วัน: 27 พฤษภาคม 2026

เผาแล้ว น้องเอมมี่ เหยื่อพ่อเลี้ยงโหด คนร่วมอาลัย

บรรยากาศเต็มไปด้วยความโศกเศร้าอย่างสุดซึ้ง เมื่อชาวบ้านและญาติพี่น้องร่วมทำพิธีฌาปนกิจ เผาแล้ว “น้องเอมมี่” เหยื่อพ่อเลี้ยงโหด ที่วัดป่าปุญญาภิรมย์ จังหวัดหนองบัวลำภู ท่ามกลางความสูญเสียที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะเกิดขึ้นกับเด็กสาวผู้ร่าเริงและเป็นที่รักของทุกคน

เผาแล้ว “น้องเอมมี่” เหยื่อพ่อเลี้ยงโหด บรรยากาศสุดสลด

เหตุการณ์การเสียชีวิตของน้องเอมมี่ สร้างความสั่นสะเทือนไปทั่วสังคม ไม่เพียงเพราะความรุนแรงที่เกิดขึ้น แต่ยังเป็นเรื่องราวที่สะท้อนถึงปัญหาสังคมในครอบครัว ซึ่งในพิธีฌาปนกิจที่ผ่านมา มีพี่น้องประชาชน รวมถึงคณะครูและเพื่อนนักเรียนจากโรงเรียนโนนสะอาดคุรุราษฎร์บำรุง เดินทางมาร่วมส่งน้องเป็นครั้งสุดท้ายอย่างเนืองแน่น

เสียงดนตรีไทยส่งดวงวิญญาณ

หนึ่งในภาพที่น่าหดหู่ที่สุดในวันนั้น คือการบรรเลงขลุ่ยไทยจากเพื่อนร่วมชมรมดนตรีไทยของน้องเอมมี่ ที่ร่วมกันเล่นเพลงเพื่อส่งเพื่อนรักไปสู่สรวงสวรรค์ เป็นภาพที่ทำให้ผู้ที่มาร่วมงานต่างกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ เผาแล้ว “น้องเอมมี่” เหยื่อพ่อเลี้ยงโหด ไปพร้อมกับความทรงจำดีๆ ที่เด็กคนหนึ่งเคยสร้างไว้

ทางด้านน้าสาวของผู้ตายได้เปิดเผยความอัดอั้นตันใจถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะความโกรธแค้นต่อการกระทำของพ่อเลี้ยงโหด ซึ่งขัดกับภาพลักษณ์ของน้องเอมมี่ที่เป็นเด็กดี คอยดูแลน้องๆ มาโดยตลอด เป็นเรื่องน่าเศร้าที่คนในครอบครัวต้องมาเจอจุดจบเช่นนี้

  • น้องเอมมี่เป็นเด็กกตัญญู ดูแลน้องเล็กวัย 7 และ 5 ขวบมาตลอด
  • ความยากลำบากของครอบครัวทำให้ไม่มีเงินจัดงานศพ จนต้องขอความช่วยเหลือจากกู้ภัยและเจ้าอาวาส
  • ชาวบ้านในพื้นที่ต่างร่วมใจกันช่วยเหลือในวาระสุดท้ายของน้อง

ความหดหู่ใจยังไม่หมดเพียงเท่านี้ เมื่อทราบว่าสถานะทางการเงินของครอบครัวน้องนั้นลำบากมากจนไม่สามารถจัดงานศพเองได้ หากไร้ซึ่งน้ำใจจากหน่วยงานท้องถิ่นและเพื่อนบ้าน เรื่องราว เผาแล้ว “น้องเอมมี่” เหยื่อพ่อเลี้ยงโหด นี้คงจะกลายเป็นบทเรียนสำคัญให้สังคมได้หันกลับมามองเรื่องการดูแลและสอดส่องเด็กๆ ในพื้นที่ให้มากขึ้น

เราหวังเพียงว่าเหตุการณ์ในครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้าย และขอส่งกำลังใจให้ครอบครัวของผู้สูญเสียผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้ ขอให้น้องเอมมี่ไปสู่ภพภูมิที่ดี และได้รับความยุติธรรมอย่างถึงที่สุดครับ

ที่มา – เผาแล้ว “น้องเอมมี่” เหยื่อพ่อเลี้ยงโหด คนแห่ร่วมอาลัยครั้งสุดท้ายจำนวนมาก

Devlin และ Gordon ไม่อยู่ในรายชื่อนักเตะที่อำลาทีม Hearts

Devlin และ Gordon ไม่อยู่ในรายชื่อนักเตะที่อำลาทีม Hearts

แฟนบอลทีม Heart of Midlothian หรือ Hearts คงได้ลุ้นกันตัวโก่งในช่วงปิดฤดูกาลนี้ เพราะล่าสุดสโมสรได้ออกมาประกาศรายชื่อนักเตะที่เตรียมจะอำลาทีมอย่างเป็นทางการแล้ว โดยมีข่าวดีสำหรับแฟนๆ เพราะ Devlin และ Gordon ไม่อยู่ในรายชื่อนักเตะที่อำลาทีม Hearts ในรอบนี้ แน่นอนว่าการเก็บนักเตะคนสำคัญเอาไว้ถือเป็นสัญญาณที่ดีในการเสริมทัพเพื่อสู้ศึกในฤดูกาลหน้า

