วัน: 14 พฤษภาคม 2026

วุฒิสภาสหรัฐฯ ตีตกมาตรการจำกัดอำนาจทำสงครามของทรัมป์ครั้งที่ 7

วุฒิสภาสหรัฐฯ ตีตกมาตรการจำกัดอำนาจทำสงครามของทรัมป์ครั้งที่ 7 สร้างความฮือฮาในวงการการเมืองโลกอีกครั้ง เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2569 วุฒิสภาสหรัฐฯ มีมติไม่เห็นชอบมาตรการดังกล่าวด้วยคะแนนเสียง 49 ต่อ 50 นี่ถือเป็นครั้งที่ 7 ในปีนี้ที่พรรครีพับลิกันส่วนใหญ่รวมพลังกันต้าน แต่ที่น่าสนใจคือ มีสมาชิกวุฒิสภาจากรีพับลิกันบางคนเริ่มหันไปสนับสนุนมากขึ้น

วุฒิสภาสหรัฐฯ ตีตกมาตรการจำกัดอำนาจทำสงครามของทรัมป์ครั้งที่ 7: รายละเอียดการโหวต

มาตรการนี้มุ่งจำกัดอำนาจประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในการดำเนินการทางทหารต่ออิหร่าน โดยกำหนดให้รัฐบาลต้องได้รับอนุมัติจากสภาคองเกรสก่อนทุกการเคลื่อนไหว ในที่ประชุม สว. จอห์น เฟตเตอร์แมน จากพรรคเดโมแครต แตกแถวโหวตคัดค้านร่วมรีพับลิกัน ขณะที่ สว. แรนด์ พอล, ซูซาน คอลลินส์ และ ลิซา เมอร์คาวสกี จากรีพับลิกัน โหวตสนับสนุนฝั่งเดโมแครต ส่งผลให้มาตรการล้มเหลวไปอย่างน่าเสียดาย

สว.รีพับลิกันหันหนุน: สัญญาณเปลี่ยนแปลง?

สว. ลิซา เมอร์คาวสกี เพิ่งเปลี่ยนใจโหวตสนับสนุนเป็นครั้งแรก ขณะที่ สว. ทอม ทิลลิส ระบุว่า สภาคองเกรสควรมีบทบาทมากขึ้นในการมอบอำนาจทำสงคราม เพราะความขัดแย้งยืดเยื้อยาวนานเกิน 60 วันแล้ว ทิลลิส กล่าวว่า “ผมสนับสนุนการกระทำของประธานาธิบดีในอิหร่าน แต่เราต้องรายงานสภาคองเกรสให้ชัดเจน และตอนนี้สงครามนี้ไม่เป็นที่นิยมในหมู่ชาวอเมริกันแล้ว”

ชัค ชูเมอร์ ผู้นำเดโมแครต ประกาศชัดว่าจะผลักดันลงมติทุกสัปดาห์ที่วุฒิสภาประชุม กฎหมาย War Powers Resolution ที่ออกหลังสงครามเวียดนาม กำหนดให้การใช้กำลังทหารไม่เกิน 60 วันโดยไม่ได้รับอนุมัติจากสภา ซึ่งครบกำหนดไปแล้วตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม แต่ยังมีความสับสนเรื่องวันนับ โดยรีพับลิกันบางคนยืนยันว่าวันหยุดยิงไม่นับรวม

พื้นหลังกฎหมายอำนาจทำสงครามและสถานการณ์อิหร่าน

กฎหมายนี้เกิดขึ้นเพื่อป้องกันประธานาธิบดีใช้อำนาจเด็ดขาดโดยไม่ผ่านสภา ในยุคทรัมป์ ความตึงเครียดกับอิหร่านรุนแรงขึ้นจากการโจมตีทางทหารและการเจรจานิวเคลียร์ที่ล้มเหลว จอห์น ทูน ผู้นำรีพับลิกัน ระบุว่าสมาชิกส่วนใหญ่ยังไม่ผลักดันให้ลงมติมอบอำนาจ ทิลลิส เสนอร่างใหม่ แต่ยอมรับว่าอาจโดนวีโต้จากทรัมป์ได้ง่ายๆ

  • จุดเด่นของการโหวตครั้งนี้: รีพับลิกันแตกแยกมากขึ้น
  • ผลกระทบ: ทรัมป์ยังใช้อำนาจเต็มที่ต่ออิหร่าน
  • อนาคต: เดโมแครตจะยื้อต่อเนื่อง

