วัน: 27 พฤษภาคม 2026

อรรถวิชช์ ค้านสุดตัวส่งออกน้ำมันเครื่องบิน ขุดปมผลประโยชน์ทับซ้อน

อรรถวิชช์ ค้านสุดตัวส่งออกน้ำมันเครื่องบิน ขุดปมผลประโยชน์ทับซ้อน

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในหน้าการเมืองไทย เมื่อคุณอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ออกมาเคลื่อนไหวกรณีการส่งออกน้ำมันเครื่องบิน ซึ่งถือเป็นเรื่องที่กระทบต่อความมั่นคงทางพลังงานของประเทศโดยตรง โดยนายอรรถวิชช์ได้ออกมาคัดค้านเรื่อง อรรถวิชช์ ค้านสุดตัวส่งออกน้ำมันเครื่องบิน อย่างชัดเจน พร้อมกับชี้ให้เห็นถึงความผิดปกติในการบริหารจัดการพลังงานของประเทศที่อาจมีเรื่องของผลประโยชน์แอบแฝงอยู่เบื้องหลัง

เบื้องหลังการส่งออกและผลประโยชน์ทับซ้อน

คุณอรรถวิชช์แฉว่า ฝ่ายประจำของกระทรวงพลังงานมีการสรุปข้อมูลให้สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ไม่ครบถ้วน โดยอ้างเหตุผลว่าคลังน้ำมันล้น แต่ในความเป็นจริงพื้นที่คลังน้ำมันยังมีเหลืออยู่มาก นอกจากนี้ยังพบข้อกังวลว่าข้าราชการระดับสูงในกระทรวงอาจมีการสวมหมวกสองใบ คือทำหน้าที่กำกับดูแลนโยบายพลังงาน แต่ในขณะเดียวกันก็นั่งเป็นบอร์ดบริหารในโรงกลั่นน้ำมัน ซึ่งได้รับประโยชน์โดยตรงหากราคาน้ำมันในประเทศปรับตัวสูงขึ้นจากการส่งออก อรรถวิชช์ ค้านสุดตัวส่งออกน้ำมันเครื่องบิน เพราะมองว่าการกระทำเช่นนี้ไม่เป็นธรรมกับประชาชนที่แบกรับค่าครองชีพสูง

ผลเสียที่ตามมาจากการตัดสินใจครั้งนี้มีหลายมิติ ได้แก่:

  • สูญเสียความมั่นคงทางพลังงาน: ในสถานการณ์วิกฤตสงคราม การส่งออกน้ำมันออกไปในขณะที่ควรเก็บสำรองไว้ในประเทศเป็นเรื่องที่เสี่ยงมาก
  • ส่งเสริมคู่แข่งทางธุรกิจ: การนำน้ำมันไปขายให้เวียดนาม ซึ่งเป็นคู่แข่งทางการท่องเที่ยวสำคัญของไทย เปรียบเสมือนการนำจุดแข็งทางพลังงานไปตัดขาตัวเอง
  • ค่าครองชีพและค่าตั๋วเครื่องบิน: แทนที่จะนำน้ำมัน JET A1 มาใช้ในประเทศเพื่อลดราคาตั๋วเครื่องบินให้ถูกลง รัฐบาลกลับเลือกส่งออกเพื่อทำกำไรให้แก่โรงกลั่น

นายอรรถวิชช์ยังย้ำว่า การที่ อรรถวิชช์ ค้านสุดตัวส่งออกน้ำมันเครื่องบิน ในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการค้านเปล่าๆ แต่ต้องการเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนมาตรการทั้งหมด และอยากให้กระทรวงพลังงานมีความโปร่งใสมากกว่านี้ เพราะการปล่อยให้บุคลากรมีผลประโยชน์ทับซ้อนตัดสินใจในเรื่องสำคัญระดับชาติเช่นนี้ เป็นเรื่องที่รับไม่ได้และต้องมีการตรวจสอบขยายผลต่อไป

ในมุมมองของเรา การบริหารจัดการทรัพยากรพลังงานควรยึดถือประโยชน์สูงสุดของคนในชาติเป็นตัวตั้ง หากนโยบายใดที่สร้างกำไรให้เพียงกลุ่มทุนแต่สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชน การทบทวนและแก้ไขย่อมเป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องรีบดำเนินการอย่างเร่งด่วนที่สุดครับ

ที่มา – “อรรถวิชช์” ค้านสุดตัวส่งออกน้ำมันเครื่องบิน แฉฝ่ายประจำ ก.พลังงาน ทั้งกำกับทั้งเป็นบอร์ดโรงกลั่น

