วัน: 20 กุมภาพันธ์ 2026

นายกฯ ควง “จ๋า ธนนนท์” ไปสุราษฎร์ธานี กราบขอพร “พระวชิรปริยัตยาภรณ์”

ในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 นายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้ควงคู่ภรรยา น.ส.ธนนนท์ นิรามิษ หรือที่รู้จักกันในชื่อ “จ๋า ธนนนท์” เดินทางลงพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อติดตามโครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชนและกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก การเยือนครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการตรวจราชการ แต่ยังรวมถึงการทำบุญใหญ่ ด้วยการกราบขอพรจาก พระวชิรปริยัตยาภรณ์ เจ้าอาวาสวัดพัฒนาราม พระอารามหลวง ซึ่งเป็นพระเกจิอาจารย์ชื่อดังของภาคใต้

นายกฯ ควง “จ๋า ธนนนท์” ไปสุราษฎร์ธานี กราบขอพร “พระวชิรปริยัตยาภรณ์”

กิจกรรมเริ่มต้นขึ้นเวลา 18.00 น. ที่ วัดพัฒนาราม พระอารามหลวง อำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี โดยมีคณะผู้ติดตามอย่าง นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นางจิณณารัชช์ สัมพันธรัตน์ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย และ นายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ร่วมลงพื้นที่ด้วย รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี นางโสภา กาญจนะ และนายกอบจ.สุราษฎร์ธานี ก็ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น

ไฮไลต์สำคัญคือการสักการะรูปเหมือน หลวงพ่อพัฒน์ นารโท อดีตเจ้าอาวาสวัดพัฒนาราม พระเกจิอาจารย์ชื่อดังที่ชาวสุราษฎร์ธานีและภาคใต้เลื่อมใสศรัทธามาอย่างยาวนาน หลวงพ่อพัฒน์เป็นที่รู้จักในด้านวัตถุมงคลและพุทธคุณที่ช่วยเหลือชาวบ้าน จากนั้นคณะนายกฯ ได้กราบนมัสการพระประธานในพระอุโบสถ และเข้าพบ พระวชิรปริยัตยาภรณ์ เจ้าคณะจังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งพระองค์ได้ประพรมน้ำพระพุทธมนต์และให้พรแก่คณะอย่างเป็นนัยสำคัญ

กิจกรรมต่อเนื่องที่มูลนิธิมุทิตาจิตธรรมสถาน

หลังจากนั้น คณะเดินทางไปยัง มูลนิธิมุทิตาจิตธรรมสถาน เพื่อสักการะรูปปั้น เจ้าแม่กวนอิมองค์ใหญ่ที่สุดในไทย ซึ่งแกะสลักจากหินแกรนิตขาว เป็นแลนด์มาร์คยอดนิยมของนักท่องเที่ยวและชาวสุราษฎร์ธานี ที่นิยมมาขอพรเรื่องสุขภาพ ความเจริญรุ่งเรือง

  • การส่งเสริมท่องเที่ยวชุมชน: รัฐบาลมุ่งกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก โดยเน้นชุมชนท้องถิ่น
  • พัฒนาคุณภาพชีวิต: สุราษฎร์ธานีเป็นจังหวัดยุทธศาสตร์ด้านเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม การศึกษา และสังคม
  • งานและรายได้มั่นคง: ช่วยให้ประชาชนมีอาชีพ มีสุขภาพดี

จังหวัดสุราษฎร์ธานีถือเป็นประตูสู่อ่าวไทย มีศักยภาพด้านการท่องเที่ยว การเกษตร และอุตสาหกรรมปิโตรเคมี การลงพื้นที่ครั้งนี้ของนายกฯ แสดงถึงนโยบาย “รัฐบาลใกล้ชิดประชาชน” ที่มุ่งยกระดับชีวิตชาวบ้านให้ยั่งยืน

นอกจากนี้ การกราบขอพร “พระวชิรปริยัตยาภรณ์” ยังสะท้อนถึงวัฒนธรรมไทยที่ผสมผสานศาสนากับการเมือง โดยนายกฯ อนุทินและจ๋า ธนนนท์ ได้แสดงความเคารพต่อพระสงฆ์ท้องถิ่น ซึ่งช่วยเสริมภาพลักษณ์ผู้นำที่ถ่อมตน

ความสำคัญของสุราษฎร์ธานีต่อเศรษฐกิจไทย

สุราษฎร์ธานีมีพื้นที่กว้างใหญ่ ประชากรกว่า 1.5 ล้านคน เป็นศูนย์กลางการค้าและท่องเที่ยวใต้ มีเกาะสมุย เกาะพะงัน เกาะเต่า ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั่วโลก รัฐบาลกำลังผลักดันโครงการท่องเที่ยวเชิงชุมชน เพื่อกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น ลดความเหลื่อมล้ำ

การเยือนของ นายกฯ ควง “จ๋า ธนนนท์” ไปสุราษฎร์ธานี กราบขอพร “พระวชิรปริยัตยาภรณ์” จึงไม่ใช่แค่พิธีกรรม แต่เป็นสัญญาณบวกต่อการพัฒนาพื้นที่

ในมุมมองของผู้เขียน การเดินทางครั้งนี้ช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้ชาวสุราษฎร์ธานีมั่นใจในรัฐบาลมากขึ้น หากคุณสนใจท่องเที่ยวสุราษฎร์ธานี ลองแวะวัดพัฒนารามและเจ้าแม่กวนอิมดูนะครับ จะได้พรดีๆ เหมือนนายกฯ!

ติดตามข่าวการเมืองและพัฒนาท้องถิ่นเพิ่มเติมได้ที่บล็อกของเรา เพื่อไม่พลาดอัปเดตสำคัญ

ที่มา – นายกฯ ควง “จ๋า ธนนนท์” ไปสุราษฎร์ธานี กราบขอพร “พระวชิรปริยัตยาภรณ์”

ซาร์เจนต์ย้ายจากนอริชไปโทรอนโต้

ซาร์เจนต์ย้ายจากนอริชไปโทรอนโต้

จอช ซาร์เจนต์ กองหน้าทีมนอริช ซิตี้กำลังจะย้ายไปร่วมทีมโทรอนโต้ เอฟซีในเมเจอร์ลีกซอคเกอร์ (MLS) ด้วยค่าตัวกว่า 20 ล้านปอนด์ ตามรายงานจาก BBC Radio Norfolk

ดาวยิงวัย 26 ปีชาวอเมริกันรายนี้ทำประตูได้ 8 ลูกจากการลงเล่น 25 นัดในทุกรายการฤดูกาลนี้ โดย 6 ประตูมาจาก 5 นัดแรกของทีมแคนารี่ส์ ซาร์เจนต์กำลังเดินทางไปแคนาดาวันศุกร์นี้เพื่อตรวจร่างกายกับสโมสร MLS ก่อนเซ็นสัญญา

