วัน: 23 เมษายน 2026

สืบ ตม.3 รวบหนุ่มแคนาดา เครือข่ายยาเสพติด คาสุวรรณภูมิ

วันนี้เรามีข่าวเด็ดจากแวดวงความมั่นคงที่กำลังเป็นกระแส สืบ ตม.3 รวบหนุ่มแคนาดา เครือข่ายยาเสพติดข้ามชาติรายสำคัญ คาสนามบินสุวรรณภูมิ! เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 23 เมษายน 2567 เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนทำการไล่ล่าอย่างสุดมันส์ จนจับตัวผู้ต้องหาได้ท่ามกลางผู้โดยสารแน่นสนามบิน มาดูรายละเอียดกันแบบเป็นกันเองเลยนะ

สืบ ตม.3 รวบหนุ่มแคนาดา เครือข่ายยาเสพติดข้ามชาติรายสำคัญ คาสนามบินสุวรรณภูมิ

เรื่องราวเริ่มต้นจากข้อมูลลับที่ กก.สส.บก.ตม.3 ได้รับ เจ้าหน้าที่ทราบว่า Mr. NG Wesley Wai Chun อายุ 37 ปี ชาวฮ่องกงแต่ถือสัญชาติแคนาดา ซึ่งเป็นหัวโจกเครือข่ายค้ายาเสพติดข้ามชาติ เดินทางเข้าประเทศไทยด้วยวีซ่าท่องเที่ยวเมื่อ 18 เม.ย. และซ่อนตัวอยู่ในบ้านเช่าที่พัทยา จ.ชลบุรี เขามีหน้าที่จัดการส่งยาเสพติดระดับนานาชาติ โดยเฉพาะ MDMA หรือยาอี ที่ทางการเกาหลีใต้ต้องการตัวมานาน

สืบ ตม.3 รวบหนุ่มแคนาดา เครือข่ายยาเสพติดข้ามชาติรายสำคัญ คาสนามบินสุวรรณภูมิ

เส้นทางไล่ล่าที่ตื่นเต้น

ชุดสืบสวนนำโดย พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผบช.สตม. และ พ.ต.อ.สุริยะ พ่วงสมบัติ ผกก.สส.บก.ตม.3 รีบลงพื้นที่พัทยาทันที แต่ผู้ต้องหาแสบมาก เรียกรถตู้หนีไปก่อน ชุดจับกุมเลยเปิดปฏิบัติการไล่ติดตาม จากถนนมอเตอร์เวย์ขาเข้า กทม. จนรถเลี้ยวเข้าสนามบินสุวรรณภูมิ พวกเขากระจายกำลังค้นหาในโถงผู้โดยสารขาออก สุดท้ายเจอตัวตอนกำลังเช็คอินไปกัวลาลัมเปอร์!

จับกุมทันทีท่ามกลางผู้โดยสารหนาแน่น ตรวจกระเป๋าและตัว ไม่พบยา แต่เช็คฐานข้อมูล Interpol พบว่าเขาถูกออกหมายแดง ในคดีลักลอบส่งยาอี 20,000 เม็ดไปปูซาน เกาหลีใต้ เมื่อปี 2560

ประวัติผู้ต้องหาและเครือข่ายยาเสพติด

  • ชื่อ-สัญชาติ: Mr. NG Wesley Wai Chun, 37 ปี, สัญชาติแคนาดา (เกิดฮ่องกง)
  • ความผิด: จัดการส่ง MDMA ข้ามชาติ
  • เหตุจับ: หมายจับ Interpol สีแดงจากเกาหลีใต้
  • สถานที่จับ: สนามบินสุวรรณภูมิ

ยาเสพติดอย่าง MDMA หรือยาอี เป็นสารสังเคราะห์ที่ทำให้คนเมา หลอน และเสี่ยงอันตรายต่อสุขภาพมาก ในไทยเรามีปัญหายาเสพติดข้ามชาติเยอะ โดยเฉพาะจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เครือข่ายนี้ใหญ่โต ส่งผ่านพัสดุบริษัทขนส่งทั่วโลก

บทบาทสำคัญของ ตม.3 ในการปราบปราม

กองบังคับการตม.3 ดูแลพื้นที่ตะวันออกอย่างพัทยาและสนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งเป็นจุดเสี่ยงสูง การสืบ ตม.3 รวบหนุ่มแคนาดา เครือข่ายยาเสพติดข้ามชาติรายสำคัญ คาสนามบินสุวรรณภูมิ แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการประสานงานกับ Interpol และประเทศพันธมิตร เตรียมผลักดันออกนอกประเทศ ส่งตัวให้เกาหลีใต้ดำเนินคดีต่อ

ข่าวนี้เป็นตัวอย่างที่ดีว่าความร่วมมือระหว่างประเทศสำคัญแค่ไหนในการต่อสู้ยาเสพติด ในปีที่ผ่านมา ไทยจับกุมยาเสพติดมูลค่าหลายพันล้านบาทแล้ว การมีเจ้าหน้าที่มุ่งมั่นแบบนี้ ทำให้สังคมปลอดภัยขึ้น

คุณเห็นด้วยไหมว่าการปราบยาเสพติดต้องเข้มงวดขนาดนี้? มันช่วยลดอาชญากรรมได้จริงๆ หากมีเบาะแส สามารถแจ้ง ตม. หรือ 191 ได้เลยนะ อย่าปล่อยให้ยาเสพติดทำลายเยาวชน ติดตามข่าวอาชญากรรมและความมั่นคงจากเราต่อไป เพื่อไม่พลาดอัปเดตสำคัญ!

