วัน: 17 มกราคม 2026

“สีหศักดิ์-ศุภจี” นำทีมภูมิใจไทย หาเสียงสายไหม


“สีหศักดิ์-ศุภจี” นำทีมภูมิใจไทย หาเสียงย่านสายไหม สนับสนุน “เอกภพ” ขอโอกาสได้เป็นรัฐบาล ทำงานจาก 4 เดือน เป็น 4 ปี!

เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2569 ณ ตลาด AC เขตสายไหม กรุงเทพฯ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคภูมิใจไทย (ภท.) พร้อมด้วยนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ผู้ช่วยหาเสียง, น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี แม่ทัพหาเสียง กทม., นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัคร สส. บัญชีรายชื่อ, และนางพิชชารัตน์ เลาหพงศ์ชนะ ผู้สมัคร สส. บัญชีรายชื่อ ได้ลงพื้นที่พบปะประชาชนในเขตสายไหม (ยกเว้นแขวงออเงิน) เพื่อช่วย “สีหศักดิ์-ศุภจี” นำทีมภูมิใจไทย หาเสียงย่านสายไหม ให้นายเอกภพ เหลืองประเสริฐ ผู้สมัคร สส. กทม. เขต 11 บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก เมื่อเดินทางมาถึง นางเยาวภา จิตวิริยะกุล หรือเจ๊บ๊วย เจ้าของตลาด ได้มอบสากให้กับนางศุภจี โดยระบุว่าเป็นเครื่องมือประกอบอาชีพ ทำกินของคนไทยมานาน ถือเป็นสัญลักษณ์ในการช่วยแก้ไขปัญหาเรื่องเศรษฐกิจปากท้องให้กับประชาชน รวมถึงต่อสู้กับอุปสรรคในการบริหารงาน ระหว่างการเดินตลาด มีประชาชนเข้ามาขอถ่ายภาพกับเหล่าแกนนำหาเสียงอย่างเป็นกันเอง บางช่วงมีหญิงสาวเข้ามากล่าวชื่นชมและสวมกอดนางศุภจี

จากนั้น แกนนำหาเสียงได้พบปะประชาชนในหมู่บ้านกรุงทอง นายสีหศักดิ์กล่าวว่า วันนี้มาในบทบาทใหม่จากนักการทูต เป็นนักการเมือง ขอให้ประชาชนมั่นใจในตัวนายเอกภพ ว่าจะเป็นผู้แทนที่ดีที่สุดคนหนึ่ง ด้านนโยบายต่างประเทศ ขอให้มั่นใจว่าจะปกป้องศักดิ์ศรีของประเทศไทยอย่างเต็มที่ พรรคภูมิใจไทยจะนำพาประเทศไทยไปสู่ความก้าวหน้า ทุกคนจะกินดีอยู่ดีมากขึ้น ซึ่งสิ่งสำคัญคือไม่ใช่การขยายตัวทางเศรษฐกิจ แต่คือการกินดีอยู่ดีของประชาชน เศรษฐกิจขยายตัวกันอย่างเท่าเทียม ซึ่งพรรคภูมิใจไทยทำได้ทำจริง พิสูจน์ให้เห็นแล้ว 3 เดือนที่ผ่านมา ดังนั้นขอเวลาเพิ่มจาก 4 เดือนเป็น 4 ปี

“สีหศักดิ์-ศุภจี” นำทีมภูมิใจไทย หาเสียงย่านสายไหม

วันนี้มาขอโอกาสให้นายเอกภพ ได้มาช่วยดูแลพี่น้องประชาชน เพราะสิ่งที่มีความสำคัญคือการเชื่อมต่อระหว่างทีมบริหารกับทีมที่ดูแลในพื้นที่ชุมชน ถ้าเราได้คนที่รับรู้รับทราบถึงปัญหา เราก็จะมองเห็นว่ามีอะไรที่เราต้องปรับปรุงได้ หากได้รับเลือกเข้ามา ก็จะมาช่วยบอกเรา และเราจะได้มีการทำนโยบายที่จะมาช่วยสนับสนุน ซึ่งมีโครงการที่จะช่วยสนับสนุนชุมชน ผู้สูงอายุ ดูแลผู้สูงวัยของเรา จะได้ไม่สร้างเป็นภาระให้ลูกหลาน และสบายใจสามารถไปทำงานได้

นางศุภจีกล่าวว่า สำหรับคนที่อยู่ในชุมชน คนตัวเล็กตัวน้อย ก็จะมีโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง เช่น โครงการที่ทำไปแล้วอย่าง “คนละครึ่งพลัส” ซึ่งเราก็พยายามจะใช้อย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่าที่สุด เพื่อให้คนไทยอยู่ดีกินดี เพราะเป็นความตั้งใจของทีมเศรษฐกิจ และเรามีความตั้งใจจริงๆ ที่จะทำประโยชน์ให้กับทุกคน จึงขอโอกาสให้เข้ามารับใช้พี่น้องประชาชน เพื่อที่จะทำให้ทุกคนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

“สีหศักดิ์-ศุภจี” นำทีมภูมิใจไทย หาเสียงย่านสายไหม ขอโอกาส

น.ส.ศุภมาสกล่าวว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ ขอให้มาช่วยเลือกนายเอกภพให้ชนะการเลือกตั้ง และเลือกพรรคภูมิใจไทย ให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค ในฐานะแคนดิเดตนายกฯ ได้เป็นนายกรัฐมนตรี ได้ท่านสีหศักดิ์ ท่านศุภจี และนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ กลับมาเป็นรองนายกฯ และรัฐมนตรี เพื่อทำงานให้กับบ้านเมือง

นอกจากนี้ แกนนำหาเสียงได้ขึ้นรถเมล์สาย 1009 จากจุดปราศรัยไปยังที่ทำการผู้สมัคร โดยนายเอกภพกล่าวถึงปัญหาการเดินทางสาธารณะที่ค่อนข้างลำบาก เนื่องจากมีรถโดยสารสาธารณะเอกชนเพียงสายเดียว ซึ่งได้รับการสะท้อนจากประชาชนที่อยากให้นำรถโดยสาร ขสมก. มาร่วมให้บริการ