ค่าตัวเริ่มต้นอยู่ที่ประมาณ 15.5 ล้านปอนด์ และอาจพุ่งเกิน 20 ล้านปอนด์หากถึงเงื่อนไขแอดออน โดยคาดว่าจะเซ็นสัญญา 5 ปี การย้ายทีมครั้งนี้อาจกลายเป็นสถิติค่าตัวสูงสุดใน MLS แซงการย้ายของซอน เฮือง-มิน ที่ย้ายไป LAFC ด้วยค่าตัวกว่า 20 ล้านปอนด์เมื่อเดือนสิงหาคม

ประวัติการย้ายทีมของซาร์เจนต์

ซาร์เจนต์ย้ายจากนอริชไปโทรอนโต้ โดยเขาย้ายมาร่วมทีมแคนารี่ส์ในปี 2021 จากแวร์เดอร์ เบรเมน ทีมบุนเดสลีกา เยอรมนี ด้วยค่าตัว 8 ล้านปอนด์ และทำประตูได้ 56 ลูกจากการลงเล่น 157 นัด ก่อนจะลงนัดสุดท้ายให้ทีมเมื่อต้นเดือนมกราคม และฝึกซ้อมกับทีมสำรอง

ซาร์เจนต์ย้ายจากนอริชไปโทรอนโต้: ผลกระทบต่อนอริช

แม้ซาร์เจนต์จะกลายเป็นตัวร้ายในสายตาแฟนบอลนอริชหลังปฏิเสธลงเล่นในเอฟเอคัพกับวอลซอลล์ แต่เขายังคงเป็นผู้เล่นที่ดีที่สุดของทีม การสูญเสียเขาจะถูกบรรเทาด้วยการโผล่มาของโมฮาเหม็ด ทูเร่ ที่ยิง 5 ประตูใน 3 นัดหลังย้ายมาเดือนมกราคม แต่ยังต้องดูว่าทูเร่จะเติมเต็มช่องว่างของซาร์เจนต์ได้ถาวรหรือไม่

จโวออน มากาม่า ดาวยิงสูงสุดของทีมจะชวดลงเล่นช่วงใหญ่ของฤดูกาลเพราะบาดเจ็บที่เท้า ทำให้ทูเร่ วัย 21 ปี กลายเป็นตัวหลัก ร่วมกับมัทเทียส ควิสต์การ์เด้น ดาวยิงเดนมาร์ก

การวิเคราะห์จาก Rob Butler – BBC Radio Norfolk

เรื่องราวของจอช ซาร์เจนต์ใกล้ถึงจุดจบแล้ว ดาวยิงทีมชาติสหรัฐกำลังมุ่งหน้าไปแคนาดาเพื่อเซ็นสัญญากับโทรอนโต้ ค่าตัวอาจทะลุ 20 ล้านปอนด์ หากถึงเงื่อนไขที่ ‘ทำได้จริง’ ซาร์เจนต์ย้ายจากนอริชไปโทรอนโต้ จะเป็นตอนจบที่ขมขื่นสำหรับกองหน้าที่แฟนบอลเคยรักมาก่อน โดยเขาได้รับเลือกเป็นนักเตะยอดเยี่ยมแห่งฤดูกาล 2025

สำหรับซาร์เจนต์ การย้ายไป MLS จะช่วยให้เขาฟื้นฟูอาชีพและลุ้นติดทีมชาติสหรัฐสำหรับเวิลด์คัพฤดูร้อนนี้ที่จัดในบ้านเกิดสหรัฐ แคนาดา และเม็กซิโก

  • นอริช ซิตี้: ทีมแชมเปี้ยนชิพที่กำลังปรับตัว
  • MLS: ลีกที่กำลังเติบโตด้วยดีลใหญ่
  • ฟุตบอลทีมชาติสหรัฐ: โอกาสทองของซาร์เจนต์

หัวข้อที่เกี่ยวข้อง

การย้ายทีมของซาร์เจนต์แสดงให้เห็นถึงกระแสนักเตะยุโรปหันไป MLS ที่มีค่าตัวสูงขึ้นเรื่อยๆ นอริชจะต้องหาตัวแทนที่เหมาะสมเพื่อรักษาความแข็งแกร่งในลีกแชมเปี้ยนชิพ หากคุณเป็นแฟนฟุตบอล ติดตามข่าวสารการย้ายทีมล่าสุดและวิเคราะห์เพิ่มเติมได้ที่บล็อกของเรา!

ที่มา – ไม่พบหัวข้อ

จาตุรนต์ ฟาด กกต. ปมบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง จี้ส่งศาล

ประเด็นร้อนทางการเมืองที่กำลังสร้างความฮือฮาในสังคมไทยขณะนี้คือ จาตุรนต์ ฟาด กกต. ปมบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง นายจาตุรนต์ ฉายแสง ผู้สมัคร ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ออกมาแสดงจุดยืนชัดเจน จี้ให้ กกต. ส่งเรื่องให้ศาลวินิจฉัยก่อนจัดการเลือกตั้งซ้ำ เพื่อรักษาความบริสุทธิ์ของกระบวนการเลือกตั้ง ปัญหานี้เกิดจากบาร์โค้ดที่พิมพ์บนบัตรเลือกตั้ง ซึ่งถูกตั้งคำถามว่าอาจละเมิดหลักการลงคะแนนลับตามรัฐธรรมนูญ

จาตุรนต์ ฟาด กกต. ปมบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง จี้ส่งศาลวินิจฉัยก่อนเลือกตั้งซ้ำ

วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2567 นายจาตุรนต์ ฉายแสง ได้ออกมาแสดงทัศนะต่อกรณีความผิดปกติในการพิมพ์บาร์โค้ดลงบนบัตรเลือกตั้ง ซึ่งกลายเป็นประเด็นร้อนก่อนการเลือกตั้งใหม่รายหน่วยในวันอาทิตย์ที่ 22 กุมภาพันธ์นี้ เขาชี้ว่าหลักการสำคัญที่สุดของการเลือกตั้งคือ ‘การลงคะแนนโดยลับ’ แต่บาร์โค้ดนี้เสี่ยงต่อการถูกใช้ตรวจสอบย้อนกลับได้ว่าใครโหวตให้ใคร สิ่งนี้อาจทำลายความอิสระของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง สร้างความหวาดกลัวให้ประชาชน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีการซื้อสิทธิ์ขายเสียง

นายจาตุรนต์ เน้นย้ำว่า ‘ประเด็นเร่งด่วนต้องให้ศาลวินิจฉัยก่อน ถ้าขัดรัฐธรรมนูญก็ห้ามทำอีก’ หาก กกต. เดินหน้าต่อ จะยิ่งเปิดช่องให้ผู้มีอิทธิพลใช้อำนาจตรวจสอบคะแนน ทำให้ชาวบ้านไม่กล้าเลือกตามใจจริง สุดท้ายอาจนำไปสู่การเลือกตั้งโมฆะและสูญเสียความเชื่อมั่นจากประชาชนทั้งประเทศ

