วัน: 30 พฤษภาคม 2026

“อ.เชน” ควงครอบครัวแต่งผ้าไหมไทย ลุยเปิดงาน “บุญบั้งไฟแพรวา” กาฬสินธุ์

“อ.เชน” ควงครอบครัวแต่งผ้าไหมไทย ลุยเปิดงาน “บุญบั้งไฟแพรวา” กาฬสินธุ์

กลายเป็นภาพที่สร้างรอยยิ้มให้กับชาวบ้านได้ไม่น้อยเลยครับ เมื่อ “อ.เชน” หรือคุณยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ได้ใช้เวลาในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ พาครอบครัวเดินทางไปร่วมงานประเพณี “บุญบั้งไฟบ้านโพน (บุญบั้งไฟแพรวา) ประจำปี 2569” ณ จังหวัดกาฬสินธุ์ งานนี้บอกเลยว่าเป็นกันเองสุดๆ เพราะท่านรองนายกฯ พร้อมครอบครัวได้สวมชุดผ้าไหมแพรวาที่งดงามมาร่วมงาน ซึ่งถือเป็นการสนับสนุนผ้าไทยท้องถิ่นให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น

เปิดมุมมองพัฒนาเศรษฐกิจผ่านงานบุญบั้งไฟแพรวา

นอกจากจะได้เห็นบรรยากาศความสนุกสนานแล้ว “อ.เชน” ควงครอบครัวแต่งผ้าไหมไทย ลุยเปิดงาน “บุญบั้งไฟแพรวา” กาฬสินธุ์ ยังแสดงวิสัยทัศน์ที่น่าสนใจว่า ประเพณีบุญบั้งไฟไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องความเชื่อหรือศรัทธาของเกษตรกรเท่านั้น แต่ยังเป็น “เครื่องจักรทางเศรษฐกิจ” ที่สำคัญในการดึงดูดนักท่องเที่ยว ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ให้เข้ามาจับจ่ายใช้สอยในชุมชน ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้ให้กับพี่น้องในท้องถิ่นได้อย่างมหาศาล โดยรัฐบาลพร้อมที่จะจับมือกับกระทรวงวัฒนธรรมเพื่อผลักดันผ้าไหมแพรวาให้โด่งดังไปไกลในระดับโลกอีกด้วย

บรรยากาศภายในงานเป็นไปอย่างคึกคัก โดยหลังจากลั่นฆ้องเปิดงาน “อ.เชน” ควงครอบครัวแต่งผ้าไหมไทย ลุยเปิดงาน “บุญบั้งไฟแพรวา” กาฬสินธุ์ ยังจัดเต็มด้วยการลงไปร่วมฟ้อนรำกับชาวผู้ไทยบ้านโพน สร้างความประทับใจให้กับผู้ที่มาร่วมงานเป็นอย่างยิ่ง

ทัวร์พิพิธภัณฑ์สิรินธร อัปเกรดความรู้สายวิทย์

หลังจากเสร็จภารกิจงานบุญ อ.เชน ยังเปลี่ยนโหมดคุณพ่อพาลูกๆ ไปตะลุย “พิพิธภัณฑ์สิรินธร” จังหวัดกาฬสินธุ์ เพื่อสัมผัสซากดึกดำบรรพ์และเรียนรู้เรื่องราวของไดโนเสาร์ยักษ์ โดยมีดร.ศิตะ มานิตกุล นักบรรพชีวินวิทยาชื่อดังมาให้ความรู้แบบเอ็กซ์คลูซีฟ ทั้งเรื่องการค้นพบ “นาคาไททัน ชัยภูมิเอ็นซิส” ซึ่งเป็นไดโนเสาร์คอยาวที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นับเป็นกิจกรรมครอบครัวที่ส่งเสริมด้านการศึกษาได้ดีเยี่ยมจริงๆ ครับ

  • ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในไทย
  • ผลักดันสินค้าท้องถิ่นสู่ระดับสากล
  • ใช้กิจกรรมเชิงครอบครัวสร้างแรงบันดาลใจ

ถือเป็นทริปวันหยุดที่ครบเครื่องทั้งเรื่องงานและการสร้างสายสัมพันธ์ในครอบครัวผ่านการเรียนรู้จริงๆ ครับ ใครที่มีโอกาสได้ไปเที่ยวกาฬสินธุ์ ลองแวะไปสัมผัสเสน่ห์ของผ้าไหมแพรวาและชมพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์กันดูนะครับ รับรองว่าคุณจะได้ทั้งความสุขและความรู้อย่างแน่นอน