ที่มา – สืบ ตม.3 รวบหนุ่มแคนาดา เครือข่ายยาเสพติดข้ามชาติรายสำคัญ คาสนามบินสุวรรณภูมิ

รัฐบาล แจงสาเหตุยกเลิก MOU 44 เผยยาวนาน 25 ปี เจรจาแค่ 5 ครั้ง

ในวันที่ 23 เมษายน 2569 รัฐบาลไทยได้มีมติสำคัญจากที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ครั้งที่ 2/2569 เกี่ยวกับการยกเลิก MOU 44 หรือบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการสำรวจ พัฒนา และแบ่งปันทรัพยากรในแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยระหว่างไทยและกัมพูชา นโยบายนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาข้ามแดนอย่างเป็นระบบและยั่งยืน

รัฐบาล แจงสาเหตุยกเลิก MOU 44 เผยยาวนาน 25 ปี เจรจาแค่ 5 ครั้ง

น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แถลงเหตุผลหลักของการตัดสินใจนี้อย่างชัดเจน โดย รัฐบาล แจงสาเหตุยกเลิก MOU 44 เผยยาวนาน 25 ปี เจรจาแค่ 5 ครั้ง ซึ่ง MOU นี้ลงนามเมื่อปี 2544 เพื่อกำหนดกรอบการเจรจาเรื่องทรัพยากรใต้ทะเลร่วมกัน แต่ตลอด 25 ปีที่ผ่านมา การเจรจาดำเนินเพียง 5 ครั้งเท่านั้น และไม่เคยบรรลุข้อตกลงที่เป็นประโยชน์ต่อทั้งสองประเทศ

แทนที่จะนำไปสู่การพัฒนาร่วมกัน MOU 44 กลับกลายเป็นต้นเหตุของข้อพิพาทเขตแดนทางทะเล สร้างความขัดแย้งและความหวาดระแวงระหว่างไทยและกัมพูชา ทำให้ไม่สามารถบริหารทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เหตุผลหลัก 3 ประการในการยกเลิก MOU 44

  • ไม่บรรลุวัตถุประสงค์: เจรจาไม่คืบหน้า สร้างปัญหามากกว่าประโยชน์
  • เปิดโอกาสเจรจาใหม่: หากกัมพูชายังสนใจ ให้แสดงเจตนารมณ์เพื่อวางกรอบใหม่ที่ชัดเจน โดยหลีกเลี่ยงข้อพิพาทเขตแดน
  • สถานการณ์ขัดแย้ง: ความตึงเครียดชายแดนในอดีตทำให้การเจรจายากลำบาก ต้องตกลงเขตแดนก่อนจึงพัฒนาร่วมกันบนพื้นฐานความจริงใจ

น.ส.รัชดา เน้นย้ำว่า “การมี MOU 44 อายุ 25 ปี เจรจากันเพียง 5 ครั้ง ไม่สามารถดำเนินการได้ตามวัตถุประสงค์ ย่อมแสดงให้เห็นว่า MOU ฉบับนี้ไม่อาจนำไปสู่การบรรลุเป้าหมายได้ การมีอยู่ของ MOU 44 นอกจากจะไม่สร้างประโยชน์แล้ว ยังก่อให้เกิดความหวาดระแวงและความขัดแย้งระหว่างสองประเทศ”

นโยบายรัฐบาลไทยต่อปัญหาไทย-กัมพูชา

นโยบายนี้สอดคล้องกับที่นายกรัฐมนตรีแถลงต่อรัฐสภาเมื่อ 9 เมษายน 2569 ในหัวข้อการส่งเสริมความมั่นคงชายแดน โดยมุ่งแก้ไขสถานการณ์ไทย-กัมพูชาด้วยสันติวิธีและกลไกทวิภาคี รวมถึงเร่งศึกษาการยกเลิก MOU 44 หลังมติ สมช. แล้ว จะเสนอ ครม. พิจารณาเพื่อให้กระทรวงการต่างประเทศดำเนินการต่อไป

การตัดสินใจนี้ไม่เพียงยุติกรอบเก่า แต่ยังเปิดประตูสู่การเจรจาที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเน้นการตกลงเขตแดนทางทะเลก่อน เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายแบ่งปันทรัพยากรอย่างเป็นธรรมและยั่งยืน สิ่งนี้จะช่วยลดความขัดแย้งและนำทรัพยากรมาพัฒนาเศรษฐกิจของทั้งไทยและกัมพูชา

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การยกเลิก MOU 44 ถือเป็นก้าวสำคัญที่แสดงถึงความเด็ดขาดของรัฐบาลไทยในการปกป้องผลประโยชน์ชาติ โดยไม่ยึดติดกับกรอบที่ล้มเหลว ขณะเดียวกันก็แสดงเจตนาดีในการร่วมมือหากอีกฝ่ายพร้อม

สำหรับประชาชนชาวไทย การเคลื่อนไหวนี้ช่วยเสริมสร้างความมั่นใจในนโยบายการต่างประเทศที่ชัดเจนและโปร่งใส หากคุณสนใจติดตามพัฒนาการล่าสุด สามารถติดตามข่าวสารจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ หรือแสดงความคิดเห็นในช่องคอมเมนต์ด้านล่าง เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับประเด็นนี้

สุดท้าย การยกเลิก MOU 44 ไม่ใช่จุดจบ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของโอกาสใหม่ในการพัฒนาทรัพยากรร่วมกันอย่างแท้จริง

ที่มา – รัฐบาล แจงสาเหตุยกเลิก MOU 44 เผยยาวนาน 25 ปี เจรจาแค่ 5 ครั้ง

27 เม.ย. 69 ดวงอาทิตย์ตั้งฉากกรุงเทพฯ ครั้งแรก

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวดาราศาสตร์สมัครเล่นและคนที่ชอบดูปรากฏการณ์ธรรมชาติแปลกๆ วันนี้เรามาพูดถึงเรื่องน่าตื่นเต้นที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่วันข้างหน้า นั่นคือ ดวงอาทิตย์ตั้งฉากกรุงเทพฯ ครั้งแรกของปี 2569 ตรงกับวันที่ 27 เมษายน 2569 นี่เอง! ใครที่อยู่ในกรุงเทพฯ หรือใกล้เคียง เตรียมตัวให้พร้อมเลย เพราะช่วงเวลานั้น วัตถุที่อยู่กลางแจ้งจะเสมือนไร้เงาไปเลย สุดยอดมาก!