หลักการลงคะแนนลับกับปัญหาบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง

หลักการลงคะแนนลับถูกกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ เพื่อป้องกันการบงการหรือข่มขู่ผู้โหวต บาร์โค้ดบนบัตรอาจทำหน้าที่เหมือนหมายเลขซีเรียลที่เชื่อมโยงกับผู้ใช้สิทธิ หากถูกสแกนได้ จะละเมิดสิทธิส่วนบุคคลอย่างร้ายแรง นี่ไม่ใช่แค่ปัญหาทางเทคนิค แต่เป็นเรื่องหลักการประชาธิปไตยที่ กกต. ต้องรับผิดชอบ

  • เสี่ยงต่อการตรวจสอบย้อนหลัง: บาร์โค้ดอาจบันทึกข้อมูลที่เชื่อมโยงกับบัตรประชาชน
  • เพิ่มช่องว่างการทุจริต: ผู้ซื้อเสียงตรวจสอบได้ว่าคนรับเงินโหวตจริงหรือไม่
  • ทำลายความเชื่อมั่น: ประชาชนหวาดระแวง ไม่กล้าลงคะแนนอิสระ
  • ขัดรัฐธรรมนูญ: มาตราเกี่ยวกับการเลือกตั้งที่ต้องลับและเสรี

นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญหลายคนเห็นด้วยว่าบาร์โค้ดไม่จำเป็นสำหรับการนับคะแนน และอาจถูกออกแบบมาเพื่อวัตถุประสงค์อื่น กกต. ควรชี้แจงที่มาของบาร์โค้ดนี้ให้ชัดเจน หากพิสูจน์ไม่ได้ว่าปลอดภัย ต้องหยุดใช้ทันทีเพื่อรักษาความน่าเชื่อถือ

ประเด็นนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่ กกต. ถูกวิจารณ์เรื่องความโปร่งใส ในอดีตเคยมีปัญหาบัตรเลือกตั้งผิดพลาดหลายครั้ง สะสมความไม่ไว้วางใจจากประชาชน หากปล่อยไว้ อาจกลายเป็นระเบิดเวลาทางการเมือง ส่งผลต่อเสถียรภาพรัฐบาลใหม่

ในมุมมองของเรา การที่จาตุรนต์ออกมาเรียกร้องให้ศาลวินิจฉัยเป็นทางออกที่ดีที่สุด เพื่อให้ทุกฝ่ายยอมรับผล หากศาลตัดสินว่าขัด ก็แก้ไขได้ทันเวลา ช่วยยกระดับมาตรฐานการเลือกตั้งไทยให้ทัดเทียมสากล

สุดท้ายนี้ ประชาชนอย่างเราควรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเรียกร้องความโปร่งใสจาก กกต. คุณคิดว่าปัญหาบาร์โค้ดนี้จะส่งผลต่อการเลือกตั้งอย่างไร? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความนี้เพื่อให้ข้อมูลแพร่กระจาย!

ที่มา – “จาตุรนต์” ฟาด กกต. ปมบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง จี้ส่งศาลวินิจฉัยก่อนเลือกตั้งซ้ำ

มูรินโญ่ทำความผิดพลาดใหญ่ยักษ์ คอมปานี

มูรินโญ่ทำความผิดพลาดใหญ่ยักษ์ คอมปานี

โชเซ่ มูรินโญ่ กุนซือเบนฟิก้า ทำความผิดพลาดใหญ่ยักษ์ที่ยอมรับไม่ได้ด้วยคำพูดหลังเกมที่ถูกกล่าวหาว่าเหยียดเชื้อชาติต่อวินิซิอุส จูเนียร์ ปีกเรอัล มาดริด ตามคำกล่าวของวินเซนต์ คอมปานี เทรนเนอร์บาเยิร์น มิวนิค

วินิซิอุส ดาวยิงทีมชาติบราซิล ยิงประตูเดียวพาเรอัล มาดริด ชนะเบนฟิก้า 1-0 ในศึกยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา แต่เขาถูกแจกใบเหลืองจากการฉลองประตู และเกมต้องหยุดไป 10 นาทีหลังจากนั้น เมื่อนักเตะรายงานว่าถูกเหยียดเชื้อชาติจากจิอันลูก้า พรีสเตียนนี่ ปีกเบนฟิก้า

ยูฟ่าได้เปิดการสอบสวนข้อกล่าวหานี้แล้ว โดยพรีสเตียนนี่ปฏิเสธข้อหา หลังเกม มูรินโญ่ที่ถูกไล่ออกจากสนามเพราะเถียงผู้ตัดสิน กล่าวว่าวินิซิอุส “หยาบคาย” ในการฉลองประตู และยกตัวอย่างเอูเซบิโอ ดาวยิงในตำนานของเบนฟิก้าว่า สโมสรนี้ไม่ใช่สโมสรเหยียดเชื้อชาติ

มูรินโญ่ทำความผิดพลาดใหญ่ยักษ์ คอมปานีวิจารณ์เดือด

วันศุกร์ที่ผ่านมา คอมปานีพูดด้วยอารมณ์เดือดดาลนานกว่า 10 นาที ในงานแถลงข่าวก่อนเกมบาเยิร์นกับไอน์ทรัคท์ แฟรงก์เฟิร์ต “หลังเกม คุณมีผู้นำองค์กรอย่างโชเซ่ มูรินโญ่ ที่โจมตีตัวตนของวินิซิอุส โดยเอาการฉลองประตูมาด้อยค่าในสิ่งที่วินิซิอุสกำลังเผชิญ” คอมปานีกล่าวเป็นภาษาอังกฤษเพื่อความชัดเจน

“สำหรับผม ในฐานะผู้นำ นี่คือความผิดพลาดใหญ่ยักษ์ที่เราไม่ควรยอมรับ” เขากล่าวต่อ

คอมปานียังตำหนิมูรินโญ่ที่ยกเอูเซบิโอมาเป็นหลักฐาน “คุณรู้ไหมว่าผู้เล่นผิวดำในยุค 1960s ต้องเผชิญอะไร? มูรินโญ่ไปเที่ยวกับเอูเซบิโอทุกนัดเยือนหรือ? ในสมัยนั้น พวกเขาต้องเงียบ ต้องเก่งกว่่า 10 เท่าเพื่อให้ได้เครดิต นั่นคือชีวิตของเอูเซบิโอ”

อดีตกัปตันแมนเชสเตอร์ ซิตี้ และกุนซือเบิร์นลีย์ ยังเล่าประสบการณ์ถูกเหยียดเชื้อชาติสมัยเป็นนักเตะ และย้ำว่าการพูดถึงการฉลองของวินิซิอุสไม่ควรเบี่ยงเบนจากคำตอบทันทีต่อพรีสเตียนนี่

คอมปานีชี้ มูรินโญ่ทำความผิดพลาดใหญ่ยักษ์ แต่เข้าใจเจตนา

“ผมคิดถึงตอนมูรินโญ่สไลด์เข่าที่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ฉลองต่อหน้าบาร์เซโลน่า หรือทะเลาะกับกรรมการตอนโรม่าลุยเซบีย่า ผมรู้จักคน 100 คนที่เคยทำงานกับมูรินโญ่ ไม่มีใครพูดร้าย คุณไม่สามารถเป็นคนไม่ดีแล้วอดีตนักเตะยังพูดดีกับคุณได้ ผมไม่ตัดสินเขาเป็นคน แต่เขาทำผิดพลาด”

