วัน: 14 พฤษภาคม 2026

“ศุภมาส” สั่ง สคบ. ลุยสอบโซลาร์เซลล์ไม่ได้มาตรฐาน

วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นร้อนที่กำลังเป็นกระแสในวงการพลังงานทดแทนกันครับ “ศุภมาส” สั่ง สคบ. ลุยสอบโซลาร์เซลล์ไม่ได้มาตรฐาน หลังจากมีผู้บริโภคร้องเรียนว่าซื้อบริการติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์มา แต่กลับเจอปัญหาใหญ่ อุปกรณ์ละลาย มีกลิ่นไหม้ เสี่ยงไฟไหม้บ้าน และยังสูญเงินไปกว่า 5 แสนบาท แถมค่าไฟก็ไม่ลดลงอย่างที่หวังไว้ น่าเศร้าจริงๆ!

“ศุภมาส” สั่ง สคบ. ลุยสอบโซลาร์เซลล์ไม่ได้มาตรฐาน

นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแล สคบ. ได้สั่งการทันทีให้ นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ เลขาธิการ สคบ. เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงทั่วประเทศ โดยเฉพาะฉลากสินค้าอุปกรณ์โซลาร์เซลล์ ไม่ว่าจะเป็นแผงเซลล์แสงอาทิตย์ อินเวอร์เตอร์ และแบตเตอรี่ ที่วางขายในท้องตลาด ฉลากนี่แหละคือด่านแรกที่ผู้บริโภคต้องเช็ค เพราะเป็นสินค้าควบคุมตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 มาตรา 30 ถ้าผู้ประกอบการไม่แสดงฉลากครบถ้วน ผิดมาตรา 52 โทษหนักเลยนะครับ ผู้ขายปรับสูงสุด 1 แสน จำคุก 6 เดือน ผู้ผลิตหรือนำเข้า ปรับ 2 แสน จำ 1 ปี

สาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหา “ศุภมาศ” สั่ง สคบ. ลุยสอบโซลาร์เซลล์ไม่ได้มาตรฐาน

จากกรณีร้องเรียน พบว่าผู้ติดตั้งใช้อุปกรณ์ไม่ได้มาตรฐาน ดัดแปลงระบบไฟจาก 3 เฟสเป็น 1 เฟส ใช้สายไฟอะลูมิเนียมแทนทองแดง ทำให้ไฟตก ไฟดับ อุปกรณ์ร้อนจัดละลาย เสี่ยงไฟไหม้สูง ปัจจุบันผู้เสียหายแจ้งความคดีอาญา 743/2567 ที่ สน.ท่าพระ แล้ว สรุปสำนวนส่งอัยการเรียบร้อย สคบ. ยังติดต่อผู้ร้องเรียนเพิ่มเติม พบว่าธุรกิจขายผ่านออนไลน์ สัญญาไม่ระบุสเปคอุปกรณ์ชัดเจน ทำให้ตรวจสอบยาก จะนัดสอบเพิ่ม 15 พ.ค. นี้

นอกจากนี้ สคบ. เตรียมยกระดับธุรกิจติดตั้งโซลาร์เซลล์เป็น “ธุรกิจควบคุมสัญญา” และอุปกรณ์เป็น “สินค้าควบคุมฉลาก” โดยเฉพาะ ประสาน สมอ. กฟน. กฟภ. กกพ. สภาวิศวกร และสภาผู้บริโภค เพื่อคุ้มครองทุกมิติ ตามนโยบายนายกฯ อนุทิน ที่เน้นทำงานเชิงรุก

ทำไมโซลาร์เซลล์ไม่ได้มาตรฐานถึงอันตรายขนาดนี้?

ยุคนี้โซลาร์เซลล์ฮิตมาก เพราะช่วยลดค่าไฟ ลดคาร์บอน แต่ถ้าเลือกผิด กลายเป็นหายนะได้เลยครับ ปัญหาหลักๆ คือ

  • เสี่ยงไฟไหม้: อุปกรณ์คุณภาพต่ำร้อนเกิน ก่อประกายไฟได้ง่าย
  • สูญเงินจำนวนมาก: ลงทุนหลักแสน แต่ใช้ไม่ได้ ต้องซ่อมหรือรื้อ
  • ค่าไฟไม่ลด: ระบบไม่เสถียร ผลิตไฟน้อยกว่าที่โฆษณา
  • อันตรายต่อชีวิต: ไฟฟ้าดูดช็อต จากการเดินสายไม่มาตรฐาน

ข้อมูลจาก สคบ. ชี้ว่ากรณีแบบนี้เพิ่มขึ้น เพราะราคาพลังงานแพง ผู้คนหันมาใช้โซลาร์ แต่ผู้ประกอบการไม่สุจริตแอบขายของถูกนำเข้าจากจีนไม่มี มอก.

วิธีเลือกโซลาร์เซลล์ปลอดภัย หลีกเลี่ยงปัญหาแบบนี้

ก่อนซื้อ ต้องเช็คให้ดีครับ นางสาวศุภมาส เตือนชัดๆ ว่า

  • ตรวจฉลากทุกชิ้น: ชื่อผู้ผลิต นำเข้า แหล่งกำเนิด เครื่องหมาย มอก.
  • เก็บสัญญาทุกฉบับ: ระบุสเปคชัด รุ่นยี่ห้อ รับประกัน
  • อย่าหลงราคาถูกผิดปกติ: โดยเฉพาะโฆษณาออนไลน์ไม่มีเอกสาร
  • เช็คผู้ติดตั้ง: มีใบอนุญาตวิศวกรหรือไม่
  • สอบถาม กฟน./กฟภ.: ระบบต้อง match กับบ้าน

ผู้ประกอบการที่เจอ สคบ. ตรวจ พบไม่มีฉลากหรือเท็จ จะโดนคดีเด็ดขาดแน่นอน

สรุปแล้ว แม้โซลาร์เซลล์จะดี แต่ต้องเลือกของแท้ มาตรฐาน เพื่อไม่ให้เงินหาย ไฟไหม้ตาม ข้อคิดสำหรับทุกท่าน: พลังงานสะอาดต้องเริ่มจากความรับผิดชอบ ถ้าคุณกำลังคิดติดตั้ง ลองเช็ครายละเอียดดีๆ ก่อนตัดสินใจนะครับ สุดท้าย ถ้าประสบปัญหา ร้องเรียนได้เลยที่ สายด่วน สคบ. 1166 แอป OCPB Connect หรือ www.ocpb.go.th ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดใกล้บ้าน อย่าเงียบไว้ครับ สคบ. พร้อมช่วย!