เหตุการณ์ วุฒิสภาสหรัฐฯ ตีตกมาตรการจำกัดอำนาจทำสงครามของทรัมป์ครั้งที่ 7 สะท้อนความแตกแยกในพรรครีพับลิกันเอง ซึ่งอาจเป็นจุดเปลี่ยนในนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ ชาวอเมริกันเริ่มกังวลกับสงครามยืดเยื้อที่กระทบเศรษฐกิจและชีวิตประจำวัน

นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่าหากเดโมแครตผลักดันต่อเนื่อง อาจบังคับให้ทรัมป์ต้องเจรจาใหม่กับอิหร่าน หรืออย่างน้อยก็เปิดเผยข้อมูลมากขึ้นต่อสาธารณะ สถานการณ์นี้ยังคงตึงเครียด และโลกกำลังจับตาว่าจะมีพัฒนาการอะไรต่อไป

สำหรับผู้อ่านที่สนใจ politics สหรัฐฯ แนะนำติดตามข่าวอัปเดตทุกวัน เพราะอาจส่งผลกระทบถึงภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วย หากคุณมีมุมมองอย่างไรกับเรื่องนี้ คอมเมนต์มาบอกกันได้เลย!

ที่มา – วุฒิสภาสหรัฐฯ ตีตกมาตรการจำกัดอำนาจทำสงครามของทรัมป์ครั้งที่ 7

เวสต์บรอมจะไม่อุทธรณ์โทษหักแต้ม

เวสต์บรอมจะไม่อุทธรณ์โทษหักแต้ม

เวสต์บรอมวิช อัลเบียน ตัดสินใจไม่ยื่นอุทธรณ์โทษหัก 2 แต้ม จากการละเมิดกฎการเงิน แม้จะยังไม่เห็นด้วยกับบทลงโทษจาก EFL แต่เลือกโฟกัสอนาคตแทน

เพื่อนๆ แฟนบอลเวสต์บรอมคงจำได้ดีถึงดราม่าที่เกิดขึ้นเมื่อเดือนที่แล้ว หลังจากสโมสรโดนหัก 2 แต้ม จากการสอบสวนเรื่อง Profit and Sustainability Rules (PSR) โดยคณะกรรมการอิสระใช้เวลา 2 วันในการพิจารณา และประกาศผลแค่ 24 ชั่วโมงก่อนเกมเหย้าสุดท้ายกับอิปสวิช ทาวน์ สถานการณ์ตอนนั้นตึงเครียดมาก เพราะเวสต์บรอมหลุดลงไปอยู่อันดับที่ห่างจากโซนตกชั้นแค่ 6 แต้ม เหลือแข่ง 2 นัด แต่สุดท้ายทีมก็รอดตาย คว้าอันดับในแชมเปี้ยนชิพได้อย่างปลอดภัย ห่างจากโซนตก 4 แต้ม

ล่าสุดเมื่อวันพุธที่ผ่านมา EFL ส่งเอกสารอธิบายเหตุผลของโทษให้สโมสร โดยระบุว่าเวสต์บรอมละเมิดกฎเกิน £1.97 ล้านปอนด์ สโมสรในแชมเปี้ยนชิพมีเพดานขาดทุน £39 ล้านในรอบ 3 ปี (หลังหักค่าที่อนุญาต) ถ้าขาดทุนเกิน £2 ล้าน จะโดนหัก 4 แต้ม โชคดีที่รอดมาได้แบบฉิวเฉียด

เวสต์บรอมจะไม่อุทธรณ์โทษหักแต้ม เพราะเหตุใด?

ประเด็นหลักที่เวสต์บรอมคัดค้านตั้งแต่แรกคือการไม่นับค่าใช้จ่าย ‘in-kind’ ที่จ่ายให้มูลนิธิ Albion Foundation ซึ่งเป็นการบริจาคเพื่อสังคม ไม่ควรถูกละเลยใน PSR แต่ EFL ยืนยันว่า Club Financial Reporting Unit (CFRU) ปฏิเสธ £2.1 ล้านนั้น เพราะต้องบันทึกในบัญชีสโมสรจริงๆ ไม่ใช่แค่ประโยชน์ทางอ้อม

