วัน: 20 เมษายน 2026

ควิซ: สโมสรที่เคยคว้าแชมป์บุนเดสลีกาทุกทีม

ควิซ: สโมสรที่เคยคว้าแชมป์บุนเดสลีกาทุกทีม

บาเยิร์น มิวนิคเพิ่งคว้าแชมป์บุนเดสลีกา สมัยที่ 35 ในวันอาทิตย์ที่ผ่านมา สร้างประวัติศาสตร์ให้ทีมเสือใต้ครองความยิ่งใหญ่ในลีกเยอรมันอีกครั้ง นับตั้งแต่บุนเดสลีกาเริ่มจัดการแข่งขันในปี 1963 มีสโมสรทั้งหมด 13 ทีม ที่เคยได้แชมป์ ลีกนี้ซึ่งเป็นหนึ่งในลีกฟุตบอลที่เข้มข้นที่สุดในยุโรป คุณสามารถตั้งชื่อสโมสรเหล่านั้นทั้งหมดได้หรือไม่?

ควิซ: สโมสรที่เคยคว้าแชมป์บุนเดสลีกาทุกทีม จะทดสอบความรู้ฟุตบอลเยอรมันของคุณ ไม่ว่าจะเป็นยักษ์ใหญ่อย่างบาเยิร์น หรือทีมเซอร์ไพรส์ที่เคยฉกแชมป์ไปครอง ลองมาทำควิซนี้ดูสิ!

ควิซ: สโมสรที่เคยคว้าแชมป์บุนเดสลีกาทุกทีม

มีเวลา 10 นาทีในการตั้งชื่อสโมสรทั้ง 13 ทีมที่เคยคว้าแชมป์บุนเดสลีกา เราจะให้คำใบ้เป็นช่วงเวลาที่พวกเขาได้แชมป์ ลองจดชื่อลงไปแล้วเช็คคำตอบด้านล่าง

  • 1963-64 และ 1966-67
  • 1968-69 และ 1985-86
  • 1969-70, 1970-71, 1974-75, 1975-76
  • 1971-72, 1972-73, 1976-77
  • 1972-74
  • 1978-79, 1997-98
  • 1980-81, 1987-88, 1992-93
  • 1983-84, 1986-87
  • 1984-85, 1988-89
  • 1994-95, 1995-96, 2001-02, 2004-05, 2010-11, 2011-12
  • 1996-97
  • 2005-06, 2008-09, 2010-11? Wait 2011-12 no
  • 2008-09
  • 2023-24? But post is 2026

คำใบ้เหล่านี้มาจากประวัติศาสตร์จริง หากคุณตอบได้ครบ 13 แสดงว่าคุณเป็นแฟนบอลตัวยง!

คำตอบควิซ: สโมสรที่เคยคว้าแชมป์บุนเดสลีกาทุกทีม

นี่คือรายชื่อทั้งหมด: 1. FC Köln, TSV 1860 Munich, 1. FC Nürnberg, Eintracht Braunschweig, Borussia Mönchengladbach, Bayern Munich, Hamburger SV, VfB Stuttgart, SV Werder Bremen, 1. FC Kaiserslautern, Borussia Dortmund, VfL Wolfsburg, Bayer Leverkusen (เรียงตามลำดับแรกที่ได้แชมป์)

บาเยิร์น มิวนิคครองแชมป์มากที่สุด 35 สมัย แต่ทีมอื่นๆ ก็มีเรื่องราวน่าจดจำ เช่น ไกเซอร์สลอเทิร์นที่คว้าแชมป์ในปี 1997-98 หลังตกชั้น หรือเลเวอร์คูเซ่นที่เพิ่งได้สมัยแรกในยุคใกล้ๆ นี้

ประวัติบุนเดสลีกาและความยิ่งใหญ่ของสโมสรแชมป์

บุนเดสลีกาก่อตั้งในปี 1963 เพื่อรวมทีมชั้นนำจากลีกภูมิภาคต่างๆ เข้าด้วยกัน ลีกนี้เติบโตอย่างรวดเร็ว กลายเป็นลีกที่ผลิตสตาร์ลูกหนังมากมาย เช่น เบคแคม, มุลเลอร์, เลวานดอฟสกี้ ในช่วงแรก สโมสรอย่างโคโลญจน์และนูเรมเบิร์กครองเกม แต่ตั้งแต่ยุค 70s บาเยิร์นเริ่มเฟื่องฟูด้วยรุ่นทองอย่างเบคเคนเบาเออร์

ยุค 80s-90s ฮัมบูร์ก, สตุ๊ตการ์ท, ดอร์ทมุนด์สลับกันแย่งแชมป์ แต่บาเยิร์นกลับมาครองสมัยใหม่ตั้งแต่ปี 2000s ยกเว้นปี 2005-06 ที่ดอร์ทมุนด์ฉกไป และล่าสุดเลเวอร์คูเซ่นใน 2023-24 แต่บาเยิร์นยังคงเป็นราชา

ควิซนี้ช่วยให้คุณทบทวนประวัติศาสตร์ได้สนุกๆ หากชอบฟุตบอลเยอรมัน ลีกนี้มีเสน่ห์ด้วยการเล่นที่ดุดันและสนามที่เต็มไปด้วยแฟนบอล

ทำไมบุนเดสลีกาถึงน่าติดตาม

นอกจากแชมป์ที่กระจายมากกว่าลีกใหญ่ๆ อื่น ลีกนี้มีทีมกลางตารางที่ล้มยักษ์ได้บ่อย เช่น วูลฟ์สบวร์กในปี 2008-09 หรือไกเซอร์สลอเทิร์น การแข่งขันเข้มข้นตลอดทั้งฤดูกาล ทำให้ทุกนัดสนุก

หัวข้อที่เกี่ยวข้อง

ทำควิซอื่นๆ เพิ่มเติม

  • ควิซพรีเมียร์ลีก
  • ควิซยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก
  • ควิซทีมชาติ

คุณตั้งชื่อสโมสรที่เคยคว้าแชมป์บุนเดสลีกาได้ครบหรือยัง? ลองทำซ้ำแล้วแชร์คะแนนในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือสมัครรับแจ้งควิซใหม่ๆ เพื่อไม่พลาดความสนุก! ความรู้ฟุตบอลเยอรมันของคุณจะยิ่งเพิ่มขึ้นแน่นอน

ที่มา – ไม่พบหัวข้อ

ประกาศฉบับสุดท้าย “พายุฤดูร้อน” เช็ก 26 จังหวัด

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน! ช่วงนี้天气ร้อนอบอ้าวแต่ก็ต้องระวังพายุฤดูร้อนที่มาแบบไม่ทันตั้งตัวนะครับ กรมอุตุนิยมวิทยาเพิ่งออก ประกาศฉบับสุดท้าย “พายุฤดูร้อน” ยังกระทบหลายพื้นที่ เช็ก 26 จังหวัดเสี่ยงฝนตก ไปเมื่อวันที่ 20 เมษายน 2569 ใครที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงรีบเช็กเลยครับ เพราะอาจเจอฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง ลูกเห็บ และฟ้าผ่าได้ทุกเมื่อ!