ที่มา – “อ.เชน” ควงครอบครัวแต่งผ้าไหมไทย ลุยเปิดงาน “บุญบั้งไฟแพรวา” กาฬสินธุ์

ตำรวจบูดาเปสต์สอบเหตุแฟนบอลปะทะก่อนนัดชิงแชมเปี้ยนส์ลีก

ตำรวจบูดาเปสต์สอบเหตุแฟนบอลปะทะก่อนนัดชิงแชมเปี้ยนส์ลีก

บรรยากาศก่อนการแข่งขันนัดชิงชนะเลิศยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีกระหว่าง อาร์เซนอล และ ปารีส แซงต์ แชร์กแมง ที่เมืองบูดาเปสต์เริ่มมีความตึงเครียดสูงขึ้น เมื่อล่าสุดตำรวจบูดาเปสต์สอบเหตุแฟนบอลปะทะกันในช่วงเช้ามืดวันเสาร์ที่ผ่านมา โดยมีภาพเหตุการณ์เผยแพร่บนโลกโซเชียลมีเดียที่แสดงให้เห็นแฟนบอลของทั้งสองสโมสรรวมกลุ่มกันกว่า 60 คน ก่อเหตุทะเลาะวิวาทและมีการจุดพลุแฟลร์ใจกลางเมือง

เหตุการณ์เกิดขึ้นบริเวณถนน Kiraly ในเขตที่ 7 ของกรุงบูดาเปสต์ ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องเร่งตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดเพื่อระบุตัวผู้กระทำความผิด การกระทำดังกล่าวนับเป็นความผิดอาญาฐานใช้ความรุนแรงเป็นกลุ่มคณะ ทำให้ขณะนี้เจ้าหน้าที่ได้ตั้งคดีเพื่อดำเนินคดีกับผู้ก่อเหตุที่ยังไม่ทราบชื่อแล้ว

สถานการณ์ ตำรวจบูดาเปสต์สอบเหตุแฟนบอลปะทะ

ทางการฮังการีได้เตรียมความพร้อมอย่างเต็มกำลังสำหรับการแข่งขันครั้งนี้ โดยมีการระดมเจ้าหน้าที่ตำรวจถึง 4,000 นายลงพื้นที่กระจายตัวทั่วเมืองหลวง ซึ่งถือว่าเป็นการวางกำลังตำรวจครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของฮังการี เนื่องจากคาดการณ์ว่าจะมีแฟนบอลนับหมื่นคนที่ไม่มีตั๋วเดินทางเข้ามาในพื้นที่จัดงาน ทำให้ความเสี่ยงด้านความปลอดภัยนั้นสูงมาก

มาตรการรักษาความปลอดภัยขั้นสูงสุด

นอกเหนือจากเหตุการณ์กลุ่มปะทะแล้ว ทางตำรวจยังได้จับกุมแฟนบอลชาวโปรตุเกส 2 ราย และชาวอังกฤษอีก 1 รายหลังจากก่อเหตุทะเลาะวิวาทในพื้นที่งานเทศกาลแฟนบอล (Fan Festival) รวมถึงกรณีชายชาวอังกฤษอีกคนที่ถูกจับกุมฐานปีนขึ้นไปบนหลังคารถยนต์ที่จอดอยู่จนได้รับความเสียหาย การแข่งขันครั้งนี้ถูกจัดอยู่ในกลุ่ม “เหตุการณ์ความเสี่ยงสูง” ซึ่งมีการวางแผนรักษาความปลอดภัยล่วงหน้ามานานกว่าหนึ่งปีเต็ม

แม้จะมีความวุ่นวายเกิดขึ้น แต่ฝ่ายจัดการแข่งขันยังคงมุ่งมั่นที่จะให้ศึกฟุตบอลถ้วยที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของยุโรปดำเนินไปอย่างราบรื่น อย่างไรก็ตาม การที่ตำรวจบูดาเปสต์สอบเหตุแฟนบอลปะทะในครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณเตือนให้แฟนบอลทุกคนควรอยู่ในความสงบและปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบทางกฎหมายและไม่ให้ทำลายบรรยากาศของกีฬาฟุตบอล

เราหวังว่าในเกมการแข่งขันจริง ทุกฝ่ายจะร่วมมือกันเชียร์ทีมรักด้วยความสร้างสรรค์และมีน้ำใจนักกีฬา เพื่อให้ค่ำคืนแห่งประวัติศาสตร์นี้จดจำไว้ด้วยความสุขและความทรงจำที่ดี ไม่ใช่จากภาพความรุนแรงที่เราได้เห็นจากข่าวคราวในช่วงที่ผ่านมา

ที่มา – ไม่พบหัวข้อ

พินิจนำคณะร่วมประชุม “ฟอรัมทะเลสาบเอ๋อร์ไห่”

เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินชื่อเมืองต้าหลี่ มณฑลยูนนานกันมาบ้างแล้วนะครับ แต่วันนี้ผมจะพาทุกคนไปเจาะลึกถึงภารกิจสำคัญที่คุณพินิจ จารุสมบัติ ในฐานะประธานสภาวัฒนธรรมไทย-จีนและส่งเสริมความสัมพันธ์ ได้นำคณะเดินทางไปร่วมงานสำคัญระดับโลกอย่าง “พินิจ” นำคณะร่วมประชุม “ฟอรัมทะเลสาบเอ๋อร์ไห่” เสริมสร้างอารยธรรมเชิงนิเวศระดับโลก ซึ่งจัดขึ้น ณ ประเทศจีนเมื่อเร็วๆ นี้ครับ

“พินิจ” นำคณะร่วมประชุม “ฟอรัมทะเลสาบเอ๋อร์ไห่” เสริมสร้างอารยธรรมเชิงนิเวศระดับโลก

การประชุมในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยมีหัวข้อหลักคือ “รวมพลัง สู่สิ่งใหม่ สร้างจีนที่งดงาม” ซึ่งทางจีนต้องการโชว์ศักยภาพให้เห็นว่า การพัฒนาเศรษฐกิจให้เติบโตควบคู่ไปกับการอนุรักษ์ธรรมชาติอย่างยั่งยืนนั้นทำได้จริง และเมื่อคุณ “พินิจ” นำคณะร่วมประชุม “ฟอรัมทะเลสาบเอ๋อร์ไห่” เสริมสร้างอารยธรรมเชิงนิเวศระดับโลก สิ่งที่เห็นได้ชัดคือแบบอย่างที่ต้าหลี่เลือกใช้ เพื่อสร้างสมดุลระหว่างวิถีชีวิตคนกับธรรมชาติอย่างกลมกลืน

ถอดบทเรียนจากต้าหลี่สู่แรงบันดาลใจไทย-จีน

คุณพินิจได้แชร์ความประทับใจไว้อย่างน่าสนใจว่า ต้าหลี่เปรียบเสมือน “ภาพวาดพันปีที่ไม่ต้องใช้หมึก” ด้วยความงดงามของเทือกเขาชางซานและทะเลสาบเอ๋อร์ไห่ การที่คนในท้องถิ่นสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้โดยไม่ทำลายทรัพยากร แต่กลับใช้ธรรมชาติเป็นฐานรากในการสร้างอาชีพ เช่น ร้านคาเฟ่ หรือที่พักโฮมสเตย์ ถือเป็นต้นแบบที่ทรงคุณค่าครับ

  • เรียนรู้จากความสำเร็จของจีนในการฟื้นฟูระบบนิเวศ
  • สร้างความเชื่อมโยงผ่านมิติวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว
  • กระชับมิตรภาพไทย-จีนให้แน่นแฟ้นด้วยความร่วมมือที่จับต้องได้

นอกจากนี้ ยังมีการพูดถึงความสำเร็จของเพจ “This is Dali” ที่ช่วยให้คนไทยเข้าถึงเสน่ห์ของต้าหลี่มากขึ้น ผ่านการสื่อสารเชิงสร้างสรรค์ที่ทำให้เห็นว่า จีนในยุคสมัยใหม่นั้นเป็นมิตรและพร้อมเดินหน้าเคียงข้างไปกับนานาประเทศ การที่คุณพินิจนำคณะลงพื้นที่ครั้งนี้ ไม่ใช่แค่การประชุมเชิงวิชาการ แต่เป็นการสร้างสะพานแห่งโอกาสที่จะนำประสบการณ์ดีๆ มาปรับใช้กับประเทศไทยอีกด้วยครับ

ท้ายที่สุดแล้ว ความสำเร็จของฟอรัมนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้น การที่เราได้เห็นตัวอย่างความสำเร็จจากเพื่อนบ้านที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม คือแรงผลักดันชั้นดีที่ทำให้เราตระหนักได้ว่า “ภูเขาเขียวและสายน้ำใส” คือต้นทุนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของมนุษยชาติจริงๆ หากเราทุกคนร่วมมือกันดูแลธรรมชาติ ก็จะช่วยสร้างอนาคตที่สดใสและยั่งยืนให้กับคนรุ่นหลังได้แน่นอนครับ

ที่มา – “พินิจ” นำคณะร่วมประชุม “ฟอรัมทะเลสาบเอ๋อร์ไห่” เสริมสร้างอารยธรรมเชิงนิเวศระดับโลก

เซฟเก็บไว้เลย! คู่มือสแกนจ่าย ไทยช่วยไทยพลัส

เชื่อว่าหลายคนคงกำลังตื่นเต้นกับโครงการใหม่ล่าสุดอย่าง เซฟเก็บไว้เลย! คู่มือสแกนจ่าย ไทยช่วยไทยพลัส ที่รัฐบาลตั้งใจออกมาเพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพให้กับพี่น้องประชาชนในช่วงที่วิกฤตพลังงานยังคงส่งผลกระทบต่อค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน โดยโครงการนี้มาในรูปแบบการจ่ายเงินแบบร่วมจ่ายหรือ Co-Payment (60/40) ซึ่งวันนี้เราจะมาสรุปขั้นตอนการใช้แอปฯ เป๋าตังให้ทุกคนได้ทำตามกันง่ายๆ ครับ

วิธีการใช้สิทธิโครงการ เซฟเก็บไว้เลย! คู่มือสแกนจ่าย ไทยช่วยไทยพลัส เพื่อการจับจ่ายที่คุ้มค่า

สำหรับใครที่ลงทะเบียนสำเร็จแล้ว อย่าลืมเข้าไปเช็กสถานะในแอปพลิเคชันเป๋าตังให้เรียบร้อยนะครับ โดยโครงการนี้จะเริ่มต้นใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป ซึ่งขั้นตอนการสแกนจ่ายนั้นไม่ยากเลย แต่ถ้าใครกลัวลืม เซฟเก็บไว้เลย! คู่มือสแกนจ่าย ไทยช่วยไทยพลัส นี้ไว้ในมือถือได้เลยครับ เพราะขั้นตอนมีความคล้ายคลึงกับการใช้สิทธิโครงการรัฐอื่นๆ ที่เราคุ้นเคยกันดี

