วัน: 13 กุมภาพันธ์ 2026

แฟนบอลโห่ทีมตัวเองบ่อยขึ้นหรือไม่

แฟนบอลโห่ทีมตัวเองบ่อยขึ้นหรือไม่

การโห่ในฟุตบอลเป็นส่วนหนึ่งที่ยอมรับได้ของเกมกีฬานี้ มันมีมาตั้งแต่สมัยโบราณ เหมือนกับการดื่มเบียร์ก่อนเกมและกินพายครึ่งเวลา

สำหรับนักเตะและกรรมการการโห่คือสิ่งที่พวกเขาคาดหวังไว้ในอาชีพ แต่แฟนบอลโห่ทีมตัวเองบ่อยขึ้นหรือไม่? และถ้าใช่ เหตุผลคืออะไร?

ฤดูกาลนี้เรเห็นตัวอย่างเด่นๆ ในพรีเมียร์ลีก โดยเฉพาะโธมัส แฟรงก์ที่ถูกแฟนสเปอร์สโห่ ก่อนถูกไล่ออก เขาถูกโห่จากแฟนเจ้าบ้านอีกครั้งในเกมแพ้ニューカสเซิล 2-1

ท็อตแน่มชนะแค่ 2 จาก 17 นัดล่าสุด แฟรงก์ยอมรับว่าเข้าใจความหงุดหงิดของแฟน “ผมเข้าใจความหงุดหงิด สิ่งที่ง่ายที่สุดคือชี้มาที่ผม”

แฟรงก์ไม่ใช่คนเดียว อาร์นี สล็อตและนักเตะลิเวอร์พูลถูกโห่จากแฟนบางส่วน เช่นกัน ไม่ใช่แค่พรีเมียร์ลีก ในวูเมนส์ ซูเปอร์ลีก ไบรอัน โซเรนเซ่นถูกโห่จากแฟนเอฟเวอร์ตัน จนถูกไล่ออก

นักเตะสังเกตเห็นไหม และมันสำคัญหรือ?

เวย์น รูนีย์ ที่เคยวิจารณ์แฟนอังกฤษปี 2010 จำการถูกโห่ได้ดี “มันมีมาตลอด แฟนมีสิทธิ์แสดงความเห็น บางครั้งเชียร์ บางครั้งต่อต้าน”

“ตอนนี้มันเด่นชัดขึ้นเพราะกล้องทีวี โซเชียลมีเดีย และมือถือถ่ายจากอัฒจันทร์ ถ้านักเตะหรือครอบครัวถูกด่ามันเป็นปัญหา แต่โดยทั่วไปการโห่โอเค”

โจ ฮาร์ทเห็นด้วย “ถูกโห่จากแฟนเยือนเป็นเรื่องปกติ ผมเคยถูกโห่จากแฟนบ้านบ้าง ถ้าถูกโห่แปลว่าผมทำผิด!”

ทั้งคู่คิดว่ามันมีมาตลอด แต่กระทบไหม? “ตอนนั้นอาจกระทบ แต่ไม่มีแผลเป็น ผมโฟกัสที่เกม ไม่ว่าจะปรบมือหรือโห่”

แดนนี่ เมอร์ฟี่ อดีตมิดฟิลด์ลิเวอร์พูล สเปอร์ส ฟูแล่ม บอก “ที่ฟูแล่มตอนหนีตกชั้นมีโห่เยอะ ต้องมองเป็นความท้าทาย อย่าให้มันทำให้กลัว”

“เราชอบตอนแฟนร้องชื่อหลังยิงประตู แต่ต้องรับทั้งสองด้าน”

แฟนบอลโห่ทีมตัวเองบ่อยขึ้นหรือไม่

วิทยาศาสตร์เบื้องหลังการโห่

ทำไมเราถึงโห่? คำตอบจากวิวัฒนาการมนุษย์นับพันปี สตีเฟ่น สมิธ ประธานสมาคมจิตวิทยากีฬาอังกฤษ บอก “เราคิดว่าตัวเองมีเหตุผล แต่ 85-90% การตัดสินใจมาจากอารมณ์”

“การโห่คือเสียงทุ้มสั่นกระดูก เหมือนสัตว์ล่าเหยื่อ มันกระทบ DNA อารมณ์แพร่กระจายในฝูง เพียง 1-2 คนเริ่ม แฟนคนอื่นตามเพราะอยากอยู่ในกลุ่ม”

สมิธคิดว่าความสัมพันธ์สโมสร-แฟนเปลี่ยนไป “ก่อนหน้านี้มีสัญญาจิตวิทยา แฟนสวมสีเชียร์ทีม แต่สโมสรไม่เอาเปรียบราคาตั๋ว ตอนนี้สโมสรเห็นแฟนเป็นลูกค้า สนใจแต่เงิน ไม่ใช่ความภักดี”

มุมมองแฟนบอล

การโห่ทีมตัวเองสมเหตุสมผลไหม? แฟนสเปอร์ส อลี สปีชลี่ บอกไม่เคยโห่ผู้จัดการ แต่เข้าใจ “มันสัมพันธ์กับราคาตั๋ว แพงแล้วไม่พอใจ รู้สึกมีสิทธิ์แสดงออกเหมือนลูกค้า”

ดาร์เรน ฮาร์วี่ย์ แฟนสเปอร์ส บอกจะโห่ถ้าทีมแย่ต่อเนื่อง “ถ้าส่วนใหญ่โห่แล้วเห็นด้วย ผมตาม บางทีมันสนุกในกลุ่ม แล้วค่อยคิดทีหลัง”

แฟนแมนยูไม่เห็นด้วย “ได้ยินโห่ที่อาร์เซนอลหลังแพ้แมนยู แฟนนั้นขี้เกียจ ต้องอยู่เคียงข้างเสมอ”

แฟนนิรนามบอกแอลกอฮอล์และยาเสพติดมีส่วน “ก่อนเกมเมา แล้วไม่สนภาพลักษณ์ ผมเห็นคนสูบโคเคนตอนยูโรไฟนอล”

สื่อและผลกระทบ

สื่อกระแสหลักอย่างบีบีซีช่วยขยายการโห่ ในกรณีแฟรงก์มันเป็นข่าว โซเชียลมีเดียด้วย อินฟลูเอนเซอร์แพร่ความ負

สปีชลี่บอก “โซเชียลคน負ได้ไลค์เยอะ แฟนอ่านแล้วโกรธ เข้าสนามพร้อมระเบิด”

การโห่แย่ลงจริงไหม?

ยากพิสูจน์ว่าแฟนบอลโห่ทีมตัวเองบ่อยขึ้นหรือไม่ เทียบรุ่นก่อน สื่อมากขึ้นทำให้พูดถึงมาก แต่เมอร์ฟี่สรุป “ในโลกในมโน การโห่กระทบผลงาน แต่แฟนบอลรักฟุตบอลต่างหากที่ทำให้เกมยิ่งใหญ่”

คุณคิดยังไงกับแฟนบอลโห่ทีมตัวเองบ่อยขึ้นหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามข่าวฟุตบอลเพิ่มเติม!