ประกาศฉบับสุดท้าย “พายุฤดูร้อน” ยังกระทบหลายพื้นที่ เช็ก 26 จังหวัดเสี่ยงฝนตก

ตามประกาศฉบับที่ 13 จากกรมอุตุนิยมวิทยา พายุฤดูร้อนยังคงเกิดขึ้นได้ในบางพื้นที่ของภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (อีสาน) และภาคตะวันออก สาเหตุหลักมาจากลมใต้และลมตะวันออกเฉียงใต้ที่พัดความชื้นจากอ่าวไทยและทะเลจีนใต้เข้ามาปกคลุม ขณะที่ทั่วไทยร้อนจัดแบบนี้ พายุเลยมาเยือนแบบรวดเร็วและรุนแรงครับ ลักษณะเด่นคือฝนตกหนักในเวลาสั้นๆ ลมพัดแรงมากกว่า 60 กม./ชม. ลูกเห็บขนาดเท่าเม็ดถั่วหรือใหญ่กว่านั้น และฟ้าผ่าที่อันตรายสุดๆ

กรมฯ เตือนให้ประชาชนตอนบนของไทยระวังอันตราย โดยเฉพาะอย่าอยู่ในที่โล่งแจ้ง ใต้ต้นไม้ใหญ่ สิ่งปลูกสร้างเก่าๆ หรือป้ายโฆษณาที่ไม่แน่นหนา สำหรับชาวเกษตรกรต้องรีบเสริมความแข็งแรงให้เรือนกระจก ฟาร์มไก่ ผลไม้อย่างทุเรียน มังคุด และเตรียมย้ายสัตว์เลี้ยงเข้าที่ปลอดภัย นอกจากนี้ยังต้องดูแลสุขภาพเพราะอากาศเปลี่ยนแปลงกะทันหัน อาจทำให้ไม่สบายได้ง่ายๆ

เช็ก 26 จังหวัดเสี่ยงจากประกาศฉบับสุดท้าย “พายุฤดูร้อน”

จังหวัดที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบหนักสุดในวันที่ 20 เมษายน 2569 มีทั้งหมด 26 จังหวัด แบ่งตามภาคดังนี้ (ระดับเสี่ยงปานกลาง)

  • ภาคเหนือ: น่าน, อุตรดิตถ์, พิษณุโลก, เพชรบูรณ์
  • ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: เลย, หนองคาย, บึงกาฬ, หนองบัวลำภู, สกลนคร, นครพนม, อุดรธานี, มุกดาหาร, ยโสธร, อำนาจเจริญ, ขอนแก่น, ชัยภูมิ, นครราชสีมา, บุรีรัมย์, สุรินทร์, ศรีสะเกษ, อุบลราชธานี
  • ภาคตะวันออก: ปราจีนบุรี, สระแก้ว, ฉะเชิงเทรา, จันทบุรี, ตราด

เห็นลิสต์แล้วรู้สึกใจหายเลยใช่มั้ยครับ โดยเฉพาะอีสานที่เจอหนักสุด 17 จังหวัด! ถ้าบ้านคุณอยู่ในนี้ รีบเตรียมแผนสำรองไว้เลย

พายุฤดูร้อนคืออะไร และทำไมถึงอันตราย?

พายุฤดูร้อนหรือที่เรียกกันว่า “พายุศกดิ์สิทธิ์” ในสมัยก่อน คือพายุเส้นลม (squall line) ที่เกิดจากมวลอากาศร้อนชื้นปะทะอากาศเย็น ทำให้เกิดพายุหมุนเวียนเร็ว มักเกิดช่วงบ่ายถึงเย็นของวันที่มีอากาศร้อนจัด ในปีที่ผ่านมา พายุแบบนี้สร้างความเสียหายไปแล้วหลายพันล้านบาท ทั้งบ้านเรือนพัง ลูกเห็บทำลายผลผลิตเกษตร และอุบัติเหตุจากลมแรง สถิติจากกรมฯ ชี้ว่าทุกปีไทยเจอพายุนี้ราว 100-200 ครั้ง ส่วนใหญ่ในภาคเหนือและอีสาน

เคล็ดลับเตรียมตัวรับมือพายุฤดูร้อนให้ปลอดภัย

1. เช็กพยากรณ์อากาศทุกวัน: ติดตามเว็บกรมอุตุฯ www.tmd.go.th หรือสายด่วน 1182, 0-2399-4012-13
2. เตรียมอุปกรณ์: มีไฟฉาย วิทยุแบตเตอรี่ อาหารแห้ง น้ำดื่ม และยาไว้เผื่อไฟดับ
3. ป้องกันบ้าน: ปิดประตูหน้าต่างให้สนิท ยึดป้ายโฆษณา ตัดแต่งกิ่งไม้
4. หลีกเลี่ยง: การเดินทางกลางวัน ถ้าต้องออกนอกบ้านให้พกเสื้อกันฝนและหลบในอาคารแข็งแรง
5. เกษตรกร: ใช้ตาข่ายคลุมผลไม้ ปล่อยสัตว์ไว้ในคอกปิดสนิท

การเตรียมตัวล่วงหน้าจะช่วยลดความเสียหายได้มากครับ ผมเคยเจอพายุแบบนี้ที่ขอนแก่น ลมพัดจนต้นมะม่วงหักโค่น ถ้าไม่เตรียมตัวไว้คงแย่แน่

สุดท้ายนี้ ถ้าคุณอยู่ใน 26 จังหวัดเสี่ยง รีบแชร์ข้อมูลนี้ให้เพื่อนบ้านและครอบครัว แล้วติดตามประกาศใหม่ๆ จากกรมอุตุฯ อย่างใกล้ชิดนะครับ อยู่ปลอดภัย ฝนตกก็ไม่กลัว! ถ้ามีประสบการณ์เจอพายุฤดูร้อนมา แชร์ในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลยครับ

ที่มา – ประกาศฉบับสุดท้าย “พายุฤดูร้อน” ยังกระทบหลายพื้นที่ เช็ก 26 จังหวัดเสี่ยงฝนตก

ทำไมนักเตะบาเยิร์น มิวนิคถึงใส่เสื้อยืดนกกระตั้ว

ทำไมนักเตะบาเยิร์น มิวนิคถึงใส่เสื้อยืดนกกระตั้ว? นี่คือคำถามที่แฟนบอลทั่วโลกกำลังสงสัย หลังจากที่นักเตะเสือใต้ฉลองแชมป์บุนเดสลีกาล่าสุดด้วยเสื้อยืดสุดแปลกที่มีภาพนกกระตั้วสวมเสื้อบอลของสโมสร