คำแนะนำสุดท้าย: ในยุคที่รัฐผลักดันพลังงานหมุนเวียน อย่าให้ช่องโหว่ทำลายความฝันสีเขียวของคุณ ตรวจสอบให้ดี ปลอดภัยทั้งเงินทั้งชีวิต

ที่มา – “ศุภมาส” สั่ง สคบ. ลุยสอบโซลาร์เซลล์ไม่ได้มาตรฐาน เสี่ยงไฟไหม้-สูญเงินกว่า 5 แสน

“พาณิชย์” ยันถอด 9 ธุรกิจพ้น พ.ร.บ.ต่างด้าว เพิ่มแข่งขัน

กระทรวงพาณิชย์ออกมาชี้แจงกรณีคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบถอด 9 ธุรกิจบริการออกจากบัญชีท้าย พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 โดยย้ำว่ามิใช่การเปิดเสรีให้ต่างชาติเข้ามาครองตลาด แต่เป็นการลดความซ้ำซ้อนของกฎหมาย เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย ดึงดูดการลงทุนต่างชาติที่ถูกกฎหมาย พร้อมนำเทคโนโลยีและความรู้เข้ามาพัฒนาประเทศ

“พาณิชย์” ยันถอด 9 ธุรกิจบริการพ้น พ.ร.บ.ต่างด้าว เพื่อเพิ่มขีดแข่งขัน

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การถอด 9 ธุรกิจบริการพ้นจากบัญชีดังกล่าว ไม่ได้หมายถึงการปล่อยให้ต่างชาติเข้ามาแย่งงานคนไทย แต่เป็นการปรับโครงสร้างกฎหมายให้คล่องตัวมากขึ้น ลดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน โดยนักลงทุนต่างชาต้ายังต้องขออนุญาตจากหน่วยงานเฉพาะทาง เช่น กสทช. สำหรับโทรคมนาคม ธปท. สำหรับศูนย์บริหารเงิน หรือ ก.ล.ต. สำหรับหลักทรัพย์

ประโยชน์ที่ไทยจะได้รับคือ ดึงเม็ดเงินลงทุน เทคโนโลยีขั้นสูง และผู้เชี่ยวชาญมาพัฒนาแรงงานไทย สร้างการถ่ายทอดความรู้ ส่งผลให้ธุรกิจไทยแข็งแกร่งขึ้น สามารถแข่งขันในเวทีโลกได้ โดยกระทรวงพาณิชย์ยังคงคุมเข้ม ปราบปรามนอมินีและการหลีกเลี่ยงกฎหมายอย่างจริงจัง

9 ธุรกิจบริการที่ถอดพ้น พ.ร.บ.ต่างด้าว แบ่งเป็น 3 กลุ่ม

“พาณิชย์” ยันถอด 9 ธุรกิจบริการพ้น พ.ร.บ.ต่างด้าว เพื่อเพิ่มขีดแข่งขัน โดยแบ่งกลุ่มดังนี้

  • กลุ่มที่ 1: มีกฎหมายและหน่วยงานกำกับเฉพาะ เช่น ธุรกิจบริการโทรคมนาคมแบบที่หนึ่ง (กสทช.), ศูนย์บริหารเงิน (ธปท.), การให้กู้ยืมเงินที่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน (ก.ล.ต.), ตัวแทน/ผู้จัดการสัญญาซื้อขายล่วงหน้า, ซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้าในศูนย์กำหนด
  • กลุ่มที่ 2: ให้บริการเฉพาะบริษัทในเครือ เช่น บริหารธุรการ HR IT, ค้ำประกันหนี้ภายในประเทศให้บริษัทในเครือ ซึ่งไม่แข่งกับธุรกิจไทย
  • กลุ่มที่ 3: อื่นๆ เช่น ให้เช่าพื้นที่ติดตั้งเครื่องอิเล็กทรอนิกส์สำหรับบริการการเงินหรือ vending machine เพื่อพนักงาน, ขุดเจาะปิโตรเลียมเฉพาะผู้รับสัมปทาน

ทั้ง 8 ธุรกิจเสนอเป็นร่างกฎกระทรวง ส่วนซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้าเป็นร่าง พ.ร.ฎ. หลังถอดออก นักลงทุนต้องจดทะเบียนนิติบุคคลกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และขออนุญาตหน่วยงานเดิม ไม่ต้องขอจากพาณิชย์ซ้ำ ลดภาระ bureaucratic เพิ่มความรวดเร็ว

การเปลี่ยนแปลงนี้สอดคล้องนโยบายรัฐบาลส่งเสริมลงทุน คุ้มครองธุรกิจไทยที่ยังไม่พร้อมแข่ง สร้างสมดุล ลดเหลื่อมล้ำ สร้างการแข่งขันที่เป็นธรรม ผู้บริโภคได้ประโยชน์จากสินค้าบริการคุณภาพสูงทางเลือกมากขึ้น นอกจากเงินทุน ยังได้เทคโนโลยี ถ่ายทอดสู่แรงงานไทย ช่วยยกระดับสู่ศูนย์กลางบริการภูมิภาค

ในยุคเศรษฐกิจดิจิทัลและ BOI ผลักดัน การปรับกฎนี้ช่วยไทยก้าวกระโดด โดยยังรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ไม่ปล่อยให้ต่างชาติครองตลาดสำคัญ สุดท้าย กระทรวงจะเร่งปราบธุรกิจผิดกฎหมายต่อไป

ข้อคิดเห็น: การถอด 9 ธุรกิจนี้เป็นก้าวสำคัญในการดึงดูด FDI โดยไม่เสียผลประโยชน์ชาติ หากคุณเป็นนักลงทุนหรือผู้ประกอบการ สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม คอมเมนต์ด้านล่างหรือติดตามข่าวอัปเดตเศรษฐกิจไทยได้เลย!

ที่มา – “พาณิชย์” ยันถอด 9 ธุรกิจบริการพ้น พ.ร.บ.ต่างด้าว เพื่อเพิ่มขีดแข่งขัน ย้ำยังคุมเข้มเหมือนเดิม

“เท้ง ณัฐพงษ์” รับสนองแต่งตั้งเป็นผู้นำฝ่ายค้าน

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวโซเชียลที่ชื่นชอบข่าวการเมืองไทย วันนี้เรามีเรื่องฮอตฮิตมาอัพเดทกันแบบเป็นกันเองเลยนะครับ กับข่าวใหญ่ที่ทุกคนกำลังพูดถึง “เท้ง ณัฐพงษ์” รับสนองแต่งตั้งเป็นผู้นำฝ่ายค้าน โดยนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หรือที่รู้จักกันในชื่อ “เท้ง ณัฐพงษ์” ส.ส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชน ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ลำดับที่ 12 เรียกได้ว่าเป็นก้าวสำคัญในวงการเมืองไทยชุดใหม่หลังการเลือกตั้งเลยทีเดียว

“เท้ง ณัฐพงษ์” รับสนองแต่งตั้งเป็นผู้นำฝ่ายค้าน

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2569 ที่อาคารรัฐสภา สภาผู้แทนราษฎร จัดพิธีรับพระบรมราชโองการอย่างสมพระเกียรติ เลขาธิการสภาฯ ได้อ่านพระบรมราชโองการจากสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายณัฐพงษ์ ตามมาตรา 106 ของรัฐธรรมนูญ เพราะพรรคประชาชนเป็นพรรคที่มี ส.ส. มากที่สุดในฝ่ายค้าน ไม่มีใครไปนั่งรัฐมนตรีหรือประธานสภา