ดวงอาทิตย์ตั้งฉากกรุงเทพฯ คืออะไร และเกิดจากอะไร

ก่อนอื่นมาทำความเข้าใจกันก่อนว่า ดวงอาทิตย์ตั้งฉากกรุงเทพฯ คือปรากฏการณ์อะไร มันเกิดจากการที่ดวงอาทิตย์โคจรมาอยู่ตรงตำแหน่งเหนือศีรษะของพื้นที่นั้นๆ พอดี แสงอาทิตย์จะส่องลงมาตรงๆ ไม่เอียง ทำให้เงาของวัตถุตกลงตรงใต้พอดี จนดูเหมือนไม่มีเงาเลย สาเหตุหลักมาจากแกนหมุนของโลกที่เอียงทำมุม 23.5 องศากับระนาบวงโคจรรอบดวงอาทิตย์ ทำให้ในเขตร้อนอย่างประเทศไทย ได้รับแสงตรงๆ สองครั้งต่อปี

ประเทศไทยเราอยู่ระหว่างละติจูด 5-20 องศาเหนือ เลยได้เจอปรากฏการณ์นี้ทั้งช่วงเมษายน-พฤษภาคม และกรกฎาคม-กันยายน ปีนี้เริ่มจากใต้สุดที่เบตง จ.ยะลา วันที่ 4 เมษายน แล้วไล่ขึ้นเหนือ จนถึงแม่สาย จ.เชียงราย 22 พฤษภาคม ส่วนกรุงเทพฯ วันแรกคือ 27 เม.ย. 69 เวลา 12:16 น. แม่นยำสุดๆ

วิธีสังเกตดวงอาทิตย์ตั้งฉากกรุงเทพฯ อย่างปลอดภัย

อยากเห็นด้วยตาตัวเองใช่มั้ย? ง่ายมาก แค่เอาไม้หรือวัตถุตั้งกลางแจ้ง แล้วดูเงาตอน 12:16 น. เงาจะสั้นมากและอยู่ใต้พอดี แต่เตือนก่อนนะ กลางวันร้อนจัด อย่าออกไปยืนตากแดดนานๆ เสี่ยงลมแดดหรือฮีทสโต๊กได้ ใช้นาฬิกาแดดหรือแอปคำนวณตำแหน่งดวงอาทิตย์ช่วยก็ดี หรือถ่ายรูป timelapse เงาค่อยๆ หดลง สนุกแน่!

  • เตรียมวัตถุเรียบๆ เช่น ไม้แท่งหรือหลอดนกแก้ว
  • เลือกที่โล่งแจ้ง ไม่มีต้นไม้บัง
  • จดเวลาและวัดความยาวเงา
  • ถ่ายรูปแชร์โซเชียล สนุกไปด้วย

ทำไมดวงอาทิตย์ตั้งฉากกรุงเทพฯ ไม่ใช่วันร้อนที่สุด

หลายคนคิดว่าวันที่ ดวงอาทิตย์ตั้งฉากกรุงเทพฯ จะร้อนสุดๆ แต่ไม่เชิงนะครับ สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (NARIT) ย้ำว่ามันได้รับพลังงานเต็มที่จริง แต่ความร้อนขึ้นกับปัจจัยอื่น เช่น เมฆฝน มรสุม ความร้อนสะสมในอากาศ ลมพัด หรือแม้แต่อุณหภูมิทะเลทรายรอบๆ บางวันอาจมีเมฆบัง ร้อนน้อยกว่าวันอื่นที่ดวงอาทิตย์เอียงแต่ฟ้าแจ่มใส

ยกตัวอย่าง ปีก่อนๆ วันที่ตั้งฉากไม่ใช่ record ร้อนสุด ต้องดูพยากรณ์อากาศควบคู่กัน ใครอยากรู้วันร้อนสุด เช็คกรมอุตุฯ ดีกว่า

ดวงอาทิตย์ตั้งฉากกรุงเทพฯ ครั้งต่อไปและจังหวัดอื่นๆ

ครั้งแรก 27 เม.ย. 69 เวลา 12:16 น. ครั้งสอง 16 ส.ค. 69 เวลา 12:22 น. อย่าพลาดทั้งคู่! สำหรับจังหวัดอื่น สามารถเช็คได้ที่เว็บ NARIT https://www.narit.or.th/Sun-Overhead-TH-2026 มีตารางครบ 77 จังหวัด สะดวกมาก เริ่มจากใต้ขึ้นเหนือ เหมือนรถไฟลอยฟ้า

ปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่แค่น่าดู แต่สอนให้เรารู้จักจักรวาลมากขึ้น โลกหมุนโคจรยังไง แสงมาถึงยังไง เหมาะสำหรับพาลูกหลานเรียนรู้วิทยาศาสตร์กลางแจ้ง

สุดท้ายนี้ ผมแนะนำให้ทุกคนลองสังเกตดูสักครั้ง แล้วจะติดใจความมหัศจรรย์ของธรรมชาติ มันทำให้เราซาบซึ้งว่าธรรมชาติยังมีอะไรให้ค้นหาอีกเยอะ อย่าลืมแชร์ประสบการณ์ในคอมเมนต์ด้านล่างนะครับ ว่าเห็นไร้เงาแบบไหนบ้าง!

ที่มา – 27 เม.ย. 69 ดวงอาทิตย์ตั้งฉากกรุงเทพฯ ครั้งแรกของปี วัตถุกลางแจ้งจะเสมือนไร้เงา

“โรม” แฉเครือข่าย “เสี่ยตือ” กักตุนน้ำมันโยงบิ๊กการเมือง

สภาผู้แทนราษฎรเดือดพล่านอีกครั้ง เมื่อ “รังสิมันต์ โรม” ส.ส.พรรคประชาชน ออกมาโรม แฉเครือข่าย เสี่ยตือ กักตุนน้ำมันกลางที่ประชุม จี้รัฐบาลล้างบางมาเฟียน้ำมันที่โยงใยไปถึงนักการเมืองระดับสูงและธุรกิจผิดกฎหมายชายแดน ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ครั้งนี้มีหลักฐานชัดเจนที่ทำให้ทุกคนตื่นตัว โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาน้ำมันผันผวน กระทบค่าครองชีพประชาชนโดยตรง

โรม แฉเครือข่าย เสี่ยตือ กักตุนน้ำมัน

เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2569 นายรังสิมันต์ โรม ได้ตั้งกระทู้ถามรัฐบาลถึงความคืบหน้าการปราบปรามการกักตุนน้ำมัน โดยพุ่งเป้าไปที่ “เสี่ยตือ” หรือนาย XYZ (ชื่อจริงตามข่าว) ซึ่งถูกกล่าวหาว่ามีพฤติกรรมกักตุนน้ำมันกว่า 3 แสนลิตรที่ จ.อ่างทอง นอกจากนี้ยังเชื่อมโยงกับธุรกิจสีเทา เช่น คาสิโนและแก๊งสแกมเมอร์ที่กัมพูชา ทำให้ดูเหมือนเป็นเครือข่ายมาเฟียครบวงจรที่ไม่ใช่แค่เก็งกำไรน้ำมันเท่านั้น