แม้ว่าจะมีนักเตะหลายคนต้องเดินจากไป แต่การที่ทั้ง Cammy Devlin กองกลางตัวเก่ง และ Craig Gordon ผู้รักษาประตูระดับตำนานไม่ได้อยู่ในลิสต์ที่แยกทางกับสโมสร สร้างความเบาใจให้กับกองเชียร์ได้ไม่น้อย แม้ว่าสัญญาของพวกเขาจะใกล้หมดลงเต็มทีก็ตาม

สถานการณ์ล่าสุด: Devlin และ Gordon ไม่อยู่ในรายชื่อนักเตะที่อำลาทีม Hearts

เป็นที่ทราบกันดีว่าสโมสร Hearts ได้ยืนยันการอำลาทีมของนักเตะ 4 ราย ซึ่งได้แก่ Beni Baningime, Frankie Kent, Lewis Neilson และ Alan Forrest ซึ่งแต่ละคนล้วนมีความทรงจำดีๆ กับสโมสร อย่างไรก็ตาม จุดสนใจหลักของแฟนๆ คือสถานะของ Devlin และ Gordon อย่างไรก็ตาม ข่าวยืนยันชัดเจนแล้วว่า Devlin และ Gordon ไม่อยู่ในรายชื่อนักเตะที่อำลาทีม Hearts

รายละเอียดนักเตะที่โบกมือลาทีม

สำหรับการเปลี่ยนแปลงในทีมครั้งนี้มีการยืนยันรายชื่อดังต่อไปนี้:

  • Beni Baningime: มิดฟิลด์ที่ย้ายจาก Everton มาตั้งแต่ปี 2021 ลงเล่นไปกว่า 127 นัด
  • Frankie Kent: ปราการหลังตัวแกร่งที่ทำผลงานได้คงเส้นคงวามาตลอดการอยู่กับทีม
  • Alan Forrest: ปีกตัวจี๊ดที่ฝากผลงานการทำประตูไว้มากมาย
  • Lewis Neilson: กองหลังดาวรุ่งที่ถูกส่งไปเก็บประสบการณ์ด้วยสัญญายืมตัว

ในขณะที่แฟนๆ กำลังจับตาดูว่าสโมสรจะคว้าใครเข้ามาใหม่ หลังจากที่เพิ่งได้ตัว Josh McPake และ Tom Renaud เข้ามาสู่ทีม ก็ถือเป็นการถ่ายเลือดใหม่ที่น่าสนใจมาก แต่บรรยากาศภายในทีมที่ตั้งตารอการกลับมาของตัวหลักอย่าง Devlin ที่กำลังเก็บตัวทีมชาติ และประสบการณ์จากกัปตันอย่าง Gordon ก็ยังคงมีความสำคัญต่อทีมชุดนี้เป็นอย่างมาก

เราต้องมาดูกันว่าการตัดสินใจเก็บขุมกำลังหลักไว้นี้ จะเป็นกุญแจสำคัญให้ Hearts กลับมาทวงความยิ่งใหญ่ใน Scottish Premiership ได้หรือไม่ ทั้งหมดนี้คือบทพิสูจน์ฝีมือของผู้จัดการทีมในการประคองทีมผ่านช่วงเปลี่ยนผ่านที่สำคัญที่สุด

ที่มา – ไม่พบหัวข้อ

พรรคประชาธิปัตย์ ยืนยันฟันไม่เลี้ยง ตรวจสอบเสรีพิศุทธ์

พรรคประชาธิปัตย์ ยืนยันฟันไม่เลี้ยง ตรวจสอบเสรีพิศุทธ์ อย่างละเอียดรอบคอบ

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจเป็นอย่างมาก เมื่อมีการเคลื่อนไหวล่าสุดจากพรรคประชาธิปัตย์ โดยโฆษกพรรคได้ออกมาประกาศจุดยืนอย่างชัดเจนว่า พรรคประชาธิปัตย์ ยืนยันฟันไม่เลี้ยง ตรวจสอบเสรีพิศุทธ์ และเอกสารที่เกี่ยวข้องอย่างละเอียดรอบคอบที่สุด เพื่อความโปร่งใสและประโยชน์สูงสุดของพี่น้องประชาชนชาวไทย

ในวันที่ 27 พฤษภาคมที่ผ่านมา นายพงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมาชี้แจงกรณีที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ได้ให้สัมภาษณ์ถึงจุดยืนของพรรคฯ ในประเด็นการร่วมลงชื่อตรวจสอบนักการเมืองชื่อดังอย่าง นายอนุทิน ชาญวีรกูล และนายไชยชนก ชิดชอบ โดยเน้นย้ำว่าพรรคไม่ได้นิ่งนอนใจและกำลังเร่งประสานงานกับเลขาธิการพรรคเสรีรวมไทยอย่างใกล้ชิด