ที่มา – ไม่พบหัวข้อ

ชัดเจนแล้ว เพื่อไทย เตรียมไปคุยตั้งรัฐบาลกับ “อนุทิน”

หลังจากผลการเลือกตั้งชัดเจนแล้ว เพื่อไทย เตรียมไปคุยตั้งรัฐบาลกับ “อนุทิน” บ่ายสองโมงครึ่งวันนี้ พรรคเพื่อไทยกำลังเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว แม้จะแพ้เลือกตั้งครั้งนี้ แต่ทีมแกนนำไม่ยอมแพ้ พร้อมถอดบทเรียนและเดินหน้าต่อ วันนี้เรามีรายละเอียดมาอัปเดตให้ฟังแบบเป็นกันเองเลยนะ

ชัดเจนแล้ว เพื่อไทย เตรียมไปคุยตั้งรัฐบาลกับ “อนุทิน” บ่ายสองโมงครึ่งวันนี้

วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 พรรคเพื่อไทยจัดการประชุม ส.ส. นัดแรกหลังเลือกตั้งเสร็จสิ้น บรรยากาศเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น แม้ผลจะไม่เป็นอย่างที่หวัง แต่ทุกคนพร้อมลุยต่อ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย นายภูมิธรรม เวชยชัย และนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ เดินทางมาด้วยรอยยิ้ม กำลังใจเพียบ ยศชนันยังให้สัมภาษณ์สั้นๆ ว่า “วันนี้มาให้กำลังใจทีมงานและนักข่าวด้วย” สุดอบอุ่นเลยใช่มั้ยล่ะ

ก่อนเข้าประชุม นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้อำนวยการการเลือกตั้ง ปฏิเสธข่าวลือเรื่อง ส.ส. กลุ่ม 30 คนจะไปร่วมรัฐบาลกับภูมิใจไทย ยืนยันชัดว่า “ไม่มี ไม่จริง” ทำให้แฟนเพื่อไทยโล่งใจไปตามๆ กัน

ยศชนัน ลั่นไม่ทิ้งเพื่อไทย จนกว่าชัยชนะจะเป็นของประชาชน

ในที่ประชุม ยศชนัน ในฐานะตัวแทนแคนดิเดตนายกฯ พูดถึงบทบาทต่อไปแบบสุดซึ้ง “ขอบคุณทุกคะแนนเสียงจากประชาชน ทุกเสียงมีความหมาย ไม่มีวันหายไป” เขายืนยันว่าจะไม่ทิ้งพรรค เดินหน้าร่วมกับทุกคนและประชาชน จนกว่าจะชนะอย่างแท้จริง

ยศชนันเน้น 2 ข้อใหญ่:

  • ต่อสู้ทุจริต: การแพ้แบบสุจริตยอมรับได้ แต่ทุจริตต้องไม่ปล่อยผ่าน ต้องทำให้ชัดเจน
  • ถอดบทเรียน: รวบรวมข้อมูลจากทุกพื้นที่ เพื่อวิเคราะห์สาเหตุและกลับมาแรงกว่าเดิม หากสุจริต จะลงพื้นที่ทันที

“การเลือกตั้งไม่ใช่แค่ ส.ส. เท่านั้น เพื่อไทยยังมีอีกหลายสนามตลอดปี ผมปวารณาตัวว่าจะไม่ไปไหน หากทุกคนยังยืนด้วยกัน” คำพูดนี้ทำให้ ส.ส. และทีมงานน้ำตาซึมเลยนะ สุดยอดมาก!

หลังจบคำปราศรัย พรรคปล่อยเพลง “เพื่อไทยไม่มีวันตาย” เพลงให้กำลังใจสุดมันส์ เนื้อเพลงบอกว่า แพ้ก็ไม่ตาย ล้มก็ลุกได้ เหมาะกับสถานการณ์เป๊ะ

ยกขันหมากไปคุยจัดตั้งรัฐบาลกับอนุทิน

บ่ายนั้น เวลา 12.35 น. นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาฯพรรค ร่วมด้วยนายสุริยะและนายภูมิธรรม แถลงข่าวหลังประชุม พวกเขาจะไปพรรคภูมิใจไทย เวลา 14.30 น. ตามคำเชิญของอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าภูมิใจไทย

ประเสริฐชี้แจงว่า ประชุมเช้าสรุปบทเรียน รับฟังความเห็น รักษาอุดมการณ์เพื่อประชาชนต่อไป ขอให้ กกต. ชี้แจงประเด็นบัตรเลือกตั้งและ QR Code ให้โปร่งใส

จุดยืนเพื่อไทยชัด: รับฟังประชาชน ไม่มีเงื่อนไขผูกมัดพรรคไหน ไปคุยเพื่อประโยชน์ประเทศสูงสุด ไปรับฟังข้อเสนอแบบให้เกียรติ ไม่ได้เอาเงื่อนไขไป

ชัดเจนแล้ว เพื่อไทย เตรียมไปคุยตั้งรัฐบาลกับ “อนุทิน” บ่ายสองโมงครึ่งวันนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญของการเมืองไทยหลังเลือกตั้ง สะท้อนความยืดหยุ่นและมุ่งมั่นของเพื่อไทย แม้แพ้แต่ไม่ย่อท้อ ถอดบทเรียนดีๆ รอชัยชนะครั้งหน้า

คุณคิดยังไงกับการเคลื่อนไหวครั้งนี้? เพื่อไทยจะได้อะไรจากการคุยกับภูมิใจไทยบ้าง คอมเมนต์บอกกันหน่อยนะ แล้วอย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ อ่านด้วย!

สุดท้ายนี้ การเมืองไทยกำลังเข้มข้น ติดตามอัปเดตต่อไป เพราะชัยชนะที่แท้จริงคือของประชาชน

ที่มา – ชัดเจนแล้ว เพื่อไทย เตรียมไปคุยตั้งรัฐบาลกับ “อนุทิน” บ่ายสองโมงครึ่งวันนี้

กกต.อย่าเงียบ “วิโรจน์” ฉะปมคิวอาร์โค้ด บาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง

ในประเด็นร้อนของการเลือกตั้งที่กำลังเป็นที่ถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง กกต.อย่าเงียบ “วิโรจน์” ฉะปมคิวอาร์โค้ด บาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง ได้กลายเป็นหัวข้อหลักที่ประชาชนให้ความสนใจ หลังจากพบว่าบัตรเลือกตั้งทั้งสีเขียวและสีชมพูมีรหัสบาร์โค้ดและ QR Code ซึ่งเมื่อสแกนแล้วแสดงข้อมูลเฉพาะตัว สร้างความกังวลเรื่องความลับของการโหวต

กกต.อย่าเงียบ “วิโรจน์” ฉะปมคิวอาร์โค้ด บาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง

วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2568 โลกออนไลน์เดือดด้วยแฮชแท็ก #เลือกตั้งโมฆะ หลังผู้ใช้สิทธิ์บางรายสแกนบัตรเลือกตั้งแล้วพบรหัสเฉพาะที่อาจเชื่อมโยงไปยังตัวบุคคล นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ส.ส.พรรคก้าวไกล ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ชี้ให้เห็นปัญหาอย่างชัดเจน โดยระบุว่า กกต.อย่าเงียบ “วิโรจน์” ฉะปมคิวอาร์โค้ด บาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง ถ้ารหัสเหล่านี้เป็นรหัสเฉพาะ (Unique Running Code) ที่ตรงกับต้นขั้วบัตร ก็จะละเมิดหลักการเลือกตั้งที่ต้องเป็นความลับ

วิเคราะห์ปัญหาบาร์โค้ดและ QR Code บนบัตรเลือกตั้ง

กกต. ชี้แจงว่าบาร์โค้ดเป็นมาตรการรักษาความปลอดภัย เพื่อระบุล็อตและหน่วยเลือกตั้ง ไม่ใช่เชื่อมโยงกับพรรคการเมือง แต่ฝั่งวิโรจน์โต้กลับว่าถ้ารหัสไม่ซ้ำกันและตรงกับต้นขั้วที่มีลายเซ็นผู้มาใช้สิทธิ์ จะสามารถตรวจสอบได้ว่าบุคคลใดโหวตอะไร ซึ่งขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 85 ที่กำหนดให้การเลือกตั้งต้องเป็นความลับ และ พ.ร.ป.เลือกตั้ง ส.ส. มาตรา 96 ที่ห้ามทำเครื่องหมายบนบัตรเลือกตั้ง

  • บัตรสีเขียว: เลือก ส.ส. เขต
  • บัตรสีชมพู: เลือก ส.ส. บัญชีรายชื่อ
  • ทั้งคู่มีบาร์โค้ดและ QR Code

วิโรจน์ย้ำชัด จี้กกต. นำบัตรจากหีบ บัตรเหลือใช้ และต้นขั้วมาสแกนต่อหน้าสื่อ เพื่อพิสูจน์ความโปร่งใส หากเป็นรหัสซ้ำกันเพื่อยืนยันความเป็นบัตรจริง ก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าเป็นรหัสเฉพาะ ก็ผิดกฎหมายชัดเจน

ปฏิกิริยาจากสังคมและโซเชียลมีเดีย

หลังโพสต์ดังกล่าวเผยแพร่ มีผู้แสดงความคิดเห็นนับพัน แสดงความกังวลเรื่องความน่าเชื่อถือของการเลือกตั้ง บางคนเรียกร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบ บางคนมองว่าเป็นช่องโหว่ที่อาจนำไปสู่การซื้อสิทธิ์ขายเสียง ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะเกี่ยวข้องกับประชาธิปไตยและสิทธิพื้นฐานของประชาชน การเลือกตั้งต้องโปร่งใสและลับสุดยอด มิเช่นนั้นจะเสียความเชื่อมั่นทั้งระบบ

นอกจากนี้ ยังมีผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีออกมาให้ความเห็นว่า QR Code สามารถเก็บข้อมูลได้มาก หากเชื่อมฐานข้อมูล ก็เสี่ยงต่อการรั่วไหล ดังนั้น กกต. ควรชี้แจงรายละเอียดทางเทคนิคให้ชัดเจน เช่น รหัสนี้ถอดรหัสได้อย่างไร และไม่เชื่อมโยงกับผู้โหวตจริงหรือไม่

บทเรียนและข้อเสนอแนะเพื่อการเลือกตั้งที่โปร่งใส

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการเลือกตั้งต้องคำนึงถึงกฎหมายและความเชื่อมั่นของประชาชน กกต. ควรจัดประชุมสาธารณะเพื่ออธิบายทุกขั้นตอน และพัฒนาระบบที่ทันสมัยแต่ปลอดภัยยิ่งขึ้น เช่น ใช้รหัสสุ่มที่ไม่เชื่อมโยงตัวบุคคล

ในฐานะประชาชน เราควรติดตามและเรียกร้องให้มีการตรวจสอบอย่างเร่งด่วน หากพบผิดพลาด ต้องแก้ไขทันทีเพื่อรักษาความยุติธรรมในการเลือกตั้งครั้งหน้า

สุดท้าย ความโปร่งใสคือหัวใจของประชาธิปไตย อย่าให้ช่องโหว่เล็กๆ มาทำลายความเชื่อมั่นทั้งระบบ

ที่มา – กกต.อย่าเงียบ “วิโรจน์” ฉะปมคิวอาร์โค้ด บาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง

พรรค BNP คว้าเสียงเลือกตั้ง 2 ใน 3 มั่นใจตั้งรัฐบาลใหม่

พรรค BNP คว้าเสียงเลือกตั้ง 2 ใน 3 ของที่นั่งในสภาบังกาลาเทศ สร้างความฮือฮาไปทั่วโลก โดยพรรคชาตินิยมบังกลาเทศ (BNP) และพันธมิตรกวาดที่นั่งได้ถึง 212 จาก 299 ที่นั่ง ทำให้มั่นใจว่าจะจัดตั้งรัฐบาลใหม่ได้อย่างแน่นอน การเลือกตั้งครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ หลังจากประเทศเผชิญความวุ่นวายจากการประท้วงของกลุ่มเยาวชน Gen Z ที่นำไปสู่การล้มรัฐบาลชีค ฮาสินา

พรรค BNP คว้าเสียงเลือกตั้ง 2 ใน 3

ผลการนับคะแนนล่าสุดจากสื่อบังกลาเทศยืนยันว่า พรรค BNP คว้าเสียงเลือกตั้ง 2 ใน 3 อย่างถล่มทลาย โดยการเลือกตั้งจัดขึ้นเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 12 กุมภาพันธ์ หลังจากรัฐบาลรักษาการนำโดยมูฮัมหมัด ยูนุส ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ดูแลประเทศชั่วคราวตั้งแต่ชีค ฮาสินาลี้ภัยไปอินเดียเมื่อสิงหาคม 2024

พรรค BNP กลับสู่อำนาจครั้งแรกในรอบ 20 ปี นำโดยนายทาริก ราห์มาน บุตรชายผู้ก่อตั้งพรรคที่เพิ่งกลับจากลี้ภัย 18 ปี คาดว่าเขาจะสาบานตนเป็นนายกฯ คนใหม่ หลังทราบผล พรรคออกแถลงการณ์ขอบคุณประชาชน และขอให้งดฉลองแบบขบวนแห่ แต่ให้สวดมนต์เพื่อความสงบของชาติแทน

คู่แข่งยอมรับผลและพันธมิตรที่น่าจับตา

พรรคจามาต-อี-อิสลามี (Jamaat-e-Islami) ได้ 70 ที่นั่ง และหัวหน้าพรรคชาฟิกูร์ ราห์มานประกาศยอมรับความพ่ายแพ้ พร้อมสัญญาจะทำการเมืองเชิงบวก ไม่ค้านทุกเรื่อง ขณะที่พรรคพลเมืองแห่งชาติ (NCP) จากกลุ่มเยาวชน Gen Z ได้เพียง 5 จาก 30 ที่นั่งที่ส่งลงแข่ง