หลังจากนั้น “เท้ง ณัฐพงษ์” ก็ถวายบังคมต่อพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นอันสิ้นสุดพิธีอย่างเรียบร้อย แต่ที่ทุกคนรอฟังคือคำแถลงหลังจากนี้แหละครับ

ยันเร่งเดินหน้า แก้รัฐธรรมนูญ ตรวจสอบรัฐบาลเต็มที่

ในการแถลงข่าว “เท้ง ณัฐพงษ์” ขอบคุณทุกฝ่ายที่มาร่วม ทั้ง ส.ส. ผู้บริหารสภา เจ้าหน้าที่ และสื่อมวลชน เขาให้คำมั่นว่าจะทำหน้าที่ผู้นำฝ่ายค้านด้วยสำนึกความเป็นตัวแทนประชาชน ตรวจสอบถ่วงดุลรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล อย่างตรงไปตรงมา โดยยึดผลประโยชน์ประชาชนเป็นหลัก

นอกจากนี้ ยังจะดูแลคณะกรรมการสรรหาองค์กรอิสระ เช่น องค์กรตรวจเงินแผ่นดิน หรือ กกต. ให้อิสระจริงๆ ไม่ถูกครอบงำหรือแทรกแซงจากใคร จะรีบตั้งวิปฝ่ายค้านเพื่อให้รัฐสภาเดินหน้าครบถ้วน

ที่สำคัญคือ เร่งแก้รัฐธรรมนูญ! เขาย้ำชัดว่าหวังให้รัฐสภาเดินหน้ากจัดทำรธน.ฉบับใหม่ตามเจตนารมณ์ประชาชนจากประชามติ 8 ก.พ. 2569 ถามว่าจะยื่นร่างแก้เมื่อไหร่ ตอบว่าถ้ารัฐบาลไม่จริงใจ พรรคประชาชนพร้อมริเริ่มเอง แม้กฎหมายเลย 60 วันแล้ว จะเร่งเต็มที่ โดยเฉพาะวันที่ 15 พ.ค. นี้จะอภิปรายทวงกฎหมายค้างเก่า และเรื่องแก้รธน.ด้วย

สำหรับสูตรกรรมการยกร่าง หรือแก้หมวด 1-2 ที่คลุมเครือ คงหารือกันต่อไป แต่ยืนยันเดินหน้าแน่นอน

บทบาทสำคัญของผู้นำฝ่ายค้านในระบบประชาธิปไตยไทย

เพื่อนๆ ลองคิดดูนะครับ ในระบบการเมืองไทย ผู้นำฝ่ายค้านคือหัวใจของการตรวจสอบอำนาจ ตามรัฐธรรมนูญกำหนดให้พรรคที่มี ส.ส. ฝ่ายค้านมากสุดเป็นผู้นำ ถ้าไม่มีฝ่ายค้านที่เข้มแข็ง รัฐบาลอาจใช้อำนาจเบ็ดเสร็จ การแต่งตั้ง “เท้ง ณัฐพงษ์” จากพรรคประชาชน จึงเป็นสัญญาณดีที่ฝ่ายค้านจะมีพลังมากขึ้น โดยเฉพาะพรรคนี้ที่เน้นนโยบายประชาชนเป็นศูนย์กลาง

  • ตรวจสอบนโยบายรัฐบาล: แถลงนโยบาย 9-10 เม.ย. 2569 จะถูกจับตา
  • สรรหาองค์กรอิสระ: ป้องกันการแทรกแซง
  • แก้รัฐธรรมนูญ: ดันร่างใหม่ให้ตรงใจประชาชน
  • อภิปรายไม่ไว้วางใจ: เตรียมพร้อมในอนาคต

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นกฎหมายค้างจากสภาชุดก่อนที่รัฐบาลตีตก ฝ่ายค้านจะทวงถามให้ชัด วันที่ 15 พ.ค. นี่แหละเวทีแรก!

ขยายความกันหน่อยนะครับ พรรคประชาชนภายใต้การนำของเท้ง ณัฐพงษ์ มี ส.ส. จำนวนมาก เป็นแกนนำฝ่ายค้านชุดนี้ การมาของผู้นำคนใหม่จะช่วยรวมพรรคร่วมฝ่ายค้านให้แข็งแกร่ง สร้างสมดุลในสภาได้ดีขึ้น ในยุคที่ประชาชนเรียกร้องการเปลี่ยนแปลง การแก้รธน. เป็นประเด็นร้อนมาตลอด เพราะฉบับปัจจุบันถูกวิจารณ์เรื่องไม่เป็นประชาธิปไตยเต็มใบ ประชามติปี 2569 ชัดเจนว่าประชาชนอยากได้ฉบับใหม่ที่ทันสมัย

ส่วนตัวผมมองว่า นี่คือโอกาสทองของฝ่ายค้าน ถ้าเท้ง ณัฐพงษ์ ทำได้ตามสัญญา การเมืองไทยจะคึกคักและโปร่งใสขึ้นเยอะ คุณล่ะคิดยังไงกับ “เท้ง ณัฐพงษ์” ในบทบาทผู้นำฝ่ายค้านคนนี้? จะช่วยผลักดันแก้รธน.ได้จริงมั้ย ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างเลยครับ และอย่าลืมกดไลค์ แชร์ เพื่อติดตามข่าวการเมืองอัพเดทแบบนี้ต่อไปนะ!

ที่มา – “เท้ง ณัฐพงษ์” รับสนองแต่งตั้งเป็นผู้นำฝ่ายค้าน ยันเร่งเดินหน้า แก้รัฐธรรมนูญ

15 พ.ค. 2569 กรมอุตุนิยมวิทยา ประกาศประเทศไทยเข้าสู่ฤดูฝน

กรมอุตุนิยมวิทยา ประกาศประเทศไทยเข้าสู่ฤดูฝนอย่างเป็นทางการแล้ว! วันที่ 15 พฤษภาคม 2569 ถือเป็นวันเริ่มต้นฤดูฝนประจำปีนี้ โดยจะมีฝนตกหนักและต่อเนื่องทั่วประเทศ เพื่อนๆ เตรียมร่ม เตรียมเสื้อกันฝนกันได้เลย เพราะอากาศจะชุ่มฉ่ำไปอีกหลายเดือน

กรมอุตุนิยมวิทยา ประกาศประเทศไทยเข้าสู่ฤดูฝน

จากแถลงข่าวของ ดร.สุกันยาณี ยะวิญชาญ อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2569 ระบุชัดเจนว่า ประเทศไทยเข้าสู่ฤดูฝนอย่างเป็นทางการในวันถัดมา ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้พัดปกคลุมระดับล่างที่ความสูง 1.5 กิโลเมตร พาความชื้นจากทะเลอันดามันเข้ามา ทำให้ฝนตกชุกชุม ขณะที่ลมชั้นบนตั้งแต่ 10 กิโลเมตรขึ้นไป เป็นลมตะวันออก ซึ่งเป็นลักษณะปกติของฤดูฝนไทย

