วัน: 5 มีนาคม 2026

ทำเนียบขาว ย้ำ 4 เป้าหมายถล่มอิหร่าน สหรัฐฯ อาจโดนโรงเรียน

ทำเนียบขาว ย้ำ 4 เป้าหมายถล่มอิหร่าน สหรัฐฯ อาจโจมตีโดนโรงเรียน เป็นประเด็นร้อนที่โลกกำลังจับตามอง เมื่อโฆษกทำเนียบขาวออกมาแถลงข่าวชัดเจนเกี่ยวกับปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่าน สถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางยิ่งรุนแรงขึ้นหลังจากเหตุการณ์โจมตีโรงเรียนประถมหญิงล้วนที่ทำให้มีเด็กเสียชีวิตจำนวนมาก

ทำเนียบขาว ย้ำ 4 เป้าหมายถล่มอิหร่าน สหรัฐฯ อาจโจมตีโดนโรงเรียน

เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2569 หรือ 4 มี.ค. 2569 น.ส. แคโรไลน์ ลีวิตต์ โฆษกทำเนียบขาวสหรัฐฯ ได้จัดการแถลงข่าวที่สร้างความฮือฮา เธอย้ำยืนยันถึง 4 เป้าหมายหลักในการดำเนินปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่าน โดยชี้แจงว่าการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลไม่ใช่เป้าหมายหลักในขณะนี้ ข่าวนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความกังวลเรื่องการขยายวงสงครามในภูมิภาค

ทำเนียบขาว ย้ำ 4 เป้าหมายถล่มอิหร่านอย่างชัดเจน ได้แก่ การทำลายโครงการขีปนาวุธวิถีโค้งของอิหร่าน กวาดล้างกองกำลังทางทะเลในภูมิภาค ทลายเครือข่ายตัวแทนก่อการร้าย และขัดขวางการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ นอกจากนี้ โฆษกยังไม่ปฏิเสธความเป็นไปได้ที่สหรัฐฯ อาจเป็นผู้โจมตีโรงเรียนประถมหญิงล้วนทางตอนใต้ของอิหร่าน ซึ่งมีผู้เสียชีวิตกว่า 170 ราย ส่วนใหญ่เป็นเด็กหญิง

รายละเอียด 4 เป้าหมายหลักที่ทำเนียบขาวย้ำ

  • ทำลายโครงการขีปนาวุธวิถีโค้ง: สหรัฐฯ มุ่งเน้นกำจัดภัยคุกคามจากขีปนาวุธที่อิหร่านพัฒนา ซึ่งสามารถโจมตีเป้าหมายในภูมิภาคได้อย่างรวดเร็ว
  • กวาดล้างกองกำลังทางทะเล: ลดขีดความสามารถของกองทัพเรืออิหร่านในอ่าวเปอร์เซียและบริเวณใกล้เคียง เพื่อรักษาความมั่นคงทางทะเล
  • ทลายเครือข่ายตัวแทนก่อการร้าย: ตัดเส้นทางการสนับสนุนกลุ่มก่อการร้ายที่อิหร่านให้การหนุนหลัง เช่น ฮิซบุลลาห์และฮูธี
  • ขัดขวางอาวุธนิวเคลียร์: ป้องกันไม่ให้อิหร่านก้าวหน้าไปสู่การครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งเป็นภัยคุกคามระดับโลก

น.ส. ลีวิตต์ ยังเผยว่าการตัดสินใจของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ มาจาก “ลางสังหรณ์ที่ดี” บนพื้นฐานข้อมูลข่าวกรองที่ชี้ว่าอิหร่านกำลังวางแผนโจมตีสหรัฐฯ นอกจากนี้ เธอระบุว่าสหรัฐฯ มีอาวุธมากพอสำหรับสงครามยืดเยื้อ และสามารถครองน่านฟ้าอิหร่านได้อย่างสมบูรณ์ในเวลาไม่กี่ชั่วโมง

ประเด็นโรงเรียนที่ถูกโจมตีกลายเป็นจุดถกเถียงหนัก โฆษกยืนยันว่ากองทัพสหรัฐฯ ไม่ได้ตั้งใจโจมตีพลเรือน แต่ไม่ยืนยันหรือปฏิเสธว่าสหรัฐฯ เป็นผู้กระทำ สถานการณ์นี้จุดชนวนการประท้วงทั่วโลก และเพิ่มแรงกดดันต่อนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ

บริบทกว้างขึ้น สงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านยืดเยื้อมานาน ท่ามกลางข้อพิพาทนิวเคลียร์และการแทรกแซงในตะวันออกกลาง เหตุการณ์ทำเนียบขาว ย้ำ 4 เป้าหมายถล่มอิหร่าน สหรัฐฯ อาจโจมตีโดนโรงเรียน นี้ อาจนำไปสู่การตอบโต้ที่รุนแรงจากอิหร่านและพันธมิตร เช่น รัสเซียและจีน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันและเศรษฐกิจโลก

ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่านโยบาย “แรงผลักดันจากลางสังหรณ์” ของทรัมป์เสี่ยงสูง อาจนำไปสู่สงครามเต็มรูปแบบ ขณะที่ประชาคมโลกเรียกร้องการเจรจาเพื่อหลีกเลี่ยงหายนะมนุษยธรรม

ในมุมมองของเรา สถานการณ์นี้ชี้ให้เห็นถึงความเปราะบางของสันติภาพโลก การโจมตีพลเรือนไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ ย่อมเป็นโศกนาฏกรรมที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ผู้สนใจควรติดตามพัฒนาการอย่างใกล้ชิด เพื่อเข้าใจผลกระทบต่อภูมิภาคและไทยที่พึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลาง

ติดตามข่าวต่างประเทศและอัปเดตสงครามอิหร่านได้ที่เว็บไซต์ของเรา เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – ทำเนียบขาว ย้ำ 4 เป้าหมายถล่มอิหร่าน สหรัฐฯ อาจโจมตีโดนโรงเรียน

อิหร่านเลื่อนไว้อาลัยผู้นำ อิสราเอลโจมตีระลอก 11

อิหร่านเลื่อนจัดพิธีไว้อาลัยอดีตผู้นำสูงสุด อิสราเอลเริ่มโจมตีระลอก 11 สถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางยิ่งรุนแรง เมื่ออิสราเอลเปิดฉากโจมตีทางอากาศใส่กรุงเตหะราน ขณะที่อิหร่านต้องเลื่อนพิธีสำคัญ สงครามครั้งนี้เริ่มต้นมาตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ และยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลง

อิหร่านเลื่อนจัดพิธีไว้อาลัยอดีตผู้นำสูงสุด อิสราเอลเริ่มโจมตีระลอก 11

เมื่อคืนวันที่ 4 มีนาคม 2569 กองกำลังป้องกันตนเองของอิสราเอล หรือ IDF ได้ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการ ว่าพวกเขาได้เริ่มปฏิบัติการโจมตีทางอากาศระลอกใหม่ทั่วกรุงเตหะราน เมืองหลวงของอิหร่าน โดยมีเป้าหมายหลักคือโครงสร้างพื้นฐานทางทหารสำคัญๆ ของอิหร่าน แม้จะยังไม่เปิดเผยพิกัดที่แน่ชัด แต่เจ้าหน้าที่ IDF สัญญาว่าจะอัปเดตรายละเอียดเพิ่มเติมในเร็วๆ นี้

รายงานจากผู้สื่อข่าวที่อยู่ในพื้นที่ บรรยายถึงเสียงระเบิดดังสนั่นไปทั่วเมืองหลวง เสียงดังสนั่นหวั่นไหวหลายครั้ง สร้างความตื่นตระหนกให้กับชาวเมืองเตหะรานจำนวนมาก นี่ถือเป็นการโจมตีระลอกที่ 11 แล้ว นับตั้งแต่สหรัฐอเมริกาและอิสราเอลเริ่มปฏิบัติการโจมตีครั้งใหญ่เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

รายละเอียดการโจมตีระลอกที่ 11 ของอิสราเอล

การโจมตีครั้งนี้เกิดขึ้นต่อเนื่องจากการโจมตีในช่วงเช้าวันพุธ โดย IDF อ้างว่าสามารถทำลายทรัพย์สินทางทหารของอิหร่านหลายสิบรายการ โดยเฉพาะระบบขีปนาวุธวิถีโค้งที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ทางตะวันตกและตอนกลางของอิหร่าน นอกจากนี้ ยังมีฐานยิงขีปนาวุธบางแห่งที่ถูกโจมตีในขณะที่กำลังเตรียมพร้อมใช้งานเพื่อตอบโต้ทางอิสราเอล

  • เป้าหมายหลัก: โครงสร้างพื้นฐานทหารในกรุงเตหะราน
  • จำนวนระลอก: ระลอกที่ 11 นับตั้งแต่ 28 ก.พ. 2569
  • ความสำเร็จล่าสุด: ทำลายระบบขีปนาวุธหลายสิบรายการ
  • ฐานยิงขีปนาวุธ: ถูกโจมตีขณะเตรียมยิง

เอฟฟี เดฟริน โฆษกของ IDF กล่าวในการแถลงข่าวเมื่อเย็นวันพุธว่า “เราโจมตีรัฐบาลนี้ด้วยแสนยานุภาพมหาศาล และเราไม่คิดที่จะหยุดพักเลยแม้แต่นาทีเดียว เรากำลังโจมตีเป้าหมายที่สำคัญและเปราะบางที่สุด และเราได้ทำลายเสถียรภาพของพวกเขาอย่างต่อเนื่อง” คำพูดนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของอิสราเอลในการดำเนินการทางทหารต่อเนื่อง

อิหร่านเลื่อนจัดพิธีไว้อาลัยอดีตผู้นำสูงสุด

ในอีกด้านหนึ่ง รัฐบาลอิหร่านได้ประกาศเลื่อนการจัดพิธีไว้อาลัยให้กับอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดผู้ล่วงลับออกไปอย่างไม่มีกำหนด เดิมกำหนดจัดในวันพุธและต่อเนื่อง 3 วัน แต่ต้องเลื่อนเนื่องจากสถานการณ์ปัจจุบัน โดยระบุว่ากำลังอยู่ในขั้นตอนการเตรียมงาน คาเมเนอีถือเป็นบุคคลสำคัญที่ปกครองอิหร่านมานานกว่า 30 ปี การเลื่อนพิธีครั้งนี้อาจเป็นผลกระทบโดยตรงจากความขัดแย้งที่กำลังรุนแรง

ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและอิหร่านไม่ได้เกิดขึ้นใหม่ แต่ยกระดับสู่สงครามเต็มรูปแบบตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ สหรัฐฯ เข้ามามีบทบาทสนับสนุนอิสราเอล ทำให้สถานการณ์ยิ่งซับซ้อน อิหร่านตอบโต้ด้วยการขู่ออกขีปนาวุธ แต่ถูกป้องกันและโจมตีกลับอย่างหนัก

ผลกระทบจากการโจมตีและการเลื่อนพิธี

ชาวอิหร่านจำนวนมากต้องอพยพจากพื้นที่เสี่ยง เศรษฐกิจได้รับผลกระทบหนัก โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นทั่วโลก ตลาดหุ้นสั่นคลอน และนานาชาติต่างเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายหยุดยิง แต่ยังไม่มีสัญญาณบวก