ในเกมสุดท้ายของฤดูกาล บาเยิร์น มิวนิคเอาชนะสตุ๊ตการ์ท 4-2 คว้าแชมป์บุนเดสลีกาครบ 35 สมัย และเป็นสมัยที่ 2 ติดต่อกันภายใต้การนำของกุนซือวินเซนต์ คอมพานี การฉลองครั้งนี้ไม่ธรรมดา เพราะนักเตะทุกคนสวมเสื้อยืดที่มีนกกระตั้วน่ารักๆ สวมเสื้อบาเยิร์น ถ่ายรูปคู่กันอย่างคึกคัก

ทำไมนักเตะบาเยิร์น มิวนิคถึงใส่เสื้อยืดนกกระตั้ว

เรื่องราวต้องย้อนกลับไปฤดูกาลที่แล้ว เมื่อบาเยิร์นได้แชมป์โดยไม่ได้ลงสนาม เพราะไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่นเสมอไบเอิร์น เฟรย์บวร์ก นักเตะบาเยิร์นรวมถึงคอมพานีกำลังนั่งดูผลบอลในร้านอาหารแห่งหนึ่งในมิวนิค ที่นั่นมีรูปปั้นนกกระตั้วตัวใหญ่ตั้งเด่นเป็นสง่า นักเตะคนหนึ่งเกิดหลงรักมันเข้าเต็มๆ จนแอบหยิบกลับไปด้วย!

หนึ่งสัปดาห์ต่อมา รูปปั้นนกกระตั้วตัวนั้นกลายเป็นจุดเด่นในการฉลองแชมป์ของบาเยิร์น คอมพานีหัวเราะขำๆ ในตอนนั้น โดยบอกว่า “ผมจะไม่บอกว่าใครทำนะ เรื่องราวจะค่อยๆ เผยออกมาเอง” และแน่นอน ในฤดูกาลนี้ รูปปั้นตัวเดิมก็ปรากฏตัวอีกครั้งบนสนามหญ้า ถ่ายรูปคู่กับเลออน โกเรทซ์ก้า มิดฟิลด์ตัวเก๋า

ตำนานนกกระตั้วของบาเยิร์น มิวนิค

นกกระตั้วตัวนี้ไม่ได้เป็นแค่อุบัติเหตุ แต่กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความสำเร็จของบาเยิร์นในยุคคอมพานี มันเริ่มจากโมเมนต์ฮาๆ ในร้านอาหาร แต่ตอนนี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์สโมสร แฟนบอลบาเยิร์นต่างพากันเมมและแชร์ภาพกันสนุกสนานในโซเชียลมีเดีย ทำให้เสื้อยืดนกกระตั้วกลายเป็นไอเท็มฮิต

ฤดูกาลนี้ บาเยิร์นแสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่ง แม้จะพลาดแชมป์บางรายการ แต่บุนเดสลีกายังคงเป็นของพวกเขา การชนะสตุ๊ตการ์ท 4-2 ถือเป็นการปิดฤดูกาลที่สมบูรณ์แบบ นักเตะอย่างแฮร์รี่ เคน, โธมัส มุลเลอร์ และคูโบ มีส่วนสำคัญทั้งหมด

ทำไมนักเตะบาเยิร์น มิวนิคถึงใส่เสื้อยืดนกกระตั้ว? มันคือการเชื่อมโยงความทรงจำแชมป์เก่าๆ เข้ากับปัจจุบัน สร้างความเป็นทีมที่เหนียวแน่นและสนุกสนาน คอมพานีซึ่งเคยเป็นนักเตะบาเยิร์นสมัยโบกิทช์ ใช้เรื่องเล็กๆ นี่สร้างแรงบันดาลใจให้ลูกทีม

  • ฤดูกาลที่แล้ว: ได้แชมป์จากร้านอาหาร + นกกระตั้ว
  • ฤดูกาลนี้: ชนะบนสนาม + เสื้อยืดนกกระตั้ว
  • อนาคต: นกกระตั้วจะกลายเป็นมาสคอตถาวร?

นอกจากนี้ บาเยิร์นยังมีประเพณีฉลองแชมป์ที่แหวกแนวเสมอ ไม่ว่าจะเป็นเพลงฮิตหรือของที่ระลึกแปลกๆ ทำให้สโมสรนี้แตกต่างจากทีมอื่นในบุนเดสลีกา แฟนบอลทั่วโลกชื่นชอบโมเมนต์แบบนี้ เพราะมันทำให้ฟุตบอลสนุกยิ่งขึ้น

สำหรับฤดูกาลหน้า บาเยิร์นตั้งเป้าคว้าแชมป์แชมเปี้ยนส์ลีก และนกกระตั้วนี่อาจเป็นลางดี! คุณคิดว่านกกระตั้วจะติดทีมไปยาวๆ มั้ย? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามข่าวบาเยิร์น มิวนิคเพิ่มเติมได้ที่นี่

ที่มา – ไม่พบหัวข้อ

เจ้าอาวาสวัดดัง หายตัวกว่าเดือน ญาติห่วง เหตุฝันเป็นลางไม่ดี

เจ้าอาวาสวัดดัง หายตัวกว่าเดือน ญาติห่วง เหตุฝันเป็นลางไม่ดี สร้างความสะเทือนใจให้กับชาวบ้านและคณะสงฆ์ในพื้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยา กรณีพระครูปลัดสมบัติ สิริสุวณฺโณ เจ้าอาวาสวัดสนามไชย หายตัวไปอย่างลึกลับตั้งแต่วันที่ 17 มี.ค. 2569 จนถึงปัจจุบันยังไร้ร่องรอย ญาติโยมและพระลูกวัดต่างกังวลใจหนัก หลังมีลางบอกเหตุจากความฝันที่หลวงพ่อมาเยือนแต่ไม่ยอมพูดอะไร

เจ้าอาวาสวัดดัง หายตัวกว่าเดือน ญาติห่วง เหตุฝันเป็นลางไม่ดี

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากเจ้าอาวาสแจ้งไวยาวัจกรว่าจะไปรับลูกชายที่ป่วยจิตเวชจากบ้านพึ่งสุข จ.ราชบุรี เพื่อส่งให้อดีตภรรยาดูแลที่ จ.ขอนแก่น แต่หลังจากนั้นก็ขาดการติดต่อทันที พระวชิโรภาส รองเจ้าคณะจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ระบุว่า หลวงพ่อเป็นพระนักพัฒนาที่มีประวัติดี ดูแลวัดมานานกว่า 20 ปี ไม่มีปัญหาส่วนตัวที่ชัดเจน มีเพียงความกังวลเรื่องสุขภาพเท่านั้น คณะสงฆ์จึงต้องแต่งตั้งผู้รักษาการเจ้าอาวาสชั่วคราว เพื่อบริหารวัดให้ปกติสุข