องค์ประกอบเหล่านี้ยืนยันการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ฤดูฝนเต็มตัว แม้ช่วงแรกอากาศอาจแปรปรวน บางพื้นที่ยังร้อนจัด ผสมพายุฝนฟ้าคะนอง ลมแรง แต่หลังจากนี้ฝนจะตกต่อเนื่องทั่วประเทศ โดยเฉพาะภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคกลาง และภาคใต้ตอนบน

สภาพอากาศช่วงเปลี่ยนฤดู

กรมอุตุนิยมวิทยาเตือนว่าช่วงเปลี่ยนฤดูอาจมีอากาศร้อนอบอ้าวสลับกับฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง ซึ่งเป็นเรื่องปกติ ประชาชนควรติดตามพยากรณ์อากาศรายวัน เพื่อวางแผนกิจกรรม outdoor ให้เหมาะสม

ฤดูฝน 2569 คาดการณ์อย่างไรบ้าง

จากข้อมูลประวัติศาสตร์ ฤดูฝนไทยมักเริ่มกลางเดือนพฤษภาคม และสิ้นสุดปลายตุลาคม โดยปริมาณฝนเฉลี่ยทั่วประเทศราว 1,500-2,000 มิลลิเมตร ปีนี้คาดว่าฝนจะมาแบบปกติ แต่บางพื้นที่อย่างภาคเหนือและอีสานอาจมีฝนหนักเกินค่าเฉลี่ย เนื่องจากลามนร้อนในอินเดียที่ยังแรง

ผลกระทบที่คาด: น้ำท่วมฉับพลันในเขตเมืองใหญ่, น้ำในเขื่อนเพิ่มขึ้นดีต่อการเกษตร แต่ต้องระวังน้ำล้นอ่าง และโรคจากน้ำขัง เช่น ไข้เลือดออก

พื้นที่เสี่ยงฝนตกหนัก

  • ภาคเหนือ: เชียงใหม่ ลำปาง แพร่
  • ภาคอีสาน: อุดรธานี ขอนแก่น
  • ภาคกลาง: กรุงเทพฯ นนทบุรี
  • ภาคตะวันออก: ฉะเชิงเทรา ชลบุรี
  • ภาคใต้: สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช

คำแนะนำเตรียมตัวรับฤดูฝน

เพื่อความปลอดภัย กรมอุตุนิยมวิทยาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแนะนำดังนี้

  • ตรวจสอบระบบระบายน้ำ รอบบ้านและชุมชน ป้องกันน้ำท่วมขัง
  • เก็บขยะไม่ให้อุดท่อ ลดความเสี่ยงน้ำท่วม
  • หลีกเลี่ยงพื้นที่ลุ่มต่ำ และเสี่ยงดินถล่ม
  • ขับขี่ระมัดระวัง บนถนนลื่น เปิดไฟหน้าเสมอ
  • ดูแลสุขภาพ สวมเสื้อผ้าที่แห้งสบาย ฉีดยานมัสปิดป้องกันลูกน้ำ
  • เกษตรกร ตรวจสอบพืชผล เตรียมระบบสูบน้ำ

นอกจากนี้ แนะนำดาวน์โหลดแอป TMD Weather เพื่อรับแจ้งเตือนฝนแบบเรียลไทม์ สะดวกมากสำหรับคนเมือง

สรุปแล้ว กรมอุตุนิยมวิทยา ประกาศประเทศไทยเข้าสู่ฤดูฝน ถือเป็นสัญญาณดีสำหรับธรรมชาติที่แห้งแล้งมานาน แต่ก็ต้องระวังผลกระทบที่ตามมา ปีนี้ถ้าปรับตัวดี คงผ่านไปอย่างราบรื่น

คุณคิดว่าฤดูฝนปีนี้จะฝนตกหนักแค่ไหน? แชร์ประสบการณ์ในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามอัปเดตพยากรณ์อากาศจากเราเพื่อความปลอดภัยนะ!

ที่มา – 15 พฤษภาคม 2569 กรมอุตุนิยมวิทยา ประกาศประเทศไทยเข้าสู่ “ฤดูฝน” อย่างเป็นทางการ

เปิดสถิติ 4 เดือนแรกปี 69 รัฐบาลปราบอาชญากรรมออนไลน์

วันนี้เรามา เปิดสถิติ 4 เดือนแรกปี 69 รัฐบาลปราบอาชญากรรมออนไลน์ กันครับ รัฐบาลไทยเดินหน้าปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์อย่างเข้มข้น โดยเฉพาะสแกมเมอร์ที่แฝงตัวในโลกออนไลน์ ตามข้อมูลจากศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 30 เมษายน 2569 หรือ 120 วันแรก พบคดีถึง 121,921 ราย มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 7,480 ล้านบาท! แม้ตัวเลขจะน่าตกใจ แต่ที่น่ายินดีคือยอดคดีเริ่มมีแนวโน้มลดลง สะท้อนผลจากการปิดกั้นเว็บผิดกฎหมาย โซเชียลมีเดีย และเพจมิจฉาชีพอย่างต่อเนื่อง

ทำไมสถิติ เปิดสถิติ 4 เดือนแรกปี 69 รัฐบาลปราบอาชญากรรมออนไลน์ ถึงสำคัญ? เพราะช่วยให้เราเข้าใจพฤติกรรมสแกมเมอร์ รู้จุดอ่อน และป้องกันตัวเองได้ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการหลอกขายของปลอม ลูกโซ่ลงทุน หรือแฮกเกอร์โจมตีระบบ หากคุณเป็นคนชอบช้อปปิ้งออนไลน์หรือลงทุน ต้องอ่านให้จบเลยนะครับ

เปิดสถิติ 4 เดือนแรกปี 69 รัฐบาลปราบอาชญากรรมออนไลน์ พบ 1.2 แสนคดี

นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยข้อมูลล่าสุดเมื่อ 14 พฤษภาคม 2569 ทีม ACSC วิเคราะห์คดีทั้งหมด แบ่งรูปแบบการหลอกลวงออกเป็น 3 ประเภทหลัก ซึ่งแต่ละประเภทมีความรุนแรงและมูลค่าต่างกันไป เรามาดูรายละเอียดกัน

ประเภทที่ 1: หลอกลวงสินค้าและบริการ – คดีสูงสุดแต่ค่าเสียหายต่อคดีต่ำ

ประเภทนี้ครองแชมป์จำนวนคดีมากที่สุด 85,215 คดี หรือ 69.9% ของทั้งหมด มูลค่าความเสียหายรวมราว 1,340 ล้านบาท เฉลี่ยต่อคดี 15,727 บาท สแกมเมอร์มักใช้กลยุทธ์ขายของราคาถูกในช่วงเทศกาล เช่น เดือนมีนาคมพุ่งสูงสุด 22,908 คดี เสียหาย 353.3 ล้าน แต่เดือนเมษายนลดลงเหลือ 20,823 คดี (288.3 ล้าน) มาจากฤดูกาลและการเตือนภัยที่ได้ผล

  • ตัวอย่าง: ขายรองเท้าผ้าใบแบรนด์ดังราคาถูกเกินจริง ส่งของปลอมหรือไม่ส่งเลย
  • เคล็ดลับป้องกัน: เช็ครีวิวร้านค้า อย่ากดรีบซื้อ ใช้แพลตฟอร์มใหญ่ที่เชื่อถือได้