ทายชื่อทีมเข้าชิงฟุตบอลคอนเฟอเรนซ์ลีกให้ครบทุกทีม

ทายชื่อทีมเข้าชิงฟุตบอลคอนเฟอเรนซ์ลีกให้ครบทุกทีม

สวัสดีแฟนบอลตัวยงทุกคน! ในช่วงเวลาที่การแข่งขันฟุตบอลยุโรปกำลังเข้มข้นถึงขีดสุด หลายคนคงจดจ้องไปที่แมตช์สำคัญของ Crystal Palace ในนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลคอนเฟอเรนซ์ลีก ซึ่งนี่ถือเป็นโอกาสครั้งประวัติศาสตร์ที่พวกเขาจะได้คว้าถ้วยรางวัลยุโรปใบแรกมาครอง แต่ก่อนที่เกมจะเริ่มขึ้น เรามาทดสอบความจำเกี่ยวกับรายการนี้กันหน่อยดีกว่า

ทายชื่อทีมเข้าชิงฟุตบอลคอนเฟอเรนซ์ลีกให้ครบทุกทีม

รายการฟุตบอลยูฟ่ายูโรปาคอนเฟอเรนซ์ลีก อาจเป็นรายการที่น้องใหม่ที่สุดในเวทียุโรป แต่มันก็ได้สร้างเรื่องราวที่น่าตื่นเต้นและสร้างดาวประดับวงการลูกหนังมาแล้วมากมาย คุณมั่นใจแค่ไหนว่าคุณจำได้ว่าใครเคยผ่านเข้ามาถึงรอบชิงชนะเลิศบ้าง? นี่คือบททดสอบสำหรับคอบอลจริงที่ติดตามฟุตบอลยุโรปมาโดยตลอด

มาเริ่มทดสอบความจำเรื่องทายชื่อทีมเข้าชิงฟุตบอลคอนเฟอเรนซ์ลีกกันเถอะ

ไม่ว่าคุณจะเป็นแฟนคลับทีมยักษ์ใหญ่ที่เคยสัมผัสเกมรอบชิง หรือเป็นคนที่ชอบศึกษาสถิติฟุตบอล บอกเลยว่าควิซนี้มีความท้าทายรออยู่แน่นอน เพราะในแต่ละปีมักจะมีทีมม้ามืดโผล่เข้ามาสร้างเซอร์ไพรส์เสมอ การทายชื่อทีมเข้าชิงฟุตบอลคอนเฟอเรนซ์ลีกครั้งนี้จะช่วยให้คุณทวนความจำได้ว่ามีทีมไหนบ้างที่เขียนประวัติศาสตร์หน้าใหม่ลงในรายการนี้

สิ่งที่คุณต้องรู้ก่อนเริ่มเล่น:

  • รายการนี้แม้จะมองว่าเล็กกว่าแชมเปี้ยนส์ลีก แต่ความดุเดือดไม่แพ้กัน
  • มีทีมจากลีกระดับท็อปและลีกรองที่สลับกันเข้ามาสร้างสีสัน
  • สถิติเหล่านี้จะวัดว่าคุณเป็นแฟนพันธุ์แท้ฟุตบอลยุโรปขนานแท้หรือไม่

หากคุณชื่นชอบการทดสอบความรู้รอบตัวเกี่ยวกับฟุตบอล อย่าลืมแวะไปที่หน้า Football Quizzes ของเราเพื่อสนุกกับควิซอื่นๆ อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นลีกใหญ่หรือลีกรอง เราจัดเตรียมไว้ให้คุณได้ประลองปัญญาแบบจุใจ นอกจากนี้ การติดตามข่าวสารหรือร่วมเล่นเกมทายชื่อนักเตะและทีมฟุตบอลบ่อยๆ จะช่วยให้คุณอัปเดตข้อมูลตารางคะแนนและผลการแข่งขันได้ดียิ่งขึ้น

สุดท้ายนี้ ไม่ว่าคุณจะเชียร์ทีมไหนในนัดสำคัญนี้ ขอให้สนุกกับการเชียร์และอย่าลืมมาร่วมทายผลกันบ่อยๆ นะครับ สำหรับผมแล้วการลุ้นฟุตบอลถ้วยยุโรปเป็นเสน่ห์ของการดูบอลที่ไม่มีอะไรมาทดแทนได้จริงๆ มาลองทายกันดูว่าใครจะคว้าแชมป์และสร้างตำนานบทใหม่ในปีนี้!

ที่มา – ไม่พบหัวข้อ

“สส.ลูกหิน” ภท. โพสต์โต้เดือด “ล้มเจ้า-อุ้มเทา-เห็นใจเขมร เนรคุณแผ่นดินเกิด”

“สส.ลูกหิน” ภท. โพสต์โต้เดือด “ล้มเจ้า-อุ้มเทา-เห็นใจเขมร เนรคุณแผ่นดินเกิด”

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในโลกโซเชียล เมื่อ สส.ลูกหิน หรือ นายสังคม แดงโชติ สส.ประจวบคีรีขันธ์ จากพรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาเคลื่อนไหวผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวด้วยการโพสต์ข้อความที่ดุเดือดเผ็ดร้อนบนพื้นหลังสีส้ม โดยพาดหัวว่า “สส.ลูกหิน” ภท. โพสต์โต้เดือด “ล้มเจ้า-อุ้มเทา-เห็นใจเขมร เนรคุณแผ่นดินเกิด” ซึ่งถือเป็นการตอบโต้ทางการเมืองที่ดุเดือดที่สุดครั้งหนึ่งท่ามกลางบรรยากาศการเมืองที่ตึงเครียด

