“ณัฐพงษ์” ลั่น 8 ก.พ. เจอกันที่ทำเนียบรัฐบาล อ้อนชาวจตุจักร-หลักสี่ เลือกพรรคประชาชนไปจัดตั้งรัฐบาล ขออย่าเพิ่งหมดหวังมวลชนตะโกนลั่นขอให้ “เท้ง” เป็นนายกฯ ก่อนไปสวนเบญจสิริ ล้อมวงคุยนโยบายวันเด็ก ประกาศ 3 เป้าหมายสร้างการศึกษา
วันที่ 10 ม.ค. 2569 ที่บริเวณบีทีเอสพหลโยธิน นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ลงพื้นที่ช่วยนายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ ผู้สมัคร สส.กทม. พรรคประชาชน เขต 9 และ นายชยพล สะท้อนดี ผู้สมัคร สส. กทม.เขต 8 พรรคประชาชน หาเสียง โดยมีนายบอส มีนชัยนันท์ น้องชายของนายศุภณัฐ มาช่วยหาเสียงด้วย โดยบรรยากาศการหาเสียงห้อมล้อมด้วยแฟนคลับฐานเสียงมวลชนของพรรคประชาชนที่มารอต้อนรับและมอบดอกไม้พวงมาลัยสีส้มให้แก่นายณัฐพงษ์และผู้สมัคร สส. พร้อมกล่าวอวยพรให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป พร้อมเสียงเฮและปรบมือให้กำลังใจ

นายณัฐพงษ์ ปราศรัยเชิญชวนประชาชนไปร่วมกิจกรรมของพรรคที่สามย่านมิดทาวน์ในวันที่ 11 มกราคมนี้ ชี้ว่าการเลือกตั้งครั้งนี้มีโจทย์ที่สำคัญของประเทศ ไม่ได้ต้องการเพียงชนะเลือกตั้ง ต้องการตั้งรัฐบาลประชาชน ซึ่งในวันพรุ่งนี้พรรคประชาชนมีการเปิดตัวทีมบริหารมืออาชีพ คนที่พร้อมที่จะเข้าไปทำงานวันแรกทันทีหากพรรคประชาชนได้เป็นรัฐบาล
“เรามีนโยบายอีกหลายเรื่อง ช่วยผลักดันสังคมไทยให้ก้าวไปข้างหน้า แต่เราจะทำไม่ได้เลย หากไม่เอาเรื่องสีเทาออกจากการเมือง ถ้าไม่เอากู๊ดดี้ชยพล สส. ไม่เอาแบงค์-ศุภณัฐ มีนชัยนันท์ ทำงานการเมืองตรงไปตรงมา ไม่รับเงินทุนเทา ไม่รับเงินทุนใหญ่ มีแต่ประชาชนคนเดียวเป็นเจ้านายของพวกเรา ถ้าเราไม่เอา สส. แบบนี้เข้าสภาเราสร้างการเปลี่ยนแปลงไม่ได้จริงๆ” นายณัฐพงษ์กล่าว
จากนั้นหัวหน้าพรรคประชาชน ตะโกนถามต่อว่าไหน 8 กุมภาพันธ์ ใครจะเอา พรรคประชาชนบ้าง เลือกทั้ง 2 ใบ และถามว่าไหนใครอยากได้เท้ง เป็นนายกรัฐมนตรีบ้าง โดยประชาชนส่งเสียงกรี๊ดรับ และโบกมือตอบรับ ก่อนที่นายณัฐพงษ์จะกล่าวขอบคุณ และระบุว่าอย่าเพิ่งหมดหวังและเป็นแรงเชียร์การเลือกตั้งครั้งนี้
“การเลือกตั้งครั้งนี้มีสงครามข้อมูลข่าวสารเยอะ หลายคนอาจรู้สึกถอดใจ คราวที่แล้วเลือกพรรคก้าวไกลมา ทำไมพี่ทิมไม่ได้เป็นนายกฯ นี่คือสิ่งที่คนมีอำนาจต้องการ คนหยิบมือเดียวในประเทศนี้ สว. ไม่มีความหมาย ไม่เคยฟังเสียงของประชาชน การเลือกตั้งครั้งนี้เสียงของทุกคนมีความหมายจริงๆ เพราะไม่มี สว. มาโหวตนายกรัฐมนตรีแล้วขอช่วยบอกต่อคนรู้จัก มีเพื่อนบอกเพื่อน มีญาติบอกญาติ มีน้องบอกน้องบอกทั้งจังหวัดบอกกันทั้งประเทศ ช่วยกันตั้งรัฐบาลประชาชนได้แน่นอน”
จากนั้นทิ้งท้ายว่า 8 กุมภาพันธ์เจอกันที่ทำเนียบรัฐบาล
จากนั้นนายณัฐพงษ์ได้เดินทางโดยรถไฟฟ้าบีทีเอสเพื่อไปยังสวนเบญจสิริที่จัดกิจกรรมวันเด็ก โดยระหว่างเดินทางมีประชาชนและเด็กนักเรียน ขอถ่ายรูปเซลฟี่และกล่าวให้กำลังใจนายณัฐพงษ์