EFL ชี้แจงว่า “CFRP มีหน้าที่ตีความกฎ ไม่ใช่ตัดสินคุณค่าของการช่วยเหลือชุมชน” เวสต์บรอมโต้กลับว่าการเปลี่ยนแนวทางย้อนหลังของ CFRU “ไม่เป็นธรรมอย่างยิ่ง” แต่สุดท้ายสโมสรตัดสินใจ เวสต์บรอมจะไม่อุทธรณ์โทษหักแต้ม เพราะ “ไม่เกิดประโยชน์จริง” และอยากปิดเรื่องนี้เพื่อมุ่งสู่ฤดูกาลใหม่

ผลกระทบต่อเวสต์บรอมและแฟนบอล

การตัดสินใจนี้แสดงถึงความเป็นหน่วยเดียวกันของสโมสร นักเตะ สต๊าฟ และแฟนบอลที่ยืนหยัดเคียงข้างกันท่ามกลางแรงกดดัน สโมสรขอบคุณทุกคนที่ช่วยให้ทีมรอดพ้นจากการตกชั้น และตั้งมาตรฐานใหม่สำหรับอนาคต

  • เวสต์บรอมรอดตกชั้นแม้โดนหักแต้ม
  • ละเมิด PSR แค่ £1.97 ล้าน เกือบโดนหัก 4 แต้ม
  • ประเด็นมูลนิธิถูกปฏิเสธ สร้างความไม่พอใจ

ในมุมมองของผม การ finacial fair play ใน EFL ช่วยรักษาความสมดุล แต่บางครั้งก็เข้มงวดเกินไป โดยเฉพาะกับสโมสรที่ลงทุนในชุมชนแบบเวสต์บรอม นี่เป็นบทเรียนสำคัญสำหรับทีมอื่นๆ ในแชมเปี้ยนชิพ

ฤดูกาลหน้าจะเป็นยังไง? เวสต์บรอมดูพร้อมลุ้นเพลย์ออฟแล้วล่ะ ถ้าปรับปรุงการเงินให้เป๊ะกว่านี้ โอกาสขึ้นพรีเมียร์ลีกไม่ไกลเกินเอื้อม คุณคิดยังไง ลองคอมเมนต์บอกกันหน่อยสิ!

ติดตามข่าวฟุตบอลแชมเปี้ยนชิพและเวสต์บรอมเพิ่มเติมได้ที่บล็อกเรา คลิกสมัครรับข่าวสารฟรีเลย!

ที่มา – ไม่พบหัวข้อ

เมเธอร์เวลล์ ยันไม่มีข้อเสนอซื้อเบอร์เทล อัสคู จากตูลูส

เมเธอร์เวลล์ ยันไม่มีข้อเสนอซื้อเบอร์เทล อัสคู จากตูลูส – ข่าวลือในวงการฟุตบอลสกอตแลนด์กำลังร้อนแรง เมื่อมีรายงานว่า เจนส์ เบอร์เทล อัสคู ผู้จัดการทีมเมเธอร์เวลล์ กำลังตกเป็นเป้าหมายของทีมตูลูส ในลีกเอิง 1 ฝรั่งเศส แต่สโมสรเมเธอร์เวลล์ออกมาปฏิเสธอย่างชัดเจนว่า ยังไม่ได้รับข้อเสนอใดๆ จากทีมดังกล่าว

ตั้งแต่เข้ามารับตำแหน่งผู้จัดการทีมเมื่อซัมเมอร์ที่แล้ว เบอร์เทล อัสคู วัย 43 ปี ชาวเดนมาร์ก ได้สร้างผลงานที่น่าทึ่งกับเมเธอร์เวลล์ที่ฟีร์ พาร์ค ทีมของเขามีลุ้นติดอันดับท็อปซิกซ์ในพรีเมียร์ชิพสกอตติช และเกือบจะได้สิทธิ์ไปเล่นฟุตบอลยุโรปในฤดูกาลหน้า นี่คือการพลิกเกมที่ไม่น่าเชื่อสำหรับทีมที่เคยดิ้นรนในลีกรอง

ก่อนหน้านี้ อัสคู เคยเป็นผู้ช่วยโค้ชที่เอฟซี โคเปนเฮเกน สโมสรยักษ์ใหญ่ของเดนมาร์ก และมีประสบการณ์คุมทีมในบ้านเกิด สวีเดน และหมู่เกาะแฟโร นี่คือโค้ชที่เต็มเปี่ยมด้วยความมุ่งมั่นและวิสัยทัศน์ในการพัฒนาทีม