ข้อความดังกล่าวไม่ได้เพียงแค่กล่าวถึงเรื่องทั่วๆ ไป แต่ยังระบุคำนิยามถึงฝ่ายตรงข้ามไว้อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการล้มเจ้า การอุ้มกลุ่มทุนสีเทา การเผาเมืองหลอกเด็ก รวมถึงการเห็นใจเพื่อนบ้านมากกว่าคนไทยจนถูกมองว่าเป็นการเนรคุณแผ่นดินเกิด การโพสต์ในครั้งนี้สร้างความฮือฮาและเรียกยอดไลก์ยอดแชร์เป็นจำนวนมากในเวลาอันรวดเร็ว

เบื้องหลังชนวนเหตุความขัดแย้ง

สำหรับการเคลื่อนไหวของ “สส.ลูกหิน” ภท. โพสต์โต้เดือด “ล้มเจ้า-อุ้มเทา-เห็นใจเขมร เนรคุณแผ่นดินเกิด” ในครั้งนี้ สืบเนื่องมาจากการโพสต์ตอบโต้ทางโซเชียลมีเดียกับอดีต สส. จากพรรคก้าวไกลอย่าง นายปดิพัทธ์ สันติภาดา ที่ได้มีการโพสต์ข้อความโจมตีในทิศทางที่รุนแรงเช่นกัน โดยมีการใช้ถ้อยคำในเชิงตำหนิถึงเรื่องการโกหก การซื้อเสียง และคอร์รัปชัน ทำให้บรรยากาศการโต้ตอบผ่านสื่อออนไลน์กลายเป็นสนามรบทางความคิดที่ดุเดือด

  • การปะทะฝีปากทางโซเชียลมีเดียระหว่างนักการเมืองฝั่งรัฐบาลและฝ่ายค้าน
  • การใช้สัญลักษณ์พื้นหลังสีส้มในการทำคอนเทนต์เพื่อสื่อสารนัยยะทางการเมือง
  • การตีแผ่ทัศนคติในประเด็นความมั่นคงและอุดมการณ์รัฐข้ามพรมแดน

ในมุมมองนักวิเคราะห์การเมือง การที่ “สส.ลูกหิน” ภท. โพสต์โต้เดือด “ล้มเจ้า-อุ้มเทา-เห็นใจเขมร เนรคุณแผ่นดินเกิด” นั้น สะท้อนให้เห็นถึงความแตกแยกทางความคิดอย่างสุดโต่งในสังคมไทยปัจจุบัน เรื่องราวของการเมืองไม่ใช่แค่เรื่องของการบริหารประเทศ แต่ยังรวมถึงสงครามทัศนคติและการปกป้องความเชื่อที่แต่ละคนยึดถืออย่างเหนียวแน่น ประชาชนควรใช้วิจารณญาณในการรับสื่อและมองภาพรวมของการทำงานเพื่อประโยชน์ของชาติ มากกว่าการยึดติดกับการปะทะคารมเพียงอย่างเดียว ความเป็นเอกภาพอาจจะเกิดขึ้นได้ยากหากทุกฝ่ายยังคงใช้ถ้อยคำที่รุนแรงเข้าหากันเช่นนี้ครับ

ที่มา – “สส.ลูกหิน” ภท. โพสต์โต้เดือด “ล้มเจ้า-อุ้มเทา-เห็นใจเขมร เนรคุณแผ่นดินเกิด”

เปิดใจนักฟุตบอลที่ขอทวงคืนความถูกต้องในรอบ 46 ปี

เปิดใจนักฟุตบอลที่ขอทวงคืนความถูกต้องในรอบ 46 ปี

ในโลกของฟุตบอล เรามักได้ยินเรื่องราวความสำเร็จและถ้วยรางวัลมากมาย แต่มีเรื่องราวหนึ่งที่ถูกฝังกลบมานานกว่า 4 ทศวรรษ นั่นคือประวัติศาสตร์ของโรลี่ เกรกัวร์ อดีตนักเตะผิวดำคนแรกของสโมสรซันเดอร์แลนด์ ผู้ซึ่งใช้เวลาถึง 46 ปีในการก้าวออกมาเล่าถึงความเจ็บปวดจากการถูกเหยียดเชื้อชาติที่เขาต้องเผชิญในช่วงปลายยุค 70