ขั้นตอนการสแกนจ่ายผ่านแอปฯ เป๋าตัง

ก่อนจะออกไปใช้สิทธิ อย่าลืมตรวจสอบยอดเงินใน G Wallet ให้เพียงพอก่อนนะครับ โดยมีขั้นตอนดังนี้:

  • เปิดแอปพลิเคชันเป๋าตัง และกดเลือกแบนเนอร์โครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” (60/40)
  • กดปุ่ม "สแกน QR เพื่อใช้สิทธิ" เพื่อเปิดกล้อง
  • สแกนคิวอาร์โค้ดร้านค้าที่ร่วมโครงการ (ร้านค้าถุงเงิน)
  • ระบบจะคำนวณยอดเงินที่ต้องจ่ายจริง (40% ของยอดซื้อ) ให้ตรวจสอบความถูกต้องอีกครั้งก่อนกดยืนยัน
  • ใส่รหัส PIN 6 หลักของแอปฯ เป๋าตังเพื่อยืนยันการทำรายการ
  • เมื่อทำรายการสำเร็จ ระบบจะแสดงสลิป ให้บันทึกสลิปเก็บไว้เป็นหลักฐานทุกครั้ง

โครงการนี้ให้วงเงินรวมสูงสุดถึง 4,000 บาทต่อคน ตลอดระยะเวลา 4 เดือน ตั้งแต่เดือนมิถุนายนถึงกันยายน 2569 โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือสามารถใช้ได้วันละไม่เกิน 200 บาท และมีสิทธิรายเดือนอยู่ที่ 1,000 บาท ซึ่งหากเดือนไหนใช้สิทธิไม่ครบ ยอดจะถูกตัดไป ไม่สามารถสะสมไปใช้ในเดือนถัดไปได้ ดังนั้นวางแผนการใช้จ่ายกันให้ดีนะครับ

การสแกนจ่ายผ่านแอปฯ เป๋าตัง นอกจากจะช่วยประหยัดเงินในกระเป๋าแล้ว ยังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากให้ร้านค้าเล็กๆ ได้มีรายได้เพิ่มมากขึ้นอีกด้วย หากใครพบปัญหาในการสแกน หรือยอดเงินใน G Wallet ไม่เพียงพอ สามารถเติมเงินผ่านเมนูธนาคารได้ทันที ถือว่าเป็นระบบที่มีความสะดวกสบายและปลอดภัยมากครับ

สุดท้ายนี้ อย่าลืมตรวจสอบรายชื่อร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการผ่านแอปฯ เป๋าตังก่อนออกไปซื้อของ เพื่อให้การใช้จ่ายของคุณลื่นไหลและได้รับส่วนลดอย่างเต็มที่ตามสิทธิที่ได้รับ หวังว่าคู่มือนี้จะเป็นประโยชน์และช่วยให้ทุกคนใช้สิทธิได้อย่างมีความสุขนะครับ

ที่มา – เซฟเก็บไว้เลย! คู่มือสแกนจ่าย “ไทยช่วยไทยพลัส” ทำตามนี้ จ่ายง่าย ไม่สะดุด

วิโรจน์ ยื่นสอบไลน์หลุด ช่วยน้ำเงินด้วย สัปดาห์หน้า

วิโรจน์ ยื่นสอบไลน์หลุด ช่วยน้ำเงินด้วย สัปดาห์หน้า

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมจับตามองอย่างใกล้ชิด สำหรับกรณีที่มีการแฉไลน์หลุดในเหตุการณ์ วิโรจน์ ยื่นสอบไลน์หลุด ช่วยน้ำเงินด้วย สัปดาห์หน้า ซึ่งสร้างคำถามตัวโตๆ เกี่ยวกับจริยธรรมของข้าราชการระดับสูง โดยนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร จากพรรคประชาชนได้ออกมาเปิดเผยความคืบหน้าว่าจะเดินหน้ายื่นเรื่องต่อ ป.ป.ช. และ กกต. เพื่อให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงทั้งหมดในสัปดาห์ที่จะถึงนี้

เบื้องลึกความสงสัยในคำชี้แจง วิโรจน์ ยื่นสอบไลน์หลุด ช่วยน้ำเงินด้วย สัปดาห์หน้า

นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง ได้ออกมาปฏิเสธถึงกระแสข่าวดังกล่าว แต่ทางด้านนายวิโรจน์มองว่าคำชี้แจงนั้นเป็นเรื่องที่ฟังขึ้นยาก เพราะในเชิงเทคนิคของแอปพลิเคชัน LINE หากมีการใช้บัญชีร่วมกันหรือถูกแอบอ้าง การตรวจสอบเบอร์โทรศัพท์ที่ผูกกับบัญชีสามารถพิสูจน์ความจริงได้ไม่ยาก นายวิโรจน์จึงเรียกร้องให้นำผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีมาแสดงหลักฐานให้กระจ่างแก่สังคมแทนการขู่ฟ้องร้องประชาชนที่ออกมาตีแผ่ความจริง