โรมทิ้งบอมบ์ ความสัมพันธ์โยงบิ๊กการเมือง

จุดเดือดสุดคือการเปิดโปงความสัมพันธ์ทางการเมือง นายรังสิมันต์ระบุว่า “เสี่ยตือ” เป็นลูกหนี้ของนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี กว่า 100 ล้านบาท และยังบริจาคเงินให้พรรคภูมิใจไทยถึง 1 ล้านบาท คำถามที่ดังก้องสภา คือ รัฐบาลกล้าแตะต้องคนใกล้ชิดคณะรัฐมนตรีหรือไม่? นี่คือการท้าทายอำนาจโดยตรงที่ทำให้บรรยากาศตึงเครียด

  • กักตุนน้ำมันกว่า 3 แสนลิตร จ.อ่างทอง
  • เชื่อมโยงธุรกิจคาสิโนชายแดน
  • เกี่ยวข้องกับสแกมเมอร์กัมพูชา
  • ลูกหนี้บิ๊กการเมือง 100 ล้านบาท
  • บริจาคพรรคการเมือง 1 ล้านบาท

“เอกนัฏ” ลั่นจับหมดไม่สนพรรคใคร

ด้านนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ตอบกระทู้อย่างหนักแน่น ยืนยันว่าได้ส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบคลังน้ำมันของเครือข่ายเสี่ยตือ พบความผิดทั้งการกักตุน ปลอมปนน้ำมันไม่ได้มาตรฐาน ปัจจุบันกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ได้รับเป็นคดีพิเศษแล้ว และสั่งขยายผลตรวจสอบคลังน้ำมันทั้งหมด 92 แห่งทั่วประเทศ ย้อนหลังไปถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2569 หากพบการเก็งกำไรจะดำเนินคดีอาญาและเรียกคืนทุกหยด

“ผมไม่สนและไม่รู้จักเสี่ยตือ ต่อให้รู้จักก็ไม่สนใจ ใครผิดต้องถูกจับ ไม่ว่าจะพรรคตัวเองหรือพรรคอื่น ผมจับหมดแน่นอน” คำพูดเด็ดของนายเอกนัฏนี้ สร้างความฮือฮาและได้รับการชื่นชมจากหลายฝ่าย แต่หลายคนยังตั้งคำถามว่าปฏิบัติได้จริงหรือไม่

นอกจากนี้ นายรังสิมันต์ยังตั้งข้อสังเกตถึงการซื้อขายคลังน้ำมันมูลค่า 9,000 ล้านบาท ระหว่างบริษัทใหญ่กับเครือข่ายเสี่ยตือ ว่าอาจเป็นการไซฟ่อนเงินหรือฟอกเงิน จึงเรียกร้องให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เข้าอายัดทรัพย์สินก่อนหลบหนี ซึ่งนายเอกนัฏรับปากว่าจะติดตามคดีใกล้ชิดและดำเนินการทุกฐานความผิด

ผลกระทบจากการกักตุนน้ำมันและความคาดหวังจากรัฐบาล

ปัญหาโรม แฉเครือข่าย เสี่ยตือ กักตุนน้ำมันนี้ สะท้อนถึงโครงสร้างมาเฟียน้ำมันที่ฝังรากลึกในไทยมานาน ทำให้ราคาน้ำมันในท้องตลาดไม่สมดุล ผู้ประกอบการรายย่อยเดือดร้อน ประชาชนต้องจ่ายแพงขึ้น ส่งผลต่อเศรษฐกิจโดยรวม หากรัฐบาลสามารถล้างบางได้จริง จะเป็นสัญญาณดีในการฟื้นฟูความเชื่อมั่น

ในมุมกว้าง ปัญหาน้ำมันไม่ใช่แค่เก็งกำไร แต่โยงไปถึงการคอร์รัปชันและธุรกิจผิดกฎหมาย การตรวจสอบ 92 คลังทั่วประเทศหากทำจริง จะเป็นก้าวสำคัญในการปราบปราม แต่ต้องโปร่งใสและไม่เลือกปฏิบัติ

ส่วนตัวมองว่า การที่นายเอกนัฏประกาศจับหมดไม่สนพรรคใคร เป็นท่าทีที่ถูกต้อง แต่ต้องพิสูจน์ด้วยผลงานจริง หากสำเร็จจะเป็นชัยชนะของประชาชน คุณคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้? เชื่อว่ารัฐบาลจะล้างมาเฟียได้หรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความเพื่อให้ข้อมูลแพร่กระจาย สนับสนุนการตรวจสอบ权力

ที่มา – “โรม” แฉเครือข่าย “เสี่ยตือ” กักตุนน้ำมันโยงบิ๊กการเมือง “เอกนัฏ” ลั่นจับหมดไม่สนพรรคใคร

จับดาบตำรวจค้ายาบ้า รักษาการ ผบก. สั่งออกราชการ

เหตุการณ์สะเทือนขวัญในวงการตำรวจเกิดขึ้นอีกครั้ง เมื่อเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจาก สภ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช บุกจับกุมดาบตำรวจที่มีพฤติกรรมค้ายาบ้าได้คาบ้านพัก หลังจากได้รับแจ้งจากสายลับที่ชี้เป้าไว้อย่างชัดเจน และล่าสุดรักษาการผู้บังคับการตำรวจนครศรีธรรมราชได้มีคำสั่งให้ออกราชการทันทีเพื่อรอผลสอบสวนวินัย

จับดาบตำรวจค้ายาบ้า เจอสายลับชี้เป้า รักษาการ ผบก.นครศรีธรรมราช สั่งให้ออกราชการ

เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2567 เวลาประมาณ 08.10 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ปากพนัง ได้รับแจ้งจากสายลับที่ขอปกปิดนามเพื่อความปลอดภัย ว่ามีดาบตำรวจชื่อ ด.ต.กิตติศักดิ์ ศรีทอง หรือ “จ่าโอ” อายุ 39 ปี ผู้บังคับหมู่ป้องกันและปราบปราม สภ.เฉลิมพระเกียรติ จ.นครศรีธรรมราช มีพฤติกรรมจำหน่ายยาเสพติดให้เครือข่ายมิจฉาชีพ และมีการมั่วสุมเสพยาเสพติดที่บ้านพักในพื้นที่หมู่ 2 ต.ปากพนังฝั่งตะวันออก อ.ปากพนัง บ่อยครั้ง