เหตุผลที่ พรรคประชาธิปัตย์ ยืนยันฟันไม่เลี้ยง ตรวจสอบเสรีพิศุทธ์ ต้องใช้ความระมัดระวัง

สาเหตุที่กระบวนการตรวจสอบต้องเป็นไปอย่างพิถีพิถันนั้น เนื่องจากขั้นตอนทางกฎหมายและการยื่นเรื่องต่อศาลในปัจจุบันต้องอาศัยความแม่นยำสูง ทั้งทางด้านเอกสารและการเลือกใช้ข้อกฎหมายเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เที่ยงธรรม พรรคประชาธิปัตย์จึงต้องรอบคอบเป็นพิเศษเพื่อให้มั่นใจว่าการตรวจสอบครั้งนี้จะได้ผลในทางปฏิบัติจริง ไม่ใช่แค่เพียงการสร้างกระแสทางการเมือง

  • ความโปร่งใสคือหัวใจสำคัญของการทำงานในยุคปัจจุบัน
  • การทำงานร่วมกับวิปฝ่ายค้านในกรณีเขากระโดงพิสูจน์ให้เห็นถึงความเอาจริงเอาจัง
  • การยื่นเรื่อง ป.ป.ช. กรณี นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ สะท้อนถึงการทำหน้าที่ตรวจสอบที่ไม่เลือกปฏิบัติ

นอกจากนี้ โฆษกพรรคฯ ยังได้ย้ำอีกว่า พรรคประชาธิปัตย์ ยืนยันฟันไม่เลี้ยง ตรวจสอบเสรีพิศุทธ์ และกรณีอื่นๆ อย่างตรงไปตรงมา โดยไม่มีข้อแลกเปลี่ยนหรือเรื่องผลประโยชน์ทางการเมืองมาเกี่ยวข้อง เพราะเป้าหมายสูงสุดคือการรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติ หากพบการกระทำผิดจริง พรรคพร้อมดำเนินคดีทางกฎหมายโดยไม่มีการละเว้นใดๆ ทั้งสิ้น

ในมุมมองของผม การที่พรรคการเมืองยังคงทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างเข้มข้นเช่นนี้ถือเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับระบอบประชาธิปไตย เพราะไม่ว่าจะเป็นพรรคใดหรือนักการเมืองคนไหน หากอยู่ภายใต้กฎหมายย่อมต้องถูกตรวจสอบได้เสมอ เพื่อรักษาธรรมาภิบาลในสังคมไทยให้คงอยู่ต่อไปครับ

ที่มา – พรรคประชาธิปัตย์ ยืนยันฟันไม่เลี้ยง อยู่ระหว่างตรวจสอบเอกสารของ “เสรีพิศุทธ์” อย่างละเอียดรอบคอบ

นายกฯ ใจฟู คนไข้หัวใจติดปีกดักรอ สวมกอดขอบคุณ

เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินเรื่องราวภารกิจจิตอาสาของท่านนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ที่ขับเครื่องบินส่วนตัวรับ-ส่งอวัยวะให้กับทีมแพทย์ หรือที่รู้จักกันดีในชื่อภารกิจ นายกฯ ใจฟู คนไข้หัวใจติดปีกดักรอ สวมกอดขอบคุณ จนกลายเป็นภาพจำที่สร้างแรงบันดาลใจให้แก่ใครหลายคน ล่าสุดในงาน THAIFEX-ANUGA ASIA 2026 ก็ได้เกิดเหตุการณ์ที่น่าประทับใจจนทำเอาเจ้าตัวถึงกับออกอาการขนลุกและตื้นตันใจเป็นอย่างมาก

เหตุการณ์สุดประทับใจ นายกฯ ใจฟู คนไข้หัวใจติดปีกดักรอ สวมกอดขอบคุณ

เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อหญิงสาวรายหนึ่งได้เข้ามาทักทายและสวมกอดท่านนายกฯ อนุทิน พร้อมกล่าวความในใจว่า เธอเคยเป็นผู้ป่วยที่ได้รับอวัยวะจากการดำเนินภารกิจ นายกฯ ใจฟู คนไข้หัวใจติดปีกดักรอ สวมกอดขอบคุณ เมื่อ 8 ปีที่แล้ว โดยเธอได้รับการผ่าตัดปลูกถ่ายตับอ่อนและไตจากอวัยวะที่ขนส่งด้วยเครื่องบินลำที่ท่านนายกฯ ขับเอง จนทำให้เธอกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุขและแข็งแรงสมบูรณ์ในปัจจุบัน