เมเธอร์เวลล์ ยันไม่มีข้อเสนอซื้อเบอร์เทล อัสคู ท่ามกลางข่าวตูลูส

แม้จะมีข่าวลือหนาหูจากสื่อเฮรัลด์สกอตแลนด์ว่า อัสคู คือตัวเต็งก้าวไปคุมตูลูส ซึ่งกำลังหาโค้ชคนใหม่หลังคาร์เลส มาร์ติเนซ โนเวลล์ เตรียมอำลาทีม แต่เมเธอร์เวลล์ยืนกรานว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นจริง สโมสรต้องการเก็บโค้ชคนนี้ไว้เพื่อสร้างประวัติศาสตร์ในฤดูกาลหน้า

ก่อนหน้านี้ อัสคู ยังเคยถูกจับตามองจากเซลติก ยักษ์ใหญ่สกอตแลนด์ แต่สุดท้ายเขาก็เลือกอยู่กับเมเธอร์เวลล์ต่อ นี่แสดงให้เห็นถึงความภักดีและศรัทธาที่เขามีต่อโปรเจกต์นี้

ผลงานเด่นของเบอร์เทล อัสคู ที่เมเธอร์เวลล์

  • พาทีมรอดตกชั้นและลุ้นท็อปซิกซ์
  • พัฒนานักเตะเยาวชนให้ก้าวขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่
  • แท็คติกการเล่นที่เน้นเกมรุกและกดดันสูง
  • สร้างความสามัคคีในทีมที่เคยแตกแยก

แฟนบอลเมเธอร์เวลล์ต่างชื่นชอบสไตล์การคุมทีมของเขา ที่ทำให้ฟีร์ พาร์คกลายเป็นป้อมปราการอันน่าเกรงขาม ในยุคที่โค้ชหลายคนหมุนเวียนเร็ว อัสคู คือคนที่สร้างความมั่นคง

ส่วนตูลูส ทีมกลางตารางลีกเอิง 1 กำลังมองหาโค้ชใหม่เพื่อยกระดับทีม พวกเขามีงบประมาณดีและนักเตะพรสวรรค์ แต่การดึงอัสคูมาก็ไม่ง่าย เพราะเมเธอร์เวลล์ไม่ต้องการเสียโค้ชคนนี้ไปง่ายๆ

ข่าวลือแบบนี้เกิดขึ้นบ่อยในวงการฟุตบอล โดยเฉพาะกับโค้ชที่ทำผลงานดีเกินคาด แต่เมเธอร์เวลล์ ยันไม่มีข้อเสนอซื้อเบอร์เทล อัสคู จากตูลูส จริงๆ นะครับ แฟนๆ สามารถอุ่นใจได้

ในมุมมองของผม อัสคู คือโค้ชที่เมเธอร์เวลล์ขาดไม่ได้ ถ้าเขาอยู่ต่อ ฤดูกาลหน้าอาจจะมีเซอร์ไพรส์ใหญ่รออยู่ ลองติดตามกันต่อไป!

คุณคิดยังไงกับอนาคตของเบอร์เทล อัสคู? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ แฟนบอลฟุตบอลสกอตติชได้อ่านด้วยนะ!

ที่มา – ไม่พบหัวข้อ

กำปั้นเหล็กสโมสรแตกหัก: มูรินโญ่กลับเรอัล

กำปั้นเหล็กสโมสรแตกหัก: มูรินโญ่กลับเรอัล

สวัสดีเพื่อนๆ แฟนบอลทุกคน! วันนี้เรามาคุยกันเรื่องดราม่าร้อนๆ ในวงการฟุตบอลกันแบบชิลๆ เลยนะ กำปั้นเหล็กสโมสรแตกหัก: มูรินโญ่กลับเรอัล นี่มันคือข่าวใหญ่ที่ทุกคนกำลังพูดถึง ประธานสโมสรเรอัล มาดริด ฟลอเรนติโน่ เปเรซ จัดแถลงข่าวสุดปั่นเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ออกมาฟาดฟันนักข่าว กล่าวหาเรื่องสมคบคิด และบอกว่าต้อง “ยิงทิ้งถึงจะลากพ้นจากเบร์นาเบว” ได้เลย! มันเหมือนคนอยู่ในบังเกอร์ ล้อมรอบด้วยศัตรูจริงและสมมติไปหมด