ประชามติรัฐธรรมนูญควบคู่เลือกตั้ง

การเลือกตั้งครั้งนี้มีผู้มาใช้สิทธิ์กว่า 60% สูงกว่าปี 2024 ที่ 42% และลงประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วย ประเด็นสำคัญมีดังนี้:

  • จำกัดวาระนายกรัฐมนตรีไม่เกิน 2 สมัย
  • เสริมความเป็นอิสระของตุลาการ
  • เพิ่มสัดส่วนสตรีในสภา
  • จัดตั้งสภาที่สอง นอกจากสภาปกติ 300 ที่นั่ง
  • กำหนดรัฐบาลรักษาการเป็นกลางช่วงเลือกตั้ง

การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้จะช่วยป้องกันการผูกขาดอำนาจ และสร้างระบบประชาธิปไตยที่มั่นคงยิ่งขึ้น

ผลกระทบทางเศรษฐกิจหลังพรรค BNP คว้าเสียงเลือกตั้ง 2 ใน 3

บังกลาเทศเป็นผู้ส่งออกสิ่งทออันดับ 2 ของโลก แต่ได้รับผลกระทบหนักจากความไม่สงบช่วงที่ผ่านมา ชัยชนะของ BNP ถูกมองเป็นแสงสว่างสำหรับการฟื้นฟูเศรษฐกิจ โดยรัฐบาลใหม่คาดว่าจะเร่งดึงดูดการลงทุน สร้างงาน และลดความยากจน พรรคสัญญาจะนำความสงบกลับคืน และพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับประชากร 170 ล้านคน

ประวัติศาสตร์ของ BNP เริ่มจากผู้ก่อตั้งเซียอูร์ ราห์มาน ที่เคยเป็นประธานาธิบดี ก่อนถูกโค่นในปี 2009 และทาริกต้องลี้ภัย ตอนนี้เขากลับมาพร้อมวิสัยทัศน์ใหม่ เน้นประชาธิปไตยและเศรษฐกิจ

การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่เพียงเปลี่ยนแปลงการเมือง แต่ยังสะท้อนความหวังของประชาชนที่เบื่อหน่ายกับความขัดแย้ง ชัยชนะถล่มทลายของ พรรค BNP คว้าเสียงเลือกตั้ง 2 ใน 3 จะเป็นบททดสอบว่ารัฐบาลชุดใหม่จะรักษาสัญญาได้หรือไม่ โดยเฉพาะในการจัดการปัญหาคอร์รัปชันและพัฒนาอุตสาหกรรมหลัก

ในมุมมองของผู้เขียน ชัยชนะนี้คือโอกาสทองสำหรับบังกลาเทศที่จะก้าวสู่ความมั่นคงทางการเมืองและเศรษฐกิจที่ยั่งยืน หาก BNP สามารถรวมชาติและแก้ปัญหาโครงสร้างได้ ประเทศใต้นี้อาจกลายเป็นเสือเศรษฐกิจตัวใหม่ของเอเชียใต้ คุณคิดเห็นอย่างไรกับผลเลือกตั้งบังกลาเทศครั้งนี้? แสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อติดตามข่าวสารโลกเพิ่มเติม!

ที่มา – พรรค BNP มั่นใจจัดตั้งรัฐบาลใหม่บังกาลาเทศ หลังคว้าเสียงเลือกตั้ง 2 ใน 3

เพื่อไทยจ่อรวบรวมหลักฐานปมบาร์โค้ดโผล่

ประเด็นร้อนทางการเมืองที่กำลังสร้างความฮือฮาในสังคมไทย คือ เพื่อไทยจ่อรวบรวมหลักฐานปมบาร์โค้ดโผล่ บนบัตรเลือกตั้ง ซึ่งอาจส่งผลกระทบรุนแรงต่อผลการเลือกตั้งล่าสุด พรรคเพื่อไทยกำลังเคลื่อนไหวอย่างจริงจัง โดยนายชูศักดิ์ ศิรินิล รองหัวหน้าพรรค ได้ออกมาเผยถึงแผนการรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อยื่นร้องเรียนผ่านผู้ตรวจการแผ่นดิน ส่งต่อไปยังศาลรัฐธรรมนูญ ให้วินิจฉัยว่าการเลือกตั้งเป็นโมฆะหรือไม่ เรื่องนี้เกิดจากบาร์โค้ดที่ปรากฏบนบัตรเลือกตั้ง ซึ่งอาจละเมิดหลักการลงคะแนนลับตามรัฐธรรมนูญ

เพื่อไทยจ่อรวบรวมหลักฐานปมบาร์โค้ดโผล่

จากข้อมูลที่นายชูศักดิ์ ศิรินิล ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 ก่อนเข้าประชุมพรรค พรรคเพื่อไทยทราบเรื่องบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งมานาน 2 วันแล้ว และฝ่ายกฎหมายกำลังเร่งรวบรวมข้อเท็จจริงกับพยานหลักฐานอย่างละเอียด ในอดีต การพิมพ์บัตรเลือกตั้งจะมีเพียงรหัสลับเพื่อติดตามว่าบัตรไปอยู่ในหน่วยเลือกตั้งไหน เขตใด แต่ไม่มีเครื่องหมายเล็กๆ แบบบาร์โค้ดที่อาจเชื่อมโยงได้กับผู้ลงคะแนน

ปัญหาคือ บาร์โค้ดนี้อาจระบุได้ว่าบัตรมาจากต้นขั้วบัตรเล่มไหน เนื่องจากประชาชนต้องลงชื่อรับบัตรในต้นขั้ว หากสแกนบาร์โค้ดได้ ก็อาจรู้ตัวบุคคลที่ลงคะแนนให้พรรคหรือผู้สมัครคนใด สิ่งนี้ทำให้ความลับในการลงคะแนนสูญหาย ซึ่งขัดต่อหลักรัฐธรรมนูญมาตรา 101 ที่กำหนดให้การลงคะแนนต้องเป็นความลับ绝对

เพื่อไทยจ่อรวบรวมหลักฐานปมบาร์โค้ดโผล่: กรณีที่อาจนำไปสู่เลือกตั้งโมฆะ

พรรคเพื่อไทยประชุมต่อเนื่องตั้งแต่เมื่อวาน เพื่อศึกษาว่าปมนี้ขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ ในอดีตมีคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญให้เลือกตั้งโมฆะมาแล้ว 2 กรณีหลัก คือ 1) การลงคะแนนไม่เป็นความลับ และ 2) การจัดการเลือกตั้งไม่เป็นไปพร้อมกันทั่วประเทศ หากพิสูจน์ได้ว่าบาร์โค้ดทำให้ไม่ลับ พรรคพร้อมดำเนินการทางกฎหมายทันที

สิ่งสำคัญคือ กกต. ไม่มีอำนาจตีความเลือกตั้งโมฆะเอง สามารถสั่งนับคะแนนใหม่หรือเลือกตั้งใหม่ในหน่วยปัญหาได้เท่านั้น การร้องต้องผ่านผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาและกฎหมายเลือกตั้ง

ขั้นตอนและแนวทางการดำเนินการของเพื่อไทย

  • รวบรวมหลักฐาน: ฝ่ายกฎหมายตรวจสอบบัตรเลือกตั้งจริง พยานบุคคลจากหน่วยเลือกตั้ง และข้อมูลเทคนิคการพิมพ์บัตร
  • ยื่นผู้ตรวจการแผ่นดิน: ร้องให้ผู้ตรวจการสอบสวนและส่งศาลรัฐธรรมนูญ
  • รอวินิจฉัยศาล: หากศาลเห็นว่าโมฆะ ต้องเลือกตั้งใหม่ทั้งประเทศ ส่งผลกระทบใหญ่หลวง
  • ปรึกษากฎหมายต่อเนื่อง: ทีมกฎหมายทำงานหนักตั้งแต่เมื่อวานจนถึงปัจจุบัน เพื่อให้รัดกุม

ปมบาร์โค้ดนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก หากพิสูจน์ได้จริง อาจพลิกโฉมการเมืองไทยทั้งหมด พรรคเพื่อไทยยืนยันว่าจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด หากมีมูลชัดเจน จะไม่ปล่อยผ่าน

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นย่อยอื่นๆ เช่น การพิมพ์บัตรโดยบริษัทใด กกต. อนุมัติหรือไม่ และมีมาตั้งแต่การเลือกตั้งเมื่อไหร่ การตรวจสอบจะช่วยตอบคำถามเหล่านี้ได้ ผู้สนใจสามารถติดตามพัฒนาการได้จากข่าวสารทางการเมือง

ในมุมมองของผู้เขียน ปมนี้สะท้อนปัญหาความโปร่งใสของระบบเลือกตั้งไทยที่ต้องได้รับการแก้ไขด่วน หากเพื่อไทยชนะคดี อาจนำไปสู่การปฏิรูประบบบัตรเลือกตั้งใหม่ทั้งหมด คุณคิดว่าปมบาร์โค้ดจะทำให้เลือกตั้งโมฆะจริงหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้ข้อมูลแพร่กระจาย สมัครรับข่าวสารทางอีเมลเพื่ออัพเดทข่าวการเมืองล่าสุด!

ที่มา – เพื่อไทยจ่อรวบรวมหลักฐานปมบาร์โค้ดโผล่- ร้องเลือกตั้งโมฆะต้องทำผ่านผู้ตรวจการแผ่นดิน

ดร.ทวีศักดิ์ ตั้งคำถามกระบวนการเลือกตั้ง 69

หลังการเลือกตั้งปี 2569 ผ่านพ้นไปไม่นาน ประชาชนจำนวนมากต่างแสดงความไม่พอใจต่อคุณภาพการจัดการที่ต่ำเตี้ยเรี่ยดิน โดยเฉพาะประเด็นเรื่องความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือของระบบ ดร.ทวีศักดิ์ กออนันตกูล อดีตผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ได้ออกมาดร.ทวีศักดิ์ ตั้งคำถามกระบวนการเลือกตั้ง 69อย่างจริงจัง ชวนทุกคนมาสงสัยว่า "ใครกันแน่ที่เป็นคนกำหนดกระบวนการเหล่านี้?" ตั้งแต่บัตรเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ด การดูแลหีบบัตร ไปจนถึงการนับคะแนนที่ชวนให้ขมวดคิ้ว

ดร.ทวีศักดิ์ ตั้งคำถามกระบวนการเลือกตั้ง 69 หลังคุณภาพต่ำมาก

ดร.ทวีศักดิ์ โพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดียเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 โดยบันทึกเหตุการณ์หลังเลือกตั้งเพื่อไม่ให้ลืม เขาชี้ว่าประเทศไทยกำลังเผชิญวิกฤติหน่วยงานกำกับดูแล โดยประชาชนมองว่าคุณภาพต่ำมาก ไม่ว่าจะมองขึ้นไปยังผู้มีอำนาจแต่งตั้ง หรือลงมาที่ผู้ปฏิบัติงานหน้างานที่ใช้วิธีแปลกประหลาด คำถามหลักคือ ใครกำหนดกระบวนการจัดการบัตรลงคะแนนและการนับคะแนนแบบนี้? และ กกต. ทำผิดกฎหมายข้อไหน?

10 ข้อสงสัยหลักจากดร.ทวีศักดิ์

ดร.ทวีศักดิ์ได้ลิสต์ข้อสงสัยสำคัญๆ ออกมา 10 ข้อ ซึ่งแต่ละข้อชี้ให้เห็นปัญหาที่อาจนำไปสู่การทุจริตได้ ลองมาดูกันทีละข้อ

  • 1. การใส่หมายเลขบัตรลงคะแนนแบบบาร์โค้ด ที่สามารถย้อนกลับไปยังต้นขั้วที่ประชาชนลงนามได้ นี่อาจละเมิดความลับการลงคะแนนใช่หรือไม่?
  • 2. การดูแลหีบบัตรลงคะแนน จากหน่วยเลือกตั้งไปยังสถานที่นับคะแนนและเก็บบัตร ใครรับผิดชอบ และมีมาตรการป้องกันการแทรกแซงหรือเปล่า?
  • 3. หีบบัตรกระดาษพร้อมโลโก้ กกต. และ cable ties ตรา กกต. ที่มีขายปลีกในตลาดทั่วไป ง่ายต่อการปลอมแปลงขนาดนี้ได้อย่างไร?
  • 4. การทำป้ายขีดคะแนนแบบมองไม่เห็นการขีด นี่เป็นอาการหนักสุด ชวนสงสัยเรื่องการนับคะแนนจริงๆ
  • 5. จำนวนบัตรเลือกผู้แทนเขตและเลือกพรรคแตกต่างกันมาก ในหลายหน่วย แม้กระบวนการเหมือนกัน และบางหน่วยคะแนนรวมมากกว่าจำนวนบัตรดีด้วยซ้ำ
  • 6. จำนวนผู้มาเลือกตั้งน้อยกว่าปี 2566 ทั้งที่บรรยากาศในเขตเลือกตั้งไม่ต่างจากเดิม
  • 7. หากนับคะแนนใหม่ บัตรที่เก็บไว้เป็นของจริงจากประชาชนหรือไม่?
  • 8. ระบบข้อมูล กกต. อนุญาตให้แก้ไขตัวเลขตรงๆ หรือ? ในวงการไอทีถือว่าห้ามเด็ดขาด
  • 9. การนับใหม่ควรใช้บาร์โค้ดย้อนตรวจสอบ หาต้นขั้ว ถ้าไม่พบลงโทษหัวหน้าหน่วย
  • 10. วิเคราะห์กลุ่มบัตรผี ว่าเอื้อพรรคใด หรือสุ่มจริงๆ

นอกจากนี้ ดร.ทวีศักดิ์ยังเชิญชวนให้ทุกคนเสริมการบ้านเพิ่มเติม เพื่อให้เกิดการตรวจสอบที่เข้มข้นยิ่งขึ้น ปัญหาเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะเกี่ยวข้องกับประชาธิปไตยและความเชื่อมั่นในระบบเลือกตั้ง หากปล่อยไว้ อาจนำไปสู่ความแตกแยกในสังคมได้

ทำไมกระบวนการเลือกตั้ง 69 ถึงถูกวิจารณ์หนัก?