เบนนี่ แม็คคาร์ธี อดีตดาวยิงแอฟริกาใต้ บอกว่ามูรินโญ่ควรยอมรับผิด “เขาควรจัดการดีกว่านี้ แต่感情ครอบงำ มันผิด แต่เขาเป็นคนดีกับนักเตะแอฟริกัน หวังว่าเขาจะออกมาขอโทษ”

วินิซิอุสที่เคยถูกเหยียดเชื้อชาติหลายครั้ง โพสต์อินสตาแกรมว่า “คนเหยียดเชื้อชาติคือคนขี้ขลาดเป็นหลัก” เบนฟิก้าปกป้องพรีสเตียนนี่ อ้างมีแคมเปญใส่ร้าย หากผิด พรีสเตียนนี่อาจโดนแบน 10 นัดในยุโรป

เรื่องนี้จุดประกายการถกเถียงเรื่องการต่อต้านการเหยียดเชื้อชาติในฟุตบอล คอมปานีเรียกร้องให้ผู้นำอย่างมูรินโญ่แสดงความรับผิดชอบมากขึ้น เพื่อปกป้องผู้เล่นทุกเชื้อชาติ

ติดตามตารางแชมเปียนส์ลีก สกอร์ และข่าวสารล่าสุดได้ที่ BBC Sport ชมไฮไลท์ทุกนัดตั้งแต่ 22:00 วันพุธบน BBC iPlayer

สุดท้ายแล้ว มูรินโญ่ทำความผิดพลาดใหญ่ยักษ์ คอมปานี ชี้ให้เห็นว่าฟุตบอลต้องการผู้นำที่ยืนหยัดต่อต้านการเหยียดเชื้อชาติอย่างแท้จริง คุณคิดอย่างไร? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง!

ที่มา – ไม่พบหัวข้อ

นายกรัฐมนตรี มอบ พิพัฒน์ เป็นเจ้าภาพเลี้ยงละศีลอดรอมฎอน 1447

ในช่วงเดือนรอมฎอนอันศักดิ์สิทธิ์ ปี ฮ.ศ. 1447 ซึ่งตรงกับ พ.ศ. 2569 ชาวมุสลิมทั่วโลกต่างพร้อมใจกันถือศีลอดและปฏิบัติศาสนกิจอย่างเคร่งครัด เพื่อระลึกถึงพระมหาคัมภีร์อัลกุรอานและฝึกฝนจิตใจให้บริสุทธิ์ บรรยากาศแห่งความเอื้อเฟื้อและการแบ่งปันยิ่งเข้มข้น โดยในประเทศไทย รัฐบาลได้แสดงออกถึงความเข้าใจและเคารพในวิถีชีวิตของพี่น้องมุสลิมผ่านกิจกรรมสำคัญอย่าง นายกรัฐมนตรี มอบ พิพัฒน์ เป็นเจ้าภาพงานเลี้ยงละศีลอด เดือนรอมฎอน ปี ฮ.ศ. 1447 ซึ่งเป็นสัญญาณของความสามัคคีในสังคมพหุวัฒนธรรมของเรา

นายกรัฐมนตรี มอบ พิพัฒน์ เป็นเจ้าภาพงานเลี้ยงละศีลอด เดือนรอมฎอน ปี ฮ.ศ. 1447

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อเวลา 19.00 น. วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 ณ โรงแรมอัล มีรอซ ถนนรามคำแหง เขตสวนหลวง กรุงเทพมหานคร นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้มอบหมายให้ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ทำหน้าที่เป็นประธานในงานเลี้ยงละศีลอดประจำเดือนรอมฎอน ปี พ.ศ. 2569 (ฮ.ศ. 1447) โดยมีผู้เข้าร่วมจำนวนมากจากหลากหลายภาคส่วน

นายกรัฐมนตรี มอบ พิพัฒน์ เป็นเจ้าภาพงานเลี้ยงละศีลอด เดือนรอมฎอน ปี ฮ.ศ. 1447

ผู้เข้าร่วมสำคัญและบรรยากาศงาน

งานครั้งนี้เต็มเปี่ยมไปด้วยความอบอุ่นและไมตรีจิต มีบุคคลสำคัญเข้าร่วม เช่น นายสันติ ปิยะทัต รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายอรุณ บุญชม จุฬาราชมนตรี ผู้แทนเอกอัครราชทูตมุสลิมประจำประเทศไทย คณะทูตานุทูตต่างประเทศ คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย และตัวแทนชุมชนมุสลิมทั่วประเทศ

  • นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ – ประธานในพิธี
  • นายสันติ ปิยะทัต – รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
  • นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ – รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย
  • นายอรุณ บุญชม – จุฬาราชมนตรี
  • คณะทูตานุทูตและตัวแทนมุสลิม

รองนายกรัฐมนตรี พิพัฒน์ รัชกิจประการ ได้กล่าวสุนทรพจน์เปิดงาน โดยเริ่มด้วยคำอวยพร “ขอความสันติสุขจงมีแด่ทุกท่าน” พร้อมเน้นย้ำถึงความสำคัญของเดือนรอมฎอนที่เป็นช่วงเวลาสำคัญสำหรับชาวมุสลิมในการน้อมจิตระลึกถึงอัลกุรอาน ถือศีลอดเพื่อฝึกความอดทน ขัดเกลาจิตใจ และสร้างสังคมแห่งความเมตตาด้วยการบริจาคทานแก่ผู้ยากไร้ ซึ่งเป็นรากฐานของสังคมสันติสุข

พิพัฒน์ รัชกิจประการ เป็นเจ้าภาพงานเลี้ยงละศีลอด เดือนรอมฎอน

ความสำคัญของเดือนรอมฎอนและคำอวยพรจากรองนายกรัฐมนตรี

เดือนรอมฎอนไม่เพียงแต่เป็นเดือนแห่งการถือศีลอดเท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสในการเสริมสร้างศรัทธาและความสัมพันธ์ในชุมชน รองนายกรัฐมนตรีชื่นชมพี่น้องมุสลิมที่มุ่งมั่นปฏิบัติศาสนกิจอย่างเคร่งครัด พร้อมกล่าวคำอวยพรอันประเสริฐว่า “ในโอกาสอันเป็นมงคลเดือนรอมฎอน ประจำปีฮิจเราะห์ศักราช 1447 นี้ ขอพรอันประเสริฐแห่งองค์พระผู้อภิบาล โปรดประทานความเมตตา ความอิ่มเอมใจ และพลานามัยที่แข็งแรงสมบูรณ์ แก่พี่น้องมุสลิมชาวไทยทุกท่าน พร้อมทั้งขอให้ดุอาอ์ของทุกท่านสำเร็จดังที่ปรารถนาไว้ทุกประการ ขอความสันติสุข ความสวัสดี ความเจริญ จงประสบแก่ทุกท่าน”