จากนั้น นายสีหศักดิ์ นางศุภจี น.ส.ศุภมาส ได้เดินทางไปยังศูนย์อำนวยการเลือกตั้งของผู้สมัครพรรคภูมิใจไทย พบปะเครือข่ายชุมชนในเขตสายไหม ก่อนที่ น.ส.ศุภมาสจะนำทีมขึ้นรถหาเสียงโดยรอบพื้นที่ พร้อมขอให้พี่น้องประชาชนไว้ใจเลือกนายเอกภพ เป็น สส. ในสมัยหน้า “สีหศักดิ์-ศุภจี” นำทีมภูมิใจไทย หาเสียงย่านสายไหมอย่างเข้มข้น เพื่อให้พรรคภูมิใจไทยเข้าไปมีส่วนร่วมในการบริหารประเทศ

การ “สีหศักดิ์-ศุภจี” นำทีมภูมิใจไทย หาเสียงย่านสายไหม ครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของพรรคภูมิใจไทยในการที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหาและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่เขตสายไหมและทั่วประเทศ การที่แกนนำพรรคลงพื้นที่พบปะประชาชนอย่างใกล้ชิด รับฟังปัญหา และนำเสนอนโยบายที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชน ถือเป็นแนวทางที่น่าสนใจและอาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้พรรคภูมิใจไทยได้รับการสนับสนุนจากประชาชนในการเลือกตั้งครั้งต่อไป

ที่มา – “สีหศักดิ์-ศุภจี” นำทีมภูมิใจไทย หาเสียงย่านสายไหมช่วย “เอกภพ” ขอโอกาสได้เป็นรัฐบาล

ผลสลาก N3 งวด 17 มกราคม 2569 ตรวจเลย!

มาตรวจผลสลาก N3 งวดวันที่ 17 มกราคม 2569 กันได้เลย! ตรวจเลข 3 ตัวตรง, 3 ตัวสลับหลัก, เลข 2 ตัวตรง และเลขรางวัลพิเศษ พร้อมเงินรางวัลพิเศษต่างๆ ที่นี่ครบจบ

รายงานข่าวผลสลากกินแบ่งรัฐบาลงวดวันที่ 17 มกราคม 2569 รวมถึงผลสลาก N3 ซึ่งเป็นสลากตัวเลขที่ได้รับความนิยมไม่แพ้กัน โดยเฉพาะรางวัลเลขท้าย 2 ตัวที่หลายคนให้ความสนใจ

ผลสลาก N3 งวด 17 มกราคม 2569

ใครที่กำลังรอตรวจหวย ผลสลาก N3 สลากตัวเลขสามหลัก งวดวันที่ 17 มกราคม 2569 มาตรวจรางวัลได้ที่นี่เลยครับ เรารวบรวมมาให้ครบทุกรางวัล ไม่ต้องไปหาจากที่อื่นให้เสียเวลา

เลขรางวัลสามตัวตรง

เลข 3 ตัวตรง 972 รางวัลละ 2,360 บาท

เลขรางวัลสามตัวสลับหลัก

เลข 3 ตัวสลับหลัก 279 729 927 รางวัลละ 439 บาท

เลขรางวัลสองตัวตรง

เลข 2 ตัวตรง 02 รางวัลละ 690 บาท

เลขรางวัลพิเศษ

เลขรางวัลพิเศษ 972000005027 รางวัลละ 511,266 บาท

ผลสลากกินแบ่งรัฐบาล งวด 17 มกราคม 2569 งวดล่าสุด

รางวัลที่ 1
878972

รางวัลเลขหน้า 3 ตัว
299 815

รางวัลเลขท้าย 3 ตัว
662 363

รางวัลเลขท้าย 2 ตัว
02

สำหรับใครที่อยากตรวจผลสลากกินแบ่งรัฐบาลแบบเต็มๆ ทุกรางวัล สามารถ คลิกที่นี่ เพื่อตรวจหวยงวดวันที่ 17 มกราคม 2569 ได้เลยครับ

ทำไมต้องตรวจผลสลาก N3 กับเรา?

เพราะเรารวบรวมข้อมูลที่ถูกต้องและรวดเร็ว ทำให้คุณไม่พลาดทุกการประกาศผลรางวัล นอกจากนี้ เรายังมีข้อมูลสถิติที่น่าสนใจเกี่ยวกับผลสลากย้อนหลัง ให้คุณได้นำไปวิเคราะห์เพื่อเป็นแนวทางในการเสี่ยงโชคครั้งต่อไปอีกด้วย

  • ข้อมูลอัพเดทรวดเร็ว
  • ตรวจผลได้ง่ายและสะดวก
  • มีสถิติผลสลากย้อนหลัง

การเสี่ยงโชคเป็นเรื่องของดวง แต่การมีข้อมูลที่ดีก็ช่วยเพิ่มโอกาสให้คุณได้เช่นกัน อย่าลืมตรวจผลสลาก N3 งวดนี้ และขอให้ทุกท่านโชคดีครับ!

สำหรับงวดหน้า อย่าลืมติดตามข่าวสารผลสลาก N3 กับเราได้ใหม่นะครับ เราจะคอยอัพเดทข้อมูลให้คุณอย่างต่อเนื่องแน่นอน

ที่มา – ไม่พบหัวข้อ

รทสช. ลั่น “ปักษ์ใต้ต้องดีกว่านี้” บุก 14 จังหวัด


“พีระพันธุ์” นำปล่อยคาราวานหาเสียงพรรครวมไทยสร้างชาติ ล่องใต้ 14 จังหวัด ลั่น รถเมล์สาย 6 “ปักษ์ใต้ต้องดีกว่านี้”

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 17 มกราคม 2569 ที่สมาคมชาวปักษ์ใต้ในพระบรมราชูปถัมภ์ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) นายนราพัฒน์ แก้วทอง, พ.อ.เฟื่องวิชชุ์ อนิรุทธเทวา รองหัวหน้าพรรค นายปรากรมศักดิ์ ชุณหะวัณ กรรมการบริหารพรรค น.ส.ศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ และนายอดิศร โพธิ์อ่าน รองโฆษกพรรค รทสช. ร่วมปล่อยขบวนคาราวาน “ปักษ์ใต้ต้องดีกว่านี้” รณรงค์หาเสียงทั่ว 14 จังหวัดภาคใต้ ท่ามกลางบรรยากาศคึกคักของกองเชียร์ที่มารอต้อนรับอย่างเนืองแน่น