จากประสบการณ์ของดร.ทวีศักดิ์ ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์ เขาใช้มุมมองเชิงข้อมูลและเทคโนโลยีมาวิเคราะห์ ทำให้คำถามของเขามีน้ำหนัก เช่น การใช้บาร์โค้ดที่ traceable อาจขัดหลัก anonymity ของการลงคะแนน ส่วนหีบบัตรที่หาซื้อได้ง่าย สะท้อนถึงช่องโหว่ด้านความปลอดภัย นอกจากนี้ จำนวนผู้มาโหวตที่ลดลงแต่บรรยากาศคึกคัก ชวนให้สงสัยข้อมูลสถิติของ กกต. อีกทั้งระบบฐานข้อมูลที่เสี่ยงถูกแก้ไขโดยตรง ถือเป็นเรื่องใหญ่ในยุคดิจิทัล

ประชาชนทั่วประเทศกำลังรอคำตอบจาก กกต. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หากมีการนับคะแนนใหม่จริง ควรนำข้อเสนอเหล่านี้ไปใช้ เพื่อยืนยันความถูกต้อง

ในมุมมองของผม ดร.ทวีศักดิ์ ตั้งคำถามกระบวนการเลือกตั้ง 69 เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการผลักดันให้ระบบเลือกตั้งไทยโปร่งใสยิ่งขึ้น เราควรติดตามและมีส่วนร่วมตรวจสอบต่อไป คุณคิดเห็นอย่างไร ลองแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือแชร์บทความนี้เพื่อกระจายข้อมูลให้แพร่หลายยิ่งขึ้นครับ

ที่มา – ดร.ทวีศักดิ์ ตั้งคำถามหาคนคิดกระบวนการเลือกตั้ง 69 หลังคนซัดคุณภาพต่ำมาก

“ศิธา” ชี้ รธน. 60 ลงคะแนนต้องทางลับ ยกศาลปี 49

สวัสดีเพื่อนๆ ทุกคนครับ วันนี้เรามาคุยกันแบบเป็นกันเองเรื่องการเมืองที่กำลังร้อนฉ่าเลยนะครับ โดยเฉพาะประเด็นบัตรเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ด ซึ่งน.ต.ศิธา ทิวารี อดีตสมาชิกพรรคไทยสร้างไทย ได้โพสต์เฟซบุ๊กชี้แจงแบบละเอียดยิบ เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2567 (หรือ 2569 ตามที่บางแห่งเขียน แต่เชื่อว่าน่าจะ 2567 นะครับ) โดยยกประเด็นสำคัญจากรัฐธรรมนูญว่าด้วย รธน. 60 ลงคะแนนต้องทางลับ มาวิเคราะห์ เทียบกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญปี 2549 ที่เคยทำให้การเลือกตั้งโมฆะมาแล้ว เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ นะครับ เพราะอาจกระทบทั้งระบบเลือกตั้งเลยทีเดียว

รธน. 60 ลงคะแนนต้องทางลับ

ก่อนอื่นเรามาทำความเข้าใจพื้นฐานกันก่อนครับ รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตรา 85 กำหนดชัดเจนว่า การเลือกตั้ง ส.ส. ต้องเป็น “การออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ” นั่นหมายความว่าทุกขั้นตอนต้องปกป้องความลับของผู้ลงคะแนนให้ได้ 100% ไม่ให้ใครรู้ว่าคุณโหวตใคร ยกเว้นตัวคุณเองเท่านั้น นอกจากนี้ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. พ.ศ. 2561 มาตรา 96 ยังห้ามชัดๆ ว่า “ห้ามมิให้ผู้ใดจงใจทำเครื่องหมายเพื่อเป็นที่สังเกตโดยวิธีใดไว้ที่บัตรเลือกตั้ง” เรียบร้อยเลย

ทีนี้ปัญหามันอยู่ตรงบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งที่ กกต. ชี้แจงว่าเป็นมาตรการรักษาความปลอดภัย เพื่อติดตามล็อตการพิมพ์ การแจกจ่าย และตรวจสอบย้อนหลังได้ แต่ศิธาชี้ว่า ถ้าบาร์โค้ดแต่ละใบเป็น unique running number ที่เชื่อมโยงกับต้นขั้วบัตรซึ่งมีรายชื่อผู้ลงคะแนน มันก็แปลว่าสามารถสแกนแล้วรู้ได้เลยว่าใบนี้ใครกา! นี่ขัดตรงๆ กับ รธน. 60 ลงคะแนนต้องทางลับ ชัดๆ เลยครับ

บาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง: ปลอดภัยหรือเปิดช่องโหว่?

กกต. บอกว่าบาร์โค้ดช่วยควบคุมบัตรได้ดี แต่คำถามคือ บาร์โค้ดของหน่วยเลือกตั้งเดียวกันเหมือนกันหมด หรือ unique แต่ละใบ? ถ้าสแกนแล้วลงลึกถึงบุคคลได้ ก็จบเห่ครับ เพราะระบบต้องเป็นแบบ Zero Knowledge Proof คือไม่มีข้อมูลใดในโลกที่ตรวจย้อนกลับไปถึงผู้ลงคะแนนได้เลย ศิธาเปรียบว่า ถ้าเป็นแบบนี้ บัตรทุกใบไม่ใช่ลับจริง ตรวจได้ถึงต้นขั้วที่มีชื่อคนลงคะแนน

ยกคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญปี 2549 เทียบเคสคลาสสิก

เด็ดสุดคือศิธาเทียบกับกรณีเลือกตั้ง 2 เมษายน 2549 ที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าโมฆะ เพราะแค่คูหาเลือกตั้งบางแห่งหันหน้า หันหลังผิดทิศ! เหตุผลหลักคือ “โครงสร้างระบบเปิดโอกาสให้ความลับถูกละเมิดได้” ไม่ใช่ต้องพิสูจน์ว่ามีใครเห็นจริงๆ หรือไม่ แต่แค่ระบบมีช่องโหว่ได้ ก็ผิดแล้วครับ นี่แหละบรรทัดฐานสำคัญ ถ้าบาร์โค้ดเปิดช่องตรวจย้อนได้ ปัญหาก็ใหญ่โตเท่ากัน หรือใหญ่กว่า!

