วัน: 22 เมษายน 2026

เล็งให้ออกราชการ พ.ต.อ. ร่วมแก๊งรีด ตม. 2.5 ล้าน

วันนี้เรามาพูดถึงข่าวด่วนที่กำลังเป็นกระแสในสังคมไทยกันครับ เล็งให้ออกราชการ พ.ต.อ. ร่วมแก๊งรีด ตม. 2.5 ล้าน โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ออกมาชี้แจงแล้ว หลังจากที่มีคดีใหญ่เกิดขึ้นกับนายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม และพวกร่วมกันถูกจับในข้อหาร่วมกรรโชกทรัพย์ โดยผู้เสียหายคือผู้กำกับการสถานีตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ที่ถูกขู่เรียกเงินสูงถึง 2.5 ล้านบาท เพื่อแลกกับการไม่ไลฟ์สดโจมตีเรื่องการลักลอบนำผู้ต้องหาชาวจีนออกจากห้องกัก

เล็งให้ออกราชการ พ.ต.อ. ร่วมแก๊งรีด ตม. 2.5 ล้าน

พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ โฆษก ตร. ได้ยืนยันว่าพล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้สั่งการไปยังต้นสังกัดของ พ.ต.อ. คนนี้แล้ว ให้พิจารณาดำเนินการทางวินัยทันที ที่สำคัญ พ.ต.อ. คนนี้สังกัดอยู่ภาคใต้ แต่ดันมาปรากฏตัวในพื้นที่กรุงเทพฯ และเข้าไปพัวพันกับขบวนการนี้จนถูกออกหมายจับ โฆษก ตร. ชี้ว่าหลักฐานชัดเจน และจะดำเนินการรวดเร็วเด็ดขาด คาดเสร็จภายใน 5 วัน

ขั้นตอนการพิจารณาวินัยเจ้าหน้าที่ตำรวจ

  • ผู้ถูกกล่าวหาต้องรายงานตัวต่อต้นสังกัด ว่าต้องคดีอาญา
  • ต้นสังกัดรายงานขึ้นสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
  • พิจารณาด้านการปกครองและวินัย
  • หากผิดชัด สามารถสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนได้ทันที

นี่คือกระบวนการที่โปร่งใสและมีระเบียบชัดเจนครับ ไม่มีละเว้นใคร โฆษก ตร. ยังย้ำว่านโยบายของ ผบ.ตร. คือ “ทำดีให้รางวัล ทำชั่วฟันไม่เลี้ยง” ถ้าตำรวจทำงานดี จะส่งเสริมให้ก้าวหน้า แต่ถ้าประพฤติชั่วและมีหลักฐาน ก็ไม่ไว้หน้า

หลายคนอาจสงสัยว่าคดีนี้เกิดอะไรขึ้น? จากข้อมูล ผู้เสียหายถูกข่มขู่จากแก๊งของอัจฉริยะ ที่ขู่ว่าจะไลฟ์โจมตีการทำงานของตม. เรื่องลักลอบผู้ต้องหาจีน โดยมี พ.ต.อ. เข้าไปร่วมด้วย จนศาลอนุมัติหมายจับทั้ง 6 คน รวมอัจฉริยะแล้ว ตำรวจยืนยันว่าไม่ปิดข่าว และไม่กลัวถูกฟ้องกลับ เพราะหลักฐานผ่านการตรวจสอบจากศาลแล้ว

โฆษก ตร. ขอให้ประชาชนแยกแยะ

พล.ต.ท.ไตรรงค์ เน้นย้ำว่า “ขอให้ประชาชนแยกแยะ” การกระทำของบุคคลเหล่านี้เป็นเรื่องส่วนตัว ไม่เกี่ยวกับองค์กรตำรวจทั้งหมด สำนักงานตำรวจแห่งชาติมุ่งมั่นปราบปรามตำรวจชั่ว ไม่เคยช่วยเหลือ แม้ช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา จะมีข่าวตำรวจทำร้ายประชาชนหรือพัวพันกรรโชก แต่เป็นกรณีเดี่ยวๆ

คดีนี้สะท้อนให้เห็นปัญหาการทุจริตในวงการตรวจคนเข้าเมืองที่ยังมีมานาน โดยเฉพาะการลักลอบช่วยเหลือชาวต่างด้าว ซึ่งกระทบความมั่นคงของชาติ การที่ตำรวจออกมาเคลื่อนไหวเร็วแบบนี้ เป็นสัญญาณดีว่าองค์กรกำลังปฏิรูประบบภายใน ลดภาพลักษณ์เสียหาย และสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน

ในมุมมองของผม คดี เล็งให้ออกราชการ พ.ต.อ. ร่วมแก๊งรีด ตม. 2.5 ล้าน นี้จะเป็นตัวอย่างสำคัญในการบังคับใช้กฎวินัย หากดำเนินการเด็ดขาดจริง จะช่วยฟื้นฟูความน่าเชื่อถือของตำรวจได้มาก คุณคิดเห็นอย่างไร? แสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้ทุกคนรับรู้ข้อมูลจริงจากแหล่งข่าวครับ!

ที่มา – เล็งให้ออกราชการ พ.ต.อ. ร่วมแก๊งรีด ตม. 2.5 ล้าน โฆษก ตร.ให้แยกแยะ ไม่เกี่ยวกับองค์กร

เมินดราม่า ลูกศิษย์แห่กราบ “หลวงปู่ศิลา” แน่นวัดสวนธรรมปีติ

เมินดราม่า ลูกศิษย์แห่กราบ “หลวงปู่ศิลา” แน่นวัดสวนธรรมปีติ กันเลยทีเดียว! แม้จะมีกระแสข่าวดราม่ากรณีหลวงปู่ศิลา สิริจันโท แจ้งลาออกจากตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดพระธาตุหมื่นหิน จังหวัดกาฬสินธุ์ แต่ศิษยานุศิษย์และสาธุชนทั่วสารทิศยังคงหลั่งไหลมาร่วมกราบนมัสการและขอพรจากท่านอย่างคึกคัก เพื่อความเป็นสิริมงคลในชีวิต