หลังจากนั้น จุฬาราชมนตรี นายอรุณ บุญชม ได้กล่าวขอบคุณนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี และทุกภาคส่วนที่ให้เกียรติจัดงานนี้ โดยเฉพาะการต้อนรับคณะทูตานุทูตต่างประเทศ รองนายกรัฐมนตรีได้มอบของที่ระลึกแก่จุฬาราชมนตรี ก่อนร่วมรับประทานอาหารเย็นและเดินทางกลับ

งานเลี้ยงละศีลอด เดือนรอมฎอน ปี ฮ.ศ. 1447 โดย พิพัฒน์ รัชกิจประการ

กิจกรรม นายกรัฐมนตรี มอบ พิพัฒน์ เป็นเจ้าภาพงานเลี้ยงละศีลอด เดือนรอมฎอน ปี ฮ.ศ. 1447 นี้ ไม่เพียงแสดงถึงการสนับสนุนจากรัฐบาลต่อชุมชนมุสลิมเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงนโยบายรัฐบาลที่ส่งเสริมความเป็นพลเมืองที่มีความเข้าใจซึ่งกันและกันในสังคมไทยที่หลากหลายทางศาสนาและวัฒนธรรม ในยุคที่โลกเผชิญความขัดแย้งมากมาย การแสดงออกเช่นนี้ช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์ของประเทศไทยในสายตานานาชาติ โดยเฉพาะคณะทูตที่มาร่วม

เดือนรอมฎอนยังเป็นช่วงเวลาที่ชาวมุสลิมทั่วโลกแบ่งปันอาหารหลังละศีลอด (อิฟตาร์) ซึ่งงานนี้ได้จัดอย่างสมพระเกียรติ สอดคล้องกับหลักศาสนาอิสลามที่เน้นการช่วยเหลือสังคม หากคุณเป็นชาวมุสลิมหรือสนใจวัฒนธรรมอิสลาม ลองเข้าร่วมกิจกรรมคล้ายๆ นี้ในปีหน้า หรือแบ่งปันประสบการณ์ของคุณในคอมเมนต์ด้านล่าง สนับสนุนให้สังคมไทยมีความสามัคคียิ่งขึ้น!

ที่มา – นายกรัฐมนตรี มอบ พิพัฒน์ เป็นเจ้าภาพงานเลี้ยงละศีลอด เดือนรอมฎอน ปี ฮ.ศ. 1447

ผู้ตรวจการแผ่นดินขีดเส้นตาย สั่ง กกต. แจงปมบัตรเลือกตั้งส่อไม่ลับ 27 ก.พ.

ในสถานการณ์การเมืองที่กำลังร้อนระอุ ผู้ตรวจการแผ่นดินขีดเส้นตาย สั่ง กกต. แจงปมบัตรเลือกตั้งส่อไม่ลับภายใน 27 ก.พ. กลายเป็นประเด็นที่ทุกคนจับตามอง หลังจากเกิดข้อกังวลเรื่องความลับของบัตรเลือกตั้งในการเลือกตั้ง ส.ส. เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2567 ซึ่งมีรายงานว่าบัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ดที่อาจเปิดเผยข้อมูลผู้ลงคะแนนได้ สร้างความไม่เชื่อมั่นให้กับประชาชนจำนวนมาก

ผู้ตรวจการแผ่นดินขีดเส้นตาย สั่ง กกต. แจงปมบัตรเลือกตั้งส่อไม่ลับภายใน 27 ก.พ.

วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2567 สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินได้ออกเอกสารข่าวชี้แจงความคืบหน้า โดยระบุว่าการตรวจสอบคำร้องที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งครั้งนี้ กกต. ได้ขอขยายเวลายื่นคำชี้แจงและหลักฐานจากเดิมกำหนดส่งวันที่ 23 กุมภาพันธ์ ออกไปอีก 7 วัน โดยอ้างว่าข้อมูลมีปริมาณมากและต้องรวบรวมอย่างละเอียด

อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมผู้ตรวจการแผ่นดินเห็นว่าปัญหานี้มีความสำคัญระดับชาติ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่นในระบบเลือกตั้ง ซึ่งเป็นหัวใจของประชาธิปไตย ดังนั้นจึงไม่อนุมัติการเลื่อนเต็มจำนวน แต่ให้ขยายเวลาเพียงถึงวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2567 เท่านั้น อาศัยอำนาจตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน พ.ศ. 2560

สาเหตุของปมบัตรเลือกตั้งส่อไม่ลับ

ประเด็นหลักเกิดจากบัตรเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ดหรือรหัสประจำตัว ซึ่งผู้ร้องเรียนมองว่าอาจเชื่อมโยงได้กับตัวผู้ลงคะแนน ทำให้ขัดหลักการลับของการลงคะแนนตามรัฐธรรมนูญมาตรา 101 ที่กำหนดให้การเลือกตั้งต้องเป็นการแสดงเจตจำนงโดยอิสระและลับสุดยอด ปัญหานี้ถูกยื่นคำร้องให้ผู้ตรวจการแผ่นดินตรวจสอบตั้งแต่ช่วงหลังเลือกตั้ง เพื่อส่งต่อศาลรัฐธรรมนูญหากพบความผิดปกติ

  • กกต. ขอเลื่อนส่งหลักฐานจาก 23 ก.พ. ออกไป 7 วัน
  • ผู้ตรวจการแผ่นดินพิจารณาแล้ว เห็นว่าต้องเร่งรัดเพราะเรื่องสำคัญ
  • กำหนดส่งใหม่ภายใน 27 ก.พ. หากเลยจะดำเนินการทันทีโดยไม่รอ
  • มุ่งคุ้มครองสิทธิประชาชนตามเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ

ผลกระทบหาก กกต. ไม่ปฏิบัติตามกำหนด

หาก กกต. ไม่ส่งคำชี้แจงและหลักฐานภายในเส้นตาย ผู้ตรวจการแผ่นดินจะแสวงหาข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานที่มีอยู่ทันที และอาจส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ซึ่งอาจนำไปสู่การสั่งเลือกตั้งใหม่ในบางเขตหรือปรับโครงสร้างการเลือกตั้งครั้งหน้า สิ่งนี้จะช่วยเสริมสร้างความโปร่งใสและป้องกันการทุจริตในอนาคต

กรณี ผู้ตรวจการแผ่นดินขีดเส้นตาย สั่ง กกต. แจงปมบัตรเลือกตั้งส่อไม่ลับภายใน 27 ก.พ. สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของหน่วยงานอิสระในการกำกับดูแลรัฐ เพื่อรักษาความศรัทธาของประชาชน ในยุคที่ข่าวปลอมและข้อครหาแพร่กระจาย การมีกลไกตรวจสอบที่เข้มแข็งจึงจำเป็นยิ่ง นอกจากนี้ ยังเป็นบทเรียนให้ กกต. ต้องเตรียมระบบให้พร้อมมากขึ้นในอนาคต เช่น การใช้เทคโนโลยีที่รับประกันความลับ 100%

ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะเกี่ยวข้องกับหลักประชาธิปไตยขั้นพื้นฐาน หากปล่อยให้คลุมเครือ อาจนำไปสู่การโต้แย้งผลการเลือกตั้งทั้งหมด ผู้ตรวจการแผ่นดินจึงแสดงจุดยืนชัดเจนในการเร่งรัดกระบวนการ สร้างความหวังให้ประชาชนที่ต้องการความยุติธรรม

ในมุมมองของผู้เขียน กรณีนี้เป็นสัญญาณดีที่แสดงให้เห็นว่าระบบตรวจสอบของไทยยังทำงานได้ แม้จะมีแรงกดดันจากฝ่ายการเมือง หาก กกต. ส่งหลักฐานครบถ้วนตามกำหนด จะช่วยคลายข้อกังวลและปิดคดีได้อย่างสวยงาม สุดท้ายแล้ว ประชาชนควรติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะนี่คือการต่อสู้เพื่อสิทธิเลือกตั้งที่บริสุทธิ์

คุณคิดอย่างไรกับประเด็นนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความเพื่อให้ข้อมูลนี้แพร่กระจายสู่สาธารณะ!