ประเภทที่ 2: หลอกลงทุน-ผลประโยชน์ – เสียหายหนักสุด 80.2%

แม้คดีน้อยกว่า แต่สร้างความเดือดร้อนมหาศาล 36,033 คดี (จากข้อมูลรวม) มูลค่า 5,997.7 ล้านบาท หรือ 80.2% ของทั้งหมด เฉลี่ยต่อคดี 166,449 บาท สูงกว่ารูปแบบแรก 10 เท่า! ดีใจที่แนวโน้มลดลงต่อเนื่อง จาก 10,146 คดีมกราคม เหลือ 6,642 คดีเมษายน ลด 34.5% ผลจาก ACSC, AOC และบังคับใช้กฎหมาย

  • ตัวอย่าง: ชวนลงทุนคริปโต ลูกโซ่ แอปลงทุนปลอม สัญญาผลตอบแทนสูงผิดปกติ
  • เคล็ดลับ: เช็ค SEC Check First ก่อนลงทุน อย่าเชื่อโฆษณาในโซเชียล

ประเภทที่ 3: โจมตีทางเทคนิค – น้อยแต่รุนแรงที่สุด

คดีน้อยสุด 673 คดี (0.55%) แต่เฉลี่ยเสียหายต่อคดีสูงสุด 211,686 บาท เดือนมีนาคมพุ่ง 385 คดี (87.7 ล้าน) จาก Phishing, Hacking ขนาดใหญ่ และ Ransomware ที่เรียกค่าไถ่แพง

  • ตัวอย่าง: ส่งลิงก์ปลอมให้กรอกรหัส ไวรัสล็อกข้อมูล
  • เคล็ดลับ: อย่ากดลิงก์ lạ ติดตั้งแอนตี้ไวรัส อัพเดทซอฟต์แวร์

จากสถิติ เปิดสถิติ 4 เดือนแรกปี 69 รัฐบาลปราบอาชญากรรมออนไลน์ เห็นได้ชัดว่ารัฐบาลประสบความสำเร็จในการลดคดีลงทุน แต่เรายังต้องระวังภัยเทคนิคที่กำลังขยายตัว สแกมเมอร์ฉลาดขึ้นใช้ AI และ deepfake มากขึ้นในอนาคต

คำเตือนจากรัฐบาล: อย่าหลงเชื่อลิงก์จากแอปหรือแพลตฟอร์มใดๆ อย่าโอนเงินให้คนอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ ติดต่อต้นสังกัดจริงก่อน เช็คบัญชีปลายทาง และใช้สติ “ไม่เชื่อ ไม่โอน” เสมอ!

สรุป insight: แม้เสียหายมหาศาล แต่การลดลงของคดีแสดงว่านโยบายรัฐบาลได้ผล ผู้ใช้อย่างเราต้องศึกษาและแชร์ข้อมูลเพื่อลดอาชญากรรมออนไลน์ให้เหลือศูนย์

CTA: ถ้าถูกหลอกหรือสงสัย รีบแจ้งศูนย์ ACSC ทางโทร 1441 หรือเว็บไซต์ www.acsc.or.th ปกป้องตัวเองและช่วยสังคมได้ทันที!

ที่มา – เปิดสถิติ 4 เดือนแรกปี 69 รัฐบาลปราบอาชญากรรมออนไลน์ พบ 1.2 แสนคดี เสียหาย 7.48 พันล้าน

รัฐบาล ผนึกกำลังประเทศเพื่อนบ้านตั้ง War Room ติดตามหมอกควัน–จุดความร้อน

ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 และหมอกควันข้ามพรมแดนกำลังเป็นภัยคุกคามใหญ่หลวงต่อสุขภาพประชาชน โดยเฉพาะในภาคเหนือของประเทศไทย ที่มักเผชิญกับสถานการณ์เลวร้ายในช่วงฤดูแล้ง ล่าสุด รัฐบาล ผนึกกำลังประเทศเพื่อนบ้านตั้ง War Room ติดตามหมอกควัน–จุดความร้อน เพื่อแก้ไขปัญหานี้อย่างเชิงรุกและยั่งยืน โดยมีนางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นผู้เผยข้อมูลสำคัญเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2569

รัฐบาล ผนึกกำลังประเทศเพื่อนบ้านตั้ง War Room ติดตามหมอกควัน–จุดความร้อน

ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี รัฐบาลได้บูรณาการความร่วมมือทั้งในประเทศและข้ามพรมแดน เพื่อติดตามและจัดการจุดความร้อนที่เป็นต้นตอของหมอกควัน โดยกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ร่วมกับกรมกิจการชายแดนทหาร กรมความร่วมมือระหว่างประเทศ และหน่วยงานอื่นๆ จัดตั้ง “ห้องปฏิบัติการติดตามสถานการณ์หมอกควันไฟป่า” หรือ War Room ในประเทศเพื่อนบ้าน

War Room เหล่านี้ช่วยให้สามารถวิเคราะห์ข้อมูลจากภาพถ่ายดาวเทียม แหล่งกำเนิดฝุ่น แบบจำลองการเคลื่อนที่ของมวลอากาศ และข้อมูลอุตุนิยมวิทยาได้แบบเรียลไทม์ ทำให้การบริหารจัดการเชิงพื้นที่แม่นยำยิ่งขึ้น สิ่งนี้ไม่เพียงช่วยลดผลกระทบจาก PM2.5 แต่ยังเสริมสร้างความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้านอย่างลาวและเมียนมา

สถานที่จัดตั้ง War Room ที่สำคัญ

  • ปี 2567: แขวงบ่อแก้ว แขวงไซยะบูลี สปป.ลาว และจังหวัดท่าขี้เหล็ก เมียนมา
  • ปี 2568: แขวงหลวงน้ำทา สปป.ลาว จังหวัดเชียงตุง และกรุงเนปยีดอ เมียนมา
  • ล่าสุด 6–10 พฤษภาคม 2569: จังหวัดตองยี เมียนมา

การขยาย War Room ครอบคลุมพื้นที่ชายแดนที่เป็นจุดเสี่ยงสูง ช่วยให้เจ้าหน้าที่ทั้งสองฝ่ายประสานงานกันได้อย่างใกล้ชิด

ผู้เข้าร่วมและการถ่ายทอดเทคโนโลยี

ฝ่ายไทยนำโดยพลโทจุมภฏ นุรักษ์เขต เจ้ากรมกิจการชายแดนทหาร ร่วมกับกองทัพภาคที่ 3 กองกำลังนเรศวร กรมควบคุมมลพิษ และกรมเอเชียตะวันออก ส่วนฝ่ายเมียนมามีผู้แทนระดับรัฐมนตรีด้านสิ่งแวดล้อม ผู้บัญชาการทหารบกตะวันออก และอธิบดีกรมทรัพยากรสิ่งแวดล้อม