เมินดราม่า ลูกศิษย์แห่กราบ “หลวงปู่ศิลา” แน่นวัดสวนธรรมปีติ

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสข่าวที่หลวงปู่ศิลาแจ้งลาออกจากตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดพระธาตุหมื่นหิน โดยท่านให้เหตุผลว่าถึงเวลาพักผ่อนเนื่องจากความชราและปัญหาสุขภาพ แม้หลายฝ่ายจะขอร้องให้ท่านทบทวน แต่สุดท้ายท่านเลือกที่จะอยู่ในสถานะพระลูกวัดต่อไป ยังคงมีชื่อในทะเบียนวัดพระธาตุหมื่นหิน และย้ายมาปฏิบัติศาสนกิจประจำที่วัดสวนธรรมปีติ (ธรรมอุทยานหลวงปู่ศิลา สิริจันโท) ตำบลเชียงเครือ อำเภอเมือง จังหวัดกาฬสินธุ์ โดยท่านจะทำหน้าที่เป็นองค์อุปถัมภ์ให้ทั้งสองวัด เพื่อประนีประนอมทุกฝ่าย

ล่าสุดเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2567 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสาธุชนยังคงแห่กันมางานแน่นวัด แสดงให้เห็นถึงความศรัทธาอันแรงกล้าที่มีต่อหลวงปู่ศิลา ที่ไม่สนใจดราม่าใดๆ

สาวไทยจากออสเตรเลียบินตรงมาถวายปัจจัย หลังขอพรสมหวัง

หนึ่งในนั้นคือ นางฐิตาพร พักโสภา อายุ 54 ปี ซึ่งบินตรงมาจากออสเตรเลีย เธอเล่าว่าเคยมากราบหลวงปู่ถึง 3 ครั้ง และได้เจอท่านทุกครั้ง ครั้งนี้มาถวายปัจจัยไทยธรรมหลังจากที่ขอพรแล้วสมหวังสมปรารถนา "ไม่ทราบข่าวดราม่าเลยค่ะ ดีใจมากที่ได้เห็นหลวงปู่ ได้เห็นรอยยิ้มของท่านแล้วมีความสุขสุดๆ" เธอกล่าวอย่างปลื้มใจ

ลูกศิษย์แห่กราบหลวงปู่ศิลา วัดสวนธรรมปีติ

นอกจากนี้ ศิษย์ใกล้ชิดที่ถวายงานหลวงปู่มานานกว่า 17 ปี ยังเล่าผ่านไมโครโฟนของวัดว่า ในทั้งสองวัดมีพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวล้านนาและชาวไทยนับถือมาอย่างยาวนาน โดยวัดสวนธรรมปีติมีพระพุทธรูปองค์พี่ชื่อ มหันตยศ ส่วนวัดพระธาตุหมื่นหินมีองค์น้องชื่อ อนัตยศ ผู้ที่ศรัทธาสามารถไปกราบไหว้ขอพรได้ทั้งสองแห่ง เพราะมีความศักดิ์สิทธิ์สูงมาก

นางฐิตาพร ถวายปัจจัยหลวงปู่ศิลา

ทำไมหลวงปู่ศิลาถึงเป็นที่รักของศิษย์?

หลวงปู่ศิลา สิริจันโท เป็นพระสงฆ์ผู้มีเมตตา high moral และปฏิบัติธรรมอย่างเคร่งครัด ท่านมักให้คำสอนที่เข้าถึงใจ ทำให้ผู้คนศรัทธา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องขอพร สุขภาพ หรือการดำเนินชีวิต แม้จะมีดราม่าเรื่องตำแหน่งเจ้าอาวาส แต่เมินดราม่า ลูกศิษย์แห่กราบ “หลวงปู่ศิลา” แน่นวัดสวนธรรมปีติ แสดงให้เห็นว่าความเชื่อมั่นในบุคคลสำคัญยังคงเหนือกว่าเรื่องข่าวสาร

  • ศรัทธาไม่หวั่นดราม่า: ลูกศิษย์มองข้ามข่าวลือ มุ่งหน้าไหว้พระขอพร
  • พระพุทธรูปคู่อรุณี: มหันตยศ และ อนัตยศ เพิ่มความศักดิ์สิทธิ์ให้วัดทั้งสอง
  • ตัวอย่างสมหวัง: อย่างนางฐิตาพร ที่บินข้ามน้ำข้ามทะเลมาขอบคุณ

เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่าความศรัทธาในพระพุทธศาสนาและพระสงฆ์ผู้มีคุณธรรมนั้นมั่นคง หากคุณกำลังมองหาความเป็นสิริมงคล ลองแวะไปกราบหลวงปู่ศิลาที่วัดสวนธรรมปีติ หรือวัดพระธาตุหมื่นหินดูนะครับ รับรองได้พรสมหวัง!

ศิษย์ถวายงานหลวงปู่ศิลา

เมินดราม่า ลูกศิษย์แห่กราบ “หลวงปู่ศิลา” แน่นวัดสวนธรรมปีติ เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าความเมตตาและคุณธรรมชนะทุกสิ่ง ลองไปพิสูจน์ด้วยตัวเอง แล้วมาแชร์ประสบการณ์ในคอมเมนต์ด้านล่างนะครับ

ที่มา – เมินดราม่า ลูกศิษย์แห่กราบ “หลวงปู่ศิลา” แน่นวัดสวนธรรมปีติ

ลอสแอนเจลิสออกกฎจำกัดเวลาใช้หน้าจอในห้องเรียน

ลอสแอนเจลิสออกกฎจำกัดเวลาใช้หน้าจอในห้องเรียนแล้วนะคะ! นครใหญ่ในสหรัฐอเมริกาแห่งนี้เพิ่งผ่านมติสำคัญ เพื่อปกป้องสุขภาพเด็กๆ จากปัญหาโรคอ้วน ซึมเศร้า และพัฒนาการล่าช้า หลังจากกังวลว่าเทคโนโลยีดิจิทัลกำลังกลายเป็นดาบสองคมในห้องเรียน

ลอสแอนเจลิสออกกฎจำกัดเวลาใช้หน้าจอในห้องเรียน

เขตการศึกษาลอสแอนเจลิส ซึ่งใหญ่เป็นอันดับ 2 ของสหรัฐฯ มีนักเรียนกว่า 500,000 คน ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการด้วยคะแนน 6 ต่อ 0 (งด 1 เสียง) นโยบายนี้จะกำหนดเวลาการใช้แล็ปท็อป แท็บเล็ต หรือหน้าจออื่นๆ ในชั้นเรียนอย่างเป็นระบบ แยกตามวัย เช่น เด็กเล็กจำกัดน้อยกว่าเด็กโต เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการเรียนรู้ดิจิทัลกับกิจกรรมจริง

คุณนิค เมลวอน ผู้เสนอมาตรการ บอกว่านี่จะทำให้ลอสแอนเจลิสเป็นผู้นำระดับชาติ ต่อจากกฎห้ามใช้มือถือในโรงเรียนปี 2567 หลังโควิด-19 เร่งให้โรงเรียนใช้หน้าจอหนักขึ้น ส่งผลให้เด็กๆ เสี่ยงสุขภาพจิตและกาย