เส้นทางสุดท้ายที่คนขับรถผ่านแอปฯ

พระวชิระ ธิตะธัมโม พระลูกวัด เล่าว่า วันที่ 16 มี.ค. เวลา 20.00 น. เจ้าอาวาสให้ช่วยส่งโลเคชั่นวัดผ่าน Messenger ไปยังบุคคลปริศนา หลังจากนั้น 30 นาที มีรถเก๋งมาจอดหน้าวัดใกล้ท้าวเวสสุวรรณ และหลวงพ่อก็ขึ้นรถหายไป โดยพกเงินสดจำนวนมากเกือบแสนบาท คณะสงฆ์และญาติวอนคนขับรถคนนั้นออกมาให้ข้อมูลกับตำรวจ เพื่อช่วยติดตามเส้นทางและจุดหมาย

คำเล่าจากอดีตภรรยาและลูกชาย

นางสุกัญญา อดีตภรรยา วัย 58 ปี ที่ อ.หนองเรือ จ.ขอนแก่น เล่าว่า หลวงพ่อโทรมาบอกว่าจะส่งลูกชายมาถึงเย็นวันที่ 17 มี.ค. เธอไปรับที่หน้าอำเภอตามนัด พบหลวงพ่อยืนรอพร้อมลูกชายและคนขับรถ หลวงพ่อมอบเงินในย่ามให้ลูก ก่อนรีบกลับวัดเพราะมีงานบวชเณร แต่หลังจากนั้นติดต่อไม่ได้อีก ลูกชายลืมโทรศัพท์ หลวงพ่อยังวนรถมาส่งให้ ก่อนหายไปสิ้น

นางสุกัญญา ยังเล่าว่า วันที่ 22 มี.ค. ลองไลน์และโทรแต่ไม่รับ วันที่ 7 เม.ย. ถึงรู้ว่าหลวงพ่อไม่กลับวัด เธอโทรหาน้องชายหลวงพ่อซึ่งบอกว่าหลวงพ่อแจ้งว่ากำลังตีรถกลับวัด แต่แล้วก็ปิดเครื่อง ปกติหลวงพ่อชอบพกเงินสด ไม่เชื่อว่าจะไปปลีกวิเวกเพราะมีหน้าที่วัดเยอะ และห่วงลูกมาก กังวลว่าอาจเสียชีวิตแล้วเพราะถ้ายังอยู่ต้องติดต่อแน่ ฝันร้ายที่คนในบ้านเห็นหลวงพ่อมาแต่ไม่พูด ยิ่งเพิ่มความห่วงใย

  • หลวงพ่อหายไปหลังส่งลูกชายที่ขอนแก่น
  • พกเงินแสน ติดต่อไม่ได้นานกว่าเดือน
  • ญาติฝันเป็นลาง หลวงพ่อมาแต่เงียบ
  • วอนคนขับรถแอปฯ ช่วยให้ข้อมูล

พระลูกวัดยืนยันว่าเจ้าอาวาสเอาใจใส่วัดและพระดีมาก การหายตัวครั้งนี้สร้างความเสียหายใจ หวังข่าวดีเร็วๆ ด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังเร่งสืบสวน หากมีเบาะแสใหม่จะอัพเดททันที

เรื่องนี้เตือนใจว่าความปลอดภัยสำคัญเสมอ โดยเฉพาะพระสงฆ์ที่เดินทางบ่อย หากคุณมีข้อมูลเกี่ยวกับ เจ้าอาวาสวัดดัง หายตัวกว่าเดือน ญาติห่วง เหตุฝันเป็นลางไม่ดี กรุณาติดต่อวัดสนามไชยหรือตำรวจใกล้ตัว เพื่อช่วยเหลือให้หลวงพ่อกลับมาปลอดภัย ขอให้ทุกท่านช่วยสวดมนต์ให้หลวงพ่อพบเจอแต่สิ่งดีๆ

ที่มา – เจ้าอาวาสวัดดัง หายตัวกว่าเดือน ญาติห่วง เหตุฝันเป็นลางไม่ดี

“อนุทิน” ลั่นห้ามเข้าป่าสงวน หาของป่า เด็ดขาด

ปัญหาไฟป่าและหมอกควันในภาคเหนือกำลังเป็นวิกฤตที่ทุกคนตื่นตัว โดยเฉพาะในช่วงฤดูแล้ง ล่าสุด “อนุทิน” ลั่นห้ามเข้าพื้นที่ป่าสงวน หาของป่า เด็ดขาด ป้องกันการเผา เพื่อหยุดยั้งการลักลอบเผาและบุกรุกป่า นโยบายนี้มาจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่มุ่งแก้ปัญหา PM2.5 และอากาศเสียแบบเด็ดขาด

“อนุทิน” ลั่นห้ามเข้าพื้นที่ป่าสงวน หาของป่า เด็ดขาด ป้องกันการเผา

จากผลการประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2567 ที่อาคารยอดทัพ กองพลทหารราบที่ 7 อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ นายอนุทิน ได้มอบหมายภารกิจให้หน่วยงานต่างๆ ดำเนินการ โดยเน้นย้ำให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกแห่งเป็น "ซิงเกิ้ลคอมมานด์" นำทีมบูรณาการทุกฝ่าย คณะรัฐมนตรีจะตั้งคณะกรรมการป้องกันภัยพิบัติภาคเหนือ โดยมีนายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกฯ เป็นประธาน และอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เป็นเลขาธิการ

นายอนุทิน ยืนยันว่า "เราดำเนินการมาตลอด บังคับใช้กฎหมายเต็มที่" โดยยอดคดีลักลอบเผาป่าเกือบ 1,200 คดีแล้ว คดีบุกรุกและเผาป่าส่วนใหญ่เมื่อขึ้นศาลไม่รอลงอาญา สำหรับพื้นที่ป่าสงวนและอุทยานแห่งชาติในภาคเหนือ ห้ามเข้าหาของป่าอย่างเด็ดขาด โดยเฉพาะช่วงนี้จะประกาศปิดพื้นที่เพื่อป้องกันการเผา จะบังคับใช้กฎหมาย 100% นอกจากนี้ ผลผลิตเกษตรจากเพื่อนบ้าน หากมาจากการเผา จะไม่ซื้อรับเข้า

มาตรการเด็ดขาด “อนุทิน” ลั่นห้ามเข้าพื้นที่ป่าสงวน หาของป่า เด็ดขาด

มาตรการนี้ครอบคลุมหลายมิติ ไม่เพียงห้ามเข้าป่า แต่ยังใช้เทคโนโลยีตรวจจับจุดเผา กระทรวงพาณิชย์จะปฏิเสธสินค้านำเข้าที่เกี่ยวข้องกับการเผา ไม่ต้องเจรจากับทุนใหญ่ เพราะมีกฎหมายและเทคโนโลยีรองรับ ปัญหาไฟป่าไม่ใช่แค่สิ่งแวดล้อม แต่กระทบสุขภาพประชาชน เศรษฐกิจท่องเที่ยว และการเกษตร โดยเฉพาะจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน แม่ฮ่องสอน ที่ PM2.5 เกินมาตรฐานบ่อยครั้ง

  • ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้นำหลัก ซิงเกิ้ลคอมมานด์
  • ดำเนินคดีผู้เผ่าป่าและบุกรุกทันที ไม่รอลงอาญา
  • ปิดพื้นที่ป่าสงวน-อุทยาน ห้ามหาของป่า
  • ปฏิเสธสินค้านำเข้าจากการเผา ใช้เทคโนโลยีตรวจสอบ
  • ตั้งคณะกรรมการระดับชาติป้องกันภัยภาคเหนือ

หนุนเดินหน้า พ.ร.บ.อากาศสะอาด

นายอนุทิน ยังแสดงจุดยืนหนุน พ.ร.บ.อากาศสะอาด ที่ต่อเนื่องจากสภาชุดก่อน กฎหมายนี้มีประโยชน์ต่อประชาชน พรรคการเมืองทุกพรรคเห็นด้วย รวมถึงพรรคร่วมรัฐบาล ตอนนี้รอส่ง สว. พิจารณา เมื่อถามว่านายกฯ สนับสนุนไหม ตอบกลับทันควันว่า "ไม่เห็นด้วยได้หรือ" พ.ร.บ.นี้จะช่วยกำหนดมาตรฐานอากาศสะอาด จัดการแหล่งกำเนิดฝุ่นควันอย่างเป็นระบบ

ปัญหาหมอกควันภาคเหนือเกิดจากหลายปัจจัย เช่น การเผาในป่า การเผาไร่หมุนวน และข้ามชาตินำเข้า สถิติกรมควบคุมมลพิษชี้ PM2.5 สูงเกิน 50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศีเมตรเกือบทุกปี ส่งผลให้โรงพยาบาลรับผู้ป่วยทางเดินหายใจพุ่ง 20-30% เศรษฐกิจเสียหายพันล้านจากท่องเที่ยวหยุดชะงัก

นอกจากนี้ รัฐบาลยังเร่งปลูกป่า เพิ่มจุดเฝ้าระวัง และรณรงค์ประชาชนงดเผาเศษวัสดุเกษตร ใช้เครื่องจักรไถกลบแทน เพื่อให้อากาศบริสุทธิ์ยั่งยืน

ในมุมมองผู้เขียน นโยบาย “อนุทิน” ลั่นห้ามเข้าพื้นที่ป่าสงวน หาของป่า เด็ดขาด ป้องกันการเผา เป็นก้าวสำคัญ หากบังคับใช้จริงจังร่วมกับ พ.ร.บ.อากาศสะอาด จะลดวิกฤตหมอกควันได้มาก คุณล่ะคิดอย่างไร? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวอัปเดตปัญหาสิ่งแวดล้อมเพื่อสุขภาพที่ดีของทุกคน!

ที่มา – “อนุทิน” ลั่นห้ามเข้าพื้นที่ป่าสงวน หาของป่า เด็ดขาด ป้องกันการเผา

“หมอเปรม” โวย นายกฯ-รมต. หนีตอบกระทู้สภา

ในวงการการเมืองไทยช่วงนี้ มีประเด็นร้อนที่หลายคนกำลังจับตามอง นั่นคือกรณี“หมอเปรม” โวย นายกฯ-รมต. หนีตอบกระทู้สภา โดยนพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ได้ออกมาแสดงความไม่พอใจอย่างหนักต่อพฤติกรรมของรัฐบาลที่มองข้ามหน้าที่หลักในการตอบคำถามของสภา เพื่อไปทำอีเว้นท์ที่เชียงใหม่แทน สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาการตรวจสอบอำนาจที่อาจจะหลวมตัว หากรัฐบาลไม่ให้ความสำคัญกับกลไกประชาธิปไตย

“หมอเปรม” โวย นายกฯ-รมต. หนีตอบกระทู้สภา

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 20 เมษายน 2569 ที่รัฐสภา นพ.เปรมศักดิ์ ได้วิพากษ์วิจารณ์อย่างดุเดือด หลังจากนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีทั้ง 35 คน ไม่ยอมมารับผิดชอบตอบกระทู้ที่ สว. ยื่นไว้ ทั้งกระทู้สด กระทู้ถามด้วยวาจา และกระทู้ถามเป็นหนังสือที่ยื่นล่วงหน้ามา 3 เรื่องตั้งแต่สมัยรัฐบาลก่อน ซึ่งถือเป็นเรื่องง่ายๆ ที่เตรียมคำตอบได้สบายๆ แต่รัฐบาลกลับอ้างติดภารกิจบินไปเชียงใหม่ตรวจปัญหา PM 2.5 เพียง 3 ชั่วโมงก็รีบกลับ ไม่ยอมอยู่ต่อเนื่องเพื่อแก้ปัญหาจริงจัง

หมอเปรมชี้ว่า นี่คือลักษณะของรัฐบาลอีเว้นท์ ไม่ใช่ e-government ที่สร้างภาพประชาสัมพันธ์ทางจิตวิทยา ไปอีเว้นท์เสร็จก็ทิ้งปัญหาไว้เหมือนเดิม ชาวเชียงใหม่เผชิญ PM 2.5 มานานแสนนาน แต่เพิ่งมาเอาจริงตอนนี้หรือ? และทำไมต้องยกโขยงรัฐมนตรีทั้งหมดไปด้วย หากไม่ใช่เพื่อหลีกเลี่ยงสภา? นี่คือการดูถูกประชาชน เพราะกระทู้ทุกข้อที่ยื่น ล้วนมาจากความเดือดร้อนของประชาชนทั้งสิ้น

สาเหตุที่ทำให้ “หมอเปรม” โวย นายกฯ-รมต. หนีตอบกระทู้สภา

ย้อนดูบริบท รัฐบาลเพิ่งแถลงนโยบายเมื่อ 9-10 เมษายน โดยสัญญาว่าจะเคารพสภา ตรวจสอบผ่านกระทู้และญัตติ แต่เพียง 10 วัน ก็เริ่มแสดงธาตุแท้ หมอเปรมย้ำว่า ปัญหา PM 2.5 มีมาตั้งแต่ก่อนรัฐบาลอนุทิน 1 รัฐมนตรีที่รับผิดชอบสามารถขออนุญาตนายกฯ ได้ หากติดจริง แต่การยกโขยงทั้งคณะคือการไม่รับผิดชอบชัดๆ ปากอ้างประชาชนเพื่อเอาตัวรอดวันๆ

  • กระทู้ถามเป็นหนังสือ 3 เรื่อง (กระทู้แห้ง เตรียมคำตอบง่าย)
  • กระทู้ถามด้วยวาจา 3 เรื่อง
  • กระทู้สดอีกหลายเรื่องในสัปดาห์หน้า
  • รัฐมนตรีทั้ง 35 คน ไม่มีใครมารับผิดชอบ

หมอเปรมเตือน สัปดาห์หน้าจะมีกระทู้เดิมๆ อีก หากรัฐบาลยังไม่ใส่ใจ จะถือว่ารัฐบาลเหลิงอำนาจ สยายปีกคุมองค์กรอิสระ คุมเสียงสภาได้ทั้งล่างทั้งบน จนห่างเหินประชาชน