เหตุผลที่นักฟุตบอลที่ขอทวงคืนความถูกต้องในรอบ 46 ปีเลือกที่จะพูด

หลายคนอาจจำภาพเขาในฐานะ “นักฟุตบอลที่ล้มเหลว” จากสถิติต่างๆ แต่ความจริงที่ซ่อนอยู่คือความโหดร้ายที่เด็กหนุ่มวัย 19 ปีในตอนนั้นต้องเผชิญ ตั้งแต่กลุ่มอันธพาลที่ไล่ล่าพี่ชายของเขา ไปจนถึงเพื่อนร่วมทีมที่เหยียดหยามศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เกรกัวร์เล่าว่า “บางครั้งผมก็หวังว่าตัวเองจะไม่เคยเล่นฟุตบอล เพราะความเจ็บปวดเหล่านั้นมันยังคงอยู่ในใจผมจนถึงวันนี้”

การเดินทางของนักฟุตบอลที่ขอทวงคืนความถูกต้องในรอบ 46 ปี

หลังจากออกจากสโมสรด้วยอาการบาดเจ็บและถูกทอดทิ้ง เกรกัวร์ต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก เขาเปลี่ยนชื่อและเก็บงำความลับนี้ไว้จนกระทั่งปัจจุบัน การที่เขากล้าออกมาเปิดเผยเรื่องราวนี้ไม่ใช่เพื่อเรียกร้องเงินทอง แต่เพื่อต้องการลบล้างภาพลักษณ์ที่ถูกตราหน้าว่าเป็น “ตัวตลก” ในสายตาแฟนบอลบางกลุ่ม ข้อมูลจาก Football’s Black Pioneers ยืนยันว่าเขาคือผู้บุกเบิกที่กรุยทางให้ผู้เล่นผิวดำคนอื่นๆ ในรุ่นหลัง

ปัจจุบัน โรลี่ เกรกัวร์ ในวัย 67 ปี ได้รับการต้อนรับกลับสู่สโมสรอีกครั้ง ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของซันเดอร์แลนด์ในการยอมรับประวัติศาสตร์อันเจ็บปวดนี้ แม้บทเรียนในอดีตจะเป็นแผลลึก แต่การที่เขาได้กลับมาเห็นภาพตัวเองบนผนังพิพิธภัณฑ์แฟนบอล และได้รับความเข้าใจจากคนรุ่นใหม่ คือเครื่องพิสูจน์แล้วว่าความจริงไม่มีวันตาย

เราหวังว่าเรื่องราวของเขาจะเป็นบทเรียนให้โลกฟุตบอลยุคปัจจุบันตระหนักถึงคุณค่าของความเท่าเทียม ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเพียงใด ความถูกต้องย่อมเป็นสิ่งที่ควรได้รับคืนเสมอ

ที่มา – ไม่พบหัวข้อ

ตำรวจเกาหลีใต้จับกุมยูทูบเบอร์ดัง ใช้ AI ปลอมหลักฐานใส่ร้าย คิม ซูฮยอน

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในวงการบันเทิงเกาหลีใต้ เมื่อล่าสุดเจ้าหน้าที่ตำรวจได้บุกเข้าจับกุมยูทูบเบอร์ชื่อดังเจ้าของช่อง Hover Lab หลังจากพบความผิดปกติในการนำเสนอข้อมูลเท็จ ซึ่งส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงของพระเอกแถวหน้าอย่างหนุ่ม คิม ซูฮยอน อย่างรุนแรง โดยคดีนี้กลายเป็นข่าวใหญ่ที่สะท้อนให้เห็นถึงภัยร้ายจากเทคโนโลยีที่ถูกนำมาใช้ในทางที่ผิด

ตำรวจเกาหลีใต้จับกุมยูทูบเบอร์ดัง ใช้ AI ปลอมหลักฐานใส่ร้าย คิม ซูฮยอน

เหตุการณ์สำคัญเริ่มขึ้นเมื่อยูทูบเบอร์รายนี้ได้ใช้เทคโนโลยี AI ขั้นสูงในการปลอมแปลงเสียงและภาพแชท เพื่อสร้างเรื่องราวเท็จว่า คิม ซูฮยอน มีความสัมพันธ์เชิงชู้สาวกับนักแสดงสาวผู้ล่วงลับ คิม แซรน ตั้งแต่เธอยังเป็นผู้เยาว์ การกระทำดังกล่าวไม่เพียงแต่เป็นการหมิ่นประมาท แต่ยังเป็นการตอกย้ำบาดแผลทางจิตใจให้กับผู้ที่เกี่ยวข้องและครอบครัวอย่างมหาศาล จนทำให้ ตำรวจเกาหลีใต้จับกุมยูทูบเบอร์ดัง ใช้ AI ปลอมหลักฐานใส่ร้าย คิม ซูฮยอน ได้สำเร็จในที่สุด

ผลกระทบทางจิตใจและเส้นทางอาชีพของ คิม ซูฮยอน

ตลอดระยะเวลาที่ถูกกล่าวหา ข่าวปลอมเหล่านี้ทำให้ชื่อเสียงของซูฮยอนสั่นคลอนอย่างหนัก เขาต้องเผชิญกับแรงกดดันจากสังคมจนกระทั่งต้องเข้ารับการบำบัดทางจิตใจ อย่างไรก็ตาม เมื่อกระบวนการทางกฎหมายทำงาน ความจริงทั้งหมดก็เผยออกมาว่าข้อสงสัยเหล่านั้นไม่มีมูลความจริงแม้แต่น้อย