ห่วงเด็กเสี่ยงอ้วน-ซึมเศร้า จากการใช้หน้าจอเกิน

ข้อมูลจาก American Academy of Pediatrics ชี้ชัดว่าหน้าจอมากเกินไปเชื่อมโยงกับปัญหาเพียบ ไม่ใช่แค่สายตาแห้ง แต่รวมถึงความวิตกกังวล ซึมเศร้า เสพติด สมาธิสั้น ควบคุมอารมณ์ไม่ได้ และเกรดตก เด็กวัย 8-11 ปีที่ใช้เกินคำแนะนำ มีโอกาสอ้วนสูงขึ้น และคะแนนสมองต่ำกว่าเพื่อน

  • โรคอ้วน: นั่งจ้องจอนาน ลดการเคลื่อนไหว น้ำหนักพุ่ง
  • ซึมเศร้าและวิตกกังวล: ขาดปฏิสัมพันธ์สังคมจริง สมองพัฒนาไม่เต็มที่
  • สมาธิสั้น: สลับแอปบ่อย 注意力กระจาย
  • ผลการเรียนตก: งานวิจัยยืนยัน หน้าจอรบกวนการจดจำ

นโยบายนี้ยังไม่ห้ามเด็ดขาด แต่ให้เจ้าหน้าที่ร่างแนวทางเฉพาะวัย รับฟังครู ผู้ปกครอง และหมอ ระหว่างนี้โรงเรียนใช้กฎเดิม โรงเรียนจะปรับทีละขั้น เพื่อไม่กระทบเด็กพิเศษที่ต้องการเทคโนโลยีช่วยเรียน

ประโยชน์ของการจำกัดหน้าจอในห้องเรียน

ฝ่ายสนับสนุนเห็นตรงกันว่านี่ช่วยฟื้นสมาธิ พัฒนาทักษะสังคม และส่งเสริมกิจกรรมกลางแจ้ง ลอสแอนเจลิสกลายเป็นต้นแบบให้เมืองอื่นๆ ตาม ในไทยเราก็เจอปัญหาคล้ายๆ กัน เด็กไทยใช้หน้าจอเฉลี่ยวันละ 7-8 ชม. สูงกว่ามาตรฐาน WHO ที่แนะเด็กเล็กไม่เกิน 1-2 ชม.

ลองนึกภาพห้องเรียนที่เด็กๆ คุยกัน อ่านหนังสือจริง วาดรูป แทนการจ้องแท็บเล็ตทั้งวัน มันจะช่วยพัฒนาสมองส่วนสร้างสรรค์และอารมณ์ได้ดีกว่าเยอะ งานวิจัยจาก Harvard ยืนยันว่าเด็กที่เล่นกลางแจ้งมี IQ สูงกว่า และสุขภาพจิตดี

แต่ต้องระวังนะคะ ฝ่ายค้านเตือนว่าต้องไม่ตัดเทคโนโลยีทิ้งหมด เพราะบางวิชาเช่น coding หรือ virtual lab ต้องใช้หน้าจอ ต้องหาจุดกึ่งกลาง

ไทยควรเรียนรู้จากลอสแอนเจลิสไหม?

ในมุมผู้เขียน คิดว่านโยบายแบบนี้เหมาะกับไทยมาก โดยเฉพาะหลังโควิดที่ E-Learning กลายเป็น norm พ่อแม่ควรเริ่มจำกัดหน้าจอที่บ้านด้วย เช่น กำหนดเวลา 1 ชม./วัน สนับสนุนกีฬาและอ่านหนังสือ ลองใช้แอป parental control ช่วยได้

สุดท้าย ลอสแอนเจลิสออกกฎจำกัดเวลาใช้หน้าจอในห้องเรียน เป็นสัญญาณดีว่าสุขภาพเด็กสำคัญกว่าอุปกรณ์ไฮเทค คุณล่ะคิดยังไง? ลองแชร์ประสบการณ์การจัดการหน้าจอให้ลูกในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ พ่อแม่ด้วยนะคะ จะได้ช่วยกันสร้างอนาคตเด็กไทยให้แข็งแรงทั้งกายใจ!

ที่มา – ลอสแอนเจลิสออกกฎจำกัดเวลาใช้หน้าจอในห้องเรียน ห่วงเด็กเสี่ยงอ้วน-ซึมเศร้า

อินโดนีเซียผ่านกฎหมายคุ้มครอง “แรงงานทำงานบ้าน” หลังต่อสู้นาน 22 ปี

อินโดนีเซียผ่านกฎหมายคุ้มครอง “แรงงานทำงานบ้าน” หลังต่อสู้นาน 22 ปี ถือเป็นข่าวดีที่สร้างแรงบันดาลใจให้ทั่วโลก โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แรงงานกลุ่มนี้กว่า 4.2 ล้านคน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง กำลังจะได้รับสิทธิพื้นฐานที่พวกเขารอคอยมานาน ไม่ว่าจะเป็นประกันสังคม วันหยุด และค่าจ้างที่เป็นธรรม นอกจากนี้ยังแบนการใช้แรงงานเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปีอย่างเด็ดขาด

อินโดนีเซียผ่านกฎหมายคุ้มครอง “แรงงานทำงานบ้าน” หลังต่อสู้นาน 22 ปี

รัฐสภาอินโดนีเซียเพิ่งให้ความเห็นชอบร่างกฎหมายคุ้มครองแรงงานทำงานบ้าน (PPRT) ซึ่งเริ่มผลักดันตั้งแต่ปี 2004 หรือ 22 ปีเต็ม กฎหมายนี้จะเปลี่ยนสถานะของแรงงานทำความสะอาด ทำอาหาร และดูแลบ้าน จาก “คนรับใช้” ที่ไร้สิทธิ มาเป็น “แรงงาน” ที่มีกฎหมายคุ้มครองเต็มรูปแบบ แรงงานกว่า 90% เป็นผู้หญิงที่มักถูกเอาเปรียบ ไม่มีวันหยุด ไม่มีประกัน และเสี่ยงต่อความรุนแรง

อาเจง อัสตูติ แรงงานทำบ้านคนหนึ่ง กล่าวด้วยความยินดีว่า “มันเหมือนความฝันเลยค่ะ นี่คือผลจากการต่อสู้ 22 ปีของพวกเราผู้หญิงที่ถูกละเลย เพื่อสิทธิพื้นฐานเหล่านี้”