  • ตรวจสอบความผิดตามกฎหมายเลือกตั้งและจริยธรรมข้าราชการ
  • พิสูจน์ความเชื่อมโยงของไลน์หลุด “ช่วยน้ำเงินด้วย”
  • จี้ถามถึงอำนาจเหนือกว่านายกฯ หรือ “ปราสาทสายฟ้า” ที่มีการกล่าวถึง

ประเด็นที่น่าสนใจที่สุดในการเคลื่อนไหวของ วิโรจน์ ยื่นสอบไลน์หลุด ช่วยน้ำเงินด้วย สัปดาห์หน้า คือการตั้งคำถามถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ว่ามีกลุ่มอิทธิพลหรืออำนาจมืดใดที่อยู่เหนือการควบคุมหรือไม่ หรือมีข้าราชการบางกลุ่มที่ไม่ได้เกรงใจฝ่ายบริหาร แต่กลับได้รับความคุ้มครองจาก “ปราสาทสายฟ้า” ซึ่งเป็นคำเปรียบเปรยที่สะท้อนถึงการใช้อำนาจที่ไม่ปกติในแวดวงการเมืองไทย

บทสรุปของเรื่องนี้ยังคงต้องติดตามกันต่อไปว่า เมื่อหลักฐานไปถึงมือองค์กรอิสระแล้ว ความจริงจะปรากฏอย่างไร หากการแทรกแซงอำนาจโดยกลุ่มอิทธิพลมีอยู่จริงตามที่ตั้งข้อสังเกตไว้ สังคมไทยคงต้องทวงถามถึงความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายและการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอีกครั้ง ว่าข้าราชการกินเงินเดือนจากภาษีประชาชนควรจะทำงานเพื่อใครกันแน่ ระหว่างความถูกต้องหรืออำนาจมืด

ที่มา – “วิโรจน์” ยื่นสอบไลน์หลุด “ช่วยน้ำเงินด้วย” สัปดาห์หน้า ถามมีอำนาจคุ้มกะลาจริงหรือไม่

ประธานสภาฯ จ่อบรรจุแก้รัฐธรรมนูญ 7-8 ก.ค.นี้

ประธานสภาฯ จ่อบรรจุแก้รัฐธรรมนูญ 7-8 ก.ค.นี้

วงการการเมืองไทยกลับมาคึกคักอีกครั้ง เมื่อล่าสุดมีความเคลื่อนไหวสำคัญเกี่ยวกับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าว่า ทางสภาฯ ได้เตรียมบรรจุวาระการแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้าสู่การพิจารณาในที่ประชุมร่วมรัฐสภาช่วงวันที่ 7-8 กรกฎาคมที่จะถึงนี้ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่ประชาชนต่างเฝ้ารอคอย เพื่อให้เห็นทิศทางว่ากฎหมายสูงสุดของประเทศจะมีการปรับเปลี่ยนไปอย่างไรในอนาคต

ทางด้านประธานสภาฯ ได้เน้นย้ำว่า แม้ **ประธานสภาฯ จ่อบรรจุแก้รัฐธรรมนูญ 7-8 ก.ค.นี้** จะเป็นข่าวดี แต่กระบวนการหลังจากวาระที่ 1 ก็ถือว่ามีความสำคัญไม่แพ้กัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำงานของคณะกรรมาธิการ หากทุกฝ่ายให้ความร่วมมือและไม่เกิดความล่าช้าในขั้นตอนการพิจารณา โอกาสที่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะเกิดขึ้นจริงก็มีความเป็นไปได้สูง ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับการพูดคุยและเจตจำนงของทุกพรรคการเมืองที่ต้องการขับเคลื่อนร่างกฎหมายเพื่อประโยชน์ของประชาชนคนไทยทุกคน

มุมมองต่อ “ระบอบสีน้ำเงิน” กับการเมืองไทย

สำหรับประเด็นร้อนแรงที่มีการพูดถึงในแวดวงการเมืองอย่างคำว่า “ระบอบสีน้ำเงิน” นั้น ทางนายโสภณได้แสดงความคิดเห็นอย่างน่าสนใจว่า ตนมองว่าเรื่องเหล่านี้ไม่ใช่ประเด็นที่เป็นอุปสรรคต่อการทำงานของสภาฯ แม้ว่าอาจมีการกระทบกระทั่งกันบ้างตามวิถีแห่งระบอบประชาธิปไตย แต่ในท้ายที่สุดแล้วทุกคนควรต้องเคารพเสียงประชามติของประชาชนที่อยากเห็นบ้านเมืองก้าวไปข้างหน้า ประธานสภาฯ ย้ำชัดว่า “สีอะไรก็ไม่เป็นอุปสรรคหรอกถ้าไม่ยึดติด” เพราะการก้าวข้ามความขัดแย้งเดิมๆ คือหนทางที่ดีที่สุดในการสร้างประโยชน์ให้แก่คนในชาติ

หากเรามองสถานการณ์ในมุมของความร่วมมือ สิ่งที่ต้องจับตามองต่อไปมีดังนี้:

  • การพิจารณารับหลักการในวาระที่ 1 ของรัฐสภาในเดือนกรกฎาคมนี้
  • บทบาทของคณะกรรมาธิการที่จะต้องทำงานเชิงรุกเพื่อให้กระบวนการต่างๆ เป็นไปตามกรอบเวลา
  • การจัดสรรพื้นที่ในการรับฟังความเห็นจากภาคประชาชนที่หลากหลาย

ในฐานะผู้ติดตามข่าวสาร เราคงต้องช่วยกันเป็นกำลังใจให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับประเด็น **ประธานสภาฯ จ่อบรรจุแก้รัฐธรรมนูญ 7-8 ก.ค.นี้** ให้สามารถหาจุดร่วมที่ดีที่สุดได้ การเมืองไทยต้องการความปรองดองมากกว่าความขัดแย้ง หากนักการเมืองทุกฝ่ายร่วมใจกันผลักดันให้กฎหมายรัฐธรรมนูญตอบโจทย์อนาคตของประเทศได้สำเร็จ เชื่อว่านี่จะเป็นชัยชนะของประชาชนอย่างแท้จริง การก้าวข้ามผ่านเรื่องสีสันทางการเมืองนั้นไม่ใช่เรื่องยาก หากทุกคนมองที่เป้าหมายสูงสุดคือประโยชน์ของส่วนรวมเป็นตัวตั้ง

ที่มา – ประธานสภาฯ จ่อบรรจุแก้รัฐธรรมนูญ 7-8 ก.ค.นี้ มองวาทะ “ระบอบสีน้ำเงิน” ไม่เป็นอุปสรรค

เสียงเฮลั่น กู้ภัยช่วยชาวลาวติดถ้ำออกมาได้แล้ว 5 คน เร่งค้นหาผู้สูญหายอีก 2 ราย

เสียงเฮลั่น กู้ภัยช่วยชาวลาวติดถ้ำออกมาได้แล้ว 5 คน เร่งค้นหาผู้สูญหายอีก 2 ราย

กลายเป็นข่าวดีที่สร้างรอยยิ้มให้กับทุกคนในขณะนี้ เมื่อมีรายงานภารกิจช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่ติดค้างอยู่ภายในถ้ำแห่งหนึ่งในแขวงไชสมบูรณ์ สปป.ลาว โดยล่าสุดเจ้าหน้าที่สามารถทำภารกิจ เสียงเฮลั่น กู้ภัยช่วยชาวลาวติดถ้ำออกมาได้แล้ว 5 คน เร่งค้นหาผู้สูญหายอีก 2 ราย ได้สำเร็จ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของปฏิบัติการครั้งนี้ หลังจากที่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันตั้งแต่วันที่ 19 พ.ค. ที่ผ่านมา ทำให้ผู้ประสบภัยชาวลาวรวม 7 คนต้องติดค้างอยู่ในถ้ำนับสัปดาห์

สรุปสถานการณ์และภารกิจช่วยเหลือชาวลาวติดถ้ำ

หลังจากความพยายามอย่างไม่ลดละของทีมกู้ภัย ทั้งจากฝั่งลาวและทีมกู้ภัยไทยที่เข้าไปสนับสนุน ทำให้เมื่อวันที่ 27 พ.ค. ที่ผ่านมา เราเริ่มได้รับข่าวดีจากการค้นพบผู้ที่ติดค้างอยู่ และในวันที่ 29 พ.ค. ก็สามารถช่วยออกมาได้รายแรก ท่ามกลางความตื่นเต้นและดีใจของครอบครัว ล่าสุดเมื่อวันที่ 30 พ.ค. ที่ผ่านมา เพจเฟซบุ๊ก ปอนด์ จักรกฤษณ์ แต่งตั้ง ได้ยืนยันว่าทีมงานสามารถช่วยเหลือผู้ประสบภัยออกมาได้เพิ่มอีก 4 คน รวมเป็น 5 คนแล้ว ซึ่งถือว่าภารกิจ เสียงเฮลึง กู้ภัยช่วยชาวลาวติดถ้ำออกมาได้แล้ว 5 คน เร่งค้นหาผู้สูญหายอีก 2 ราย ดำเนินไปอย่างเข้มข้น

  • ผู้ประสบภัยรวมทั้งหมด 7 ราย
  • ช่วยเหลือออกมาได้สำเร็จแล้ว 5 ราย
  • ยังคงเร่งค้นหาและช่วยเหลือผู้สูญหายอีก 2 รายที่เหลือ

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าผู้ที่ได้รับการช่วยเหลือจะมีอาการอ่อนเพลียอย่างเห็นได้ชัดจากการติดอยู่ในถ้ำเป็นเวลานาน แต่ทุกคนก็อยู่ในความดูแลของทีมแพทย์อย่างใกล้ชิด ทางด้านทีมกู้ภัยยังคงยืนยันว่าจะไม่หยุดพักและจะเดินหน้าปฏิบัติการ เสียงเฮลั่น กู้ภัยช่วยชาวลาวติดถ้ำออกมาได้แล้ว 5 คน เร่งค้นหาผู้สูญหายอีก 2 ราย ต่อไปจนกว่าจะพบผู้สูญหายอีก 2 คนที่เหลือ เพื่อให้ครอบครัวได้กลับมาอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันอีกครั้ง