โดยนายพีระพันธุ์ กล่าวว่า การปล่อยขบวนคาราวานครั้งนี้เป็นการต่อยอดจากการลงพื้นที่ภาคอีสานที่ได้รับกระแสตอบรับอย่างดีเยี่ยม ซึ่งในการเลือกตั้งครั้งก่อนพรรครวมไทยสร้างชาติได้รับคะแนนนิยมเกือบ 8 แสนคะแนนในภาคอีสานและได้จำนวน สส. เกินความคาดหมาย เนื่องจากประชาชนเชื่อมั่นในนโยบายของพรรค อาทิ นโยบายด้านการเกษตรและสวัสดิการถ้วนหน้า 1,500 บาท ซึ่งตลอด 2 ปีที่ตนเป็น รมว.พลังงานสามารถช่วยประชาชนประหยัดค่าใช้จ่ายได้กว่า 2.7 แสนล้านบาท สามารถตรึงราคาแก๊สไว้ที่ 423 บาท แม้ต้นทุนจะสูงกว่าตอนนี้ แต่ปัจจุบันต้นทุนลดลงเหลือ 20 บาทต่อกิโลกรัม ราคาขายกลับพุ่งสูงขึ้น หากพรรครวมไทยสร้างชาติได้กลับมาบริหารประเทศ ยืนยันว่าสามารถทำให้ราคาแก๊สหุงต้มเหลือเพียง 360 บาทต่อถัง

นายพีระพันธุ์ กล่าวต่อว่า ตนขอย้ำถึงนโยบาย “คุกกลางทะเล” จัดการผู้กระทำผิดขั้นร้ายแรง ซึ่งได้รับความสนใจและเสียงตอบรับอย่างมากจากประชาชนในหลายพื้นที่ นโยบายหาเสียงใครก็พูดได้ แต่สำคัญคือทำได้หรือไม่ และที่สำคัญที่สุดคือ ใครก็ซื้อผมไม่ได้ นอกจากผลประโยชน์ของประชาชน กาเบอร์ 6 จะไม่มีวันผิดหวัง มาร่วมกันแก้วิกฤตประเทศไปด้วยกัน พร้อมกันนี้นายพีระพันธุ์และคณะผู้บริหารพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้ร่วมถ่ายรูปกับ “รถเมล์แห่งความหวัง สาย 6” และบิ๊กไบค์เบอร์ 6 ซึ่งเป็นอีกไฮไลต์ของกิจกรรมในครั้งนี้

สำหรับคาราวานล่องใต้ “ปักษ์ใต้ต้องดีกว่านี้” ขบวนรถจะเริ่มเคลื่อนจากกรุงเทพฯ ณ สมาคมชาวปักษ์ใต้ ในพระบรมราชูปถัมภ์ เข้าสู่จังหวัดชุมพร และกระจายตัวไปทั่ว 14 จังหวัดภาคใต้จนถึงวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2569 โดยมีอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังร่วมขบวนเพื่อสร้างการรับรู้ในกลุ่มคนรุ่นใหม่ในการแก้วิกฤตของประเทศ

ปักษ์ใต้ต้องดีกว่านี้

พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) มุ่งมั่นที่จะพัฒนาภาคใต้ให้ดียิ่งขึ้น ด้วยนโยบายที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ สังคม หรือคุณภาพชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแก้ไขปัญหาปากท้องของประชาชน และยกระดับความเป็นอยู่ให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืน

“ปักษ์ใต้ต้องดีกว่านี้” จริงหรือ?

คำถามนี้คงอยู่ในใจของใครหลายๆ คน รทสช. เชื่อมั่นว่าด้วยความร่วมมือร่วมใจของทุกภาคส่วน เราสามารถทำให้ ปักษ์ใต้ต้องดีกว่านี้ ได้อย่างแน่นอน ด้วยนโยบายที่มุ่งเน้นการพัฒนาอย่างรอบด้าน และการบริหารจัดการที่โปร่งใส ตรวจสอบได้

การปล่อยคาราวานหาเสียงในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นตั้งใจของพรรคที่จะเข้าไปรับฟังปัญหาของพี่น้องชาวใต้ และนำมาแก้ไขอย่างจริงจัง เพื่อให้ภาคใต้มีการพัฒนาที่ยั่งยืน และเป็น “ปักษ์ใต้ต้องดีกว่านี้” อย่างแท้จริง

ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงภาคใต้ให้ดีขึ้น เลือกพรรครวมไทยสร้างชาติ เพื่ออนาคตที่สดใสของ ปักษ์ใต้ต้องดีกว่านี้

ที่มา – รทสช. ปล่อยคาราวานหาเสียงล่องใต้ 14 จังหวัด “พีระพันธุ์” ลั่นรถเมล์สาย 6 “ปักษ์ใต้ต้องดีกว่านี้”

“ลิซ่า” มั่นใจ ค่ายส้มปักธงนครศรีฯ ล้างภาพลักษณ์สีเทา

“ลิซ่า” บุกเมืองคอนลั่นหมดยุคสิ้นมนต์ขลัง “เสาไฟฟ้า” ยันเลือกตั้งรอบนี้เปลี่ยนแปลงแน่ เพื่อล้างภาพลักษณ์เมืองอิทธิพลสีเทาของ “นครศรีธรรมราช”

วันที่ 17 มกราคม 2569 นางสาวภคมน หนุนอนันต์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ลงพื้นที่อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อช่วยรณรงค์หาเสียงให้นายปกรณ์ อารีกุล หรือ “แมน” ผู้สมัคร สส.นครศรีธรรมราช เขต 1 เบอร์ 4 พรรคประชาชน โดยได้รับความสนใจจากประชาชนในพื้นที่อย่างดี

ลิซ่า มั่นใจค่ายส้มปักธงนครศรีฯ ล้างภาพลักษณ์เมืองอิทธิพลสีเทา

นางสาวภคมนแสดงความมั่นใจภายหลังการเดินสายพบปะประชาชนว่า การเลือกตั้งครั้งนี้พื้นที่นครศรีธรรมราช เขต 1 จะเกิดจุดเปลี่ยนครั้งประวัติศาสตร์ จากการสำรวจพื้นที่ซึ่งมีประชากรมากที่สุดในภาคใต้ ยิ่งเดินยิ่งสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน ประชาชนชาวนครศรีธรรมราชตื่นตัวและส่งสัญญาณชัดเจนว่า “ไม่เอาแล้วกับของเดิม” และเชื่อว่าวาทกรรมในอดีตที่ว่า “คนใต้รักใครชอบใคร ส่งเสาไฟฟ้าลงก็ได้รับเลือก” นั้นใช้ไม่ได้อีกต่อไปในยุคปัจจุบัน