  • ยูทูบเบอร์ใช้ AI สร้างเสียงปลอมเพื่อใส่ร้าย
  • ต้นสังกัดยืนยันความบริสุทธิ์ของ คิม ซูฮยอน ผ่านกระบวนการยุติธรรม
  • ผู้กระทำผิดเตรียมถูกดำเนินคดีขั้นเด็ดขาดในข้อหาหมิ่นประมาท

ความมุ่งมั่นของพระเอกหนุ่มที่ไม่ยอมแพ้ต่อข่าวลือที่ว่า ตำรวจเกาหลีใต้จับกุมยูทูบเบอร์ดัง ใช้ AI ปลอมหลักฐานใส่ร้าย คิม ซูฮยอน จนสำเร็จ ถือเป็นตัวอย่างที่ดีในการใช้กฎหมายจัดการกับสื่อโซเชียลมีเดียที่ไร้จริยธรรม

ในยุคที่เทคโนโลยี AI พัฒนาไปไกล เราทุกคนควรตระหนักถึงความถูกต้องของข้อมูลก่อนจะแชร์หรือเชื่อคำกล่าวอ้างใดๆ บนโลกออนไลน์ เพราะผลกระทบจาก ‘ข่าวปลอม’ สามารถทำลายชีวิตคนคนหนึ่งได้มากกว่าที่คุณคิด เชื่อว่ากรณีนี้จะเป็นบทเรียนสำคัญให้กับเหล่าคอนเทนต์ครีเอเตอร์และผู้ชมทั่วโลกให้หันมาให้ความสำคัญกับความจริงมากกว่าการปั่นกระแสครับ

ที่มา – ตำรวจเกาหลีใต้จับกุมยูทูบเบอร์ดัง ใช้ AI ปลอมหลักฐานใส่ร้าย “คิม ซูฮยอน”

เสรีพิศุทธ์ จ่อสอย อนุทิน-ไชยชนก ปมที่ดินเขากระโดง

เสรีพิศุทธ์ จ่อสอย อนุทิน-ไชยชนก ปมที่ดินเขากระโดง

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทยอีกครั้ง เมื่อ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ได้ออกมาแสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรง หลังจากที่ไม่ได้รับความร่วมมือจาก สส. ฝ่ายค้านในการลงชื่อเพื่อถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยเฉพาะในกรณีของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล และ นายไชยชนก ชิดชอบ ในประเด็นเรื่องมาตรฐานจริยธรรมจากการครอบครองพื้นที่เขากระโดง

หากพูดถึงเหตุการณ์นี้ เราต้องมองย้อนกลับไปถึงจุดเริ่มต้นที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ พยายามล่ารายชื่อ สส. เพื่อยื่นต่อประธานสภาฯ ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยความซื่อสัตย์สุจริต ซึ่งนอกจาก นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม เพียงคนเดียวแล้ว พรรคฝ่ายค้านอื่น ๆ กลับนิ่งเฉย ซึ่งนี่คือเหตุผลหลักที่ทำให้ เสรีพิศุทธ์ จ่อสอย อนุทิน-ไชยชนก ปมที่ดินเขากระโดง ผ่านช่องทางใหม่ที่รัดกุมกว่าเดิม

กางแผนเด็ดหลังฝ่ายค้านไม่เอาด้วย

เมื่อเส้นทางเดิมถูกปิดกั้น พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ จึงปรับกลยุทธ์ใหม่เพื่อเดินหน้าเอาผิดตามกฎหมาย ดังนี้:

  • เปลี่ยนแผนยื่นเรื่องต่อ กกต. เพื่อส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยโดยไม่ต้องอาศัยรายชื่อ สส.
  • ยื่นเรื่องต่อ ป.ป.ช. เพื่อเอาผิด นายอนุทิน และ นายไชยชนก ในฐานความผิดตาม ม.157
  • เรียกร้องให้ตรวจสอบปลัดกระทรวงมหาดไทยและอธิบดีกรมที่ดิน กรณีละเว้นการเพิกถอนที่ดิน 5,083 ไร่

ความพยายามของ เสรีพิศุทธ์ จ่อสอย อนุทิน-ไชยชนก ปมที่ดินเขากระโดง ครั้งนี้ถือเป็นเดิมพันครั้งใหญ่ เพราะเขามั่นใจในพยานหลักฐานที่มีอยู่ว่าที่ดินดังกล่าวเป็นกรรมสิทธิ์ของการรถไฟแห่งประเทศไทยจริง การที่หน่วยงานรัฐยังไม่ดำเนินการเพิกถอนสิทธิครอบครอง จึงเป็นช่องโหว่ที่เขามองว่าเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่อย่างชัดเจน