นี่คือจุดเริ่มต้นยุคใหม่ และทุกคนในห้องรู้ดี: โชเซ่ มูรินโญ่ กำลังกลับมาที่เรอัล มาดริด หลังจาก 13 ปีที่จากไปแบบระเบิดเถิดเทิง ปรัชญาการคุมทีมของมูรินโญ่ – สไตล์ล้อมกรอบ เราต่อต้านโลก, ใช้ความขุ่นเคืองเป็นอาวุธ, และมองสื่อเป็นศัตรู – มันเข้ากับบรรยากาศที่เปเรซสร้างมาหลายปีเป๊ะๆ ประธานที่ด่าผู้ตัดสินบ่อยๆ เชื่อว่าสื่ออยากทำลายเขา และบาร์ซ่าถูกลีกช่วยเหลือ ในที่สุดก็เจอโค้ชในฝันแล้วล่ะ!

กำปั้นเหล็กสโมสรแตกหัก: มูรินโญ่กลับเรอัล

ความหวาดระแวงมันไหลเวียนในห้องประชุมเบร์นาเบว และตอนนี้จะลงไปถึงม้านั่งสำรองกับมูรินโญ่ด้วย แม้แต่โค้ชคนก่อน อัลวาโร่ อาร์เบโลอา ก็ซื้อวิสัยทัศน์นี้ไปแล้ว นี่แหละที่ทำให้การแต่งตั้งนี้สมเหตุสมผลในสายตาเปเรซ ห้องแติ่งเรอัลแตกกระจาย มีทะเลาะกันระหว่างนักเตะ วินิซิอุส จูเนียร์ ได้ในสิ่งที่อยากได้ตอนชาบี อลอนโซ่โดนไล่ออก ไคเลียน เอ็มบัปเป้ ไม่ถูกแฟนรัก และดูแปลกแยกในสโมสร แล้วทีมยังจบฤดูกาลที่สองติดโดยไม่มีถ้วยใหญ่

เข้าไปในความวุ่นวายนี้คือชายกำปั้นเหล็ก ชื่อดัง และไม่ยอมให้ใครเฟื่องฟู สำหรับประธานที่ควบคุมสตาร์ตัวเองไม่ได้ ความน่าดึงดูดของมูรินโญ่ชัดเจน แต่ความอยากไม่เท่าความฉลาดนะ ก่อนจะฉลอง ‘สเปเชี่ยล วัน’ กลับมา ลองถามตัวเองหน่อย: เขาจะทำผิดซ้ำอีกมั้ย?

บาดแผลเก่า chưa หาย แฟนแบ่งฝ่าย

ตัวเลขไม่สวยหรู มูรินโญ่ไม่เคยได้แชมป์ลีกมา 11 ปี โดนไล่ออกหรือถูกกดดันให้ไปใน 5 จาก 6 งานหลังสุด ที่ท็อตแน่ม เอกสาร Amazon All or Nothing แสดงให้เห็นชัด เทรนนิ่งน่าเบื่อ นักเตะไม่สนใจ พูดกลางครึ่งเวลาระหว่างเฉยๆ กับตะโกน หลังแพ้ก็โทษลูกทีมต่อสาธารณะ สุดท้ายห้องแต่งตัวแตกเป็น 3 ฝ่าย: ลูกน้อง忠誠少数, กลุ่มใหญ่เกลียดเขา, และคนส่วนใหญ่ชินชา เขาไม่ได้แชมป์และทิ้งสโมสรแย่กว่าเดิม

แก่นปัญหาไม่ใช่แท็คติก แต่คือวัฒนธรรม จุดบอดใหญ่ของมูรินโญ่คือคิดว่าบุคลิกภาพ – ออร่า พละกำลัง – พอจะล้มค่านิยมที่สโมสรสร้างมานับสิบปี ที่สเปอร์ส ตัวตนสโมสรพังทลายรอบตัวเขา ที่แมนยูก็คล้ายๆ กัน การวินิจฉัยถูกแต่ยารักษาผิด เรอัลมาดริดไม่ใช่สเปอร์ส ไม่ใช่แมนยูหรือเชลซี ไม่ใช่โรมา มันมีวัฒนธรรม มีลำดับชั้นความภาคภูมิ และความคาดหวังเฉพาะตัว

สมัยก่อน 2010-2013 เขาทิ้งความสัมพันธ์พังยับ ปีนี้มูรินโญ่เองบอกว่าช่วงนั้น “เกือบรุนแรง” บาดแผลจากลา ลีกา 1 สมัยและโกปา เดล เรย์ ไม่หายสนิท แฟนแบ่งฝ่าย แต่เปเรซ สั่งแล้ว: เรามีศัตรู และฉันจะสู้ ต้อนรับมูรินโญ่!