สิทธิประโยชน์หลักจากกฎหมายใหม่

กฎหมายฉบับนี้กำหนดมาตรฐานชัดเจนสำหรับการจ้างงานทั้งแบบตรงและผ่านเอเจนซี่ โดยห้ามหักค่าธรรมเนียมจากค่าจ้างแรงงาน และรัฐจะสนับสนุนการฝึกอบรมวิชาชีพ นี่คือสิทธิสำคัญที่แรงงานจะได้รับ:

  • ประกันสุขภาพและเงินบำนาญ: ครอบคลุมค่ารักษาพยาบาลและสวัสดิการหลังเกษียณ
  • วันหยุดพักผ่อน: กำหนดวันหยุดอย่างเป็นทางการ ไม่ให้ทำงาน 24 ชั่วโมง
  • ค่าจ้างขั้นต่ำที่เป็นธรรม: ปรับตามมาตรฐานแรงงานทั่วไป
  • สัญญาจ้างชัดเจน: ระบุหน้าที่ สิทธิ และการบอกลา
  • แบนแรงงานเด็ก: ห้ามจ้างเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปีเด็ดขาด

นายอาเฟรียนสยาห์ นูร์ รัฐมนตรีช่วยกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า “กฎหมายนี้คือรากฐานของความยุติธรรมและมนุษยธรรม” ขณะที่นายสุพราตมัน อันดี อักตัส รัฐมนตรีกระทรวงกฎหมาย เสริมว่า “เพื่อความมั่นคงทางกฎหมาย ป้องกันการเอารัดเอาเปรียบและล่วงละเมิด” อย่างไรก็ตาม หน่วยงานมีเวลา 1 ปีในการออกกฎปฏิบัติจริง

ความท้าทายที่เหลืออยู่

แม้จะเป็นก้าวสำคัญ แต่กลุ่ม Jala PRT เตือนว่าการเปลี่ยนทัศนคติของนายจ้างคืออุปสรรคใหญ่ จากปี 2021-2024 มีรายงานความรุนแรงกว่า 3,300 กรณี ทั้งทางกายและใจ ปี 2023 ที่จาการ์ตา มีผู้ต้องหา 9 คน รวมหญิงชรา 70 ปี ถูกจำคุก 4 ปี ข้อหาทำร้ายแรงงานด้วยการทุบตี เผาบุหรี่ และล่ามโซ่

อินโดนีเซียกำลังรณรงค์ให้ความรู้สาธารณะ เพื่อให้นายจ้างเข้าใจหน้าที่ หากไม่มี ก็อาจเกิดปัญหาใหม่ การต่อสู้นี้ไม่ใช่แค่ชัยชนะของแรงงานอินโด แต่เป็นแบบอย่างให้ประเทศอื่น โดยเฉพาะไทยที่ยังมีปัญหาคล้ายกันในแรงงานบ้าน

สุดท้าย กฎหมายนี้พิสูจน์ว่าความอดทนและการรวมตัวสามารถเปลี่ยนแปลงสังคมได้ คุณคิดอย่างไรกับสิทธิแรงงานทำบ้านในไทย? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ และช่วยกระจายข่าวนี้เพื่อสร้างแรงบันดาลใจกันเถอะ!

ที่มา – อินโดนีเซียผ่านกฎหมายคุ้มครอง “แรงงานทำงานบ้าน” หลังต่อสู้นาน 22 ปี

นายกฯ ถก 4 หน่วยงานวางกรอบงบฯ 2570 ดึงงบค้างท่อ

ในสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ผันผวนหนักหน่วงจากสงครามตะวันออกกลางและวิกฤติพลังงาน นายกฯ ถก 4 หน่วยงานวางกรอบงบฯ 2570 เพื่อเตรียมพร้อมรับมืออย่างมีประสิทธิภาพ รัฐบาลไทยภายใต้นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล กำลังเร่งวางแผนงบประมาณปี 2570 ให้สอดคล้องกับความเป็นจริง โดยดึงงบค้างท่อจำนวนมหาศาลมาใช้เป็นกระสุนสำรอง

นายกฯ ถก 4 หน่วยงานวางกรอบงบฯ 2570

เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานประชุมสำคัญระหว่าง 4 หน่วยงานหลัก ได้แก่ สำนักงบประมาณ กระทรวงการคลัง สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีผู้เข้าร่วมชั้นนำอย่างนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และนายปิติ ดิษยทัต รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพการเงิน ธปท.

นายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่า การประชุมครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อทบทวนกรอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายปี 2570 รวมถึงประมาณการรายรับ-รายจ่ายและฐานะการคลังล่วงหน้าอย่างน้อย 3 ปี ท่ามกลางโลกที่ไม่แน่นอน โดยเฉพาะความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่กระทบราคาพลังงานและเศรษฐกิจไทยโดยตรง รัฐบาลจึงต้องปรับวิธีทำงานให้ประหยัดทรัพยากร ปรับลดงบที่ไม่จำเป็น เช่น ศึกษาดูงานต่างประเทศ ก่อสร้างอาคารใหม่ที่ไม่เร่งด่วน และโครงการพัฒนาจังหวัดที่เลื่อนได้

เอกนิติ เผยดึงงบค้างท่อแสนล้านรับมือวิกฤติ

นายเอกนิติ กล่าวเพิ่มเติมว่า นี่คือขั้นตอนที่ 2 ในการขับเคลื่อนนโยบาย โดยใช้ข้อมูลคาดการณ์เศรษฐกิจปี 2570 เป็นฐานในการจัดสรรงบประมาณให้เกิดประโยชน์สูงสุด เช่น โยกงบก่อสร้างไปติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนอาคารราชการ เพื่อลดค่าไฟระยะยาวและสร้างสำรองทางการเงิน

ปัจจุบันหนี้สาธารณะไทยอยู่ที่ 66% ของ GDP เพดาน 70% ยังเหลือช่องว่าง 4% หรือราว 800,000 ล้านบาท แต่ก่อนกู้เพิ่ม รัฐบาลจะบริหารงบที่มีอยู่ให้คุ้มค่าก่อน โดยแผนหลัก 2 ส่วน:

  • งบปี 2569: ดึงงบค้างท่อที่ยังไม่ทำสัญญาภายใน 30 เมษายน ได้ 70,000-100,000 ล้านบาท บวกงบกลางเหลือ 25,000 ล้านบาท รวม 95,000-125,000 ล้านบาท
  • ร่างงบ 2570: ทบทวนปรับโครงสร้างใหม่ให้มีวินัย

จะออก พ.ร.บ.โอนงบประมาณ คล้ายสมัยโควิด-19 นำเข้าสภาช่วงกลางมิถุนายน เพื่อใช้ได้ทันปีงบ 2570