หลังได้รับแจ้ง เจ้าหน้าที่รายงานผู้บังคับบัญชาและรีบนำกำลังไปตรวจสอบทันที เมื่อถึงที่เกิดเหตุ ได้เรียกให้ผู้อยู่ในบ้านออกมา ก็ปรากฏตัวของจ่าโอเดินออกมาจากภายในบ้านมายืนที่หน้าบ้าน จากการสอบถามเบื้องต้น จ่าโอยอมรับว่าตนเองเคยเสพยาบ้ามาก่อนหน้านี้ ทำให้เจ้าหน้าที่ขอตรวจค้นรถยนต์เก๋งฮอนด้า ซิตี้ สีขาว ที่จอดอยู่ในโรงรถ

ของกลางที่พบจากการตรวจค้น

  • ยาบ้า 1 เม็ด ซุกซ่อนในรถยนต์
  • อาวุธปืนพกสั้นกึ่งอัตโนมัติ 1 กระบอก
  • กระสุนปืนขนาด 9 มม. 47 นัด
  • กระสุนปืนลูกซอง 1 นัด (ซึ่งจ่าโอรับว่าไม่มีใบอนุญาต)

จ่าโอรับสารภาพว่าของกลางทั้งหมดเป็นของตนเองจริง โดยยืนยันว่าปืนขนาด 9 มม.มีใบอนุญาตถูกต้อง แต่กระสุนลูกซองไม่มี จากนั้นเจ้าหน้าที่ พ.ต.ท.โอฬาร ชัยสมาน รอง ผกก.สส.สภ.ปากพนัง ในฐานะเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. ได้ขอตรวจค้นภายในบ้านเพิ่มเติม ก็พบยาบ้าซุกซ่อนอีก 89 เม็ด ส่งผลให้ยาบ้าของกลางรวมทั้งสิ้น 90 เม็ด

หลังจับกุม เจ้าหน้าที่นำตัวจ่าโอส่งพนักงานสอบสวน สภ.ปากพนัง ดำเนินคดีข้อหาครอบครองยาเสพติดให้โทษประเภท 1 โดยผิดกฎหมาย และครอบครองกระสุนปืนโดยไม่มีใบอนุญาต

คำสั่งเด็ดขาดจากรักษาการ ผบก.นครศรีธรรมราช

เพื่อความโปร่งใสและไม่ให้กระทบภาพลักษณ์ของตำรวจ พล.ต.ต.พรชัย ขจรกลิ่น รอง ผบช.ภ.8 รักษาการ ผบก.ภ.จว.นครศรีธรรมราช ได้ออกคำสั่งที่ 441/2567 ลงวันที่ 22 เมษายน 2567 ให้ ด.ต.กิตติศักดิ์ ออกจากราชการไว้ก่อน นอกจากนี้ยังมีคำสั่งที่ 440/2567 แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง และคำสั่งที่ 467/2567 แต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง โดยให้รายงานผลโดยด่วนเพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

เหตุการณ์ จับดาบตำรวจค้ายาบ้า เจอสายลับชี้เป้า รักษาการ ผบก.นครศรีธรรมราช สั่งให้ออกราชการ นี้ สะท้อนปัญหายาเสพติดที่แทรกซึมเข้ามาในแวดวงผู้พิทักษ์กฎหมาย ซึ่งถือเป็นการทรยศต่อหน้าที่และประชาชน การดำเนินการอย่างรวดเร็วของผู้บังคับบัญชาแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการกำจัดธาตุทรยศออกจากองค์กร

ในมุมมองของผู้เขียน เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าตำรวจทุกนายต้องยึดมั่นในจรรยาบรรณ ไม่ว่าจะเผชิญแรงล่อใจใดๆ ก็ตาม ความซื่อสัตย์คือรากฐานของความน่าเชื่อถือ หากปล่อยให้ปัญหายาเสพติดกัดกิน จะส่งผลกระทบต่อสังคมทั้งระบบ สุดท้ายนี้ ขอเชิญชวนผู้อ่านติดตามข่าวอาชญากรรมและข่าวเด่นอื่นๆ เพื่ออัปเดตข้อมูลล่าสุด และรายงานเบาะแสยาเสพติดให้เจ้าหน้าที่หากพบเห็น

ที่มา – จับดาบตำรวจค้ายาบ้า เจอสายลับชี้เป้า รักษาการ ผบก.นครศรีธรรมราช สั่งให้ออกราชการ

สส.ปชน. จี้ดับวิกฤตไฟไหม้บ่อขยะภูเก็ตด่วน!

ไฟไหม้บ่อขยะภูเก็ต กลายเป็นวิกฤตใหญ่ที่ไม่มีทีท่าว่าจะจบง่ายๆ ล่าสุด สส.พรรคประชาชนอย่าง “สมชาติ เตชถาวรเจริญ” สส.ภูเก็ต เขต 1 และ “พูนศักดิ์ จันทร์จำปี” สส.บัญชีรายชื่อ ออกมาแถลงข่าวจี้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาอย่างจริงจัง เพราะถ้าปล่อยไว้ สุขภาพประชาชนจะโดนกระทบหนักแน่นอน

ไฟไหม้บ่อขยะภูเก็ต

ไฟไหม้บ่อขยะภูเก็ต: สาเหตุและความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่

เหตุการณ์ไฟไหม้บ่อขยะภูเก็ตเกิดขึ้นช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา ลุกลามครอบคลุมบ่อขยะทั้ง 5 บ่อในพื้นที่ ขยะสะสมกว่า 1 ล้านตัน บวกกับก๊าซมีเทนที่หมักหมมใต้ดิน ทำให้เพลิงลุกโหมง่ายมาก สมชาติเล่าว่าปีที่แล้วก็เกิดเหตุซ้ำรอย แต่หน่วยงานอย่างกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น เทศบาลนครภูเก็ต และ ปภ. ยังไม่มีเทคโนโลยีโดรนอินฟราเรดตรวจจับความร้อนเลย มีแต่คำว่า “กำลังจัดซื้อ” เท่านั้นเอง

นี่ไม่ใช่ปัญหาเฉพาะภูเก็ตนะครับ ปัญหาไฟไหม้บ่อขยะเกิดขึ้นทั่วประเทศ ปีละกว่า 150 ครั้ง 6 เดือนแรกปีนี้ก็ยังไม่ลด ล่าสุดลามไปหาดใหญ่ด้วย มีบ่อขยะเสี่ยงสูงกว่า 2,000 แห่งแบบเทกอง ไม่มีระบบจัดการที่ดี

