้า ก่อนแวะศรีย่าน กินก๋วยเตี๋ยวเจ้าประจำ เป็นภาพที่แสดงให้เห็นถึงความเอาใจใส่ของผู้นำประเทศต่อผู้ที่เสียสละเพื่อชาติ และความใกล้ชิดกับประชาชนในทุกระดับชั้น นี่คือสิ่งที่ประชาชนต้องการจากผู้นำ และเป็นสิ่งที่สร้างความเชื่อมั่นในรัฐบาลได้เป็นอย่างดี

ที่มา – “อนุทิน” ร่วมวงทานข้าวกับลูก ๆ หลาน ๆ วีรชนทหารกล้า ก่อนแวะศรีย่าน กินก๋วยเตี๋ยวเจ้าประจำ