การ นายกฯ ถก 4 หน่วยงานวางกรอบงบฯ 2570 แสดงถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการรักษาวินัยการคลัง สร้างความเข้มแข็งรับมือวิกฤติ ประชาชนจะได้ประโยชน์จากงบที่ใช้อย่างคุ้มค่า ลดภาษีหรือเพิ่มสวัสดิการในอนาคตได้มากขึ้น

ในมุมมองผู้เขียน การวางแผนนี้ฉลาดมาก เพราะไม่พึ่งกู้อย่างเดียว แต่ใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยเฉพาะการลงทุนพลังงานทดแทนที่ยั่งยืน ท่ามกลางราคาน้ำมันผันผวน หากทำสำเร็จ จะช่วยให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้อย่างมั่นคง

คุณคิดอย่างไรกับแผนนี้? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามข่าวเศรษฐกิจอัปเดตเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – นายกฯ ถก 4 หน่วยงานวางกรอบงบฯ 2570 “เอกนิติ” เผยดึงงบค้างท่อแสนล้านรับมือวิกฤติ

คนละครึ่งพลัส-ไทยช่วยไทย เงินช่วย 30 ล้านคน 2,000+ บาท

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน! วันนี้มีข่าวดีมาบอกกันแบบสดๆ ร้อนๆ เลยนะครับ รัฐบาลไทยเค้าประกาศความคืบหน้าโครงการ คนละครึ่งพลัส-ไทยช่วยไทย ที่กำลังจะช่วยเหลือพี่น้องประชาชนราว 20-30 ล้านคน ให้ได้รับเงินช่วยเหลือไม่ต่ำกว่า 2,000 บาทต่อคน! โห้ย นี่มันแจกจริงจังเลยนะ ใครที่กำลังเดือดร้อนเรื่องค่าใช้จ่าย ห้ามพลาดเด็ดขาด

หลังจากที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ประชุมกันเสร็จ นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ก็ออกมาแถลงข่าวทันทีว่า ครม. เห็นชอบยุทธศาสตร์งบประมาณปี 2570 ตามที่สำนักงบประมาณเสนอ และที่สำคัญ เงินที่ประหยัดได้จากงบกลาง จะไม่เก็บไว้เฉยๆ แต่เอาไปโอนใส่โครงการเยียวยาประชาชนเป็นอันดับแรกเลยครับ ภายใต้ชื่อใหญ่ “ไทยช่วยไทย” ซึ่งครอบคลุมหลายโครงการ เช่น ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 13.4 ล้านคน โครงการปุ๋ยราคาถูก ลดดอกเบี้ยเกษตรกร ธงฟ้าราคาประหยัด และที่เราตื่นเต้นที่สุดคือ คนละครึ่งพลัส-ไทยช่วยไทย

โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของไทยช่วยไทย โดยรวมโครงการจากกระทรวงพาณิชย์ด้วย เช่น ธงฟ้า ธงเขียว รถพุ่มพวง ที่กำลังจะเปิดตัวเร็วๆ นี้ ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากให้หมุนเวียนได้ดีขึ้น ใครที่เคยได้สิทธิคนละครึ่งรุ่นก่อนๆ น่าจะตื่นเต้นไม่ใช่น้อย เพราะคราวนี้เงินช่วยเยอะกว่าเดิม!

เงื่อนไขผู้มีสิทธิลงทะเบียนคนละครึ่งพลัส-ไทยช่วยไทย

ก่อนจะลงทะเบียน ต้องเช็คตัวเองก่อนนะครับ ว่าเข้าเกณฑ์หรือเปล่า เงื่อนไขมีง่ายๆ ดังนี้:

  • เป็นผู้มีสัญชาติไทย
  • มีอายุ 16 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ณ วันที่ลงทะเบียน
  • มีบัตรประจำตัวประชาชน
  • ไม่ถูกระงับสิทธิหรือเรียกเงินคืนจากโครงการคนละครึ่งทุกรุ่น (คนละครึ่ง 1-5)

ถ้าตรงทั้งหมด ยินดีด้วยครับ คุณมีสิทธิ์ลุ้นรับเงินช่วยกว่า 2,000 บาทแน่นอน!

วิธีลงทะเบียนคนละครึ่งพลัส-ไทยช่วยไทย ผ่านแอปเป๋าตัง

ลงทะเบียนง่ายมาก แค่ใช้แอปเป๋าตังที่เราคุ้นเคยกันดี ขั้นตอนละเอียดดังนี้ครับ:

  1. ดาวน์โหลดแอปเป๋าตังจาก App Store หรือ Google Play
  2. เปิดแอปและให้ความยินยอมจัดการข้อมูลเพื่อยืนยันตัวตน
  3. เตรียมบัตรประชาชน ถ่ายรูปหน้าบัตร
  4. กรอกเลขบัตรประชาชนและเบอร์โทรเพื่อรับ OTP
  5. ใส่ OTP 6 หลักที่ส่งมา
  6. เลือกวิธียืนยันตัวตน

กรณียืนยันด้วย Krungthai NEXT

ถ้ามีบัญชี Krungthai NEXT อยู่แล้ว สะดวกสุด:

  • เข้าสู่ระบบ Krungthai NEXT ด้วย PIN
  • กดดำเนินการในเป๋าตัง
  • กรอก OTP จาก Krungthai NEXT
  • ตั้งรหัส PIN ใหม่และยืนยัน

กรณียืนยันด้วยการสแกนใบหน้า

หรือใช้วิธีสแกนหน้า:

  • เตรียมสแกนใบหน้า (ข้ามได้ถ้ากล้องเสีย)
  • ตั้งและยืนยัน PIN
  • เปิดใช้งานสแกนหน้า/ลายนิ้วมือ
  • ยอมรับเงื่อนไข
  • รอระบบตรวจสอบ จะเห็น “กำลังตรวจสอบข้อมูล” แล้วก็สำเร็จ!

หลังยืนยันตัวตนแล้ว ก็รอวันที่รัฐบาลประกาศ กดลงทะเบียนรับสิทธิได้ตั้งแต่ 06.00-22.00 น. ผลจะแจ้งในแอปเป๋าตังเลยครับ ง่ายเวอร์!