ในมุมมองส่วนตัวของผู้ติดตามข่าว การเคลื่อนไหวของ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ในครั้งนี้ถือเป็นบทพิสูจน์ความแข็งแกร่งของกระบวนการยุติธรรมและองค์กรอิสระไทย ว่าจะสามารถจัดการกับข้อครหาเรื่องจริยธรรมนักการเมืองได้อย่างโปร่งใสหรือไม่ แม้รายชื่อ สส. ฝ่ายค้านจะไม่เพียงพอ แต่การใช้กลไกของ กกต. และ ป.ป.ช. จะเป็นตัวบ่งชี้ว่าหลักฐานที่เขามีนั้นเพียงพอที่จะสั่นคลอนตำแหน่งของรัฐมนตรีทั้งสองได้หรือไม่ เราคงต้องจับตาดูกันต่อไปอย่างใกล้ชิดว่ามหากาพย์เขากระโดงนี้จะจบลงอย่างไร และใครจะเป็นผู้รับผิดชอบต่อความไม่ชัดเจนในเรื่องที่ดินสาธารณะรายนี้

ที่มา – “เสรีพิศุทธ์” ฉุน สส.ฝ่ายค้านไม่ลงชื่อสอย “อนุทิน-ไชยชนก” จ่อยื่น กกต. – ป.ป.ช. เอาผิดปมเขากระโดง

ดราม่าโรงแรมหรูอิตาลี นักท่องเที่ยวฟ้องโรงแรมไม่เสิร์ฟน้ำฟรี สุดท้ายศาลยกฟ้อง

เพื่อนๆ เคยเจอเหตุการณ์ที่น่าเหลือเชื่อจากการไปเที่ยวไหมครับ? ล่าสุดมีประเด็นใหญ่ที่น่าสนใจจากต่างประเทศ เกี่ยวกับ ดราม่าโรงแรมหรูอิตาลี นักท่องเที่ยวฟ้องโรงแรมไม่เสิร์ฟน้ำฟรี สุดท้ายศาลยกฟ้อง ซึ่งถือเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจมากสำหรับคนชอบท่องเที่ยวและผู้ประกอบการร้านอาหารครับ

จุดเริ่มต้นของ ดราม่าโรงแรมหรูอิตาลี นักท่องเที่ยวฟ้องโรงแรมไม่เสิร์ฟน้ำฟรี สุดท้ายศาลยกฟ้อง

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่โรงแรมซาสซองเฮอร์ (Hotel Sassongher) โรงแรมระดับ 5 ดาวในแคว้นโดโลไมต์ ประเทศอิตาลี เมื่อนักท่องเที่ยวสาวคนหนึ่งตัดสินใจฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายสูงถึง 100,000 บาท โดยอ้างว่าเธอถูกละเมิดสิทธิผู้บริโภคเพราะโรงแรมไม่ยอมเสิร์ฟน้ำประปาฟรีให้เธอ แต่กลับบังคับให้สั่งน้ำแร่แทน

มุมมองที่ขัดแย้งกันของนักท่องเที่ยวและโรงแรม

เธอให้เหตุผลว่า น้ำเป็นสิทธิมนุษยชนพื้นฐาน ไม่ต่างจากบริการอื่นๆ เช่น ผ้าปูเตียงหรือสบู่ในห้องพัก แต่ในมุมของโรงแรมเอง การทำธุรกิจมีต้นทุนและกฎหมายรองรับ ซึ่งในอิตาลีไม่มีข้อบังคับว่าร้านอาหารหรือโรงแรมต้องบริการน้ำประปาฟรี

  • นักท่องเที่ยว: มองว่าเป็นเรื่องของสิทธิผู้บริโภคที่ควรได้รับน้ำดื่มสะอาดฟรี
  • ทางโรงแรม: ยึดตามหลักการทำธุรกิจและกฎหมายอิตาลีที่ไม่บังคับให้ต้องเสิร์ฟน้ำประปา

ท้ายที่สุด ศาลฎีกาของอิตาลีได้ตัดสินให้โรงแรมชนะคดี โดยชี้ชัดว่า ดราม่าโรงแรมหรูอิตาลี นักท่องเที่ยวฟ้องโรงแรมไม่เสิร์ฟน้ำฟรี สุดท้ายศาลยกฟ้อง ครั้งนี้เป็นการยึดตามข้อกฎหมายที่ไม่มีการกำหนดเรื่องน้ำฟรีไว้อย่างชัดเจน ทำให้ทางโรงแรมมีสิทธิ์ตัดสินใจว่าจะให้หรือไม่ให้บริการส่วนนั้น

เรื่องนี้สอนให้เรารู้ว่า การท่องเที่ยวในแต่ละประเทศมีวัฒนธรรมและข้อบังคับที่ต่างกันครับ อย่างในอังกฤษหรือเวลส์อาจจะมีกฎหมายที่บังคับให้สถานบริการต้องเสิร์ฟน้ำฟรี แต่ที่อิตาลีเขาไม่ได้มีกติกานั้น การเตรียมตัวและศึกษาข้อมูลก่อนไปเที่ยวจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดและประหยัดงบในการเดินทางของเรานั่นเองครับ คุณมีความเห็นอย่างไรบ้างครับกับประเด็นนี้? ลองคอมเมนต์มาพูดคุยกันได้เลย!