ลิซ่า มั่นใจค่ายส้มปักธงนครศรีฯ ล้างภาพลักษณ์เมืองอิทธิพลสีเทา

นางสาวภคมนย้ำว่า คนนครศรีธรรมราชและคนใต้ปรารถนาการเมืองที่โปร่งใส ต้องการนักการเมืองที่กล้าตรวจสอบและกล้าพิทักษ์ผลประโยชน์ของประชาชน ซึ่งพรรคประชาชนได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วจากการทำหน้าที่อย่างเข้มข้นตลอดช่วงที่ผ่านมา ทำให้กระแสตอบรับในพื้นที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งปัญหาเรื้อรังของนครศรีธรรมราชแม้จะเป็นเมืองใหญ่ แต่กลับมีภาพลักษณ์ด้านลบเรื่องอิทธิพลสีเทาและสีดำที่กัดกินสังคม วันนี้จึงมีความจำเป็นต้องส่ง “แมน ปกรณ์” เข้ามาทำหน้าที่ เนื่องจากเป็นบุคคลที่มีเจตจำนงแน่วแน่ที่จะ “ล้มสีเทา-ขัดขวางผลประโยชน์ทับซ้อน” เพื่อคืนศักดิ์ศรีให้คนนครศรีธรรมราช การปักธงที่นครศรีธรรมราชเขต 1 ครั้งนี้ จะเป็นสัญลักษณ์สำคัญว่า ดินแดนด้ามขวานจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ถ้ามีพรรคประชาชนเป็นรัฐบาล

ลิซ่า มั่นใจค่ายส้มปักธงนครศรีฯ ล้างภาพลักษณ์เมืองอิทธิพลสีเทา

“ลิซ่า” มั่นใจ ค่ายส้มปักธงนครศรีฯ ล้างภาพลักษณ์สีเทา

นางสาวภคมน หนุนอนันต์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้แสดงความมั่นใจอย่างยิ่งในการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นนี้ ว่าพรรคของตนจะสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงและล้างภาพลักษณ์เมืองอิทธิพลสีเทาของนครศรีธรรมราชได้สำเร็จ โดยมองว่าประชาชนในพื้นที่เริ่มตื่นตัวและต้องการนักการเมืองที่เข้าไปแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง

ทำไมนครศรีธรรมราชถึงต้องการล้างภาพลักษณ์เมืองอิทธิพลสีเทา?

นครศรีธรรมราชเป็นเมืองใหญ่ที่มีศักยภาพ แต่กลับถูกมองว่าเป็นเมืองที่มีอิทธิพลสีเทาครอบงำ ซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรังที่ส่งผลเสียต่อการพัฒนาและความเป็นอยู่ของประชาชน การมีนักการเมืองที่เข้าไปแก้ไขปัญหาเหล่านี้อย่างตรงจุดจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง

  • ปัญหาอิทธิพลสีเทา: การมีอิทธิพลมืดในพื้นที่ส่งผลให้เกิดความไม่โปร่งใส การทุจริต และการเอารัดเอาเปรียบประชาชน
  • การพัฒนาที่ล่าช้า: ปัญหาเหล่านี้ขัดขวางการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของจังหวัด
  • ความต้องการการเปลี่ยนแปลง: ประชาชนต้องการนักการเมืองที่เข้ามาแก้ไขปัญหาอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม

นางสาวภคมนและพรรคประชาชนจึงมุ่งมั่นที่จะเข้าไปล้างภาพลักษณ์เมืองอิทธิพลสีเทาของนครศรีธรรมราช และสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นอย่างแท้จริง โดยเชื่อมั่นว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นโอกาสสำคัญที่จะทำให้ประชาชนได้เลือกนักการเมืองที่พร้อมจะทำงานเพื่อพวกเขาอย่างแท้จริง

การที่ “ลิซ่า” แห่งพรรคประชาชนออกมาแสดงความมั่นใจในการที่จะเข้ามาล้างภาพลักษณ์เมืองอิทธิพลสีเทาของนครศรีธรรมราช ทำให้เห็นถึงความมุ่งมั่นตั้งใจของพรรคที่จะแก้ไขปัญหาที่เรื้อรังในจังหวัดนี้ และสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นจริง ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าติดตามว่าการเลือกตั้งที่จะมาถึงนี้ จะสามารถเปลี่ยนแปลงนครศรีธรรมราชไปในทิศทางที่ดีขึ้นได้หรือไม่

ที่มา – “ลิซ่า” มั่นใจค่ายส้มปักธงนครศรีฯ ล้างภาพลักษณ์เมืองอิทธิพลสีเทา

เซลติกเล็งยืมตัวอามEnda: ข่าวลือ

เซลติกเล็งยืมตัวอามenda: ข่าวลือ กำลังแพร่สะพัดในวงการฟุตบอล สโมสรดังแห่งสก็อตแลนด์กำลังพิจารณาที่จะยื่นข้อเสนอขอยืมตัว Aurele Amenda กองหลังดาวรุ่งของ Eintracht Frankfurt มาร่วมทีมในช่วงตลาดซื้อขายนักเตะเดือนมกราคมนี้

เซลติกเล็งยืมตัวอามEnda: ข่าวลือ

Aurele Amenda วัย 22 ปี เป็นกองหลังชาวสวิสเซอร์แลนด์ที่ได้รับความสนใจจากหลายสโมสรในยุโรป รวมถึงเซลติกด้วย รายงานข่าวจาก Sky Sports ระบุว่าเซลติกกำลังเตรียมข้อเสนอขอยืมตัว Amenda โดยนักเตะเองก็ต้องการย้ายทีมในเดือนนี้