ที่มา – ผู้ตรวจการแผ่นดินขีดเส้นตาย สั่ง กกต. แจงปมบัตรเลือกตั้งส่อไม่ลับภายใน 27 ก.พ.

ไทยสร้างไทย ย้ำจุดยืนปราบโกง แก้ รธน. รายมาตรา

พรรคไทยสร้างไทยกำลังเคลื่อนไหวอย่างจริงจังเพื่อย้ำจุดยืนสำคัญในการเมืองไทย โดยเฉพาะ ไทยสร้างไทย ย้ำจุดยืนจะผลักดัน “วาระปราบโกง” แก้รัฐธรรมนูญรายมาตรา ซึ่งเป็นนโยบายหลักที่มุ่งคืนอำนาจให้ประชาชนและกำจัดปัญหาคอร์รัปชันที่ฝังรากลึกมานาน นี่คือข่าวดีสำหรับคนไทยที่เบื่อหน่ายกับการทุจริตในแวดวงการเมือง

ไทยสร้างไทย ย้ำจุดยืนจะผลักดัน “วาระปราบโกง” แก้รัฐธรรมนูญรายมาตรา

วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 นายอุดมเดช รัตนเสถียร ว่าที่ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคไทยสร้างไทย ได้เปิดเผยทิศทางการขับเคลื่อนงานของพรรคอย่างชัดเจน พรรคยืนยันว่าจะผลักดัน “วาระปราบโกง” ให้รัฐบาลดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญแบบรายมาตรา เพื่อให้รัฐธรรมนูญไทยกลายเป็นเครื่องมือปราบโกงที่แท้จริง ไม่ใช่แค่ชื่อเรียกเท่านั้น

ในสภาชุดที่แล้ว พรรคไทยสร้างไทยเคยพยายามเสนอประเด็นเหล่านี้ แต่ยังไม่ได้รับการตอบสนองจากพรรคร่วมเท่าที่ควร อย่างไรก็ตาม พรรคไม่ยอมแพ้และยังคงมุ่งมั่นเดินหน้าต่อไป โดยจะไม่แตะต้องหมวด 1 และหมวด 2 ของรัฐธรรมนูญ แต่เน้นแก้ไขเฉพาะส่วนที่ทำให้เกิดการทุจริต

คืนอำนาจประชาชนด้วยสิทธิถอดถอน 50,000 ชื่อ

หัวใจสำคัญของนโยบายนี้คือการให้อำนาจประชาชน 50,000 คน มีสิทธิยื่นถอดถอนนักการเมืองทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็นนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ส.ส. ส.ว. หรือแม้แต่องค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญ หากพบพฤติกรรมทุจริตคอร์รัปชัน สิ่งนี้จะยืนยันว่าอำนาจประชาชนไม่ได้สิ้นสุดแค่วันเลือกตั้ง แต่สามารถตรวจสอบได้ตลอดเวลา

นอกจากนี้ พรรคยังเสนอให้จัดตั้ง “ป.ป.ช. ภาคประชาชน” ตั้งแต่ระดับหมู่บ้าน โดยดึงภาคเอกชนอย่างคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน (กกร.) มาร่วมตรวจสอบ เพื่อสร้างระบบคานอำนาจที่โปร่งใสและเข้มแข็ง

ปลดล็อกกฎหมายล้าสมัย ช่วย SMEs และคนตัวเล็ก

อีกประเด็นสำคัญคือการแก้ปัญหาให้ประชาชนและผู้ประกอบการรายย่อย โดยเสนอให้ออก พ.ร.ก. ฉบับเดียวเพื่อพักการบังคับใช้ใบอนุญาตกว่า 1,400 ฉบับที่ล้าสมัยและยุ่งยาก เป็นเวลา 3-5 ปี ช่วยให้คนตัวเล็กเริ่มทำมาหากินได้ทันที โดยไม่ต้องรอขออนุญาตนานๆ ซึ่งมักเป็นช่องโหว่ให้เจ้าหน้าที่รีดไถ

  • ลดขั้นตอนอนุมัติที่ล่าช้า
  • เปลี่ยนรัฐจากผู้ควบคุมเป็นผู้สนับสนุน
  • สร้างโอกาสรายได้ให้คนไทยในภาวะเศรษฐกิจถดถอย
  • ลดช่องทางทุจริตจากกฎระเบียบเก่า

นโยบายเหล่านี้ไม่ใช่แค่สัญญา แต่เป็นแผนปฏิบัติที่ชัดเจน เพื่อให้ประเทศไทยก้าวข้ามปัญหาโกงและสร้างความมั่นคงให้ประชาชน พรรคไทยสร้างไทยเชื่อว่ารัฐธรรมนูญปราบโกงจะเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่

ในยุคที่ประชาชนต้องการความโปร่งใสมากขึ้น การผลักดัน ไทยสร้างไทย ย้ำจุดยืนจะผลักดัน “วาระปราบโกง” แก้รัฐธรรมนูญรายมาตรา ถือเป็นก้าวสำคัญ หากคุณเห็นด้วย ควรติดตามและสนับสนุนพรรคที่กล้าทำเพื่อประชาชนจริงๆ นี่อาจเป็นโอกาสทองในการกำจัดโกงให้สิ้นซาก

ที่มา – ไทยสร้างไทย ย้ำจุดยืนจะผลักดัน “วาระปราบโกง” แก้รัฐธรรมนูญรายมาตรา

ยัวะโดนเรียกเป่าแอลกอฮอล์ หนุ่มการทางพิเศษ ตบหน้าตำรวจปากแตก

วันนี้มีข่าวร้อนที่ทำให้ชาวเน็ตฮือฮาไปทั้งโซเชียลกันเลยครับ เรื่องยัวะโดนเรียกเป่าแอลกอฮอล์ “หนุ่มการทางพิเศษ” ตบหน้าตำรวจจราจรกลางปากแตก เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นจริงๆ แล้วยังเป็นเจ้าหน้าที่รัฐด้วยนะ ใครที่ชอบดื่มแล้วขับรถต้องฟังให้ดีเลย เพราะอาจจะกลายเป็นข่าวดังแบบนี้ได้ง่ายๆ