ที่มา – ดราม่าโรงแรมหรูอิตาลี นักท่องเที่ยวฟ้องโรงแรมไม่เสิร์ฟน้ำฟรี สุดท้ายศาลยกฟ้อง

กทม. ซ้อมใหญ่ รับสมัครเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. – สก. จัดเต็ม

เชื่อว่าชาวกรุงเทพมหานครหลายคนคงกำลังตื่นตัวกับข่าวการเมืองท้องถิ่นกันอยู่ใช่ไหมครับ? ล่าสุดทางกรุงเทพมหานครได้จัดกิจกรรม กทม. ซ้อมใหญ่ รับสมัครเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. – สก. ขึ้นเพื่อเตรียมความพร้อมให้ทุกอย่างเป็นไปอย่างราบรื่นที่สุด โดยงานนี้มีการระดมเจ้าหน้าที่กว่า 1,500 คนมาคอยดูแล เพื่อให้มั่นใจได้ว่าการรับสมัครผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) และผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร จะมีความโปร่งใสและเป็นธรรมมากที่สุดครับ

กทม. ซ้อมใหญ่ รับสมัครเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. – สก. พร้อมรับมือทุกสถานการณ์

ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ ทางปลัด กทม. ได้ย้ำชัดเจนว่าเตรียมการทุกอย่างไว้พร้อมแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของระบบการลงทะเบียน การตรวจสอบเอกสาร ไปจนถึงมาตรการด้านความปลอดภัยและการจราจร จุดที่น่าสนใจคือการ กทม. ซ้อมใหญ่ รับสมัครเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. – สก. ในครั้งนี้ ได้มีการจำลองสถานการณ์จริงเพื่อให้เจ้าหน้าที่ทุกคนเข้าใจหน้าที่ของตนอย่างแม่นยำ ไม่ว่าจะเป็นการแบ่งจุดรับสมัครให้ชัดเจน เพื่อลดความแออัด และมีการซักซ้อมแผนรับมือสภาพอากาศ เช่น ฝนตกหนักหรือน้ำท่วม ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญมากในช่วงฤดูฝนแบบนี้ครับ

รายละเอียดการปฏิบัติงานรองรับการสมัคร

เพื่อให้การดำเนินการมีประสิทธิภาพที่สุด ทางกรุงเทพมหานครได้แบ่งการทำงานเป็นส่วนๆ ดังนี้ครับ:

  • ฝ่ายรับสมัครและตรวจสอบเอกสาร
  • ฝ่ายอำนวยความสะดวกให้ผู้สมัครและกองเชียร์
  • ฝ่ายรักษาความปลอดภัยและจัดการจราจร
  • ฝ่ายสื่อสารและแจ้งเตือนภัยด้านสภาพอากาศ

นอกจากนี้ ในส่วนของการเลือกตั้งปี 2569 ที่กำลังจะมาถึงนี้ เห็นได้ชัดว่า กทม. มีการยกระดับงบประมาณการจัดการเลือกตั้งเพิ่มขึ้นกว่า 86 ล้านบาท เพื่อให้ระบบทุกอย่างครอบคลุม ทั้งการเพิ่มจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และการดูแลหน่วยเลือกตั้งที่กระจายอยู่ทั่วกรุงเทพฯ การ กทม. ซ้อมใหญ่ รับสมัครเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. – สก. ครั้งนี้จึงเป็นเครื่องยืนยันได้ดีว่าทาง กกต. ให้ความสำคัญกับทุกขั้นตอนจริงๆ ครับ

ในส่วนของความพร้อมที่ศูนย์ประสานงานการเลือกตั้งได้เน้นย้ำ คือการที่ผู้สมัครทุกคนต้องอยู่ภายใต้กฎระเบียบที่เคร่งครัด ทั้งเรื่องระยะเวลาการติดตั้งป้ายหาเสียงหรือค่าใช้จ่ายในการหาเสียงที่ชัดเจน เพื่อให้สนามการเมืองครั้งนี้เป็นสนามที่เท่าเทียมและตรวจสอบได้สำหรับทุกคนที่สนใจจะเข้ามาพัฒนาเมืองหลวงของเรา

สรุปแล้ว การเตรียมตัวอย่างดีของ กทม. ส่งสัญญาณชัดเจนว่าเรากำลังจะมีเลือกตั้งที่โปร่งใสและสร้างสรรค์ สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับพวกเราในฐานะชาว กทม. คือการไปใช้สิทธิเลือกตั้งในวันจริง ให้ได้มากกว่าครั้งที่ผ่านมา เพื่อส่งเสียงบอกความต้องการของเราผ่านตัวแทนที่จะเข้ามาบริหารกรุงเทพฯ ต่อไปครับ เรามาช่วยกันเป็นส่วนหนึ่งของเมืองที่ดีขึ้นผ่านการเลือกตั้งครั้งนี้กันนะครับ!