  • จุดเปรียบเทียบหลัก: คูหาหันผิด = เปิดช่องเห็นบัตรได้
  • บาร์โค้ด unique: เปิดช่องสแกนย้อนถึงชื่อผู้ลงคะแนน
  • ผลที่ตาม: เลือกตั้งโมฆะทั้งระบบ
  • หลัก zero knowledge: ต้องไม่มีทาง trace กลับต้นทาง

ศิธาทิ้งท้ายแรงๆ ว่า “งานช้างเข้าเต็มๆ ตัวใหญ่ขนาดนี้ จะมุดออกรูไหน” ฟังแล้วก็ฮามุก แต่จริงจังมากครับ เพราะถ้าปล่อยไว้ อาจนำไปสู่การฟ้องเลือกตั้งโมฆะได้ง่ายๆ

ส่วนตัวผมเห็นด้วยนะครับ ระบบเลือกตั้งต้องโปร่งใสแต่ลับสนิทจริงๆ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน ถ้ามีช่องโหว่แบบนี้ อนาคตใครจะกล้าโหวตอย่างอิสระ? มันกระทบประชาธิปไตยโดยตรงเลย คุณล่ะคิดเห็นยังไงกับ รธน. 60 ลงคะแนนต้องทางลับ และประเด็นบาร์โค้ดนี้? มาคอมเมนต์แชร์กันด้านล่างเลยครับ หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ อ่านต่อ จะได้ช่วยกันติดตามพัฒนาการ!

ที่มา – “ศิธา” ชี้ รธน. 60 ลงคะแนนต้องทางลับ ยกคำวินิจฉัยศาลปี 49 เทียบปมเลือกตั้งโมฆะ

ผู้สมัคร สส.ปชน. แฉ บัตรเลือกตั้ง Unique running number

วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นร้อนในวงการการเมืองไทย ที่กำลังเป็นที่ฮือฮา นั่นคือกรณีที่ นายประสิทธิ์ ปัทมผดุงศักดิ์ หรือที่รู้จักในชื่อ “ไมค์ ประสิทธิ์” ผู้สมัคร ส.ส. เขตปทุมธานี พรรคประชาชน (ปชน.) ออกมาโพสต์แฉเรื่อง บัตรเลือกตั้ง Unique running number ซึ่งอาจทำให้ความลับในการลงคะแนนไม่เป็นความลับอีกต่อไป! ประเด็นนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2567 ทำให้หลายคนเริ่มตั้งคำถามถึงความปลอดภัยของระบบเลือกตั้งไทย

บัตรเลือกตั้ง Unique running number คืออะไร?

บัตรเลือกตั้ง Unique running number คือระบบการพิมพ์เลขที่ไม่ซ้ำกันบนบัตรเลือกตั้งแบบแบ่งเขต ซึ่งนายประสิทธิ์ชี้ให้เห็นจากตัวอย่างจริงที่เกิดขึ้น เจ้าหน้าที่ฉีกบัตรผิด ทำให้เห็นเลขเล่มที่และเลขบัตร เช่น เล่มที่ B0719961 ในหนึ่งเล่มมี 20 บัตร เลขที่คำนวณได้คือ 0719961 x 20 = 14,399,220 ดังนั้นบัตรในเล่มนี้จะมีเลขตั้งแต่ 14399201 ถึง 14399220 และบัตรใบนั้นคือ B14399212 ซึ่งมีโอกาสสูงมากที่จะเป็นเลข unique running number ที่เชื่อมโยงกับผู้ลงคะแนนแต่ละคน

นอกจากนี้ บัตรเขียวยังมีลำดับผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ซึ่งเป็น ID เฉพาะของแต่ละคนในหน่วยเลือกตั้ง เช่น ของนายประสิทธิ์เองคือ 396 ถ้าเจอบัตรที่มีเลขนี้ ก็รู้ทันทีว่าเป็นของใคร! ที่สำคัญ บัตรเลือกตั้งยังมี QR Code เช่น EH1RQ ซึ่งน่าจะเป็น unique number อีกชั้น นายประสิทธิ์พยายามถอดรหัสให้ตรงกับ 14399212 แต่ยังไม่ได้ แต่เขาบอกว่าไม่จำเป็นต้อง crack ถ้ามี database mapping ไว้ เช่น map EH1RQ ไปยัง 14399212 ก็รู้ได้เลยว่าเจ้าของบัตรคือใครและกาให้พรรคไหน

วิธีที่อาจใช้บัตรเลือกตั้ง Unique running number เปิดโปงการลงคะแนน

นายประสิทธิ์ยังยกตัวอย่างวิธีที่ง่ายแต่เสี่ยงภัย โดยใช้ AI อย่าง ChatGPT ในการสร้างระบบนี้ ดังนี้

  • สร้างชุดตัวเลขและตัวอักษร 5 หลัก ตั้งแต่ 00001 ถึง 99999 แล้วต่อด้วย A0000 จนถึง ZZZZZ จะได้ทั้งหมด 60,466,176 รหัส ซึ่งมากกว่าจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 52 ล้านคน
  • เรียงสลับแบบสุ่ม แล้ว map กับเลขบัตร B00000001 ถึง B52000000 (สมมติพิมพ์ 52 ล้านใบ)
  • หลังเลือกตั้ง ถ้าอยากรู้ สแกน QR Code ได้ EH1RQ แล้วคีย์เข้าโปรแกรม ก็ map ไปยังต้นขั้วได้ทันที รู้ว่าใครกาให้ใคร!

เห็นภาพชัดเจนไหมครับ? ถ้าบัตรเลือกตั้ง Unique running number นี้ถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด ก็อาจนำไปสู่การซื้อเสียง การข่มขู่ หรือการทุจริตเลือกตั้งได้ง่ายๆ ซึ่งขัดกับหลักการเลือกตั้งที่ต้องเป็นความลับ 100% ตามรัฐธรรมนูญ

ในอดีต ระบบเลือกตั้งไทยเคยมีปัญหาเรื่องบัตรปลอมหรือการตรวจสอบ แต่กรณีนี้เป็นช่องโหว่ใหม่ที่อาจถูกมองข้าม ประสิทธิ์เรียกร้องให้ กกต. (คณะกรรมการการเลือกตั้ง) เข้ามาตรวจสอบและปรับปรุงระบบให้โปร่งใสยิ่งขึ้น เพื่อรักษาความเชื่อมั่นของประชาชน

เรามาวิเคราะห์กันเพิ่มเติม ในระบบเลือกตั้งสมัยใหม่ หลายประเทศใช้เทคโนโลยีอย่าง blockchain หรือ encryption เพื่อป้องกันเรื่องนี้ แต่ไทยยังคงใช้กระดาษและ QR Code แบบพื้นฐาน ถ้าบัตรเลือกตั้ง Unique running number นี้เป็นจริง ก็น่ากังวลเพราะข้อมูลอาจถูก hack หรือซื้อขายใน dark web ได้

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นกฎหมาย พ.ร.บ.เลือกตั้ง ส.ส. มาตรา 81 ระบุว่าการลงคะแนนต้องเป็นความลับ ห้ามมีการเชื่อมโยงบัตรกับผู้ลงคะแนน ถ้าพิสูจน์ได้ว่ามี unique number จริง อาจนำไปสู่การฟ้องร้องได้

สำหรับผู้สมัครอย่างนายประสิทธิ์ การแฉเรื่องนี้แสดงถึงความรับผิดชอบต่อระบบประชาธิปไตย เขาโพสต์ผ่านโซเชียลมีเดียเพื่อให้ประชาชนตื่นตัว และเชิญชวนทุกคนช่วยถอดรหัส QR Code ถ้าทำได้ แจ้งมาได้เลย!