  • ผลต่อประชาชน: ความตื่นตระหนกและการอพยพ
  • เศรษฐกิจ: ราคาน้ำมันพุ่ง ผลกระทบโลก
  • การทูต: การเรียกร้องหยุดยิงจากนานาชาติ

ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่าการโจมตีระลอก 11 นี้แสดงถึงกลยุทธ์ของอิสราเอลในการทำลายขีปนาวุธของอิหร่านให้สิ้นซาก เพื่อป้องกันการตอบโต้ในอนาคต ขณะที่การเลื่อนพิธีไว้อาลัยอาจเป็นสัญญาณว่าอิหร่านกำลังโฟกัสที่การป้องกันประเทศมากกว่า

สถานการณ์อิหร่านเลื่อนจัดพิธีไว้อาลัยอดีตผู้นำสูงสุด อิสราเอลเริ่มโจมตีระลอก 11 นี้ ทำให้ภูมิภาคตะวันออกกลางยิ่งเปราะบาง ผู้คนทั่วโลกรอคอยการเจรจาสันติภาพ สุดท้ายแล้ว สงครามไม่มีผู้ชนะ คุณคิดอย่างไรกับสถานการณ์นี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างและติดตามข่าวอัปเดตจากเราเพื่อไม่พลาดความเคลื่อนไหวสำคัญ

ที่มา – อิหร่านเลื่อนจัดพิธีไว้อาลัยอดีตผู้นำสูงสุด อิสราเอลเริ่มโจมตีระลอก 11

ทำเนียบขาวอ้าง สเปนยอมร่วมมือกับสหรัฐฯ แล้ว แต่โดนปฏิเสธทันควัน

ทำเนียบขาวอ้าง สเปนยอมร่วมมือกับสหรัฐฯ แล้ว แต่โดนปฏิเสธทันควัน เป็นประเด็นร้อนที่กำลังเป็นกระแสในวงการข่าวต่างประเทศ เมื่อโฆษกทำเนียบขาวออกมาแถลงว่าสเปนยอมสนับสนุนภารกิจทางทหารต่ออิหร่าน แต่รัฐมนตรีสเปนกลับปฏิเสธทันที สร้างความสับสนและความตึงเครียดระหว่างสองชาติพันธมิตร

ทำเนียบขาวอ้าง สเปนยอมร่วมมือกับสหรัฐฯ แล้ว แต่โดนปฏิเสธทันควัน

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันพุธที่ 4 มีนาคม 2569 น.ส. แคโรไลน์ ลีวิตต์ โฆษกทำเนียบขาว ได้ให้สัมภาษณ์ว่า สเปนได้ตกลงให้ความร่วมมือกับกองทัพสหรัฐฯ ในการต่อต้านอิหร่านแล้ว หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ออกมาโจมตีสเปนอย่างรุนแรงในวันอังคาร และขู่ว่าจะใช้มาตรการคว่ำบาตรทางการค้า

ลีวิตต์กล่าวอย่างมั่นใจว่า “ในส่วนของสเปน ฉันคิดว่าพวกเขาได้รับสารจากท่านประธานาธิบดีเมื่อวานนี้อย่างชัดเจนแล้ว และตามที่ฉันเข้าใจ ในช่วงไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมา พวกเขาได้ตกลงที่จะให้ความร่วมมือกับกองทัพสหรัฐฯ แล้ว” คำพูดนี้ทำให้หลายฝ่ายคาดหวังว่าสเปนจะเปลี่ยนจุดยืน

รัฐมนตรีสเปนปฏิเสธทันควัน

อย่างไรก็ตาม ไม่นานหลังจากนั้น นายโฆเซ มานูเอล อัลบาเรส รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไทยของสเปน ได้ให้สัมภาษณ์กับสถานีวิทยุท้องถิ่นทันที โดยปฏิเสธคำกล่าวอ้างของทำเนียบขาวอย่างสิ้นเชิง “จุดยืนของเรายังคงไม่เปลี่ยนแปลง” เขาย้ำชัดเจน สร้างความตกใจให้กับสื่อและนักวิเคราะห์ทั่วโลก

จุดยืนเด็ดเดี่ยวของนายกฯ เปโดร ซานเชซ

นายเปโดร ซานเชซ นายกรัฐมนตรีสเปน ถือเป็นผู้นำยุโรปที่วิพากษ์วิจารณ์ทรัมป์อย่างเปิดเผยที่สุด เขาปฏิเสธที่จะพาสเปนเข้าไปพัวพันกับสงครามในอิหร่าน แม้จะถูกขู่ด้วยมาตรการทางเศรษฐกิจก็ตาม ในวันเดียวกัน ซานเชซแถลงว่า “เราจะไม่เข้าไปมีส่วนร่วมในสิ่งที่ส่งผลเสียต่อโลก หรือขัดต่อค่านิยมและผลประโยชน์ของเรา เพียงเพื่อหลีกเลี่ยงการตอบโต้จากใครบางคน”

ลีวิตต์ยังยืนยันต่อไปว่า กองทัพสหรัฐฯ กำลังประสานงานกับกองทัพสเปน และทรัมป์คาดหวังให้ยุโรปทั้งหมด รวมถึงพันธมิตรทุกชาติ ร่วมมือกันต่อสู้กับระบอบอิหร่านที่เป็นภัยคุกคามต่อยุโรป