นอกเหนือจากเซลติกแล้ว ยังมีสโมสรอื่นๆ ที่ให้ความสนใจในตัว Amenda เช่น Lorient, Nice, Torino และ Valencia อย่างไรก็ตาม Amenda ยังมีสัญญากับ Eintracht Frankfurt จนถึงปี 2029 ทำให้การย้ายทีมอาจไม่ง่ายนัก

ขณะเดียวกัน เซลติกยังได้สอบถามถึงความเป็นไปได้ในการคว้าตัว Joel Piroe กองหน้าของ Leeds United มาร่วมทีมด้วย แต่ Leeds United ไม่มีแผนที่จะปล่อย Piroe ออกจากทีมแบบยืมตัว และตัวนักเตะเองก็ต้องการที่จะอยู่กับทีมต่อไป

ข่าวคราวอื่นๆ ในวงการฟุตบอล

นอกจากข่าวการย้ายทีมของเซลติกแล้ว ยังมีข่าวอื่นๆ ที่น่าสนใจในวงการฟุตบอล เช่น Le Harve ชนะการแข่งขันในการคว้าตัว Lucas Gourna-Douath เป้าหมายของ Rangers จาก Red Bull Salzburg

Borussia Monchengladbach เข้าร่วมการแข่งขันกับหลายสโมสรในการคว้าตัว Dan Neil ของ Sunderland โดยมี Rangers ให้ความสนใจในตัวกองกลางรายนี้เช่นกัน

บริษัทรับพนันชั้นนำระงับการเดิมพันระหว่างเกม Scottish Cup ระหว่าง Auchinleck Talbot และเซลติก เนื่องจากมีความกังวลเกี่ยวกับกิจกรรมที่น่าสงสัยเกี่ยวกับการเดิมพันใบแดงและใบเหลือง

สถานการณ์การซื้อขายนักเตะของเซลติกยังคงมีความไม่แน่นอน แต่การที่พวกเขาสนใจ Aurele Amenda แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะเสริมความแข็งแกร่งในแนวรับ การยืมตัว Amenda อาจเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับเซลติกในการเพิ่มคุณภาพให้กับทีมโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายมากนัก อย่างไรก็ตาม พวกเขาจะต้องเผชิญหน้ากับการแข่งขันจากสโมสรอื่นๆ ที่สนใจในตัวนักเตะรายนี้ด้วย

ข่าวลือเรื่อง เซลติกเล็งยืมตัวอามEnda: ข่าวลือ แสดงให้เห็นถึงความเคลื่อนไหวในตลาดซื้อขายนักเตะที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว แฟนบอลของเซลติกคงต้องติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดเพื่อดูว่าสโมสรจะสามารถคว้าตัวนักเตะเป้าหมายมาร่วมทีมได้หรือไม่

ที่มา – Celtic consider loan approach for Amenda – gossip

จับแล้ว! มือยิง “มาดามปัท” ให้การปฏิเสธ


ความคืบหน้าคดีสะเทือนขวัญ จับแล้ว! มือยิง “มาดามปัท” อดีตท้าวแชร์ชื่อดัง ที่ถูกยิงเสียชีวิตอย่างอุกอาจบนถนนในจังหวัดพัทลุง ล่าสุดตำรวจได้ทำการจับกุมผู้ต้องสงสัย แต่เบื้องต้นผู้ต้องหายังคงให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา

จับแล้ว! มือยิง “มาดามปัท” ให้การปฏิเสธ

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อช่วงเช้ามืดของวันที่ 9 มกราคม 2569 เมื่อนางสาวปัทมา หรือ “มาดามปัท” อายุ 39 ปี ลูกจ้างเขียงหมูและอดีตเจ้าของท้าวแชร์ ถูกคนร้ายใช้อาวุธปืน 9 มม. ตามประกบยิงจนเสียชีวิต บนถนนสาย กรป.-ควนเคี่ยม หมู่ 2 บ้านควนต้นบก ต.ป่าบอน อ.ป่าบอน จ.พัทลุง สร้างความตกตะลึงและสะเทือนใจให้กับผู้คนในพื้นที่เป็นอย่างมาก

หลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เร่งสืบสวนสอบสวนเพื่อติดตามตัวคนร้ายมาดำเนินคดีโดยเร็วที่สุด กระทั่งล่าสุด เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2569 พ.ต.อ.ยุทธศักดิ์ เอี่ยมสุนทร ผกก.สส.ภ.จว.พัทลุง พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดกองกำกับการสืบสวนสอบสวน ตำรวจภูธรจังหวัดพัทลุง ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน สภ.ป่าบอน ได้นำหมายศาลพัทลุงเข้าจับกุม นายสมศักดิ์ ปรารถนา อายุ 39 ปี ที่หน้าบ้านพักในพื้นที่ ม.8 ต.วังใหม่ อ.ป่าบอน จว.พัทลุง ในข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา, มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะ โดยไม่ได้รับอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัวและไม่มีเหตุจำเป็นเร่งด่วนตามสมควรแห่งพฤติการณ์

ถึงแม้ว่านายสมศักดิ์จะให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจยืนยันว่ามีพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ที่เชื่อมโยงไปยังตัวผู้ต้องหา จนสามารถขออนุมัติศาลออกหมายจับได้ในที่สุด

พยานหลักฐานสำคัญที่นำไปสู่การ จับแล้ว! มือยิง “มาดามปัท”

  • หลักฐานจากกล้องวงจรปิดในบริเวณใกล้เคียง
  • พยานที่เห็นเหตุการณ์
  • ผลตรวจทางนิติวิทยาศาสตร์ที่เชื่อมโยงผู้ต้องหากับอาวุธปืนที่ใช้ก่อเหตุ

คดีนี้ได้รับความสนใจจากประชาชนเป็นจำนวนมาก เนื่องจากผู้เสียชีวิตเป็นที่รู้จักในฐานะอดีตเจ้าของท้าวแชร์ และมีประเด็นความขัดแย้งทางธุรกิจเข้ามาเกี่ยวข้อง ทำให้การสืบสวนสอบสวนเป็นไปอย่างรอบคอบและรัดกุม

การจับกุมผู้ต้องสงสัยในคดี จับแล้ว! มือยิง “มาดามปัท” ในครั้งนี้ ถือเป็นความคืบหน้าสำคัญในการคลี่คลายคดี และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่ากระบวนการยุติธรรมจะสามารถนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษได้ในที่สุด อย่างไรก็ตาม การที่ผู้ต้องหายังคงให้การปฏิเสธ ทำให้การสืบสวนสอบสวนยังคงต้องดำเนินต่อไป เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานให้แน่นหนามากยิ่งขึ้น