ยัวะโดนเรียกเป่าแอลกอฮอล์ “หนุ่มการทางพิเศษ” ตบหน้าตำรวจจราจรกลางปากแตก

เรื่องราวทั้งหมดเกิดขึ้นเมื่อเวลา 24.59 น. วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2567 ร.ต.อ.พงศ์พล สมบูรณ์ รอง สว. งานตรวจพิสูจน์ผู้ขับขี่ กก.5 บก.จร. กำลังตั้งจุดตรวจวัดแอลกอฮอล์อยู่บริเวณหน้าโรงจอดรถไฟฟ้า ถนนพระราม 9 แขวงบางกะปิ เขตห้วยขวาง กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นจุดที่รถราวิ่งพลุกพล่าน โดยเฉพาะช่วงดึกแบบนี้

ตอนนั้นมีรถกระบะโตโยต้า ไฮลักซ์ ริโมว์ สีขาว ทะเบียน 6 ขก 3676 กรุงเทพมหานคร ขับเข้ามาในด่านตรวจ ผู้ขับคือ นายธีร์ดนัย อินดี เจ้าหน้าที่การทางพิเศษแห่งประเทศไทย วัยหนุ่มใหญ่ที่ดูมีอาการเมามายชัดเจน ตำรวจนายดังกล่าวจึงเรียกให้หยุดรถเพื่อตรวจวัดแอลกอฮอล์ตามปกติ

แต่แทนที่จะให้ความร่วมมือ นายธีร์ดนัยกลับลงจากรถแล้ววิ่งหนีทันที! ไม่ยอมเป่าแถมยังหันกลับมาทำร้ายร่างกาย ร.ต.อ.พงศ์พล โดยใช้มือตบเข้าที่ใบหน้าอย่างแรง จนปากแตกและหัวเข่าถลอกเลยครับ สุดท้ายตำรวจต้องวิทยุเรียกกำลังเสริมมาช่วยควบคุมตัว ส่งตัวไปที่ สน.มักกะสันทันที

ผลตรวจแอลกอฮอล์พุ่งสูงเกินกำหนดมาก

หลังจากควบคุมตัวได้ ผลตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดของนายธีร์ดนัยออกมา 126 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ซึ่งสูงเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้มาก โดยปกติแล้วสำหรับผู้ขับขี่รถยนต์ทั่วไป ห้ามมีแอลกอฮอล์เกิน 20 มก.% เลยนะครับ (ตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43) ถ้าเกินแบบนี้โดนหนักแน่นอน

เบื้องต้นตำรวจแจ้งข้อหา “เมาแล้วขับ” ทันที และกำลังรอผลแพทย์นิติเวชยืนยันอาการบาดเจ็บของเจ้าหน้าที่ เพื่อแจ้งข้อหาเพิ่ม “ทำร้ายร่างกายเจ้าพนักงานขณะปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย” ซึ่งเป็นข้อหาหนักโทษจำคุกได้ถึง 5 ปีเลยทีเดียว

บทเรียนจากเหตุการณ์ยัวะโดนเรียกเป่าแอลกอฮอล์นี้

เหตุการณ์นี้ไม่ใช่แค่ข่าวเมาแล้วขับธรรมดา แต่เป็นตัวอย่างชั้นดีที่แสดงให้เห็นว่าความหัวร้อน+เหล้า = ผลเสียร้ายแรง ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม แม้แต่เจ้าหน้าที่การทางพิเศษที่ดูแลถนนทางด่วน ยังมาทำผิดกฎจราจรได้ ถ้าคุณเมาแล้วขับ เจอด่านตรวจแล้วดื้อแบบนี้ ชีวิตเปลี่ยนชิบหายเลยนะ

  • อันตรายจากการเมาแล้วขับ: สถิติปีละพันกว่าคนตายจากอุบัติเหตุเมาแล้วขับในไทย สูงสุดในอาเซียน
  • อย่าดื้อกับตำรวจ: การตบหรือทำร้ายเจ้าหน้าที่ เพิ่มโทษหนักกว่าเมาแล้วขับอีก อาจติดคุกนอนไม่หลับ
  • รู้กฎหมายไว้: แอลกอฮอล์เกิน 20 มก.% = ปรับ 5,000-20,000 / ยึดรถ / เพิกถอนใบขับขี่ อาจถึงขัง 1 ปี
  • ทางออกที่ดี: ถ้าเมาเรียกแท็กซี่ / Grab / เพื่อนมารับ จะปลอดภัยกว่า

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นที่น่าสนใจคือ นายธีร์ดนัยเป็นพนักงานการทางพิเศษ ซึ่งดูแลทางด่วนที่เราจ่ายค่าผ่านทางแพงๆ ถ้าทำผิดกฎจราจรแบบนี้ ภาพลักษณ์เสียหายทั้งองค์กรเลยครับ คงต้องรอสอบสวนวินัยเพิ่มเติม

จากประสบการณ์ส่วนตัวผม เคยเจอด่านตรวจแอลกอฮอล์หลายครั้ง ถ้าดื่มแค่นิดเดียวก็เป่าเกือบเกินแล้ว ยิ่งดึกๆ รถเยอะ ตำรวจตั้งด่านบ่อยมาก แนะนำให้ใช้แอปเช็คแอลกอฮอล์ล่วงหน้าดีกว่า จะได้ไม่เสี่ยง

ยัวะโดนเรียกเป่าแอลกอฮอล์ อย่าปล่อยให้เกิดขึ้นกับคุณ

สรุปแล้ว เหตุการณ์ยัวะโดนเรียกเป่าแอลกอฮอล์ “หนุ่มการทางพิเศษ” ตบหน้าตำรวจจราจรกลางปากแตก เป็นเครื่องเตือนใจชั้นดี เมาแล้วขับไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ส่งผลต่อชีวิตตัวเองและผู้อื่น ลองคิดดูถ้ารถกระบะคันนั้นพุ่งชนใครขึ้นมา คงน่าสลดใจกว่านี้เยอะ

สำหรับผมแล้ว มองว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจทำหน้าที่ถูกต้อง การตรวจแอลกอฮอล์ช่วยลดอุบัติเหตุได้จริง สังคมควรสนับสนุนมากกว่าโจมตี คุณล่ะครับ เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้ไหม? คิดว่าควรมีโทษอย่างไรถึงจะเหมาะสม หรือมีเคล็ดลับเลี่ยงเมาแล้วขับยังไงบ้าง มาคอมเมนต์แชร์กันด้านล่างเลยนะครับ และอย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ที่ชอบปาร์ตี้หนักๆ ด้วย จะได้ไม่ต้องมาเสียใจทีหลัง!