นอกจากนี้ โครงการ คนละครึ่งพลัส-ไทยช่วยไทย ยังช่วยให้เงินไหลเวียนในชุมชน ลดภาระค่าครองชีพ โดยเฉพาะช่วงเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ถ้าลงทะเบียนสำเร็จ ก็เอาเงินไปซื้อของกินของใช้ ช่วยร้านค้าปลีกรายย่อยด้วยนะ

ส่วนตัวผมคิดว่าโครงการนี้เจ๋งมาก เพราะครอบคลุมคนจำนวนมาก ช่วยกระตุ้นการบริโภคให้เศรษฐกิจหมุนได้ รีบเตรียมตัวลงทะเบียนกันเลยครับ อย่าลืมอัปเดตแอปและเช็คเงื่อนไขให้ดี จะได้ไม่พลาดสิทธิ์สำคัญนี้!

ที่มา – “คนละครึ่งพลัส-ไทยช่วยไทย” ให้ผู้มีสิทธิราว 30 ล้านคน รับเงินช่วยมากกว่า 2,000 บาท

“อนุทิน” ไม่ตอบ ป.ป.ช. ยกคดี “ศักดิ์สยาม” ซุกหุ้น

“อนุทิน” ไม่ตอบ ป.ป.ช. ยกคำร้องคดี “ศักดิ์สยาม” ซุกหุ้น เมิน ปชน. มอง 2 มาตรฐาน เป็นประเด็นร้อนที่หลายคนกำลังพูดถึงในแวดวงการเมืองไทยเลยนะครับ วันนี้เรามาเจาะลึกกันว่ามันเกิดอะไรขึ้นบ้าง ทำไมนายกรัฐมนตรีถึงเลือกเมินคำถามแบบนี้ และพรรคประชาชนมองว่ามันคือสองมาตรฐานยังไง

“อนุทิน” ไม่ตอบ ป.ป.ช. ยกคำร้องคดี “ศักดิ์สยาม” ซุกหุ้น เมิน ปชน. มอง 2 มาตรฐาน

เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2569 หลังจากที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมขับเคลื่อนภารกิจสำคัญของกระทรวงฯ ร่วมกับผู้บริหาร หัวหน้าหน่วยงาน ผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ และผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ ผู้สื่อข่าวไม่พลาดที่จะถามถึงมติล่าสุดของ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่ยกคำร้องในคดีของ นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตเลขาธิการพรรคภูมิใจไทยและอดีตรัฐมนตรีคมนาคม

คดีนี้เกี่ยวกับการจงใจปกปิดบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จ โดยเฉพาะการถือครองหุ้นใน ห้างหุ้นส่วนจำกัด (หจก.) บุรีเจริ่นคอนสตรัคชั่น นายอนุทินหันมาฟังคำถาม ยิ้มกริ่ม แต่เลือกไม่ตอบอะไรสักคำ พอถามต่อว่าพรรคประชาชน (ปชน.) มองว่าเป็นสองมาตรฐานเมื่อเทียบกับคดี 44 ส.ส. อดีตพรรคก้าวไกล คุณอนุทินก็บอกว่า “เราตกลงกันแล้วว่าจะไม่เดินถาม” ก่อนเดินออกจากกระทรวงทันที

อนุทิน ไม่ตอบ ป.ป.ช. ยกคำร้องคดี ศักดิ์สยาม ซุกหุ้น

เจาะคดี “ศักดิ์สยาม” ซุกหุ้น: ป.ป.ช. ยกคำร้องเพราะอะไร?

มาดูบริบทกันหน่อยครับ คดีนี้ ป.ป.ช. สอบสวนว่านายศักดิ์สยามปกปิดหุ้นในบริษัทก่อสร้างที่เกี่ยวข้องกับครอบครัว แต่สุดท้ายมติยกคำร้อง เพราะเห็นว่าไม่เข้าข่ายจงใจปกปิด หรือหลักฐานไม่เพียงพอ มันทำให้หลายคนตั้งคำถามว่ามาตรฐานการตรวจสอบนักการเมืองเป็นยังไง โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับคดีอื่นๆ ที่ ป.ป.ช. เคยลงโทษหนัก

พรรคประชาชนชี้สองมาตรฐาน: เปรียบเทียบคดี 44 ส.ส.ก้าวไกล

พรรคประชาชนออกมาโพสต์ท้าทายทันที โดยยกคดี 44 ส.ส. อดีตพรรคก้าวไกลที่ถูก ป.ป.ช. ชี้มูลว่าปกปิดทรัพย์สิน คดีนั้นถูกดำเนินคดีหนัก แต่คดีศักดิ์สยามกลับยกคำร้อง พวกเขามองว่านี่คือ สองมาตรฐานชัดๆ ในระบบยุติธรรมไทย ทำให้ประชาชนขาดความเชื่อมั่นในการปราบปรามทุจริต

นอกจากนี้ หลังจากนั้นนายอนุทินยังมีประชุมต่อเรื่องงบประมาณปี 2570 กับหน่วยงานสำคัญอย่างสำนักงบประมาณ กระทรวงการคลัง สศช. และ ธปท. ที่ทำเนียบฯ แสดงว่าประเด็นนี้ไม่ได้ทำให้ภารกิจหยุดชะงัก แต่ในสายตาชาวเน็ต มันจุดประเด็นถกเถียงเรื่องความโปร่งใสของนักการเมืองภูมิใจไทย

ผลกระทบและมุมมองต่อ “อนุทิน” ไม่ตอบ ป.ป.ช. ยกคำร้องคดี “ศักดิ์สยาม” ซุกหุ้น

ประเด็นนี้สะท้อนปัญหาใหญ่ในวงการเมืองไทย คือการหลบเลี่ยงคำถามจากสื่อ และคำถามเรื่องความเท่าเทียมในกระบวนการยุติธรรม ถ้านักการเมืองใหญ่ๆ อย่างอนุทินเลือกเมินแบบนี้ มันจะยิ่งทำให้ประชาชนมองว่าระบบมีสองขั้ว – คนมีอำนาจ vs คนทั่วไป คดี 44 ส.ส.ก้าวไกลที่ถูกตีตราหนัก แตกต่างจากคดีนี้ยังไง? มันคือจุดอ่อนของ ป.ป.ช. ที่ถูกมองว่าลำเอียงหรือไม่?