การเสียชีวิตของ “มาดามปัท” เป็นอุทาหรณ์เตือนใจให้ทุกคนใช้ชีวิตด้วยความระมัดระวัง และหลีกเลี่ยงความขัดแย้งที่อาจนำไปสู่ความรุนแรงได้

ที่มา – จับแล้ว มือยิง “มาดามปัท” เสียชีวิตคาถนน เบื้องต้นเจ้าตัวยังให้การปฏิเสธ

ป้าเปิดใจ! **เหยื่อเครนถล่มทับรถไฟ** สูญเสียสามี


จากเหตุการณ์สุดสะเทือนใจ เครนถล่มทับรถไฟ ทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ หนึ่งในนั้นคือ “ป้าแต๋ว” ที่ต้องสูญเสียสามีชาวเยอรมันไปต่อหน้าต่อตา วันนี้เราจะมาเปิดใจ เหยื่อเครนถล่มทับรถไฟ ถึงนาทีชีวิตที่เกิดขึ้น

เหยื่อเครนถล่มทับรถไฟ เปิดใจเล่านาทีชีวิต

เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2569 ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปยังบ้านสระใหญ่ ต.หนองขวาว อ.ศีขรภูมิ จ.สุรินทร์ เพื่อพบกับ นางแต๋ว ไอเมอร์ เทนบริง อายุ 63 ปี หนึ่งในผู้บาดเจ็บจากเหตุการณ์เครนก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงถล่มทับรถด่วนพิเศษ กรุงเทพฯ-อุบลราชธานี ซึ่งเหตุการณ์นี้ได้คร่าชีวิตสามีชาวเยอรมันของเธอ นายเฟดิก ไอเมอร์ เทนบริง

นางแต๋วเล่าด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า ตอนนี้เธอพักรักษาตัวอยู่ที่บ้าน มีผู้ใหญ่บ้านและเพื่อนบ้านแวะเวียนมาให้กำลังใจอยู่เสมอ ส่วนร่างของสามียังต้องรอให้ลูกสาวเดินทางมาจากเยอรมนีเพื่อตรวจ DNA ยืนยันตัวตน ก่อนจะนำไปประกอบพิธีกรรมทางศาสนา

นาทีชีวิตที่ต้องสูญเสีย

“ตอนเกิดเหตุ ได้ยินเสียงดังมาก ตอนแรกตกใจ นึกว่าเขมรยิงระเบิดใส่รถไฟ พอมองไปที่สามี เห็นนอนหงาย เท้าชี้ฟ้า มีเศษเหล็กทับอยู่” นางแต๋วกล่าว “ตอนนั้นทำอะไรไม่ได้เลย จะเข้าไปช่วยก็ไม่ได้ ได้แต่ตะโกนเรียกให้คนช่วย”

เธอเล่าต่อว่า พยายามตะเกียกตะกายออกมาจากรถไฟเพื่อขอความช่วยเหลือ แต่เจ้าหน้าที่ห้ามไว้เพราะกลัวจะเกิดอุบัติเหตุซ้ำซ้อน ได้แต่ตะโกนบอกว่าเป็นสามีของตน เจ้าหน้าที่จึงเข้าช่วยเหลือ

อาการบาดเจ็บของนางแต๋วดีขึ้นบ้างแล้ว แต่ยังมีรอยฟกช้ำตามร่างกาย ทั้งที่หน้าผาก เบ้าตา ริมฝีปาก และท้อง ซึ่งเกิดจากการกระแทกกับสิ่งของต่างๆ

นางแต๋วได้ติดต่อลูกสาวที่เยอรมนีให้เดินทางมาประเทศไทยเพื่อตรวจ DNA ยืนยันตัวตนของสามี คาดว่าจะเดินทางมาถึงในวันที่ 25 มกราคม 2569 และจะสามารถรับศพได้ในช่วงปลายเดือน จากนั้นจะนำไปบำเพ็ญกุศลตามศาสนาพุทธที่บ้านเกิดของเธอในจังหวัดสุรินทร์

“สามีสั่งเสียไว้ว่า ถ้าเป็นอะไรไป ไม่ต้องนำศพกลับเยอรมนี ให้ทำบุญตามศาสนาพุทธ ภรรยาทำแบบไหนก็จะทำตามแบบนั้น” นางแต๋วกล่าว “เขารักประเทศไทยมาก” หลังเสร็จพิธี นางแต๋วจะเดินทางกลับเยอรมนีเพื่อไปอยู่กับลูกสาว

ป้าแต๋วยังเล่าให้ฟังด้วยว่า หลังจากกลับมาถึงบ้านที่สุรินทร์ ในช่วงกลางคืนที่นอนหลับนั้น รู้สึกผวา ได้ยินเสียงดังที่หน้าประตูบ้าน คิดว่ามีคนมาอยู่ ได้ยินเสียงคล้ายลมหายใจซูดซาดๆ แต่เมื่อออกมาดูก็ไม่พบใคร จึงคิดว่าเป็นวิญญาณของสามี เหตุการณ์ครั้งนี้ยังคงติดตาตรึงใจ ทำให้เธอไม่สามารถลืมภาพสามีในขณะเกิดอุบัติเหตุได้เลย

เรื่องราวของเหยื่อเครนถล่มทับรถไฟรายนี้ เป็นอุทาหรณ์เตือนใจให้เราเห็นถึงความไม่แน่นอนของชีวิต และความสำคัญของการใช้ชีวิตอย่างมีสติ

ที่มา – เหยื่อเครนถล่มทับรถไฟ เปิดใจเล่านาทีเกิดเหตุ ต้องสูญเสียสามีชาวเยอรมันไปต่อหน้า

“ยศชนัน” ขอโอกาสเปลี่ยนชลบุรี: โอกาสมาถึงแล้ว!