เราขอเป็นกำลังใจให้กับทีมกู้ภัยทุกท่านที่ทำงานอย่างเสียสละ และขอให้ผู้สูญหายที่เหลืออีก 2 รายปลอดภัยและได้กลับออกมาโดยเร็วที่สุด เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความร่วมมือของเพื่อนบ้านที่ไม่ทอดทิ้งกันในยามวิกฤต ซึ่งเป็นภาพสะท้อนของความมีน้ำใจที่น่าชื่นชมเป็นอย่างยิ่ง

ที่มา – เสียงเฮลั่น กู้ภัยช่วยชาวลาวติดถ้ำออกมาได้แล้ว 5 คน เร่งค้นหาผู้สูญหายอีก 2 ราย

ไรเดอร์ โดดต่อย ผอ.ป.ป.ช. ขอโทษยอมรับผิดคุมอารมณ์ได้แล้ว

ไรเดอร์ โดดต่อย ผอ.ป.ป.ช. ขอโทษยอมรับผิด หากเจอกันครั้งหน้า ระงับอารมณ์ได้แน่นอน

กลายเป็นประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจในโลกโซเชียล เมื่อกรณี ไรเดอร์ โดดต่อย “ผอ.ป.ป.ช.” ขอโทษยอมรับผิด หากเจอกันครั้งหน้า ระงับอารมณ์ได้แน่นอน หลังจากเกิดอุบัติเหตุสะเทือนใจที่ นายจรงค์ เหมาะเกราะ ผอ.สำนักสืบสวนและกิจการพิเศษ ป.ป.ช. ขับรถกระบะพุ่งชนไรเดอร์หนุ่มจนเสียชีวิต โดยมีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดสูงเกินกำหนด เหตุการณ์การทำร้ายร่างกายที่บริเวณวัดทุ่งครุนี้ กลายเป็นบทเรียนราคาแพงสะท้อนถึงการคุมอารมณ์ในสถานการณ์วิกฤต

เปิดใจหนุ่มไรเดอร์ที่ก่อเหตุ

หลังจากที่นายธนัท ไรเดอร์ผู้ก่อเหตุ ได้เข้าพบเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ สน.ทุ่งครุ เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ เจ้าตัวได้ออกมาเปิดเผยความรู้สึกผ่านทนายความส่วนตัวว่า เหตุการณ์ที่ ไรเดอร์ โดดต่อย “ผอ.ป.ป.ช.” ขอโทษยอมรับผิด หากเจอกันครั้งหน้า ระงับอารมณ์ได้แน่นอน นั้น เกิดจากความรู้สึกคับแค้นใจส่วนตัว เพราะผู้เสียชีวิตถือเป็นเพื่อนร่วมอาชีพที่มีน้ำใจต่อกันมาก่อน ทำให้เมื่อเห็นคู่กรณีเดินทางมาที่วัด ความโกรธแค้นจึงพุ่งสูงขึ้นจนเกิดเหตุการณ์บานปลาย

อย่างไรก็ตาม ทางทนายความได้ย้ำชัดเจนว่า การใช้ความรุนแรงเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย แต่ทางฝั่งผู้ก่อเหตุก็มีความยินดีที่จะยอมรับผลแห่งการกระทำและพร้อมที่จะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม โดยทนายความได้แนะนำให้ไรเดอร์หนุ่มหลีกเลี่ยงการไปร่วมงานศพในช่วงนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ปะทะซ้ำซ้อนขึ้นอีก

  • นายธนัทยอมรับผิดและพร้อมขอโทษคู่กรณี
  • เตรียมตัวเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายโดยไม่หนี
  • ทนายความเน้นย้ำเรื่องสติเพื่อระงับอารมณ์

ความน่าสนใจของคดีนี้คือ แม้ทางกฎหมายจะยังไม่ได้มีการแจ้งข้อหาเนื่องจากผู้เสียหายยังไม่ได้ดำเนินคดี แต่การที่ ไรเดอร์ โดดต่อย “ผอ.ป.ป.ช.” ขอโทษยอมรับผิด หากเจอกันครั้งหน้า ระงับอารมณ์ได้แน่นอน กลายเป็นเครื่องเตือนใจสำหรับใครหลายคนบนท้องถนนว่า สติเป็นเรื่องสำคัญที่สุด ไม่ว่าสถานการณ์จะบีบคั้นเพียงใด การใช้กำลังตัดสินปัญหาไม่เคยนำมาซึ่งทางออกที่ดีและมีแต่จะทำให้ปัญหาลุกลามใหญ่โตขึ้นไปอีก

สิ่งสำคัญที่สุดตอนนี้ คือการปล่อยให้กระบวนการยุติธรรมได้ทำหน้าที่อย่างยุติธรรมในคดีหลัก คือคดีเมาแล้วขับที่พรากชีวิตคนหาเช้ากินค่ำไป และในส่วนของการทำร้ายร่างกายเอง ก็ขอให้จบลงด้วยการพูดคุยหรือการไกล่เกลี่ยตามขั้นตอนกฎหมาย นี่ถือเป็นบทเรียนครั้งสำคัญที่สังคมไทยควรนำมาถอดรหัสและแก้ไข เพื่อไม่ให้เหตุการณ์ความรุนแรงเช่นนี้เกิดขึ้นอีกในอนาคต