“ณัฐพงษ์” หาเสียงห้าแยกลาดพร้าว มวลชนตะโกนขอให้เป็นนายกฯ คนต่อไป
นโยบายวันเด็กของ “ณัฐพงษ์” มุ่งสร้างการศึกษาที่ดีกว่าเดิม
ต่อมาเวลา 16.30 น. ที่สวนเบญจสิริ พรรคประชาชนจัดกิจกรรมล้อมวงคุยนโยบายเด็กและเยาวชนหัวข้อ “เด็กจะดีเพราะสวัสดิการดี กฎหมายดี หลักสูตรดี ครูดี” โดยเป็นการเปิดเวทีพูดคุยแลกเปลี่ยนเกี่ยวกับนโยบายด้านเด็กและเยาวชน ในโอกาสวันเด็กปี 2569 มีแกนนำพรรคและทีมด้านการศึกษาของพรรคเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง นำโดย นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน, นายเดชรัต สุขกำเนิด แคนดิเดตรองนายกรัฐมนตรี ด้านคุณภาพชีวิต, นายพริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรค, นางณัฐยา บุญภักดี ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ทีมบริหารรัฐบาลประชาชน ด้านเด็ก เยาวชน ครอบครัว และการเรียนรู้, นายธีรศักดิ์ จิระตราชู ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ, ปารมี ไวจงเจริญ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ และ นางสาวตามหทัย ชนะบูรณาศักดิ์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ
นายณัฐพงษ์กล่าวว่า วันเด็กไม่ควรเป็นวันที่ผู้ใหญ่ตั้งคำขวัญแสดงความคาดหวังต่อเด็กเพียงฝ่ายเดียว แต่วันเด็กควรเป็นวันที่ผู้ใหญ่รับฟังความต้องการของเด็กว่าอยากให้ปรับระบบการศึกษาเป็นอย่างไร เขามองเห็นอนาคตของตัวเองอย่างไร เป้าหมายนโยบายการศึกษาของพรรคประชาชนจึงมุ่งสู่ 3 เรื่องคือทำให้ “การศึกษามีความหมาย” “การศึกษามีความสุข” และ “การเรียนรู้ไม่มีที่สิ้นสุด”

เป้าหมายแรก ทำให้ “การศึกษามีความหมาย” เด็กและเยาวชนได้เรียนในสิ่งที่นำไปต่อยอดเป็นทักษะในการใช้ชีวิตและในการทำงานได้
(1) เดินหน้าจัดทำหลักสูตรฉบับใหม่ให้สำเร็จภายใต้รัฐบาลพรรคประชาชน เปลี่ยนจากหลักสูตรที่เน้นการอัดฉีดเนื้อหาในเชิงปริมาณ เป็นการบ่มเพาะทักษะสมรรถนะที่จำเป็นในการต่อยอดเป็นอาชีพหรือการใช้ชีวิตในอนาคต ทำให้เด็กทุกคน “คิดเป็น ทำได้ สื่อสารดี” มีการบูรณาการวิชา และวางกรอบอย่างยืดหยุ่น เพื่อให้สถานศึกษาสามารถปรับการเรียนการสอนให้เหมาะกับสถานศึกษาได้
(2) ครูมีเวลา ทักษะ แรงจูงใจ สวัสดิการ ในการพัฒนาการเรียนรู้ของเด็ก
คืนเวลาให้คุณครู คืนครูให้ห้องเรียน: ครูอยากสอนต้องได้สอน ภายใน 100 วันแรก เราจะลดและเลิกงานที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเรียนการสอน โครงการไหนที่เห็นว่ามีประโยชน์ ให้ครูและโรงเรียนมีสิทธิ์เลือกว่าจะทำหรือไม่ทำ ส่วนงานที่เป็นธุรการ เช่น บัญชี การจัดซื้อจัดจ้าง สามารถนำเทคโนโลยีมาช่วยแบ่งเบาภาระได้ หรือจ้างบุคลากรมารับผิดชอบเรื่องธุรการแทนครู รวมถึงการทำให้กระบวนการหลายอย่างรวดเร็วขึ้น เช่น แก้ไขกฎหมายเพื่อรองรับการใช้ลายเซ็นดิจิทัลในระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ
ทักษะ: ครูมีทักษะที่เท่าทันกระบวนการการเรียนรู้รูปแบบใหม่ๆ ปรับบทบาทจาก “ครูหน้าห้อง” ที่ถ่ายทอดความรู้ข้อมูลให้นักเรียน เปลี่ยนเป็น “ครูหลังห้อง” ที่คอยสังเกตว่าเด็กแต่ละคนขาดทักษะสมรรถนะด้านใดและเข้าไปช่วยแก้ไขในแต่ละจุด เปลี่ยนจากการอบรมพัฒนาครูที่ให้ส่วนกลางเป็นคนคิดและจัดขึ้นที่ส่วนกลาง ซึ่งยิ่งดึงครูออกจากห้องเรียน เปลี่ยนเป็นงบประมาณพัฒนาครูส่งตรงไปยังโรงเรียน ให้คุณครูและโรงเรียนตัดสินใจได้เองว่าจะอบรมด้านไหน เป็นงบอุดหนุนคนละไม่ต่ำกว่า 5,000 บาท
แรงจูงใจ: ครูก้าวหน้าพร้อมกับผู้เรียน ถ้าครูคนไหนสอนได้ดี ช่วยให้เด็กพัฒนาการดี ต้องเติบโตก้าวหน้าทางอาชีพได้ด้วยเช่นกัน ปรับการประเมินและการเลื่อนวิทยฐานะให้อิงกับผลสัมฤทธิ์และพัฒนาการของผู้เรียนมากขึ้น รวมถึงเปิดให้นักเรียนสามารถประเมินครูแต่ละคนได้ 360 องศา.
สวัสดิการ: ปรับขึ้นเงินเดือนเริ่มต้นของครูบรรจุใหม่เป็น 22,000 บาท จัดเงินเพิ่มพิเศษสำหรับครูในพื้นที่เสี่ยงภัย ห่างไกล หรือเข้าถึงยาก รวมถึงปรับปรุงสวัสดิการของบุคลากรฝ่ายสนับสนุน จากรูปแบบสัญญาจ้างเหมาบริการเป็นลูกจ้างชั่วคราวอย่างน้อย ที่มีค่าแรงและสวัสดิการที่เป็นธรรม
(3) ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี นำเทคโนโลยีมาช่วยส่งเสริมคุณภาพการเรียนการสอน โดยขั้นพื้นฐานเด็กทุกคนจะเข้าถึงคลังเนื้อหาผ่านแพลตฟอร์มการเรียนรู้แห่งชาติ โดยสามารถเอาข้อมูลและ AI มาวิเคราะห์เพื่อออกแบบเส้นทางการเรียนรู้ให้เหมาะกับจุดอ่อนจุดแข็งของเด็กแต่ละคนมากขึ้น