ที่มา – กทม. ซ้อมใหญ่ รับสมัครเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. – สก. ใช้ จนท.เกือบ 1,500 คน รองรับการผู้สมัคร

นายกฯ อนุทิน นัดประชุม ก.ตร. 29 พ.ค.นี้ แต่งตั้ง “หมอทวีศิลป์” นั่งผู้ช่วย ผบ.ตร.

นายกฯ อนุทิน นัดประชุม ก.ตร. 29 พ.ค.นี้ แต่งตั้ง “หมอทวีศิลป์” นั่งผู้ช่วย ผบ.ตร.

มีความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญในแวดวงสีกากี เมื่อล่าสุดมีรายงานว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ได้นัดประชุม ก.ตร. ครั้งที่ 5/2569 ในวันศุกร์ที่ 29 พฤษภาคม 2569 นี้ เพื่อพิจารณาวาระสำคัญ โดยไฮไลท์ที่หลายฝ่ายจับตามองคือเรื่อง นายกฯ อนุทิน นัดประชุม ก.ตร. 29 พ.ค.นี้ แต่งตั้ง “หมอทวีศิลป์” นั่งผู้ช่วย ผบ.ตร. เพื่อเดินหน้าขับเคลื่อนงานในสำนักงานตำรวจแห่งชาติก่อนถึงวาระเกษียณอายุราชการในช่วงปลายปีนี้

รายละเอียดการประชุม ก.ตร. ครั้งที่ 5/2569

การประชุมที่จะเกิดขึ้น ณ ห้องประชุมศรียานนท์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในวันที่ 29 พฤษภาคมนี้ จะมีวาระการพิจารณาที่เข้มข้น โดยเฉพาะประเด็นเรื่อง นายกฯ อนุทิน นัดประชุม ก.ตร. 29 พ.ค.นี้ แต่งตั้ง “หมอทวีศิลป์” นั่งผู้ช่วย ผบ.ตร. ซึ่งถือเป็นการจัดทัพบุคลากรเพื่อรองรับงานสำคัญ นอกจากนี้ยังมีวาระการแต่งตั้งโยกย้ายที่น่าสนใจอีกหนึ่งตำแหน่ง คือการโยก พล.ต.ท.ไพบูลย์ เจียมอนุกูลกิจ รักษาราชการแทนนายแพทย์ใหญ่ (สบ. 8) ให้ไปดำรงตำแหน่ง นายแพทย์ใหญ่โรงพยาบาลตำรวจ (พตร.) แทน

นอกเหนือจากเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายแล้ว นายกฯ อนุทิน นัดประชุม ก.ตร. 29 พ.ค.นี้ แต่งตั้ง “หมอทวีศิลป์” นั่งผู้ช่วย ผบ.ตร. ในวาระการประชุมครั้งนี้ยังรวมถึงเรื่องอื่น ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อองค์กรตำรวจ ได้แก่:

  • การเลื่อนเงินเดือนประจำปี 2569 รอบครึ่งปีแรกสำหรับข้าราชการตำรวจระดับ ส.6
  • การพิจารณาแต่งตั้งโยกย้ายนอกวาระเพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่เป็นไปอย่างราบรื่น
  • การติดตามความคืบหน้าการดำเนินการตามมติ ก.ตร. ครั้งที่ผ่านมา
  • การทบทวนและแก้ไขปรับปรุงหลักสูตรการต่อต้านการก่อการร้าย
  • การนำเสนอร่างหลักสูตรตรวจพิสูจน์อาวุธปืนและยุทธภัณฑ์ให้ทันสมัยยิ่งขึ้น

เป็นที่น่าประทับใจว่าการประชุมในครั้งนี้มุ่งเน้นทั้งเรื่องของบุคคลากรและมาตรฐานการทำงานของตำรวจไทย การขยับตำแหน่งของทั้ง พล.ต.ท.ทวีศิลป์ และ พล.ต.ท.ไพบูลย์ ในช่วงก่อนเกษียณอายุราชการในเดือนกันยายน 2569 สะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจในการนำความรู้ความสามารถมาช่วยพัฒนาองค์กรตำรวจในช่วงโค้งสุดท้ายของการรับราชการ ถือเป็นเรื่องที่น่าจับตามองอย่างยิ่งว่าหลังจากนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะมีทิศทางการดำเนินงานอย่างไรต่อไป

ที่มา – นายกฯ อนุทิน นัดประชุม ก.ตร. 29 พ.ค.นี้ แต่งตั้ง “หมอทวีศิลป์” นั่งผู้ช่วย ผบ.ตร.