รัฐบาลไทยถ่ายทอดองค์ความรู้สำคัญ เช่น การวิเคราะห์จุดความร้อน การพยากรณ์การกระจายตัวของฝุ่น และเครื่องมือเฝ้าระวัง เพื่อให้ทุกฝ่ายใช้ข้อมูลวิทยาศาสตร์ตัดสินใจได้ทันท่วงที นอกจากนี้ ยังแลกเปลี่ยนประสบการณ์ป้องกันไฟป่าและลดการเผาไหม้ทางการเกษตร

ประโยชน์ต่อประชาชนและอนาคต

ประชาชนในภาคเหนือจะได้รับการเฝ้าระวัง PM2.5 ที่ดีขึ้น ลดความเสี่ยงต่อโรคทางเดินหายใจ หอบหืด สุขภาพเด็กและผู้สูงอายุ รวมถึงปกป้องเศรษฐกิจท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบหนักในอดีต การดำเนินการนี้แสดงให้เห็นความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการแก้ปัญหาข้ามพรมแดน

ในอนาคต คาดว่ารัฐบาลจะขยาย War Room เพิ่มเติม และส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เช่น แอปพลิเคชันแจ้งเตือนหมอกควัน เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากขึ้น ปัญหา PM2.5 ไม่ใช่แค่เรื่องสิ่งแวดล้อม แต่กระทบชีวิตประจำวัน การร่วมมือระดับภูมิภาคจึงเป็นกุญแจสู่การแก้ไขที่ยั่งยืน

คุณคิดอย่างไรกับมาตรการนี้? ลองแชร์ประสบการณ์เผชิญหมอกควันของคุณในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวสารสิ่งแวดล้อมเพื่อปกป้องสุขภาพตัวเองและครอบครัว หากมีอากาศแย่ ควรสวมหน้ากาก N95 และอยู่แต่ในร่มนะครับ

ที่มา – รัฐบาล ผนึกกำลังประเทศเพื่อนบ้านตั้ง War Room ติดตามหมอกควัน–จุดความร้อน

“สิริพงศ์” ขีดเส้น 1 เดือน แอปเรียกรถต้องแก้ระบบ รถประกัน CCTV

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามาคุยกันเรื่องที่กำลังเป็นกระแสในวงการขนส่งเรียกรถผ่านแอปกันดีกว่า ปัญหาความปลอดภัยของผู้โดยสารกลายเป็นประเด็นร้อนมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะกับแอปอย่าง Bolt หรืออื่นๆ ที่มีข่าวผู้ขับไม่ครบตามกฎหมาย รถไม่มีประกัน หรือเกิดเหตุไม่คาดฝัน ล่าสุด “สิริพงศ์” ขีดเส้น 1 เดือน แอปเรียกรถต้องแก้ระบบ รถต้องมีประกันและติด CCTV ทุกคัน เพื่อยกระดับมาตรฐานให้ทุกคนอุ่นใจมากขึ้น

“สิริพงศ์” ขีดเส้น 1 เดือน แอปเรียกรถต้องแก้ระบบ รถต้องมีประกันและติด CCTV ทุกคัน

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ออกมาตรการเข้มงวดเพื่อแก้ปัญหานี้ โดยเฉพาะแพลตฟอร์มที่กำลังต่อใบอนุญาตอย่าง Bolt ทางกระทรวงต้องการให้เกิดการแข่งขันที่เป็นธรรม แต่ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชนเป็นหลัก แอปทุกตัวต้องแสดงข้อมูลว่าผู้ขับในระบบมีใบขับขี่สาธารณะกี่เปอร์เซ็นต์ และมีแผนจัดการกับคนที่ยังไม่มีใบอนุญาตภายในเวลาที่กำหนด

นอกจากนี้ ยังต้องมีระบบสุ่มตรวจผู้ขับ ใช้เทคโนโลยี Face Detection เพื่อป้องกันการสวมสิทธิ์ และมีระบบรับร้องเรียน-ลงโทษ-เพิกถอนสิทธิ์ผู้ขับผิดชัดเจน ถ้าแอปไม่ทำตามภายใน 1 เดือน อาจโดนพักหรือเพิกถอนใบอนุญาตเลยนะครับ มาตรการนี้ใช้กับทุกแอป ไม่ใช่แค่ Bolt

มาตรการสำคัญ 3 ข้อที่ “สิริพงศ์” ขีดเส้น 1 เดือน

ในอนาคต แอปเรียกรถทุกแห่งต้องทำตาม 3 เรื่องหลัก เพื่อให้ผู้โดยสารปลอดภัยสุดๆ ลองดูกันครับ

  • ผู้ขับขี่ต้องมีใบอนุญาตขับรถสาธารณะ – ไม่ใช่ใบขับขี่ส่วนบุคคลธรรมดา ต้องผ่านการอบรมและทดสอบ
  • รถต้องมีประกันภัยสาธารณะคุ้มครองผู้โดยสาร – ไม่ใช่แค่ประกันรถ แต่ต้องครอบคลุมผู้โดยสารด้วย
  • รถทุกคันต้องติดตั้งกล้อง CCTV – ภายในรถเพื่อบันทึกภาพ ป้องกันอาชญากรรมทั้งต่อผู้โดยสารและผู้ขับ อย่างน้อยก็ทำให้คนร้ายกลัวไม่กล้าทำ

ส่วนมอเตอร์ไซค์รับจ้างผ่านแอป ก็เตรียมติดกล้องได้ แม้จะมีข้อจำกัดบ้าง แต่เป็นทางเลือกดีเพื่อความปลอดภัย

การรองรับผู้ขับและลดต้นทุนเข้าสู่ระบบถูกกฎหมาย

กรมการขนส่งทางบกเร่งเปิดอบรมใบอนุญาตสาธารณะสัปดาห์ละ 6 วันเลยครับ และเร่งอนุมัติในต่างจังหวัด ถ้าจังหวัดไหนช้า กรมจะดึงอำนาจมาทำเอง ป้องกันค้างเติ่ง

ที่สำคัญ กระทรวงเตรียมออกกฎใหม่ ลดต้นทุนให้ผู้ขับ เพราะเดิมรถป้ายเหลือง รย.18 ต้นทุนสูง โดยเฉพาะประกันชั้น 1 ผ่านไฟแนนซ์ แนวทางใหม่ ไม่ต้องจด รย.18 ทุกคัน แต่ต้องมี 3 อย่าง: ใบขับสาธารณะ + ประกันผู้โดยสาร + CCTV แล้วได้สติกเกอร์รับรองจากรัฐ

ยังเปิดให้นิติบุคคลจด รย.18 เพื่อเช่ารถให้ผู้ขับ แบบรายวันพร้อมประกัน สร้างโมเดลธุรกิจใหม่ ลดภาระผู้ขับ ดึงรถนอกระบบเข้ามาเยอะขึ้น ดีมากเลยครับ

ทั้งหมดนี้กำลังร่างเป็นกฎกระทรวง คาดประกาศใช้เร็วๆ นี้ เพื่อให้บริการแอปเรียกรถปลอดภัยและเป็นธรรมทุกฝ่าย

ส่วนตัวผมคิดว่ามาตรการ “สิริพงศ์” ขีดเส้น 1 เดือน แอปเรียกรถต้องแก้ระบบ รถต้องมีประกันและติด CCTV ทุกคัน นี้จะช่วยเปลี่ยนเกมได้จริง ถ้าทุกแอปปฏิบัติตาม ผู้โดยสารอย่างเราจะเดินทางได้มั่นใจขึ้นเยอะ คุณล่ะคิดยังไง? ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ที่ใช้แอปเรียกรถบ่อยๆ กันนะครับ จะได้ช่วยกันผลักดันให้เกิดขึ้นจริง!