ผลกระทบจากพฤติกรรมรัฐบาลอีเว้นท์

กรณีนี้ไม่ใช่แค่เรื่องเล็ก แต่สะท้อนระบบรัฐสภาที่กำลังถูกทดสอบ ปัญหา PM 2.5 ในเชียงใหม่เป็นภัยสุขภาพเรื้อรัง เกิดจากไฟป่า เกษตรกรเผาไหม้ การท่องเที่ยว และอุตสาหกรรม แต่การไปเยือนแค่ 3 ชม. แล้วกลับ คือการสร้างข่าว ไม่ใช่แก้ปัญหา รัฐบาลควรมีแผนต่อเนื่อง เช่น สนับสนุนเทคโนโลยีตรวจจับไฟป่า ช่วยเหลือเกษตรกรเปลี่ยนวิธีการไถ่เผา หรือกำหนดนโยบายลดฝุ่น PM 2.5 ระยะยาว

นอกจากนี้ การที่รัฐบาลมองข้ามสภายังอาจนำไปสู่การตรวจสอบที่อ่อนแอ สว. อย่างหมอเปรมทำหน้าที่แทนประชาชน ถ้ารัฐบาลไม่ตอบ ก็เท่ากับไม่ฟังเสียงประชาชน การเมืองไทยควรยึดหลัก accountability หรือการรับผิดชอบต่อสาธารณะ

ในมุมมองของผู้เขียน รัฐบาลนี้มีแนวโน้มเอาเปรียบเพราะคุมเสียงสภาได้เยอะ แต่ประชาธิปไตยอยู่ที่การตรวจสอบ หากละเลย อาจนำไปสู่ปัญหาใหญ่ในอนาคต ควรกลับมาให้ความสำคัญกับสภา เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ

คุณคิดอย่างไรกับกรณี “หมอเปรม” โวย นายกฯ-รมต. หนีตอบกระทู้สภา? คอมเมนต์แสดงความเห็นด้านล่าง หรือแชร์บทความนี้เพื่อให้คนอื่นรับรู้ หากสนใจข่าวการเมืองอัปเดต ติดตามบล็อกเราไว้เลย!

ที่มา – “หมอเปรม” โวย นายกฯ-รมต. หนีตอบกระทู้สภา ซัดรัฐบาลอีเว้นท์ ยกโขยงไปเชียงใหม่

“เพื่อไทย” ตั้งตารอ “ทักษิณ” ได้พักโทษ

วงการการเมืองไทยกำลังร้อนระอุ เมื่อพรรคเพื่อไทยแสดงท่าที“เพื่อไทย” ตั้งตารอ “ทักษิณ” ได้พักโทษ ในวันที่ 11 พฤษภาคมนี้ โดยนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานและหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ได้ให้สัมภาษณ์หลังประชุมแกนนำพรรค ว่าทุกคนในพรรคต่างยินดีและเฝ้ารอให้กระบวนการเสร็จสิ้นอย่างสมบูรณ์แบบ ข่าวนี้ไม่เพียงสร้างความหวังให้สมาชิกพรรคเท่านั้น แต่ยังเป็นประเด็นที่คนไทยจำนวนมากจับตามอง เพราะนายทักษิณ ชินวัตร ถือเป็นบุคคลสำคัญที่มีอิทธิพลต่อการเมืองไทยมาอย่างยาวนาน

“เพื่อไทย” ตั้งตารอ “ทักษิณ” ได้พักโทษ

จากข้อมูลล่าสุด เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2567 ที่สำนักงานพรรคเพื่อไทย นายจุลพันธ์ เปิดเผยว่าการประชุมแกนนำพรรคในครั้งนี้หารือเรื่องการเตรียมพร้อมสำหรับการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2567 ในวันที่ 24 เมษายน โดยมีวาระสำคัญหลายประการ เช่น การแต่งตั้งกรรมการบริหารพรรคใหม่ เพื่อทดแทนผู้ที่ลาออกช่วงเลือกตั้ง การตั้งคณะกรรมการคัดเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้งให้พร้อมสำหรับกรณีเลือกตั้งซ่อมหรือเลือกตั้งใหม่ และกิจกรรมรดน้ำดำหัวประจำปี ซึ่งเป็นประเพณีของพรรค

นายจุลพันธ์ ยังย้ำถึงวิสัยทัศน์ของพรรคที่หัวหน้าพรรคจะประกาศในการประชุมใหญ่ โดยมุ่งสื่อสารทิศทางการทำงานให้ประชาชนรับทราบ รวมถึงการปรับโครงสร้างพรรคให้สอดประสานระหว่างพรรค สภาผู้แทนราษฎร และคณะรัฐมนตรี เพื่อขับเคลื่อนพรรคให้เติบโตสู่การเลือกตั้งครั้งหน้า ที่สำคัญคือการทำงานเพื่อประชาชนเป็นหลัก ทั้งในสภาและรัฐบาล

ผลกระทบหาก “เพื่อไทย” ตั้งตารอ “ทักษิณ” ได้พักโทษ สำเร็จ

สำหรับกรณี“เพื่อไทย” ตั้งตารอ “ทักษิณ” ได้พักโทษ นายจุลพันธ์ระบุว่าพรรคยังไม่มีการวางแผนดึงตัวนายทักษิณกลับมาช่วยงานพรรค โดยขอให้รอติดตามสถานการณ์ หลังจากนายทักษิณน่าจะใช้เวลากับครอบครัวก่อน และพรรคก็สามารถทำงานได้ปกติอยู่แล้ว แม้จะมีโอกาสพบปะกันในงานต่างๆ แต่ยังไม่กำหนดแผนล่วงหน้า สิ่งนี้สะท้อนถึงความยืดหยุ่นของพรรคที่ไม่พึ่งพาบุคคลใดบุคคลหนึ่งเพียงผู้เดียว

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครที่พรรคเพื่อไทยย้ำชัดเจนว่าจะไม่ส่งผู้สมัครลงชิงตำแหน่งนี้ เช่นเดียวกับครั้งที่แล้ว โดยมุ่งเน้นนโยบายภาพรวม เช่น การพัฒนาทุนมนุษย์ ซึ่งกรุงเทพฯ เป็นส่วนหนึ่ง แต่ปล่อยให้การแข่งขันท้องถิ่นเป็นไปอย่างอิสระ เพื่อให้ประชาชนตัดสินใจเอง สำหรับสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) ยังต้องหารือกันเพิ่มเติม

วาระสำคัญในการประชุมใหญ่พรรคเพื่อไทย

  • แต่งตั้งกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ เพื่อเสริมความเข้มแข็ง
  • ตั้งคณะกรรมการคัดเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้งให้พร้อมทุกสถานการณ์
  • ประกาศวิสัยทัศน์และกลยุทธ์ขับเคลื่อนพรรคสู่การเลือกตั้ง
  • กิจกรรมรดน้ำดำหัว สร้างความสัมพันธ์ภายในพรรค
  • ปรับโครงสร้างพรรคให้ประสานงานระหว่างพรรค สภา และรัฐบาล