ไฟไหม้บ่อขยะภูเก็ต สส.ตรวจพื้นที่

ผลกระทบรุนแรงจากไฟไหม้บ่อขยะภูเก็ต

พูนศักดิ์เตือนชัดว่าผลเสียไม่ใช่แค่ควันไฟ แต่ร้ายแรงกว่านั้น ลองดูรายการผลกระทบหลักๆ:

  • PM2.5 พุ่งสูง: ควันพิษจากขยะเผาไหม้ ทำให้อากาศแย่ลง สูดเข้าไปเสี่ยงโรคทางเดินหายใจ
  • สารก่อมะเร็ง: โลหะหนักและสารเคมีระเหยสู่บรรยากาศ ประชาชนบริเวณใกล้เคียงเสี่ยงมะเร็งระยะยาว
  • น้ำเสียปนเปื้อน: น้ำที่ใช้ดับไฟผสมสารพิษ ไหลรั่วสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ กระทบระบบนิเวศและน้ำดื่ม
  • ภาพลักษณ์ท่องเที่ยว: ภูเก็ตเป็นเมืองท่องเที่ยวระดับโลก ถ้าปัญหายังค้างคา นักท่องเที่ยวหนีหมด

ปัญหานี้เรื้อรังมานาน 20-30 ปี เพราะกฎหมายบังคับใช้หละหลวม รัฐบาลหลายชุดไม่จริงจัง ขาดมาตรการเยียวยาน้ำเสียและจัดการขยะที่ชัดเจน

ผลกระทบไฟไหม้บ่อขยะภูเก็ต

แนวทางแก้ไขวิกฤตไฟไหม้บ่อขยะภูเก็ต

สส.ทั้งสองเรียกร้องให้รัฐบาลยกระดับเรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นวาระด่วน กำหนดกรอบเวลาแก้บ่อขยะเสี่ยง 2,000 แห่งทั่วประเทศ เทคโนโลยีมีพร้อม เช่น โดรนตรวจความร้อน ระบบกำจัดก๊าซมีเทน หรือโรงไฟฟ้าขยะ แต่ที่ขาดคือความมุ่งมั่นทางการเมือง

ในมุมผมคิดว่าปัญหานี้แก้ได้ถ้ารัฐบาลจริงจัง เริ่มจากลงทุนเทคโนโลยีเชิงรุก จัดการขยะตั้งแต่ต้นทาง ส่งเสริมการแยกขยะรีไซเคิล และบังคับใช้กฎหมายเข้มงวด ประชาชนเราก็ช่วยได้ โดยไม่ทิ้งขยะลักลอบ

สุดท้าย ถ้าปล่อยปัญหาไฟไหม้บ่อขยะภูเก็ตไว้นานกว่านี้ สุขภาพประชาชนและสิ่งแวดล้อมจะพังไม่เป็นท่าอย่างแน่นอน คุณคิดว่ารัฐบาลควรทำอะไรก่อน ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างนะครับ จะได้ช่วยกันกดดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลง!

ที่มา – สส.ปชน. จี้รัฐบาลเร่งดับวิกฤตไฟไหม้บ่อขยะภูเก็ต เตือนปล่อยไว้กระทบสุขภาพประชาชนรุนแรง

เลขาธิการ กอ.รมน. สั่งตรวจสอบการมาช่วยราชการ

เลขาธิการ กอ.รมน. สั่งตรวจสอบการมาช่วยราชการ เป็นข่าวที่กำลังได้รับความสนใจอย่างมากในแวดวงความมั่นคงของชาติ หลังจากพลเอก ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ ในฐานะเลขาธิการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ออกข้อสั่งการที่เข้มงวดเพื่อยกระดับการทำงานของกำลังพลที่มาช่วยราชการจากหน่วยงานต่าง ๆ

เลขาธิการ กอ.รมน. สั่งตรวจสอบการมาช่วยราชการ หากฝ่าฝืนเจอโทษวินัยร้ายแรง

เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2567 เลขาธิการ กอ.รมน. ได้มีคำสั่งชัดเจนไปยังสำนักงานบริหารบุคคลและหน่วยขึ้นตรงทุกหน่วย ให้ดำเนินการตรวจสอบการมาปฏิบัติราชการของกำลังพลอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง โดยเน้นย้ำว่าทุกคนต้องเข้ามาทำงานจริงที่หน่วย ไม่ใช่แค่มาแบบขอไปที

กอ.รมน. เป็นหน่วยงานสำคัญที่รับผิดชอบเรื่องความมั่นคงภายในประเทศ การมีกำลังพลมาช่วยราชการจำนวนมากจึงต้องมีการบริหารจัดการที่ดี เพื่อให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนภารกิจอย่างเต็มที่ ไม่ปล่อยให้เกิดช่องโหว่ที่อาจกระทบต่อประสิทธิภาพ

รายละเอียดมาตรการจากเลขาธิการ กอ.รมน. สั่งตรวจสอบการมาช่วยราชการ

มาตรการนี้กำหนดชัดเจนว่ากำลังพลต้องมาปฏิบัติงานที่ทำการ กอ.รมน. เท่านั้น เว้นแต่จะมีคำสั่งลายลักษณ์อักษรจากผู้บังคับบัญชาสำหรับภารกิจพิเศษเท่านั้น ทุกอย่างต้องตรวจสอบได้ เพื่อป้องกันการละเลยหน้าที่

  • ตรวจสอบการมาปฏิบัติราชการอย่างเข้มงวดและต่อเนื่อง
  • ต้องมีคำสั่งเป็นลายลักษณ์อักษรสำหรับการปฏิบัติหน้าที่นอกสถานที่
  • หากไม่มาทำงานโดยไม่มีเหตุผลสมควร จะถูกดำเนินคดีวินัยทันที
  • อาจเข้าข่ายความผิดวินัยร้ายแรงตามระเบียบวินัยทหาร

การสั่งการครั้งนี้ไม่ใช่แค่คำพูดลอย ๆ แต่เป็นการกำชับให้เกิดความโปร่งใสในการบริหารกำลังพล สร้างเอกภาพในการประสานงานระหว่างหน่วยงาน และยกระดับความพร้อมในการแก้ไขปัญหาความมั่นคงต่าง ๆ เช่น สถานการณ์ชายแดนหรือภัยคุกคามภายใน