ประเด็นบัตรเลือกตั้ง Unique running number นี้ ทำให้เราต้องคิดถึงอนาคตการเลือกตั้งไทย คุณคิดว่าควรมีมาตรการอะไรบ้าง? ลองแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือแชร์บทความนี้เพื่อกระจายข้อมูลให้เพื่อนๆ รู้ ช่วยกันรักษาความบริสุทธิ์ในการเลือกตั้งของเรา!

ความเห็นส่วนตัว: ระบบเลือกตั้งต้องพัฒนาให้ทันสมัย แต่ต้องไม่ละเลยความปลอดภัย หวังว่าประเด็นนี้จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดี

ที่มา – ผู้สมัคร สส.ปชน. แฉ บัตรเลือกตั้งส่อรู้ได้หมดใครกาอะไร เสี่ยงเป็นเลข Unique running number

เช็กด่วน ระบบปฏิบัติการ Android และ iOS ก่อน Mobile Banking

คุณกำลังใช้ เช็กด่วน ระบบปฏิบัติการ Android และ iOS หรือยังครับ? ถ้ายัง วันนี้เรามีข่าวสำคัญที่คนใช้แอปธนาคารทุกคนต้องรู้! ใกล้เข้ามาแล้ววันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2569 ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นไป ถ้าอุปกรณ์ของคุณใช้ระบบปฏิบัติการเก่าเกินไป จะเข้าใช้งาน Mobile Banking ของธนาคารไทยทุกแห่งไม่ได้เลยนะครับ สมาคมธนาคารไทยร่วมกับ TB-CERT ได้ยกระดับความปลอดภัย เพื่อป้องกันมัลแวร์ ฟิชชิง และการโจมตีไซเบอร์ที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

ทำไมถึงต้องทำแบบนี้? เพราะระบบปฏิบัติการรุ่นเก่ามีช่องโหว่เพียบ ไม่ได้รับอัปเดตแพตช์ความปลอดภัย ทำให้แฮกเกอร์เจาะข้อมูลบัญชี โอนเงินของคุณได้ง่ายๆ สถิติจากหน่วยงานความปลอดภัยไซเบอร์ในไทยบอกว่าปีที่แล้วมีเคสหลอกลวงทางการเงินพุ่งสูงกว่า 20% โดยเฉพาะผ่านมือถือ ถ้าคุณไม่อยากตกเป็นเหยื่อ รีบเช็กเลยครับ!

เช็กด่วน ระบบปฏิบัติการ Android และ iOS ของคุณวันนี้

เกณฑ์ขั้นต่ำที่กำหนดชัดเจนคือ iOS เวอร์ชัน 14 ขึ้นไป สำหรับ iPhone และ iPad และ Android เวอร์ชัน 10 ขึ้นไป ถ้าต่ำกว่านี้ แอป SCB, K PLUS, Krungthai NEXT, Bualuang mBanking หรือแอปธนาคารอื่นๆ จะบล็อกไม่ให้เข้าใช้งานทันที อุปกรณ์เก่าอย่าง iPhone 6s หรือต่ำกว่า Android 9 อย่าง Samsung Galaxy รุ่นเก่าๆ จะได้รับผลกระทบหนักที่สุด

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่ามาตรการนี้ช่วยลดความเสี่ยงได้มหาศาล ลูกค้าธนาคารหลายล้านคนต้องเตรียมตัว ถ้าอัปเดตได้ก็รีบอัปเดตเลย แต่บางเครื่องอัปไม่ได้เพราะฮาร์ดแวร์ไม่รองรับ ก็ต้องคิดถึงการเปลี่ยนเครื่องใหม่ที่รองรับระบบล่าสุด เพื่อความปลอดภัยระยะยาว

วิธีเช็กเวอร์ชันระบบปฏิบัติการ Android ง่ายๆ 3 ขั้นตอน

  • เปิดแอป การตั้งค่า (Settings)
  • เลื่อนลงไปที่ เกี่ยวกับโทรศัพท์ (About Phone)
  • ดูที่ ข้อมูลซอฟต์แวร์ (Software Information) หรือ Android Version ถ้าเป็น 10 หรือสูงกว่า ปลอดภัยครับ!

ถ้าต่ำกว่า รีบไปตั้งค่า > ระบบ > อัปเดตซอฟต์แวร์ เพื่อดาวน์โหลดเวอร์ชันใหม่ทันที เชื่อมต่อ Wi-Fi ที่เสถียรและชาร์จแบตเต็มๆ นะครับ

วิธีเช็กเวอร์ชัน iOS บน iPhone/iPad สุดแสนง่าย

  • เปิด การตั้งค่า (Settings)
  • แตะ ทั่วไป (General)
  • เลือก เกี่ยวกับ (About) แล้วดูเลขเวอร์ชัน iOS ถ้า 14+ ดีเลย!

อัปเดต iOS ทำได้ที่ ทั่วไป > อัปเดตซอฟต์แวร์ เช่นเดียวกัน อย่าลืมสำรองข้อมูล iCloud ก่อนนะ

ผลกระทบและคำแนะนำหากระบบปฏิบัติการเก่าเกินไป

ถ้าเช็กแล้วต่ำเกณฑ์ ธุรกรรมโอนเงิน จ่ายบิล โปรโมชันต่างๆ จะหยุดชะงักทันที สมาคมธนาคารไทยย้ำว่า “เป็นขั้นตอนสำคัญเพื่อความปลอดภัยของทุกคน” แนะนำให้ตรวจสอบล่วงหน้า อย่างน้อย 1 สัปดาห์ก่อนวันกำหนด

สำหรับคนงบจำกัด ลองเช็ครุ่นเครื่องเก่าที่อัปได้มั้ย หรือมองหาเครื่องมือสองราคาถูกที่รองรับ Android 13+ หรือ iOS 17+ อย่าง iPhone SE รุ่นใหม่ หรือ Samsung A series ล่าสุด นอกจากปลอดภัยแล้ว ยังเร็ว ลื่นกว่าเดิมอีก!

ในยุคดิจิทัลแบบนี้ ความปลอดภัยต้องมาก่อน ถ้าปล่อยไว้ อาจเสียเงินฟรีจากแฮกเกอร์ นอกจากเช็ก OS แล้ว อย่าลืมตั้งรหัส PIN แข็งแรง เปิด biometric, ไม่คลิกลิงก์แปลกๆ และอัปเดตแอปธนาคารเสมอ

สรุปคือ เช็กด่วน ระบบปฏิบัติการ Android และ iOS วันนี้เพื่อไม่ให้พลาดการทำธุรกรรม รีบเช็ก อัปเดต หรือเปลี่ยนเครื่องใหม่ซะตอนนี้ ชีวิตทางการเงินของคุณจะปลอดภัยยิ่งขึ้นแน่นอน! ถ้ามีคำถามคอมเมนต์ด้านล่างได้เลยครับ

ที่มา – เช็กด่วน ระบบปฏิบัติการ Android และ iOS ก่อนเข้าแอปฯ ธนาคาร Mobile Banking ไม่ได้