ในมุมส่วนตัว ผมคิดว่าการไม่ตอบคำถามแบบนี้ไม่ช่วยอะไรเลยครับ มันยิ่งจุดไฟให้ฝ่ายค้านและโซเชียลมีเดียโหมกระหน่ำ แทนที่จะชี้แจงให้โปร่งใส กลับกลายเป็นเมินเฉย ซึ่งอาจกระทบภาพลักษณ์รัฐบาลในระยะยาว โดยเฉพาะใกล้เลือกตั้ง

  • สรุปประเด็นหลัก: ป.ป.ช. ยกคำร้องคดีศักดิ์สยาม
  • อนุทินไม่ตอบ เมินข้อกล่าวหาสองมาตรฐาน
  • พรรคประชาชนท้าทาย เปรียบคดีก้าวไกล
  • ผลกระทบ: ความเชื่อมั่นระบบยุติธรรมลดลง

คุณล่ะครับ คิดว่าประเด็น “อนุทิน” ไม่ตอบ ป.ป.ช. ยกคำร้องคดี “ศักดิ์สยาม” ซุกหุ้น เมิน ปชน. มอง 2 มาตรฐาน นี้เป็นสองมาตรฐานจริงไหม? มาคอมเมนต์แลกเปลี่ยนความเห็นกันด้านล่างนะครับ หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ อ่านต่อ ช่วยติดตามข่าวการเมืองอัปเดตจากเรา!

ที่มา – “อนุทิน” ไม่ตอบ ป.ป.ช. ยกคำร้องคดี “ศักดิ์สยาม” ซุกหุ้น เมิน ปชน. มอง 2 มาตรฐาน

“เมตา” ตรียมเก็บข้อมูล “การคลิกเมาส์-เคาะแป้นพิมพ์” พนักงาน เพื่อเทรน AI

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน! วันนี้เรามีข่าวร้อนจากวงการเทคโนโลยีที่กำลังสร้างความฮือฮาและความกังวลไปพร้อมกัน นั่นคือ “เมตา” ตรียมเก็บข้อมูล “การคลิกเมาส์-เคาะแป้นพิมพ์” พนักงาน เพื่อเทรน AI บริษัทแม่ของเฟซบุ๊กและอินสตาแกรม กำลังจะติดตั้งเครื่องมือติดตามพฤติกรรมการทำงานของพนักงานแบบละเอียดยิบ ไม่ว่าจะเป็นการขยับเมาส์ คลิก หรือแม้แต่การกดแป้นพิมพ์ทุกครั้ง เพื่อนำข้อมูลเหล่านี้ไปฝึกโมเดลปัญญาประดิษฐ์ (AI) ให้ฉลาดยิ่งขึ้น คุณลองนึกภาพดูสิครับ ถูกจับตาทุกการเคลื่อนไหวขณะทำงาน มันเหมือนอยู่ในหนัง dystopia เลยนะ!

“เมตา” ตรียมเก็บข้อมูล “การคลิกเมาส์-เคาะแป้นพิมพ์” พนักงาน เพื่อเทรน AI

ตามที่เมตาแจ้งต่อพนักงาน เครื่องมือใหม่ชื่อ Model Capability Initiative (MCI) จะถูกติดตั้งบนคอมพิวเตอร์และแอปภายในบริษัท เพื่อบันทึกกิจกรรมทุกอย่างที่พนักงานทำ โฆษกเมตาอธิบายว่า “ถ้าเราต้องการสร้าง AI ที่ช่วยมนุษย์ทำงานได้จริง โมเดลต้องเห็นตัวอย่างการใช้งานคอมพิวเตอร์ของมนุษย์แบบเรียลไทม์” ข้อมูลเหล่านี้จะถูกใช้พัฒนา AI เท่านั้น และมีระบบป้องกันข้อมูล敏感อย่างเข้มงวด แต่หลายคนก็ยังไม่ค่อยมั่นใจอยู่ดี

พนักงานเมตารู้สึกอย่างไรกับการถูกติดตามนี้

พนักงานรายหนึ่งที่ไม่เปิดเผยชื่อ บอกว่ามันรู้สึกเหมือนอยู่ใน “โลกดิสโทเปีย” โดยเฉพาะตอนนี้ที่บริษัทมีกระแสเลิกจ้างรอบใหม่ ถูกจับตาแม้กระทั่งนิ้วที่ขยับ มันกดดันมาก! ก่อนหน้านี้เมตาก็เข้าถึงข้อมูลการทำงานได้อยู่แล้ว แต่การเก็บเพื่อเทรน AI โดยเฉพาะ นี่คือก้าวใหม่ที่ทำให้ทุกคนหวั่นใจ ว่าบริษัทกำลังหมกมุ่นกับ AI จนลืมเรื่องความเป็นส่วนตัวของพนักงาน

สถานการณ์ยิ่งตึงเครียด เมื่อเมตาเลิกจ้างพนักงานไปแล้วกว่า 2,000 คนในปีนี้ และระงับการจ้างงานหลายตำแหน่ง สังเกตได้จากประกาศรับสมัครงานบนเว็บ ลดฮวบจาก 800 ตำแหน่งในเดือนมีนาคม เหลือแค่ 7 ตำแหน่งตอนนี้! ในขณะที่มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ซีอีโอ กลับทุ่มงบ AI สูงลิ่ว ปี 2026 วางแผนใช้งบถึง 140,000 ล้านดอลลาร์ เกือบสองเท่าปีที่แล้ว

กลยุทธ์ AI ของเมตาและอนาคตการทำงาน

เมตาไม่หยุดแค่นี้ ปี 2025 เข้าซื้อหุ้นเกือบครึ่งของ Scale AI ด้วยเงิน 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์ เพื่อเสริมระบบจัดการข้อมูล และเพิ่งเปิดตัว Muse Spark เมื่อเดือนที่แล้ว ซักเคอร์เบิร์กเคยพูดต้นปีว่า ปี 2026 AI จะเปลี่ยนการทำงาน โปรเจกต์ที่เคยใช้ทีมใหญ่ จะทำได้ด้วยคนคนเดียว + AI เก่งๆ

  • ประโยชน์: AI จะเรียนรู้พฤติกรรมมนุษย์จริงๆ ทำให้เครื่องมือทำงานได้เหมือนคน
  • ความเสี่ยง: สิทธิส่วนบุคคลถูกละเมิด พนักงานเครียด เพิ่มโอกาสเลิกจ้าง
  • แนวโน้ม: บริษัทเทคอื่นๆ อย่าง Google, Microsoft อาจตามรอย

การเคลื่อนไหวของเมตานี้ สะท้อนเทรนด์ใหญ่ในอุตสาหกรรม AI ที่หิวข้อมูลคุณภาพสูงเพื่อแข่งขัน แต่คำถามคือ ข้อมูลจากพนักงานตัวจริง จะช่วยหรือทำลายความไว้วางใจ? ในมุมมองผม มันเป็นดาบสองคม ถ้าเมตาบาลานซ์ privacy ดี ก็อาจนำไปสู่ AI ระดับโลก แต่ถ้าพลาด อาจเสียคนเก่งไปเยอะ

คุณคิดยังไงกับ “เมตา” ตรียมเก็บข้อมูล “การคลิกเมาส์-เคาะแป้นพิมพ์” พนักงาน เพื่อเทรน AI ? มันจำเป็นหรือเกินไป? คอมเมนต์บอกผมหน่อยนะครับ และอย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ที่สนใจเทคโนโลยี ถ้าชอบติดตามข่าว AI และอนาคตงาน ลองสมัครรับข่าวสารจากบล็อกเราด้วย!