เหตุผลเบื้องหลังคำสั่งตรวจสอบการมาช่วยราชการ

ในอดีตเคยมีปัญหากำลังพลมาช่วยราชการแต่ไม่มาทำงานจริง บางครั้งแค่อยู่แบบ nominal เพื่อรับสิทธิประโยชน์ ส่งผลให้ภารกิจของ กอ.รมน. ล่าช้าหรือไม่มีประสิทธิภาพ เลขาธิการจึงออกมาตรการนี้เพื่อแก้ปัญหาตั้งแต่ต้นทาง ทำให้องค์กรทำงานได้เต็มศักยภาพมากขึ้น

นอกจากนี้ ยังช่วยเสริมสร้างวินัยและจรรยาบรรณของข้าราชการทหารทุกคน สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลในการบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

สำหรับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะต้องรายงานผลการตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้เลขาธิการ กอ.รมน. สามารถติดตามและปรับปรุงได้ทันท่วงที มาตรการนี้คาดว่าจะช่วยลดปัญหาการปล่อยปละละเลย และเพิ่มความเชื่อมั่นจากประชาชนต่อหน่วยงานความมั่นคง

ในมุมมองของผู้เขียน มาตรการเลขาธิการ กอ.รมน. สั่งตรวจสอบการมาช่วยราชการ หากฝ่าฝืนเจอโทษวินัยร้ายแรงนี้เป็นก้าวสำคัญที่แสดงถึงความมุ่งมั่นในการปฏิรูปการทำงาน หากทุกคนปฏิบัติตาม จะช่วยให้ กอ.รมน. สามารถรับมือกับความท้าทายในยุคปัจจุบันได้ดียิ่งขึ้น คุณล่ะคิดอย่างไร? เชิญแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้เพื่อน ๆ ได้รับรู้ข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – เลขาธิการ กอ.รมน. สั่งตรวจสอบการมาช่วยราชการ หากฝ่าฝืนเจอโทษวินัยร้ายแรง

“หวัง อี้” เรียกร้องกัมพูชากวาดล้าง “แก๊งคอลเซ็นเตอร์” ให้สิ้นซาก

“หวัง อี้” เรียกร้องกัมพูชากวาดล้าง “แก๊งคอลเซ็นเตอร์” ให้สิ้นซาก เป็นประเด็นร้อนที่กำลังได้รับความสนใจจากทั่วโลก โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นายหวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศไทยจีน ได้เข้าพบปะหารือกับนายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีแห่งกัมพูชา เมื่อวันที่ 22 เมษายนที่ผ่านมา เพื่อย้ำจุดยืนเรื่องการถอนรากถอนโคนศูนย์ฉ้อโกงออนไลน์และการพนันข้ามชาติ ซึ่งเป็นภัยคุกคามใหญ่ต่อประชาชนทั่วไป

“หวัง อี้” เรียกร้องกัมพูชากวาดล้าง “แก๊งคอลเซ็นเตอร์” ให้สิ้นซาก

ในการหารือครั้งนี้ นายหวัง อี้ กล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า การพนันข้ามชาติและการฉ้อโกงออนไลน์กำลังสร้างความเดือดร้อนให้กับชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนจำนวนมาก จึงจำเป็นต้องปราบปรามอย่างเด็ดขาดและขุดรากถอนโคนให้สิ้นซาก รายงานจากองค์กรสิทธิมนุษยชนชี้ว่า กัมพูชาเป็นฐานที่มั่นของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ มีผู้เกี่ยวข้องนับหมื่นคน บางคนถูกหลอกลวงมาทำงานผิดกฎหมาย สร้างรายได้มูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ต่อปี สิ่งเหล่านี้ไม่เพียงทำลายชื่อเสียงของกัมพูชา แต่ยังส่งผลกระทบข้ามพรมแดนไปยังไทย จีน และประเทศอื่นๆ

นายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต ตอบรับอย่างหนักแน่น โดยยืนยันว่าจะล้างบางอุตสาหกรรมมืดเหล่านี้ให้สิ้นซาก เพราะกำลังทำลายเศรษฐกิจและภาพลักษณ์ของชาติ นอกจากนี้ ยังมีการหารือร่วมกับนายต่ง จวิน รัฐมนตรีกลาโหมจีน เพื่อกระชับความร่วมมือด้านบังคับใช้กฎหมาย การป้องกันประเทศ และความมั่นคงไซเบอร์ให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น

ประเด็นสำคัญในการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์

  • ถอนรากถอนโคน: ไม่ใช่แค่จับกุม แต่ต้องกำจัดโครงข่ายทั้งหมด รวมถึงแหล่งทุนและเทคโนโลยีที่ใช้
  • ความร่วมมือข้ามชาติ: จีนพร้อมสนับสนุนกัมพูชาด้วยข้อมูลข่าวกรองและเทคโนโลยีตรวจจับ
  • ปกป้องเหยื่อ: ช่วยเหลือผู้ถูกหลอกลวงให้กลับบ้านและฟื้นฟูชีวิต
  • เสริมความมั่นคงไซเบอร์: พัฒนาระบบป้องกันการโจมตีทางไซเบอร์จากแก๊งเหล่านี้

นอกเหนือจากประเด็นหลัก “หวัง อี้” เรียกร้องกัมพูชากวาดล้าง “แก๊งคอลเซ็นเตอร์” ให้สิ้นซาก แล้ว ยังมีการพูดคุยเรื่องอื่นๆ เช่น จีนสนับสนุนให้กัมพูชาและไทยฟื้นฟูความสัมพันธ์ โดยเสนอตัวเป็นตัวกลางในการเจรจา นอกจากนี้ จีนยังยืนยันช่วยเหลือกัมพูชาด้านเศรษฐกิจ การพัฒนาชีวิตประชาชน โครงการลดความยากจน และความช่วยเหลือมนุษยธรรม ภายใต้กรอบความริเริ่มระดับโลกของจีน

ความสัมพันธ์จีน-กัมพูชา ที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

ด้านการทหาร รัฐมนตรีกลาโหมจีนระบุว่าจะเสริมสร้างความไว้วางใจกับกัมพูชา ขณะที่ฝ่ายกัมพูชา ย้ำว่าจีนคือพันธมิตรที่น่าเชื่อถือที่สุด และยึดมั่นนโยบาย “จีนเดียว” อย่างมั่นคง การเยือนครั้งนี้ตอกย้ำความสัมพันธ์ “เหล็กกล้า” ระหว่างสองประเทศ ในด้านการทูต การค้า และการทหาร นายปรัก สุคน รัฐมนตรีต่างประเทศไทยกัมพูชา ยังยกย่องจีนว่าเป็น “เพื่อนที่น่าเชื่อถือที่สุด” และขอบคุณการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง

ปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ไม่ใช่เรื่องใหม่ ในกัมพูชามีรายงานว่ามีศูนย์ call center กระจายในหลายพื้นที่ เช่น สีหนุวิลล์ ที่เคยเป็นแหล่งพนันขนาดใหญ่ แก๊งเหล่านี้ใช้เทคนิคหลอกลวงทางโทรศัพท์ อีเมล และโซเชียลมีเดีย สร้างความเสียหายนับพันล้านบาทต่อปี โดยเฉพาะต่อผู้สูงอายุและประชาชนทั่วไปในไทยและจีน การที่จีนออกมาเรียกร้องแบบนี้ แสดงถึงความมุ่งมั่นในการต่อสู้กับอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งจะช่วยลดปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในมุมมองของผู้เขียน การปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล เอกชน และประชาชน เราในฐานะประชาชนไทยควรระมัดระวังการติดต่อที่ไม่น่าเชื่อถือ และรายงานเบาะแสให้เจ้าหน้าที่ทราบ หากปัญหานี้ถูกกำจัดได้ ชื่อเสียงของภูมิภาคเราจะดีขึ้นอย่างมาก

คุณล่ะคิดอย่างไรกับประเด็นนี้? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวสารอัปเดตเกี่ยวกับความมั่นคงไซเบอร์และอาชญากรรมออนไลน์จากเรา!

ที่มา – “หวัง อี้” เรียกร้องกัมพูชากวาดล้าง “แก๊งคอลเซ็นเตอร์” ให้สิ้นซาก

ทาเวอร์นีเยอร์อำลาไอบร็อกซ์ เพลย์ออฟเดือด

ทาเวอร์นีเยอร์อำลาไอบร็อกซ์ สร้างความฮือฮาในวงการฟุตบอลสกอตแลนด์

เฮ้ย เพื่อนๆ แฟนบอลสกอตติช! วันนี้มีข่าวใหญ่เลยนะ ทาเวอร์นีเยอร์อำลาไอบร็อกซ์ แล้วล่ะ จเมส ทาเวอร์นีเยอร์ กัปตันเรนเจอร์สประกาศชัดว่าจะย้ายออกจากทีมสิ้นสุดฤดูกาลนี้ สร้างความตกใจให้แฟนบอล Bears เต็มๆ เลย เพราะเขาคือตำนานที่ยิงประตูจากฟรีคิกได้ทะลุหลังคาไปแล้ว!

ทำไมทาเวอร์นีเยอร์ถึงตัดสินใจอำลาไอบร็อกซ์?

จากพอดแคสต์ Scottish Football Podcast ล่าสุด ทีมงานวิเคราะห์กันว่าทาเวอร์นีเยอร์อาจมองหาความท้าทายใหม่ๆ หลังจากพาเรนเจอร์สคว้าแชมป์ลีกและถ้วยใบใหญ่มาหลายสมัย แต่ฤดูกาลนี้ทีมฟอร์มไม่ค่อยดี ทำให้เกิดคำถามใหญ่ๆ เกี่ยวกับอนาคตของเขา ฟังแล้วรู้สึกใจหายเลยนะ เพราะสถิติของเขาที่ไอบร็อกซ์นี่สุดยอดมาก กว่า 100 ประตูจากฟูลแบ็ค!

ไม่ใช่แค่นั้นนะ การลุ้นเพลย์ออฟในสกอตติชพรีเมียร์ชิพก็กำลังเดือดสุดๆ Aberdeen, Dundee, St Mirren และ Kilmarnock กำลังแย่งชิงกันเพื่อหลีกเลี่ยงการตกชั้น ส่วน St Johnstone ที่เพิ่งรอดมา จะพร้อมลุยฤดูกาลหน้าไหม? David Currie, Robbie Neilson และ Stephen McGowan ในพอดแคสต์คุยกันแบบละเอียดยิบเลย

ทีมเพลย์ออฟไหนจะรอด? วิเคราะห์แบบเป็นกันเอง

  • Aberdeen: ฟอร์มดีขึ้นช่วงท้ายฤดูกาล แต่แนวรับยังรั่ว ต้องเสริมทัพหนัก
  • Dundee: กำลังมาแรง ลุ้นเพลย์ออฟได้สบาย แต่ประสบการณ์น้อย
  • St Mirren: เสถียร แต่ขาดตัวทำเกม ถ้าซื้อสตาร์ได้จะแกร่ง
  • Kilmarnock: ทีมเก๋า ลุ้นหนักสุดเพราะฟอร์มไม่แน่นอน

ส่วน St Johnstone หลังรอดตกชั้นแบบหวุดหวิด ฤดูกาลหน้าจะปรับตัวยังไง? พอดแคสต์นี้ตอบคำถามได้หมดเลย ฟังแล้วได้ insight เยอะมาก เหมาะสำหรับแฟนบอลที่อยากอัพเดทข่าวสกอตติชแบบละเอียด

ฤดูกาลนี้สกอตติชเต็มไปด้วยดราม่า ทาเวอร์นีเยอร์อำลาไอบร็อกซ์ ยิ่งทำให้เรนเจอร์สต้องรีบหาตัวแทนด่วน อนาคตเซลติกจะได้เปรียบไหม? แล้วเพลย์ออฟจะมีเซอร์ไพรส์อะไรรออยู่บ้าง คำตอบอยู่ใน Scottish Football Podcast ตอนนี้แหละ

ส่วนตัวผมคิดว่า การจากไปของทาเวอร์นีเยอร์จะเป็นจุดเปลี่ยนใหญ่ให้เรนเจอร์ส อาจต้องใช้เวลาสร้างใหม่ แต่แฟนบอลสกอตติชไม่เคยยอมแพ้หรอก! ถ้าคุณเป็นแฟนบอล ลองฟังพอดแคสต์นี้ดูสิ จะได้มุมมองใหม่ๆ เพียบ

อย่าลืมติดตามข่าวฟุตบอลสกอตติชต่อไปนะ และถ้าชอบบทวิเคราะห์แบบนี้ แชร์ให้เพื่อนฟังด้วย!

ที่มา – ไม่พบหัวข้อ