ที่มา – ไรเดอร์ โดดต่อย “ผอ.ป.ป.ช.” ขอโทษยอมรับผิด หากเจอกันครั้งหน้า ระงับอารมณ์ได้แน่นอน

Glenn Whelan คือเฮดโค้ชคนใหม่ของ Livingston

Glenn Whelan คือเฮดโค้ชคนใหม่ของ Livingston

แฟนบอลทีม Livingston เตรียมพบกับความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ เมื่อสโมสรได้ประกาศแต่งตั้ง Glenn Whelan คือเฮดโค้ชคนใหม่ของ Livingston อย่างเป็นทางการ เพื่อกู้คืนสถานการณ์ของทีมให้กลับมาแข็งแกร่งอีกครั้งหลังจากที่ต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ยากลำบากในช่วงฤดูกาลที่ผ่านมา

หลังจากที่สโมสรต้องตกระดับลงมาจาก Scottish Premiership ทำให้บอร์ดบริหารมองหาผู้นำคนใหม่ที่จะเข้ามาปรับเปลี่ยนทัศนคติและวางรากฐานให้กับทีม ซึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจที่สุดก็คือ Glenn Whelan วัย 42 ปี อดีตมิดฟิลด์ทีมชาติไอร์แลนด์ ผู้ซึ่งมีประสบการณ์โชกโชนในเวทีพรีเมียร์ลีกอังกฤษ

มุมมองจากสโมสรต่อ Glenn Whelan คือเฮดโค้ชคนใหม่ของ Livingston

ด้าน David Martindale ผู้อำนวยการกีฬาของ Livingston ได้ออกมาแสดงความมั่นใจกับการตัดสินใจครั้งนี้ โดยเขากล่าวว่าการดึงตัว Whelan เข้ามาเปรียบเสมือนการนำเอา “Elite Mindset” หรือทัศนคติของผู้ชนะเข้ามาสู่ทีม ด้วยประสบการณ์การค้าแข้งกว่า 300 นัดในพรีเมียร์ลีกและเกือบ 100 นัดในนามทีมชาติ เขาเชื่อมั่นว่านี่คือบุคคลที่จะสามารถนำพา Livingston กลับสู่จุดที่ควรจะเป็นได้

ก้าวต่อไปกับภารกิจทวงคืนความยิ่งใหญ่

สำหรับภารกิจของผู้นำรายใหม่คนนี้ แม้จะได้รับโอกาสใน Glenn Whelan คือเฮดโค้ชคนใหม่ของ Livingston ที่มีความท้าทายสูง แต่ตัวเขาเองก็แสดงความมุ่งมั่นอย่างเต็มเปี่ยม โดยกล่าวว่า “ผมจะทุ่มเททุกอย่างให้กับสโมสรในการก้าวไปข้างหน้า ผมกระหายที่จะคว้าโอกาสนี้เพื่อสร้างทีมที่ประสบความสำเร็จ ซึ่งจะเป็นทีมที่แฟนบอลจะภาคภูมิใจและให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่”

ก่อนหน้านี้ Whelan ได้สั่งสมประสบการณ์การเป็นโค้ชมาแล้วทั้งที่ Bristol Rovers และ Wigan Athletic ดังนั้นการเข้ามารับงานคุมทีมแบบเต็มตัวในครั้งนี้ จึงถือเป็นก้าวสำคัญอย่างยิ่งในเส้นทางสายอาชีพโค้ชของเขา

  • การนำพาทีมกลับสู่จุดสูงสุดของฟุตบอลสกอตแลนด์
  • การสร้างทัศนคติแห่งผู้ชนะให้กับผู้เล่นดาวรุ่ง
  • การกระชับสัมพันธ์ระหว่างแฟนบอลและสโมสรให้แน่นแฟ้นขึ้น

ความสำเร็จในอดีตสมัยที่เขาโลดแล่นกับ Stoke City, Aston Villa และ Hearts จะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ Whelan สามารถถ่ายทอดบทเรียนให้กับนักเตะในทีม Livingston ได้อย่างดีเยี่ยม เราคงต้องจับตาดูกันต่อไปว่าภายหลังจากการปรับทัพในครั้งนี้ ทีมจะมีฟอร์มการเล่นที่ดุดันและน่ากลัวขึ้นเพียงใดในฤดูกาลหน้า

เราเชื่อว่าการแต่งตั้งครั้งนี้เปรียบเสมือนการปลุกชีพมังกรที่หลับใหล ซึ่งหาก Whelan สามารถนำปรัชญาการเล่นที่เขาตั้งใจไว้มาใช้กับทีมได้สำเร็จ Livingston ก็มีโอกาสสูงมากที่จะกลับมาโลดแล่นบนลีกสูงสุดได้ในเวลาอันสั้น เป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นสำหรับแฟนบอลทั่วสก็อตแลนด์อย่างแน่นอน

ที่มา – ไม่พบหัวข้อ