ที่มา – ยัวะโดนเรียกเป่าแอลกอฮอล์ “หนุ่มการทางพิเศษ” ตบหน้าตำรวจจราจรกลางปากแตก

มูรินโญ่ผิดพลาด – แม็คคาร์ธีวิจารณ์วินิซิอุส

มูรินโญ่ผิดพลาด – แม็คคาร์ธีวิจารณ์วินิซิอุส

ในวงการฟุตบอลที่เต็มไปด้วยดราม่าและความตึงเครียด โชเซ่ มูรินโญ่ ผู้จัดการทีมชื่อดัง กลับกลายเป็นเป้าหมายวิจารณ์จากอดีตผู้เล่นของเขาเอง เบนนี่ แม็คคาร์ธี อดีตกองหน้าพรีเมียร์ลีก ได้ออกมาแสดงความเห็นอย่างตรงไปตรงมาว่า มูรินโญ่ผิดพลาด ในการตอบโต้เหตุการณ์ที่วินิซิอุส จูเนียร์ ดาวยิงเรอัล มาดริด ถูกกล่าวหาว่าได้รับการเหยียดเชื้อชาติระหว่างเกมยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก รอบเพลย์ออฟ เลกแรก ที่เรอัล มาดริด เอาชนะเบนฟิก้า 1-0

แม็คคาร์ธี ซึ่งเคยเล่นใต้การคุมทีมของมูรินโญ่ที่สปอร์ติ้ง ลิสบอน ยืนยันว่าคำพูดของมูรินโญ่ที่ดูเหมือนจะไม่จริงจังกับประเด็นนี้เป็นสิ่งที่ ‘ผิดพลาดมาก’ และเรียกร้องให้อดีตเจ้านายของเขาขอโทษต่อสาธารณะ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสต่อต้านการเหยียดเชื้อชาติที่กำลังรุนแรงในฟุตบอลยุโรป

มูรินโญ่ผิดพลาด – แม็คคาร์ธีวิจารณ์วินิซิอุส

แม็คคาร์ธีไม่ลังเลที่จะวิจารณ์มูรินโญ่ โดยบอกว่าปฏิกิริยาของกุนซือรายนี้ต่อเหตุการณ์วินิซิอุสนั้นไม่เหมาะสม ‘เขาควรขอโทษ มันผิดพลาดมาก’ แม็คคาร์ธีกล่าวในสัมภาษณ์ เขายังชี้ว่ามูรินโญ่แสดงอารมณ์มากเกินไปและไม่ให้ความสำคัญกับปัญหาการเหยียดผิวที่วินิซิอุสต้องเผชิญมาอย่างต่อเนื่อง

วินิซิอุส จูเนียร์ ดาวเตะบราซิลวัย 23 ปี กลายเป็นสัญลักษณ์ในการต่อสู้กับการเหยียดเชื้อชาติในลาลีกา เขาเคยถูกแฟนบอลล้อเลียนสีผิวหลายครั้ง และครั้งนี้ระหว่างเกมกับเบนฟิก้าก็มีรายงานคล้ายกัน ทำให้เกิดคำถามถึงการจัดการของยูฟ่าและสโมสร

พื้นหลังเหตุการณ์มูรินโญ่ผิดพลาด

เกมดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของรอบเพลย์ออฟแชมเปียนส์ลีก เรอัล มาดริดนำด้วยสกอร์ 1-0 แต่ดราม่าคือเสียงโห่และคำพูดเหยียดจากอัฒจันทร์ที่มุ่งเป้าไปยังวินิซิอุส มูรินโญ่ ซึ่งปัจจุบันคุมทีมเฟเนร์บาฮเช่ ได้ให้ความเห็นหลังเกม โดยดูเหมือนจะลดทอนความรุนแรงของเหตุการณ์ สิ่งนี้ทำให้แม็คคาร์ธีที่เคยร่วมงานกับเขาออกมาแสดงจุดยืน

ความเห็นของแม็คคาร์ธีต่อปฏิกิริยาวินิซิอุส

อดีตดาวยิงแอฟริกาใต้ย้ำว่าปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย ‘วินิซิอุสกำลังต่อสู้เพื่อสิทธิของนักเตะผิวดำทุกคน มูรินโญ่ควรสนับสนุน ไม่ใช่ทำให้มันดูเป็นเรื่องเล็ก’ เขากล่าว นอกจากนี้ แม็คคาร์ธียังชี้ว่าประสบการณ์ของตัวเองในยุโรปทำให้เข้าใจความเจ็บปวดนี้ดี

  • มูรินโญ่แสดงปฏิกิริยาที่ไม่เหมาะสมต่อการเหยียดเชื้อชาติ
  • แม็คคาร์ธีเรียกร้องให้ขอโทษต่อสาธารณะ
  • วินิซิอุสกลายเป็นเหยื่อซ้ำๆ ในลีกสเปนและยุโรป
  • ยูฟ่าต้องเข้มงวดมากขึ้นกับแฟนบอลที่กระทำผิด
  • ประเด็นนี้สะท้อนปัญหาใหญ่ในฟุตบอลโลก

การวิจารณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากมูรินโญ่เคยถูกมองว่าเป็นกุนซือที่เด็ดขาด แต่ครั้งนี้เขาดู ‘อารมณ์ร้อน’ เกินไปตามคำของแม็คคาร์ธี ผู้เชี่ยวชาญหลายคนเห็นด้วยว่าฟุตบอลต้องร่วมมือกันกำจัดเหยียดผิว โดยเฉพาะกับดาวรุ่งอย่างวินิซิอุสที่ทำประตูและแอสซิสต์ได้อย่างยอดเยี่ยม

ในฤดูกาลนี้ วินิซิอุสยิงไปแล้วกว่า 10 ประตู แต่ปัญหานอกสนามทำให้เขาเครียด สโมสรเรอัล มาดริดยืนยันจะร้องเรียนยูฟ่า และแฟนบอลทั่วโลกติดตามสถานการณ์นี้อย่างใกล้ชิด

นอกจากนี้ ยังมีบทสัมภาษณ์เพิ่มเติมจากแม็คคาร์ธีที่เรียกมูรินโญ่ว่า ’emotional’ และควรขอโทษเพื่อรักษาภาพลักษณ์ มันเป็นบทเรียนสำหรับกุนซือทุกคนในการจัดการประเด็นสังคม

ปัญหาการเหยียดเชื้อชาติในฟุตบอลไม่ได้จำกัดแค่สเปน ลีกอังกฤษ เยอรมนี และโปรตุเกสก็มีกรณีคล้ายกัน การออกมาพูดของแม็คคาร์ธีช่วยจุดประกายให้เกิดการถกเถียงมากขึ้น

สุดท้ายแล้ว มูรินโญ่ผิดพลาด – แม็คคาร์ธีวิจารณ์วินิซิอุส เป็นหัวข้อที่แสดงให้เห็นว่าฟุตบอลไม่ใช่แค่นักเตะ แต่รวมถึงค่านิยมด้วย ในฐานะแฟนบอล เราควรสนับสนุนนักเตะที่กล้าพูดเพื่อความยุติธรรม ลองคิดดูสิว่าถ้าไม่มีคนอย่างวินิซิอุส ปัญหานี้จะถูกเพิกเฉยไปกี่มากน้อย

คุณคิดอย่างไรกับปฏิกิริยาของมูรินโญ่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และแชร์บทความนี้เพื่อกระจายความตระหนักเรื่องเหยียดเชื้อชาติในฟุตบอล ติดตามข่าวสารฟุตบอลล่าสุดได้ที่นี่!

ที่มา – ไม่พบหัวข้อ