“ยศชนัน” ขอโอกาสเปลี่ยนชลบุรี

“ยศชนัน” ขอโอกาสเปลี่ยนชลบุรี ไม่ห่วงบ้านใหญ่ อยู่ที่ใครชนะใจประชาชน ปัดมีดีลลับ 3 พรรคใหญ่ บอกต้องฟังผลเลือกตั้ง

เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 17 มกราคม 2569 ที่ จ.ชลบุรี นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการลงพื้นที่หาเสียง จ.ชลบุรี ทำอย่างไรให้ได้ สส. มากกว่าการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาว่า เรื่องนโยบายเป็นสิ่งสำคัญ มีเรื่องแก้มลพิษ เรื่องทะเล การประมง รวมถึง ทุนเทา ซึ่งผู้สมัครทำการบ้านอย่างดีและลงพื้นที่ต่อเนื่อง วันนี้ดีใจที่หลายคนตอบรับและพูดถึงนโยบายได้ เมื่อถามว่าชลบุรีการแข่งขันเข้มข้นและวันนี้บ้านใหญ่ไม่ได้อยู่เพื่อไทยกังวลหรือไม่ นายยศชนัน กล่าวว่า ผู้สมัครของเราอยู่และทำพื้นที่ตลอด มองว่าเรื่องบ้านใหญ่ไม่ได้ดีแล้ว สิ่งสำคัญคือใครสามารถชนะใจประชาชนคำตอบคือคนทำงานต่อเนื่องและมีประสบการณ์ เรื่องการท่องเที่ยวก็มีส่วนหนึ่งการเลือกตั้งครั้งนี้เราชูเรื่องนี้ โดยการนำนักท่องเที่ยวเข้ามาต้องพร้อมกับการฟื้นฟูทะเลและอากาศสะอาด เราสื่อสารไปชัดเจน ส่วนตั้งเป้าหมายสส.ไว้เท่าไหร่นั้นไปที่ไหนตนตั้งเต็มหมดที่เมืองชลก็ขอสัก 10 เขต

ยศชนัน

เมื่อถามว่ามีการออกมาเปิดเผยว่ามีดีลระหว่าง 3 พรรคการเมืองใหญ่ ซึ่งมีพรรคเพื่อไทยด้วย นายยศชนันกล่าวว่า ไม่น่ามีและวันนี้ตนก็ลงพื้นที่ ขอเรียนว่าไม่มี สิ่งสำคัญคือประชาชนต้องรู้เท่าทันเพราะการเลือกตั้งต้องฟังเสียงประชาชน ไม่มีใครดีลได้ถ้าประชาชนไม่เลือกเข้ามา เมื่อถามอีกว่าคนที่ออกมาตั้งข้อสังเกตบอกว่าความขัดแย้งที่เห็นเป็นเพียงการจัดฉากเบื้องหน้าเพื่อหวังผลประโยชน์ในอนาคต นายยศชนัน ตอบว่า โชคดีที่เราไม่มีความขัดแย้ง พรรคเพื่อไทยสืบเนื่องจากการทำนโยบายให้ดี จากการลงพื้นที่ฟังเสียงประชาชนและผู้ดำเนินการของเราเป็นสิ่งที่เราสื่อสาร

ยศชนัน

ยศชนัน

จากนั้นเวลา 11.30 น. นายยศชนัน ขึ้นรถแห่เพื่อช่วยนายคงพัชร ไขรัศมี ผู้สมัคร สส. เขต 2 จ.ชลบุรี หาเสียง และเดินทางไปสักการะองค์พระพุทธสิหิงค์ ที่หอพระพุทธสิหิงค์ อ.เมือง จ.ชลบุรี เพื่อความเป็นสิริมงคล โดยระหว่างที่นายยศชนันอยู่บนรถแห่ ได้กล่าวปราศรัยว่า วันนี้มาเพื่อตอกย้ำว่าชลบุรีเปลี่ยนแปลงได้ พรรคเพื่อไทยจะทำเต็มที่เพื่อเปลี่ยนแปลงชลบุรี สร้างรายได้ ลดรายจ่าย ขยายโอกาส ให้กับพ่อแม่พี่น้องทุกท่าน วันนี้ 8 กุมภาพันธ์ นี้ ขอเลือกคนคุณภาพ ขอแรงชาวชลบุรี เลือกทั้งคนเลือกทั้งพรรค “ยศชนัน” ขอโอกาสเปลี่ยนชลบุรี

ยศชนัน

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า ระหว่างทางมีประชาชนโบกมือให้ และเมื่อรถแห่ได้ขับผ่านโรงเรียนอนุบาลชลบุรี ซึ่งเป็นโรงเรียนที่นายยศชนัน เคยเรียน นายยศชนัน ได้กล่าวช่วงหนึ่งว่า “นี่คือโรงเรียนเก่าของผม ผมเรียนที่นี่แหละ” จากนั้นนายยศชนัน ได้ไปเยี่ยมชมและทักทายประชาชนที่งานพฤกษาตะวันออก the train of happiness ครั้งที่ 18 ที่สนามหน้าศาลากลางจังหวัดชลบุรี ซึ่งมีประชาชนที่มาเดินร่วมงานได้เข้ามาขอถ่ายรูป

ทำไมต้อง “ยศชนัน” ขอโอกาสเปลี่ยนชลบุรี?

การที่นายยศชนันลงพื้นที่ชลบุรีอย่างต่อเนื่อง แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงที่จะพัฒนาจังหวัดนี้ นโยบายที่เน้นการแก้ไขปัญหามลพิษ การฟื้นฟูทะเล และการส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ล้วนเป็นสิ่งที่ตอบโจทย์ความต้องการของชาวชลบุรี

การที่นายยศชนันเน้นย้ำถึงความสำคัญของการทำงานต่อเนื่องและการมีประสบการณ์ เป็นการตอกย้ำว่าการเปลี่ยนแปลงไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ต้องอาศัยความมุ่งมั่นและความเข้าใจในปัญหาอย่างแท้จริง การที่พรรคเพื่อไทยให้ความสำคัญกับการรับฟังเสียงของประชาชน เป็นสัญญาณที่ดีว่าการพัฒนาชลบุรีจะเป็นไปในทิศทางที่ตอบสนองความต้องการของคนในพื้นที่อย่างแท้จริง

โอกาสในการเปลี่ยนแปลงชลบุรีมาถึงแล้ว อย่าปล่อยให้หลุดมือ!