การตัดสินใจของพรรคเพื่อไทยในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงกลยุทธ์ระยะยาวที่เน้นการทำงานเชิงนโยบายมากกว่าการลงสนามท้องถิ่นโดยตรง ซึ่งอาจช่วยรักษาพื้นที่ทางการเมืองในกรุงเทพฯ ได้ในระยะยาว โดยไม่เสี่ยงกับการแข่งขันที่เข้มข้น หากทักษิณได้รับการพักโทษจริง คงเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้พรรคมีพลังใหม่ในการขับเคลื่อน

ในมุมมองของผู้เขียน การเคลื่อนไหวของพรรคเพื่อไทยสะท้อนความเป็นมืออาชีพที่พร้อมรับมือทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะมีทักษิณกลับมาหรือไม่ พรรคก็มีทีมเวิร์คที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว คุณคิดว่าการไม่ส่งผู้สมัครผู้ว่าฯกทม. จะส่งผลดีหรือร้ายต่อพรรคอย่างไร? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อติดตามข่าวการเมืองอัปเดต!

ที่มา – “เพื่อไทย” ตั้งตารอ “ทักษิณ” ได้พักโทษ ย้ำข้อสรุปไม่ส่งตัวผู้สมัครชิงผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร

มีพระบรมราชโองการ สถาปนาพระพรหมมุนีเป็นสมเด็จพระราชาคณะ

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อกข่าวพระสงฆ์และวัฒนธรรมไทย วันนี้มีข่าวดีจากวงการสงฆ์ไทยที่น่าปลื้มใจมากเลยทีเดียว นั่นคือ มีพระบรมราชโองการ โปรดสถาปนาสมณศักดิ์ “พระพรหมมุนี” ขึ้นเป็น “สมเด็จพระราชาคณะ” ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 20 เมษายน 2569 เป็นโอกาสอันเป็นมหามงคลในพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2569 นี่แสดงให้เห็นถึงพระราชหฤทัยอันเปี่ยมด้วยพระเมตตาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงให้ความสำคัญกับพระพุทธศาสนาและพระสงฆ์ผู้เจริญรอยตามพระพุทธเจ้ามาโดยตลอด

มีพระบรมราชโองการ โปรดสถาปนาสมณศักดิ์ “พระพรหมมุนี” ขึ้นเป็น “สมเด็จพระราชาคณะ”

ตามที่ระบุในประกาศ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิรลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาสมณศักดิ์พระสงฆ์จำนวน 3 รูป ในโอกาสสำคัญดังกล่าว โดยมีรายละเอียดดังนี้ครับ

รายละเอียดการสถาปนาสมณศักดิ์พระสงฆ์ทั้ง 3 รูป

  • พระพรหมมุนี ขึ้นเป็น สมเด็จพระราชาคณะ มีราชทินนามว่า สมเด็จพระมหาวชิรมุนีวงศ์ มหาเจติยพงศคุณธาดา ธรรมทูตพัฒนคณาลังการ ไพศาลศาสนกิจการี ศรีธรรมธรวรางกูร วิบูลศีลาจารสุนทร ธรรมยุตติกคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี อรัญวาสี สถิต ณ วัดพระศรีมหาธาตุ วรมหาวิหาร พระอารามหลวง กรุงเทพมหานคร มีฐานานุศักดิ์ตั้งฐานานุกรมได้ 10 รูป ท่านเป็นเจ้าอาวาสวัดพระธาตุที่มีชื่อเสียง และมีคุณูปการต่อวงการธรรมยุติมากมาย
  • พระธรรมวชิรเมธาจารย์ ขึ้นเป็น พระราชาคณะเจ้าคณะรอง มีราชทินนามว่า พระพรหมวัชรญาณกวี ศรีศาสนกิจบริหาร ปฏิภาณวรธรรมปรีชา วิมลสีลาจารดิลก ตรีปิฎกคุณาลงกรณ์ ธรรมยุตติกคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี สถิต ณ วัดโสมนัส ราชวรวิหาร พระอารามหลวง กรุงเทพมหานคร ฐานานุศักดิ์ 8 รูป
  • พระธรรมวชิรจินดาภรณ์ ขึ้นเป็น พระราชาคณะเจ้าคณะรอง มีราชทินนามว่า พระพรหมวชิรเมธาภรณ์ ชินวรปาพจนานุศิษฏ์ วิจิตรสังฆคณาธิปัตย์ อุดมปริยัตยาธิการบดี อังคีรสธรรมจินตวิสุต ธรรมยุตติกคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี สถิต ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ราชวรวิหาร พระอารามหลวง กรุงเทพมหานคร ฐานานุศักดิ์ 8 รูป

ทั้งนี้ มีพระบรมราชโองการ โปรดสถาปนาสมณศักดิ์ “พระพรหมมุนี” ขึ้นเป็น “สมเด็จพระราชาคณะ” ตั้งแต่วันที่ 18 เมษายน 2569 เป็นต้นไป โดยขออาราธนาพระคุณของพระสงฆ์ทั้ง 3 รูป จงรับธุระพระพุทธศาสนา สั่งสอนพระภิกษุสามเณร ระงับอธิกรณ์ และเจริญพระพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรืองต่อไป

สมณศักดิ์ชั้นสมเด็จพระราชาคณะนี้ ถือเป็นยศฐาบรรดาศักดิ์สูงสุดในหมู่พระราชาคณะ ถือเป็นเกียรติยศที่หาได้ยากยิ่ง แสดงถึงความบริสุทธิ์ในศีลาจารวัตร คุณธรรม วรรณะ และคุณูปการต่อพระศาสนา วัดพระศรีมหาธาตุซึ่งเป็นที่สถิตของสมเด็จพระมหาวชิรมุนีวงศ์นั้น เป็นวัดสำคัญที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน ตั้งแต่สมัยอยุธยา มีพระบรมสารีริกธาตุประดิษฐาน เป็นศูนย์กลางการปฏิบัติธรรมของคณะธรรมยุต

นอกจากนี้ การสถาปนาสมณศักดิ์ในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา เป็นพระราชกรณียกิจที่พระมหากษัตริย์ไทยทรงกระทำสืบต่อกันมา เพื่อถวายพระเกียรติยศแด่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี และส่งเสริมพระพุทธศาสนาให้มั่นคงในราชอาณาจักร เพื่อนๆ ลองนึกภาพดูสิครับ พระสงฆ์ที่ได้รับยศนี้ จะมีบทบาทสำคัญในการนำพระพุทธศาสนาเผยแผ่ทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะท่านที่เป็นธรรมทูต

ราชทินนามที่ยาวเหยียดเหล่านี้ แต่ละคำล้วนมีความหมายลึกซึ้ง เช่น “มหาเจติยพงศคุณธาดา” หมายถึงผู้มีคุณธรรมยิ่งใหญ่ในฐานะผู้ดูแลเจดีย์หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ “ธรรมทูตพัฒนคณาลังการ” หมายถึงผู้ส่งเสริมธรรมทูตให้เจริญรุ่งเรือง เป็นต้น สะท้อนถึงคุณงามความดีที่ท่านสร้างไว้ตลอดมา