กำปั้นเหล็กสโมสรแตกหัก: มูรินโญ่กลับเรอัล ในมุมใหม่

การกลับมาที่ฉลาดกว่านี้ต้องปรับปรุงตรงไหน? ไม่ลึกลับหรอก ต้องเห็นว่าชัยชนะคือวิสัยทัศน์ร่วม ไม่ใช่สโลแกนที่บังคับ จากสเปอร์สและแมนยู: ไม่ปรับวิธีให้เข้ากับทีม, ละเลยคนรอบข้าง, รับเครดิตชัยชนะแต่โยนความผิดแพ้

ยังมีเรื่องวินิซิอุสอีก ในสเปนไม่กลายเป็นเรื่องใหญ่ มูรินโญ่ตอบโต้ข้อกล่าวหาเหยียดผิวจากเบนฟิก้า โดยหยิบเอูเซบิโอมาอ้าง สโมสรที่มีตำนานดำสุดยอดจะเหยียดได้ยังไง? มันวุ่นวายแล้วเงียบ ในการกลับเรอัลครั้งนี้แทบไม่พูดถึง แสดงถึงอารมณ์สโมสรที่สิ้นหวังหาทางออก

ที่มาดริด วินิซิอุสกับเอ็มบัปเป้อยู่ด้วยกันแบบเปราะบาง ห้องแต่งตัวปล่อยให้เล่นการเมือง 2 ปี ถ้าทะเลาะกันอีก อาจพังเร็ว 3 โค้ช – อันเชล็อตติ, อลอนโซ่, อาร์เบโลอา – ทำไม่ได้ เคมีที่ควรทำให้เป็นแนวรุกน่ากลัวสุดยุโรปไม่เกิด มูรินโญ่เคยทำสำเร็จ เช่น ให้เอโต้เล่นปีกขวาที่อินเตอร์ ชนะทรีเบิ้ล จัดโรนัลดิโญ่-เบนเซม่าที่มาดริดได้

เขาทำได้ ถ้าจัดการด้วย empathy และสื่อสาร ไม่ใช่แค่สั่ง เขาต้องการส่วนร่วมเซ็นสัญญา – ไม่ใช่ชื่อ แต่ตำแหน่งที่ขาด ครั้งแรกเขาผลักโมดริช, เคดิร่า, โอซิล ถูกต้องหมด อยากมีสตาฟตัวเอง แต่สโมสรยึดแผนการแพทย์ จะรับมือไฮบริดนี้ได้มั้ยคือบททดสอบ

สิ่งที่รับมรดกหนัก: 2 ฤดูกาลไร้แชมป์ เล่นไร้พลัง จบกรุ๊ปซีแอลนอกท็อป 10 สองครั้ง แถลงเมื่อวานเปเรซไม่พูดฟุตบอล พูดสื่อ สมคบคิด ศัตรู ร้องเพลงมูรินโญ่ชัดๆ

กำปั้นเหล็กสโมสรแตกหัก: มูรินโญ่กลับเรอัล จะต้องพูดและแก้ฟุตบอล ต้องสร้างความไว้วางใจ จัดการวัฒนธรรม ไม่รื้อ แสดงว่าสโมสรใหญ่กว่าคนใด แถลงเมื่อวานอาจเริ่มยุคใหม่ Renaissance หรือ relapse ขึ้นกับมูรินโญ่เรียนรู้อะไรจาก 10 ปีที่ผ่านมา เขาบอกว่าเรียนรู้แล้ว มาดริดจะได้เห็นเร็วๆ นี้

คุณคิดยังไงกับการกลับมาของมูรินโญ่? มันจะพาเรอัลกลับมาประเสริฐหรือพังยับ? คอมเมนต์บอกกันหน่อยนะ แล้วอย่าลืมแชร์และติดตามบล็อกเพื่อข่าวฟุตบอลอัพเดท!

ที่มา – ไม่พบหัวข้อ