เสียงของท่านมีความหมาย ร่วมกันสร้างชลบุรีที่ดีกว่าเดิม

“ยศชนัน” ขอโอกาสเปลี่ยนชลบุรี มุ่งมั่นพัฒนาจังหวัดชลบุรีให้ก้าวหน้าอย่างยั่งยืน

ที่มา – “ยศชนัน” ขอโอกาสเปลี่ยนชลบุรี ไม่ห่วงบ้านใหญ่ อยู่ที่ใครชนะใจประชาชน ปัดมีดีลลับ 3 พรรคใหญ่

กกต.ออกระเบียบ! **ออกเสียงประชามติ คัดค้านได้**

**ออกเสียงประชามติ คัดค้านได้** ภายใน 48 ชั่วโมง!

กกต. ออกระเบียบใหม่เกี่ยวกับการคัดค้านการออกเสียงประชามติ โดยเปิดโอกาสให้ผู้มีสิทธิออกเสียงในแต่ละหน่วย สามารถยื่นร้องคัดค้านผลการออกเสียงต่อ กกต. จังหวัด หรือเอกอัครราชทูตได้ ภายใน 48 ชั่วโมงหลังการลงคะแนน หากคำร้องมีมูล กกต. จะใช้เวลาในการตรวจสอบ 12-18 วัน ก่อนที่จะมีคำวินิจฉัยชี้ขาด

เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2569 ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้ง ว่าด้วยการคัดค้านการออกเสียงประชามติ พ.ศ. 2569 ซึ่งให้อำนาจแก่คณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัด (กกต.จังหวัด) สถานเอกอัครราชทูต และสถานกงสุลใหญ่ ในการแต่งตั้งคณะกรรมการไต่สวนคำคัดค้านการออกเสียงประชามติในหน่วยออกเสียงประชามติที่อยู่ในเขตพื้นที่รับผิดชอบของแต่ละหน่วยงาน

สถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่มีหน้าที่รับผิดชอบในการจัดการออกเสียงประชามติ ก่อนวันออกเสียงประชามติ คณะกรรมการไต่สวนฯ จะประกอบด้วยประธานกรรมการไต่สวนฯ และกรรมการไต่สวนฯ อย่างน้อย 2 คน มีอำนาจหน้าที่ในการไต่สวนข้อเท็จจริง หากมีคำคัดค้าน หรือปรากฏว่าการออกเสียงไม่ได้เป็นไปด้วยความสุจริตและเที่ยงธรรม รวมถึงการสอบสวน ตรวจค้น รวบรวมพยานหลักฐาน วินิจฉัยชี้ขาด และเสนอให้มีการเปิดหีบนับคะแนนออกเสียงใหม่ ทั้งนี้ คณะกรรมการไต่สวนฯ จะต้องสรุปสำนวนให้เสร็จสิ้นภายใน 12 วัน หากยังไม่แล้วเสร็จ สามารถขอขยายเวลาไต่สวนได้อีก 2 ครั้ง ครั้งละ 3 วัน

ใครมีสิทธิคัดค้านผลการออกเสียงประชามติ?

ระเบียบ กกต. ฉบับดังกล่าว ยังกำหนดว่า ผู้ที่มีสิทธิร้องคัดค้านผลการออกเสียงประชามติ จะต้องเป็นผู้มีสิทธิออกเสียงในหน่วยออกเสียงที่จะยื่นคัดค้าน โดยจะต้องยื่นคำคัดค้านต่อ ผอ.กกต.จังหวัด หรือ เอกอัครราชทูตในแต่ละประเทศด้วยตนเอง หรือมอบอำนาจให้ผู้อื่นดำเนินการแทน ภายใน 48 ชั่วโมง นับแต่การลงคะแนนออกเสียงประชามติสิ้นสุด หรือ ยื่นคำร้องคัดค้านมาที่สำนักงาน กกต. แทนได้ ในกรณีที่เป็นการออกเสียงนอกราชอาณาจักร

ผอ.กกต.จังหวัด หรือ เอกอัครราชทูต ต้องพิจารณาสั่งรับหรือไม่รับคำคัดค้าน ให้แล้วเสร็จภายในวันที่รับคำคัดค้าน เว้นแต่คำค้านไม่สมบูรณ์ ผู้ร้องคัดค้านจะต้องแก้ไขเพิ่มเติมภายในระยะเวลาไม่เกิน 1 วัน และเมื่อคณะกรรมการไต่สวนฯ สรุปสำนวนเสร็จ ให้รายงานผลการไต่สวนให้ กกต. พิจารณาโดยเร็ว ส่วนกรณีผลการไต่สวนคำคัดค้านการออกเสียงนอกราชอาณาจักร ให้เอกอัครราชทูตส่งผลการไต่สวนผ่านปลัดกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อส่งต่อให้ กกต. ดำเนินการพิจารณาต่อไป

ระเบียบนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความโปร่งใสและความเป็นธรรมในการออกเสียงประชามติ การเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถยื่นคัดค้านผลการออกเสียงได้ภายในระยะเวลาที่กำหนด และมีกระบวนการตรวจสอบที่ชัดเจน จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นในกระบวนการประชาธิปไตย และทำให้ผลการออกเสียงประชามติเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย

การที่ กกต. กำหนดระยะเวลาในการดำเนินการสอบสวนที่ชัดเจน จะช่วยให้กระบวนการเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ลดโอกาสในการเกิดความล่าช้าหรือข้อสงสัยที่อาจเกิดขึ้น

สรุปสาระสำคัญ:

  • ผู้มีสิทธิออกเสียงในหน่วยเลือกตั้ง สามารถยื่นคัดค้านผลการออกเสียง หากสงสัยในความโปร่งใส
  • ยื่นคัดค้านได้ที่ กกต.จังหวัด หรือสถานทูต ภายใน 48 ชั่วโมงหลังปิดหีบ
  • กกต. จะพิจารณาคำร้องภายใน 12-18 วัน

การประกาศใช้ระเบียบนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ กกต. ในการจัดการออกเสียงประชามติ ที่โปร่งใส เป็นธรรม และสามารถตรวจสอบได้ การที่ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบความถูกต้องของการออกเสียง จะช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับระบอบประชาธิปไตยของประเทศ

ที่มา – ออกเสียงประชามติ กกต.ออกระเบียบยื่นคัดค้านได้ภายใน 48 ชม. ใช้เวลาสอบ 12-18 วัน