พื้นหลังความขัดแย้งสหรัฐ-สเปน

ความตึงเครียดนี้มีรากฐานจากนโยบายต่างประเทศไทยของทรัมป์ที่กดดันพันธมิตรนาโต้ให้เพิ่มงบประมาณกลาโหม และสนับสนุนปฏิบัติการทางทหารในตะวันออกกลาง สเปนซึ่งเป็นสมาชิกนาโต้ มักแสดงจุดยืนที่เป็นอิสระ โดยเฉพาะในประเด็นอิหร่าน เพื่อรักษาความสัมพันธ์กับชาติอาหรับ

  • ทรัมป์ขู่คว่ำบาตรสเปน หากไม่ร่วมมือ
  • สเปนยืนกรานไม่เข้าร่วมสงครามอิหร่าน
  • ทำเนียบขาวอ้างการประสานงานทางทหารแล้ว
  • กระทรวงต่างประเทศไทยสเปนปฏิเสธทันที

เหตุการณ์ ทำเนียบขาวอ้าง สเปนยอมร่วมมือกับสหรัฐฯ แล้ว แต่โดนปฏิเสธทันควัน นี้ สะท้อนถึงความแตกแยกในพันธมิตรตะวันตก ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงโลก นักวิเคราะห์ชี้ว่า หากสหรัฐฯ ใช้มาตรการจริง สเปนซึ่งพึ่งพาการค้าสหรัฐฯ อาจได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจ

นอกจากนี้ ยังมีกระแสวิจารณ์จากผู้นำยุโรปอื่นๆ ที่เห็นด้วยกับสเปน เช่น ฝรั่งเศสและเยอรมนี ที่เรียกร้องให้หลีกเลี่ยงสงครามกับอิหร่านเพื่อป้องกันราคาน้ำมันพุ่งสูง

ในมุมมองของผู้เขียน สถานการณ์นี้แสดงให้เห็นว่าพันธมิตรนาโต้กำลังเผชิญความท้าทายจากนโยบาย ‘อเมริกาฟื้นตัวก่อน’ ของทรัมป์ สเปนเลือกยึดมั่นหลักการสันติภาพ ซึ่งน่าจะได้รับการสนับสนุนจากประชาชน ถ้าคุณสนใจข่าวต่างประเทศแบบนี้ อย่าลืมติดตามเว็บไซต์ของเราเพื่ออัปเดตข้อมูลล่าสุด และแสดงความคิดเห็นด้านล่างว่าคุณคิดว่าสเปนจะยอมตามสหรัฐฯ หรือไม่?

ที่มา – ทำเนียบขาวอ้าง สเปนยอมร่วมมือกับสหรัฐฯ แล้ว แต่โดนปฏิเสธทันควัน

เพนตากอนเผย สหรัฐฯ เด็ดหัวผู้อยู่เบื้องหลัง แผนลอบสังหารทรัมป์แล้ว

เพนตากอนเผย สหรัฐฯ เด็ดหัวผู้อยู่เบื้องหลัง แผนลอบสังหารทรัมป์แล้ว ข่าวใหญ่ที่กำลังเป็นกระแสในวงการข่าวต่างประเทศ เมื่อรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ประกาศว่ากองทัพได้กำจัดเป้าหมายสำคัญจากอิหร่านที่เกี่ยวข้องกับแผนการลอบสังหารประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ไปเรียบร้อยแล้ว เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางปฏิบัติการทางทหารครั้งใหญ่ในอิหร่าน ทำให้สถานการณ์ในตะวันออกกลางยิ่งตึงเครียด

เพนตากอนเผย สหรัฐฯ เด็ดหัวผู้อยู่เบื้องหลัง แผนลอบสังหารทรัมป์แล้ว

เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2569 หรือ 2026 นายพีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ได้แถลงข่าวที่ตึกเพนตากอน เกี่ยวกับความคืบหน้าของปฏิบัติการ “อิปิก ฟิวรี” (Epic Fury) ในดินแดนอิหร่าน เขาเปิดเผยว่ากองทัพสหรัฐฯ ได้สังหารเจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิหร่าน ซึ่งเป็นหัวหน้าหน่วยที่อยู่เบื้องหลังแผนการลอบสังหารประธานาธิบดีทรัมป์เมื่อ 2 ปีก่อนแล้ว การสังหารเกิดขึ้นเมื่อวันอังคารที่ 3 มีนาคม โดยนายเฮกเซธย้ำว่าเป้าหมายรายนี้ไม่ใช่จุดมุ่งหมายหลักของปฏิบัติการ แต่ถูกนำมารวมในรายชื่อเนื่องจากความสำคัญ

รายละเอียดแผนลอบสังหารทรัมป์และการตอบโต้ของสหรัฐฯ

ย้อนกลับไปในปี 2567 หรือ 2024 กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ (DOJ) ได้ตั้งข้อหาชายชาวอิหร่านคนหนึ่งที่เชื่อมโยงกับกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ในข้อหาวางแผนลอบสังหารทรัมป์ ซึ่งขณะนั้นเป็นผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดี รัฐบาลอิหร่านปฏิเสธข้อกล่าวหานี้อย่างหนักแน่น แต่เพนตากอนเผย สหรัฐฯ เด็ดหัวผู้อยู่เบื้องหลัง แผนลอบสังหารทรัมป์แล้ว ทำให้ IRGC เสียหายหนัก

นายเฮกเซธกล่าวด้วยน้ำเสียงมั่นใจว่า “ผู้นำของหน่วยที่พยายามจะลอบสังหารประธานาธิบดีทรัมป์ ถูกตามล่าและสังหารแล้ว อิหร่านพยายามจะสังหารประธานาธิบดีทรัมป์ แต่ประธานาธิบดีทรัมป์คือผู้ที่ได้หัวเราะเป็นคนสุดท้าย” คำพูดนี้สะท้อนถึงนโยบายแข็งกร้าวของรัฐบาลทรัมป์ต่ออิหร่าน