ที่มา – “สิริพงศ์” ขีดเส้น 1 เดือน แอปเรียกรถต้องแก้ระบบ รถต้องมีประกันและติด CCTV ทุกคัน

เอี่ยมอ่อง JAS-39 Gripen E/F ทอ.ไทย ลำแรกเริ่มประกอบ Saab

สวัสดีเพื่อนๆ ชาวอากาศยานทุกท่าน! วันนี้มีข่าวดีสุดๆ มาบอกกันเลย สำหรับแฟนๆ กองทัพอากาศไทย (ทอ.) เพราะ เอี่ยมอ่อง JAS-39 Gripen E/F ทอ.ไทย ลำแรก เริ่มเข้าสู่กระบวนการผลิตอย่างเป็นทางการแล้วที่โรงงาน Saab เมืองลินเชอปิง ประเทศสวีเดน นี่คือก้าวสำคัญที่แสดงให้เห็นว่าโครงการเสริมแกร่งกองทัพอากาศของเรากำลังเดินหน้าอย่างรวดเร็ว สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการยกระดับขีดความสามารถทางอากาศของไทยในยุคใหม่

JAS-39 Gripen E/F ทอ.ไทย: จุดเริ่มต้นของการปฏิวัติอากาศยาน

คุณรู้ไหมว่า พล.อ.อ. เสกสรรค์ คันธา ผู้บัญชาการทหารอากาศ พร้อมคณะ เดินทางไปสวีเดนด้วยตัวเองเพื่อติดตามความคหวหน้า? เขาเข้าประชุมกับ Swedish Defence Materiel Administration หารือเรื่องความร่วมมือระยะยาวและแผนจัดหาเพิ่มเติม นี่ไม่ใช่แค่การซื้อเครื่องบินธรรมดา แต่เป็นหุ้นส่วนเชิงกลยุทธ์ที่รวมถึงการถ่ายทอดเทคโนโลยี การฝึกอบรม และพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทยด้วย

โครงการนี้ชื่อ “บรูพาสันติ 1” ลงนามปี 2568 วงเงิน 19,500 ล้านบาท สำหรับ 4 ลำแรก ส่งมอบปี 2572 แล้วขยายเฟส 2 อีก 4 ลำ รวมฝูง 12 ลำ เพื่อทดแทน F-16A/B สุดโหดที่กองบิน 1 นครราชสีมา หลังจากใช้งานมานานแสนนาน

สเปกสุดล้ำของ JAS-39 Gripen E/F ที่ทำให้ทอ.ไทยแกร่งขึ้น

JAS-39 Gripen E/F ไม่ใช่เครื่องบินธรรมดา แต่เป็นนักรบอากาศยุค 4.5 ที่รองรับการรบเครือข่ายสมัยใหม่ มาดูจุดเด่นกันแบบละเอียดเลยนะ

  • เครื่องยนต์ GE F414G: แรงขับ 98 kN เพิ่ม 25% จากรุ่นเก่า ทำ Supercruise ได้ (บินเร็วกว่าเสียงโดยไม่ต้องหลังเผา) น้ำหนักบรรทุกมากขึ้น พิสัยบินเกิน 1,500 กม. ความเร็วสูงสุด 2,450 กม./ชม.
  • เรดาร์ AESA Raven ES-05: ตรวจจับเป้า stealth ได้แม่นยำ มุมกวาด ±100 องศา ยิงแล้วเลี้ยวหลบยังล็อกเป้าได้
  • IRST Skyward-G: ตรวจความร้อนแบบ passive ไม่ต้องเปิดเรดาร์ ลดโอกาสถูกตรวจจับ
  • ระบบ EW Arexis: สงครามอิเล็กทรอนิกส์ 360 องศา สร้างเป้าลวง DRFM กวนเรดาร์ศัตรู
  • ห้องนักบินสุดไฮเทค: Wide Area Display จอสัมผัสใหญ่ 19×8 นิ้ว ปรับ layout ได้ Targo II HMD หันมองก็ล็อกเป้า AI Centaur ช่วยลด workload
  • อาวุธเพียบ: 10 hardpoints รองรับ Meteor BVRAAM ระยะไกลสุดๆ Multi-role เปลี่ยนภารกิจใน 10-15 นาที

โครงสร้างใหญ่ขึ้น ถังน้ำมันในเพิ่ม 40% ลำยาวกว่า ปีกแข็งแรง ฐานล้อปรับใหม่ เรียกได้ว่าอัพเกรดทุกด้านจากรุ่น C/D ที่เราคุ้นเคย

ประโยชน์ต่อไทยและความคืบหน้าล่าสุด

การเลือก JAS-39 Gripen E/F ประกาศสิงหาคม 2567 ครม.อนุมัติงบปี 2568 จะทำให้ทอ.ไทยมีเครื่องบินเทียบเท่าระดับโลก ร่วมกับ Link T และ SAAB 340 Erieye ได้เพอร์เฟกต์ นอกจากนี้ยังเปิดโอกาสพัฒนาบุคลากรไทยในเทคโนโลยีสูง

เอี่ยมอ่องครั้งนี้คือสัญญาณบวก ความร่วมมือไทย-สวีเดนจะยกระดับกองทัพอากาศให้พร้อมรับมือทุกภัยคุกคามในภูมิภาค

ส่วนตัวผมคิดว่านี่เป็นการลงทุนที่คุ้มค่ามาก เพราะ Gripen ไม่ใช่แค่เครื่องบิน แต่เป็นระบบนิเวศทั้งหมดที่ช่วยให้ไทยมีอำนาจทางอากาศที่เหนือกว่า คุณล่ะคิดยังไง? คอมเมนต์บอกกันหน่อยสิ แล้วอย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ที่สนใจข่าวทหารด้วยนะ!