เบื้องหลังภารกิจ นายกฯ ใจฟู คนไข้หัวใจติดปีกดักรอ สวมกอดขอบคุณ

ท่านนายกฯ ได้เล่าถึงความรู้สึกว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมาในภารกิจนี้ ตนเองมักจะไม่ได้รับรู้ว่าคนไข้คนไหนเป็นอย่างไรเพียงแค่รู้ว่าภารกิจคือการนำส่งอวัยวะให้ทันเวลาเท่านั้น แต่การได้มาพบผู้ป่วยตัวเป็นๆ ที่เคยช่วยเหลือไว้เมื่อหลายปีก่อนในวันนี้ ทำให้รู้สึกอิ่มเอมใจเป็นอย่างยิ่ง โดยท่านยังได้กล่าวติดตลกว่า “ดูเพอร์เฟกต์เลย ไม่เอาแล้วนะ ไม่มีอะไหล่แล้ว” ซึ่งนับเป็นความน่ารักและเป็นกันเองที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว

บทเรียนจากเหตุการณ์นี้สอนให้เราเห็นถึง:

  • พลังของการแบ่งปันและการบริจาคอวัยวะที่สามารถเปลี่ยนชีวิตคนได้จริง
  • ความสำคัญของจิตอาสาที่แม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อยในสายตาใครบางคน แต่สำหรับผู้รับ มันคือลมหายใจใหม่
  • ภารกิจที่ทำด้วยใจ ไม่จำเป็นต้องหวังผลตอบแทน แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับคืนมานั้นคือความสุขทางใจที่ประเมินค่าไม่ได้

ในยุคที่สังคมเร่งรีบ การได้เห็นเรื่องราวการช่วยเหลือเกื้อกูลกันแบบนี้ เป็นเครื่องเตือนใจชั้นดีว่าการหยิบยื่นโอกาสให้แก่ผู้อื่นนั้นมีคุณค่ามากเพียงใด และหวังว่าพลังแห่งความดีนี้จะถูกส่งต่อไปยังผู้อื่นให้กล้าที่จะทำสิ่งดีๆ เพื่อสังคมต่อไป

ที่มา – นายกฯ ใจฟู คนไข้หัวใจติดปีกดักรอ สวมกอดขอบคุณชุบชีวิตกลับมาแข็งแรง

ไมเคิล โอนีล ต่อสัญญาคุมทีมชาติไอร์แลนด์เหนือ 4 ปี

ไมเคิล โอนีล ต่อสัญญาคุมทีมชาติไอร์แลนด์เหนือ 4 ปี

ข่าวดีสำหรับแฟนบอลไอร์แลนด์เหนือ เมื่อมีการยืนยันอย่างเป็นทางการว่า ไมเคิล โอนีล ต่อสัญญาคุมทีมชาติไอร์แลนด์เหนือ 4 ปี เพื่อสานต่อภารกิจในการพาทีมไปสู่จุดหมายที่ยิ่งใหญ่ โดยสัญญาฉบับใหม่นี้จะทำให้เขาคุมทีมยาวไปจนถึงปี 2032 หลังจากที่เขาได้ตัดสินใจยุติบทบาทการคุมทีมชั่วคราวที่แบล็คเบิร์น โรเวอร์ส เพื่อกลับมาโฟกัสกับงานทีมชาติอย่างเต็มตัว

การต่อสัญญาของ ไมเคิล โอนีล ต่อสัญญาคุมทีมชาติไอร์แลนด์เหนือ 4 ปี

กุนซือวัย 56 ปีรายนี้ถือเป็นสัญลักษณ์สำคัญของวงการฟุตบอลไอร์แลนด์เหนือ โดยเขาคุมทีมมาแล้วกว่า 104 นัดตลอดการทำงานสองช่วง ซึ่งรวมถึงการพาทีมไปลุยศึกยูโร 2016 ที่ถือเป็นรายการใหญ่รายการแรกในรอบ 30 ปี โอนีลได้กล่าวด้วยความมุ่งมั่นว่า เขามีความเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าในศักยภาพของกลุ่มผู้เล่นรุ่นใหม่ที่เขามีอยู่ในมือ และพร้อมที่จะนำทีมก้าวไปข้างหน้าเพื่อสร้างความสำเร็จอีกครั้ง

อนาคตของทีมชาติไอร์แลนด์เหนือกับ โอนีล

แม้ว่าความหวังในการไปเล่นฟุตบอลโลก 2026 จะต้องจบลงไปในรอบเพลย์ออฟ แต่การที่ ไมเคิล โอนีล ต่อสัญญาคุมทีมชาติไอร์แลนด์เหนือ 4 ปี เป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความต่อเนื่องในการสร้างทีม โอนีลไม่ได้เสียเวลาเปล่า เขากำลังปั้นดาวรุ่งพุ่งแรงอย่าง Braidan Graham และ Ceadach O’Neill เข้าสู่ทีม ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญในศึกเนชันส์ลีกที่กำลังจะมาถึง

จุดที่น่าจับตามองในอนาคต:

  • การเน้นสร้างทีมสายเลือดใหม่ผสมผสานกับประสบการณ์
  • เป้าหมายหลักคือการคว้าตั๋วลุยศึกยูโร 2028 ซึ่งจะจัดขึ้นที่สหราชอาณาจักรและไอร์แลนด์
  • การปรับทีมให้มีความสมดุลและดุดันยิ่งขึ้นในเกมระดับนานาชาติ

สำหรับแฟนบอลที่เกาะติดผลงานของโอนีลมาตลอด 11 ปีที่เขาดูแลทีมชาติ การต่อสัญญาในครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลขระยะเวลา แต่มันคือการประกาศความพยายามในการไล่ล่าสถิติของ Bingham และการสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ในเนชันส์ลีกและรายการเมเจอร์ในอนาคตข้างหน้าครับ

หากมองในแง่กลยุทธ์ การมีความชัดเจนแบบนี้ช่วยลดความสับสนและข่าวลือต่างๆ ออกไปได้มาก การที่โอนีลเลือกโฟกัสกับไอร์แลนด์เหนือเพียงอย่างเดียวคือตัวแปรสำคัญที่จะทำให้ทีมพัฒนาขึ้นอย่างก้าวกระโดด สิ่งที่น่าสนุกที่สุดคือการได้เห็นว่ากุนซือผู้นี้จะดึงศักยภาพของเด็กๆ เหล่านี้ออกมาได้มากน้อยเพียงใดในการควอลิฟายรายการยักษ์ใหญ่ที่กำลังจะมาถึง

ที่มา – ไม่พบหัวข้อ

ประวัติ ประยูร ครองยศ อดีตลูกหม้อ กทม ลงชิงผู้ว่าฯ รอบใหม่

ประวัติ ประยูร ครองยศ อดีตลูกหม้อ กทม ลงชิงผู้ว่าฯ รอบใหม่

สนามการเมืองกรุงเทพมหานครกลับมาร้อนระอุอีกครั้ง เมื่อ ดร.ประยูร ครองยศ ตัดสินใจเดินหน้าขอแก้มือลงสนามเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. อีกครั้ง หลังจากที่เคยฝากผลงานและลงสมัครมาแล้วในอดีต งานนี้ทำเอาหลายคนจับตามองเป็นพิเศษ เพราะผู้เข้าแข่งขันรายนี้ถือเป็นคนมีประสบการณ์สูงและเป็นอดีตลูกหม้อของกทม. ตัวจริงเสียงจริง

หลายคนอาจสงสัยว่า ประวัติ ประยูร ครองยศ อดีตลูกหม้อ กทม ลงชิงผู้ว่าฯ รอบใหม่ มีจุดเด่นอะไรที่น่าสนใจ ครั้งนี้ ดร.ประยูร เปิดตัวด้วยความมั่นใจเกินพ้อยท์ แม้ว่าอายุจะล่วงเลยมาถึง 66 ปีแล้ว แต่เจ้าตัวกลับโชว์พลังด้วยการวิดพื้นโชว์ถึง 50 ครั้งกลางวงสัมภาษณ์ เพื่อยืนยันว่าถึงแม้อายุจะเยียวยา แต่ร่างกายยังแข็งแรงพร้อมลุยงานการเมืองอย่างเต็มที่ แถมยังออกปากแซวว่าความฟิตระดับนี้พร้อมท้าชนอดีตผู้ว่าฯ ท่านเดิมได้สบายๆ

เปิดเส้นทางชีวิต ประวัติ ประยูร ครองยศ อดีตลูกหม้อ กทม ลงชิงผู้ว่าฯ รอบใหม่

สำหรับการเดินทางสายข้าราชการของ ดร.ประยูร นั้นเรียกได้ว่าครบเครื่องและผ่านงานใน กทม. มาเกือบทุกระดับ โดยเขารับราชการมาต่อเนื่องตั้งแต่ปี พ.ศ. 2523 เริ่มต้นจากการเป็นครูโรงเรียนวัดคลองเตย ก่อนจะค่อยๆ ไต่เต้าขึ้นสู่ตำแหน่งบริหารในสำนักงานเขตต่างๆ เช่น เขตประเวศ เขตวัฒนา และเขตบางกะปิ จนถึงการก้าวขึ้นเป็นผู้อำนวยการเขตคลองสาน และตำแหน่งสุดท้ายก่อนเกษียณคือรองผู้อำนวยการสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยในปี 2563

เส้นทางการศึกษาที่น่าสนใจของ ดร.ประยูร ครองยศ:

  • ปริญญาเอก: ศึกษาศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต มหาวิทยาลัยอีสเทิร์นเอเชีย
  • ปริญญาโท: ครุศาสตรมหาบัณฑิต และรัฐประศาสนศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  • ปริญญาตรี: คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร
  • มศ.5: โรงเรียนบาลีเตรียมอุดมศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย

ด้วยประสบการณ์การทำงานที่คลุกคลีอยู่กับการแก้ปัญหาให้ชาวกรุงมายาวนานหลายทศวรรษ ทำให้ ดร.ประยูร เชื่อมั่นว่าเขามีความเข้าใจปัญหาของคนเมืองหลวงเป็นอย่างดี และพร้อมที่จะนำประสบการณ์ทั้งหมดมาแปลงเป็นนโยบายเพื่อการพัฒนาที่จับต้องได้มากกว่าเดิม

การทดสอบสนามใหญ่ครั้งก่อน

ในการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. เมื่อปี 2565 ดร.ประยูร ได้รับคะแนนสนับสนุนไปจำนวน 2,219 เสียง แม้จะเป็นคะแนนที่ไม่สูงมาก แต่การกลับมาครั้งนี้ในรูปแบบที่ “ฟิต” กว่าเดิม ก็นับเป็นสีสันทางการเมืองที่น่าติดตาม การที่อดีตข้าราชการระดับสูงที่มีความเข้าใจโครงสร้างบริหารกทม. อย่างลึกซึ้งกลับมาลงสนามเลือกตั้ง ย่อมเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่คนกรุงฯ อาจต้องการสำหรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต

บทเรียนจากการเลือกตั้งครั้งเก่าและการเตรียมตัวครั้งใหม่นี้จะเป็นอย่างไร คงต้องรอให้ชาวกรุงเทพมหานครเป็นผู้ตัดสินใจ ในฐานะผู้มีสิทธิ์มีเสียง คุณคิดว่าประสบการณ์จากการเป็น “ลูกหม้อ” กทม. จะช่วยให้ ดร.ประยูร ครองยศ สามารถก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมและได้รับคะแนนเสียงเพิ่มมากขึ้นได้หรือไม่? ร่วมติดตามและตัดสินใจดูว่านี่คือคนที่จะมาเปลี่ยนกรุงเทพฯ ให้ดีขึ้นได้จริงอย่างที่ตั้งใจไว้หรือไม่

ที่มา – ประวัติ “ประยูร ครองยศ” อดีตลูกหม้อกรุงเทพมหานคร ขอแก้มือลงสนามเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.อีกรอบ

ทีมของคุณเจอกับใครในศึก Premier Sports Cup?

ทีมของคุณเจอกับใครในศึก Premier Sports Cup?

แฟนบอลชาวสกอตเตรียมตัวให้พร้อม! เพราะการจับสลากแบ่งกลุ่มสำหรับฟุตบอลถ้วยสุดเดือดอย่าง Premier Sports Cup ได้ข้อสรุปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หากคุณกำลังลุ้นว่า ทีมของคุณเจอกับใครในศึก Premier Sports Cup ในฤดูกาลที่จะถึงนี้ บทความนี้มีคำตอบแบบจัดเต็มให้กับคุณ

สถานการณ์การจับสลากและการแบ่งกลุ่มใน Premier Sports Cup

การแข่งขันในฤดูกาลนี้เต็มไปด้วยความน่าสนใจ โดยแชมป์เก่าอย่าง St Mirren จะต้องโคจรมาพบกับคู่ปรับอย่าง Dunfermline Athletic, Cove Rangers, East Kilbride และ Dumbarton ในรอบแบ่งกลุ่ม ซึ่งถือเป็นสายที่น่าจับตามองอย่างมาก ไม่เพียงแค่นั้น ทีมอื่นๆ ต่างก็เจอศึกหนักไม่แพ้กัน โดยทัวร์นาเมนต์นี้จะเริ่มต้นระเบิดศึกตั้งแต่วันที่ 11-12 กรกฎาคม และจะลากยาวไปจนถึงปลายเดือน

สรุปรายชื่อกลุ่มการแข่งขันและโอกาสของแต่ละทีม

สำหรับการตั้งคำถามว่า ทีมของคุณเจอกับใครในศึก Premier Sports Cup นั้น เราได้สรุปรายชื่อกลุ่มทั้ง 8 กลุ่มมาให้คุณได้เช็กกันชัดๆ ดังนี้:

  • กลุ่ม A: Aberdeen, Queen’s Park, Queen of the South, Kelty Hearts, Brora Rangers
  • กลุ่ม B: Dundee United, Arbroath, Montrose, The Spartans, Stirling Albion
  • กลุ่ม C: St Mirren, Dunfermline Athletic, Cove Rangers, East Kilbride, Dumbarton
  • กลุ่ม D: Dundee, Airdrieonians, Ross County, Clyde, Annan Athletic
  • กลุ่ม E: Livingston, Partick Thistle, Stenhousemuir, Forfar Athletic, Brechin City
  • กลุ่ม F: St Johnstone, Greenock Morton, Inverness Caledonian Thistle, East Fife, Linlithgow Rose
  • กลุ่ม G: Falkirk, Ayr United, Alloa Athletic, Stranraer, Edinburgh City
  • กลุ่ม H: Kilmarnock, Raith Rovers, Peterhead, Hamilton Academical, Elgin City