คำพูดเด็ดจากทรัมป์และบริบทปฏิบัติการ Epic Fury

ประธานาธิบดีทรัมป์เองก็ได้เอ่ยถึงเหตุการณ์นี้ระหว่างพูดถึงปฏิบัติการร่วมสหรัฐฯ-อิสราเอลที่สังหารอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดอิหร่านเมื่อวันอาทิตย์ก่อนหน้า โดยท่านระบุว่า “ผมจัดการเขาก่อนที่เขาจะจัดการผม” แม้เฮกเซธจะยืนยันว่าเรื่องเพนตากอนเผย สหรัฐฯ เด็ดหัวผู้อยู่เบื้องหลัง แผนลอบสังหารทรัมป์แล้ว ไม่ใช่ภารกิจหลัก แต่ทีมงานเพนตากอนก็ได้รวมเป้าหมายนี้ไว้ในที่สุด

  • ปฏิบัติการ Epic Fury: การโจมตีหน่วย IRGC ในอิหร่าน
  • การสังหารเมื่อ 3 มี.ค. 2569: หัวหน้าหน่วยลอบสังหารทรัมป์
  • แผนลอบสังหารถูกเปิดโปงปี 2567: ชายอิหร่านถูก DOJ ตั้งข้อหา
  • คำยืนยันจากเฮกเซธ: ทรัมป์หัวเราะเป็นคนสุดท้าย
  • บริบทใหญ่: สังหารคาเมเนอีโดยสหรัฐฯ-อิสราเอล

เหตุการณ์นี้ไม่เพียงแต่เป็นชัยชนะทางทหาร แต่ยังเป็นการส่งสัญญาณชัดเจนถึงศัตรูของสหรัฐฯ ว่าการคุกคามผู้นำอเมริกันจะไม่ถูกมองข้าม สถานการณ์ในตะวันออกกลางกำลังเดือดพล่าน โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่านที่ยืดเยื้อมานาน

นอกจากนี้ การที่เพนตากอนเผย สหรัฐฯ เด็ดหัวผู้อยู่เบื้องหลัง แผนลอบสังหารทรัมป์แล้ว ยังช่วยเสริมภาพลักษณ์ของทรัมป์ในฐานะผู้นำที่แข็งแกร่ง ท่ามกลางการหาเสียงและนโยบายต่างประเทศที่เน้น “America First” ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่านี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการโจมตีเป้าหมายเพิ่มเติมจาก IRGC

ในมุมมองของผู้เขียน เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของหน่วยข่าวกรองและกองทัพสหรัฐฯ ที่สามารถติดตามและกำจัดภัยคุกคามได้อย่างรวดเร็ว แม้จะไม่ใช่เป้าหมายหลัก มันเป็นเครื่องเตือนใจว่าความมั่นคงของชาติคือสิ่งสำคัญสูงสุด คุณคิดอย่างไรกับเหตุการณ์นี้? สหรัฐฯ จะตอบโต้อย่างไรต่อไป?

ติดตามข่าวต่างประเทศล่าสุดและวิเคราะห์เจาะลึกได้ที่เว็บไซต์ของเรา คอมเมนต์ด้านล่างเพื่อแลกเปลี่ยนความเห็น!

ที่มา – เพนตากอนเผย สหรัฐฯ เด็ดหัวผู้อยู่เบื้องหลัง แผนลอบสังหารทรัมป์แล้ว

จากจุดเริ่มต้น ‘น่ากลัว’ Falkirk ของ McGlynn ‘ก้าวหน้ากว่ามาก’

จากจุดเริ่มต้น ‘น่ากลัว’ Falkirk ของ McGlynn ‘ก้าวหน้ากว่ามาก’

จอห์น แม็คกลินน์ กล่าวว่า ฟอลเคิร์ก ภายใต้การนำของเขาก้าวหน้ากว่ามาก เมื่อเทียบกับแผนที่วางไว้สำหรับสโมสรที่เขาพบว่ามัน “น่ากลัว” เมื่อเข้ารับตำแหน่งผู้จัดการทีมในปี 2022

ชายวัย 64 ปีเล่าให้ BBC Scotland ฟังว่า เขาและนักเตะใหม่ที่ดึงมารู้สึกประหลาดใจกับโครงสร้างพื้นฐานที่ขาดแคลนของสโมสรที่กำลังดิ้นรนอยู่ในลีคชั้น 3 ของสกอตแลนด์

ตั้งแต่นั้นมา เขาก็นำทีมคว้าแชมป์ Scottish League 1 และ Championship และตอนนี้อยู่อันดับ 6 ในพรีเมียร์ชิพ วันศุกร์นี้ พวกเขาจะรับมือดันดี ยูไนเต็ด เพื่อลุ้นเข้ารอบรองชนะเลิศ Scottish Cup โดยผู้จัดการทีมยกย่องความทุ่มเทของทุกคนในสโมสรตั้งแต่เขามาถึง

จากจุดเริ่มต้น ‘น่ากลัว’ Falkirk ของ McGlynn ‘ก้าวหน้ากว่ากว่า’

“เราก้าวหน้ากว่ามาก” แม็คกลินน์กล่าว “บอร์ดบริหารคิดว่าถ้าขึ้นมาถึงพรีเมียร์ชิพได้ใน 5 ปี นั่นคือความสำเร็จแล้ว แต่เราทำได้เร็วกว่านั้น ด้วยการทำงานหนัก การเซ็นสัญญาที่ดี บุคลิกภาพในห้องแต่งตัวที่ลงตัว ความสามัคคี และการต่อสู้เกินศักยภาพตลอดเวลา”