ที่มา – “เมตา” ตรียมเก็บข้อมูล “การคลิกเมาส์-เคาะแป้นพิมพ์'” พนักงาน เพื่อเทรน AI

พลิกโฉมอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค เชื่อมวิจัย-ธุรกิจ

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวนวัตกรรมทุกท่าน! วันนี้เรามาพูดถึงหัวข้อสุดร้อนแรงที่กำลังจะเปลี่ยนโฉมหน้าศาสตร์และเทคโนโลยีของไทย นั่นคือ พลิกโฉมอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค เชื่อมโยงงานวิจัยเข้ากับธุรกิจ ดึงดูดนักลงทุนและอุตสาหกรรมให้กระจายตัวสู่ต่างจังหวัด ไม่ใช่แค่กรุงเทพฯ อีกต่อไป ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ หรือที่เรารู้จักในนาม “อ.เชน” รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้เดินหน้าขับเคลื่อนแผนนี้แบบเต็มสูบ เพื่อสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ (New Growth Engine) ให้กับประเทศ

พลิกโฉมอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค ศ.ดร.ยศชนัน มอบนโยบาย

พลิกโฉมอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค

เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2569 ที่สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) หรือที่เรียกติดปากว่า “โยธี” บรรยากาศคึกคักไปด้วยผู้บริหารกระทรวง อว. ปลัดกระทรวงอย่าง ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล และเครือข่ายอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค (RSP) ทั่วประเทศ อ.เชน ได้มอบนโยบายชัดเจน ว่ากระทรวง อว. จะไม่ใช่แค่หน่วยงานวิจัยบนหิ้งอีกต่อไป แต่จะกลายเป็น “ผู้สร้างความสำเร็จ” ให้ทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ การทูตเชิงวิทยาศาสตร์ การช่วยเหลือสังคม การจัดการสิ่งแวดล้อม-ภัยพิบัติ หรือแม้แต่ต่อต้านคอร์รัปชันด้วยเทคโนโลยี

กลยุทธ์พลิกโฉมอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค สร้างระบบนิเวศนวัตกรรม

หัวใจของแผนนี้คือการสร้าง ระบบนิเวศนวัตกรรม (Innovation Ecosystem) ที่ทรงพลัง โดยอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาคจะเป็นสะพานสำคัญเชื่อม “จากหิ้งสู่ห้าง” นำเทคโนโลยีเชิงลึก (Deep Tech) ออกจากห้องแล็บสู่ตลาดจริง อุทยานเหล่านี้จะเป็นพื้นที่รวมศาสตร์หลากหลาย Multidisciplinary Team ที่มีวิศวกร นักวิจัย นักออกแบบ นักบัญชี และนักการตลาดมาร่วมมือกัน สร้าง Startup Spin-off หรือ Joint Venture ได้ง่ายๆ ไม่ว่าจะเป็น Startup SMEs นักศึกษา หรือประชาชนทั่วไปที่อยากเป็นผู้ประกอบการ ก็เข้าถึงได้หมด

พลิกโฉมอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค สร้างระบบนิเวศนวัตกรรม

คุณลองนึกภาพดูสิครับ อุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาคแต่ละแห่งกลายเป็นหัวใจสูบฉีดนวัตกรรม สร้างผู้ประกอบการรุ่นใหม่ หลุดพ้นกับดักวิจัยที่เน้นตีพิมพ์หรือตำแหน่งวิชาการอย่างเดียว มาโฟกัสสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและแก้ปัญหาจริงๆ แทน

แผนดึงดูดนักลงทุนและอุตสาหกรรมสู่ภูมิภาค

อ.เชน ย้ำชัดว่า “ประเทศไม่มีทางมี New Growth Engine ถ้าไม่ลองผิดลองถูก” และผู้ลองผิดคือผู้ประกอบการนั่นเอง! ดังนั้น RSP จะเป็นเวทีบ่มเพาะพวกเขา เชื่อมต่อกับ Angel Fund และ Venture Capital (VC) อีกด้วย กระทรวง อว. มีแผนเดินสายลงพื้นที่ทุก Science Park เพื่อประชาสัมพันธ์ ดึงสื่อและกลุ่มทุนมาดูศักยภาพตรงๆ สร้างการลงทุนกระจายสู่ภูมิภาค

  • ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ: สร้างงาน สร้างบริษัทเทคโนโลยีใหม่
  • การทูตเชิงวิทยาศาสตร์: ยกระดับภาพลักษณ์ไทยในเวทีโลก
  • ช่วยเหลือสังคม: นวัตกรรมแก้ปัญหาชีวิตประจำวัน
  • จัดการสิ่งแวดล้อม: เทคโนโลยีเขียวเพื่ออนาคตยั่งยืน
  • ต่อต้านคอร์รัปชัน: ใช้ AI และ Big Data ตรวจจับผิดปกติ
แผนพลิกโฉมอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค ดึงนักลงทุน
เครือข่ายอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาคทั่วประเทศ

นี่คือโอกาสทองสำหรับทุกคนที่สนใจนวัตกรรม ไม่ว่าคุณจะเป็นนักวิจัยที่อยากเห็นผลงานออกสู่ตลาด นักลงทุนที่มองหาโอกาสใหม่ หรือ SME ที่อยากอัพเกรดด้วยเทคโนโลยี ในมุมมองของผม การพลิกโฉมอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค ครั้งนี้จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ทำให้ไทยก้าวสู่เศรษฐกิจฐานนวัตกรรมที่ยั่งยืนจริงๆ ลองคิดดู ถ้าทุกภูมิภาคมี ecosystem แข็งแกร่ง เราจะไม่พึ่งพากรุงเทพฯ คนเดียวอีกต่อไป!

CTA: ถ้าคุณพร้อมลุย สนใจเข้าร่วมหรือลงทุน ติดต่ออุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาคใกล้บ้านได้เลยวันนี้ หรือแชร์บทความนี้เพื่อช่วยเผยแพร่ข่าวดีนี้ให้คนอื่นรู้จักด้วยนะครับ!

ที่มา – พลิกโฉมอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค เชื่อมวิจัย – ธุรกิจ ดึงนักลงทุนและอุตสาหกรรม