ที่มา – เอี่ยมอ่อง JAS-39 Gripen E/F ทอ. ไทย ลำแรกเริ่มประกอบที่โรงงาน Saab ในสวีเดน

“ภัทร์ดารัสมิ์” ปัดวางยาทางการเมือง ปม 8 กิจการต่างด้าว

วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นร้อนในวงการการเมืองไทยกันครับกับเรื่อง “ภัทร์ดารัสมิ์” ปัดถูกวางยาทางการเมือง ปมแถลงข่าวปลดล็อก 8 กิจการต่างด้าว ที่กลายเป็นข่าวใหญ่โตไปทั่วโซเชียล หลังจากที่ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร ได้รับตำแหน่งรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีคนใหม่ เธอได้ออกมาชี้แจงแบบชัดเจนว่า ไม่มีเรื่องการวางยาใดๆ ทั้งสิ้น เป็นแค่ความคลาดเคลื่อนในการสื่อสารเท่านั้น

“ภัทร์ดารัสมิ์” ปัดถูกวางยาทางการเมือง ปมแถลงข่าวปลดล็อก 8 กิจการต่างด้าว

เช้าวันที่ 14 พฤษภาคม 2567 (หมายถึง 2567 นะครับ ไม่ใช่ 2569) ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ หรือที่หลายคนรู้จักในนาม “พี่ดา” ได้เดินทางมาที่ทำเนียบรัฐบาลตั้งแต่เช้าตรู่ เวลา 7.56 น. เพื่อไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำทำเนียบ ไม่ว่าจะเป็นศาลพระภูมิและศาลตายาย เพื่อเสริมสิริมงคลในโอกาสรับตำแหน่งใหม่นี้ ดูเป็นการเริ่มต้นที่ดีมากๆ เลยนะครับ แสดงให้เห็นถึงความเคารพในประเพณีไทยแท้ๆ

หลังจากพิธีไหว้เสร็จ คุณภัทร์ดารัสมิ์ก็ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนอย่างเป็นกันเอง โดยยืนยันชัดเจนว่าเรื่องปมแถลงข่าวเมื่อวานที่เกิดความเข้าใจผิดเกี่ยวกับมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่อนุมัติพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 และหลักการร่างกฎกระทรวงที่กำหนดให้ 8 กลุ่มธุรกิจของคนต่างด้าวไม่ต้องขออนุญาตในการประกอบธุรกิจนั้น ไม่ใช่การวางยาทางการเมืองแน่นอน เธอได้พูดคุยกับผู้ใหญ่ในพรรคเพื่อไทยแล้ว และได้รับคำแนะนำให้ระวังในการสื่อสารมากขึ้น

ปมแถลงข่าวปลดล็อก 8 กิจการต่างด้าวคืออะไร?

มาทำความเข้าใจกันหน่อยครับว่าปมนี้เกิดอะไรขึ้น มติครม.ที่แถลงไปคือการปรับปรุงกฎหมายเก่า พ.ศ. 2542 เพื่อปลดล็อก 8 กลุ่มกิจการที่คนต่างด้าวจะสามารถทำธุรกิจได้โดยไม่ต้องขออนุญาตจากรัฐมนตรี เช่น การค้าส่งค้าปลีกบางประเภท การให้บริการด้านไอที การศึกษา หรือการท่องเที่ยวบางส่วน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายเปิดประเทศเพื่อดึงดูดการลงทุนต่างชาติ แต่ปัญหาคือการพาดหัวข่าวและเนื้อหาการแถลงที่คลาดเคลื่อน ทำให้หลายคนตีความว่าปล่อยให้ต่างชาติมาครองธุรกิจไทยหมด สร้างกระแสวิจารณ์หนัก

คุณภัทร์ดารัสมิ์ยอมรับว่าอาจเกิดจากความผิดพลาดในการสรุปเนื้อหาและพาดหัวข่าว โดยเฉพาะเรื่องที่มีรายละเอียดเยอะมาก เธอสัญญาว่าหลังจากนี้จะระมัดระวังมากขึ้น และขอให้ประชาชนติดตามรายละเอียดจริงๆ จากเอกสาร官方 ไม่ใช่แค่ headline นะครับ นี่เป็นบทเรียนดีๆ สำหรับทีมสื่อสารของรัฐบาลเลย

ตำแหน่งใหม่ของภัทร์ดารัสมิ์ รับผิดชอบอะไรบ้าง?

ในฐานะรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี คุณภัทร์ดารัสมิ์จะดูแลเรื่องประชาสัมพันธ์งานของกระทรวงที่พรรคเพื่อไทยรับผิดชอบ โดยเฉพาะการสื่อสารนโยบายรัฐบาลว่าจะเดินหน้าไปอย่างไรให้ชัดเจน ยังไม่ได้คุยกับนายกฯ โดยตรงเรื่องปมนี้ แต่เชื่อว่าทุกคนเข้าใจกันดี ตำแหน่งนี้สำคัญมากในยุคที่ข่าวปลอมลามทั่ว ต้องสื่อสารให้ถูกต้องเพื่อป้องกันความเข้าใจผิด

ส่วนตัวผมมองว่าเรื่อง “ภัทร์ดารัสมิ์” ปัดถูกวางยาทางการเมือง ปมแถลงข่าวปลดล็อก 8 กิจการต่างด้าว นี้น่าจะเป็นแค่ความผิดพลาดเล็กน้อยในระบบ ไม่ใช่เกมการเมืองใหญ่โตอย่างที่บางคนคาดเดา การปลดล็อก 8 กิจการนี้จริงๆ แล้วมีประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทย เช่น ดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ สร้างงาน สร้างรายได้เข้าประเทศ แต่ต้องมีเงื่อนไขคุ้มครองคนไทยให้ดี เช่น ห้ามต่างชาติถือหุ้นเกินกำหนด หรือต้องจ้างแรงงานไทย比例หนึ่ง

ประเด็นนี้สะท้อนให้เห็นว่าการสื่อสารทางการเมืองในไทยยังต้องปรับปรุงอีกเยอะ โดยเฉพาะในยุคดิจิทัลที่ข่าวแพร่กระจายเร็วมาก ถ้าทำ headline ผิดนิดเดียวก็ปั่นกระแสได้ทั้งประเทศ คุณภัทร์ดารัสมิ์ที่เพิ่งมารับตำแหน่งใหม่ น่าจะเป็นคนเหมาะสมเพราะมีประสบการณ์จากพรรคเพื่อไทย และดูเป็นคนตรงไปตรงมา

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นอื่นๆ ที่น่าสนใจ เช่น พรรคเพื่อไทยจะจัดการกับกระแสต่อต้านนโยบายนี้อย่างไร หรือจะมีแถลงชี้แจงเพิ่มเติมไหม คงต้องติดตามต่อไปครับ

  • ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์รับตำแหน่งใหม่: เสริมบุญบารมี
  • ยืนยันไม่วางยา: คลาดเคลื่อนจากการสื่อสาร
  • 8 กิจการต่างด้าว: ปลดล็อกเพื่อเศรษฐกิจ แต่ต้องระวัง
  • บทบาทใหม่: ประชาสัมพันธ์กระทรวงเพื่อไทย

สำหรับผมแล้ว นี่เป็นโอกาสดีที่รัฐบาลจะปรับปรุงการสื่อสารให้โปร่งใสยิ่งขึ้น สุดท้ายนี้ ถ้าคุณมีมุมมองเกี่ยวกับ “ภัทร์ดารัสมิ์” ปัดถูกวางยาทางการเมือง ปมแถลงข่าวปลดล็อก 8 กิจการต่างด้าว นี้ ลองแชร์ในคอมเมนต์ด้านล่างนะครับ หรือกดแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ได้อ่านด้วย จะได้ช่วยกันวิเคราะห์ข่าวให้ตรงประเด็นมากขึ้น!

ที่มา – “ภัทร์ดารัสมิ์” ปัดถูกวางยาทางการเมือง ปมแถลงข่าวปลดล็อก 8 กิจการต่างด้าว