เป้าหมายที่สอง ทำให้ “การศึกษามีความสุข” ผู้ปกครองไม่ต้องทุกข์จากการควักเงินตัวเองมาจ่ายค่าใช้จ่ายแอบแฝงทางการศึกษา นักเรียนได้รับการดูแลทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิต
(1) เรียนฟรีจริง 100% ครอบคลุมทุกพื้นที่ และมีคุณภาพ ปรับสูตรเรื่องการจัดสรรทรัพยากร ทั้งอัตราครู งบประมาณสำหรับโรงเรียนขนาดเล็ก เพื่อทำให้โรงเรียนขนาดเล็กมีงบประมาณเพียงพอ และแก้ไขประกาศเพื่อกำหนดห้ามโรงเรียนเก็บค่าบำรุงรักษาเพิ่มเติมสำหรับรายการค่าใช้จ่ายที่ควรจะอยู่ในสิทธิเรียนฟรี เช่น ค่าสอนคอมพิวเตอร์
(2) นักเรียนทุกคนมีสุขภาพกายที่ดี เพิ่มงบประมาณอาหารโรงเรียนอย่างน้อย 50%
(3) นักเรียนมีสุขภาพจิตที่ดี ให้ครูมีทักษะการคัดกรองปัญหาเบื้องต้น และทำให้เรามีนักจิตวิทยาประจำโรงเรียนมากขึ้น
(4) เปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมกำหนดกฎระเบียบที่เคารพสิทธิมนุษยชนและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ โรงเรียนเป็นพื้นที่ปลอดภัยไร้อำนาจนิยม
(5) กระจายอำนาจให้สถานศึกษาตัดสินใจได้ด้วยตนเองมากขึ้น เรื่องหลักสูตร การใช้งบประมาณ และมีส่วนร่วมในการคัดเลือกบุคลากร
เป้าหมายที่สาม การเรียนรู้ไม่มีที่สิ้นสุด การเรียนรู้ต้องไม่จำกัดในสถานศึกษาเพียงอย่างเดียว แต่ต้องส่งเสริมการเรียนรู้นอกห้องเรียน
(1) คูปองเปิดโลกให้เยาวชน 2,000 บาทต่อคนต่อปี เพื่อใช้ในการเข้าถึงการเรียนรู้นอกห้องเรียน
(2) “คูปองฝึกทักษะ” ให้คนวัยทำงานเลือกเองได้ว่าต้องการพัฒนาด้านไหน โดยรัฐสนับสนุนงบประมาณ และจับคู่หางาน




การที่มวลชนตะโกนขอให้ “ณัฐพงษ์” หาเสียงห้าแยกลาดพร้าว เป็นนายกฯ คนต่อไป แสดงให้เห็นถึงความหวังและความคาดหวังของประชาชนที่มีต่อพรรคประชาชนและตัวนายณัฐพงษ์เอง การเลือกตั้งครั้งที่จะถึงนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญที่ประชาชนจะร่วมกันกำหนดอนาคตของประเทศ
ที่มา – “ณัฐพงษ์” หาเสียงห้าแยกลาดพร้าว มวลชนตะโกนขอให้เป็นนายกฯ คนต่อไป