มันไม่ได้ประสบความสำเร็จทันทีหลังจากที่เขาย้ายจากไรธ์ โรว์เวอร์ส คู่แข่งในลีค 1 มาคุมทีมเบิร์นส์ “ปีแรกเราเกือบเลื่อนชั้นได้ แล้วปีที่สองเราทำสถิติไร้พ่าย จากนั้นอยู่แค่ 1 ปีในแชมเปี้ยนชิพ และตอนนี้เราอยู่อันดับ 6 ในพรีเมียร์ชิพ มันเป็นโปรเจกต์ที่มั่นคง เราดีใจมาก”

“เราจะไม่มีงบประมาณใหญ่ที่สุด เพราะเป็นสโมสรของแฟนบอล ไม่มีเงินใหญ่จากภายนอก มันขึ้นกับรายได้ที่เข้ามา ต้องรวมพลังทั้งสโมสรและแฟนๆ ถ้าแฟนไม่สนับสนุน เงินก็ไม่มี มันคือการ重建ทั้งหมด บอร์ดบอกฉันแบบนั้นตั้งแต่แรก”

ความท้าทายแรกเริ่ม: จากจุดเริ่มต้น ‘น่ากลัว’ Falkirk ของ McGlynn ‘ก้าวหน้ากว่ามาก’

แม็คกลินน์ที่เคยคุมฮาร์ทส์ ออฟ มิดโลเธียน และลิฟวิ่งสตัน ยอมรับว่าตอนมาถึงฟอลเคิร์ก สเตเดี้ยม และเห็นสิ่งที่ต้องทำ เขารู้สึกตกใจ “ตอน preseason ที่เรามาเห็นของจริง มันน่ากลัวมาก นักเตะที่ฉันเอามาก็กลัวยิ่งกว่า”

เขารับช่วงต่อจากทีมที่มีผู้เล่นแค่ 14 คน โดย 13 คนอยู่ต่อฤดูกาลหน้า ทำให้งบซื้อตัวจำกัด “มีแค่คนเดียวหรือสองคนที่ปล่อยได้เพื่อเพิ่มงบ เราต้องเอาเงินที่มีเซ็นสัญญาที่ดีที่สุด เน้นคุณภาพมากกว่าจำนวน โดยเฉพาะความแข็งแกร่ง เพราะทีมเดิมตัวเล็กเกินไป ต้อง robust มากขึ้น”

“เมนทัลทีมแย่ ไม่ได้เปลี่ยนข้ามคืน ต้องชนะเกม สร้างความมั่นใจและความไว้วางใจ”

ฟอลเคิร์กกลายเป็นตัวอย่างของการพลิกฟื้นที่น่าทึ่งในฟุตบอลสกอตแลนด์ จากลีค 3 สู่ท็อป 6 พรีเมียร์ชิพในเวลาไม่กี่ปี แสดงให้เห็นว่าการทำงานหนัก การวางแผน และการสนับสนุนจากแฟนๆ สามารถสร้างปาฏิหาริย์ได้ นอกจากนี้ การเซ็นสัญญาอย่างสจ๊วตยังเป็นตัวอย่างของการหานักเตะที่เหมาะสมกับปรัชญาทีม

หัวข้อที่เกี่ยวข้อง

ฟอลเคิร์กภายใต้แม็คกลินน์คือแรงบันดาลใจสำหรับทีมเล็กๆ ที่อยากโต มันพิสูจน์ว่าด้วยความมุ่งมั่น สามารถก้าวหน้ากว่าที่คิดได้ ลองติดตามแมตช์ Scottish Cup กับดันดี ยูไนเต็ด แล้วคุณจะเห็นศักยภาพของพวกเขา!

ที่มา – ไม่พบหัวข้อ

อิหร่านบอกไม่มีทางเลือก ต้องโจมตีเพื่อนบ้าน เพื่อตอบโต้สหรัฐฯ

สถานการณ์ในตะวันออกกลางกำลังตึงเครียดหนัก เมื่ออิหร่านบอกไม่มีทางเลือก ต้องโจมตีเพื่อนบ้านเพื่อตอบโต้การโจมตีจากสหรัฐอเมริกาและอิสราเอล ประธานาธิบดีมาซูด เปเซชเคียน ของอิหร่าน ออกมาแถลงผ่านโซเชียลมีเดีย X เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2569 โดยย้ำว่าประเทศของเขาพยายามหลีกเลี่ยงสงครามมาโดยตลอด แต่ถูกบังคับให้ต้องป้องกันตัวเอง

อิหร่านบอกไม่มีทางเลือก ต้องโจมตีเพื่อนบ้าน

ในข้อความที่โพสต์ ประธานาธิบดีเปเซชเคียน กล่าวถึงประเทศเพื่อนบ้านในอ่าวเปอร์เซียว่า อิหร่าน “ไม่มีทางเลือกอื่น” นอกจากการตอบโต้ หลังจากที่สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดปฏิบัติการโจมตีอิหร่านเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 เขายังขอบคุณความช่วยเหลือจากเพื่อนบ้านที่ช่วยพยายามหลีกเลี่ยงสงคราม แต่ยืนยันว่าการป้องกันตัวเองเป็นสิทธิ์ขั้นสุดท้าย นอกจากนี้ ยังย้ำถึงการเคารพอธิปไตยของประเทศเพื่อนบ้าน และเชื่อว่าสันติภาพต้องมาจากภายในภูมิภาค