ในรอบนี้แชมป์กลุ่มและรองแชมป์ที่ดีที่สุดจะได้ผ่านเข้าสู่รอบ 16 ทีมสุดท้าย เพื่อไปพบกับทีมยักษ์ใหญ่ที่ได้สิทธิ์ผ่านเข้ารอบโดยอัตโนมัติเนื่องจากติดภารกิจในยุโรป อาทิ Celtic, Heart of Midlothian, Rangers, Motherwell และ Hibernian การแข่งขันจะเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ จนไปถึงรอบชิงชนะเลิศในวันที่ 13 ธันวาคมนี้

ไม่ว่าคุณจะเป็นแฟนบอลของทีมเล็กหรือทีมใหญ่ สิ่งที่น่าตื่นเต้นที่สุดคือกลิ่นอายของฟุตบอลถ้วยที่เน้นแพ้คัดออก ซึ่งทุกนาทีในสนามมีความหมายเสมอ การที่ได้เห็นทีมระดับรองขึ้นมาท้าชนทีมจากลีกสูงสุดคือเสน่ห์ที่ทำให้เราต้องถามว่า ทีมของคุณเจอกับใครในศึก Premier Sports Cup ทุกครั้งที่มีการจับสลาก มาร่วมเชียร์และเอาใจช่วยทีมรักของคุณให้ไปถึงฝั่งฝันในถ้วยใบนี้กันเถอะครับ!

ที่มา – ไม่พบหัวข้อ

อาการเริ่มแรก ไวรัสอีโบลา โรคติดเชื้ออันตรายอัตราตายสูง

เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินชื่อของ “ไวรัสอีโบลา” กันมาบ้างแล้ว โดยเฉพาะในช่วงที่มีการระบาดในต่างประเทศ หลายคนอาจจะยังกังวลว่าโรคนี้ใกล้ตัวเราแค่ไหน ทั้งนี้การทำความรู้จักกับ อาการเริ่มแรก ไวรัสอีโบลา โรคติดเชื้ออันตรายอัตราตายสูง ถือเป็นสิ่งสำคัญที่เราไม่ควรละเลย เพราะการรู้เท่าทันจะช่วยลดความเสี่ยงและการแพร่กระจายของโรคได้เป็นอย่างดี

อาการเริ่มแรก ไวรัสอีโบลา โรคติดเชื้ออันตรายอัตราตายสูง

โรคอีโบลา (Ebola disease) เป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่มีความรุนแรงและมีอัตราการเสียชีวิตสูงมาก เฉลี่ยอยู่ที่ 50% แต่ในบางสายพันธุ์อาจสูงถึง 90% โดยเชื้อนี้มีการค้นพบครั้งแรกบริเวณแม่น้ำอีโบลา ประเทศคองโก และมักพบการระบาดเป็นระยะในแถบทวีปแอฟริกา อย่างไรก็ตาม ในโลกยุคปัจจุบันที่การเดินทางเชื่อมต่อกันรวดเร็ว เราจึงควรหมั่นสังเกตสุขภาพและติดตามข่าวสารอยู่เสมอ

สัญญาณเตือนและ อาการเริ่มแรก ไวรัสอีโบลา โรคติดเชื้ออันตรายอัตราตายสูง

สำหรับการติดเชื้ออีโบลานั้น ผู้ป่วยจะมีระยะฟักตัวตั้งแต่ 2 ถึง 21 วัน โดยอาการในช่วงเริ่มต้นมักมีความคล้ายคลึงกับโรคติดเชื้ออื่นๆ เช่น ไข้เลือดออก หรือมาลาเรีย ทำให้อาจเกิดความเข้าใจผิดได้ง่าย อาการที่ควรเฝ้าระวัง ได้แก่:

  • มีไข้สูงเฉียบพลัน อ่อนเพลียอย่างรุนแรง
  • อาการปวดตามกล้ามเนื้อและปวดศีรษะ
  • มีอาการอาเจียน ท้องเสีย หรือปวดท้อง
  • ในรายที่มีอาการรุนแรง อาจมีภาวะเลือดออกผิดปกติ ความดันโลหิตต่ำ หรืออวัยวะภายในล้มเหลว

หากคุณหรือคนใกล้ชิดมีประวัติการเดินทางกลับมาจากพื้นที่ที่มีการระบาดภายใน 21 วัน และเริ่มมีอาการดังกล่าว ควรรีบไปพบแพทย์ทันทีและแจ้งประวัติการเดินทางอย่างละเอียด เพื่อให้ทีมแพทย์สามารถวินิจฉัยได้อย่างถูกต้องและรวดเร็วที่สุด เพราะการรักษาในระยะเริ่มต้นจะช่วยเพิ่มโอกาสรอดชีวิตได้มากขึ้น