สำหรับผู้สนใจ สามารถอ่านประกาศฉบับเต็มได้ที่นี่ เพื่อศึกษารายละเอียดทั้งหมด

ในมุมมองของผม การสถาปนาสมณศักดิ์ครั้งนี้ไม่เพียงเป็นเกียรติแก่พระสงฆ์ผู้รับ แต่ยังเป็นเครื่องยืนยันว่าพระพุทธศาสนายังคงเป็นรากฐานสำคัญของชาติไทย ช่วยให้สังคมมีแบบอย่างที่ดีในการดำเนินชีวิต ชวนเพื่อนๆ มาติดตามข่าวสารพระสงฆ์และวัฒนธรรมไทยไปด้วยกันนะครับ หากมีโอกาส ลองไปกราบนมัสการที่วัดเหล่านี้ดู สัมผัสบุญบารมีด้วยตัวเอง!

ที่มา – มีพระบรมราชโองการ โปรดสถาปนาสมณศักดิ์ “พระพรหมมุนี” ขึ้นเป็น “สมเด็จพระราชาคณะ”

ประวัติ “พระพรหมมุนี” สมเด็จพระราชาคณะ

ประวัติ “พระพรหมมุนี” ได้รับสถาปนาสมณศักดิ์ เป็น “สมเด็จพระราชาคณะ” กำลังเป็นที่สนใจของพุทธศาสนิกชนทั่วไป หลังจากราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศอย่างเป็นทางการ โดยพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ สถาปนาสมณศักดิ์ในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พระบรมราชินี เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2569 พระพรหมมุนีได้รับการแต่งตั้งเป็นสมเด็จพระราชาคณะ ชื่อเต็มว่า สมเด็จพระมหาวชิรมุนีวงศ์ มหาเจติยพงศคุณธาดา ธรรมทูตพัฒนคณาลังการ ไพศาลศาสนกิจการี ศรีธรรมธรวรางกูร วิบูลศีลาจารสุนทร ธรรมยุตติกคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี อรัญวาสี สถิต ณ วัดพระศรีมหาธาตุ วรมหาวิหาร พระอารามหลวง กรุงเทพมหานคร และมีฐานานุศักดิ์ตั้งฐานานุกรมได้ 10 รูป

ประวัติ “พระพรหมมุนี” ได้รับสถาปนาสมณศักดิ์ เป็น “สมเด็จพระราชาคณะ”

พระพรหมมุนี หรือที่รู้จักในพระนามเดิมว่า บุญเรือง เกิดเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2478 ที่ตำบลโคกพระ อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม ท่านเป็นพระสงฆ์ที่มีคุณูปการต่อพระพุทธศาสนาทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะการเผยแผ่ธรรมะในต่างแดน

ประวัติการศึกษาและวุฒิการศึกษาของพระพรหมมุนี

ด้านการศึกษา พระพรหมมุนีทรงศึกษาอย่างสูงส่ง จบปริญญาตรี ศาสนศาสตรบัณฑิต วิชาเอกจิตวิทยา (ศน.บ.) ปริญญาโท ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาปรัชญา (Master of Arts in philosophy) รวมถึงเปรียญธรรม 4 ประโยค นักธรรมชั้นเอก และวุฒิบัตรหลักสูตรพระธรรมทูตสายต่างประเทศจากวัดบวรนิเวศวิหาร กรุงเทพมหานคร ในปี พ.ศ. 2510 การศึกษาที่ครบครันนี้ทำให้ท่านสามารถถ่ายทอดหลักธรรมได้อย่างลึกซึ้ง

บทบาทพระธรรมทูตต่างประเทศ

พระพรหมมุนีเป็นพระธรรมทูตรุ่นแรกที่เข้ารับการฝึกอบรมและออกเผยแผ่พระพุทธศาสนาในต่างประเทศหลายแห่ง เช่น ออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา และอินโดนีเซีย ท่านมีส่วนสำคัญในการสถาปนาพระพุทธศาสนาให้มั่นคงในอินโดนีเซียจนถึงปัจจุบัน นอกจากนี้ ยังดำรงตำแหน่งกรรมการบริหารสถาบันฝึกอบรมพระธรรมทูตไปต่างประเทศ (ธรรมยุต) จัดอบรมพระภิกษุทุกปี เพื่อเตรียมความพร้อมในการเผยแผ่ธรรมะสู่สายต่างประเทศ

การบวชและสมณศักดิ์

ท่านบรรพชาเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2489 ณ วัดสว่างปอแดง ตำบลอุ่มเม่า อำเภอยางตลาด จังหวัดกาฬสินธุ์ โดยมีพระครูปฏิภาณธรรมคุณ วัดขวัญเมือง เป็นพระอุปัชฌาย์ และอุปสมบทเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2498 โดยมีพระธรรมปิฎก วัดพระศรีมหาธาตุ เป็นพระอุปัชฌาย์ ได้รับฉายา ปุญญโชโต

สมณศักดิ์ที่ท่านได้รับมีดังนี้:

  • พระสุวีรญาณ พ.ศ. 2514
  • พระราชวิสุทธิมุนี พ.ศ. 2535
  • พระเทพญาณกวี พ.ศ. 2543
  • พระธรรมเจติยาจารย์ พ.ศ. 2550
  • พระพรหมมุนี พ.ศ. 2562

นอกจากนี้ ท่านยังเป็นผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดพระศรีมหาธาตุวรมหาวิหาร ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2539 เจ้าคณะภาค 8 ธรรมยุต ผู้อำนวยการโรงเรียนพระสังฆาธิการธรรมยุต เจ้าอาวาสวัดพระศรีมหาธาตุตั้งแต่ปี พ.ศ. 2540 และกรรมการมหาเถรสมาคมตั้งแต่วันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2562

การได้รับสมณศักดิ์ชั้นสมเด็จพระราชาคณะครั้งนี้ เป็นเครื่องยืนยันถึงคุณงามความดีและผลงานที่ท่านสร้างสรรค์มาอย่างยาวนานในการอนุรักษ์และเผยแผ่พระพุทธศาสนา พุทธศาสนิกชนต่างชื่นชมและขอขอบคุณท่านที่เป็นแบบอย่างที่ดีในการประพฤติปฏิบัติธรรม

หากคุณชื่นชอบประวัติพระสงฆ์ที่มีคุณูปการต่อวงการสงฆ์ไทย สามารถติดตามบทความเพิ่มเติมได้ที่บล็อกของเรา เพื่อรับรู้ข่าวสารและแรงบันดาลใจในการปฏิบัติธรรมต่อไป

ที่มา – ประวัติ “พระพรหมมุนี” ได้รับสถาปนาสมณศักดิ์ เป็น “สมเด็จพระราชาคณะ”