รายละเอียดการโจมตีตอบโต้ของอิหร่าน

หลังถูกโจมตี อิหร่านตอบโต้ทันทีด้วยการยิงขีปนาวุธและโดรนหลายร้อยลำไปยังฐานทัพสหรัฐฯ และโครงสร้างพื้นฐานพลังงานในประเทศอาหรับ เช่น สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กาตาร์ และโอมาน รวมถึงซาอุดีอาระเบีย ประเทศเหล่านี้กลายเป็นเป้าหมายเพราะถูกมองว่าเป็นพันธมิตรของสหรัฐฯ

  • กาตาร์: ถูกยิงขีปนาวุธร่อน 2 ลูก และโดรน 10 ลำในช่วงรุ่งสาง แต่กองทัพอากาศและกองทัพเรือสกัดกั้นได้ทั้งหมด ไม่มีรายงานความเสียหาย
  • สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE): สกัดขีปนาวุธ 3 ลูก โดรน 121 ลำ และมีโดรนตก 8 ลำในเขตของตน UAE ระบุว่าถูกโจมตีมากกว่า 1,000 ครั้งนับตั้งแต่สงครามปะทุ
  • ซาอุดีอาระเบีย: มีโดรน 1 ลำพยายามโจมตีโรงกลั่นน้ำมัน Ras Tanura แต่ไม่ก่อความเสียหาย กระทรวงกลาโหมยืนยัน

การโจมตีเหล่านี้ทำให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้นทันที สะท้อนถึงความเปราะบางของภูมิภาคที่พึ่งพาพลังงานจากอ่าวเปอร์เซีย

ผลกระทบและความเสี่ยงจากสถานการณ์นี้

เหตุการณ์อิหร่านบอกไม่มีทางเลือก ต้องโจมตีเพื่อนบ้านนี้ กำลังจุดชนวนความขัดแย้งให้ลุกลาม ประเทศอาหรับหลายแห่งแสดงความกังวล โดย UAE และกาตาร์เรียกร้องให้มีการเจรจาระหว่างประเทศ สถานการณ์คล้ายกับความตึงเครียดในอดีต เช่น สงครามอ่าวครั้งก่อนๆ หรือการโจมตีโรงงานน้ำมัน Aramco ในปี 2019 ที่อิหร่านถูกกล่าวหา

ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงระหว่างประเทศชี้ว่า หากอิหร่านยังคงโจมตีต่อ อาจดึงซาอุดีอาระเบียและตุรกีเข้ามาเกี่ยวข้อง ส่งผลให้สงครามใหญ่ในตะวันออกกลางปะทุ นอกจากนี้ ยังกระทบเศรษฐกิจโลก โดยราคาน้ำมันอาจทะลุ 150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่งผลต่อเงินเฟ้อทั่วโลก

ด้านสหรัฐฯ ประธานาธิบดีโจ ไบเดน สั่งเพิ่มกำลังทหารในภูมิภาค ขณะที่อิสราเอลเตรียมพร้อมรับมือการตอบโต้รอบใหม่ อิหร่านเองก็ประกาศพร้อมยิงขีปนาวุธเพิ่มหากถูกคุกคาม

นอกจากนี้ ประวัติศาสตร์ความขัดแย้งระหว่างอิหร่านกับอิสราเอลยาวนาน ตั้งแต่สงครามเงา โปรแกรมนิวเคลียร์ ไปจนถึงการสนับสนุนกลุ่มฮูธีและฮามาส ทำให้สถานการณ์ปัจจุบันเป็นจุดเดือดที่คาดเดาไม่ได้

ในมุมมองของผู้เขียน สถานการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความจำเป็นของการทูตระหว่างประเทศ โดยเฉพาะบทบาทของจีนและรัสเซียที่อาจเป็นตัวกลางไกล่เกลี่ย หากปล่อยไว้ อาจนำไปสู่หายนะมนุษยชาติ คำถามสำคัญคือ ประเทศเพื่อนบ้านจะยืนหยัดปกป้องตัวเองหรือหันมาเจรจากับอิหร่าน?

ติดตามข่าวสารต่างประเทศล่าสุดได้ที่เว็บไซต์ของเรา เพื่อไม่พลาดอัปเดตสำคัญ!

ที่มา – อิหร่านบอกไม่มีทางเลือก ต้องโจมตีเพื่อนบ้าน เพื่อตอบโต้สหรัฐฯ-อิสราเอล

ทุกอย่างต้องรู้ ฟุตบอลโลกหญิง 2027

ฟุตบอลโลกหญิง 2027 รุ่นที่ 10 จะจัดการแข่งขันที่ประเทศบราซิล ระหว่างวันที่ 24 มิถุนายน ถึง 25 กรกฎาคม 2569 (ค.ศ. 2027) เป็นทัวร์นาเมนต์ที่แฟนบอลทั่วโลกเฝ้ารอคอย โดยจะใช้สนามแข่งทั้งหมด 8 แห่ง ซึ่งเคยใช้ในฟุตบอลโลกผู้ชายปี 2014 มาแล้ว นี่คือปีสุดท้ายที่จะมีทีมเข้าร่วม 32 ทีม ก่อนที่รุ่นปี 2031 จะขยายเป็น 48 ทีม

ทีมเจ้าภาพอย่างบราซิลได้เข้ารอบอัตโนมัติแล้ว แชมป์เก่าคือสเปนที่เอาชนะอังกฤษคว้าแชมป์ครั้งแรกในปี 2023 ฟุตบอลโลกหญิง 2027 จะเป็นเวทีที่ทีมชาติต่างๆ แสดงศักยภาพ โดยเฉพาะทีมแกร่งจากยุโรปและอเมริกาใต้