ในปัจจุบันยังไม่มียาต้านไวรัสจำเพาะสำหรับทุกสายพันธุ์ การรักษาจึงเน้นไปที่การรักษาแบบประคับประคอง เช่น การให้สารน้ำและเกลือแร่เพื่อป้องกันภาวะช็อก ดังนั้นการป้องกันตนเองจึงเป็นด่านสำคัญที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการหลีกเลี่ยงสัมผัสสารคัดหลั่งจากผู้ป่วย หรือการไม่เดินทางไปยังพื้นที่เสี่ยง และปฏิบัติตามคำแนะนำของกรมควบคุมโรคอย่างเคร่งครัด หากพบอาการน่าสงสัยอย่ารอช้าที่จะเข้าสู่ระบบคัดกรองทางการแพทย์ เพื่อความปลอดภัยของทั้งตัวคุณเองและคนรอบข้าง

ที่มา – อาการเริ่มแรก “ไวรัสอีโบลา” เตือนเป็นโรคติดเชื้ออันตรายที่มีอัตราการเสียชีวิตสูง

วสวรรธน์ บี้ กต. แจงปม MOU 44 ย้ำชัดการทูตกัมพูชาไม่ต้องรีบร้อน

วสวรรธน์ บี้ กต. แจงปม MOU 44 ย้ำชัดการทูตกัมพูชาไม่ต้องรีบร้อน

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด สำหรับความเคลื่อนไหวในรัฐสภาเกี่ยวกับข้อตกลงเรื่องเขตแดน โดยล่าสุด วสวรรธน์ บี้ กต. แจงปม MOU 44 ย้ำชัดการทูตกัมพูชาไม่ต้องรีบร้อน เพื่อให้ทุกฝ่ายเกิดความมั่นใจในผลประโยชน์ของชาติและประชาชนคนไทยในพื้นที่ชายแดน การดำเนินนโยบายในมิตินี้ถือว่าละเอียดอ่อนและต้องอาศัยความรอบคอบเป็นอย่างมากครับ

ทำไม วสวรรธน์ บี้ กต. แจงปม MOU 44 ย้ำชัดการทูตกัมพูชาไม่ต้องรีบร้อน ถึงเป็นเรื่องใหญ่?

ในการประชุมคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ นายวสวรรธน์ พวงพรศรี ในฐานะรองประธาน กมธ. ได้ออกมาเน้นย้ำถึงทิศทางความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชา โดยมองว่าการรีบร้อนตัดสินใจในเรื่องสถานะของ MOU 44 อาจส่งผลกระทบต่อความรู้สึกของพี่น้องประชาชนที่อาศัยอยู่ตามแนวชายแดน ซึ่งเคยผ่านเหตุการณ์ความตึงเครียดมาในอดีต ดังนั้น การเร่งรีบโดยไม่ฟังเสียงรอบด้านอาจกลายเป็นการทิ้งบาดแผลใจไว้ให้กับคนในพื้นที่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ประเด็นที่ นายวสวรรธน์ บี้ กต. แจงปม MOU 44 ย้ำชัดการทูตกัมพูชาไม่ต้องรีบร้อน ยังรวมไปถึงคำแนะนำที่แจ้งไปยังกระทรวงการต่างประเทศว่า การเจรจาต้องสร้างสมดุลระหว่างหลักการทางการทูตและชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้าน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่รัฐบาลชุดนี้ต้องให้ความสำคัญสูงสุด โดยมองว่าความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศนั้นไม่ได้วัดกันที่ความเร็วในการเซ็นสัญญา แต่คือความจริงใจและการเคารพซึ่งกันและกันอย่างเป็นรูปธรรม

ข้อเสนอแนะที่น่าสนใจจากทางกรรมาธิการฯ มีดังนี้:

  • เร่งปรับปรุงการสื่อสารข้อมูล MOU 44 ให้กับประชาชนทราบอย่างชัดเจน
  • เปิดพื้นที่รับฟังความคิดเห็นจากคนในพื้นที่ชายแดนอย่างจริงจัง
  • ยึดถือผลประโยชน์ของชาติและประชาชนเป็นที่ตั้งเหนือสิ่งอื่นใด
  • การเจรจาต้องเป็นไปอย่างรอบคอบ ไม่มีการตัดสินใจที่รีบร้อนจนคนในพื้นที่รู้สึกไม่ปลอดภัย

ในมุมมองของผู้เขียน มองว่าเรื่องนี้สะท้อนให้เห็นว่าการเมืองยุคใหม่ให้ความสำคัญกับ ‘เสียงของประชาชน’ มากขึ้น การที่กรรมาธิการกล้าออกมาส่งสัญญาณเพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องชะลอการตัดสินใจและหันกลับมาทบทวนความรู้สึกของประชาชน ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในระยะยาว หากรัฐบาลรับฟังและปรับตัวตามแนวทางนี้ เชื่อว่าความร้าวฉานในอดีตจะได้รับการเยียวยาและสร้างความมั่นใจให้กับคนไทยทุกคนครับ

ที่มา – “วสวรรธน์”บี้ กต. แจงปม MOU 44 ย้ำชัดการทูตกัมพูชาไม่ต้องรีบร้อน