การคัดเลือกทีมยุโรปสำหรับฟุตบอลโลกหญิง 2027

การแข่งขันคัดเลือกทีมจากยุโรปจะเริ่มตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ถึงธันวาคม 2569 มีทีมยุโรปทั้งหมด 53 ทีม แบ่งเป็น 3 ลีกตามผลยูฟ่า เนชันส์ ลีก หญิง 2025 ลีก A และ B ทีมละ 16 ทีม ลีก C 21 ทีม

ผู้ชนะกลุ่มลีก A ทั้ง 4 กลุ่มจะได้สิทธิ์เข้ารอบโดยตรง นี่คือรายชื่อกลุ่ม:

  • กลุ่ม A1: สวีเดน, อิตาลี, เดนมาร์ก, เซอร์เบีย
  • กลุ่ม A2: ฝรั่งเศส, เนเธอร์แลนด์, โปแลนด์, สาธารณรัฐไอร์แลนด์
  • กลุ่ม A3: สเปน, อังกฤษ, ไอซ์แลนด์, ยูเครน
  • กลุ่ม A4: เยอรมนี, นอร์เวย์, ออสเตรีย, สโลวีเนีย

อีก 12 ทีมจากลีก A จะเข้าสู่รอบเพลย์ออฟ ร่วมกับทีมอันดับ 1-3 จากลีก B และผู้ชนะกลุ่มกับรองอันดับดีที่สุด 2 จากลีก C

กลุ่มลีก B และ C ในฟุตบอลโลกหญิง 2027

กลุ่มลีก B:

  • B1: เวลส์, เช็ก, แอลเบเนีย, มอนเตเนโกร
  • B2: สวิตเซอร์แลนด์, ไอร์แลนด์เหนือ, ตุรกี, มอลตา
  • B3: โปรตุเกส, ฟินแลนด์, สโลวาเกีย, ลัตเวีย
  • B4: เบลเยียม, สกอตแลนด์, อิสราเอล, ลักเซมเบิร์ก

กลุ่มลีก C:

  • C1: บอสเนีย-เฮอร์เซโกวีนา, เอสโตเนีย, ลิทัวเนีย, ลิกเตนสไตน์
  • C2: โครเอเชีย, คอโซโว, บัลแกเรีย, ยิบรอลตาร์
  • C3: ฮังการี, อาเซอร์ไบจาน, มาซิโดเนียเหนือ, อันดอร์รา
  • C4: กรีซ, หมู่เกาะแฟโร, จอร์เจีย
  • C5: โรมาเนีย, ไซปรัส, มอลโดวา
  • C6: เบลารุส, คาซัคสถาน, อาร์เมเนีย

ทีมทุกทีมจะแข่งเพื่อเลื่อนชั้นหรือตกชั้นในเนชันส์ ลีก รอบต่อไปด้วย

ทีมจากทวีปอื่นๆ ในฟุตบอลโลกหญิง 2027

ทั้งหมด 32 ทีมจะมาจาก 6 สหพันธ์และเพลย์ออฟระหว่างทวีป:

  • ยุโรป: 11 ทีม
  • เอเชีย: 6 ทีม
  • แอฟริกา: 4 ทีม
  • อเมริกาเหนือ-กลาง-แคริบเบียน: 4 ทีม
  • อเมริกาใต้: 3 ทีม
  • โอเชียเนีย: 1 ทีม
  • เพลย์ออฟระหว่างทวีป: 3 ทีม

การคัดเลือกจะเข้มข้น โดยเฉพาะเอเชียและแอฟริกาที่ทีมหญิงกำลังพัฒนาอย่างรวดเร็ว

สนามแข่งขันฟุตบอลโลกหญิง 2027

ฟีฟ่าประกาศในพฤษภาคม 2568 ว่าเมืองเจ้าภาพคือ เบโลโอรีซอนติ, บราซิเลีย, ฟอร์ตาเลซา, ปอร์โตอาเลグレ, เรซิเฟ, รีโอเดจาเนโร, ซัลวาดอร์ และเซาเปาโล สนามทั้ง 8 แห่ง:

  • เอสตาดิโอ มิเนirão, เบโลโอรีซอนติ
  • เอสตาดิโอ 纳ชิอองนาล, บราซิเลีย
  • อารีน่า คาสเตลาอão, ฟอร์ตาเลซา
  • เอสตาดิโอ เบย์ร่า-รีโอ, ปอร์โตอาเลグレ
  • อารีน่า เดอ เปอร์นัมบูโก, เรซิเฟ
  • เอสตาดิโอ โด มาราคาน่า, รีโอเดจาเนโร (ความจุ 78,838 ที่นั่ง เคยเป็นเวทีชิงแชมป์โลกผู้ชาย 1950, 2014 และโอลิมปิกหญิง 2016)
  • อารีน่า ฟอนเต โนวา, ซัลวาดอร์
  • อารีน่า อิตาคูเอร่า, เซาเปาโล

มาราคาน่าจะเป็นไฮไลต์ที่ยิ่งใหญ่ บราซิลในฐานะเจ้าภาพมีโอกาสสร้างประวัติศาสตร์

นอกจากนี้ ฟุตบอลโลกหญิง 2027 จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการยกระดับกีฬาฟุตบอลหญิงทั่วโลก ด้วยการขยายทีมและสนามระดับโลก แฟนบอลไทยควรจับตาทีมชาติที่อาจมีลุ้นเพลย์ออฟจากเอเชีย

ติดตามข่าวสารและอัปเดตฟุตบอลโลกหญิง 2027 ได้ที่นี่ เพื่อไม่พลาดทุกการแข่งขัน!

ที่มา – ไม่พบหัวข้อ